PDA

View Full Version : โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม 3


Paang
02-18-2006, 04:51 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 3----> หน้า 1

การที่เราเกิดมาในชาตินี้ รับผล ๒ ประการของชาติก่อน คือว่าในชาติก่อนถ้าทำความดีไว้มาก ผลความดีก็สนองในชาตินี้ ชาติก่อนทำบาปไว้มาก ผลของบาปก็สนองในชาตินี้ คำว่าความดีและความชั่ว บุญหรือบาป กุศลหรืออกุศลก็ตาม บุญและบาปที่เราได้รับในชาตินี้ มันเป็นเศษคือส่วนใหญ่ของบาป เราตายจากความเป็นคนชาติโน้น เราก็ตกนรกเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานมาแล้ว มันก็ตามมาเบียดเบียนให้มีทุกข์ในชาตินี้ แต่ส่วนใดที่เป็นบุญกุศลในชาติก่อนก็ดลบันดาลให้เราเกิดเป็นเทวดาบ้าง เป็นพรหมบ้าง แล้วก็ดลบันดาลให้มาเกิดเป็นคนในชาตินี้ ก็รวมความว่า ชาติที่เป็นคนรับผลของเศษ ๒ อย่าง เป็นเศษนะไม่ใช่เนื้อแท้นะ คือเศษของบุญและก็เศษของบาป ขณะใดที่เศษของบาปให้ผล เวลานั้นมีความเดือดร้อนขณะใดที่เศษของบุญให้ผลขณะนั้นเรามีความสุข


ฉะนั้น คนที่เกิดมาในโลกนี้ จะมีทั้งความสุขและความทุกข์ เพราะกรรมที่เป็นบุญ
และบาปในชาติก่อนตามสนองในชาตินี้ มันจะแบ่งเวลากัน บุญกับบาปนี่มันจะไม่รวมกันเวลาไหนบาปให้ผล เวลานั้นมีแต่ความทุกข์ ความสุขไม่มี บุญเข้าไม่ได้ เพราะบาปกับบุญนี่มันไม่ถูกกัน มันเข้ามารวมกันไม่ได้ มันเข้ามาคนละคราว ถ้าบาปเข้าสนองจิตใจหรือร่างกายของเรา ร่างกายก็มีแต่ความทุกข์ จิตใจก็จะมีแต่ความทุกข์ คราวต่อไปถ้าบาปคลายตัว บุญเข้ามาสนองจิตใจ ร่างกายก็จะมีแต่ความสุขฉะนั้น ขอบรรดาญาติโยมโดยถ้วนหน้า จงสนใจในเรื่องความดีหรือความชั่วบาปบุญนี้ให้มาก เพราะมันเป็นของมีจริง มีหลายท่านที่มาที่วัดนี้ สอบถามเสมอว่า ทำไมสร้างวัดใหญ่โตกว้างขวางมาก วัดอื่นไม่เห็นใหญ่โตอย่างนี้ ที่ก่อสร้างเพราะมีเจ้าภาพถวายเงินให้สร้าง ก็สร้างเพื่อเจริญศรัทธาและเพื่อบุญกุศลของท่าน พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้พระโกงเงินชาวบ้าน เช่น ความรู้สึกของผู้สงสัย จึงสร้างเท่าที่ท่านให้เงินมา และเจ้าของห้องส่วนใหญ่ บอกว่าเมื่อสถานที่สร้างเสร็จแล้วจะมา หรือส่งญาติมาพักเพื่อปฏิบัติธรรมตามที่ท่านเห็นสมควร บางรายก็แจ้งว่า เมื่อเกษียณอายุแล้วจะมาปฏิบัติธรรม และอยู่ที่ห้องของท่าน เอาแค่นี้ก็แล้วกัน ถ้าเราจะบำเพ็ญกุศลบุญราศรีให้ปรากฏเป็นผลดี ก็ขอให้การนั้นเป็นการที่บำเพ็ญกุศล

จริง ๆ ขอท่านบรรดาพุทธบริษัทชายหญิง จงเว้นกรรมที่เป็นอกุศลเสียให้หมด งดสิ่งที่เป็นกรรมชั่วทุกประการอย่าให้ปรากฏมี เวลาเริ่มงานขึ้นมาสักที กรรมใดที่เป็นอกุศล เช่นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็ดี การเลี้ยงสุราก็ดี อย่างนี้จงงดไว้ ตั้งใจไว้เฉพาะบำเพ็ญกุศลบุญราศรีเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่านได้นำกุลบุตรของท่านเข้ามาอุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา ในงานคราวนี้ท่านจะเห็นว่า การจัดงานคราวนี้ไม่มีสิ่งเนื่องด้วยสิ่งเป็นอกุศลคือ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตของเราก็ไม่มี การจะเลี้ยงสุรา เบียร์ ของเราก็ไม่มี นี่การบำเพ็ญกุศลในคราวนี้ จึงได้เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นอันว่า อานิสังสคุณบุญราศีเป็นประการใด ที่ท่านบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจะพึงได้ตามที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ก็เป็นอันว่าท่านทั้งหลายได้ผลนั้นโดยสมบูรณ์ท่านที่เคยได้ฟังพระบางท่านบอกว่า เทวดาไม่มี สวรรค์ก็ไม่มี โลกหน้าก็ไม่มี แต่ว่าตอนนี้ท่านก็มาอ่านเรื่องราวของ พระเวสสันดร เรื่องชาดกนี้เขาถือว่าพระพุทธเจ้าตรัสเอง และพระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยัน เรื่องนี้พระองค์ตรัสในสมัยที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้าหากว่าจะพูดกันตอนที่เป็นหน่อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์ ก็อาจถือกันว่า องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์นี้เป็นปุถุชน คนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลสมาพูดถึงเทวดาหรือพรหมมันอาจจะเฟ้ออาจจะเลอะเลือนเกินความเป็นจริงก็ได้ แต่ว่าเวลาที่ตรัสนี้ องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว และก็ตรัสที่ กรุงกบิลพัสดุ์มหานคร ในสมัยที่ไปโปรดจอมบพิตรอดิศร คือ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช และหมู่พระประยูรญาติ เป็นอันว่าในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยันจอมเทวดาคือ พระอินทร์ ว่า พระอินทร์ น่ะ เป็นเทวดาใหญ่กว่าเทวดาทั้งหมดแล้วก็ทำไมล่ะเทวดาที่มียศเล็กกว่าพระองค์จะไม่มี นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ถึงตอนนี้แล้วก็อย่าสงสัยต่อไปเลย ที่พระบางองค์เทศน์ว่า เทวดาไม่มี พรหมไม่มี พึงทราบว่า พระสงฆ์ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี้ย่อมมีปฏิปทาแตกต่างกัน ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าบุคคลใดมีใจผ่องใสแล้ว จะพูดก็ดี จะทำก็ดี ความสุขย่อมตามผู้นั้นไปเหมือนกับเงาประจำตัวที่ติดตามตัวไป ฉะนั้น ในตอนนี้ ท่านกล่าวว่า เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมสัมพุทธเจ้า ทรงประกาศพระคาถานี้จบ ความตรัสรู้ธรรมได้มีแล้วแก่เหล่าสัตว์ ๘๔,๐๐๐ สำหรับท่าน มัฎฐกุณฑลีเทพบุตร ก็ตั้งอยู่ใน พระโสดาปัตติผลนี่จำไว้ให้ดีนะว่าเทวดาก็ฟังเทศน์ได้ เทวดาก็บรรลุมรรคผลได้ ที่พระทั้งหลายบอกว่า เทวดาทำบุญไม่ได้ พระพวกนั้นอาตมาว่าเป็นพระเปรตมากกว่าขอพูดกันตรง ๆ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันอย่างนี้เสมอ แต่พระยังจะเทศน์กันว่าคนที่ตายไปแล้วเป็นเทวดา ทำบุญต่อไม่ได้ ต้องมาเกิดเป็นคนทำบุญต่อ นั่นไม่ใช่ การมาเกิดเป็นคน บางทีเขามาเร่งรัดบารมีบางส่วนเท่านั้น เพราะเทวดามีความสบายมากคำว่า จิตว่าง จากอารมณ์ต่าง ๆ จริง ๆ ไม่มี ก็มีอย่างเดียวที่พระพุทธเจ้าต้องการคือให้ว่างจาก อารมณ์ชั่ว เกาะอารมณ์ดีฝ่ายเดียว ตอนนี้มีญาติโยมมาถามว่า ต้องพยายามละทั้งอารมณ์ชั่วอารมณ์ดี อย่างนี้ไม่ถูก ละแต่อารมณ์ชั่วอย่างเดียว เกาะอารมณ์ดีไว้ ถ้าเราดีน้อย ตายจากความเป็นคนก็กลับมาเกิดเป็นคน แต่ก็เป็นคนชั้นดีหน่อย ดีมากขึ้นไป
นิดหนึ่ง ตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดบนสวรรค์ เป็นเทวดาหรือนางฟ้า ถ้าดีมากไปหน่อยมีจิตมั่นคงมาก ก็ไปเกิดเป็นพรหม ถ้าดีถึงที่สุดไปพระนิพพาน ดีถึงที่สุดหมายความว่าไม่มีเลว การเจริญ สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา อย่าถือปริมาณการปฏิบัติเป็นสำคัญ จะไปนั่งคุยกับชาวบ้านว่า ฉันทำมา ๙ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี อย่าไปคุย ขายขี้หน้าเปล่า ๆ ควรจะคุยกับเขาว่า เวลานี้ฉันตัดความรักความเยื่อใยในโลกเสียได้หมดแล้ว ไม่ว่าสภาวะของคนหรือสัตว์หรือวัตถุ แม้แต่ร่างกายของฉัน ฉันก็ไม่ต้องการ ฉันอยู่ด้วยความอึดอัด ฉันอยู่ด้วยความรำคาญๆ ร่างกายเหลือเกิน ฉันไม่ต้องการความเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือพรหม ใจฉันนิยมพระนิพพานถ้าตอนนี้ใจมันนิยมจริง ๆ นะ อย่าไปโกหกเขา โกหกเขาลงนรก ถ้าเราถึงได้แล้ว รังเกียจ ร่างกายของคนและสัตว์ทั้งหมด แม้แต่ร่างกายของเราว่า มันเป็นสิ่งโสโครกอย่างนี้เราควรจะคุยกับเขาได้ เขาต้องคุยกันแบบนี้ หรือว่าจะคุยกันว่า โฮ้ย อย่างเวลานี้ฉันเย็นเสียแล้ว ใครอยากจะด่าก็ด่าเถอะ จะด่า จะว่าจะนินทาอย่างไรก็เชิญ เพราะอะไร เพราะฉันไม่ได้รับ เขาโยนมา ฉันก็โยนกลับไปเมื่อฉันไม่รับมันก็กลับไปหาเขาเอง ฉันสบาย ถูกด่าเมื่อไรฉันยิ้มได้เมื่อนั้น ใจเป็นสุขถ้าอารมณ์อย่างนี้จริง มันจึงควรจะคุยก่อนจะเลิกกรรมฐาน พระท่านบอกว่าคนที่มีความจำเป็นในการทำบาป ปาณาติบาตมีอยู่ ท่านบอกเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อความสบายใจ ทำก็ทำเพื่ออาชีพ แต่ว่าเมื่อเวลาบูชา พระก็ดี ทำบุญก็ดี ให้อุทิศส่วนกุศลให้แก่สัตว์ที่เราฆ่า ขอให้ อโหสิกรรม ท่านบอกใจจะได้สบาย มีอารมณ์สบาย ทำทุกวันเลยนะทุกครั้งก่อนจะหลับบูชาพระนึกถึงพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ก็ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้แก่สัตว์ที่เราฆ่า หรือไข่ที่เราทุบก็ตามว่า ขอทุกท่านจงมาโมทนาและจงมีความสุขความเจริญตามความประสงค์ แล้วก็ขออโหสิกรรมตั้งแต่วันนี้จนกว่าจะเข้าพระนิพพาน

