ศากยบุตร
03-21-2007, 03:13 PM
http://www.love.is/roald/Web/kannon1.jpg
การอบรมบ่มเพาะปัญญา
พระอาจารย์กุงกา ซังโบ ริมโปเช
เนื่องในโอกาส ๑๐๐ ปีชาตกาล ท่านพุทธทาสภิกขุ
วันเสาร์ที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙
ห้อง ๑๐๓ ตึกอักษรศาสตร์ ๔
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
U พระอาจารย์เริ่มการบรรยายด้วยการสวดบูชาพระศรีศากยมุนี พระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระอวโลกิเตศวร พระวัชร
ปาณี พระประมุขแห่งนิกายสาเกียปะ ผู้เป็นนิรมาณกายของพระมัญชุศรี และพระอาจารย์ของท่านเอง ท่านกล่าวแสดงความ
ยินดีที่ได้มีโอกาสมาทำงานทางธรรมในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง คนเราประกอบกิจการงานทั้งในทางโลกและทางธรรม งาน
ทางโลกก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ส่วนงานทางธรรมสร้างประโยชน์สุขที่เจริญยั่งยืนให้แก่สรรพสัตว์ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่
ทุกคนจะได้มาทำงานทางธรรมร่วมกัน
แก่นธรรมมหายาน
คนไทยกับคนทิเบตมีความคล้ายคลึงกัน คือต่างก็เป็นพุทธศาสนิกชน นับถือปฏิบัติพุทธศาสนามาเป็นเวลายาวนาน
และมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ การมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะทำให้จิตใจสงบ ไม่สับสนวุ่นวาย ไม่ฟุ้งซ่าน ขอให้เราตั้งจิตเช่นนี้
ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จะไม่มีวาจาที่เป็นอกุศล ไม่พูดเพ้อเจ้อไร้แก่นสาร และไม่ให้ร้ายผู้
อื่น สิ่งที่เราเรียกว่า เถรวาทก็ดี มหายานก็ดี ที่จริงแล้วก็ล้วนแต่มีแก่นธรรมอันเดียวกัน เพียงแต่วิธีการที่เข้าถึงแก่นธรรมนั้น
อาจมีความแตกต่างกัน ทุกๆ คนอาจจะมีใจเป็นมหายานได้ทั้งหมด แต่วิถีปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรมของแต่ละคนอาจจะต่าง
กันไป
U การมีใจเป็นมหายานที่แท้จริงเป็นอย่างไร บางคนอ้างตนว่าเป็นมหายานและปรารถนาที่จะทำประโยชน์เพื่อสรรพสัตว์
ทั้งหลาย แต่ก็กลับฆ่าสัตว์และพูดจาให้ร้ายผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา การกระทำเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นมหายานเลย เพราะผู้ที่มีจิตใจเพื่อ
ผู้อื่นเช่นพระโพธิสัตว์ แม้เลือดเนื้อของตนก็สามารถสละให้ผู้อื่นได้โดยไม่กลัวความเจ็บปวดแม้แต่น้อย
ตามสายการปฏิบัติของทิเบตนับแต่อดีต มีพระลามะเป็นจำนวนมากที่เป็นแบบอย่างของการมีจิตใจอย่างพระโพธิ
สัตว์ คือ ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของสัตว์อื่น เช่น เวลาที่ถูกยุงกัด คนที่มีใจอย่างพระโพธิสัตว์ก็จะมีแต่ความเมตตากรุณา
จะปล่อยให้ยุงกัดเพราะถือว่ายุงตัวเล็กนิดเดียว ร่างกายของเราใหญ่กว่ามาก แต่สำหรับคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่มีเมตตากรุณา ก็
อาจจะฆ่ายุงให้ตาย
U ในการปฏิบัติแบบมหายาน จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องพิจารณาว่า เรารักตนเองมากเพียงใด สัตว์ทั้งหลายก็รักตนเอง
เช่นนั้น เราต้องการความสุขอย่างไร สัตว์ทั้งหลายก็ต้องการความสุขอย่างเดียวกัน เราเกลียดกลัวความทุกข์ ไม่ปรารถนา
ทุกข์เช่นไร สัตว์ทั้งหลายก็เกลียดกลัวความทุกข์มากเช่นนั้นเหมือนกัน
U ให้เราลองจินตนาการถึงปลาที่ปกติอาศัยอยู่ในน้ำ แล้วเมื่อต้องถูกจับขึ้นมาจากน้ำ ปลาจะทุกข์ทรมานสักเพียงใด ให้
ลองเปรียบเทียบกับความรู้สึกของเราที่ปกติอาศัยอยู่บนบกในอากาศปกติแล้วต้องจมน้ำ หายใจไม่ได้ เราทุกข์ทรมานเพียงใด
ปลาก็ทุกข์ทรมานเพียงนั้น เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อถูกจับขึ้นมาแล้วก็ถูกทุบถูกเชือดอย่างไร้ความปรานี ให้เราลองจินตนาการดูว่า
ถ้าเป็นเรา เราจะรู้สึกอย่างไร
U เนื่องจากพระอาจารย์ต้องเดินทางไปมาระหว่างทิเบตกับปักกิ่งเป็นประจำ ทำให้ได้พบนักธุรกิจหลายคนที่พูดว่าตน
เป็นผู้ปฏิบัติมหายาน วัชรยาน แต่เขาเหล่านั้นกลับซื้อปลามาเชือดทำอาหาร สำหรับท่านแล้ว ภาพของปลาที่ถูกตัดหัวเหลือ
แต่ตัวเป็นภาพที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง การกระทำของคนเหล่านี้ไม่ถือเป็นมหายานอย่างที่อ้างโดยสิ้นเชิง
โพธิจิต ความเมตตากรุณา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่ามีสัตว์อยู่ ๓ ประเภท ทำให้ต้องมีการปฏิบัติถึง ๓ ยาน ประเภทแรก เป็นผู้ที่สามารถ
นำพาผู้อื่นไปสู่ฝั่งแห่งการหลุดพ้นได้พร้อมกับสัตว์อื่น สามารถตั้งปณิธานที่จะนำผู้อื่นไปสู่ฝั่งแห่งปัญญาได้ บรรลุความหลุด
พ้นร่วมกัน
ประเภทที่สอง เป็นเหมือนกษัตริย์ คือตนเองไปถึงก่อนแล้วค่อยนำพาประชาราษฎร์ตามไป หมายความว่า ขอให้
ตนเองเป็นพระพุทธเจ้าก่อน แล้วจึงรื้อขนสรรพสัตว์ไปสู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง
ประเภทที่สาม เป็นเหมือนคนเลี้ยงแกะหรือจามรี คือให้แกะและจามรีล่วงหน้าไปก่อน ดูแลให้ปลอดภัยมีอาหารกิน
เรียบร้อยก่อน ส่วนตัวคนเลี้ยงเองจะหิวหรือจะลำบากก็ไม่เป็นไร หมายความว่า ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นเป็นพุทธะ
ก่อน ส่วนตนเองขอหลุดพ้นทีหลัง
ให้เราลองพิจารณาว่าเราตั้งจิตแบบไหน การตั้งจิตในประเภทที่สามเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นผู้มีจิตใจเป็นมหายาน มี
จิตใจอย่างพระโพธิสัตว์อย่างแท้จริง จิตใจอย่างพระโพธิสัตว์ประกอบด้วยความเมตตากรุณาเป็นสำคัญ เราอาจจะบอกว่าเรา
รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความเมตตากรุณา เป็นอย่างดี แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงการเข้าใจความหมายของคำอย่างผิวเผิน เราจำเป็นต้อง
สำรวจจิตใจภายในของเราในขณะนี้ดูดีๆ ว่ามีความเมตตากรุณามากน้อยเพียงใด เรารู้หรือไม่ว่าความเมตตากรุณาและโพธิจิต
เป็นอย่างไร เราเข้าใจความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างโพธิจิตกับความคิดความรู้สึกสงสารผู้อื่นหรือไม่ แท้ที่จริงแล้ว
โพธิจิตคืออะไร
เมื่อปลูกดอกไม้สักดอกหนึ่ง ถ้าเราต้องการให้ดอกไม้เจริญงอกงามก็ต้องหมั่นรดน้ำ ดอกไม้ก็เปรียบเสมือนโพธิจิต
การรดน้ำก็เปรียบเสมือนความคิดสงสารปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่น และรากของดอกไม้นี้ก็คือความกรุณา องค์ประกอบและ
เหตุปัจจัยทั้งหมดที่สัมพันธ์สอดคล้องกันทั้งความคิดและการกระทำจะทำให้ดอกไม้แห่งโพธิจิตเติบโตงดงาม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าการบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าจะเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากโพธิจิต ต่อให้บำเพ็ญสมาธิ
ลึกซึ้งมากเพียงใดก็ตาม โพธิจิตจะบังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราได้ปฏิบัติสมาธิพิจารณาถึงความเมตตาตลอด ๗ วัน พิจารณาถึง
ความกรุณาอีก ๗ วัน ตลอด ๑๔ วันพิจารณาใคร่ครวญแต่เรื่องความเมตตากรุณา โพธิจิตจึงจะบังเกิดขึ้นจริงๆ ในจิตใจ ไม่
เช่นนั้นก็เป็นได้แค่ความคิด
ที่เรียกว่าความเมตตานั้นเป็นอย่างไร ให้เราเงยหน้ามองดูท้องฟ้าที่เวิ้งว้างไร้ขอบเขต สรรพสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิด
อยู่ในสังสารวัฏก็มีมากมายมหาศาลไร้ขอบเขตเช่นเดียวกับท้องฟ้า สัตว์ในภพภูมิต่ำทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสัตว์นรก อสูรกาย
หรือสัตว์เดรัจฉาน มหายานเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีแม้ผู้ใดผู้หนึ่งที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่ของเรา เรารักพ่อแม่ของเรา
มากเพียงใด เราก็ต้องรักสงสารสัตว์เหล่านี้ซึ่งล้วนแต่เคยเป็นพ่อแม่ของเรามากเพียงนั้น มีความปรารถนาจากแก่นก้นบึ้งของ
หัวใจที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้สรรพสัตว์ผู้เป็นพ่อแม่เป็นสุข
U ให้เรานึกถึงความไพศาลไร้ขอบเขตของท้องฟ้า สัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายในสังสารวัฏก็มีจำนวนมากมายมหาศาลไร้
ขอบเขตเช่นกัน สัตว์นรกต้องทนปวดแสบปวดร้อน ทนทรมานด้วยไฟอเวจีตลอดเวลา สัตว์เดรัจฉานต่างก็เบียดเบียนกันเอง
ฆ่ากันเอง กินกันเองด้วยความไม่รู้ ส่วนเปรตก็มีแต่ความโหยหิวอยากกระหายตลอดเวลา สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นพ่อแม่ของเรา
กำลังตกอยู่ในความทุกข์สาหัสถึงเพียงนี้ ทำอย่างไรเราจึงจะช่วยพวกท่านได้
เราจะเมตตาสัตว์เหล่านั้นได้อย่างไร ให้เราจินตนาการว่า เราเป็นแม่ที่มีลูกสุดที่รักอยู่เพียงคนเดียว และลูกของเรา
กำลังตกลงไปในกองเพลิง ถูกไฟลวกร้อนรนทนทรมานแสนสาหัส ทำอย่างไรจึงจะช่วยลูกของเราขึ้นมาให้จงได้
U เราจะบ่มเพาะความกรุณาที่มีต่อสัตว์ทั้งหลายได้อย่างไร ให้เราจินตนาการว่า เราเป็นแม่ที่มีลูกสุดที่รักเพียงคนเดียว
แล้วลูกตายไป ความทุกข์นั้นจะใหญ่หลวงสักเพียงใด ให้เรานึกถึงความทุกข์นี้เพื่อบ่มเพาะความกรุณาให้เกิดขึ้น
การปฏิบัติธรรมตามแนวทางมหายานจึงมีแก่นสำคัญอยู่ที่การบ่มเพาะความเมตตากรุณาขึ้นมาภายในจิตใจ เพื่อให้
สรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นสุข
U โพธิจิตอาจแบ่งออกได้ ๒ ประเภท ประเภทแรก เปรียบเหมือนกับคนที่ตั้งความปรารถนาจะไปนครลาซาในทิเบต
ส่วนประเภทที่สอง คือผู้ที่เดินทางไปนครลาซาจริงๆ คือ เก็บสัมภาระแล้วเดินทางไป การไปนครลาซาในที่นี้เปรียบได้กับการ
หลุดพ้นกลายเป็นพระพุทธเจ้า
คนที่มีโพธิจิตประเภทแรกเป็นเสมือนหมอรักษาโรค มีความปรารถนาจะช่วยเหลือผู้อื่นจากก้นบึ้งของหัวใจ มีความ
จริงใจอย่างยิ่ง แต่อาจจะไม่ได้ลงมือกระทำจริงๆ ส่วนประเภทที่สองคือผู้ที่มีโพธิจิตแล้วลงมือกระทำการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้
อื่นจริงๆ เช่น การสอนธรรม เผยแผ่ธรรม หรือให้ความช่วยเหลือผู้อื่นในทุกวิถีทาง
คนที่มีโพธิจิตประเภทแรกเวลาสวดมนต์ก็จะอธิษฐานขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นกลายเป็นพระพุทธเจ้า ส่วนคน
ประเภทที่สองจะกระทำการหลายๆ อย่างเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าใครไม่มีอาหารก็เอาอาหารไปให้ ใครไม่มีธรรมะก็สอนธรรมะ
ให้ จะเห็นได้ว่าคนทั้งสองประเภทต่างก็มีโพธิจิต แต่ประเภทที่สองเป็นโพธิจิตที่ประกอบด้วยการกระทำ
หากเราสามารถพัฒนาโพธิจิตให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของเราได้ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล ถ้าเราแต่ละคนสวด
มนต์เพื่อประโยชน์ของตัวเองคนเดียวตลอดกัปหนึ่ง อานิสงส์ที่เกิดขึ้นจะเทียบไม่ได้เลยกับการสวดมนต์อุทิศให้สรรพสัตว์ทั้ง
หลายเพียงวันเดียว ซึ่งจะก่อให้เกิดอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่มหาศาลกว่ามาก ผู้ที่มีโพธิจิตงอกงามแล้วเท่านั้นจึงจะได้ชื่อว่าเป็นพระ
โพธิสัตว์อย่างแท้จริง และเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว ไม่เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้นที่จะปีติยินดี ทวยเทพ รวมทั้งพระพุทธเจ้าทั้ง
หลายก็จะร่วมอนุโมทนาชื่นชมยินดีด้วย
ในทางโลก คนที่เราเรียกว่า มิตร หรือ เพื่อน มีมากมาย แต่จริงๆ แล้วเรามีมิตรที่แท้จริงหรือเปล่า มิตร
หมายถึงคนที่รักปรารถนาดีต่อเราอย่างแท้จริง ไม่ทำอะไรหรือพูดอะไรให้เราไม่พอใจแม้แต่น้อย แต่ในความเป็นจริง มิตร
ชนิดที่ว่านี้หาได้ยากยิ่งนัก หรืออาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีเลย เพราะหลายๆ ครั้งคนที่เราเรียกว่า มิตร หรือ เพื่อน ก็อาจจะ
ทำให้เราไม่พอใจ จนบางครั้งถึงกับรู้สึกว่าเพื่อนคนนั้นกลับกลายเป็นศัตรู เรามีความคิดบวกๆ ลบๆ ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา ใน
ความเป็นจริงเราจึงไม่มีมิตรหรือเพื่อน การที่เราคิดว่าใครเป็นมิตรเรา หรือเป็นเพื่อนของเรา รู้สึกดีกับเรา หรือเป็นศัตรูของ
เรา คิดร้ายต่อเรา ล้วนแต่เป็นเพราะใจเราคิดไปเองปรุงแต่งไปเองทั้งสิ้น
แต่ถ้าเรามีใจอย่างพระโพธิสัตว์ แม้เทพทั้งหลายก็จะเป็นเพื่อนกับเรา คนที่มีใจอย่างพระโพธิสัตว์จะไม่มีใครเป็นศัตรู
ในความนึกคิดเลย จะมีแต่เพื่อน เพราะจิตใจจะมีแต่ความรัก ความเมตตากรุณาปรารถนาดีต่อทุกๆ ชีวิต
โดยทั่วไป เรามักจะแบ่งชีวิตออกเป็น ๓ ช่วง ได้แก่ วัยเด็ก วัยกลางคนหรือวัยทำงาน และวัยชรา เมื่อถึงวัยอัน
สมควร คนส่วนใหญ่ก็จะแต่งงานมีครอบครัว มีลูก เมื่อได้เป็นพ่อแม่ก็จะได้เรียนรู้ว่า ลูกทำอะไร เราก็จะไม่โกรธ ผู้ที่มีโพธิจิต
เมื่อมีครอบครัว มีประสบการณ์ชีวิต ได้เป็นพ่อแม่ ได้เป็นปู่ย่าตายาย มีลูกมีหลาน ความเมตตากรุณาก็จะเจริญงอกงาม และ
ยินดีที่จะแก่เฒ่า เพราะยิ่งอายุมาก ความเมตตากรุณาก็ยิ่งงอกงามมากขึ้น แต่คนที่ไม่มีโพธิจิต ก็จะเป็นทุกข์ที่ต้องแก่เฒ่า
จริงอยู่ว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ธรรมดาของมนุษย์ และความแก่ก็เป็นทุกข์ที่ใหญ่หลวงอย่างหนึ่ง แต่สำหรับคนที่มี
โพธิจิต ความแก่จะไม่เป็นทุกข์แม้แต่น้อย เพราะความแก่จะเป็นเหตุให้เราได้เป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เราจะนับทุกคนเป็น
ญาติมิตรพี่น้อง เป็นลูกเป็นหลาน
การบ่มเพาะโพธิจิตในช่วงแรกอาจจะกระทำได้ยาก แต่ถ้าหมั่นฝึกเป็นนิสัยแล้วจะไม่ใช่สิ่งที่ยากเลย ท่านศานติเทวะ
กล่าวว่า งานของพระโพธิสัตว์ในช่วงแรกจะยากลำบากสาหัส แต่หากกระทำอย่างต่อเนื่องจริงจังสม่ำเสมอ ก็จะไม่มีอะไรยาก
เลย
เมื่อมีโพธิจิต หรือจิตอย่างพระโพธิสัตว์อย่างแท้จริง มนุษย์และเทพทั้งหลายทั้งที่หลุดพ้นแล้วและยังไม่หลุดพ้นก็จะ
คุ้มครองรักษา เกิดอานิสงส์ไพบูลย์มหาศาล แม้คนที่เคยก่อกรรมเข่นฆ่าผู้อื่นจำนวนมาก บาปกรรมก็ลบล้างสลายได้
ในวิถีพุทธศาสนาของทิเบต โพธิจิตเป็นเรื่องสำคัญมาก ชาวพุทธทิเบตจะเน้นเรื่องการบ่มเพาะโพธิจิต ความเมตตา
กรุณาต่อสรรพสัตว์อย่างยิ่ง แต่กลับยังต้องกินเนื้อจามรี ทั้งนี้ก็ด้วยความจำเป็น เนื่องจากภูมิประเทศภูมิอากาศที่แห้งแล้ง
อาหารไม่อุดมสมบูรณ์ นี่เป็นสิ่งเดียวที่พระอาจารย์ไม่สบายใจเกี่ยวกับวิถีปฏิบัติของชาวทิเบต การกระทำอย่างอื่นนอกจากนี้
แล้ว ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของสรรพสัตว์ทั้งสิ้น
แม้ว่าจะกินเนื้อจามรี แต่ก็อย่างที่กล่าวแล้วว่าเป็นเพราะความจำเป็น ชาวทิเบตไม่ได้มีความสบายใจเลยที่จะต้อง
เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ไม่ได้มีความสุขหรือกินเนื้อจามรีด้วยความเอร็ดอร่อย แต่กินเพียงเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ ชาวทิเบตจะ
หมั่นสวดมณีและทำบุญอุทิศกุศลให้จามรีเสมอ
ในบางศาสนาอาจมีการแบ่งชั้นวรรณะ มีการแบ่งแยกว่ามนุษย์มีความไม่เท่าเทียมกันในการหลุดพ้น บางครั้งถึงกับ
กำหนดให้มีคนกลุ่มหนึ่งที่จะต้องทำงานฆ่าสัตว์ ซึ่งปิดกั้นการหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง แต่ชาวทิเบตมองว่า มนุษย์ทุกคน สัตว์ทุกๆ
ชีวิตไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ทุกๆ ชีวิตมีความเท่าเทียมกัน ล้วนแต่มีจิตเข้าถึงการตรัสรู้ได้ทั้งสิ้น
การบำเพ็ญสมาธิเพื่อบ่มเพาะความเมตตากรุณา
ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เพื่อให้เข้าใจความหมายของมหายาน แต่ก็เป็นเพียงความเข้าใจที่ผิวเผินย่นย่อ ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก
มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติสมาธิ พระอาจารย์ได้อธิษฐานตั้งปณิธานที่จะกลับมาสอนเรื่องการบำเพ็ญสมาธิแก่ชาว
พุทธในประเทศไทยอีกครั้ง
ในเวลาที่มีอยู่จำกัดนี้ ท่านจะขอเล่าเกี่ยวกับการบำเพ็ญสมาธิเพื่อบ่มเพาะความเมตตากรุณาเป็นสังเขปเบื้องต้นสัก
เล็กน้อย การบำเพ็ญสมาธิดังกล่าวเป็นการน้อมนำเอาความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งหลายมาไว้ในตัวเรา เรียกว่า โล่จง (mind
transformation) ซึ่งธรรมะสายกาดัมปะ (สืบทอดจากพระอาจารย์อตีศะ) ได้พัฒนาขึ้น มีพระเกเชหลายรูปที่ปฏิบัติสมาธินี้
จนกระทั่งมีเกเชรูปหนึ่งได้หลุดพ้นกลายเป็นพระพุทธเจ้า
แบบอย่างของการปฏิบัติสมาธิแบบโล่จงนี้มีให้เห็นอยู่จริง พระอาจารย์ของท่านรูปหนึ่ง คือ ลามะอาดรัก ริมโปเช
เป็นพระธรรมดาๆ ซึ่งใช้เวลาทั้งวันในการภาวนาบำเพ็ญสมาธิเพื่อบ่มเพาะความเมตตากรุณา และใคร่ครวญถึงศูนยตา ผู้คน
ทั้งหลายที่ได้พบกับพระอาจารย์รูปนี้ต่างก็สัมผัสได้ถึงความเมตตากรุณาที่แผ่ออกมาจากจิตใจภายในของท่าน แม้แต่เกเชผู้มี
ความรู้สูงก็ประจักษ์แจ้งในการปฏิบัติของอาดรัก ริมโปเช และน้อมนำเป็นแบบอย่าง
เนื่องจากท่านอาดรัก ริมโปเชเป็นผู้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั่วไป ท่านได้เลี้ยงสุนัขไว้เป็นจำนวนมาก ท่านฉัน
อะไร สุนัขก็จะได้กินอย่างนั้น แต่ถ้าสุนัขไม่มีอะไรกิน ท่านก็จะสละ ไม่ยอมฉันด้วยเช่นกัน ครั้งหนึ่ง มีสุนัขแม่ลูกอ่อน เพิ่ง
ตกลูกออกมาได้ ๕ ตัว เป็นสุนัขที่ผอมมาก ท่านรู้สึกสงสารมันเป็นพิเศษ
โดยปกติ สุนัขทิเบตจะดุมาก ถ้าเห็นคนแปลกหน้าจะกัดทันที วันหนึ่งก็มีคนแปลกหน้าเข้ามาในวัด สุนัขแม่ลูกอ่อน
ตัวนี้ก็วิ่งเข้าไปกัด จึงถูกคนแปลกหน้าขว้างหินใส่ถูกตรงไหล่ได้รับบาดเจ็บเป็นแผล อาดรัก ริมโปเชเห็นดังนั้น ด้วยความ
เมตตากรุณา ท่านได้นั่งสมาธิถ่ายเอาความเจ็บปวดจากบาดแผลนั้นมาไว้ที่ไหล่ของท่านเอง ทำให้ไหล่ของท่านแดงราวกับมี
แผล เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่พระอาจารย์ได้เห็นมากับตาตนเอง ทำให้ท่านได้เข้าใจแก่นคำสอนเรื่องความเมตตากรุณาที่แท้จริง
ดังที่ท่านนาคารชุนได้สอนไว้ว่า จิตเราเป็นใหญ่ จิตของเรามีความยิ่งใหญ่และสามารถแบกรับความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ได้
การปฏิบัติสมาธิถึงพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
U หลายคนอาจจะรู้สึกว่าท่านใช้เวลาอธิบายเรื่องโพธิจิตและความเมตตากรุณาอย่างยืดยาว ทั้งๆ ที่เรากำลังจะพูดกัน
ถึงเรื่องพระโพธิสัตว์มัญชุศรี และการอบรมบ่มเพาะปัญญา แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การที่เราจะเข้าใจวิถีปฏิบัติของพระมัญชุ
