มดเอ๊ก
03-18-2007, 05:02 AM
http://www.kmitl.ac.th/buddhist/tumma/monk7.jpg
แสงส่องใจ
๓ ตุลาคม ๒๕๔๙
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ยานิ โสตานิ โลกสฺมิ........สติ เตสํ นิวารณํ
โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ............ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร
พระพุทธภาษิตข้างต้นนี้ มีความว่า กระแสเหล่าใดมีอยู่ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เรากล่าวว่าสติเป็นเครื่องกั้นกระแส กระแสเหล่านั้นอันบุคคลปิดกั้นได้ด้วยปัญญา
O คำว่ากระแส ในภาษาทั่วไปหมายถึง สิ่งที่เคลื่อนไปเป็นแนวเป็นทางเรื่อยๆ เช่น กระแสลม กระแสน้ำ ความหมายทั่วไปของกระแสเป็นเช่นนั้น
แต่กระแสในพระพุทธภาษิตข้างต้นที่มีอยู่ในโลก เช่นเดียวกับกระแสน้ำกระแสลม แต่กระแสทั้งกระแสน้ำกระแสลมจัดเป็นรูปธรรมได้ เห็นได้ สัมผัสได้ แม้กระแสลมจะเห็นไม่ได้ด้วยตาเช่นสิ่งที่จัดเป็นรูปธรรมทั้งหลาย แต่สัมผัสที่ได้จากกระแสลมนั้นเหมือนดังสิ่งที่เป็นรูปธรรม
กระแสลมแตกต่างกับกระแสเสียง ที่น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากเกินไปนัก กระแสเสียงที่สัมผัสหู แตกต่างกับกระแสลมที่สัมผัสกาย แต่ยากจะอธิบาย แม้จะเข้าใจได้ชัดเจนในความแตกต่างของกระแสลมกับกระแสเสียง
O พระพุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า กระแสเหล่าใดมีอยู่ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น ก่อนอื่นควรต้องเข้าใจความหมายของคำว่าสติ เพื่อจะได้เข้าใจความหมายของพระพุทธภาษิตว่าสมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงสอนไว้ ให้กั้นกระแสที่มีอยู่ในโลกด้วยสตินั้น ทรงหมายถึงอะไรที่ควรนำมากั้นกระแส สติคืออะไร
O สติคือความรู้ผิด รู้ชอบ รู้ชั่ว รู้ดี ความหมายของสติชี้ชัดถึงความสำคัญอย่างยิ่งของคำว่าสติ อะไรจะสำคัญสำหรับชีวิตยิ่งไปกว่าความรู้ผิดชอบรู้ชั่วดี ไม่มีแน่นอน ความผิดความชั่วที่ทำกันอยู่มากมาย โดยเฉพาะในทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุใด ที่สำคัญเท่ากับความขาดสติ ขาดความรู้ผิดรู้ถูกรู้ดีรู้ชั่ว
ทำลงไปแล้วอาจได้สติ รู้ตัวว่าได้ทำสิ่งที่ผิดที่ชั่วก็สายเกินไป ทำให้ต้องได้รับทุกข์โทษภัย จากการทำที่ไม่รู้ถูกไม่รู้ผิดไม่รู้ดีไม่รู้ชั่ว จึงพึงเห็นความสำคัญของสติให้อย่างยิ่ง และพึงพยายามอบรมสติให้เกิดมากๆ พยายามให้สติขาดไปจากใจให้น้อยที่สุด
โดยยกเหตุผลสำคัญที่สุดไว้เตือนตน คือนึกถึงประโยคที่พูดกันเสมอ ดังเช่นเรียกคนบ้า ว่าคนเสียสติ หรือคนเสียสติว่าคนบ้า ไม่มีใครอยากเป็นคนบ้า เราทุกคนไม่อยากถูกเรียกว่าคนบ้า ดังนั้นพากันพยายามอบรมสติให้เต็มความสามารถ ทุกเวลานาทีให้เตือนตนเองว่า สติ สติเราต้องมีสติ เราต้องมีสติ อย่าให้สติเสียไปจะเป็นคนบ้า
O คนไม่มีสติ แม้จะไม่ถึงขนาดเป็นคนบ้าก็ยงถูกตำหนิจากผู้รู้เห็นอยู่เสมอ ว่าเป็นคนขาดสติ ซึ่งไม่ใช่เป็นการยกย่อง แต่เป็นการตำหนิติเตียนในระดับที่ไม่น่าฟัง ซึ่งคำตำหนินี้พูดกันเกือบจะติดปากทีเดียว แสดงว่าพากันรู้ดี ว่าการขาดสติไม่ใช่ความดี แต่เพราะนำคำนี้มาพูดมาใช้ตำหนิกันจนกระทั่งฟังเป็นคำธรรมดา
ไม่เห็นความสำคัญของคำตำหนินี้ เป็นผลเสียที่สำคัญมากอยู่ เพราะทำให้พากันไม่เห็นความสำคัญของคำว่าสติ ทั้งๆที่สติเป็นคำสำคัญที่สุด ใจเป็นใหญ่ ดังที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ชัดแจ้ง แต่สติก็เป็นใหญ่เหนือใจ ของทุกคน ผลที่เห็นอยู่ก็คือใจที่มีสติเพียงใด เป็นใจที่ดีเพียงนั้น ใจที่ขาดสติเพียงใด เป็นใจที่บ้าๆบอๆเพียงนั้น
O คุณค่าของสติ ที่เห็นได้ชัดพอสมควรก็คือเป็นคุณสมบัติของคนไม่บ้า ถ้าไม่อยากเป็นคนบ้า ก็ต้องพยายามอย่าขาดสติ คือ พยายามมีสติไว้ให้เสมอ ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำอะไรเมื่อไร อย่าลืมสติ