ก็ถามท่านว่า ถ้าทำแบบนี้คนไม่ทำกันใหญ่หรือ ท่านบอกว่า เขาก็ทำกันอยู่แล้ว ก็ทำให้ใจสบายขึ้น ไม่ช้าจิตก็เป็นสุข จิตเริ่มเป็นสุขเพราะคิดว่าเราชำระหนี้แล้ว อารมณ์ห่วงอกุศลเรื่องนี้มันไม่มี เมื่ออารมณ์ห่วงอกุศลตัวนี้ไม่มี เวลาเราจะตาย อกุศลตัวนี้เข้าไม่ทัน กุศลเข้าก่อน พอพ้นทุกข์ไปได้

Paang
02-18-2006, 05:02 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 3----> หน้า 2


โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๓
พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโรมหาเถระ)
พ่อสอนลูก

พิจารณาตน

นี่จำไว้ให้ดีนะลูกหลานทุก ๆ คน จะเป็นผู้ใหญ่หรือเป็นเด็กก็ตาม สำหรับมันสมองนี่ไม่แน่นัก ไม่แน่ว่ามันสองของคนที่แก่กว่าจะดีกว่าเรา แต่ทว่าก็จงคิดไว้เสมอว่า คนทุกคนเขามีความดี เมื่อฟังคำพูดของเขา อย่าเพิ่งติ และก็อย่าเพิ่งเชื่อ ใช้เหตุผลพิจารณาพิสูจน์ความจริงเสียก่อน จงอย่าดูถูกคนแก่ว่าคร่ำครึจนเกินไป และจงอย่ายกย่องคนแก่ว่า เป็นผู้เลิศจนเกินไปเหมือนกัน เอาเหตุผล เอาผลงานเป็นสำคัญ

๑๐) ความจริงในพระพุทธศาสนา นี่ก็สอนให้เข้ามาหาตัวอย่างเดียว ตัดภายนอกออกไปให้หมด เหลือแต่กาย เอกายโน อยัง ภิกขเว มัคโค สัตตานัง วิสุทธิยา ทางเป็นทางสายเดียวเป็นทางเอก เป็นทางหมดทุกข์ เป็นทางที่เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเราคนเดียว นี่เราไม่มีใคร ในโลกนี้ ถ้าเราบอกว่ามี พ่อ มีแม่ มีพี่ มีน้อง มีผัว มีเมีย มีลูก มีหลาน มันจริงตามสมมติ แต่เนื้อแท้จริง ๆ เราคนเดียว เราหิว หิวคนเดียว ไม่มีใครเขามาหิวด้วย บางทีเราหิวเกือบตาย ชาวบ้านเขายังไม่หิว เขานั่งคุยหัวเราะกัน เราไปไม่ไหวแล้วหิวจัด นี่แสดงว่า โลกนี้มีเราคนเดียว ป่วยก็ป่วยคนเดียว พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง ข้าทาสหญิงชาย เพื่อนฝูงมาเยี่ยมกันเป็นกลุ่ม เขาไม่ยอมป่วยกับเราด้วย
นี่เราเป็นผู้เดียว ป่วยเราก็ป่วยคนเดียว เวลาตายเราก็ตายคนเดียว คนที่เรารักหรือหวงแหนถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา ก็ไม่ยอมมาป่วยด้วย ถ้าเราทำความชั่ว เราก็ตกนรกคนเดียว ทำความดีไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ไปนิพพานคนเดียว คำว่า คนเดียวในที่นี้เราเป็นแต่เพียงตัวคนเดียว พระพุทธเจ้าว่า ร่างกายนี้ผู้เดียวสำหรับเรา ยังสอนตัดเข้าไปอีกว่า ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของเรามันเป็นเรือนร่างที่เราอาศัยอยู่ชั่วคราวเป็นบ้านเช่าเท่านั้น กิเลส ตัณหาอุปาทาน และ อกุศลกรรม สร้างขึ้นมาให้เราเช่าชั่วคราวและมันก็อยู่ได้ไม่นานไม่มีการทรงตัวทรุดโทรมอยู่ตลอดเวลา ไม่ช้ามันก็พัง ถึงเวลาแล้วมันก็ไล่เราออกจากบ้านไป ปล่อยเอาไฟเผาบ้านเสียอีก หรือไม่อย่างนั้นก็เอาบ้านไปฝังดิน นี่พูดถึงตาย