ศรีได้ เราจะต้องเข้าใจสิ่งที่เป็นแก่น เป็นรากฐานของมหายาน อันได้แก่ โพธิจิต คือความเมตตาปรารถนาดี ความรักความ
กรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างชัดเจนถ่องแท้เสียก่อน (ดังที่กล่าวว่าเราจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย หากปราศจาก
โพธิจิต)
U ก่อนที่จะกล่าวถึงพระโพธิสัตว์มัญชุศรี อันที่จริง พระอาจารย์คิดว่าควรจะสอนการปฏิบัติสมาธิเพื่อยึดจตุรสรณคมน์
(คุรุ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) เสียก่อน เพราะคนส่วนใหญ่ถือสรณะแต่เพียงวาจา ยังไม่เข้าไปถึงภายในจิตใจอย่าง
แท้จริง แต่ก็ไม่มีเวลาจึงของดไว้ก่อน ในอนาคตเมื่อมีโอกาส พระอาจารย์จะบรรยายเรื่องนี้เป็นพิเศษ
U การปฏิบัติธรรมมหายานแบ่งออกเป็น ๒ สายคือ มหายาน และ วัชรยานหรือมนตรยาน ธรรมทั้งสองสายต่างก็บูชา
พระโพธิสัตว์มัญชุศรี แต่ก็มีรายละเอียดในการปฏิบัติบูชาต่างกัน สายมหายานจะบูชาพระมัญชุศรีโดยไม่มีการปฏิบัติ แต่สาย
วัชรยานจะเน้นการปฏิบัติสมาธิถึงพระองค์ มีบทสาธนะเพื่อการภาวนาปฏิบัติเป็นจำนวนมาก
U การปฏิบัติบูชาพระโพธิสัตว์มัญชุศรีจะเกี่ยวข้องกับจริยาตันตระ การปฏิบัติตันตระนี้เป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์
สะอาดอยู่เสมอ เช่นเดียวกับการทำความสะอาดบ้าน หรืออาบน้ำชำระร่างกาย
เนื่องจากการปฏิบัติเน้นความสะอาดบริสุทธิ์ ถ้าเรายังกินเนื้อสัตว์อยู่ เราก็ควรสวดบูชาพระมัญชุศรีก่อนที่จะกินเนื้อ
สัตว์ เมื่อตื่นนอนใหม่ๆ เราอาจจะจุดธูปดอกหนึ่ง แล้วเพ่งจิตถึงองค์พระมัญชุศรีในปางสมาธิ ภาวนาสมาธิถึงพระองค์
การปฏิบัติสมาธิตามแนวทางของตันตระมี ๒ ระดับ ระดับแรกเรียกว่า เกริม (production/ generation state)
และระดับที่สองเรียกว่า ซกริม (perfection/ completion state) การปฏิบัติสมาธินี้เป็นหัวใจของการปฏิบัติวัชรยานทุกอย่าง
การปฏิบัติเกริมเริ่มต้นด้วยการนั่งในท่าขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรงเหมือนสถูปเจดีย์ เหตุที่ต้องตั้งกายให้ตรงเพราะว่า
ในร่างกายจะมีเส้นและปราณ ซึ่งเราจะต้องให้ความสำคัญต่อเส้นและปราณนี้ การนั่งตั้งกายให้ตรง นอกจากจะทำให้ร่างกาย
มั่นคงแล้ว เส้นและลมปราณก็จะอยู่ในภาวะที่สมดุล จิตใจก็จะสงบตั้งมั่นไม่โอนเอียงวอกแวก
การนั่งสมาธิแบบทิเบตจะไม่หลับตา เพราะการหลับตาจะทำให้เห็นแต่ความมืดซึ่งทำให้ง่วงนอน เราจะหลุบตาลงเล็ก
น้อยแล้วมองไปยังจุดใดจุดหนึ่งที่พื้น พระอาจารย์กล่าวว่าท่านได้สอบทานจากคัมภีร์ต่างๆ แล้ว ไม่พบว่ามีคัมภีร์ใดกล่าวว่าให้
หลับตานั่งสมาธิเลย
จากนั้นเราต้องยกลิ้นขึ้นแตะเพดานบนภายในปากอยู่ตลอดเวลา อย่าให้ลิ้นตกลงมา แล้ววางแขนทั้งสองข้างอย่าง
ผ่อนคลายไม่บีบเกร็ง ในทิเบตอากาศหนาว ชาวทิเบตมักนั่งห่อแขน เกร็งไหล่ บีบตัว ซึ่งเป็นท่านั่งสมาธิที่ไม่ถูกต้อง ส่วน
ประเทศไทยอากาศไม่หนาว สามารถนั่งปล่อยแขนเป็นธรรมชาติได้อย่างสบายๆ ไม่มีปัญหา
หลังจากนั่งในท่าที่ถูกต้องแล้ว สิ่งแรกที่จะต้องทำต่อไปคือ ฝึกกำหนดควบคุมจิตใจให้แน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่านวอกแวก
โดยการเพ่งนิมิตเพื่อประสานจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระโพธิสัตว์ ซึ่งมีอยู่ ๒ วิธี คือ เพ่งนิมิตว่าพระโพธิสัตว์อยู่กลางใจ กับ
อยู่กลางกระหม่อม ขณะนี้พระอาจารย์จะสอนวิธีที่สอง
ให้เพ่งนิมิตว่า เหนือกลางกระหม่อมของเราขึ้นไปมีพระโพธิสัตว์มัญชุศรีสถิตอยู่ โดยมีดอกบัวมากมายเป็นฐาน
รองรับ วัชรยานเน้นว่าจะต้องมีดอกบัวเป็นฐานก็เพราะว่า ดอกบัวเป็นไม้บริสุทธิ์ เกิดขึ้นเอง และไม่มีเวร ไม่มีอันตรายแก่ใคร
ดุจเดียวกับพระโพธิสัตว์ผู้บริสุทธิ์หมดจด และไม่ประสงค์จะทำร้ายผู้ใด
เหนือดอกบัวขึ้นไปมีจันทร์เต็มดวงเป็นอาสน์ของพระมัญชุศรี เหตุที่เป็นจันทร์เต็มดวงก็เพราะว่าดวงจันทร์นั้นขาว
กระจ่าง ผ่องใสบริสุทธิ์ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ไม่มีความแตกต่างกัน พระมัญชุศรีนั้นทรงมีพระมหากรุณา ตั้งปณิธานที่จะ
นำพาสัตว์ทั้งหลายไปสู่ฟากฝั่งแห่งความหลุดพ้น ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงไว้ซึ่งสัพพัญญุตญาณ ล่วงรู้ทุกสิ่ง ดวงจิตจึง
กระจ่างสว่างไสวหมดจด เช่นเดียวกับจันทร์เพ็ญนั้น
จากนั้น เหนือพระจันทร์เพ็ญมีอักขระ ธีะ (ภาษาทิเบตออกเสียงว่า ตี หรือ ตึ แล้วแต่สำเนียง) ซึ่งเป็นอักขระ
ประจำของพระมัญชุศรี อักขระ ธีะ เป็นอักษรภาษาสันสกฤต อันเป็นภาษาแรกที่พระพุทธเจ้าใช้สอนธรรมวัชรยาน
เหนือกลางกระหม่อมมีดอกบัว เหนือดอกบัวมีอาสน์รูปจันทร์เต็มดวง เหนือดวงจันทร์มีอักขระ ธีะ แล้วอักขระ
ธีะ นี้ก็ค่อยๆ กลายเป็นพระโพธิสัตว์มัญชุศรีประทับอยู่ พระองค์มีรูปหลายปาง เช่น ปางสี่กร แต่วันนี้ที่จะทำพิธีมนตรา
ภิเษกเป็นมัญชุศรีสีแสด ภาษาอังกฤษมักเรียก Orange Manjushri พระองค์ทรงมีสองกร
ในการปฏิบัติสมาธิเพ่งนิมิตในสายวัชรยาน ไม่ว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์องค์ใด เราจะต้องไม่ลืมครู จะเป็นพระโพธิสัตว์
มัญชุศรี พระอวโลกิเตศวร หรือพระองค์อื่นๆ เราจะต้องระลึกว่าทั้งหมดนั้นก็คือลักษณะของพระอาจารย์ของเราเอง
องค์พระมัญชุศรีในนิมิตนั้นมีพระพักตร์สีแดง พระหัตถ์ขวาถือดอกบัวบาน เหนือดอกบัวนั้นมีพระขรรค์หรือดาบตั้ง
อยู่ พระขรรค์นี้คมกริบ สามารถตัดทำลายทุกสิ่งให้ขาดสิ้นลงได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง อวิชชา
ทั้งหลาย พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัวบาน เหนือดอกบัวนั้นมีคัมภีร์ปรัชญาปารมิตา คือ ปัญญาอันไปสู่ฟากฝั่งแห่งการตรัสรู้
หมายความว่า ทรงล่วงรู้ธรรมะทุกสรรพสิ่งทั้ง ๓ กาล คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต พระองค์ทรงอาภรณ์สัมโภคกายอัน
รื่นรมย์ มีศิราภรณ์ประดับที่เศียร พระองค์ทรงไว้ซึ่งมหาปุริสสลักษณะอย่างสมบูรณ์ทุกประการเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า
การมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
การได้รับมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง แม้ว่าพระองค์จะเป็นพระโพธิสัตว์สำคัญของ
มหายาน และการปฏิบัติบูชาพระองค์ก็ทำได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว แต่การมนตราภิเษกจะทำให้การปฏิบัตินั้นมีประสิทธิภาพ เกิด
สัมฤทธิผลมากขึ้น เนื่องจากชีวิตของเราสั้นมาก เวลาที่จะปฏิบัติมีอยู่เพียงน้อยนิด เราไม่ได้ปฏิบัติบูชาพระองค์แต่ในชาตินี้
เท่านั้น แต่รวมถึงชาติหน้าและชาติต่อๆ ไปด้วย การปฏิบัติโดยปราศจากการมนตราภิเษกก็เปรียบเสมือนคนที่ต้องการไป
ประเทศทิเบต แต่ต้องเดินไป ซึ่งก็จะถึงได้ในวันหนึ่ง แต่ต้องใช้เวลานานมาก ต้องผ่านหนทางที่ยากลำบาก ต้องขึ้นเขาที่สูงชัน
เส้นทางลดเลี้ยว แต่การมนตราภิเษกเปรียบเหมือนการซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางไป ทำให้ถึงทิเบตได้อย่างรวดเร็ว การปฏิบัติที่
ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากพระอาจารย์ ก็ทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว เสมือนว่า
พระอาจารย์ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินและรับรองการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วและปลอดภัยให้
มนุษย์มีทั้งกาย วาจา ใจ การมนตราภิเษกจึงมี ๓ ขั้นตอน ได้แก่ กายมนตราภิเษก วาจามนตราภิเษก และหทัย
มนตราภิเษก การมนตราภิเษกขั้นแรก เน้นให้กายของเราได้ปฏิบัติบูชาเสียก่อน การที่เราต้องกระทำกายมนตราภิเษก ก็
เพราะเราได้ประกอบอกุศลกรรมมามากมายนับไม่ถ้วน ตลอดเวลาที่เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ กายมนตราภิเษกจะเป็นการ
ชำระกายให้บริสุทธิ์ เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติสมาธิถึงองค์พระมัญชุศรี ประสานกายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระองค์ดุจดั่งพระ
มัญชุศรีมาสถิตที่กายของเรา
ขั้นที่สองคือ วาจามนตราภิเษก คือการสวดมนตร์ เป็นการอนุญาตให้ปฏิบัติบูชาพระวจนะของพระมัญชุศรีได้ เพื่อ
ให้อานิสงส์จากการสวดมนตร์ชำระบาปกรรมอันเกิดจากวาจาที่เป็นอกุศล หรือวจีทุจริต มีการให้ร้ายผู้อื่น การส่อเสียดนินทา
เป็นต้น ซึ่งเราต่างเคยกระทำมาแล้วอย่างมากมาย ที่สำคัญ วาจามนตราภิเษกจะทำให้สามารถสวดบูชาคาถาหัวใจ โอม
อรปฉน ธีหฺ (โอม อา รา บา ซา นา ตี) ซึ่งให้อานิสงส์อันยิ่งใหญ่ไพศาล
ขั้นที่สามคือ หทัยมนตราภิเษก แก่นคือการชำระอกุศลกรรมที่ความคิด หรือมโนทุจริต เช่น ความคิดมุ่งร้ายผู้อื่น
เราจะต้องตั้งจิตอธิษฐานว่า จะขอมีจิตเช่นพระโพธิสัตว์มัญชุศรี อันเป็นจิตที่ไม่เคยคิดมุ่งร้ายต่อผู้ใดเลย
พระอาจารย์เน้นย้ำว่า เมื่อมนตราภิเษกแล้ว ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระมัญชุศรีแล้ว
ทันที แต่ต้องปฏิบัติบูชาอย่างต่อเนื่องด้วยความศรัทธาที่แน่นแฟ้นมั่นคง ทุกๆ คนควรจะสวดมนต์บูชาพระมัญชุศรีทุกวัน บาง
คนอาจจะคิดว่าการมนตราภิเษกจะทำให้ได้รับพลังพิเศษมากมาย แต่ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย พรจะสัมฤทธิ์ผลต่อเมื่อ
เราลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเท่านั้น จึงจะเกิดศรัทธาที่ตั้งมั่นไม่คลอนแคลน เกิดความนอบน้อมภักดีต่อพระองค์อย่างจริงใจ
พระโพธิสัตว์มัญชุศรีนั้น แท้ที่จริงเป็นนิรมาณกายของพระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า พระมัญชุศรีก็เป็นเช่นเดียวกับพระ
ศากยมุนี คือ ต่างก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน แต่ก็ได้ตั้งปณิธานที่จะประทานปัญญาแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะมีแต่ปัญญาเท่านั้นจะ
ที่นำไปสู่ความหลุดพ้นได้ ดังนั้น พวกเราที่เป็นมนุษย์ทุกคนก็อาจเป็นเช่นเดียวกับพระองค์ได้ ทุกคนล้วนแต่มีจิตพุทธะอยู่
ภายใน มีความสามารถที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ทั้งหมด แต่ขณะนี้เราไม่อาจเข้าถึงจิตพุทธะได้ ด้วยอกุศลกรรมต่างๆ ได้บดบัง
ไว้ เหตุเพราะว่าเราไม่มีปัญญา จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะอบรมจิตเพื่อบ่มเพาะให้เกิดปัญญาอันยิ่งใหญ่
ถ้าปราศจากปัญญาเสียแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้สักอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม แม้แต่เอาอาหาร
เข้าปากก็ทำไม่เป็น ทำอาหารก็ไม่เป็น ไม่มีทางที่จะเลี้ยงดูตนเองได้ บางคนอาจจะจำศีลภาวนา บำเพ็ญสมาธิมากมาย แต่
ปราศจากปัญญา ไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ปฏิบัติบำเพ็ญอะไร มากมายเพียงไหนก็ไร้ผล จิตใจ
ไม่พัฒนา ไม่อาจนำไปสู่ความตรัสรู้ได้ ดังนั้น ถ้าเราตั้งใจจะสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน และช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้ง
หลายให้พ้นทุกข์ ปัญญาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก หากขาดปัญญาเสียแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นไปได้เลย
นอกจากนี้แล้ว ขอให้ทุกคนได้คำนึงถึงความสำคัญของการสั่งสมบุญบารมี ผู้ที่มีโอกาสได้มาฟังการบรรยาย เข้าร่วม
การอบรมในวันนี้ แสดงว่าต้องเป็นผู้มีปัญญา มีบุญบารมีที่ทำไว้ก่อน เป็นเหตุเป็นปัจจัยชักนำทำให้สามารถมาร่วมปฏิบัติได้
การมีบุญบารมีที่สั่งสมไว้ก่อนและการสั่งสมบุญบารมีให้เพิ่มพูนมีความสำคัญอย่างยิ่ง นักธุรกิจที่ชีวิตนี้มีฐานะร่ำรวย
มั่งคั่ง ถ้าไม่ได้สั่งสมบารมีต่อเนื่อง ทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่มากมายก็อาจหมดสิ้นไปได้
ในสถานปฏิบัติธรรมบนเขาแห่งหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งที่ตั้งใจปฏิบัติจำศีลภาวนาอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ ท่านบูชา ตัม
เชน ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ปางพิโรธ เป็นธรรมบาลองค์หนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะท่านดำรงชีวิตอย่างขาดแคลน ต้องทนหิวอยู่ตลอด
เวลาเพราะไม่มีใครถวายอาหารแก่ท่านเลย ท่านจึงหวังว่าอานิสงส์ของการบูชาพระโพธิสัตว์จะช่วยให้ท่านมีอาหารฉันบ้าง แต่
วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ได้กล่าวกะท่านว่า ที่ท่านไม่มีอาหารฉันก็เพราะว่าในชาติก่อนๆ ท่านไม่ได้ทำบุญสร้างบารมีมาก่อน ดัง
นั้น แม้จะบูชาพระองค์ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ต้องอาศัยบุญกุศลที่เคยสร้างสมมาด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยความกรุณา พระ
โพธิสัตว์ก็ได้ประทานพรเล็กน้อยให้แก่พระรูปนี้ข้อหนึ่งเพื่อเป็นการบรรเทาใจ
แล้ววันหนึ่งก็ได้มีคนนำ ทุกปะ (ก๋วยเตี๋ยว/บะหมี่น้ำแบบทิเบต) มาเลี้ยงพระทั้งวัด ตัมเซนตรัสว่า วันนี้ท่านจะได้
อาหารตามที่ต้องการแล้ว พระรูปนั้นกลับตัดพ้อว่า ในที่สุดท่านก็ได้ทุกปะเหมือนกับคนอื่นๆ การปฏิบัติบูชาที่ทำมาโดยตลอด
จึงไม่เห็นเป็นประโยชน์อะไรเลย แต่พอถึงเวลาฉัน ปรากฏว่าในชามของท่านมีเศษเนื้อชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง ซึ่งในชามของคนอื่น
ไม่มีเลย เรื่องนี้แสดงให้เห็นอานิสงส์ของการสร้างสมบุญบารมีและการปฏิบัติบูชา ถึงแม้จะเพียงน้อยนิด แต่ถ้าได้กระทำแล้วก็
ย่อมมีผล ไม่มีวันสูญเปล่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรสั่งสมปัญญาให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จากที่เราได้สั่งสมมาแล้ว ใน บารมี
หรือคุณสมบัติหกประการของพระโพธิสัตว์ อันได้แก่ ทาน ศีล วิริยะ ขันติ สมาธิและปัญญา ปัญญาบารมีถือเป็นข้อสำคัญ
ที่สุด หากขาดปัญญาเสียแล้ว การปฏิบัติบูชาพระมัญชุศรีก็กระทำไม่ได้
การเข้าถึงปัญญามี ๓ ระดับ ปัญญาระดับแรก คือปัญญาในการเรียนหนังสือ การสวดอ่านคัมภีร์ ซึ่งถ้าไม่มีปัญญาก็
ไม่สามารถเรียนได้
ปัญญาระดับที่สอง คือปัญญาในการปฏิบัติสมาธิ ถ้าไม่มีปัญญาแยบคาย ไม่ฉลาดในอุบายก็ไม่สามารถปฏิบัติจิตให้
สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ หรือทำสมาธิไม่ได้นาน
ปัญญาระดับที่สาม คือปัญญาในการเข้าถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ รู้แจ้งแทงตลอดในสภาวธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง
หรือที่เรียกว่า วิปัสสนาญาณ อันก่อให้เกิดสมาธิจิตประการหนึ่ง
การมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรีจะนำไปสู่ปัญญาทั้งทางโลก และทางธรรมอันนำไปสู่การหลุดพ้น
แบบอย่างของผู้ปฏิบัติบูชาพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
พระอาจารย์กล่าวว่าท่านเป็นลามะในสายสาเกียปะ อันเป็นนิกายหนึ่งในสี่นิกายใหญ่ของพุทธศาสนาทิเบต เมื่อแรก
เริ่มก่อตั้งนิกาย มีพระอาจารย์สำคัญ ๕ ท่าน พระอาจารย์ท่านแรกนั้นถือกันว่าเป็นนิรมาณกายของพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
และอีกท่านหนึ่งคือ ท่านสาเกียบัณฑิต ซึ่งเป็นพระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงมาก ท่านก็เป็นนิรมาณกายของพระโพธิสัตว์
มัญชุศรีเช่นกัน โดยเป็นนิรมาณกายของพระมัญชุศรีปางสีแสด ประวัติของท่านนั้นเล่ากันว่าตอนที่ท่านถือกำเนิด ได้เกิด
สายรุ้งขึ้นมากมาย และมีแสงสว่างไสวสาดส่องไปทั่ว ท่านมีความพิเศษแตกต่างจากเด็กอื่นคือ ระหว่างที่ตั้งครรภ์ เวลาคลอด
แม่ของท่านไม่มีความเจ็บปวดทรมานเลย
ท่านสาเกียบัณฑิตนี้นับว่าท่านเป็นพระมัญชุศรีบนโลกมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะท่านได้รจนาคัมภีร์ต่างๆ รวมทั้ง
เขียนประวัติศาสตร์ทิเบตซึ่งไม่เคยมีใครเขียนมาก่อน ท่านเป็นผู้มีสติปัญญาสามารถลึกล้ำ นักวิชาการรุ่นหลังๆ ไม่มีใคร
สามารถเทียบท่านได้ ด้วยเหตุเพราะในภพชาติทั้ง ๒๕ ชาติก่อนท่านจะเกิดเป็นสาเกียบัณฑิต ท่านก็ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับ
พระมัญชุศรีโดยตลอด ท่านเป็นนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่ของทิเบต เพราะผูกพันกับปัญญาอย่างมาก เมื่อท่านเรียนหนังสือก็
สามารถเรียนได้โดยไม่มีปัญหา เพียงแค่กวาดสายตาดูเพียงครั้งเดียวก็อ่านได้หมด คัมภีร์เล่มใดที่ว่ายาก ท่านดูเพียงครั้งสอง
ครั้งก็จำได้หมดสิ้น
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านป่วยมากและคิดว่าจะต้องละสังขารแล้ว แต่ท่านก็ได้เห็นนิมิตของพระมัญชุศรีและพระอาจารย์มาก
ล่าวกะท่านว่า อาการป่วยของท่านจะหายดีและจะได้ทำงานต่อไป อันแสดงให้เห็นความผูกพันกับปัญญาของท่าน แล้วหลังจาก
นั้นท่านก็หายดีจริงๆ ท่านจึงได้จาริกไปอินเดีย และได้โต้วาทีกับลัทธิต่างศาสนามากมาย ท่านสามารถใช้ปัญญาอันเลิศของ
ท่านเอาชนะคนต่างศาสนาเหล่านั้น จนกระทั่งยอมเปลี่ยนทิฏฐิหันมายอมรับนับถือพุทธศาสนา และจากอินเดีย ท่านได้จาริก
เผยแผ่ต่อไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในถิ่นของชนชาวมองโกล ซึ่งมีความศรัทธาต่อท่านอย่างยิ่ง และได้นับถือท่าน
เป็นนิรมาณกายของพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
นอกจากสายสาเกียปะแล้ว ในสายเกลุกปะ พระอาจารย์ซงคาปา ก็ถือเป็นนิรมาณกายของพระมัญชุศรีเช่น หรืออีก
ผู้หนึ่งคือ มิพัม ริมโปเช ถือกันว่าท่านเป็นนิรมาณกายของพระมัญชุศรีปางสีดำ
ที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าพระโพธิสัตว์มัญชุศรีทรงพระกรุณาโปรดสัตว์อย่างแท้จริง เพราะได้นิรมาณกายมาเป็นพระ
อาจารย์องค์ต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ประกอบการงานเผยแผ่ธรรมช่วยเหลือสรรพสัตว์ด้วยปัญญาและกรุณาอันยิ่ง
การบรรยายธรรมและการมนตราภิเษกในวันนี้จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่เราจะได้รู้จักพระโพธิสัตว์มัญชุศรี ได้ปฏิบัติบูชา
ท่าน เพื่อบ่มเพาะปัญญาให้เกิดขึ้น เจริญงอกงาม และไพบูลย์ยั่งยืน
http://www.bloggang.com/emo/emo15.gifhttp://www.bloggang.com/emo/emo15.gifhttp://www.bloggang.com/emo/emo15.gifhttp://www.bloggang.com/emo/emo15.gif<!-- End main-->
:SMLX_093: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=mmk&group=2
การอบรมบ่มเพาะปัญญา
พระอาจารย์กุงกา ซังโบ ริมโปเช
เนื่องในโอกาส ๑๐๐ ปีชาตกาล ท่านพุทธทาสภิกขุ
วันเสาร์ที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙
ห้อง ๑๐๓ ตึกอักษรศาสตร์ ๔
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
U พระอาจารย์เริ่มการบรรยายด้วยการสวดบูชาพระศรีศากยมุนี พระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระอวโลกิเตศวร พระวัชร
ปาณี พระประมุขแห่งนิกายสาเกียปะ ผู้เป็นนิรมาณกายของพระมัญชุศรี และพระอาจารย์ของท่านเอง ท่านกล่าวแสดงความ
ยินดีที่ได้มีโอกาสมาทำงานทางธรรมในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง คนเราประกอบกิจการงานทั้งในทางโลกและทางธรรม งาน
ทางโลกก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ส่วนงานทางธรรมสร้างประโยชน์สุขที่เจริญยั่งยืนให้แก่สรรพสัตว์ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่
ทุกคนจะได้มาทำงานทางธรรมร่วมกัน
แก่นธรรมมหายาน
คนไทยกับคนทิเบตมีความคล้ายคลึงกัน คือต่างก็เป็นพุทธศาสนิกชน นับถือปฏิบัติพุทธศาสนามาเป็นเวลายาวนาน
และมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ การมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะทำให้จิตใจสงบ ไม่สับสนวุ่นวาย ไม่ฟุ้งซ่าน ขอให้เราตั้งจิตเช่นนี้
ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จะไม่มีวาจาที่เป็นอกุศล ไม่พูดเพ้อเจ้อไร้แก่นสาร และไม่ให้ร้ายผู้
อื่น สิ่งที่เราเรียกว่า เถรวาทก็ดี มหายานก็ดี ที่จริงแล้วก็ล้วนแต่มีแก่นธรรมอันเดียวกัน เพียงแต่วิธีการที่เข้าถึงแก่นธรรมนั้น
อาจมีความแตกต่างกัน ทุกๆ คนอาจจะมีใจเป็นมหายานได้ทั้งหมด แต่วิถีปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรมของแต่ละคนอาจจะต่าง
กันไป
U การมีใจเป็นมหายานที่แท้จริงเป็นอย่างไร บางคนอ้างตนว่าเป็นมหายานและปรารถนาที่จะทำประโยชน์เพื่อสรรพสัตว์
ทั้งหลาย แต่ก็กลับฆ่าสัตว์และพูดจาให้ร้ายผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา การกระทำเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นมหายานเลย เพราะผู้ที่มีจิตใจเพื่อ
ผู้อื่นเช่นพระโพธิสัตว์ แม้เลือดเนื้อของตนก็สามารถสละให้ผู้อื่นได้โดยไม่กลัวความเจ็บปวดแม้แต่น้อย
ตามสายการปฏิบัติของทิเบตนับแต่อดีต มีพระลามะเป็นจำนวนมากที่เป็นแบบอย่างของการมีจิตใจอย่างพระโพธิ
สัตว์ คือ ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของสัตว์อื่น เช่น เวลาที่ถูกยุงกัด คนที่มีใจอย่างพระโพธิสัตว์ก็จะมีแต่ความเมตตากรุณา
จะปล่อยให้ยุงกัดเพราะถือว่ายุงตัวเล็กนิดเดียว ร่างกายของเราใหญ่กว่ามาก แต่สำหรับคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่มีเมตตากรุณา ก็
อาจจะฆ่ายุงให้ตาย
U ในการปฏิบัติแบบมหายาน จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องพิจารณาว่า เรารักตนเองมากเพียงใด สัตว์ทั้งหลายก็รักตนเอง
เช่นนั้น เราต้องการความสุขอย่างไร สัตว์ทั้งหลายก็ต้องการความสุขอย่างเดียวกัน เราเกลียดกลัวความทุกข์ ไม่ปรารถนา
ทุกข์เช่นไร สัตว์ทั้งหลายก็เกลียดกลัวความทุกข์มากเช่นนั้นเหมือนกัน
U ให้เราลองจินตนาการถึงปลาที่ปกติอาศัยอยู่ในน้ำ แล้วเมื่อต้องถูกจับขึ้นมาจากน้ำ ปลาจะทุกข์ทรมานสักเพียงใด ให้
ลองเปรียบเทียบกับความรู้สึกของเราที่ปกติอาศัยอยู่บนบกในอากาศปกติแล้วต้องจมน้ำ หายใจไม่ได้ เราทุกข์ทรมานเพียงใด
ปลาก็ทุกข์ทรมานเพียงนั้น เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อถูกจับขึ้นมาแล้วก็ถูกทุบถูกเชือดอย่างไร้ความปรานี ให้เราลองจินตนาการดูว่า
ถ้าเป็นเรา เราจะรู้สึกอย่างไร
U เนื่องจากพระอาจารย์ต้องเดินทางไปมาระหว่างทิเบตกับปักกิ่งเป็นประจำ ทำให้ได้พบนักธุรกิจหลายคนที่พูดว่าตน
เป็นผู้ปฏิบัติมหายาน วัชรยาน แต่เขาเหล่านั้นกลับซื้อปลามาเชือดทำอาหาร สำหรับท่านแล้ว ภาพของปลาที่ถูกตัดหัวเหลือ
แต่ตัวเป็นภาพที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง การกระทำของคนเหล่านี้ไม่ถือเป็นมหายานอย่างที่อ้างโดยสิ้นเชิง
โพธิจิต ความเมตตากรุณา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่ามีสัตว์อยู่ ๓ ประเภท ทำให้ต้องมีการปฏิบัติถึง ๓ ยาน ประเภทแรก เป็นผู้ที่สามารถ
นำพาผู้อื่นไปสู่ฝั่งแห่งการหลุดพ้นได้พร้อมกับสัตว์อื่น สามารถตั้งปณิธานที่จะนำผู้อื่นไปสู่ฝั่งแห่งปัญญาได้ บรรลุความหลุด
พ้นร่วมกัน
ประเภทที่สอง เป็นเหมือนกษัตริย์ คือตนเองไปถึงก่อนแล้วค่อยนำพาประชาราษฎร์ตามไป หมายความว่า ขอให้
ตนเองเป็นพระพุทธเจ้าก่อน แล้วจึงรื้อขนสรรพสัตว์ไปสู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง
ประเภทที่สาม เป็นเหมือนคนเลี้ยงแกะหรือจามรี คือให้แกะและจามรีล่วงหน้าไปก่อน ดูแลให้ปลอดภัยมีอาหารกิน
เรียบร้อยก่อน ส่วนตัวคนเลี้ยงเองจะหิวหรือจะลำบากก็ไม่เป็นไร หมายความว่า ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นเป็นพุทธะ
ก่อน ส่วนตนเองขอหลุดพ้นทีหลัง
ให้เราลองพิจารณาว่าเราตั้งจิตแบบไหน การตั้งจิตในประเภทที่สามเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นผู้มีจิตใจเป็นมหายาน มี
จิตใจอย่างพระโพธิสัตว์อย่างแท้จริง จิตใจอย่างพระโพธิสัตว์ประกอบด้วยความเมตตากรุณาเป็นสำคัญ เราอาจจะบอกว่าเรา
รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความเมตตากรุณา เป็นอย่างดี แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงการเข้าใจความหมายของคำอย่างผิวเผิน เราจำเป็นต้อง
สำรวจจิตใจภายในของเราในขณะนี้ดูดีๆ ว่ามีความเมตตากรุณามากน้อยเพียงใด เรารู้หรือไม่ว่าความเมตตากรุณาและโพธิจิต
เป็นอย่างไร เราเข้าใจความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างโพธิจิตกับความคิดความรู้สึกสงสารผู้อื่นหรือไม่ แท้ที่จริงแล้ว
โพธิจิตคืออะไร
เมื่อปลูกดอกไม้สักดอกหนึ่ง ถ้าเราต้องการให้ดอกไม้เจริญงอกงามก็ต้องหมั่นรดน้ำ ดอกไม้ก็เปรียบเสมือนโพธิจิต
การรดน้ำก็เปรียบเสมือนความคิดสงสารปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่น และรากของดอกไม้นี้ก็คือความกรุณา องค์ประกอบและ
เหตุปัจจัยทั้งหมดที่สัมพันธ์สอดคล้องกันทั้งความคิดและการกระทำจะทำให้ดอกไม้แห่งโพธิจิตเติบโตงดงาม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าการบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าจะเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากโพธิจิต ต่อให้บำเพ็ญสมาธิ
ลึกซึ้งมากเพียงใดก็ตาม โพธิจิตจะบังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราได้ปฏิบัติสมาธิพิจารณาถึงความเมตตาตลอด ๗ วัน พิจารณาถึง
ความกรุณาอีก ๗ วัน ตลอด ๑๔ วันพิจารณาใคร่ครวญแต่เรื่องความเมตตากรุณา โพธิจิตจึงจะบังเกิดขึ้นจริงๆ ในจิตใจ ไม่
เช่นนั้นก็เป็นได้แค่ความคิด
ที่เรียกว่าความเมตตานั้นเป็นอย่างไร ให้เราเงยหน้ามองดูท้องฟ้าที่เวิ้งว้างไร้ขอบเขต สรรพสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิด
อยู่ในสังสารวัฏก็มีมากมายมหาศาลไร้ขอบเขตเช่นเดียวกับท้องฟ้า สัตว์ในภพภูมิต่ำทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสัตว์นรก อสูรกาย
หรือสัตว์เดรัจฉาน มหายานเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีแม้ผู้ใดผู้หนึ่งที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่ของเรา เรารักพ่อแม่ของเรา
มากเพียงใด เราก็ต้องรักสงสารสัตว์เหล่านี้ซึ่งล้วนแต่เคยเป็นพ่อแม่ของเรามากเพียงนั้น มีความปรารถนาจากแก่นก้นบึ้งของ
หัวใจที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้สรรพสัตว์ผู้เป็นพ่อแม่เป็นสุข
U ให้เรานึกถึงความไพศาลไร้ขอบเขตของท้องฟ้า สัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายในสังสารวัฏก็มีจำนวนมากมายมหาศาลไร้
ขอบเขตเช่นกัน สัตว์นรกต้องทนปวดแสบปวดร้อน ทนทรมานด้วยไฟอเวจีตลอดเวลา สัตว์เดรัจฉานต่างก็เบียดเบียนกันเอง
ฆ่ากันเอง กินกันเองด้วยความไม่รู้ ส่วนเปรตก็มีแต่ความโหยหิวอยากกระหายตลอดเวลา สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นพ่อแม่ของเรา
กำลังตกอยู่ในความทุกข์สาหัสถึงเพียงนี้ ทำอย่างไรเราจึงจะช่วยพวกท่านได้
เราจะเมตตาสัตว์เหล่านั้นได้อย่างไร ให้เราจินตนาการว่า เราเป็นแม่ที่มีลูกสุดที่รักอยู่เพียงคนเดียว และลูกของเรา
กำลังตกลงไปในกองเพลิง ถูกไฟลวกร้อนรนทนทรมานแสนสาหัส ทำอย่างไรจึงจะช่วยลูกของเราขึ้นมาให้จงได้
U เราจะบ่มเพาะความกรุณาที่มีต่อสัตว์ทั้งหลายได้อย่างไร ให้เราจินตนาการว่า เราเป็นแม่ที่มีลูกสุดที่รักเพียงคนเดียว
แล้วลูกตายไป ความทุกข์นั้นจะใหญ่หลวงสักเพียงใด ให้เรานึกถึงความทุกข์นี้เพื่อบ่มเพาะความกรุณาให้เกิดขึ้น
การปฏิบัติธรรมตามแนวทางมหายานจึงมีแก่นสำคัญอยู่ที่การบ่มเพาะความเมตตากรุณาขึ้นมาภายในจิตใจ เพื่อให้
สรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นสุข
U โพธิจิตอาจแบ่งออกได้ ๒ ประเภท ประเภทแรก เปรียบเหมือนกับคนที่ตั้งความปรารถนาจะไปนครลาซาในทิเบต
ส่วนประเภทที่สอง คือผู้ที่เดินทางไปนครลาซาจริงๆ คือ เก็บสัมภาระแล้วเดินทางไป การไปนครลาซาในที่นี้เปรียบได้กับการ
หลุดพ้นกลายเป็นพระพุทธเจ้า
คนที่มีโพธิจิตประเภทแรกเป็นเสมือนหมอรักษาโรค มีความปรารถนาจะช่วยเหลือผู้อื่นจากก้นบึ้งของหัวใจ มีความ
จริงใจอย่างยิ่ง แต่อาจจะไม่ได้ลงมือกระทำจริงๆ ส่วนประเภทที่สองคือผู้ที่มีโพธิจิตแล้วลงมือกระทำการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้
อื่นจริงๆ เช่น การสอนธรรม เผยแผ่ธรรม หรือให้ความช่วยเหลือผู้อื่นในทุกวิถีทาง
คนที่มีโพธิจิตประเภทแรกเวลาสวดมนต์ก็จะอธิษฐานขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นกลายเป็นพระพุทธเจ้า ส่วนคน
ประเภทที่สองจะกระทำการหลายๆ อย่างเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าใครไม่มีอาหารก็เอาอาหารไปให้ ใครไม่มีธรรมะก็สอนธรรมะ
ให้ จะเห็นได้ว่าคนทั้งสองประเภทต่างก็มีโพธิจิต แต่ประเภทที่สองเป็นโพธิจิตที่ประกอบด้วยการกระทำ
หากเราสามารถพัฒนาโพธิจิตให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของเราได้ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล ถ้าเราแต่ละคนสวด
มนต์เพื่อประโยชน์ของตัวเองคนเดียวตลอดกัปหนึ่ง อานิสงส์ที่เกิดขึ้นจะเทียบไม่ได้เลยกับการสวดมนต์อุทิศให้สรรพสัตว์ทั้ง
หลายเพียงวันเดียว ซึ่งจะก่อให้เกิดอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่มหาศาลกว่ามาก ผู้ที่มีโพธิจิตงอกงามแล้วเท่านั้นจึงจะได้ชื่อว่าเป็นพระ
โพธิสัตว์อย่างแท้จริง และเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว ไม่เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้นที่จะปีติยินดี ทวยเทพ รวมทั้งพระพุทธเจ้าทั้ง
หลายก็จะร่วมอนุโมทนาชื่นชมยินดีด้วย
ในทางโลก คนที่เราเรียกว่า มิตร หรือ เพื่อน มีมากมาย แต่จริงๆ แล้วเรามีมิตรที่แท้จริงหรือเปล่า มิตร
หมายถึงคนที่รักปรารถนาดีต่อเราอย่างแท้จริง ไม่ทำอะไรหรือพูดอะไรให้เราไม่พอใจแม้แต่น้อย แต่ในความเป็นจริง มิตร
ชนิดที่ว่านี้หาได้ยากยิ่งนัก หรืออาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีเลย เพราะหลายๆ ครั้งคนที่เราเรียกว่า มิตร หรือ เพื่อน ก็อาจจะ
ทำให้เราไม่พอใจ จนบางครั้งถึงกับรู้สึกว่าเพื่อนคนนั้นกลับกลายเป็นศัตรู เรามีความคิดบวกๆ ลบๆ ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา ใน
ความเป็นจริงเราจึงไม่มีมิตรหรือเพื่อน การที่เราคิดว่าใครเป็นมิตรเรา หรือเป็นเพื่อนของเรา รู้สึกดีกับเรา หรือเป็นศัตรูของ
เรา คิดร้ายต่อเรา ล้วนแต่เป็นเพราะใจเราคิดไปเองปรุงแต่งไปเองทั้งสิ้น
แต่ถ้าเรามีใจอย่างพระโพธิสัตว์ แม้เทพทั้งหลายก็จะเป็นเพื่อนกับเรา คนที่มีใจอย่างพระโพธิสัตว์จะไม่มีใครเป็นศัตรู
ในความนึกคิดเลย จะมีแต่เพื่อน เพราะจิตใจจะมีแต่ความรัก ความเมตตากรุณาปรารถนาดีต่อทุกๆ ชีวิต
โดยทั่วไป เรามักจะแบ่งชีวิตออกเป็น ๓ ช่วง ได้แก่ วัยเด็ก วัยกลางคนหรือวัยทำงาน และวัยชรา เมื่อถึงวัยอัน
สมควร คนส่วนใหญ่ก็จะแต่งงานมีครอบครัว มีลูก เมื่อได้เป็นพ่อแม่ก็จะได้เรียนรู้ว่า ลูกทำอะไร เราก็จะไม่โกรธ ผู้ที่มีโพธิจิต
เมื่อมีครอบครัว มีประสบการณ์ชีวิต ได้เป็นพ่อแม่ ได้เป็นปู่ย่าตายาย มีลูกมีหลาน ความเมตตากรุณาก็จะเจริญงอกงาม และ
ยินดีที่จะแก่เฒ่า เพราะยิ่งอายุมาก ความเมตตากรุณาก็ยิ่งงอกงามมากขึ้น แต่คนที่ไม่มีโพธิจิต ก็จะเป็นทุกข์ที่ต้องแก่เฒ่า
จริงอยู่ว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ธรรมดาของมนุษย์ และความแก่ก็เป็นทุกข์ที่ใหญ่หลวงอย่างหนึ่ง แต่สำหรับคนที่มี
โพธิจิต ความแก่จะไม่เป็นทุกข์แม้แต่น้อย เพราะความแก่จะเป็นเหตุให้เราได้เป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เราจะนับทุกคนเป็น
ญาติมิตรพี่น้อง เป็นลูกเป็นหลาน
การบ่มเพาะโพธิจิตในช่วงแรกอาจจะกระทำได้ยาก แต่ถ้าหมั่นฝึกเป็นนิสัยแล้วจะไม่ใช่สิ่งที่ยากเลย ท่านศานติเทวะ
กล่าวว่า งานของพระโพธิสัตว์ในช่วงแรกจะยากลำบากสาหัส แต่หากกระทำอย่างต่อเนื่องจริงจังสม่ำเสมอ ก็จะไม่มีอะไรยาก
เลย
เมื่อมีโพธิจิต หรือจิตอย่างพระโพธิสัตว์อย่างแท้จริง มนุษย์และเทพทั้งหลายทั้งที่หลุดพ้นแล้วและยังไม่หลุดพ้นก็จะ
คุ้มครองรักษา เกิดอานิสงส์ไพบูลย์มหาศาล แม้คนที่เคยก่อกรรมเข่นฆ่าผู้อื่นจำนวนมาก บาปกรรมก็ลบล้างสลายได้
ในวิถีพุทธศาสนาของทิเบต โพธิจิตเป็นเรื่องสำคัญมาก ชาวพุทธทิเบตจะเน้นเรื่องการบ่มเพาะโพธิจิต ความเมตตา
กรุณาต่อสรรพสัตว์อย่างยิ่ง แต่กลับยังต้องกินเนื้อจามรี ทั้งนี้ก็ด้วยความจำเป็น เนื่องจากภูมิประเทศภูมิอากาศที่แห้งแล้ง
อาหารไม่อุดมสมบูรณ์ นี่เป็นสิ่งเดียวที่พระอาจารย์ไม่สบายใจเกี่ยวกับวิถีปฏิบัติของชาวทิเบต การกระทำอย่างอื่นนอกจากนี้
แล้ว ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของสรรพสัตว์ทั้งสิ้น
แม้ว่าจะกินเนื้อจามรี แต่ก็อย่างที่กล่าวแล้วว่าเป็นเพราะความจำเป็น ชาวทิเบตไม่ได้มีความสบายใจเลยที่จะต้อง
เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ไม่ได้มีความสุขหรือกินเนื้อจามรีด้วยความเอร็ดอร่อย แต่กินเพียงเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ ชาวทิเบตจะ
หมั่นสวดมณีและทำบุญอุทิศกุศลให้จามรีเสมอ
ในบางศาสนาอาจมีการแบ่งชั้นวรรณะ มีการแบ่งแยกว่ามนุษย์มีความไม่เท่าเทียมกันในการหลุดพ้น บางครั้งถึงกับ
กำหนดให้มีคนกลุ่มหนึ่งที่จะต้องทำงานฆ่าสัตว์ ซึ่งปิดกั้นการหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง แต่ชาวทิเบตมองว่า มนุษย์ทุกคน สัตว์ทุกๆ
ชีวิตไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ทุกๆ ชีวิตมีความเท่าเทียมกัน ล้วนแต่มีจิตเข้าถึงการตรัสรู้ได้ทั้งสิ้น
การบำเพ็ญสมาธิเพื่อบ่มเพาะความเมตตากรุณา
ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เพื่อให้เข้าใจความหมายของมหายาน แต่ก็เป็นเพียงความเข้าใจที่ผิวเผินย่นย่อ ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก
มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติสมาธิ พระอาจารย์ได้อธิษฐานตั้งปณิธานที่จะกลับมาสอนเรื่องการบำเพ็ญสมาธิแก่ชาว
พุทธในประเทศไทยอีกครั้ง
ในเวลาที่มีอยู่จำกัดนี้ ท่านจะขอเล่าเกี่ยวกับการบำเพ็ญสมาธิเพื่อบ่มเพาะความเมตตากรุณาเป็นสังเขปเบื้องต้นสัก
เล็กน้อย การบำเพ็ญสมาธิดังกล่าวเป็นการน้อมนำเอาความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งหลายมาไว้ในตัวเรา เรียกว่า โล่จง (mind
transformation) ซึ่งธรรมะสายกาดัมปะ (สืบทอดจากพระอาจารย์อตีศะ) ได้พัฒนาขึ้น มีพระเกเชหลายรูปที่ปฏิบัติสมาธินี้
จนกระทั่งมีเกเชรูปหนึ่งได้หลุดพ้นกลายเป็นพระพุทธเจ้า
แบบอย่างของการปฏิบัติสมาธิแบบโล่จงนี้มีให้เห็นอยู่จริง พระอาจารย์ของท่านรูปหนึ่ง คือ ลามะอาดรัก ริมโปเช
เป็นพระธรรมดาๆ ซึ่งใช้เวลาทั้งวันในการภาวนาบำเพ็ญสมาธิเพื่อบ่มเพาะความเมตตากรุณา และใคร่ครวญถึงศูนยตา ผู้คน
ทั้งหลายที่ได้พบกับพระอาจารย์รูปนี้ต่างก็สัมผัสได้ถึงความเมตตากรุณาที่แผ่ออกมาจากจิตใจภายในของท่าน แม้แต่เกเชผู้มี
ความรู้สูงก็ประจักษ์แจ้งในการปฏิบัติของอาดรัก ริมโปเช และน้อมนำเป็นแบบอย่าง
เนื่องจากท่านอาดรัก ริมโปเชเป็นผู้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั่วไป ท่านได้เลี้ยงสุนัขไว้เป็นจำนวนมาก ท่านฉัน
อะไร สุนัขก็จะได้กินอย่างนั้น แต่ถ้าสุนัขไม่มีอะไรกิน ท่านก็จะสละ ไม่ยอมฉันด้วยเช่นกัน ครั้งหนึ่ง มีสุนัขแม่ลูกอ่อน เพิ่ง
ตกลูกออกมาได้ ๕ ตัว เป็นสุนัขที่ผอมมาก ท่านรู้สึกสงสารมันเป็นพิเศษ
โดยปกติ สุนัขทิเบตจะดุมาก ถ้าเห็นคนแปลกหน้าจะกัดทันที วันหนึ่งก็มีคนแปลกหน้าเข้ามาในวัด สุนัขแม่ลูกอ่อน
ตัวนี้ก็วิ่งเข้าไปกัด จึงถูกคนแปลกหน้าขว้างหินใส่ถูกตรงไหล่ได้รับบาดเจ็บเป็นแผล อาดรัก ริมโปเชเห็นดังนั้น ด้วยความ
เมตตากรุณา ท่านได้นั่งสมาธิถ่ายเอาความเจ็บปวดจากบาดแผลนั้นมาไว้ที่ไหล่ของท่านเอง ทำให้ไหล่ของท่านแดงราวกับมี
แผล เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่พระอาจารย์ได้เห็นมากับตาตนเอง ทำให้ท่านได้เข้าใจแก่นคำสอนเรื่องความเมตตากรุณาที่แท้จริง
ดังที่ท่านนาคารชุนได้สอนไว้ว่า จิตเราเป็นใหญ่ จิตของเรามีความยิ่งใหญ่และสามารถแบกรับความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ได้
การปฏิบัติสมาธิถึงพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
U หลายคนอาจจะรู้สึกว่าท่านใช้เวลาอธิบายเรื่องโพธิจิตและความเมตตากรุณาอย่างยืดยาว ทั้งๆ ที่เรากำลังจะพูดกัน
ถึงเรื่องพระโพธิสัตว์มัญชุศรี และการอบรมบ่มเพาะปัญญา แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การที่เราจะเข้าใจวิถีปฏิบัติของพระมัญชุ
ศรีได้ เราจะต้องเข้าใจสิ่งที่เป็นแก่น เป็นรากฐานของมหายาน อันได้แก่ โพธิจิต คือความเมตตาปรารถนาดี ความรักความ
กรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างชัดเจนถ่องแท้เสียก่อน (ดังที่กล่าวว่าเราจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย หากปราศจาก
โพธิจิต)
U ก่อนที่จะกล่าวถึงพระโพธิสัตว์มัญชุศรี อันที่จริง พระอาจารย์คิดว่าควรจะสอนการปฏิบัติสมาธิเพื่อยึดจตุรสรณคมน์
(คุรุ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) เสียก่อน เพราะคนส่วนใหญ่ถือสรณะแต่เพียงวาจา ยังไม่เข้าไปถึงภายในจิตใจอย่าง
แท้จริง แต่ก็ไม่มีเวลาจึงของดไว้ก่อน ในอนาคตเมื่อมีโอกาส พระอาจารย์จะบรรยายเรื่องนี้เป็นพิเศษ
U การปฏิบัติธรรมมหายานแบ่งออกเป็น ๒ สายคือ มหายาน และ วัชรยานหรือมนตรยาน ธรรมทั้งสองสายต่างก็บูชา
พระโพธิสัตว์มัญชุศรี แต่ก็มีรายละเอียดในการปฏิบัติบูชาต่างกัน สายมหายานจะบูชาพระมัญชุศรีโดยไม่มีการปฏิบัติ แต่สาย
วัชรยานจะเน้นการปฏิบัติสมาธิถึงพระองค์ มีบทสาธนะเพื่อการภาวนาปฏิบัติเป็นจำนวนมาก
U การปฏิบัติบูชาพระโพธิสัตว์มัญชุศรีจะเกี่ยวข้องกับจริยาตันตระ การปฏิบัติตันตระนี้เป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์
สะอาดอยู่เสมอ เช่นเดียวกับการทำความสะอาดบ้าน หรืออาบน้ำชำระร่างกาย
เนื่องจากการปฏิบัติเน้นความสะอาดบริสุทธิ์ ถ้าเรายังกินเนื้อสัตว์อยู่ เราก็ควรสวดบูชาพระมัญชุศรีก่อนที่จะกินเนื้อ
สัตว์ เมื่อตื่นนอนใหม่ๆ เราอาจจะจุดธูปดอกหนึ่ง แล้วเพ่งจิตถึงองค์พระมัญชุศรีในปางสมาธิ ภาวนาสมาธิถึงพระองค์
การปฏิบัติสมาธิตามแนวทางของตันตระมี ๒ ระดับ ระดับแรกเรียกว่า เกริม (production/ generation state)
และระดับที่สองเรียกว่า ซกริม (perfection/ completion state) การปฏิบัติสมาธินี้เป็นหัวใจของการปฏิบัติวัชรยานทุกอย่าง
การปฏิบัติเกริมเริ่มต้นด้วยการนั่งในท่าขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรงเหมือนสถูปเจดีย์ เหตุที่ต้องตั้งกายให้ตรงเพราะว่า
ในร่างกายจะมีเส้นและปราณ ซึ่งเราจะต้องให้ความสำคัญต่อเส้นและปราณนี้ การนั่งตั้งกายให้ตรง นอกจากจะทำให้ร่างกาย
มั่นคงแล้ว เส้นและลมปราณก็จะอยู่ในภาวะที่สมดุล จิตใจก็จะสงบตั้งมั่นไม่โอนเอียงวอกแวก
การนั่งสมาธิแบบทิเบตจะไม่หลับตา เพราะการหลับตาจะทำให้เห็นแต่ความมืดซึ่งทำให้ง่วงนอน เราจะหลุบตาลงเล็ก
น้อยแล้วมองไปยังจุดใดจุดหนึ่งที่พื้น พระอาจารย์กล่าวว่าท่านได้สอบทานจากคัมภีร์ต่างๆ แล้ว ไม่พบว่ามีคัมภีร์ใดกล่าวว่าให้
หลับตานั่งสมาธิเลย
จากนั้นเราต้องยกลิ้นขึ้นแตะเพดานบนภายในปากอยู่ตลอดเวลา อย่าให้ลิ้นตกลงมา แล้ววางแขนทั้งสองข้างอย่าง
ผ่อนคลายไม่บีบเกร็ง ในทิเบตอากาศหนาว ชาวทิเบตมักนั่งห่อแขน เกร็งไหล่ บีบตัว ซึ่งเป็นท่านั่งสมาธิที่ไม่ถูกต้อง ส่วน
ประเทศไทยอากาศไม่หนาว สามารถนั่งปล่อยแขนเป็นธรรมชาติได้อย่างสบายๆ ไม่มีปัญหา
หลังจากนั่งในท่าที่ถูกต้องแล้ว สิ่งแรกที่จะต้องทำต่อไปคือ ฝึกกำหนดควบคุมจิตใจให้แน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่านวอกแวก
โดยการเพ่งนิมิตเพื่อประสานจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระโพธิสัตว์ ซึ่งมีอยู่ ๒ วิธี คือ เพ่งนิมิตว่าพระโพธิสัตว์อยู่กลางใจ กับ
อยู่กลางกระหม่อม ขณะนี้พระอาจารย์จะสอนวิธีที่สอง
ให้เพ่งนิมิตว่า เหนือกลางกระหม่อมของเราขึ้นไปมีพระโพธิสัตว์มัญชุศรีสถิตอยู่ โดยมีดอกบัวมากมายเป็นฐาน
รองรับ วัชรยานเน้นว่าจะต้องมีดอกบัวเป็นฐานก็เพราะว่า ดอกบัวเป็นไม้บริสุทธิ์ เกิดขึ้นเอง และไม่มีเวร ไม่มีอันตรายแก่ใคร
ดุจเดียวกับพระโพธิสัตว์ผู้บริสุทธิ์หมดจด และไม่ประสงค์จะทำร้ายผู้ใด
เหนือดอกบัวขึ้นไปมีจันทร์เต็มดวงเป็นอาสน์ของพระมัญชุศรี เหตุที่เป็นจันทร์เต็มดวงก็เพราะว่าดวงจันทร์นั้นขาว
กระจ่าง ผ่องใสบริสุทธิ์ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ไม่มีความแตกต่างกัน พระมัญชุศรีนั้นทรงมีพระมหากรุณา ตั้งปณิธานที่จะ
นำพาสัตว์ทั้งหลายไปสู่ฟากฝั่งแห่งความหลุดพ้น ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงไว้ซึ่งสัพพัญญุตญาณ ล่วงรู้ทุกสิ่ง ดวงจิตจึง
กระจ่างสว่างไสวหมดจด เช่นเดียวกับจันทร์เพ็ญนั้น
จากนั้น เหนือพระจันทร์เพ็ญมีอักขระ ธีะ (ภาษาทิเบตออกเสียงว่า ตี หรือ ตึ แล้วแต่สำเนียง) ซึ่งเป็นอักขระ
ประจำของพระมัญชุศรี อักขระ ธีะ เป็นอักษรภาษาสันสกฤต อันเป็นภาษาแรกที่พระพุทธเจ้าใช้สอนธรรมวัชรยาน
เหนือกลางกระหม่อมมีดอกบัว เหนือดอกบัวมีอาสน์รูปจันทร์เต็มดวง เหนือดวงจันทร์มีอักขระ ธีะ แล้วอักขระ
ธีะ นี้ก็ค่อยๆ กลายเป็นพระโพธิสัตว์มัญชุศรีประทับอยู่ พระองค์มีรูปหลายปาง เช่น ปางสี่กร แต่วันนี้ที่จะทำพิธีมนตรา
ภิเษกเป็นมัญชุศรีสีแสด ภาษาอังกฤษมักเรียก Orange Manjushri พระองค์ทรงมีสองกร
ในการปฏิบัติสมาธิเพ่งนิมิตในสายวัชรยาน ไม่ว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์องค์ใด เราจะต้องไม่ลืมครู จะเป็นพระโพธิสัตว์
มัญชุศรี พระอวโลกิเตศวร หรือพระองค์อื่นๆ เราจะต้องระลึกว่าทั้งหมดนั้นก็คือลักษณะของพระอาจารย์ของเราเอง
องค์พระมัญชุศรีในนิมิตนั้นมีพระพักตร์สีแดง พระหัตถ์ขวาถือดอกบัวบาน เหนือดอกบัวนั้นมีพระขรรค์หรือดาบตั้ง
อยู่ พระขรรค์นี้คมกริบ สามารถตัดทำลายทุกสิ่งให้ขาดสิ้นลงได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง อวิชชา
ทั้งหลาย พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัวบาน เหนือดอกบัวนั้นมีคัมภีร์ปรัชญาปารมิตา คือ ปัญญาอันไปสู่ฟากฝั่งแห่งการตรัสรู้
หมายความว่า ทรงล่วงรู้ธรรมะทุกสรรพสิ่งทั้ง ๓ กาล คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต พระองค์ทรงอาภรณ์สัมโภคกายอัน
รื่นรมย์ มีศิราภรณ์ประดับที่เศียร พระองค์ทรงไว้ซึ่งมหาปุริสสลักษณะอย่างสมบูรณ์ทุกประการเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า
การมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
การได้รับมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง แม้ว่าพระองค์จะเป็นพระโพธิสัตว์สำคัญของ
มหายาน และการปฏิบัติบูชาพระองค์ก็ทำได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว แต่การมนตราภิเษกจะทำให้การปฏิบัตินั้นมีประสิทธิภาพ เกิด
สัมฤทธิผลมากขึ้น เนื่องจากชีวิตของเราสั้นมาก เวลาที่จะปฏิบัติมีอยู่เพียงน้อยนิด เราไม่ได้ปฏิบัติบูชาพระองค์แต่ในชาตินี้
เท่านั้น แต่รวมถึงชาติหน้าและชาติต่อๆ ไปด้วย การปฏิบัติโดยปราศจากการมนตราภิเษกก็เปรียบเสมือนคนที่ต้องการไป
ประเทศทิเบต แต่ต้องเดินไป ซึ่งก็จะถึงได้ในวันหนึ่ง แต่ต้องใช้เวลานานมาก ต้องผ่านหนทางที่ยากลำบาก ต้องขึ้นเขาที่สูงชัน
เส้นทางลดเลี้ยว แต่การมนตราภิเษกเปรียบเหมือนการซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางไป ทำให้ถึงทิเบตได้อย่างรวดเร็ว การปฏิบัติที่
ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากพระอาจารย์ ก็ทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว เสมือนว่า
พระอาจารย์ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินและรับรองการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วและปลอดภัยให้
มนุษย์มีทั้งกาย วาจา ใจ การมนตราภิเษกจึงมี ๓ ขั้นตอน ได้แก่ กายมนตราภิเษก วาจามนตราภิเษก และหทัย
มนตราภิเษก การมนตราภิเษกขั้นแรก เน้นให้กายของเราได้ปฏิบัติบูชาเสียก่อน การที่เราต้องกระทำกายมนตราภิเษก ก็
เพราะเราได้ประกอบอกุศลกรรมมามากมายนับไม่ถ้วน ตลอดเวลาที่เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ กายมนตราภิเษกจะเป็นการ
ชำระกายให้บริสุทธิ์ เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติสมาธิถึงองค์พระมัญชุศรี ประสานกายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระองค์ดุจดั่งพระ
มัญชุศรีมาสถิตที่กายของเรา
ขั้นที่สองคือ วาจามนตราภิเษก คือการสวดมนตร์ เป็นการอนุญาตให้ปฏิบัติบูชาพระวจนะของพระมัญชุศรีได้ เพื่อ
ให้อานิสงส์จากการสวดมนตร์ชำระบาปกรรมอันเกิดจากวาจาที่เป็นอกุศล หรือวจีทุจริต มีการให้ร้ายผู้อื่น การส่อเสียดนินทา
เป็นต้น ซึ่งเราต่างเคยกระทำมาแล้วอย่างมากมาย ที่สำคัญ วาจามนตราภิเษกจะทำให้สามารถสวดบูชาคาถาหัวใจ โอม
อรปฉน ธีหฺ (โอม อา รา บา ซา นา ตี) ซึ่งให้อานิสงส์อันยิ่งใหญ่ไพศาล
ขั้นที่สามคือ หทัยมนตราภิเษก แก่นคือการชำระอกุศลกรรมที่ความคิด หรือมโนทุจริต เช่น ความคิดมุ่งร้ายผู้อื่น
เราจะต้องตั้งจิตอธิษฐานว่า จะขอมีจิตเช่นพระโพธิสัตว์มัญชุศรี อันเป็นจิตที่ไม่เคยคิดมุ่งร้ายต่อผู้ใดเลย
พระอาจารย์เน้นย้ำว่า เมื่อมนตราภิเษกแล้ว ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระมัญชุศรีแล้ว
ทันที แต่ต้องปฏิบัติบูชาอย่างต่อเนื่องด้วยความศรัทธาที่แน่นแฟ้นมั่นคง ทุกๆ คนควรจะสวดมนต์บูชาพระมัญชุศรีทุกวัน บาง
คนอาจจะคิดว่าการมนตราภิเษกจะทำให้ได้รับพลังพิเศษมากมาย แต่ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย พรจะสัมฤทธิ์ผลต่อเมื่อ
เราลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเท่านั้น จึงจะเกิดศรัทธาที่ตั้งมั่นไม่คลอนแคลน เกิดความนอบน้อมภักดีต่อพระองค์อย่างจริงใจ
พระโพธิสัตว์มัญชุศรีนั้น แท้ที่จริงเป็นนิรมาณกายของพระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า พระมัญชุศรีก็เป็นเช่นเดียวกับพระ
ศากยมุนี คือ ต่างก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน แต่ก็ได้ตั้งปณิธานที่จะประทานปัญญาแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะมีแต่ปัญญาเท่านั้นจะ
ที่นำไปสู่ความหลุดพ้นได้ ดังนั้น พวกเราที่เป็นมนุษย์ทุกคนก็อาจเป็นเช่นเดียวกับพระองค์ได้ ทุกคนล้วนแต่มีจิตพุทธะอยู่
ภายใน มีความสามารถที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ทั้งหมด แต่ขณะนี้เราไม่อาจเข้าถึงจิตพุทธะได้ ด้วยอกุศลกรรมต่างๆ ได้บดบัง
ไว้ เหตุเพราะว่าเราไม่มีปัญญา จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะอบรมจิตเพื่อบ่มเพาะให้เกิดปัญญาอันยิ่งใหญ่
ถ้าปราศจากปัญญาเสียแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้สักอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม แม้แต่เอาอาหาร
เข้าปากก็ทำไม่เป็น ทำอาหารก็ไม่เป็น ไม่มีทางที่จะเลี้ยงดูตนเองได้ บางคนอาจจะจำศีลภาวนา บำเพ็ญสมาธิมากมาย แต่
ปราศจากปัญญา ไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ปฏิบัติบำเพ็ญอะไร มากมายเพียงไหนก็ไร้ผล จิตใจ
ไม่พัฒนา ไม่อาจนำไปสู่ความตรัสรู้ได้ ดังนั้น ถ้าเราตั้งใจจะสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน และช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้ง
หลายให้พ้นทุกข์ ปัญญาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก หากขาดปัญญาเสียแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นไปได้เลย
นอกจากนี้แล้ว ขอให้ทุกคนได้คำนึงถึงความสำคัญของการสั่งสมบุญบารมี ผู้ที่มีโอกาสได้มาฟังการบรรยาย เข้าร่วม
การอบรมในวันนี้ แสดงว่าต้องเป็นผู้มีปัญญา มีบุญบารมีที่ทำไว้ก่อน เป็นเหตุเป็นปัจจัยชักนำทำให้สามารถมาร่วมปฏิบัติได้
การมีบุญบารมีที่สั่งสมไว้ก่อนและการสั่งสมบุญบารมีให้เพิ่มพูนมีความสำคัญอย่างยิ่ง นักธุรกิจที่ชีวิตนี้มีฐานะร่ำรวย
มั่งคั่ง ถ้าไม่ได้สั่งสมบารมีต่อเนื่อง ทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่มากมายก็อาจหมดสิ้นไปได้
ในสถานปฏิบัติธรรมบนเขาแห่งหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งที่ตั้งใจปฏิบัติจำศีลภาวนาอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ ท่านบูชา ตัม
เชน ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ปางพิโรธ เป็นธรรมบาลองค์หนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะท่านดำรงชีวิตอย่างขาดแคลน ต้องทนหิวอยู่ตลอด
เวลาเพราะไม่มีใครถวายอาหารแก่ท่านเลย ท่านจึงหวังว่าอานิสงส์ของการบูชาพระโพธิสัตว์จะช่วยให้ท่านมีอาหารฉันบ้าง แต่
วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ได้กล่าวกะท่านว่า ที่ท่านไม่มีอาหารฉันก็เพราะว่าในชาติก่อนๆ ท่านไม่ได้ทำบุญสร้างบารมีมาก่อน ดัง
นั้น แม้จะบูชาพระองค์ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ต้องอาศัยบุญกุศลที่เคยสร้างสมมาด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยความกรุณา พระ
โพธิสัตว์ก็ได้ประทานพรเล็กน้อยให้แก่พระรูปนี้ข้อหนึ่งเพื่อเป็นการบรรเทาใจ
แล้ววันหนึ่งก็ได้มีคนนำ ทุกปะ (ก๋วยเตี๋ยว/บะหมี่น้ำแบบทิเบต) มาเลี้ยงพระทั้งวัด ตัมเซนตรัสว่า วันนี้ท่านจะได้
อาหารตามที่ต้องการแล้ว พระรูปนั้นกลับตัดพ้อว่า ในที่สุดท่านก็ได้ทุกปะเหมือนกับคนอื่นๆ การปฏิบัติบูชาที่ทำมาโดยตลอด
จึงไม่เห็นเป็นประโยชน์อะไรเลย แต่พอถึงเวลาฉัน ปรากฏว่าในชามของท่านมีเศษเนื้อชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง ซึ่งในชามของคนอื่น
ไม่มีเลย เรื่องนี้แสดงให้เห็นอานิสงส์ของการสร้างสมบุญบารมีและการปฏิบัติบูชา ถึงแม้จะเพียงน้อยนิด แต่ถ้าได้กระทำแล้วก็
ย่อมมีผล ไม่มีวันสูญเปล่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรสั่งสมปัญญาให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จากที่เราได้สั่งสมมาแล้ว ใน บารมี
หรือคุณสมบัติหกประการของพระโพธิสัตว์ อันได้แก่ ทาน ศีล วิริยะ ขันติ สมาธิและปัญญา ปัญญาบารมีถือเป็นข้อสำคัญ
ที่สุด หากขาดปัญญาเสียแล้ว การปฏิบัติบูชาพระมัญชุศรีก็กระทำไม่ได้
การเข้าถึงปัญญามี ๓ ระดับ ปัญญาระดับแรก คือปัญญาในการเรียนหนังสือ การสวดอ่านคัมภีร์ ซึ่งถ้าไม่มีปัญญาก็
ไม่สามารถเรียนได้
ปัญญาระดับที่สอง คือปัญญาในการปฏิบัติสมาธิ ถ้าไม่มีปัญญาแยบคาย ไม่ฉลาดในอุบายก็ไม่สามารถปฏิบัติจิตให้
สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ หรือทำสมาธิไม่ได้นาน
ปัญญาระดับที่สาม คือปัญญาในการเข้าถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ รู้แจ้งแทงตลอดในสภาวธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง
หรือที่เรียกว่า วิปัสสนาญาณ อันก่อให้เกิดสมาธิจิตประการหนึ่ง
การมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรีจะนำไปสู่ปัญญาทั้งทางโลก และทางธรรมอันนำไปสู่การหลุดพ้น
แบบอย่างของผู้ปฏิบัติบูชาพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
พระอาจารย์กล่าวว่าท่านเป็นลามะในสายสาเกียปะ อันเป็นนิกายหนึ่งในสี่นิกายใหญ่ของพุทธศาสนาทิเบต เมื่อแรก
เริ่มก่อตั้งนิกาย มีพระอาจารย์สำคัญ ๕ ท่าน พระอาจารย์ท่านแรกนั้นถือกันว่าเป็นนิรมาณกายของพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
และอีกท่านหนึ่งคือ ท่านสาเกียบัณฑิต ซึ่งเป็นพระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงมาก ท่านก็เป็นนิรมาณกายของพระโพธิสัตว์
มัญชุศรีเช่นกัน โดยเป็นนิรมาณกายของพระมัญชุศรีปางสีแสด ประวัติของท่านนั้นเล่ากันว่าตอนที่ท่านถือกำเนิด ได้เกิด
สายรุ้งขึ้นมากมาย และมีแสงสว่างไสวสาดส่องไปทั่ว ท่านมีความพิเศษแตกต่างจากเด็กอื่นคือ ระหว่างที่ตั้งครรภ์ เวลาคลอด
แม่ของท่านไม่มีความเจ็บปวดทรมานเลย
ท่านสาเกียบัณฑิตนี้นับว่าท่านเป็นพระมัญชุศรีบนโลกมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะท่านได้รจนาคัมภีร์ต่างๆ รวมทั้ง
เขียนประวัติศาสตร์ทิเบตซึ่งไม่เคยมีใครเขียนมาก่อน ท่านเป็นผู้มีสติปัญญาสามารถลึกล้ำ นักวิชาการรุ่นหลังๆ ไม่มีใคร
สามารถเทียบท่านได้ ด้วยเหตุเพราะในภพชาติทั้ง ๒๕ ชาติก่อนท่านจะเกิดเป็นสาเกียบัณฑิต ท่านก็ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับ
พระมัญชุศรีโดยตลอด ท่านเป็นนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่ของทิเบต เพราะผูกพันกับปัญญาอย่างมาก เมื่อท่านเรียนหนังสือก็
สามารถเรียนได้โดยไม่มีปัญหา เพียงแค่กวาดสายตาดูเพียงครั้งเดียวก็อ่านได้หมด คัมภีร์เล่มใดที่ว่ายาก ท่านดูเพียงครั้งสอง
ครั้งก็จำได้หมดสิ้น
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านป่วยมากและคิดว่าจะต้องละสังขารแล้ว แต่ท่านก็ได้เห็นนิมิตของพระมัญชุศรีและพระอาจารย์มาก
ล่าวกะท่านว่า อาการป่วยของท่านจะหายดีและจะได้ทำงานต่อไป อันแสดงให้เห็นความผูกพันกับปัญญาของท่าน แล้วหลังจาก
นั้นท่านก็หายดีจริงๆ ท่านจึงได้จาริกไปอินเดีย และได้โต้วาทีกับลัทธิต่างศาสนามากมาย ท่านสามารถใช้ปัญญาอันเลิศของ
ท่านเอาชนะคนต่างศาสนาเหล่านั้น จนกระทั่งยอมเปลี่ยนทิฏฐิหันมายอมรับนับถือพุทธศาสนา และจากอินเดีย ท่านได้จาริก
เผยแผ่ต่อไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในถิ่นของชนชาวมองโกล ซึ่งมีความศรัทธาต่อท่านอย่างยิ่ง และได้นับถือท่าน
เป็นนิรมาณกายของพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
นอกจากสายสาเกียปะแล้ว ในสายเกลุกปะ พระอาจารย์ซงคาปา ก็ถือเป็นนิรมาณกายของพระมัญชุศรีเช่น หรืออีก
ผู้หนึ่งคือ มิพัม ริมโปเช ถือกันว่าท่านเป็นนิรมาณกายของพระมัญชุศรีปางสีดำ
ที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าพระโพธิสัตว์มัญชุศรีทรงพระกรุณาโปรดสัตว์อย่างแท้จริง เพราะได้นิรมาณกายมาเป็นพระ
อาจารย์องค์ต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ประกอบการงานเผยแผ่ธรรมช่วยเหลือสรรพสัตว์ด้วยปัญญาและกรุณาอันยิ่ง
การบรรยายธรรมและการมนตราภิเษกในวันนี้จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่เราจะได้รู้จักพระโพธิสัตว์มัญชุศรี ได้ปฏิบัติบูชา
ท่าน เพื่อบ่มเพาะปัญญาให้เกิดขึ้น เจริญงอกงาม และไพบูลย์ยั่งยืน
http://www.bloggang.com/emo/emo15.gifhttp://www.bloggang.com/emo/emo15.gifhttp://www.bloggang.com/emo/emo15.gifhttp://www.bloggang.com/emo/emo15.gif<!-- End main-->
:SMLX_093: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=mmk&group=2