คืออย่าลืมรู้ตัวในการคิดว่าถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว อย่าลืมรู้ตัวในการพูด คือก่อนจะพูดอะไร ให้รู้ว่าที่จะพูดจะผิด หรือที่จะพูดจะถูก ถ้ามีสติรู้ว่าพูดออกไปจะผิด ก็ต้องไม่พูด จะพูดออกไปต่อเมื่อคิดแล้ว แน่ใจแล้วว่าจะเป็นการพูดไม่ผิด จะเป็นการพูดถูก
O การทำก็เช่นเดียวกับการพูด ก่อนจะทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ อย่าลืมสติ สติสำคัญเสมอ สติสำคัญมากที่สุด ไม่ว่าจะคิดอะไร ไม่ว่าจะพูดอะไร ไม่ว่าจะทำอะไร แม้ต้องการรักษาตนให้เป็นคนดี ต้องไม่ลืมความสำคัญของสติ ต้องไม่ลืมโดยเด็ดขาด
คนลืมสติ หรือคนขาดสติ แม้ยังไม่ถึงขนาดเป็นคนบ้าคนบอ แต่ก็จะเป็นคนขาดสิ่งสำคัญนานาประการ ที่ไม่ควรขาดอย่างยิ่ง
ตัวอย่างที่สำคัญและน่าจะยกขึ้นบอกตัวเอง ก็คือพระพุทโธ อันเป็นยอดมงคล ยอดสิริของทุกคน ของทุกชีวิต คือคำพระพุทโธ ที่มีความหมายสูงสุดของพระผู้ทรงสูงสุดด้วยมหาสิริ มหามงคล คือสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จพระบรมครูของพรหมเทพและมนุษย์
O การมีสติ ไม่ลืมพระพุทโธ เป็นความมีสติที่สำคัญมาก สำคัญจริง แต่เพราะส่วนมากไม่คิดให้ดี ไม่คิดให้รอบคอบ จึงไม่อาจเข้าใจได้อย่างถูกต้องตามความจริง ว่าเมื่อไม่มีความรู้ถูก รู้ผิด รู้ดี รู้ชั่ว ความไม่เห็นค่าสูงส่ง ของคำพระพุทโธ ก็จะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากขาดสติ เพราะไม่รู้ดี ไม่รู้ชั่ว ที่จะเกิดในจิตใจในความคิดของตน
ที่ไม่มีสตินึกถึงพระพุทโธพร้อมกับมีความสำนึกจริงใจ ว่าใจของเราอยู่กับพระพุทโธ คืออยู่กับพระพุทธองค์แทบเบื้องพระพุทธบาท เราไม่เพียงแต่ท่องพระพุทโธ พระพุทโธ เหมือนแบบนกการ้อง
ใจเราอยู่กับพระพุทโธ พร้อมกับที่ใจเรานึกถึงพระพุทโธ พระพุทโธ เช่นนี้แล้วไม่มีที่สติจะหลุดพ้นไปจากใจได้ ไม่มีที่เราจะเป็นคนไม่ดี ที่คิดผิด พูดผิด ทำผิดได้ต่างๆนานา อันล้วนจะนำมาแต่ความเสื่อมเสียมากมายหลายประการ
O ที่จริง ขอพูดตามความจริง ว่าสติไม่จำเป็นต้องพึ่งพระพุทโธก็เกิดได้ ก็มีได้ ที่อัญเชิญพระพุทโธมากล่าวไว้แต่ต้น ก็เพราะสติที่เกิดพร้อมพระพุทโธนั้นเป็นสติระดับสำคัญที่สูงส่งยิ่งนัก มีผลเกินกว่าสติที่เกิดแต่อะไรอื่นทั้งปวง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสูงส่งเพียงใด คำพระพุทโธมีความสูงส่งเพียงนั้น
การมีสตินึกถึงพระพุทโธ อัญเชิญคำพระพุทโธสู่จิตใจด้วยใจที่อยู่เบื้องพระพุทธบาทสมเด็จพระบรมศาสดาอย่างจริงจัง มิใช่สักแต่ว่าท่องพระพุทโธ พระพุทโธ เหมือนท่องสูตรคูณ สองหนึ่งเป็นสอง สองสองเป็นสี่ อะไรทำนองนี้ ที่เป็นการท่องที่คล่องปากเท่านั้น
อย่าท่องพระพุทโธแบบท่องสูตรคูณ แต่จงส่งจิตใจไปอยู่แทบเบื้องพระพุทธบาทสมเด็จพระบรมศาสดา พระผู้ทรงเป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นซึ่งคำพระพุทโธ เช่นนี้จะมีคุณยิ่งใหญ่เหนือคุณใดทั้งนั้น เป็นคุณที่เป็นสิริมงคลอย่างมหัศจรรย์พันพรรณานา
O จะเป็นคนมีปัญญาที่สุด มีสิริมงคลชีวิตที่สุด ชีวิตได้บรรลุถึงจุดสูงสุดที่สุด แม้พยายามมีสติ มีพระพุทโธ และมีใจส่งไปอยู่แทบเบื้องพระพุทธบาทสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์แห่งพระพุทโธ ให้สม่ำเสมอ ทุกลมหายใจเข้าออก
เราทุกคนคิดพูดทำที่ยากลำบากนักหนาอยู่แทบทุกลมหายใจเข้าออก เพราะความปรารถนาอย่างเดียว คือได้มีชีวิตที่สูงส่งไม่น้อยหน้าใคร ได้เป็นคนสำคัญในความรับรู้ของผู้คนทั้งหลาย
ขอให้คิดถึงพระพุทธภาษิตที่ว่า ทุกสิ่งทำเร็จด้วยใจ และน่าจะเชื่อได้สนิทใจ ว่าใจที่มีพระพุทโธนั้นเป็นใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความสำคัญจากใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย่อมเป็นผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแน่นอน
O พระพุทโธที่มีอยู่ในใจ โดยใจรู้สึกด้วยว่าอยู่แทบเบื้องพระพุทธบาท นั่นก็คือการมีสติที่สูงส่งที่สุดในจิตใจ ผลที่จะเกิดตามมาย่อมสูงส่งเสมอเหตุ คือสติ และสตินั้นมีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ชัดแจ้งว่า เป็นเครื่องกั้นกระแส กระแสเหล่าใดมีอยู่ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น
ถ้าคิดให้ดี จะเห็นความสำคัญอย่างยิ่งของสติ กระแสที่มีอยู่ในโลกมากมายนัก และมีอันตรายแก่ผู้ถูกกระแสกระทบอย่างแน่นอน ดังนี้จึงเป็นเครื่องส่อแสดงคุณที่สำคัญอย่างยิ่งของสติ คือความรู้ผิด รู้ชอบ รู้ชั่ว รู้ดี
O กระแสในโลก คือสิ่งที่เคลื่อนเป็นแถวเป็นแนวไปเรื่อยๆ และจะกระทบกระแทกคนทั้งหลายไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นเรา อาจจะเป็นเขา ผู้ใดผู้หนึ่งก็ได้ทั้งสิ้น และกระแสจะกระทบหนักเบาเพียงไรก็ได้
สำคัญที่ผู้ถูกกระแสกระทบจะมีสติหรือไม่มีสติเพียงไหน พระพุทธภาษิตชี้ชัดว่าสติเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งนั้น ที่มีอยู่ในโลก มีทั้งกระแสที่แลเห็นได้ด้วยตา ที่สัมผัสได้ด้วยกาย ที่รับได้ด้วยใจ ทั้งหมดเป็นกระแสที่มีอยู่ในโลก ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระพุทธภาษิตไว้ ความว่าบุคคลปิดกระแสได้ด้วยปัญญา โดยมีสติเป็นเครื่องกั้น
O กระแสทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงว่ามีสติเป็นเครื่องกั้นมีปัญญาเป็นเครื่องปิดกั้น ควรต้องทำความเข้าใจพระพุทธภาษิตอย่างประณีตในความหมายของคำที่ทรงใช้ คือกั้นและปิดกั้น
สติเป็นเครื่องกั้นกระแส ปัญญาเป็นเครื่องปิดกั้น เมื่อให้ความสนใจพอสมควรย่อมเห็นความแตกต่างของการใช้สติและใช้ปัญญา สติเพื่อกั้น ปัญญาเพื่อปิดกั้น
กั้นก็มีความหมายอย่างหนึ่ง ปิดก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง อ่านเผินๆ หรือฟังเผินๆตลอดถึงคิดเผินๆ ก็น่าจะไม่เข้าใจหน้าที่ของสติ และหน้าที่ของปัญญา ที่สำคัญไม่เสมอกัน มียิ่งใหญ่กว่ากัน เพราะปิดและกั้นมีความหมายที่สำคัญกว่ากัน
O กั้น มีความหมายว่ากัน กันไว้ เช่น กั้นน้ำหรือกันน้ำไม่ให้ไหลเข้าบ้าน กั้นคนหรือกันคนไว้ไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไปในเขตหวงห้าม
ใช้คำว่ากั้นในความหมายของคำว่ากันได้ด้วยเช่นที่ใช้ว่าสติเป็นเครื่องกั้นกระแส กระแสยังมีอยู่ และยังพร้อมอยู่ที่จะเข้าถึงผู้มีสติ แต่ใช้สติกั้นไม่ให้กระแสเหล่านั้นเข้าถึง อันจะเกิดผลไม่ดี ไม่เป็นที่ปรารถนา
นั่นก็คือตราบใดยังใช้สติได้ดี มีพลังอำนาจกันได้กั้นได้ ไม่ให้กระแสอันไม่พึงปรารถนาเข้ากระทบถึง ตราบนั้นกระแสก็จะเพียงพรั่งพรูเข้าสู่ แต่ไม่อาจกระทบกระทั่งได้อย่างไร เพราะมีสติเป็นเครื่องกั้นอยู่มีสติเป็นเครื่องกั้นไว้ได้
ขาดสติเมื่อไร ก็เมื่อนั้นที่กระแสทั้งหลาย ที่ยังไหลพรั่งพรูเข้าสู่อยู่ จะสามารถเข้าได้ ทำลายความคิดจิตใจได้ ไม่มากก็น้อย สติมีหน้าที่และมีความสำคัญเช่นนี้ แตกต่างกับหน้าที่ของปัญญา
O ปัญญา มีหน้าที่สำคัญกว่าสติ สติเพียงกันไว้ กั้นไว้ ไม่ให้กระแสเข้าไปในขอบเขตเป็นที่หวงห้าม เปรียบสติเป็นยาม ที่มีอาวุธในมือ เงือดเงื้อขู่ไม่ให้ผู้ไม่เป็นที่ปรารถนาเข้าไปในเขตหวงห้าม
ผู้จะล่วงล้ำก็จะแสดงแผลงฤทธิ์ต่างๆ นานาอยู่ได้เพียงภายนอกขอบเขตเท่านั้น ล่วงล้ำเข้าไปในเขตหวงห้ามไม่ได้ตราบเท่าที่ยังมีสติกั้นอยู่ แต่ปัญญาไม่มีหน้าที่เป็นเพียงยาม ที่ถือไม้พลองกระบอกสั้นไว้ขู่กระแสไม่ปรารถนาทั้งนั้น ไม่ให้ล่วงล้ำเข้าเขตไม่ประสงค์เท่านั้น
แต่ปัญญามีอำนาจยิ่งใหญ่ปัญญาสารถทำลายกระแสได้ ปัญญาสามารถตัดกระแสได้ ถึงให้ขาดหาย ไม่หลงเหลือทำความวุ่นวายแม้เล็กน้อยเพียงใดให้เกิดแก่จิตใจที่มีปัญญาได้เลย นี้ที่เป็นความสำคัญในพระพุทธภาษิตบทหนึ่ง
O กระแสที่มีอยู่ในโลกทั้งหมด เป็นกระแสเล็กกระแสน้อย หรือกระแสใหญ่กระแสโต เพียงใดก็ตาม กระแสเหล่านั้นมีกระแสกรรมเป็นจุดรวม กระแสทั้งหลายเกิดแต่กระแสแห่งกรรมแน่นอน และเมื่อกล่าวถึงกรรมก็หมายถึงทั้งกรรมดีคือบุญกุศล และทั้งกรรมชั่วคือบาปอกุศล
เพียงเท่านี้ก็ควรจะเข้าใจได้ ว่ากระแสทั้งปวงในโลกมีมากมายเพียงใด โดยเฉพาะกระแสของกรรมไม่ดีจะกระทบกระแทกคนในโลกรุนแรงเพียงใด เครื่องกั้นคือสติ จำเป็นต้องได้รับการอบรมให้เข้มแข็ง ให้ไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับกระแสในโลก ที่มีไม่ขาดสาย ติดต่อกันเข้ารุมเล่นงานผู้คนในโลก
โดยไม่เลือกว่าเป็นคนดีหรือคนไม่ดี ไม่เลือกว่าเป็นผู้ควรได้รับการจู่โจมกระทบกระแทกให้ชอกช้ำเพียงใดหรือไม่ กระแสในโลกไม่น่ากลัวมาก สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระมหากรุณาห่วงใยทุกชีวิตทุกผู้คนที่จะต้องเผชิญกับกระแสในโลก จึงทรงชี้วิธสู้กับกระแสว่าต้องใช้สติสู้ ให้สติกั้นกระแสไว้ ไม่ให้กระแสเข้าทำร้ายชีวิตจิตใจได้เต็มที่
O สติคือความรู้ผิดชอบชั่วดี กระแสสายหนึ่งคือกระแสแห่งความโลภ อันเป็นกิเลสที่คนทั่วไปมีอยู่ แตกต่างกันที่บางคนมีน้อย บางคนมีมาก การลักขโมยปล้นจี้เกิดจากถูกกระแสแห่งความโลภเข้ากระแทกกระทั้นทั้งสิ้น
พูดเช่นนี้คงจะเข้าใจ คงจะเห็นความขาดสติของบรรดาผู้พ่ายแพ้ต่ออำนาจของกระแสแห่งความโลภ ลืมความรู้ผิดชอบชั่วดีอย่างสิ้นเชิง ความขาดสิตเช่นนี้ ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีในกรณีเช่นนี้ ย่อมไม่อาจกั้นกระแสกรรมได้
การลักขโมยปล้นจี้จึงเกิดกระแสแห่งความโลภที่ไม่มีเครื่องกั้นคือสติ ย่อมนำไปสู่กระแสแห่งทุกข์โทษภัยของการเป็นผู้ร้าย ที่อาจรุนแรงถึงทำลายชีวิตเขาและชีวิตตนเองได้ เหตุก็เพราะขาดสติ ไม่มีเครื่องกั้นกระแสแห่งกรรม
O เป็นผู้ร้าย ทำลายชีวิตเขา ก็เพราะถูกแรงกระแทกแห่งกระแสความโลภ ที่ขาดสติ ขาดเครื่องช่วยกั้นแรงแห่งกระแสให้ไม่รุนแรงเต็มที่ บรรดาผู้ร้ายทั้งหลายไม่รู้จักคำว่าสติ ไม่รู้ว่ามีคำสติอยู่ในโลก ไม่เคยสอนตนเองว่าสติคือความรู้จักผิดชอบชั่วดี
เมื่อใดโทษของความขาดสติเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เช่น ปล้นจี้เข่นฆ่าผู้ตกเป็นเหยื่อแล้ว ถูกจับได้แล้ว ต้องรับโทษอันควรแก่การกระทำที่เป็นไปตามกำลังแห่งกระแสของความโลภ โดยไม่มีสติเป็นเครื่องกั้น แม้เล็กน้อยเพียงใด
กระแสแห่งความโลภนั้น แม้จะหนักหนารุนแรงเพียงใด แต่ถ้ามีสติอยู่บ้างไม่มากก็น้อย กระแสนั้นก็ย่อมบรรเทาความหนักหนาลงได้ อาจไม่มีการเข่นฆ่าประหัตประหารผลาญชีวิตกันเพียงเพื่อได้มาซึ่งเงินไม่กี่ร้อยบาทและตนเองก็อาจต้องสละชีวิตเพื่อรับโทษแห่งกระแสความโลภ ที่ไม่มีสติเข้ากั้นความแรงเลย
O ความรู้จักพอก็เป็นสติอย่างหนึ่ง ที่จะยับยั้งกระแสความโลภได้ เท่ากับเป็นการกั้นกระแสนั้นไม่ให้หลั่งไหลเข้าท่วมหัวจิตหัวใจท่วมความรู้ดีรู้ชั่ว ความรู้จักพอจะทำให้มีความสุขได้กับภาวะฐานะของตน มีเงินไม่มากมาย แต่พอมีเงินพอกินไม่เดือดร้อน ก็ไม่ดิ้นรนแสวงหาอย่างไม่ถูกต้อง
ซึ่งผลจะดีโดยตลอดสายหาได้ไม่ อย่างน้อยความดิ้นรนไม่รู้จักพอก็จะเป็นความเร่าร้อนแผดเผาจิตใจ เป็นกระแสที่ไม่มีเครื่องกั้น ไม่มีสติ ทุกคนน่าจะพยายามเห็นความสำคัญของสติให้มาก อย่าเห็นความสำคัญของเงิน ของอำนาจ ของความเป็นใหญ่ จนลืมสติ คือความรู้ผิดชอบชั่วดี
ความไม่รู้จักพอ มีโทษในตัวเองที่ร้ายแรง แต่ไม่ค่อยจะเห็นกันไม่ค่อยจะนึกถึงกัน ลงท้ายกระแสของความไม่รู้จักพอก็จะทำลายได้ หนักเบาเพียงไร อยู่ที่ความไม่รู้จักพอนำไปสู่จุดหมายใด สูงต่ำเพียงใด สูงมากเมื่อตกก็เหมือนตกจากที่สูงมาก ย่อมแหลกเหลวมากเป็นธรรมดา
นั้นอย่าไม่เห็นความสำคัญของสติ อย่าลืมมีสติ เตือนตนเอง ให้รู้ไว้บ้าง ว่ากำลังคิด กำลังพูด กำลังทำ ที่ถูกผิด หรือดีชั่วอย่างไร สติจะช่วยกั้นไม่ให้กระแสแห่งทุกข์โทษภัยเกิดแก่ชีวิตได้หนักหนานัก
แสงส่องใจ
๓ ตุลาคม ๒๕๔๙
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ยานิ โสตานิ โลกสฺมิ........สติ เตสํ นิวารณํ
โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ............ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร
พระพุทธภาษิตข้างต้นนี้ มีความว่า กระแสเหล่าใดมีอยู่ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เรากล่าวว่าสติเป็นเครื่องกั้นกระแส กระแสเหล่านั้นอันบุคคลปิดกั้นได้ด้วยปัญญา
O คำว่ากระแส ในภาษาทั่วไปหมายถึง สิ่งที่เคลื่อนไปเป็นแนวเป็นทางเรื่อยๆ เช่น กระแสลม กระแสน้ำ ความหมายทั่วไปของกระแสเป็นเช่นนั้น
แต่กระแสในพระพุทธภาษิตข้างต้นที่มีอยู่ในโลก เช่นเดียวกับกระแสน้ำกระแสลม แต่กระแสทั้งกระแสน้ำกระแสลมจัดเป็นรูปธรรมได้ เห็นได้ สัมผัสได้ แม้กระแสลมจะเห็นไม่ได้ด้วยตาเช่นสิ่งที่จัดเป็นรูปธรรมทั้งหลาย แต่สัมผัสที่ได้จากกระแสลมนั้นเหมือนดังสิ่งที่เป็นรูปธรรม
กระแสลมแตกต่างกับกระแสเสียง ที่น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากเกินไปนัก กระแสเสียงที่สัมผัสหู แตกต่างกับกระแสลมที่สัมผัสกาย แต่ยากจะอธิบาย แม้จะเข้าใจได้ชัดเจนในความแตกต่างของกระแสลมกับกระแสเสียง
O พระพุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า กระแสเหล่าใดมีอยู่ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น ก่อนอื่นควรต้องเข้าใจความหมายของคำว่าสติ เพื่อจะได้เข้าใจความหมายของพระพุทธภาษิตว่าสมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงสอนไว้ ให้กั้นกระแสที่มีอยู่ในโลกด้วยสตินั้น ทรงหมายถึงอะไรที่ควรนำมากั้นกระแส สติคืออะไร
O สติคือความรู้ผิด รู้ชอบ รู้ชั่ว รู้ดี ความหมายของสติชี้ชัดถึงความสำคัญอย่างยิ่งของคำว่าสติ อะไรจะสำคัญสำหรับชีวิตยิ่งไปกว่าความรู้ผิดชอบรู้ชั่วดี ไม่มีแน่นอน ความผิดความชั่วที่ทำกันอยู่มากมาย โดยเฉพาะในทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุใด ที่สำคัญเท่ากับความขาดสติ ขาดความรู้ผิดรู้ถูกรู้ดีรู้ชั่ว
ทำลงไปแล้วอาจได้สติ รู้ตัวว่าได้ทำสิ่งที่ผิดที่ชั่วก็สายเกินไป ทำให้ต้องได้รับทุกข์โทษภัย จากการทำที่ไม่รู้ถูกไม่รู้ผิดไม่รู้ดีไม่รู้ชั่ว จึงพึงเห็นความสำคัญของสติให้อย่างยิ่ง และพึงพยายามอบรมสติให้เกิดมากๆ พยายามให้สติขาดไปจากใจให้น้อยที่สุด
โดยยกเหตุผลสำคัญที่สุดไว้เตือนตน คือนึกถึงประโยคที่พูดกันเสมอ ดังเช่นเรียกคนบ้า ว่าคนเสียสติ หรือคนเสียสติว่าคนบ้า ไม่มีใครอยากเป็นคนบ้า เราทุกคนไม่อยากถูกเรียกว่าคนบ้า ดังนั้นพากันพยายามอบรมสติให้เต็มความสามารถ ทุกเวลานาทีให้เตือนตนเองว่า สติ สติเราต้องมีสติ เราต้องมีสติ อย่าให้สติเสียไปจะเป็นคนบ้า
O คนไม่มีสติ แม้จะไม่ถึงขนาดเป็นคนบ้าก็ยงถูกตำหนิจากผู้รู้เห็นอยู่เสมอ ว่าเป็นคนขาดสติ ซึ่งไม่ใช่เป็นการยกย่อง แต่เป็นการตำหนิติเตียนในระดับที่ไม่น่าฟัง ซึ่งคำตำหนินี้พูดกันเกือบจะติดปากทีเดียว แสดงว่าพากันรู้ดี ว่าการขาดสติไม่ใช่ความดี แต่เพราะนำคำนี้มาพูดมาใช้ตำหนิกันจนกระทั่งฟังเป็นคำธรรมดา
ไม่เห็นความสำคัญของคำตำหนินี้ เป็นผลเสียที่สำคัญมากอยู่ เพราะทำให้พากันไม่เห็นความสำคัญของคำว่าสติ ทั้งๆที่สติเป็นคำสำคัญที่สุด ใจเป็นใหญ่ ดังที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ชัดแจ้ง แต่สติก็เป็นใหญ่เหนือใจ ของทุกคน ผลที่เห็นอยู่ก็คือใจที่มีสติเพียงใด เป็นใจที่ดีเพียงนั้น ใจที่ขาดสติเพียงใด เป็นใจที่บ้าๆบอๆเพียงนั้น
O คุณค่าของสติ ที่เห็นได้ชัดพอสมควรก็คือเป็นคุณสมบัติของคนไม่บ้า ถ้าไม่อยากเป็นคนบ้า ก็ต้องพยายามอย่าขาดสติ คือ พยายามมีสติไว้ให้เสมอ ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำอะไรเมื่อไร อย่าลืมสติ
คืออย่าลืมรู้ตัวในการคิดว่าถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว อย่าลืมรู้ตัวในการพูด คือก่อนจะพูดอะไร ให้รู้ว่าที่จะพูดจะผิด หรือที่จะพูดจะถูก ถ้ามีสติรู้ว่าพูดออกไปจะผิด ก็ต้องไม่พูด จะพูดออกไปต่อเมื่อคิดแล้ว แน่ใจแล้วว่าจะเป็นการพูดไม่ผิด จะเป็นการพูดถูก
O การทำก็เช่นเดียวกับการพูด ก่อนจะทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ อย่าลืมสติ สติสำคัญเสมอ สติสำคัญมากที่สุด ไม่ว่าจะคิดอะไร ไม่ว่าจะพูดอะไร ไม่ว่าจะทำอะไร แม้ต้องการรักษาตนให้เป็นคนดี ต้องไม่ลืมความสำคัญของสติ ต้องไม่ลืมโดยเด็ดขาด
คนลืมสติ หรือคนขาดสติ แม้ยังไม่ถึงขนาดเป็นคนบ้าคนบอ แต่ก็จะเป็นคนขาดสิ่งสำคัญนานาประการ ที่ไม่ควรขาดอย่างยิ่ง
ตัวอย่างที่สำคัญและน่าจะยกขึ้นบอกตัวเอง ก็คือพระพุทโธ อันเป็นยอดมงคล ยอดสิริของทุกคน ของทุกชีวิต คือคำพระพุทโธ ที่มีความหมายสูงสุดของพระผู้ทรงสูงสุดด้วยมหาสิริ มหามงคล คือสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จพระบรมครูของพรหมเทพและมนุษย์
O การมีสติ ไม่ลืมพระพุทโธ เป็นความมีสติที่สำคัญมาก สำคัญจริง แต่เพราะส่วนมากไม่คิดให้ดี ไม่คิดให้รอบคอบ จึงไม่อาจเข้าใจได้อย่างถูกต้องตามความจริง ว่าเมื่อไม่มีความรู้ถูก รู้ผิด รู้ดี รู้ชั่ว ความไม่เห็นค่าสูงส่ง ของคำพระพุทโธ ก็จะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากขาดสติ เพราะไม่รู้ดี ไม่รู้ชั่ว ที่จะเกิดในจิตใจในความคิดของตน
ที่ไม่มีสตินึกถึงพระพุทโธพร้อมกับมีความสำนึกจริงใจ ว่าใจของเราอยู่กับพระพุทโธ คืออยู่กับพระพุทธองค์แทบเบื้องพระพุทธบาท เราไม่เพียงแต่ท่องพระพุทโธ พระพุทโธ เหมือนแบบนกการ้อง
ใจเราอยู่กับพระพุทโธ พร้อมกับที่ใจเรานึกถึงพระพุทโธ พระพุทโธ เช่นนี้แล้วไม่มีที่สติจะหลุดพ้นไปจากใจได้ ไม่มีที่เราจะเป็นคนไม่ดี ที่คิดผิด พูดผิด ทำผิดได้ต่างๆนานา อันล้วนจะนำมาแต่ความเสื่อมเสียมากมายหลายประการ
O ที่จริง ขอพูดตามความจริง ว่าสติไม่จำเป็นต้องพึ่งพระพุทโธก็เกิดได้ ก็มีได้ ที่อัญเชิญพระพุทโธมากล่าวไว้แต่ต้น ก็เพราะสติที่เกิดพร้อมพระพุทโธนั้นเป็นสติระดับสำคัญที่สูงส่งยิ่งนัก มีผลเกินกว่าสติที่เกิดแต่อะไรอื่นทั้งปวง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสูงส่งเพียงใด คำพระพุทโธมีความสูงส่งเพียงนั้น
การมีสตินึกถึงพระพุทโธ อัญเชิญคำพระพุทโธสู่จิตใจด้วยใจที่อยู่เบื้องพระพุทธบาทสมเด็จพระบรมศาสดาอย่างจริงจัง มิใช่สักแต่ว่าท่องพระพุทโธ พระพุทโธ เหมือนท่องสูตรคูณ สองหนึ่งเป็นสอง สองสองเป็นสี่ อะไรทำนองนี้ ที่เป็นการท่องที่คล่องปากเท่านั้น
อย่าท่องพระพุทโธแบบท่องสูตรคูณ แต่จงส่งจิตใจไปอยู่แทบเบื้องพระพุทธบาทสมเด็จพระบรมศาสดา พระผู้ทรงเป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นซึ่งคำพระพุทโธ เช่นนี้จะมีคุณยิ่งใหญ่เหนือคุณใดทั้งนั้น เป็นคุณที่เป็นสิริมงคลอย่างมหัศจรรย์พันพรรณานา
O จะเป็นคนมีปัญญาที่สุด มีสิริมงคลชีวิตที่สุด ชีวิตได้บรรลุถึงจุดสูงสุดที่สุด แม้พยายามมีสติ มีพระพุทโธ และมีใจส่งไปอยู่แทบเบื้องพระพุทธบาทสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์แห่งพระพุทโธ ให้สม่ำเสมอ ทุกลมหายใจเข้าออก
เราทุกคนคิดพูดทำที่ยากลำบากนักหนาอยู่แทบทุกลมหายใจเข้าออก เพราะความปรารถนาอย่างเดียว คือได้มีชีวิตที่สูงส่งไม่น้อยหน้าใคร ได้เป็นคนสำคัญในความรับรู้ของผู้คนทั้งหลาย
ขอให้คิดถึงพระพุทธภาษิตที่ว่า ทุกสิ่งทำเร็จด้วยใจ และน่าจะเชื่อได้สนิทใจ ว่าใจที่มีพระพุทโธนั้นเป็นใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความสำคัญจากใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย่อมเป็นผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแน่นอน
O พระพุทโธที่มีอยู่ในใจ โดยใจรู้สึกด้วยว่าอยู่แทบเบื้องพระพุทธบาท นั่นก็คือการมีสติที่สูงส่งที่สุดในจิตใจ ผลที่จะเกิดตามมาย่อมสูงส่งเสมอเหตุ คือสติ และสตินั้นมีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ชัดแจ้งว่า เป็นเครื่องกั้นกระแส กระแสเหล่าใดมีอยู่ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น
ถ้าคิดให้ดี จะเห็นความสำคัญอย่างยิ่งของสติ กระแสที่มีอยู่ในโลกมากมายนัก และมีอันตรายแก่ผู้ถูกกระแสกระทบอย่างแน่นอน ดังนี้จึงเป็นเครื่องส่อแสดงคุณที่สำคัญอย่างยิ่งของสติ คือความรู้ผิด รู้ชอบ รู้ชั่ว รู้ดี
O กระแสในโลก คือสิ่งที่เคลื่อนเป็นแถวเป็นแนวไปเรื่อยๆ และจะกระทบกระแทกคนทั้งหลายไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นเรา อาจจะเป็นเขา ผู้ใดผู้หนึ่งก็ได้ทั้งสิ้น และกระแสจะกระทบหนักเบาเพียงไรก็ได้
สำคัญที่ผู้ถูกกระแสกระทบจะมีสติหรือไม่มีสติเพียงไหน พระพุทธภาษิตชี้ชัดว่าสติเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งนั้น ที่มีอยู่ในโลก มีทั้งกระแสที่แลเห็นได้ด้วยตา ที่สัมผัสได้ด้วยกาย ที่รับได้ด้วยใจ ทั้งหมดเป็นกระแสที่มีอยู่ในโลก ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระพุทธภาษิตไว้ ความว่าบุคคลปิดกระแสได้ด้วยปัญญา โดยมีสติเป็นเครื่องกั้น
O กระแสทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงว่ามีสติเป็นเครื่องกั้นมีปัญญาเป็นเครื่องปิดกั้น ควรต้องทำความเข้าใจพระพุทธภาษิตอย่างประณีตในความหมายของคำที่ทรงใช้ คือกั้นและปิดกั้น
สติเป็นเครื่องกั้นกระแส ปัญญาเป็นเครื่องปิดกั้น เมื่อให้ความสนใจพอสมควรย่อมเห็นความแตกต่างของการใช้สติและใช้ปัญญา สติเพื่อกั้น ปัญญาเพื่อปิดกั้น
กั้นก็มีความหมายอย่างหนึ่ง ปิดก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง อ่านเผินๆ หรือฟังเผินๆตลอดถึงคิดเผินๆ ก็น่าจะไม่เข้าใจหน้าที่ของสติ และหน้าที่ของปัญญา ที่สำคัญไม่เสมอกัน มียิ่งใหญ่กว่ากัน เพราะปิดและกั้นมีความหมายที่สำคัญกว่ากัน
O กั้น มีความหมายว่ากัน กันไว้ เช่น กั้นน้ำหรือกันน้ำไม่ให้ไหลเข้าบ้าน กั้นคนหรือกันคนไว้ไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไปในเขตหวงห้าม
ใช้คำว่ากั้นในความหมายของคำว่ากันได้ด้วยเช่นที่ใช้ว่าสติเป็นเครื่องกั้นกระแส กระแสยังมีอยู่ และยังพร้อมอยู่ที่จะเข้าถึงผู้มีสติ แต่ใช้สติกั้นไม่ให้กระแสเหล่านั้นเข้าถึง อันจะเกิดผลไม่ดี ไม่เป็นที่ปรารถนา
นั่นก็คือตราบใดยังใช้สติได้ดี มีพลังอำนาจกันได้กั้นได้ ไม่ให้กระแสอันไม่พึงปรารถนาเข้ากระทบถึง ตราบนั้นกระแสก็จะเพียงพรั่งพรูเข้าสู่ แต่ไม่อาจกระทบกระทั่งได้อย่างไร เพราะมีสติเป็นเครื่องกั้นอยู่มีสติเป็นเครื่องกั้นไว้ได้
ขาดสติเมื่อไร ก็เมื่อนั้นที่กระแสทั้งหลาย ที่ยังไหลพรั่งพรูเข้าสู่อยู่ จะสามารถเข้าได้ ทำลายความคิดจิตใจได้ ไม่มากก็น้อย สติมีหน้าที่และมีความสำคัญเช่นนี้ แตกต่างกับหน้าที่ของปัญญา
O ปัญญา มีหน้าที่สำคัญกว่าสติ สติเพียงกันไว้ กั้นไว้ ไม่ให้กระแสเข้าไปในขอบเขตเป็นที่หวงห้าม เปรียบสติเป็นยาม ที่มีอาวุธในมือ เงือดเงื้อขู่ไม่ให้ผู้ไม่เป็นที่ปรารถนาเข้าไปในเขตหวงห้าม
ผู้จะล่วงล้ำก็จะแสดงแผลงฤทธิ์ต่างๆ นานาอยู่ได้เพียงภายนอกขอบเขตเท่านั้น ล่วงล้ำเข้าไปในเขตหวงห้ามไม่ได้ตราบเท่าที่ยังมีสติกั้นอยู่ แต่ปัญญาไม่มีหน้าที่เป็นเพียงยาม ที่ถือไม้พลองกระบอกสั้นไว้ขู่กระแสไม่ปรารถนาทั้งนั้น ไม่ให้ล่วงล้ำเข้าเขตไม่ประสงค์เท่านั้น
แต่ปัญญามีอำนาจยิ่งใหญ่ปัญญาสารถทำลายกระแสได้ ปัญญาสามารถตัดกระแสได้ ถึงให้ขาดหาย ไม่หลงเหลือทำความวุ่นวายแม้เล็กน้อยเพียงใดให้เกิดแก่จิตใจที่มีปัญญาได้เลย นี้ที่เป็นความสำคัญในพระพุทธภาษิตบทหนึ่ง
O กระแสที่มีอยู่ในโลกทั้งหมด เป็นกระแสเล็กกระแสน้อย หรือกระแสใหญ่กระแสโต เพียงใดก็ตาม กระแสเหล่านั้นมีกระแสกรรมเป็นจุดรวม กระแสทั้งหลายเกิดแต่กระแสแห่งกรรมแน่นอน และเมื่อกล่าวถึงกรรมก็หมายถึงทั้งกรรมดีคือบุญกุศล และทั้งกรรมชั่วคือบาปอกุศล
เพียงเท่านี้ก็ควรจะเข้าใจได้ ว่ากระแสทั้งปวงในโลกมีมากมายเพียงใด โดยเฉพาะกระแสของกรรมไม่ดีจะกระทบกระแทกคนในโลกรุนแรงเพียงใด เครื่องกั้นคือสติ จำเป็นต้องได้รับการอบรมให้เข้มแข็ง ให้ไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับกระแสในโลก ที่มีไม่ขาดสาย ติดต่อกันเข้ารุมเล่นงานผู้คนในโลก
โดยไม่เลือกว่าเป็นคนดีหรือคนไม่ดี ไม่เลือกว่าเป็นผู้ควรได้รับการจู่โจมกระทบกระแทกให้ชอกช้ำเพียงใดหรือไม่ กระแสในโลกไม่น่ากลัวมาก สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระมหากรุณาห่วงใยทุกชีวิตทุกผู้คนที่จะต้องเผชิญกับกระแสในโลก จึงทรงชี้วิธสู้กับกระแสว่าต้องใช้สติสู้ ให้สติกั้นกระแสไว้ ไม่ให้กระแสเข้าทำร้ายชีวิตจิตใจได้เต็มที่
O สติคือความรู้ผิดชอบชั่วดี กระแสสายหนึ่งคือกระแสแห่งความโลภ อันเป็นกิเลสที่คนทั่วไปมีอยู่ แตกต่างกันที่บางคนมีน้อย บางคนมีมาก การลักขโมยปล้นจี้เกิดจากถูกกระแสแห่งความโลภเข้ากระแทกกระทั้นทั้งสิ้น
พูดเช่นนี้คงจะเข้าใจ คงจะเห็นความขาดสติของบรรดาผู้พ่ายแพ้ต่ออำนาจของกระแสแห่งความโลภ ลืมความรู้ผิดชอบชั่วดีอย่างสิ้นเชิง ความขาดสิตเช่นนี้ ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีในกรณีเช่นนี้ ย่อมไม่อาจกั้นกระแสกรรมได้
การลักขโมยปล้นจี้จึงเกิดกระแสแห่งความโลภที่ไม่มีเครื่องกั้นคือสติ ย่อมนำไปสู่กระแสแห่งทุกข์โทษภัยของการเป็นผู้ร้าย ที่อาจรุนแรงถึงทำลายชีวิตเขาและชีวิตตนเองได้ เหตุก็เพราะขาดสติ ไม่มีเครื่องกั้นกระแสแห่งกรรม
O เป็นผู้ร้าย ทำลายชีวิตเขา ก็เพราะถูกแรงกระแทกแห่งกระแสความโลภ ที่ขาดสติ ขาดเครื่องช่วยกั้นแรงแห่งกระแสให้ไม่รุนแรงเต็มที่ บรรดาผู้ร้ายทั้งหลายไม่รู้จักคำว่าสติ ไม่รู้ว่ามีคำสติอยู่ในโลก ไม่เคยสอนตนเองว่าสติคือความรู้จักผิดชอบชั่วดี
เมื่อใดโทษของความขาดสติเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เช่น ปล้นจี้เข่นฆ่าผู้ตกเป็นเหยื่อแล้ว ถูกจับได้แล้ว ต้องรับโทษอันควรแก่การกระทำที่เป็นไปตามกำลังแห่งกระแสของความโลภ โดยไม่มีสติเป็นเครื่องกั้น แม้เล็กน้อยเพียงใด
กระแสแห่งความโลภนั้น แม้จะหนักหนารุนแรงเพียงใด แต่ถ้ามีสติอยู่บ้างไม่มากก็น้อย กระแสนั้นก็ย่อมบรรเทาความหนักหนาลงได้ อาจไม่มีการเข่นฆ่าประหัตประหารผลาญชีวิตกันเพียงเพื่อได้มาซึ่งเงินไม่กี่ร้อยบาทและตนเองก็อาจต้องสละชีวิตเพื่อรับโทษแห่งกระแสความโลภ ที่ไม่มีสติเข้ากั้นความแรงเลย
O ความรู้จักพอก็เป็นสติอย่างหนึ่ง ที่จะยับยั้งกระแสความโลภได้ เท่ากับเป็นการกั้นกระแสนั้นไม่ให้หลั่งไหลเข้าท่วมหัวจิตหัวใจท่วมความรู้ดีรู้ชั่ว ความรู้จักพอจะทำให้มีความสุขได้กับภาวะฐานะของตน มีเงินไม่มากมาย แต่พอมีเงินพอกินไม่เดือดร้อน ก็ไม่ดิ้นรนแสวงหาอย่างไม่ถูกต้อง
ซึ่งผลจะดีโดยตลอดสายหาได้ไม่ อย่างน้อยความดิ้นรนไม่รู้จักพอก็จะเป็นความเร่าร้อนแผดเผาจิตใจ เป็นกระแสที่ไม่มีเครื่องกั้น ไม่มีสติ ทุกคนน่าจะพยายามเห็นความสำคัญของสติให้มาก อย่าเห็นความสำคัญของเงิน ของอำนาจ ของความเป็นใหญ่ จนลืมสติ คือความรู้ผิดชอบชั่วดี
ความไม่รู้จักพอ มีโทษในตัวเองที่ร้ายแรง แต่ไม่ค่อยจะเห็นกันไม่ค่อยจะนึกถึงกัน ลงท้ายกระแสของความไม่รู้จักพอก็จะทำลายได้ หนักเบาเพียงไร อยู่ที่ความไม่รู้จักพอนำไปสู่จุดหมายใด สูงต่ำเพียงใด สูงมากเมื่อตกก็เหมือนตกจากที่สูงมาก ย่อมแหลกเหลวมากเป็นธรรมดา
นั้นอย่าไม่เห็นความสำคัญของสติ อย่าลืมมีสติ เตือนตนเอง ให้รู้ไว้บ้าง ว่ากำลังคิด กำลังพูด กำลังทำ ที่ถูกผิด หรือดีชั่วอย่างไร สติจะช่วยกั้นไม่ให้กระแสแห่งทุกข์โทษภัยเกิดแก่ชีวิตได้หนักหนานัก