๑๑) เราคือใคร เราคือ จิต ที่ติดอยู่ในบ้านหลังนี้ คือร่างกาย พระพุทธศาสนาท่านสอนให้ตัดภายนอกมาเหลือแค่กาย ตัดกายออกไปเหลือแค่ใจ เราคือใจเท่านั้น ในเมื่อร่างกายของเราจะดีขึ้นมาได้ มันก็ต้องอาศัยเหตุเป็นปัจจัย ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระพุทธเจ้าตรัสเหตุของธรรมนั้น การเกิดที่มันจะปรากฏ เราไม่ต้องการความเกิดอีก เพราะ ความเกิด มันปรากฏขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัย กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม อันนี้ฟังยากนิด จะให้ง่ายขึ้นมาอีกหน่อยก็เกิดจาก ความโลภ ความโกรธ ความหลง โลภอยากเกิดใหม่ก็โลภโลภอยากมีผัว อยากมีเมีย อยากมีลูก อยากมีทรัพย์สินทั้งหลาย อยากอะไรต่ออะไรจิปาถะอย่างชาวโลก เรียกว่า โลภะ แปลว่า อยากได้

๑๒) จงรู้ตัวไว้ด้วยว่า การทำอะไรไม่รู้กาล ไม่รู้สมัย มันเป็นโทษสำหรับตัวเองคือ เป็นคนขาดเสน่ห์ สำหรับตนเอง คือไปอยู่สังคมไหนเขาก็รังเกียจ ไม่ว่าไปอยู่กลุ่มไหนทั้งหมด ไปอยู่ในกลุ่มบัณฑิต ๆ ก็รังเกียจ ไปอยู่กลุ่มโจร ๆ ก็รังเกียจ นี่เราจะดีได้อีกมุมหนึ่งก็คือกาลัญญุตา รู้จักกาล รู้จักสมัยเมื่อเวลาใดควร เวลาไหนไม่ควร ปริสัญญุตา รู้จักบริษัท คือคณะของบุคคล กิจที่เราจะทำ คำที่เราจะพูด ในบุคคลนั้น คณะนั้น เวลานั้น จะควรหรือไม่ควร อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ และจริยาที่เราพึงปฏิบัติก็เหมือนกัน ดูกาล ดูสมัย ดูบริษัท ดูคณะบุคคล ถ้าเราทำตนไม่เหมาะสมกับกาลสมัย ก็กลายเป็นแกะดำในกลุ่มนั้นไปนี่บรรดาท่านทั้งหลายที่จะอยู่ต่อไปก็ดี หรือว่าจะสึกก็ดี จงใคร่ครวญเรื่องนี้ไว้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการปฏิบัติ เพื่อการอยู่เป็นสุข ถ้าเรากลายเป็นคนที่ไม่รู้กาล ไม่รู้สมัย ไม่รู้บริษัท คือหมู่คณะหรือบุคคลว่า กาลใดมันควรหรือไม่ควร การใดที่ไม่ควรเราทำ ก็จะเห็นเป็นเครื่องแสลงใจของบุคคลบริษัทหรือหมู่คณะเหล่านั้น นี่ก็เป็นภัยใหญ่สำหรับเรา พอที่จะได้กินข้าวเลยไม่ได้กิน ถ้าจะไปอาศัยที่พักนอน เขาก็เลยไม่ให้พักไม่ให้นอน ไม่ให้อาศัย มันเป็นภัยใหญ่ คือความเดือดร้อนของเราเองคือ การที่จะทรงตัวอยู่อย่างเป็นสุขก็ต้องรู้จักระมัดระวัง รู้จักกาล รู้จักวาระ รู้จักเวลาที่เราจะต้องพูด ควรพูดหรือไม่ควรพูด กิจที่เราควรทำหรือไม่ควรทำ

๑๓) ถ้าจิตใจของเรามีกุศล คือมีอารมณ์ตรงกันข้าม แทนที่จะทำลายทรัพย์สินของบุคคลอื่นด้วยความโลภ กลับเป็นผู้ให้ ได้แก่การให้ทาน จิตมีความเมตตาปรานี คือมีความรักมีความสงสาร เห็นสัตว์หรือคนที่มีความทุกข์ เราสงเคราะห์ให้เขามีความสุขตามกำลังที่เราจะพึงให้ได้ เมื่อใครเขาทำผิด ถ้ามันไม่ผิดระเบียบวินัย กฎข้อบังคับ เราก็ให้อภัย ถ้ามันเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าเป็นเรื่องส่วนรวม การลงโทษถือว่าเป็นการหวังดี เพื่อไม่ให้บุคคลนั้นทำความชั่วต่อไป แล้วก็การหลงใหลใฝ่ฝันในรูปโฉมโนมพรรณ ไม่มีในเรา รวมความว่าจิตเป็นกุศลคือ

๑. จิตพอใจในการให้ทาน
๒. จิตพอใจในการสงเคราะห์
๓. จิตไม่มัวเมาในชีวิต มีความรู้สึกคิดอยู่เสมอว่า เราจะต้องตาย แต่ก่อนที่เราจะตาย

ถ้าเราเป็นคน เราก็ขอเป็นคนดี ถือว่าถ้าเราเป็นคนดีแล้ว ถ้าตายเป็นผี เราก็เป็นผีดี ผีดีเขาอยู่กันที่ไหนบ้าง เขาก็อยู่ในเขตของเทวดาบ้าง อยู่ในเขตของพรหมบ้าง ที่เรียกกันว่า เทวดาหรือนางฟ้าหรือพรหม ถ้าดีถึงที่สุด ก็ไปพระนิพพาน องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงกล่าวอย่างนี้

๑๔) ในสมัยที่เราเป็นคน เราก็ควรจะเป็นคนดี อะไรบ้างที่เป็น ระเบียบวินัย เป็นธรรมะที่ควรประพฤติปฏิบัติ ที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ทรงสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุที่จะทำให้หลงใหลใฝ่ฝันในรูปโฉมโนมพรรณเกินไป ความโลภ อยากจะได้ทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่นมาโดยไม่ชอบธรรม ผิดระเบียบ ผิดวินัย ผิดธรรมะ ผิดกฎหมาย และความโกรธ คิดประทุษร้ายบุคคลอื่น อิจฉาริษยาบุคคลอื่น หลงใหลใฝ่ฝันในชีวิต ไม่คิดว่าเราจะต้องตาย อย่างนี้จงอย่ามีในจิตของเรา หลีกเลี่ยงเสีย เมื่อเรามีจิตเมตตาปรานี ใคร ๆ เขาก็รัก ใคร ๆ เขาก็ว่าดี เมื่อเรามีความเคารพในชีวิตของเรา คิดว่า ชีวิตมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มันก็มีความตายไปในที่สุด ความประมาทมันก็ไม่มีเมื่อปฏิบัติตามนี้ ถ้าเป็นคนก็เป็นคนดี ตายแล้วก็เป็นผีดี คือเป็นเทวดาหรือเป็นพรหม

๑๕) นี่ก็มาเตือนใจ ว่า ท่านทั้งหลายพิจารณาดูว่า เราปฏิบัติมาแล้ว มีโอกาสได้อะไรบ้างตั้งแต่ ปฐมฌาน ฌานที่ ๑ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ ความเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี จิตเราเข้าถึงไหนแล้วหรือยัง ถ้ายังเลย รีบรวบรัดเข้า เพราะความตายใกล้เข้ามาทุกวินาที ความตายไม่มีนิมิตและเครื่องหมาย เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่า จะตายเมื่อไร ถ้ามีความประมาท ก็จะเป็นเหยื่อของอบายภูมิต่อไปถ้าหากว่าท่านทั้งหลายไม่มีความประมาท นึกอยู่เสมอว่า เราจะต้องตาย การเกิดเป็น
มนุษย์ อีกหรือเป็นเทวดาหรือพรหมอีก มันก็ไม่มีอะไรดี ยังมีการหมดบุญวาสนา เสื่อมจากสภาวะที่อยู่ไปแสวงหาที่เกิด เกิดดีก็มีความสุข เกิดไม่ดีก็มีความทุกข์ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ คือ มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก เราไม่ต้องการ สิ่งที่เราต้องการก็คือ พระนิพพาน จิตใจของท่านทั้งหลายก็จะมีความสุข ความจริงการเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เขาต้องการให้เกิดความสุขทางจิตตั้งแต่ยังไม่ตาย ไม่ใช่ไปรอตายแล้ว

๑๖) ร่างกายนี้จริง ๆ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันเป็นเรือนร่างที่ กิเลส ตัณหาอุปาทาน อกุศลกรรม สร้างขึ้นโดยเฉพาะ เราคือ จิต หรือ อทิสมานกาย เข้ามาสิงสถิตอยู่ในมัน เมื่อถึงวาระที่มันจะพัง เราห้ามไม่ได้ การจะไปสวรรค์ การจะไปนรก ร่างกายก็ไม่ได้ไปด้วย สังเกตคนตาย คนที่ตายแล้ว ตายดีมีบุญไปสวรรค์ มีบาปไปนรก ก็เห็นว่า ร่างกายของทุกคนถูกเขาฝังบ้าง ถูกเขาเผาบ้าง ร่างกายไม่ได้ไปด้วย ส่วนที่ไปจริง ๆ น่ะคือเรา ตามภาษาหนังสือเรียกว่า จิต ตามภาษานักปฏิบัติเรียกว่า อทิสสมานกาย ผู้ที่ได้ทิพจักขุญาณเรียกว่าอทิสสมานกาย แต่เป็นกายที่ไม่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ คำว่า เรา จริง ๆ คือ อทิสสมานกาย ไม่ใช่ร่างกายเนื้อ เมื่อจิตคิดแยกว่า ร่างกายกับเรามันแยกไปได้ อย่างนี้เป็นวิปัสสนาขั้นสูง เราก็มาคิดตามความเป็นจริงว่า ในเมื่อร่างกายที่เราอาศัยอยู่มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วก็มันไม่เป็นแท่งทึบ ไม่มีการทรงตัว มีความสกปรกเป็นปกติ เราไม่ต้องการมันอีก ขึ้นชื่อว่าร่างกายอย่างนี้เราจะมีชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ถ้าร่างกายนี้พังเมื่อไร เราไม่ขอจับร่างกายนี้เป็นเรือนร่างอีกต่อไป เราต้องการพระนิพพาน
จุดเดียว อย่างนี้ถือว่าเป็นการ ตัดอวิชชา

๑๗) ถ้าเราจะเอาดีกัน ถ้าจะเอาดีกันถึงขั้นปฏิสัมภิทาญาณ ยังเป็นห่วงกาย กายมันเป็นอย่างนั้นกายมันเป็นอย่างนี้ ประเดี๋ยวมาถามหลวงพ่อ มันเป็นอย่างนั้นจะทำอย่างไร มันเป็นอย่างไร นี่สองสามวัน มาถามใหม่แล้ว ถามแบบเดียวกันนั่นนะ บอกกันไปเท่าไร พอบอกกันไปทีนี้ก็ถามแบบโน้น บอกแบบโน้น ถามแบบนั้น ถ้ามัวถามอยู่อย่างนี้อีกกี่โกฏิชาติมันก็ไม่ได้ ไม่มีทาง ต้องไม่ถามใครและไม่สนใจกับกาย มันจะตายก็เชิญให้มันตายไปถ้าเราจะตายในระหว่างความดี ดีกว่าตายในส่วนของความประมาท พอเราพอใจในกสิณแบบนี้ ถ้าเรายังไม่ได้ ฌาน ถ้าตายในเวลานั้นเราก็เป็น เทวดา ขอนักปฏิบัติพระกรรมฐานเรื่องอาการทางกายเลิกมาถามกันเสียทีนะ มันจะเป็นมันจะตายอย่างไรก็ขอเชิญมันเถอะให้มันตายไป ถ้ากลัวตายจะมานั่งเจริญกรรมฐานกันอยู่ทำไม ความดีมันไม่ได้มามัวกลัวตายห่วงกายมันห่วงมากกว่าห่วงความดี มันใช้อะไรไม่ได้ อย่างนี้ไม่เอาไม่คบ

๑๘) เราขอตัดสภาวะความรักในเพศ ความโกรธ ความกระทบกระทั่งจิตที่ไม่ถูกใจเสียให้หมด เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ปรากฎว่า มันมีผลเป็นทุกข์ ถ้าเราสงสัยก็ถอดอทิสสมานกายก็ได้ ไม่ถอดก็ได้ ไปมันเลยทั้งตัวก็ได้ ไปถามพระท่านดู พระท่านอยู่ที่ไหน เราไปหาได้อย่างไรก็ให้มันได้อภิญญาหกเสียก่อน ถ้าได้อภิญญาหกแล้วถ้ายังไปไม่ได้ ก็มาคุยกันใหม่ว่า ทำไมถึงไปไม่ได้ ถ้าได้อภิญญาแล้วไปไม่ได้ ล่ะก็โกหกกันแน่ จับโกหกกันแน่ แล้วถามว่าจะไปหาพระที่ไหน ที่ไปมีอยู่เราศึกษาตรงเฉพาะพระก็แล้วกัน สอนมาอย่างไรปฏิบัติแบบนั้น

๑๙) หากว่าท่านทั้งหลายจะบอกว่า บารมีที่ข้าพเจ้าสร้างมาน้อยเต็มที่ ไม่สามารถจะเป็นพระอรหันต์ได้ ถ้าหากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายคิดอย่างนี้ ก็ขอโปรดประทานอภัยกลับใจคิดเสียใหม่คิดว่า ถ้าเราไม่เคยมีบุญบารมีที่เคยสะสมไว้ เราจะพอใจในคำสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมสัมพุทธเจ้าไม่ได้

๒๐) การสั่งสมบุญบารมี ในเขตของพระพุทธศาสนานี้ และการเข้าถึงพระนิพพานเป็นของไม่ยากนัก ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายมีความเคารพในองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ดัดแปลงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้เสียผล ท่านทั้งหลายที่เกิดมาเป็นคนพบพระพุทธศาสนาแล้วก็มีความเคารพในพระพุทธศาสนา ตั้งหน้าบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ คือสร้างความดีทุกประการที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่งสอน ที่เป็นเช่นนี้แสดงว่าท่านทั้งหลายเคยพบองค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว และมีน้ำใจผ่องแผ้วประกอบไปด้วยบุญกุศล บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนจึงมีความพอใจในการสดับ และปฏิบัติธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ แสดงว่าบุญบารมีของท่านทั้งหลายสร้างมาแล้วใหญ่โตมากจึงมีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้พบพระพุทธเจ้าก็มีความแน่ใจว่าพระพุทธเจ้ามีจริง

๒๑) การไม่คบคนพาลก็คือ อย่าสนใจคนอื่น สนใจแต่เรา คือ

๑. เราจะไม่สนใจในจริยาของบุคคลอื่น
๒. ไม่นินทาว่าร้ายเขา
๓. ไม่ยกตนข่มท่าน
๔. ไม่ถือตัวถือตนเกินไป

อย่างนี้ถือว่าเข้าถึง สะเก็ดความดีที่พระพุทธเจ้าสั่งสอน ถ้ารักษาอารมณ์แค่นี้ไม่ได้แม้แต่สะเก็ดก็ไม่ได้ นั่นหมายถึงอบายภูมิมาถึงเราแน่และก็ ๒. ขั้นกระพี้ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่แนะนำส่งเสริมให้บุคคลอื่นทำลายศีล
ไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นทำลายศีลแล้ว

Paang
02-18-2006, 05:15 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 3----> หน้า 3


๓. วัตรของพระ

๒๓) อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนด้วยตนเอง นี่พระพุทธเจ้าทรงสั่งอย่างนี้ นี่เราสอนกันเฟ้อเกินไป ผมรู้ตัวเหมือนกันว่า คำสอนนี่มันเฟ้อเกินไป แต่ว่าผมก็ถือว่า ผมทำตามหน้าที่ ในฐานะที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครรักดีก็รับเอาไปปฏิบัติใครอยากเอาแค่สวรรค์ก็เอาสวรรค์ไป ใครอยากไปพรหมก็เอาพรหมไป ใครอยากไปนิพพาน ก็เอานิพพานไป สอนกันทุกระดับ ใครอยากจะลงนรกก็เอานรกไป ไม่ได้ว่าอะไรใคร

๒๔) บวชเข้ามาแล้วไม่ได้อะไร สักแต่ว่าบวช ใครเขาพูดอะไรบ้าง เรื่องเล็กฉันไม่ฟังเสียอย่างหนึ่งก็หมดเรื่อง ฟังแล้วฉันไม่สนใจเสียอย่างก็ไม่เป็นไร ความจริงไม่เป็นไรสำหรับผู้บอกเขาก็ไม่เป็นไร เราผู้รับมันก็ไม่เป็นไร เวลาตายแล้วถึงแน่ คือ อเวจีมหานรกสำหรับพระเป็นที่ไป พระนี่ไม่ไปไหนไป อเวจี แน่นอน ถ้าเราอยู่ในศาสนาขององค์สมเด็จพระชินวร ถ้าเราไม่ปฏิบัติตาม ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องเป็นกังวลว่าเราจะไม่ได้ไป อเวจีมหานรก เพราะว่าเราเอาเพศเข้ามาหลอกชาวบ้านเขา ให้ชาวบ้านเขามาไหว้บูชา เอาของมาถวายท่านทั้งหลายเหล่านี้เขาถวายแก่พระรัตนตรัยเท่านั้น ไม่ใช่ถวายแก่ลูกชาวบ้านที่บวชเข้ามา ไม่มีศีล มีศีลไม่ครบ ไม่สนใจในพระธรรมวินัย นี่ที่เราบกพร่องขาดความเป็นอริยเจ้ากัน เราเป็นไม่ได้เพราะบกพร่องตรงนี้ คือว่าบวชสักแต่ว่าบวช คือ อุปสมชีวิกาอาศัยศาสนาเลี้ยงชีวิต

๒๕) ขอท่านทั้งหลายจงกำหนดจิตไว้ให้ดีว่า เราบวชเพื่อมรรคผล บวชเข้ามาในศาสนาขององค์สมเด็จพระทศพล ไม่ใช่สักแต่ว่าบวชเป็นประเพณี เราตั้งใจไว้ในเรื่องนี้ ตั้งใจไว้เสมอว่า เราจะเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ เราจะเป็นผู้มีสมาธิตั้งมั่น คือมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ทำงานทำอะไรก็เหมือนกัน ไม่สักแต่ว่าทำ การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก็เหมือนกันไม่สักแต่ว่าทำ ถ้าหากว่าธรรมวินัยดี การงานหยาบ ๆ ที่เราทำมันก็ดีด้วย ดูได้เลย สังเกตเห็นได้เวลาทำงานนี่ ถ้าหยาบ ๆ ชุ่ย ๆ ล่ะก็ อีกนานนักกว่าจะได้พระโสดาบันน่ะ แต่ว่า อเวจีนี่ได้แน่เพราะจิตละเอียดไม่พอ นี่เป็นเครื่องสังเกตในการปฏิบัติ อะไรที่เป็นประเพณีตามคำสั่ง พอรับคำสั่งเขาจะต้องจำเวลาตามกำหนดทันที ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่รับคำสั่งแล้วทำเฉยไม่รู้ ไม่ชี้เสียอย่างนี้ เราก็สังเกตได้ว่า นี่เราลง อเวจี ไปแค่ไหนแล้วไม่รู้ เมื่อไรเราจะขึ้นเสียที เราจะขึ้นจาก อเวจี ก็โดยสติสัมปชัญญะเราดี ระมัดระวังไม่ให้ความชั่วปรากฏ โลกไม่ให้ช้ำ ธรรมไม่ให้เสีย ประเพณีของโลกเราไม่ขัด ถ้าจิตของเราไม่ยึดถือ ไม่สงสัย คือไม่ฝ่าฝืนในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีศีลบริสุทธิ์ นึกถึง
ความตายเป็นอารมณ์ว่า เราต้องตายแน่ ไม่เสียดายในชีวิต ในขณะที่เราจะตายใจนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ เท่านี้เราก็เป็น พระโสดาบัน

๒๖) นี่เราจะพูดถึงพระโสดาบัน เรารู้ได้อย่างไร พระวินัยทุกสิกขาบทระมัดระวังไว้เต็มที่ถ้ามีอารมณ์เคยชิน สติของเราทรงสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ทีนี้เราก็ดูว่า เราจะดีตามนั้นหรือยัง ก็ดูกิจการงานที่เราทำ แม้แต่ของหยาบ รู้ว่าอะไรบ้างที่จะวางแรง อะไรที่จะวางเบา อะไรจะวางที่ไหน จะยืนที่ไหน จะนอนที่ไหน จะนั่งที่ไหนถึงจะเป็นสุข ไม่ใช่นอนหลบงานนะ เวลานอน เวลาไหนควรจะนอน เวลายืนควรจะยืนตรงไหนจะเหมาะ ต่อหน้าผู้ใหญ่เขาห้ามยืนข้างหน้าผู้ใหญ่ ห้ามยืนข้างผู้ใหญ่เกินไป และห้ามยืนข้างหลัง เพราะเวลาผู้ใหญ่พูดด้วยไม่ได้ยิน ยืนเฉียงหน้าไปทางซ้ายหรือทางขวานิดหน่อยพอไม่บังท่าน ไม่ต้องเหลียวไปหาลำบาก นี่คนมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์กิจเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านี้ก็พึงระวังมีความละเอียดในจิต และอารมณ์เราก็คิดรักษาเป็นปกติ ธรรมวินัยของพระพุทธองค์ทั้ง ๒ ประการ คือทั้ง
ธรรมะและวินัย ไม่ยอมข้ามแม้แต่ ๑ สิกขาบท เอาจิตกำหนดไว้แล้วด้วยดีทุกอย่างไม่ยอมให้บกพร่อง ขึ้นชื่อว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วไม่ยอมข้าม ไม่มีการแก้ไข ปกตินึกถึงความตายเป็นธรรมดา มีอารมณ์รักพระนิพพานเป็นอารมณ์ เพียงเท่านี้ก็เป็นพระโสดาบันไม่เห็นจะยากตรงไหน

๒๗) ขอท่านทั้งหลายจงระวังใครที่มีจิตบกพร่องไม่สนใจในพระธรรมวินัยและยังปรารถนาจะอยู่ในเขตพระพุทธศาสนาต่อไป ก็ตั้งใจปฏิบัติพระธรรมวินัยให้มันครบถ้วน เวลากาลที่ผ่านมาเป็นเวลา ๓ เดือน นี่มันควรแล้วสำหรับเก่า ยิ่งกว่านั้นก็ยิ่งร้ายไปใหญ่ คือเป็นเวลาสมควรคือ เวลาปฏิบัติกัน ๓ เดือน นี่ตามปกตินี่มันเลยฌาน ๔ กันไปไหน ๆ ว่ากันถึงด้านสมถภาวนา สำหรับผู้ทรงฌานโดยมากเขาไม่เผลอในด้านจริยาที่เป็นกุศลและอกุศล

๒๘) เราเป็นผู้เสียสละ เงินทองที่เขาถวายมา เสียสละแรงงาน เสียสละปัญญา งานทุกประเภท ทุกส่วน ทุกองค์เหนื่อย เราทำทั้งหมดนี้ไม่มีค่าจ้างรางวัล ก็ทำเพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เพื่อเป็นการตัดกิเลส การทำงานทุกอย่างต้องมีความอดทน ต้องมีขันติ ความอดทน อันนี้ต้องมีอยู่แล้วการทำงานทุกอย่างทุกประเภท ต้องมีการอดทน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสัมผัสกับคนคนมีหลายอารมณ์ เป็นการฝึกการหยุดกิเลสของเราไปในตัวเสร็จ และบารมีในการสั่งสมการงานไม่ใช่เล็ก เป็นปัจจัยบรรลุมรรคผลได้ง่าย และก็การทำงานทุกอย่าง ชื่อว่าบำเพ็ญบารมีครบ ๑๐ และประการที่สอง การก่อสร้าง การบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ เพื่อเป็นการ
สงเคราะห์ญาติโยม อย่างเลวที่สุดก็ไปสู่สวรรค์ อย่างการก่อสร้างก็ดี การถวายสังฆทานก็ดี ถ้าเรานำญาติโยมปฏิบัติตามอย่างน้อยที่สุดอย่างเลวก็ไปเกิดดาวดึงส์ได้ ถ้าทำบ่อย ๆมีจิตมั่นคง ไปเกิดเป็นพรหมได้ แต่บางท่านไม่นิยมในร่างกาย การเกิดเป็นทุกข์ ร่างกายไม่ดีอย่างนี้คิดไว้เสมอ อย่างนี้ก่อนจะตาย ท่านไปนิพพานได้ คิดว่าเราทำเพื่อเป็นการสงเคราะห์ สนองความดีญาติโยมพุทธบริษัทที่เลี้ยงดูเรา

๒๙) ท่านทั้งหลายต้องคิดให้ดี เรื่องการเงินการทองและของใช้ ถ้าเรายังไม่บวช มีของไปจำนำหรือของขาย เขายังไม่ค่อยอยากจะซื้อ ไม่อยากจะให้ เวลาที่เขาให้เพราะเราห่มผ้ากาสาวพัสตร์และโกนศีรษะ เขาถือว่าเราเป็นผู้มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา แต่ถ้ารับมาแล้วจงคิดว่า เรารับในฐานะเราเป็นพระ โดยไม่สะสมมากเกินไป เอาไว้แต่พอดี พอใช้ เหลือจากนั้นก็ทำบุญทำกุศลต่อไป

๓๐) ระเบียบวินัยใด ๆ ก็ตาม พระใหม่ก็ดีพระเก่าก็ดีให้รักษาระเบียบวินัยตามที่ประกาศตอนเย็นทุกวัน พวกเรานี่ความจริงไม่ต้องพูดกันมาก เว้นไว้แต่พระที่มีอารมณ์ชั่วเท่านั้นอย่าฝ่าฝืนระเบียบวินัย มีฟังทุกวันยังเลว มันก็เลวเกินไป แต่ที่เขาไม่มีฟังทุกวันเขายังไม่เลวหรือเขาจะเลว มันก็เป็นเรื่องของเขา เรามีฟังทุกวัน บางทีมีเสียงผ่านหูไม่ตั้งใจจะฟัง หรือ ฟังแล้วไม่ตั้งใจปฏิบัติ อย่างนี้ถือว่าเลวเกินไป ทุกคนจงตั้งใจว่า เราไม่บวชมาเพื่อความเลว

๓๑) ผมขอชมเชย บรรดาพระสงฆ์หลายท่าน ส่วนใหญ่มีความขยันหมั่นเพียร การงานต่าง ๆ ตั้งใจทำด้วยดี ไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย ผมเองก็ไม่มีเวลาจะดูงานเพราะตัวเองก็เดินไม่ไหว ๓ ปี นี่มันป่วยหนัก ๒๘, ๒๙, ๓๐ ( ๒๙-๓๐ นี่หนักมาก ) แต่พระที่ทำงานประจำทุกองค์ดีมาก ไม่ละทิ้งการงาน ถึงผมป่วย ท่านไม่ได้เข้าไปเยี่ยม แต่ท่านทำงานประจำ ผมถือว่าท่านทำแทนผม ก็มีสภาพเหมือนเข้าไปเยี่ยมผมเหมือนกัน ต้องถือเป็นความดีเลิศ คือว่าเมื่อผมมองไม่เห็น ไม่สามารถจะดูได้ ทุกคนไม่ทิ้งการงาน อย่างนี้ต้องชมว่าทุกคนเป็นคนดีมาก และก็บางท่าน บางทีก็ลืมการงานก็มีบ้าง ก็จงอย่าลืมนะ อย่าเอาเปรียบกัน ถือว่าทำการทำงานทุกอย่างไม่ใช่ทำเพื่อผมทำเพื่อพระพุทธเจ้าท่าน วัดนี้เราทำเพื่อพระพุทธเจ้า ไม่ทำเพื่อตัวเอง ถ้าผมจะสร้างเพื่อตัวเอง ผมจะสร้างกระต๊อบเล็ก ๆ นอนสบาย ๆ ไม่มีการงาน ที่เราทำทั้งหมดนี้เป็นการช่วยตัวเองด้วย ช่วยญาติโยมพุทธบริษัทด้วย

๓๒) การแสดงอาบัติ การต้องอาบัตินี่จริง ๆ เวลาแสดงอาบัติเขาต้องบอกเหตุว่า เราไปทำอะไรมา ไม่ใช่ว่ากันตามภาษาบาลีเลอะไป ว่าตามภาษาบาลีแบบคล่อง นั่นมันเป็นแบบเก่าเกินไป เขาตั้งไว้แบบลวก ๆ จริง ๆ แล้วในพุทธกาล เขาต้องบอกจุดที่เป็น คือเราไปละเมิดอะไรมาบ้าง บอกพระด้วยกัน ถ้าอยู่ในคณะสงฆ์ ต้องบอกในคณะสงฆ์ ที่ทำกันทั่วไปเป็นภาษาบาลีนี่มันไม่ถูก ถ้าไม่ถูก การเปลื้องอาบัติก็ไม่สมประสงค์ และก็ลงท้ายว่า จำให้ดีนะ

นะ ปุเนวัง กริสสามิ
ผมจะไม่ทำอย่างนี้อีก
นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ
ผมจะไม่พูดอย่างนี้อีก
นะ ปุเนวัง จินตยิสสามิ
ผมจะไม่คิดอย่างนี้อีก

ทีนี้เวลาที่เราแสดงอาบัติ ต้องตั้งใจจริงว่า ไอ้ความชั่วประเภทนี้ เราจะไม่ทำอีก เราจะไม่พูดอีก เราจะไม่คิดอีก อย่างนี้อาบัติที่เป็นมันจึงจะยับยั้งการแสดงอาบัติ จงคิดว่าอย่าคิดว่าอาบัติหมดไปนะ แผลที่เป็นมันก็เป็นแผลตามเดิมความชั่วแก้ไขไม่ได้ แต่ว่าถ้าเราไม่ทำ มันก็เป็นการยับยั้งความชั่ว ไม่กำเริบมากไปกว่านั้น ทีนี้ทุกองค์จงตั้งใจคิดว่า เราจะไม่เป็นอาบัติดีกว่า

๓๔) การดับไม่มีเชื้อ การเปลื้องทุกข์ ก็คือ

๑. มีศิลบริสุทธิ์ เป็นต้น ประการที่ ๒ ต้องมี จาคานุสสติ นั่นคือ การตัด การละ
ไม่คิดจะสะสม คิดอย่างเดียวว่า ถ้าไม่มีอะไรอยู่บ้าง สิ่งที่สมควรจะบริจาค บริจาคไป เพื่อเป็นการตัด โลภะ ความโลภ กองทรัพย์สินถ้าจำเป็นต้องมี ต้องมีเพื่อใช้ ถ้าเกินกว่านั้นก็เสียสละ ตัดโลภะ ความโลภ ให้ทานบ้าง การก่อสร้างบ้าง เลี้ยงดูซึ่งกันและกันบ้างตามสมควรต่อไปก็ทำศีลให้บริสุทธิ์ ศีลในฐานะที่มีเมตตา ความรัก ความสงสารเบื้องต้น เป็นเหตุให้ตัด โทสะ ความโกรธ และใช้วิปัสสนาญาณคือ สมถวิปัสสนา สมถะ กดกิเลส วิปัสสนาญาณ ตัดกิเลสรวมความว่า ขอพระทุกองค์จงมีความรู้สึกตัว เราเป็น ศากยบุตรพุทธชิโนรสเป็นลูกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าแสวงหา อภิเนษกรมณ์ เพราะเห็นทุกข์ของโลกเราบวชก็ต้องการตัดความทุกข์ ต้องการพ้นโลก

อันดับแรก ขอพระสงฆ์ทั้งหลายทรงศีลให้บริสุทธิ์ ระเบียบวินัยมีเท่าไรปฏิบัติให้ครบอย่าประมาท และก็ ประการที่ ๒ ทรงสมาธิ ให้ดี อย่าทำจิตวุ่นวาย อย่าปฏิบัติตัวเกินพอดี ให้อยู่ในขอบเขตพระวินัย ประการที่๓ กำลังใจต้องละเอียดอ่อน นั่นหมายความว่า รู้ข้อเท็จจริงว่า สิ่งใดเป็นกฎธรรมดาของโลก สิ่งนั้นเราให้อภัย แต่สิ่งใดเกินวิสัยที่เราจะปฏิบัติได้ สิ่งนั้นเราใช้ขันติ ความอดทน ระงับใจเข้าไว้นี่เป็นระเบียบของบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่บวชในพรรษา เข้าพรรษาก็ดี ออกพรรษาก็ดี ต้องปฏิบัติตามนี้ จึงจะสมควรกับข้าวก้อนแกงกับทั้งหลายที่บรรดาญาติโยมถวายเพราะการบวขถือว่าเป็น ปูชนียบุคคล คนที่ชาวบ้านต้องบูชา ทีนี้ชาวบ้านเขาจะบูชาได้ต้องเห็นว่าเราดี ถ้าเราไม่ดีตามเขาคิด ก็ชื่อว่าเราชั่วเกินไป โทษที่จะพึงมีก็คือ อบายภูมิ

๓๕) ในฐานะที่เราเป็นพระ ต้องมีความรู้สึกตัวว่า เป็นพระอยู่เสมอ และต้องมีการปฏิบัติตัวอย่าง พระ ไม่ใช่ปฏิบัติตัวอย่าง ลูกชาวบ้าน ถ้าปฏิบัติตัวอย่างลูกชาวบ้าน พระยายม ก็เอาไปหมด ไม่สมควรกับศรัทธาของบรรดาพุทธบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่วัดของเราไม่มีการตั้งโรงเรียนนักธรรม แต่ก็มีพระเรียนนักธรรมตรีได้ สอบนักธรรมโทได้ สอบนักธรรมเอกได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า มีกำลังใจตั้งอยู่ในสมาธิ สมาธิจะมีอยู่ได้เพราะกำลังของศีล ถ้าศีลสมบูรณ์แบบ สมาธิก็ทรงตัว ถ้าสมาธิทรงตัวปัญญาก็แจ่มใส

๓๖) ทั้ง ๓ อย่างเป็นของเนื่องถึงกัน คือ ๑.ศีลบริสุทธิ์ ถ้าศีลบริสุทธิ์ สมาธิเกิดแน่ศีลจะมีได้ก็เพราะ ๑. เมตตา ความรัก ๒. กรุณา ความสงสาร ขอแถมอีกข้อก็คือ มีสันโดษ ยินดีเฉพาะของที่เราหามาได้โดยชอบธรรม จะไม่อยากได้ของใครโดยไม่ชอบธรรม อย่างนี้เป็นปัจจัยให้เกิดศีล มีเมตตา ความรัก ทำให้เยือกเย็น จิตมีสันโดษ จิตก็มีความเยือกเย็นไม่วุ่นวายเมื่อมีอารมณ์เยือกเย็น สมาธิ ก็เกิด แปลว่า ความตั้งใจมั่น คือจิตสะอาดจิตสงบ ความวุ่นวายไม่มี เมื่อความวุ่นวายไม่มีในจิต ปัญญา ก็เกิด ฉะนั้นขอพระทุกองค์จงจำให้ดีว่าเวลานี้เราอยู่ในขอบเขตของ อธิศีลสิกขา คำว่า สิกขา คือปฏิบัติศีลยิ่งกว่าชาวบ้าน ยิ่งกว่าฆราวาส

ประการที่ ๒ อธิจิตสิกขา ทำจิตให้มีความมั่นคงในศีลธรรมยิ่งกว่าฆราวาส
อธิปัญญาสิกขา อธิ แปลว่า ยิ่ง มีปัญญายิ่งกว่าธรรมดา นั่นคือยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ธรรมดาของโลก สัตว์โลกก็ดี คนในโลกก็ดี วัตถุธาตุของโลกก็ดี มีอันที่จะต้องฉิบหายไป คือสลายตัวในที่สุด โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ หาความสุขจริงไม่ได้ เราต้องเข้าใจตามนี้ ให้คิดว่าการเกิดในโลกไม่มีอะไรเป็นสุข มีแต่ความทุกข์อย่างเดียว ตั้งแต่วันเกิดถึงวันตาย ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ คนที่คิดว่าสุขก็คือโง่ เป็นคนที่ไร้ปัญญาคือไม่ใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริง ความหิวเป็นปัจจัยของความทุกข์ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ความป่วยไขัไม่สบายก็ทุกข์ การประกอบกิจการงานต่าง ๆ มันเหน็ดเหนื่อยก็ทุกข์ การหากินต่าง ๆ มันเหน็ดเหนื่อยก็ทุกข์ นี่ทุกข์ คือทุกข์มันเกิดจากอยากจะกิน ความแก่ก็ทุกข์ ควาปรารถนาไม่สมหวังก็ทุกข์ ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจก็ทุกข์ ความตายก็ทุกข์
ก็รวมความว่า โลกนี้มีแต่ทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นสุข ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาคิดไว้
เสมอว่า เวลานี้เราอยู่ในกองทุกข์ แต่การที่เราบวช เราหวังจะเปลื้องความทุกข์ให้พ้นไปหวังความดับไม่มีเชื้อ

๓๗) คนที่ได้กรรมฐานแล้ว ก็คือต้องเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ อย่างน้อยที่สุดก็สมบูรณ์ดีกว่าเดิม ถ้าเลวเท่าเดิม ก็รู้ตัวว่าเลวมากเกินไป ระเบียบวินัยมีอะไรบ้าง ผู้มีสติสมบูรณ์ ต้องประพฤติปฏิบัติให้ครบถ้วน ไม่ใช่สักแต่ว่าลืมทำ และถึงเวลาไม่อยากทำอย่างนี้เขาไม่เรียกว่า พระ เขาเรียกว่า ปุถุชน ที่หนาแน่นไปด้วยกิเลสคนที่จะมี ฌานสมาธิ อย่างน้อยที่สุดต้องมีกำลังกิเลสบาง ถึงแม้ว่ากิเลสยังไม่หมดก็ถือว่ากำลังฌานมีอำนาจกดกิเลส ไม่ให้กิเลสฟู เพราะฉะนั้นทุกองค์จงจำไว้ว่า เราเป็นพระ และก่อนที่จะเข้ามาบวชทุกคนก็ได้กรรมฐานมาแล้ว ถ้าได้กรรมฐานมาแล้วกลับเลว มันจะเลวกว่าเก่า พยายามรักษากำลังใจให้ดี อย่าลืมนึกว่าเราโกนหัว เราห่มผ้าเหลือง และก็ปกติก็กินข้าว ๒ เวลา ให้ชาวบ้านเขาเห็น อย่าหลอกชาวบ้าน ถ้าหลอกชาวบ้านจากการคิดชั่ว พูดชั่ว ก็กระทำชั่วมากเกินไปก็ถือว่าไม่ใช่สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๓๘) ทรัพย์สินทั้งหลาย ที่เขามาถวายนี้เขาไม่ได้ให้เรา ถ้าเราไม่ประกาศตนเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่าลูกดีกว่า ถ้าเราไม่คิดว่าเราเป็นลูกพระพุทธเจ้าแล้วก็ไม่มีใครเขาเอาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มาให้เรา เราจะไม่มีประโยชน์ต่อทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้เลย ไม่มีใครเขาให้แน่ เพียงแต่เราบวชเข้ามาแล้ว ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก็ไม่มีใครเขาให้เวลานี้ท่านทั้งหลายพากันมีความห่วงใยทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา ยอมพลีความสุขแทนที่จะนอนสบาย ๆ จะเอาเปรียบพระพุทธศาสนาโดยการไม่สนใจว่าทรัพย์สินของพระพุทธเจ้าจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ขอให้ฉันมีความสุขก็แล้วกัน ท่านไม่ได้นึกอย่างนั้นก็แล้วกัน พระจำนวน ๒๕ องค์ ที่อยู่ในปกครอง อาสาดูแลทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาทั้งกลางวันและกลางคืน ดูแลจุดต่าง ๆ เกรงว่าทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาจะสลายไปอาตมาว่านี่มันเป็นความดีของท่าน เพราะท่านมีความกตัญญูรู้คุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้น ชาวบ้านเขาจะลือกันว่าอย่างไร นั่นมันเรื่องของเขา แต่อาตมาทราบดีว่า จิตใจของบรรดาท่านทั้งหลายไม่มีอะไร มีอย่างเดียวคือ มอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๓๙) พรหมจรรย์ แปลว่า มีความประพฤติอย่างประเสริฐ คำว่า ประเสริฐ ก็แปลว่า
ดีไม่มีที่ติโดยทางธรรม หรือ หมายความว่า ดีไม่มีที่ติ ด้วยชาวโลกไม่ติ นี่ไม่มี หา
ไม่ได้ อย่างไร ๆ ชาวโลกเขาก็ติดะ สิ่งที่ควรติหรือไม่ควรติเขาก็ติ เรื่องของชาวโลกติเรื่องของชาวโลกสรรเสริญ พระพุทธเจ้าไม่ให้มีความประสงค์ที่จะยอมรับนับถือ คือเราถือเหตุถือผลเป็นสำคัญเพื่อจะอ้างว่าชาวบ้านนั้นเขาอ้างว่าอย่างนั้น พระทำไม่ได้ นี่พระไม่ใช่ลูกจ้างชาวบ้าน พระไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาชาวบ้าน พระอยู่ใต้บังคับบัญชาของพระธรรมวินัย นี่ถ้าเราจะประพฤติก็ต้องประพฤติตามพระธรรมวินัย ถ้าพระธรรมวินัยอนุมัติ อันนี้ประพฤติได้ ไม่ต้องรอชาวบ้าน

๔๐) ภิกษุ นี่แปลได้ ๒ อย่าง ภิกขุ แปลว่า ผู้ขอ โดยอาการดุษณีภาพ พระไปขออะไรใครเขาต้องยืนเฉย ๆ ไม่ออกเสียง หรือภิกขุตามความมุ่งหมายอีกทีหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งท่านแปลว่า เป็นผู้เห็นภัยในสงสาร ก็หมายความว่า ถ้าเรายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ นี่มันเป็นภัยใหญ่ ท่านที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ต้องบำเพ็ญจริยาเพื่อให้พ้นภัยได้แก่ วัฏฏสงสาร คือมุ่งเข้า พระนิพพาน

๔๑) ตามธรรมดาคนดี นี่เขามีความเคารพครูบาอาจารย์ เขาจะไม่วางของใช้ของตัวไว้บนที่นั่งก็ดี ที่นอนที่เรียกว่าอาสนะของครูบาอาจารย์นี่ต้องคิดนะ ช้างเป็นสัตว์เดรัจฉานยังทำอย่างนั้น แต่ว่าคนที่เป็นชาวบ้านบางคนบางทีมานั่ง ผมนั่งเก้าอี้อยู่ เขาก็มานั่งด้วยเหมือนกัน แต่ว่าผมไม่ได้เป็นครูบาอาจารย์เขานี่ ผมเคยเห็นบ่อย ๆ บางทีแกก็นั่งเก้าอี้นี่บางทีจัดไว้ให้พระนั่งเป็นอาสนะสำหรับพระ แกมาถึงก็นั่งไขว่ห้างสบายเลย แต่คนแบบนี้ผมไม่ได้เกลียดเขา แต่ผมสงสาร สงสารอะไร สงสารว่าใจของเขาไม่มีความรู้สึกในด้านความดีหรือความชั่ว ถ้าใจมันชาไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว ในที่สุดความชั่วก็จะเข้าไปสิงใจมาก เพราะเข้าใจว่าเป็นความดี

๔๒) ขอท่านทั้งหลายจงกำหนดจิต ไว้ด้วยดีว่า เราบวชเข้ามาในศาสนาขององค์สมเด็จพระทศพล ไม่ใช่สักแต่ว่าบวชเป็นประเพณี เราตั้งใจไว้เท่านี้ ตั้งใจไว้เสมอว่า เราจะเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ เราจะมีอารมณ์สมาธิตั้งมั่นคือ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ประเพณีของโลกเราไม่ขัด แต่จิตใจของเราไม่ยึดถือ ไม่สงสัย ไม่ฝืนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีศีลบริสุทธิ์นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ มันต้องตายแน่ ไม่เสียดายชีวิตในขณะที่เราจะตาย จิตใจนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ เท่านี้เราก็เป็น พระโสดาบัน

๔๓) การปฏิบัติกรรมฐานทุกคณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระนี่ต้องทำตนให้ดีกว่าฆราวาสไม่ใช่ทำตนเสมอฆราวาส หรือเลวกว่าฆราวาส การปฏิบัติกรรมฐานจะรู้ตัว พระก็ดี เณรก็ดี ถ้าปฏิบัติไม่ทันฆราวาสนั่นแสดงว่า การบวชเข้ามาไม่มีความเป็นพระติดตัวเลย พระกับเณรนี่ต้องมีคุณสมบัติดีกว่าฆราวาสต้องปฏิบัติได้ดีกว่าเขาเราเป็นปูชนียบุคคล ไม่ใช่ถือผ้าเหลืองเป็นเครื่องสักการะ เป็นที่แสดงออกว่าฉันเป็นพระ ฉันเป็นเณรแล้วหลอกลวงชาวบ้าน นี่ความเลวมันมาก

๔๔) เราบวชมาคราวนี้ เราต้องการความเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่บวชสักแต่ว่าบวช ไม่ใช่บวชตามประเพณี ถ้าคิดว่าบวชสักแต่ว่าบวช บวชตามประเพณีก็มีหวัง อเวจีมหานรก ไม่มีทางรอด เพราะว่าพระเรานี้แม้แต่พระด่าพระเท่านั้น เช่น สุวรรณมัจฉา (กปิลภิกขุ)เป็นพระอยู่ แต่ว่าเธอเป็นพระไม่สำรวม ชอบด่าพระด้วยกัน พอเธอตายลงไปแล้ว ก็ไปเกิดในอเวจีมหานรก นี่มันเป็นเรื่องใหญ่คือ พระเรานี้บาปก็บาปหนัก ถ้าจะมีบุญก็มีบุญหนัก

Paang
02-18-2006, 05:59 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 3----> หน้า 4

๔. พิจารณาพระกรรมฐาน


๔๕) ก่อนจะรู้อะไรทั้งหมด ให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทยึดกรรมฐานกองสำคัญที่สุดไว้ก่อนตอนต้น นั่นคือ


๑. มรณานุสสติกรรมฐาน คือมีความเข้าใจตามความเป็นจริงว่า ชีวิตนี้ต้องตาย
ประการที่ ๒ เข้าถึง ไตรสรณคมน์ ไม่สงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม
และพระอริยสงฆ์ ยอมรับนับถือด้วยปัญญา แล้วก็ ประการที่ ๓ ทรง ศีล ๕ หรือ กรรมบถ ๑๐ ให้บริสุทธิ์ ให้จิตทรงตัวอย่าละเมิด ใหม่ ๆ ก็ลืมบ้างเป็นของธรรมดาต่อไปนาน ๆ ก็ชินไม่ลืม และในช่วงเดียวกันจิตหวังพระนิพพานเป็นที่ไป


๔๖) การเจริญพระกรรมฐาน บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทจะเอาเฉพาะวิปัสสนาญาณมันไม่มีผล จะเจริญเฉพาะสมถภาวนาเฉย ๆ ก็ไม่มีผล จะต้องมี ