Kamen rider
09-20-2005, 07:45 PM
<CENTER>แรงกรรม ๑</CENTER>
สว่างอื่น อันใด ในอากาศ
ไม่โอกาส เท่าสว่าง ตะวันฉาย
แรงสิ่งอื่น เข้มแข็ง ที่แรงร้าย
ก็แพ้พ่าย แรงกรรม ที่ทำมา
(ท่านมหากวี สุนทรภู่)
แรงกรรม เป็นพลังแรงที่แฝงเร้น ในชีวิตของสัตว์โลก มีอำนาจมาก คอยผลักดันให้สัตว์โลก ได้รับผลในรูปแบบต่าง ๆ เกี่ยวข้องเป็นพันธะแห่งชีวิต
ติดต่อสืบกระแสยืดยาว ข้ามชาติภพ ชีวิตแล้วชีวิตเล่า ซึ่งเจ้าของชีวิตนั้น ๆ น้อยนักจักรู้อดีตกรรมของตน ๆ ได้ แต่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ญาณ ๓ ทรงเข้าใจเรื่องกรรมนั้นโดยละเอียด ด้วยญาณ ๓ คือ
๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ทรงรู้ระลึกชาติของพระองค์เองได้เป็นลำดับ หลายต่อหลายชาติ ประจักษ์ชัดว่า ทำกรรมใดไว้ เป็นเหตุให้ได้รับผลกรรมต่าง ๆ ในชาติต่อ ๆ มา เท่ากับทรงรู้ประวัติของพระองค์ระยะยาว
๒. จุตูปปาตญาณ คือทรงรู้ชาติกำเนิดของสัตว์อื่น ๆ ว่าทำกรรมใดไว้ จึงได้รับผลกรรมต่าง ๆ กันในชาตินั้น ๆ เท่ากับพระองค์ทรงรู้ประวัติของผู้อื่นอย่างละเอียดในระยะยาว
๓. อาสวักขยญาณ คือทรงรู้ขจัดกิเลสในพระองค์เองให้สิ้นไป เกิดปัญญาอันยอดเยี่ยมในเหตุผลของชีวิต และการแก้ปัญหาชีวิตให้พ้นทุกข์ ประสบบรมสุข
แต่ชาวโลก ต่างชาติต่างลัทธิศาสนา ซึ่งมีระดับปัญญาต่างกัน มิได้รู้ข้อเท็จจริง ว่ากรรมบันดาลให้เกิดผลอะไร อย่างไร เพียงใด
จึงเมื่อได้รับทุกข์โศกต่าง ๆ ก็หาข้อยุติอันเป็นเอกภาพมิได้ ต้องเสียเวลา ทะเลาะกันเป็นเวลานาน ไม่มีใครยอมเชื่อใคร ดังโคลงโลกนิติว่า
หมอแพทย์ทายว่าไข้ ลมคุม
โหรว่าเคราะห์แรงรุม โทษให้
แม่มดว่าผีกุม ทำโทษ
ปราชญ์ว่ากรรมเองไซร้ ก่อสร้างมาเอง
ความเข้าใจที่แตกต่างในเรื่องของชีวิต กำเนิดของชีวิต ความเป็นไปของชีวิต และปัญหาต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้รับ มีมากมายหลายทรรศนะ จนกลายเป็นลัทธิศาสนา หลายลัทธิศาสนา
นอกจากศาสนาพุทธ จะสอนเรื่องกรรมแล้ว ศาสนาอื่น ๆ ก็สอนด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง ศาสนาพราหมณ์ ในคัมภีร์ ฤคเวท ก็สอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
(The good seed brings a harvest of good the evil of evil every action has its effect on character.)
ดูเหมือนจะไม่ยอมให้ศาสนาพุทธเดี่ยวเด่น เป็นหนึ่งอยู่ได้ในโลกนี้ แต่เมื่อศึกษาโดยละเอียดแล้ว ก็พบว่า ศาสนาพราหมณ์ สอนเรื่องกรรมจริง สอนว่า ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง
แต่ไม่ยอมให้กฎแห่งกรรมเป็นใหญ่อย่างอิสระ กล่าวคือ ให้พระเจ้าเป็นคนสำคัญเหนือกฎแห่งกรรม เหมือนอย่างจะพูดว่า พระเจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อน ควบคุมกฎแห่งกรรม
เทียบได้กับคนคุม เครื่องจักร กฎแห่งกรรม เป็นที่แฝงอยู่ของทิพยอำนาจ หรือทิพยอำนาจ แสดงตัวอยู่ในกฎ (แต่กฎไม่ใช่พระเจ้า) กฎศีลธรรมในเรื่องกรรมนี้เป็นการแสดงออกโดยธรรมชาติของพระเจ้านั้น
กรรม คือ การกระทำอันยั่งยืนของเทวาทั้งหลาย ในที่นี้ ได้ระบุว่า พระวิรุณ เป็นเจ้าแห่งกฎของกรรมนี้ และกรรม ๑๒ ของศาสนาพราหมณ์ ก็แตกต่างจากกรรม ๑๒ ของ พระพุทธองค์
ก่อนที่จะกล่าวถึงกรรม ๑๒ ของศาสนาพุทธ จะได้ยกกรรม ๑๒ ของศาสนาพราหมณ์มาแสดงก่อน กล่าวคือ กรรม ๑๒ ของศาสนาพราหมณ์ เป็นเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา ที่บุคคลผู้ถือศาสนาพราหมณ์จะต้องปฏิบัติตามเป็นระยะ ๆ ในช่วงต่าง ๆ ของชีวิต ได้แก่
๑. พิธีกรรมที่ทำ เมื่อผู้เป็นมารดาตั้งครรภ์
๒. พิธีที่ให้ทำ เมื่อมีนิมิตหมายว่า ทารกในครรภ์เป็นเพศชาย
๓. พิธีกรรมที่ให้ทำ เมื่อผู้เป็นมารดาตั้งครรภ์ได้ ๔ เดือน, ๖ เดือน และ ๘ เดือน
๔. พิธีกรรม ใช้น้ำผึ้ง และนมเปรี้ยว แตะลิ้นทารกแรก เกิด ๓ ครั้ง (ชาติกรรม)
๕. พิธีกรรม ที่จะต้องกระทำ เพื่อตั้งชื่อเด็ก ในวันที่ ๑๐ หรือ ๑๒ หลังจากคลอด
๖. พิธีกรรม นำเด็กออก ไปดูพระอาทิตย์ ในเดือนที่ ๔
๗. พิธีกรรม ป้อนข้าวเด็ก ในระหว่างเดือน ๕ ถึงเดือนที่ ๘
๘. พิธีกรรม ไว้จุกที่กลางกระหม่อม ในปีที่ ๓
๙. พิธีกรรมอภิเษกให้เป็นพราหมณ์ คล้องสายพระพาย ทำด้วยด้ายพิเศษ ศักดิ์สิทธิ์
๑๐. พิธีกรรมตัดจุก ระหว่างอายุ ๑๖ ถึง ๒๔ ปี
๑๑. พิธีกรรมที่จะต้องกระทำเมื่อกลับบ้าน หลังจากสำเร็จการศึกษา (จากครู)
๑๒. พิธีกรรม เนื่องในการแต่งงาน
นอกจากพิธีกรรมทั้ง ๑๒ นี้ ยังมีพิธีกรรมที่จะต้องปฏิบัติต่อเทวดา นักบวช วรรณะ ต่าง ๆ และต่อศาสนสถาน ฯลฯ อีกมากมาย พิธีต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกว่า "กรรม"
จัดเป็นหนทางอันหนึ่ง ที่จะนำไปสู่โมกษะ ความหลุดพ้น เรียกว่า "กรรมมารคะ" เพราะฉะนั้น "กรรม" ในศาสนาพราหมณ์ จึงผิดเพี้ยนจากกรรม ในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะอธิบายต่อไป
ความเชื่อเรื่องกรรมในศาสนาเชนเป็นกรรมลิขิต
ศาสนาเชน ของท่านศาสดามหาวีระ สอนเรื่องกรรม อันมีส่วนคล้ายคลึงกับเรื่องกรรม ในศาสนาพุทธมากที่สุด บางครั้งชาวพุทธก็ยังไขว้เขวว่า กรรมลิขิต ก็เป็นกรรมในศาสนาพุทธ
โดยจะเทียบว่า ศาสนาพราหมณ์สอนพรหมลิขิต ศาสนาพุทธสอนกรรมลิขิต แท้ที่จริงกรรมลิขิต เป็นเรื่องของศาสนาเชน ซึ่งสอนเคร่งครัดมาก โปรดสังเกต ในแต่ละข้อดังต่อไปนี้
หลักกรรมของศาสนาเชน
๑. การกระทำทางกาย สำคัญกว่าทางวาจา และทางใจ
๒. การกระทำจะมีเจตนา หรือไม่มีเจตนา ก็จัดเป็นกรรมทั้งหมด เช่น เดินไปตามทางมีแมลงบินมาเข้ามาตายในจมูกเรา เราก็บาปเสียแล้ว
๓. ความสุข ความทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ ทุกอย่างที่คนได้รับอยู่ในปัจจุบัน ล้วนเป็นผลแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในชาติก่อนทั้งสิ้น (โทษกรรมเก่าทั้งสิ้น)
หลักกรรมทั้ง ๓ ประการข้างต้นนี้ ไม่ได้รับการรับรองจากพระพุทธองค์กล่าวคือ
ในข้อ ๑ พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า มโนกรรม การกระทำทางใจสำคัญสูงสุด
ในข้อ ๒ พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า การกระทำที่เกิดจากเจตนาจึงเป็นกรรม
ในข้อ ๓ พระพุทธองค์ทรงคัดค้านว่า สุขทุกข์ที่คนเราได้รับอยู่ในชาตินี้มีสาเหตุมาจากกรรม ในอดีตชาติบ้าง ในปัจจุบันชาติบ้างและสิ่งแลดล้อมอื่น ๆ ก็อาจเป็นสาเหตุ ให้เกิดทุกข์ และสุขบ้าง ไม่ใช่โทษแต่กรรมเก่าว่า บันดาลสุขทุกข์ทั้งปวงให้
อีกประการหนึ่ง ซึ่งควรกล่าวถึง คือ ศาสนาประเภทเทวนิยมอื่น ๆ นอกจากศาสนาพราหมณ์ แม้จะอ้างว่า สอนให้คนเชื่อเรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม
แต่เมื่อสืบสาวลึกลงไปถึงรากเหง้า ก็ปรากฎว่าพระเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นผู้ควบคุมกฎแห่งกรรม เป็นผู้ให้รางวัล หรือลงโทษ แก่ผู้ที่ทำดี และทำชั่ว ผู้จงรักภักดี หรือผู้ไม่จงรักภักดี ต่อพระเจ้า
ความเชื่อที่ผิดหลักกรรม เป็นมิจฉาทิฐิ
จากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทำให้พระองค์ทรงสอน หลักกรรมผิดแผกแตกต่างจากลัทธิศาสนาต่าง ๆ ในครั้งพุทธกาล กล่าวคือ ทรงแสดงหลักกรรมผิด ๆ ของลัทธิหล่านั้น ได้ดังนี้
๑. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีความเห็นว่า "สุขทุกข์ทั้งปวง ที่เราได้รับอยู่ล้วนเป็นเพราะกรรม ที่กระทำไว้ในปางก่อนทั้งนั้น"
๒. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีความเห็นว่า "สุขทุกข์ทั้งปวง ที่เราได้รับอยู่ล้วนเป็นเพราะการบันดาล ของพระผู้เป็นเจ้า หรือเทวดาทั้งนั้น"
๓. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีความเห็นว่า "สุขทุกข์ทั้งปวง ที่เราได้รับอยู่ ล้วนหาเหตุปัจจัยมิได้ เป็นมีตามโชคชะตา เกิดขึ้นลอย ๆ โดยบังเอิญทั้งนั้น"
ทั้ง ๓ ข้อนี้ พระพุทธองค์ ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฐิ ความเห็นผิด
แต่หลักกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ตรงกันข้าม กับทั้ง ๓ ข้อข้างต้น ดังนี้
๑. ทุกข์ทั้งปวง ไม่ใช่เกิดเพราะกรรมเก่าอย่างเดียว หากเกิดเพราะกรรมเก่าส่วนหนึ่ง เพราะสาเหตุอื่น ๆ อีก คือ
อวัยวะภายใน (ดี) เป็นสมุฏฐานก็มี
การแปรปรวนของฤดูกาล เป็นสมุฏฐานก็มี
การบริหารตนไม่สม่ำเสมอ เป็นสมุฏฐานก็มี
การถูกทำร้าย เป็นสมุฎฐานก็มี
(คือเกิดจากคนอื่น ๆ ก็มี)
ส่วนความสุข ก็เกิดจากสาเหตุหลายอย่างเช่นเดียวกัน
๒. สุขทุกข์ของมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้บันดาลให้เกิดขึ้นเอง โดยเฉพาะตนเอง เป็นผู้บันดาลทุกข์ให้แก่ตนอย่างแท้จริง
คือข้อสำคัญที่สุดอยู่ที่การกระทำของตนเอง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประสานต่อเนื่อง รับเป็นเหตุเป็นผลกัน ชีวิตของแต่ละคน ฝากไว้กับความประพฤติของตน
ให้ต้องพากเพียรสร้างสรรค์ พิทักษ์รักษา สิ่งที่ดีงามไว้ ไม่ต้องอ้อนวอนสิ่งที่อยู่นอกโลก นอกข่ายการพิสูจน์ของมนุษย์
๓. สุขทุกข์และลาภผลทั้งหลายที่มนุษย์ได้รับ ล้วนมีเหตุมีปัจจัยทั้งสิ้น ไม่ใช่เกิดโดยบังเอิญลอย ๆ ไม่มีเหตุจะมีผลขึ้นมาไม่ได้ ถ้าไม่ต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องดับเหตุของผลนั้น ๆ เสียก่อน
เช่นไม่ต้องการทุกข์ ก็ต้องดับกิเลสให้ได้สิ้นไป เพราะกิเลส เป็นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดมาทุกข์
มิจฉาทิฐิทั้ง ๓ ประการ ดังกล่าวข้างต้นนั้น แม้ในปัจจุบัน ก็ยังฝังหัวอยู่ ในคนไทยส่วนใหญ่ก็ว่าได้
บางคนถึงกับกล่าวหาว่า พระพุทธศาสนา สอนให้คนหลงงมงาย ในเรื่องกรรม เพราะเขาเข้าใจผิดว่า ศาสนาพุทธสอนให้เชื่อแต่เรื่องกรรมเก่าในชาติก่อน ๆ
ความจริง พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอน คนสอนที่แท้จริง คือ นิครนถ์นาฏบุตร หรือที่มีชื่ออีกอย่างว่า มหาวีระ ศาสดาของศาสนาเชน
น่าสงสารพระพุทธองค์ ที่ทรงสอนถูก แต่คนไทยยุคใหม่ อวดฉลาดเก่งกว่าพระพุทธเจ้า เอาคำสอนในศาสนาอื่นมาพูดว่าคำสอนของพระองค์
เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องใหญ่ที่ควรแก้ไขด่วน พวกเข้าใจผิดยังโทษว่า ศาสนาพุทธสอนให้คนล้าหลัง งอมือ งอเท้า หมดอาลัยในชีวิต จนแล้ว ก็เลยจนกรอบไปเลย
ใน ข้อ ๒ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเข้าใจว่า เทพเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ เป็นผู้สามารถบันดาลลาภผล ความสุขสวัสดิ์ ให้แก่ตนได้ ก็เลยเอาแต่วิงวอน ไม่อยากทำอะไรให้สำเร็จด้วยตนเอง
เชื่อผีสางนางไม้ ใครว่าเจ้าพ่อ เจ้าแม่ไหนเก่ง เป็นต้องวิ่งไปอ้อนวอนเซ่นสรวง
ข้อ ๓ คนเห็นผิดตามข้อ ๓ ก็กลายเป็นคนหลงลาภลอย หลงการเสี่ยงดวงเสี่ยงโชค หวยรัฐ หวยเถื่อน จึงเฟื่องฟูในประเทศไทยเรา งานราษฎร์ งานหลวง ชงักงัน ไปหมด
สรุปแล้ว ทำให้คนไทยเสื่อมลง ๆ ด้อยลง ๆ เพราะไม่เข้าใจกฎแห่งกรรม
พระราชปรารภ ให้มีการเรียนรู้เรื่องกรรม
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้มีพระราชปรารภ เกี่ยวกับเรื่องกรรมว่า...
"สำหรับพระพุทธศาสนานั้น ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า สิ่งที่เราควรจะสอนให้เข้าใจ และเชื่อมั่นเสียแต่ต้นทีเดียว คือสิ่งที่เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา
นั่นคือวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด และกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา เพราะหนทางปฏิบัติของพระพุทธศาสนา ก็เพื่อให้พ้นจากวัฏสงสาร อันเป็นความทุกข์
แต่สิ่งที่ดีประเสริฐยิ่งนั้น ก็คือความเชื่อในกรรม แต่จะสอนแต่เรื่องกรรมอย่างเดียว ไม่สอนเรื่องวัฏสงสารด้วยก็ไม่สมบูรณ์"
"ความเชื่อในกรรม ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นของประเสริฐยิ่ง ควรให้มีขึ้นในใจของทุกคน และถ้าคนทั้งโลก เชื่อมั่นในกรรมแล้ว
มนุษย์โลกจะได้รับความสุขใจขึ้นมาก เป็นสิ่งที่ทำให้คนขวนขวาย ทำแต่กรรมดี โดยหวังผลที่ดี เรื่องวัฏสงสารและกรรมนี้ เป็นของต้องมีความเชื่อ เพราะเป็นของที่น่าเชื่อ กว่าความเชื่ออีกหลายอย่าง"
ชาวพุทธต้องเข้าใจหลักธรรม ของชาวพุทธ
สำหรับคนที่จะเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง เป็นอุบาสกอุบาสิกา (นั่งใกล้พระรัตนตรัย) ใจต้องศรัทธาในศาสนาพุทธมั่นคง พระบรมศาสดาทรงแสดงว่า ต้องประกอบด้วย อุบาสกธรรม ๕ ประการ คือ
๑. มีศรัทธา เชื่อมั่นเหตุผล มั่นในคุณพระรัตนตรัย
๒. มีศีล อย่างน้อยมีศีล ๕
๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรม ไม่เชื่อโชคลาง
๔. ไม่แสวงหาทักขิไณยบุคคล นอกหลักคำสอนนี้
๕. เอาใจใส่ทำนุบำรุง และช่วยกิจพระพุทธศาสนา
ถ้าอย่างนั้น การไม่เรียนรู้ ให้เข้าใจลึกซึ้งในเรื่องกรรม ตามหลักพระศาสนานี้ ย่อมไม่มีทางปฏิบัติตรง ตามหลักข้อที่ ๑-๒-๓ ได้เลย
เหมือนกับบุคคลทั่วไป ในปัจจุบัน ยังงมงาย ถือศีล ๕ ไม่ได้ และไม่เชื่อหลักกรรม เพราะไม่มีการเน้นให้พุทธศาสนิกชน เรียนหลักกรรมโดยละเอียด
สรุป ประโยชน์ของการเรียนรู้เรื่องกรรม ๑๐ ข้อ
เมื่อว่าโดยสรุป การเรียนเรื่องกรรม ก่อให้เกิดประโยชน์มาก ต่อตนเอง และประเทศชาติ ดังที่เรียบเรียงไว้ พิจารณา ๑๐ ข้อ
๑. มนุษย์โลก จะได้รับความสุขใจขึ้นอีกมาก (ร. ๗)
๒. ทำให้เร่งขวนขวายทำแต่กรรมดี โดยหวังผลที่ดี (ร. ๗)
๓. เห็นว่าผลสำเร็จที่ตนต้องการ จะสำเร็จได้ด้วยการลงมือทำเอง คิดพึ่งตนเอง เพียรสร้างสรรค์ปัจจุบัน เพื่ออนาคตของตน
๔. เป็นผู้หนักแน่นในเหตุผล เห็นการณ์ไกล ไม่งมงาย
๕. ทำให้ตนรู้สึกว่า มีเสรีภาพไม่น้อยกว่าใคร ที่จะทำอะไรได้เพื่อปรับปรุงตนเอง เขยิบฐานะจากต่ำต้อยขึ้นไปสู่ฐานะสูงส่ง
จะให้ดีเพียงใดก็ได้ โดยคุณธรรม ถึงขนาดเป็นเทวดา หรือพรหม ก็เป็นได้ด้วยความเพียรของตน เพราะคนจะดีหรือเลว ก็เพราะทำกรรมดี หรือเลว ไม่ใช่เพราะชาติ ชั้น วรรณะ
๖. ไม่ต้องท้อถอยน้อยใจ เมื่อไม่สมหวัง ในบางสิ่งบางอย่าง
๗. ไม่เกิดเหตุรุนแรง ริษยาอาฆาตกัน เพราะความเหลื่อมล้ำต่ำสูง
๘. สังคม หมู่คณะ ชาติ จะพลอยได้รับความสงบสุข และเจริญก้าวหน้า เพราะพลเมืองมีคุณภาพ ฉลาดดีเลิศ
๙. ในแง่กรรมเก่า ทำให้คนถือเป็นบทเรียนชีวิต สอนใจเพื่อพัฒนา ปัจจุบัน รู้จักแก้ไขตน ไม่ทำผิดซ้ำซาก รับวิบากซ้ำซ้อน ไม่หลงเพ่งโทษผู้อื่น และวางแผนชีวิตให้ก้าวหน้าได้
๑๐. ถึงแม้จะเรียนเรื่องกรรมแล้ว ยังไม่เชื่อ ต่อไปก็จะเชื่อเอง
เพราะประสบการณ์ชีวิตของตนเอง จะสอนตนได้ดีกว่าครูคนอื่น ๆ แต่ครูคนแรก ๆ ก็สำคัญ เพราะจะคอยชักไม่ให้บุคคลนั้น หลงระเริงเมามัว
สักวันหนึ่ง จะสำนึกว่า "ถ้าเชื่ออาจารย์ คงไม่ต้องถูกถอดยศ ลดตำแหน่ง หรือมีโทษทัณฑ์ ทุกข์ทรมานอย่างนั้น"
คนเชื่อครูแล้วไม่เสียหาย แต่คนไม่เชื่อครู จะเป็นฝ่ายเสื่อมเสียเอง
สว่างอื่น อันใด ในอากาศ
ไม่โอกาส เท่าสว่าง ตะวันฉาย
แรงสิ่งอื่น เข้มแข็ง ที่แรงร้าย
ก็แพ้พ่าย แรงกรรม ที่ทำมา
(ท่านมหากวี สุนทรภู่)
แรงกรรม เป็นพลังแรงที่แฝงเร้น ในชีวิตของสัตว์โลก มีอำนาจมาก คอยผลักดันให้สัตว์โลก ได้รับผลในรูปแบบต่าง ๆ เกี่ยวข้องเป็นพันธะแห่งชีวิต
ติดต่อสืบกระแสยืดยาว ข้ามชาติภพ ชีวิตแล้วชีวิตเล่า ซึ่งเจ้าของชีวิตนั้น ๆ น้อยนักจักรู้อดีตกรรมของตน ๆ ได้ แต่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ญาณ ๓ ทรงเข้าใจเรื่องกรรมนั้นโดยละเอียด ด้วยญาณ ๓ คือ
๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ทรงรู้ระลึกชาติของพระองค์เองได้เป็นลำดับ หลายต่อหลายชาติ ประจักษ์ชัดว่า ทำกรรมใดไว้ เป็นเหตุให้ได้รับผลกรรมต่าง ๆ ในชาติต่อ ๆ มา เท่ากับทรงรู้ประวัติของพระองค์ระยะยาว
๒. จุตูปปาตญาณ คือทรงรู้ชาติกำเนิดของสัตว์อื่น ๆ ว่าทำกรรมใดไว้ จึงได้รับผลกรรมต่าง ๆ กันในชาตินั้น ๆ เท่ากับพระองค์ทรงรู้ประวัติของผู้อื่นอย่างละเอียดในระยะยาว
๓. อาสวักขยญาณ คือทรงรู้ขจัดกิเลสในพระองค์เองให้สิ้นไป เกิดปัญญาอันยอดเยี่ยมในเหตุผลของชีวิต และการแก้ปัญหาชีวิตให้พ้นทุกข์ ประสบบรมสุข
แต่ชาวโลก ต่างชาติต่างลัทธิศาสนา ซึ่งมีระดับปัญญาต่างกัน มิได้รู้ข้อเท็จจริง ว่ากรรมบันดาลให้เกิดผลอะไร อย่างไร เพียงใด
จึงเมื่อได้รับทุกข์โศกต่าง ๆ ก็หาข้อยุติอันเป็นเอกภาพมิได้ ต้องเสียเวลา ทะเลาะกันเป็นเวลานาน ไม่มีใครยอมเชื่อใคร ดังโคลงโลกนิติว่า
หมอแพทย์ทายว่าไข้ ลมคุม
โหรว่าเคราะห์แรงรุม โทษให้
แม่มดว่าผีกุม ทำโทษ
ปราชญ์ว่ากรรมเองไซร้ ก่อสร้างมาเอง
ความเข้าใจที่แตกต่างในเรื่องของชีวิต กำเนิดของชีวิต ความเป็นไปของชีวิต และปัญหาต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้รับ มีมากมายหลายทรรศนะ จนกลายเป็นลัทธิศาสนา หลายลัทธิศาสนา
นอกจากศาสนาพุทธ จะสอนเรื่องกรรมแล้ว ศาสนาอื่น ๆ ก็สอนด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง ศาสนาพราหมณ์ ในคัมภีร์ ฤคเวท ก็สอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
(The good seed brings a harvest of good the evil of evil every action has its effect on character.)
ดูเหมือนจะไม่ยอมให้ศาสนาพุทธเดี่ยวเด่น เป็นหนึ่งอยู่ได้ในโลกนี้ แต่เมื่อศึกษาโดยละเอียดแล้ว ก็พบว่า ศาสนาพราหมณ์ สอนเรื่องกรรมจริง สอนว่า ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง
แต่ไม่ยอมให้กฎแห่งกรรมเป็นใหญ่อย่างอิสระ กล่าวคือ ให้พระเจ้าเป็นคนสำคัญเหนือกฎแห่งกรรม เหมือนอย่างจะพูดว่า พระเจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อน ควบคุมกฎแห่งกรรม
เทียบได้กับคนคุม เครื่องจักร กฎแห่งกรรม เป็นที่แฝงอยู่ของทิพยอำนาจ หรือทิพยอำนาจ แสดงตัวอยู่ในกฎ (แต่กฎไม่ใช่พระเจ้า) กฎศีลธรรมในเรื่องกรรมนี้เป็นการแสดงออกโดยธรรมชาติของพระเจ้านั้น
กรรม คือ การกระทำอันยั่งยืนของเทวาทั้งหลาย ในที่นี้ ได้ระบุว่า พระวิรุณ เป็นเจ้าแห่งกฎของกรรมนี้ และกรรม ๑๒ ของศาสนาพราหมณ์ ก็แตกต่างจากกรรม ๑๒ ของ พระพุทธองค์
ก่อนที่จะกล่าวถึงกรรม ๑๒ ของศาสนาพุทธ จะได้ยกกรรม ๑๒ ของศาสนาพราหมณ์มาแสดงก่อน กล่าวคือ กรรม ๑๒ ของศาสนาพราหมณ์ เป็นเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา ที่บุคคลผู้ถือศาสนาพราหมณ์จะต้องปฏิบัติตามเป็นระยะ ๆ ในช่วงต่าง ๆ ของชีวิต ได้แก่
๑. พิธีกรรมที่ทำ เมื่อผู้เป็นมารดาตั้งครรภ์
๒. พิธีที่ให้ทำ เมื่อมีนิมิตหมายว่า ทารกในครรภ์เป็นเพศชาย
๓. พิธีกรรมที่ให้ทำ เมื่อผู้เป็นมารดาตั้งครรภ์ได้ ๔ เดือน, ๖ เดือน และ ๘ เดือน
๔. พิธีกรรม ใช้น้ำผึ้ง และนมเปรี้ยว แตะลิ้นทารกแรก เกิด ๓ ครั้ง (ชาติกรรม)
๕. พิธีกรรม ที่จะต้องกระทำ เพื่อตั้งชื่อเด็ก ในวันที่ ๑๐ หรือ ๑๒ หลังจากคลอด
๖. พิธีกรรม นำเด็กออก ไปดูพระอาทิตย์ ในเดือนที่ ๔
๗. พิธีกรรม ป้อนข้าวเด็ก ในระหว่างเดือน ๕ ถึงเดือนที่ ๘
๘. พิธีกรรม ไว้จุกที่กลางกระหม่อม ในปีที่ ๓
๙. พิธีกรรมอภิเษกให้เป็นพราหมณ์ คล้องสายพระพาย ทำด้วยด้ายพิเศษ ศักดิ์สิทธิ์
๑๐. พิธีกรรมตัดจุก ระหว่างอายุ ๑๖ ถึง ๒๔ ปี
๑๑. พิธีกรรมที่จะต้องกระทำเมื่อกลับบ้าน หลังจากสำเร็จการศึกษา (จากครู)
๑๒. พิธีกรรม เนื่องในการแต่งงาน
นอกจากพิธีกรรมทั้ง ๑๒ นี้ ยังมีพิธีกรรมที่จะต้องปฏิบัติต่อเทวดา นักบวช วรรณะ ต่าง ๆ และต่อศาสนสถาน ฯลฯ อีกมากมาย พิธีต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกว่า "กรรม"
จัดเป็นหนทางอันหนึ่ง ที่จะนำไปสู่โมกษะ ความหลุดพ้น เรียกว่า "กรรมมารคะ" เพราะฉะนั้น "กรรม" ในศาสนาพราหมณ์ จึงผิดเพี้ยนจากกรรม ในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะอธิบายต่อไป
ความเชื่อเรื่องกรรมในศาสนาเชนเป็นกรรมลิขิต
ศาสนาเชน ของท่านศาสดามหาวีระ สอนเรื่องกรรม อันมีส่วนคล้ายคลึงกับเรื่องกรรม ในศาสนาพุทธมากที่สุด บางครั้งชาวพุทธก็ยังไขว้เขวว่า กรรมลิขิต ก็เป็นกรรมในศาสนาพุทธ
โดยจะเทียบว่า ศาสนาพราหมณ์สอนพรหมลิขิต ศาสนาพุทธสอนกรรมลิขิต แท้ที่จริงกรรมลิขิต เป็นเรื่องของศาสนาเชน ซึ่งสอนเคร่งครัดมาก โปรดสังเกต ในแต่ละข้อดังต่อไปนี้
หลักกรรมของศาสนาเชน
๑. การกระทำทางกาย สำคัญกว่าทางวาจา และทางใจ
๒. การกระทำจะมีเจตนา หรือไม่มีเจตนา ก็จัดเป็นกรรมทั้งหมด เช่น เดินไปตามทางมีแมลงบินมาเข้ามาตายในจมูกเรา เราก็บาปเสียแล้ว
๓. ความสุข ความทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ ทุกอย่างที่คนได้รับอยู่ในปัจจุบัน ล้วนเป็นผลแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในชาติก่อนทั้งสิ้น (โทษกรรมเก่าทั้งสิ้น)
หลักกรรมทั้ง ๓ ประการข้างต้นนี้ ไม่ได้รับการรับรองจากพระพุทธองค์กล่าวคือ
ในข้อ ๑ พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า มโนกรรม การกระทำทางใจสำคัญสูงสุด
ในข้อ ๒ พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า การกระทำที่เกิดจากเจตนาจึงเป็นกรรม
ในข้อ ๓ พระพุทธองค์ทรงคัดค้านว่า สุขทุกข์ที่คนเราได้รับอยู่ในชาตินี้มีสาเหตุมาจากกรรม ในอดีตชาติบ้าง ในปัจจุบันชาติบ้างและสิ่งแลดล้อมอื่น ๆ ก็อาจเป็นสาเหตุ ให้เกิดทุกข์ และสุขบ้าง ไม่ใช่โทษแต่กรรมเก่าว่า บันดาลสุขทุกข์ทั้งปวงให้
อีกประการหนึ่ง ซึ่งควรกล่าวถึง คือ ศาสนาประเภทเทวนิยมอื่น ๆ นอกจากศาสนาพราหมณ์ แม้จะอ้างว่า สอนให้คนเชื่อเรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม
แต่เมื่อสืบสาวลึกลงไปถึงรากเหง้า ก็ปรากฎว่าพระเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นผู้ควบคุมกฎแห่งกรรม เป็นผู้ให้รางวัล หรือลงโทษ แก่ผู้ที่ทำดี และทำชั่ว ผู้จงรักภักดี หรือผู้ไม่จงรักภักดี ต่อพระเจ้า
ความเชื่อที่ผิดหลักกรรม เป็นมิจฉาทิฐิ
จากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทำให้พระองค์ทรงสอน หลักกรรมผิดแผกแตกต่างจากลัทธิศาสนาต่าง ๆ ในครั้งพุทธกาล กล่าวคือ ทรงแสดงหลักกรรมผิด ๆ ของลัทธิหล่านั้น ได้ดังนี้
๑. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีความเห็นว่า "สุขทุกข์ทั้งปวง ที่เราได้รับอยู่ล้วนเป็นเพราะกรรม ที่กระทำไว้ในปางก่อนทั้งนั้น"
๒. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีความเห็นว่า "สุขทุกข์ทั้งปวง ที่เราได้รับอยู่ล้วนเป็นเพราะการบันดาล ของพระผู้เป็นเจ้า หรือเทวดาทั้งนั้น"
๓. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีความเห็นว่า "สุขทุกข์ทั้งปวง ที่เราได้รับอยู่ ล้วนหาเหตุปัจจัยมิได้ เป็นมีตามโชคชะตา เกิดขึ้นลอย ๆ โดยบังเอิญทั้งนั้น"
ทั้ง ๓ ข้อนี้ พระพุทธองค์ ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฐิ ความเห็นผิด
แต่หลักกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ตรงกันข้าม กับทั้ง ๓ ข้อข้างต้น ดังนี้
๑. ทุกข์ทั้งปวง ไม่ใช่เกิดเพราะกรรมเก่าอย่างเดียว หากเกิดเพราะกรรมเก่าส่วนหนึ่ง เพราะสาเหตุอื่น ๆ อีก คือ
อวัยวะภายใน (ดี) เป็นสมุฏฐานก็มี
การแปรปรวนของฤดูกาล เป็นสมุฏฐานก็มี
การบริหารตนไม่สม่ำเสมอ เป็นสมุฏฐานก็มี
การถูกทำร้าย เป็นสมุฎฐานก็มี
(คือเกิดจากคนอื่น ๆ ก็มี)
ส่วนความสุข ก็เกิดจากสาเหตุหลายอย่างเช่นเดียวกัน
๒. สุขทุกข์ของมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้บันดาลให้เกิดขึ้นเอง โดยเฉพาะตนเอง เป็นผู้บันดาลทุกข์ให้แก่ตนอย่างแท้จริง
คือข้อสำคัญที่สุดอยู่ที่การกระทำของตนเอง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประสานต่อเนื่อง รับเป็นเหตุเป็นผลกัน ชีวิตของแต่ละคน ฝากไว้กับความประพฤติของตน
ให้ต้องพากเพียรสร้างสรรค์ พิทักษ์รักษา สิ่งที่ดีงามไว้ ไม่ต้องอ้อนวอนสิ่งที่อยู่นอกโลก นอกข่ายการพิสูจน์ของมนุษย์
๓. สุขทุกข์และลาภผลทั้งหลายที่มนุษย์ได้รับ ล้วนมีเหตุมีปัจจัยทั้งสิ้น ไม่ใช่เกิดโดยบังเอิญลอย ๆ ไม่มีเหตุจะมีผลขึ้นมาไม่ได้ ถ้าไม่ต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องดับเหตุของผลนั้น ๆ เสียก่อน
เช่นไม่ต้องการทุกข์ ก็ต้องดับกิเลสให้ได้สิ้นไป เพราะกิเลส เป็นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดมาทุกข์
มิจฉาทิฐิทั้ง ๓ ประการ ดังกล่าวข้างต้นนั้น แม้ในปัจจุบัน ก็ยังฝังหัวอยู่ ในคนไทยส่วนใหญ่ก็ว่าได้
บางคนถึงกับกล่าวหาว่า พระพุทธศาสนา สอนให้คนหลงงมงาย ในเรื่องกรรม เพราะเขาเข้าใจผิดว่า ศาสนาพุทธสอนให้เชื่อแต่เรื่องกรรมเก่าในชาติก่อน ๆ
ความจริง พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอน คนสอนที่แท้จริง คือ นิครนถ์นาฏบุตร หรือที่มีชื่ออีกอย่างว่า มหาวีระ ศาสดาของศาสนาเชน
น่าสงสารพระพุทธองค์ ที่ทรงสอนถูก แต่คนไทยยุคใหม่ อวดฉลาดเก่งกว่าพระพุทธเจ้า เอาคำสอนในศาสนาอื่นมาพูดว่าคำสอนของพระองค์
เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องใหญ่ที่ควรแก้ไขด่วน พวกเข้าใจผิดยังโทษว่า ศาสนาพุทธสอนให้คนล้าหลัง งอมือ งอเท้า หมดอาลัยในชีวิต จนแล้ว ก็เลยจนกรอบไปเลย
ใน ข้อ ๒ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเข้าใจว่า เทพเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ เป็นผู้สามารถบันดาลลาภผล ความสุขสวัสดิ์ ให้แก่ตนได้ ก็เลยเอาแต่วิงวอน ไม่อยากทำอะไรให้สำเร็จด้วยตนเอง
เชื่อผีสางนางไม้ ใครว่าเจ้าพ่อ เจ้าแม่ไหนเก่ง เป็นต้องวิ่งไปอ้อนวอนเซ่นสรวง
ข้อ ๓ คนเห็นผิดตามข้อ ๓ ก็กลายเป็นคนหลงลาภลอย หลงการเสี่ยงดวงเสี่ยงโชค หวยรัฐ หวยเถื่อน จึงเฟื่องฟูในประเทศไทยเรา งานราษฎร์ งานหลวง ชงักงัน ไปหมด
สรุปแล้ว ทำให้คนไทยเสื่อมลง ๆ ด้อยลง ๆ เพราะไม่เข้าใจกฎแห่งกรรม
พระราชปรารภ ให้มีการเรียนรู้เรื่องกรรม
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้มีพระราชปรารภ เกี่ยวกับเรื่องกรรมว่า...
"สำหรับพระพุทธศาสนานั้น ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า สิ่งที่เราควรจะสอนให้เข้าใจ และเชื่อมั่นเสียแต่ต้นทีเดียว คือสิ่งที่เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา
นั่นคือวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด และกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา เพราะหนทางปฏิบัติของพระพุทธศาสนา ก็เพื่อให้พ้นจากวัฏสงสาร อันเป็นความทุกข์
แต่สิ่งที่ดีประเสริฐยิ่งนั้น ก็คือความเชื่อในกรรม แต่จะสอนแต่เรื่องกรรมอย่างเดียว ไม่สอนเรื่องวัฏสงสารด้วยก็ไม่สมบูรณ์"
"ความเชื่อในกรรม ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นของประเสริฐยิ่ง ควรให้มีขึ้นในใจของทุกคน และถ้าคนทั้งโลก เชื่อมั่นในกรรมแล้ว
มนุษย์โลกจะได้รับความสุขใจขึ้นมาก เป็นสิ่งที่ทำให้คนขวนขวาย ทำแต่กรรมดี โดยหวังผลที่ดี เรื่องวัฏสงสารและกรรมนี้ เป็นของต้องมีความเชื่อ เพราะเป็นของที่น่าเชื่อ กว่าความเชื่ออีกหลายอย่าง"
ชาวพุทธต้องเข้าใจหลักธรรม ของชาวพุทธ
สำหรับคนที่จะเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง เป็นอุบาสกอุบาสิกา (นั่งใกล้พระรัตนตรัย) ใจต้องศรัทธาในศาสนาพุทธมั่นคง พระบรมศาสดาทรงแสดงว่า ต้องประกอบด้วย อุบาสกธรรม ๕ ประการ คือ
๑. มีศรัทธา เชื่อมั่นเหตุผล มั่นในคุณพระรัตนตรัย
๒. มีศีล อย่างน้อยมีศีล ๕
๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรม ไม่เชื่อโชคลาง
๔. ไม่แสวงหาทักขิไณยบุคคล นอกหลักคำสอนนี้
๕. เอาใจใส่ทำนุบำรุง และช่วยกิจพระพุทธศาสนา
ถ้าอย่างนั้น การไม่เรียนรู้ ให้เข้าใจลึกซึ้งในเรื่องกรรม ตามหลักพระศาสนานี้ ย่อมไม่มีทางปฏิบัติตรง ตามหลักข้อที่ ๑-๒-๓ ได้เลย
เหมือนกับบุคคลทั่วไป ในปัจจุบัน ยังงมงาย ถือศีล ๕ ไม่ได้ และไม่เชื่อหลักกรรม เพราะไม่มีการเน้นให้พุทธศาสนิกชน เรียนหลักกรรมโดยละเอียด
สรุป ประโยชน์ของการเรียนรู้เรื่องกรรม ๑๐ ข้อ
เมื่อว่าโดยสรุป การเรียนเรื่องกรรม ก่อให้เกิดประโยชน์มาก ต่อตนเอง และประเทศชาติ ดังที่เรียบเรียงไว้ พิจารณา ๑๐ ข้อ
๑. มนุษย์โลก จะได้รับความสุขใจขึ้นอีกมาก (ร. ๗)
๒. ทำให้เร่งขวนขวายทำแต่กรรมดี โดยหวังผลที่ดี (ร. ๗)
๓. เห็นว่าผลสำเร็จที่ตนต้องการ จะสำเร็จได้ด้วยการลงมือทำเอง คิดพึ่งตนเอง เพียรสร้างสรรค์ปัจจุบัน เพื่ออนาคตของตน
๔. เป็นผู้หนักแน่นในเหตุผล เห็นการณ์ไกล ไม่งมงาย
๕. ทำให้ตนรู้สึกว่า มีเสรีภาพไม่น้อยกว่าใคร ที่จะทำอะไรได้เพื่อปรับปรุงตนเอง เขยิบฐานะจากต่ำต้อยขึ้นไปสู่ฐานะสูงส่ง
จะให้ดีเพียงใดก็ได้ โดยคุณธรรม ถึงขนาดเป็นเทวดา หรือพรหม ก็เป็นได้ด้วยความเพียรของตน เพราะคนจะดีหรือเลว ก็เพราะทำกรรมดี หรือเลว ไม่ใช่เพราะชาติ ชั้น วรรณะ
๖. ไม่ต้องท้อถอยน้อยใจ เมื่อไม่สมหวัง ในบางสิ่งบางอย่าง
๗. ไม่เกิดเหตุรุนแรง ริษยาอาฆาตกัน เพราะความเหลื่อมล้ำต่ำสูง
๘. สังคม หมู่คณะ ชาติ จะพลอยได้รับความสงบสุข และเจริญก้าวหน้า เพราะพลเมืองมีคุณภาพ ฉลาดดีเลิศ
๙. ในแง่กรรมเก่า ทำให้คนถือเป็นบทเรียนชีวิต สอนใจเพื่อพัฒนา ปัจจุบัน รู้จักแก้ไขตน ไม่ทำผิดซ้ำซาก รับวิบากซ้ำซ้อน ไม่หลงเพ่งโทษผู้อื่น และวางแผนชีวิตให้ก้าวหน้าได้
๑๐. ถึงแม้จะเรียนเรื่องกรรมแล้ว ยังไม่เชื่อ ต่อไปก็จะเชื่อเอง
เพราะประสบการณ์ชีวิตของตนเอง จะสอนตนได้ดีกว่าครูคนอื่น ๆ แต่ครูคนแรก ๆ ก็สำคัญ เพราะจะคอยชักไม่ให้บุคคลนั้น หลงระเริงเมามัว
สักวันหนึ่ง จะสำนึกว่า "ถ้าเชื่ออาจารย์ คงไม่ต้องถูกถอดยศ ลดตำแหน่ง หรือมีโทษทัณฑ์ ทุกข์ทรมานอย่างนั้น"
คนเชื่อครูแล้วไม่เสียหาย แต่คนไม่เชื่อครู จะเป็นฝ่ายเสื่อมเสียเอง