PDA

View Full Version : ควรจะเอาแบบโพธิสัตว์เป็นผู้นำ


ปมิตา
02-20-2006, 05:51 AM
http://www.luangta.com/images/bar_thamma_people.jpg


<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width="95%" align=center border=0><TBODY><TR align=right><TD>[/URL] <TABLE borderColor=#993300 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" align=center bgColor=#ffcc99 border=0><TBODY><TR><TD>ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win) (http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=3808&CatID=2#)ข้อมูลเสียงแบบ(MP3) (http://www.luangta.com/archive3/mp3/y49/feb/m17-02-49am.mp3)



</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width="95%" align=center border=0><TBODY><TR><TD>เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ<O:p</O:p

เมื่อเช้าวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๙<O:p</O:p

ควรจะเอาแบบโพธิสัตว์เป็นผู้นำ


<O:p</O:p
วันนี้พระมาเราก็ได้มาทำบุญให้ทานเป็นบุญเป็นกุศลอย่างยิ่ง เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวานนี้มา ว่าพระท่านจะมาจิตใจส่งไปทางกุศลๆ ส่งไปทางอรรถทางธรรมมาก เรื่อยมาอย่างนี้ ถ้าธรรมมีอยู่ในใจแล้วใจจะชุ่มเย็น ถ้าไม่มีธรรมแล้วเอาอะไรมาใส่ก็รับไม่ได้ใจ เป็นฟืนเป็นไฟด้วย ถ้าธรรมแล้วชุ่มเย็นๆ เพราะใจนี้เป็นฐานะอันเดียวกันกับธรรม กับบาปกับบุญ สองอย่าง เข้ากันได้สนิท บาปและบุญเข้าสู่ใจได้สนิท วัตถุสิ่งภายนอกเข้าไม่ได้ เป็นแต่เพียงว่าใจไปยึดเขา เผาแล้วก็มาเกิดความทุกข์แก่ตัวเองเท่านั้น เขาไม่มีอะไร ใจนี้ตัวดีดตัวดิ้น พอใจสงบเสียอย่างเดียวเท่านั้นอะไรสงบหมด ใจยุ่งเสียอย่างเดียวอะไรก็กลายเป็นให้ยุ่งไปตามๆ ใจหมด
<O:p</O:p
สำคัญอยู่ที่ใจ ศาสนาใดที่สอนลงที่ใจมีไหมฟังซิน่ะ ใจเป็นตัวยุ่งที่สุดอยู่ที่ใจ และสงบสุขเลิศเลอที่สุดก็อยู่ที่ใจ ท่านจึงสอนลงที่ใจ พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายยึดไปปฏิบัติ การทำบุญให้ทาน ดูหยาบๆก็ยังรู้ได้ชัด การทำบุญการให้ทานการเสียสละเป็นการเฉลี่ยเผื่อแผ่ความสุขให้แก่กันและกัน นี่เราดูเผินๆก็เห็นได้ชัด สถานที่ใดมีการสงเคราะห์สงหาการดูแลซึ่งกันและกันสถานที่นั่นร่มเย็น สถานที่ใดคับแคบตีบตันที่นั่นเดือดร้อน
<O:p</O:p
เพียงเสียสละกับความเห็นแก่ตัวผิดกันมากนะ ถ้าการเสียสละไปที่ไหนเย็นไปหมด ถ้าความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ ไปที่ไหนร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม นี่แถวทางของกิเลสเป็นอย่างนั้น แถวทางของธรรมไปที่ไหนสมัครสมานได้หมดเรียกว่าธรรม การทำบุญให้ทานนอกจากผู้มาเกี่ยวข้องได้รับการเสียสละจากเราแล้วบุญกุศลเป็นของเราๆ อันนั้นที่ออกไปนั้นเป็นส่วนหยาบนะ วัตถุต่างๆที่เราไปทานนั้นเป็นส่วนหยาบที่จะยังกุศลเป็นส่วนละเอียดให้เกิดขึ้นภายในใจ ให้พากันเข้าใจ
<O:p</O:p
วัตถุที่ทานไปนั้นมันไม่ได้ขึ้นสวรรค์-นิพพานที่ไหน ใจที่ได้ความเสียสละออกไปจากใจนี่ละหนุนเราให้ไปสวรรค์นิพพาน โดยอาศัยวัตถุหยาบเป็นเครื่องหนุน ให้พากันจำเอาไว้ จอมปราชญ์ทั้งหลายชมเชยตลอด ทานบารมี พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มีทานบารมีเป็นพื้นฐานทุกพระองค์ไม่เว้นเลย การเสียสละเป็นพื้นฐานสำหรับโพธิสัตว์ที่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า มีความเสียสละเป็นพื้นฐาน เพราะงั้นบริษัทบริวารท่านจึงมากทีเดียว บรรดาโพธิสัตว์ที่ไหนบริษัทบริวารมาก มากจริงๆ เพราะความเสียสละ
<O:p</O:p
เสียสละจนกระทั่งถึงชีวิตจิตใจท่านก็เสียสละได้ เวลาไปจนตรอกจนมุมนี้ เช่นพาเพื่อนฝูงบริษัทบริวารไปเที่ยวหากิน ถูกนายพรานเขาดัก เขาจะฆ่าฉิบหายหมด ให้ท่านเป็นหัวหน้าไปโพธิสัตว์ นี่ดูซิถ้าธรรมดาหัวหน้าจะแหวกหนี บริษัทบริวารตายเรียบเลย นี้ไม่เป็นอย่างนั้นนะ เวลาไปเจอข้าศึกที่เขาดักข้างหน้าไม่มีทางออกแล้ว จำเป็นจริงๆ ไม่มีทางออกท่านสู้เลย ท่านเตือนบริษัทบริวารให้วิ่งย้อนหลังให้หมด เราจะเข้าสู่สงครามคนดียวตัวเดียว วิ่งเข้าหานายพราน เขาดักหน้าดักหลัง แทนที่จะพาเพื่อนฝูงหรือใครวิ่งหนี ไม่ไปนะ นี่ละความเสียสละท่าน
<O:p</O:p
เตือนบริษัทบริวารเดี๋ยวนั้นให้วิ่งย้อนกลับทั้งหมด เราจะเข้าสู่สงครามที่เขาเตรียมจะฆ่าอยู่แล้ว ให้วิ่งเข้าไปเลยเชียว ท่านวิ่งเพ่นพ่านๆ วิ่งผ่านนายพรานคนนั้น ผ่านนายพรานคนนี้ ใครจะยิงก็จะถูกกันใช่ไหมละ ท่านวิ่งสวนหน้าสวนหลังเข้าไปนั้น ทีนี้นายพรานจะยิงจะอะไรมันก็จะยิงกัน สุดท้ายท่านวิ่งผ่านไปได้เลย พวกบริษัทบริวารเอาตัวรอดไปได้หมด ท่านเสียสละ ในคัมภีร์มี นี่ละโพธิสัตว์ความเสียสละ ถึงจะสละชีวิตท่านยังเสียสละได้เลย บอกให้บริษัทบริวารให้หลบข้างหลังทั้งหมด ท่านจะเข้าต่อสู้ เขาจะสนใจกับท่านเท่านั้นเอง
<O:p</O:p
ทีนี้วิ่งเข้าไปหานายพราน เคยมีที่ไหน สัตว์ทั้งหลายมันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง แต่นี้กลับวิ่งเข้าหานายพราน วิ่งชนนู้นชนนี้ ทีนี้จะยิงที่ไหนก็ยิงไม่ได้มันจะถูกกัน วิ่งหลบหน้าหลบหลังอยู่ตามบริเวณนายพราน อันนั้นก็ชุลมุนวุ่นวายดูแต่สัตว์ตัวเดียวนี้ใช่ไหมละ แทนที่มันจะวิ่งหนี มันวิ่งเข้าหาคนหานายพราน คนนั้นจะยิงๆจะยิงที่ไหนมันก็ถูกพวกเดียวกัน พวกบริษัทบริวารก็วิ่งออกหมด ท่านประกาศบอกแล้วว่าให้วิ่งย้อนกลับให้หมด เราจะเข้าสู่จุดสำคัญคือสงคราม วิ่งเข้าเลยนะ
<O:p</O:p
สุดท้ายนายพรานจะยิงก็ยิงไม่ได้ มันจะถูกกกัน เพราะท่านวิ่งหลบไปตามนายพราน แทนที่ท่านจะวิ่งหนีไม่วิ่ง วิ่งเข้าไปหานายพราน แล้วยิงไม่ทันๆ หลบหน้าหลบหลังอยู่นั้น ลูกน้องทั้งหลายก็ออกได้ไปได้เลย สุดท้ายท่านเองก็ไม่ตายนะ เมื่อนายพรานกำลังชุลมุนจะยิง หลบด้านหลังปั๊บออกไปได้เลย พวกนายพรานทั้งหลายเลยอ้าปากเข้าใจไหม หมดหวัง พวกบริษัทบริวารไปได้หมด นี่ละเราพูดถึงเรื่องความเสียสละของหัวหน้า เช่นโพธิสัตว์เป็นอย่างนี้ ท่านเสียสละ อะไรๆ อย่างนี้ท่านมอบให้บริษัทบริวาร ท่านกินก็กิน ไม่กินก็ไม่กิน เพราะเห็นแก่บริษัทบริวาร ถึงเวลาจะเป็นจะตายท่านเสียสละเลย
<O:p</O:p
นี่ละคุณค่าแห่งความเสียสละของผู้เป็นหัวหน้า ต้องเป็นนักเสียสละ ไม่ใช่ผู้เป็นหัวหน้าเป็นหัวหน้าที่เป็นนักกอบนักโกย นักรีดนักไถ นักกินห้ากินสิบ กินบนโต๊ะ ใต้โต๊ะ กินใต้ดินเหนือดินกินทุกแบบทุกฉบับ อย่างสมัยปัจจุบันนี้ก็มาโดนเอาเมืองไทยเรา หัวหน้าของเมืองไทยมันเป็นแบบไหน โพธิสัตว์เป็นหัวหน้าบริษัทบริวาร ท่านเสียสละให้ลูกน้องทั้งหลายเอาตัวรอด ท่านเสียสละเข้าไปหาแดนแห่งความตาย ประกาศให้ลูกน้องบริษัทบริวารวิ่งกลับหลังให้หมด ท่านเขาสู่จุดที่จะเป็นเพชฌฆาต สุดท้ายท่านก็เอาตัวรอดได้ บริษัทบริวารรอดได้หมดเลย
<O:p</O:p
พวกเรามันเหมือนบริษัทบริวารของหัวหน้า ในเมืองไทยเรานี้เขาก็ต้องบอกนายกฯเป็นผู้นำ เป็นผู้นำของพี่น้องชาวไทยเรา พวกนี้นำไปแบบไหน ฟังเสียงหูนี่มันเปื้อนมันเปรอะ ล้างทั้งวันก็จะไม่สะอาด ไม่ว่าปากน้อยปากใหญ่ปากไหนๆ ออกมา เขาตำหนิหัวหน้าคือทางนายกฯรัฐบาลทั้งนั้นๆ ว่ากินทุกแบบทุกฉบับ ทั้งกินทั้งกลืน ทั้งรีดทั้งไถ ทั้งที่แจ้งที่ลับกินไปหมด ประชาชนราษฎรเลยจะตายกันเวลานี้ ผู้นำของชาวไทยเรากับผู้นำแห่งความเป็นโพธิสัตว์ต่างกันอย่างไรบ้าง เราควรจะเอาแบบฉบับของโพธิสัตว์เป็นผู้นำของบรรดาสัตว์ทั้งหลายมาเป็นคติตัวอย่าง
<O:p</O:p
ยอมเสียสละเราเป็นหัวหน้า เอาอดก็อด ตายก็ตาย นี่โพธิสัตว์ท่านเสียสละอย่างนั้นกับบริษัทบริวาร บรรดาบริษัทบริวารรักเคารพเทิดทูนที่สุดเลย โพธิสัตว์ใครจะมาแตะไม่ได้นะ บริษัทบริวารเอาแหลกเลย รักนาย ว่าอย่างนั้น นี่เป็นความถูกต้องดีงาม เพราะนายรักบริษัทบริวาร ถึงขนาดเสียสละชีวิตได้ ใครก็ชี้เข้าไปว่าชี้เข้าไปในพุงใหญ่เที่ยวรีดเที่ยวไถประชาชนทั่วประเทศเขตแดน จนไม่มีตับมีปอดเหลือ ผู้นำเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้กำลังเหม็นคลุ้งแห่งผู้นำของประเทศไทยเรา มันนำแบบไหนน่ะ หลวงตาบัวไม่ได้ไปเห็นเวลานำ นำกันแบบไหนที่นำบริษัทบริวารพี่น้องชาวไทยเรา
<O:p</O:p
เงินทองข้าวของเศรษฐกิจอะไรตกต่ำลงทุกวันๆ จนจะไม่มีบาทมีสตางค์ออกจ่ายตลอดแล้ว เงินเหล่านี้มันไปไหนหมด ใครก็ชี้เข้าไปในพุ่งใหญ่พุ่งหลวงของรัฐบาล มีนายกฯเป็นประธาน นี่เขาพูดให้ฟังอย่างนี้ เราไม่ได้หาเรื่อง มันเป็นอย่างไรนายกฯเรานี่ มันจะไม่ต้านเหมือนโลกเขาเหรอ เราอยากถามอย่างนั้นในฐานะที่เราเป็นอาจารย์ของนายกฯนะ หลวงตาบัวนี้เป็นอาจารย์ของนายกฯ นายกฯไม่ได้เป็นอาจารย์ของหลวงตาบัว เราสอนด้วยความเป็นธรรมล้วนๆ ให้อุ้มชูชาติไทยของเรา ซึ่งกำลังบีบบี้สีไฟถูกบังคับจนหาทางออกไม่ได้ จะจมลงในทะเลหลวงกันทั่วประเทศไทย
<O:p</O:p
เราจึงได้ประกาศตนขอเป็นผู้นำ ได้นำพี่น้องทั้งหลาย ทองคำ ดอลลาร์ เงินสด กระจายออกทั่วประเทศไทย เรานำเข้าทั้งนั้น ไม่มีคำว่านำออก นำตลอดๆ จากนั้นก็ออก ยกท่านผู้ที่ควรจะเป็นผู้นำได้ เช่นอย่างนายกฯทักษิน เราไม่ได้เหยียบย่ำ เรายกเรายอ เห็นว่าเป็นผู้มีฐานะอันดีงาม เป็นที่เคารพนับถือโด่งดังแล้วในประเทศไทย ว่าไม่มีใครที่จะมีเงินมีทองข้าวของมากยิ่งกว่าบริษัทหรือว่าสกุลทักษิณ ชินวัตร เขาบอกว่าสกุลชินวัตร เราก็เอาอันนี้ละมาพิจารณา มีฐานะสูงมาก
<O:p</O:p
คิดว่าเมื่อมีฐานะอันใดก็ต้องไม่อดอยากขาดแคลน จะได้ช่วยพี่น้องทั้งหลายเต็มเม็ดเต็มหน่วย ช่วยเหลือกันฉุดลากจากความล่มจมฟื้นฟูขึ้นมาสู่ความเป็นคนไทยอิสระด้วยกัน เพราะอำนาจแห่งความดีความเด่น ความมั่งความมี ความเมตตาจิตของผู้นำ เราก็อุ้มก็ชู อยากให้ขึ้นไปเพื่อจะได้แบ่งเบา เรื่องความล่มจมจะได้ฟื้นฟูตัวขึ้นมา นี่เราพูดจริงๆ ก็เราชมเชย เราหนุนจริงๆ หนุนนายกฯคนนี้ให้เป็นผู้ช่วยชาติบ้านเมือง<O:p</O:p

ครั้นหนุนขึ้นมาแล้วทีแรกก็รู้สึกว่าดี ได้ยินดี เราก็ชมเชย เอ้อสมเจตนาๆ ครั้นต่อไปๆ แล้วพลิกไปพลิกมาเวลานี้ประชาชนเขาโจมตีนายกฯเสียแหลกทั้งประเทศ ก็เป็นอันว่าโจมตีหลวงตาบัวด้วย เพราะหลวงตาบัวชมเชยคนที่เห็นแก่ตัว ชมเชยคนพุงหลวง ชมเชยยักษ์ผีให้กินบ้านกินเมือง ซ้ำเติมเข้าไปอีก หลวงตาบัวก็เสียหน้าเลยนะ เราพูดเวลานี้เราไม่ได้พูดด้วยความมีหน้ามีตา เราพูดด้วยความเสียหน้าเสียตาที่ยกลูกศิษย์ให้ช่วยชาติบ้านเมือง กลับกลายเป็นยักษ์เป็นผีกินบ้านกินเมืองไป หลวงตาก็เลยกลายเป็นอาจารย์ยักษ์ใหญ่กินประเทศชาติบ้านเมือง เรารู้สึกสลดสังเวชนะ ให้ท่านทั้งหลายพิจารณา เปิดให้ชัด เก็บความรู้สึกนี้ไว้มานานแสนนาน ไม่เคยพูดเคยจาอะไรเลย เมื่อมันมาสัมผัสควรที่จะพูดให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายได้ทราบ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยกันให้ฟังทั่วหน้ากัน

เรานี้พยายามเต็มกำลังความสามารถ ส่วนที่เรานำ ธรรมนำโลกไม่มีอะไรเป็นที่ต้องติในหัวใจเรา นับแต่ทองคำลงมา สลึงหนึ่งก็ดี บาทหนึ่งก็ดี เราไม่เคยแตะในทองคำ เข้าหมดร้อยทั้งร้อย ดอลลาร์ เงินสด เช่นเดียวกันอีก เราไม่เคยไปแตะ ชี้นิ้วได้เลยว่าบาทหนึ่งที่หลวงตาบัวจะไปแตะไปต้องเอามาเป็นความทุจริต มัวหมองในตัวเอง บอกว่าไม่มีเด็ดขาด
<O:p</O:p
นอกจากว่ามันสุดวิสัยที่เราไม่รู้ไม่เห็น มันหลุดจากการปกครองดูแลของเรา มันอาจมีได้ เช่นอย่างเราตักน้ำ แล้วมันก็หยดย้อย เราตักตุ่มนี้ไปใส่ มันก็เป็นแบบนั้นน่ะ น้ำที่มันหยดย้อยลงโดยที่เราไม่รู้สึกตัว เราช่วยชาติก็ช่วยเต็มกำลังความสามารถของเราอย่างนี้ เราจึงไม่มีที่ต้องติ นี่ละธรรมนำโลกนำอย่างนี้ เราจึงพูดได้เต็มปาก ว่าเรานำ นำจริงๆ ขนเข้าทั้งนั้น ไม่มีทางขนออก มีแต่ขนเข้าๆ ตลอดเวลา นอกจากนั้นแล้วก็ยังไม่แล้วเช่นทองคำควรจะเสร็จสิ้นลงไปแล้ว ได้ทองคำถึง ๑๑ ตัน ๓๗ กิโล ความคิดของเรามันยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น เพราะเราได้เข้าไปดูคลังหลวงเอง
<O:p</O:p
เมื่อไปดูคลังหลวงแล้วทองคำบกพร่องมากทีเดียว ออกมาถึงได้ประกาศลั่น เมื่อได้ทองคำเป็นกอบเป็นกำตามความต้องการแล้วก็ยังไม่แล้ว ยังเป็นห่วงเป็นใยในทองคำ จึงขอบิณฑบาตรบกวนพี่น้องทั้งหลาย ขอให้เป็นทองประเภทน้ำไหลซึม แล้วทองคำก็ค่อยไหลเข้ามาเวลานี้ เป็นประเภทน้ำไหลซึม ดูได้เกือบ ๓๐๐ กิโลแล้วนะ ประเภททองคำที่น้ำไหลซึม ความคิดอ่านของเราคิดเพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ได้คิดเพื่อรีดเพื่อไถ คิดเพื่อจะหนุนเข้าส่วนใหญ่ๆ ให้มีความแน่นหนามั่นคงทั่งนั้น นี่ละเจตนาของเราและการขวนขวายของเรา ตลอดถึงการเทศนาว่าการนี้ ๗ ปีเต็มแล้ว ออกเทศน์ทั่วประเทศไทย มีแต่เจตนาที่จะฟื้นพี่น้องทั้งหลาย ขึ้นไปตามๆ กัน เราทำมาอย่างนี้ตลอด
<O:p</O:p
เมื่อได้ยินได้ฟังเสียงโลกนำโลกแล้ว นำไปเพื่อความล่มจมรีดไถจนคนไทยจะไม่มีตับมีปอดเหลืออยู่ภายในตัวนี้เราก็สลดสังเวช เราในนามประชาชนทั้งประเทศก็ต้องพูดได้บ้างซิ เพราะเราเป็นผู้ขนเข้า แล้วนี่มันมาขนออกให้เห็นต่อหน้าตอตา ดีที่ไม่ได้ยื่นปากมานี่ เราจะฟาดปากมันนี่ ใครก็ตาม อย่าว่าแต่นายกฯ เทวดานายกฯเราก็ฟาดปากมันได้ เพราะมันทำผิด เข้าใจไหม การฟาดปากส่วนมากก็เจ็บปากนิดหน่อย มันไม่ได้ลงนรกเหมือนมันไปสร้างความชั่วช้าลามกให้แก่คนทั้งชาติ ซึ่งเขามีหัวใจ สมบัติที่เขามาบริจาคทานมากน้อย ถอดออกมาจากความรักความสงวนนี้ออกมาเป็นความเสียสละเพื่อชาติคือส่วนรวม ไม่เห็นใจเขาอย่างนี้เห็นใจเขาอย่างไร <O:p></O:p>
เพราะอย่างนั้นถึงว่าเอาบ้างซิเวลาที่จะว่า เราว่าตามเหตุตามผลตามความได้ยินได้ฟัง ผู้ที่มาเล่าให้ฟังมีแต่ผู้มีศีลมีธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตไม่ใช่จะมาโกหกเราให้ไปโจมตีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ไม่มี เขาเอาความจริงมาพูด เขาบอกเป็นความจริงอย่างนั้น ไอ้เล่ห์เหลี่ยมร้อยสันพันคมที่รัฐบาลยักษ์ใหญ่กินอยู่เวลานี้เขาแจงไปหมด แต่เราขี้เกียจฟังมัน มันหายไปแล้วก็หายไป แต่สิ่งที่มันยังไม่หายก็คือความเจ็บแค้นภายในจิตใจของประชาชน ที่จะเป็นแผลฝังลึกอยู่ในหัวใจ
<O:p</O:p
เราจึงได้พูดอันนี้ออกมา ให้รู้หัวใจเขาหัวใจเรา คนทุกคนมีหัวใจ แม้แต่หมามันก็มีหัวใจ ทำไมเราเป็นคนทั้งคนว่าเป็นผู้นำของประเทศ ทำไมจึงพาประเทศให้ล่มจมด้วยเศรษฐกิจของบ้านของเมือง ทุกอย่างเงินทองไหลเข้าไปแทนที่จะเป็นเครื่องอุดหนุนชาติของตน กลับกลายเป็นไปเผาชาติให้ล่มจมลงไป เดินไปที่ไหนๆ เศรษฐกิจ การค้าการขายเวลานี้ขัดข้องยุ่งเหยิงไปหมด แล้วเงินมันไปไหนหมด ใครก็ชี้เข้าไปหาวงใหญ่ๆ แน่ะฟังซิน่ะ วงใหญ่คือใคร วงรัฐบาล ชี้เข้าไปลึกๆ ก็ว่าวงนายกฯ เราจะไม่พูดอย่างไรก็ได้ยินอย่างนั้นก็ต้องพูดอย่างนั้นซิ แล้วเงินมันไหลเข้าไป ไหลเข้าไปนั้นกี่ล้าน ๆ บางรายเขาบอกว่าเท่าไรหมื่นล้านก็มี เดี๋ยวนี้น่ะเราก็ได้ยิน เอาไปถลุงหมื่นล้านก็มี
<O:p</O:p
เหยียบไป กฎหมายบ้านเมืองไม่สนใจ เหยียบไปเลย เราเป็นใหญ่กว่ากฎหมายบ้านเมือง แต่อย่าลืมนะว่าไม่เป็นใหญ่กว่ากฎแห่งกรรม กรรมนี้เหนือมากที่สุด ใครอย่าอวดนะ นตฺถิกมฺมสมํพลํ ไม่มีอันใดมีอำนาจมากยิ่งกว่าอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่ทำลงไปแล้ว อันนี้หนักมากนะนี่ เหนืออำนาจ เราจะทำเหนือหัวใจคน เอาอำนาจบีบบังคับคนทั้งประเทศก็ตาม แต่บีบบังคับกรรมดีกรรมชั่วของตนไม่ได้ อันนี้ละให้ระวังให้ดีนะ ใครเป็นคนทำอันนี้น่ะให้ระวังให้ดี
<O:p</O:p
คำนี้เป็นคำของศาสดาองค์เอกทุกพระองค์ยอมรับกันหมดแล้ว นตฺถิกมฺมสมํพลํ ไม่มีอานุภาพใดที่จะเหนืออานุภาพแห่งกรรมดีกรรมชั่วไปได้ ฟังซิน่ะ เราอยู่ในมุมไหนที่จะเหนือกรรมเหล่านี้ไปได้ ให้พากันระมัดระวัง เราก็อยู่ในข่ายแห่งกรรมนี้เหมือนกัน ให้พากันระมัดระวัง เวลากอบโกยว่ากอบโกยรีดไถ แต่เวลามันจมใครจะไปช่วย เจ้าของทำเองนี่น่ะ พากันจำ เราสลดสังเวชนะ อุตส่าห์พยายามช่วยบ้านช่วยเมือง การเทศนาว่าการก็ฟังซิน่ะ เริ่มออกช่วยชาติมานั้นน่ะเทศน์มาตั้งแต่บัดนั้น จนกระทั่งบัดนี้ กี่ปี ๖ ปี ๗ ปีแล้วนะ
<O:p</O:p
ธรรมะนี้กระจายทั่วประเทศไทย แต่ก็ดูว่าเป็นผลเท่าที่ควร การเทศนาว่าการเป็นผลเท่าที่ควรตลอดมา แล้ววิทยุก็กระจายทั่วประเทศไทย ไม่ว่าทางด้านไหน อินเตอร์เน็ต หรือวิทยุหรืออะไรออกทุกแง่ทุกมุม ทางด้านจิตใจนับว่าได้รับการฟื้นฟูขึ้นพอประมาณ จากอรรถจากธรรมที่เราเสียสละเพื่อพี่น้องทั้งหลายด้วยความเมตตา สั่งสอนมาตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ก็ได้ผลเท่าที่ควร ส่วนสมบัติเงินทองก็ดังท่านทั้งหลายได้ทราบแล้ว ตะเกียกตะกายหามาอย่างนั้นได้เข้าสู่คลังหลวงของเรา ก็รู้สึกว่าอบอุ่นพอประมาณ ได้ทองคำ ๑๑ ตัน เดี๋ยวนี้จะเข้า ๓๐๐ กิโลนะ ๑๑ ตันกับ ๓๐๐ กิโล รวมทั้งประเภทน้ำไหลซึมเข้าไป
<O:p</O:p
ส่วนใหญ่เข้าคลังหลวงเรียบร้อยแล้ว ทองคำน้ำหนัก ๑๑ ตัน ๓๗ กิโลครึ่งนี่เข้าเรียบร้อยแล้วนะ ทีนี้ประเภทน้ำไหลซึมก็ ๒๐๐ กว่ากิโล นี่ก็จะไหลเข้าทั้งนั้นด้วยความตะเกียกตะกาย ออดอ้อนบิณฑบาตกับบรรดาพี่น้องทั้งหลาย ให้เข้าสู่หัวใจของชาติ คือคลังหลวงของเรา สำหรับหลวงตาไม่เอาอะไรแล้ว เราตะเกียกตะกายเพื่อพี่น้องทั้งหลาย เราไม่มีเม็ดหินเม็ดทรายที่จะมาเพื่อตัวเอง เราบอกจริงๆ เราบอกไม่มี เราพอหมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างทางด้านวัตถุ ซึ่งเป็นสมมุติทั้งมวล ปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่วิมุตติหลุดพ้นอยู่ภายในจิตใจ
<O:p</O:p
เราสอนโลกเราจึงสอนด้วยความเมตตาล้วนๆ เต็มไปด้วยบรมสุขภายในจิตใจ ไม่ได้สอนโลกด้วยความทุกข์ความทรมาน เหมือนโลกที่กำลังได้รับความทุกข์ความทรมานมาบังคับสอนเราอยู่เวลานี้นะ เราสอนด้วยความอิ่มพอทุกอย่าง เราไม่มีทุกข์ เรื่องทางด้านจิตใจหมดโดยสิ้นเชิงตั้งแต่กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจ มีเหลือยู่บ้างก็ยอมรับกันในแดนสมมุติด้วยกัน คือธาตุขันธ์ของเราก็เป็นสมมุติมีเจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัวตัวร้อน เวลานี้มันกำลังปวดเข่า อันนี้ก็ยอมรับว่ามันปวดเข่า อยากเหยียดก็เหยียด อยากคู้ก็คู้ ดังที่เห็นอยู่เวลานี้ เทศน์เวลานี้ก็ดูเอาซี พวกอินเตอร์เน็ตดูเอา
<O:p</O:p
นี่เราตะเกียกตะกาย ธาตุขันธ์ยอมรับว่าเป็นทุกข์เหมือนโลก ทรมานเหมือนกัน แต่จิตใจเราไม่มี เรื่องความทุกข์สอนโลกเราสอนด้วยความภาคภูมิใจ เราไม่มีทุกข์ เพราฉะนั้นจึงกล้านำธรรมมาสอน หรือว่าท้าทายกองทุกข์ทั้งหลายได้ด้วยความเป็นธรรม นี่ไอ้โบ้มาแล้ว มึงจะทำลายกูเทศน์เหรอ มาแล้วมึงทำลายธรรมาสน์กูละไอ้โบ้ พากันจำเอานะ เราช่วยชาติเราช่วยอย่างนี้เอง เรื่องการถูกโจมตีแม้พระพุทธเจ้าศาสดาองค์เอกมี เขาจ้างมา ยืนกันเป็นแถว จ้างวานให้ด่าพระพุทธเจ้า
<O:p</O:p
เวลาเสด็จบิณฑบาต พระอานนท์เดินตามหลัง ทั้งอายทั้งขวยทั้งเขินอะไรทุกอย่าง เรียกว่าหน้าไม่ทราบจะเอาไปไหน อายเขา เขาด่าพระพุทธเจ้าตามสายทางบิณฑบาต พวกนี้เขาไม่ตั้งเจตนาด่าแหละ เขาได้เงิน เขาเอาเงินจ้างมาด่า ไอ้อูฐ ไอ้ลา ไอ้หัวโล้นโกนคิ้ว ไอ้ขอทาน ไอ้ไม่มีค่าไม่มีราคา ไอ้เลวไอ้ร้าย ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ก็เสด็จบิณฑบาตเฉย พระอานนท์ทนไม่ไหว ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าขอเสด็จไปโปรดเมืองอื่นเถอะ เมืองนี้โปรดไม่ได้แล้ว มีแต่คนดุคนด่า โปรดไม่ได้แล้วโปรดทางอื่นแล้ว แล้วจะไปทางอื่นเมืองอื่น ไปเมืองไหนละอานนท์ที่เขาจะไม่มีปาก ฟังซิท่านว่า
<O:p</O:p
ไปเมืองไหนละอานนท์ ถ้าเขามีปากเขาว่าอย่างนี้เราจะไปเมืองไป ไปเมืองนู้น แล้วเมืองนู้นเขาก็มีปาก สุดท้ายพระอานนท์ก็ติด ไม่มีทางไป เพราะไปที่ไหนก็มีปากของเขา เราจะไม่พ้นจากเขานินทาจนได้นั่นแหละ บอกว่าเรานี่เหมือนช้างใหญ่ในสงคราม ไม่มีความพรั่นพรึงหวั่นไหวต่อลูกศรที่จะมาจากทิศต่างๆ เราจะก้าวเดินเพื่อชัยชนะในสงครามเท่านั้น นี้เราก็ก้าวเดินเพื่อชัยชนะกิเลสของสัตว์โลกโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ด้วยความเมตตาของเรา อานนท์อย่ายุ่ง
<O:p</O:p
ถ้าเป็นภาษาหลวงตาบัวนี้จะบอกว่าอานนท์อย่ายุ่ง เดี๋ยวตีปากเอานะอานนท์ นี้จะบอกว่าอานนท์ จะว่าอย่างนั้นนะ แต่นี้ธรรมะพระพุทธเจ้ากับหลวงตาบัวมันต่างกันเข้าใจไหม พระพุทธเจ้าท่านทรงสุภาพสมศาสดา หลวงตาบัวมันตัวเท่าหนูแต่มันเหมือนลิง ตบก็เร็ว ยังจะไปสอนพระพุทธเจ้าอีกจะให้ตบปากพระอานนท์ เอาละเข้าใจเหรอ จำเอา
<O:p</O:p


รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่<O:p</O:p
[U]www.Luangta.com (http://www.luangta.com/)หรือwww.Luangta.or.th (http://www.luangta.or.th/)
และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร <O:p</O:p
FM 103.25 MHz<O:p</O:p



</TD></TR></TBODY></TABLE>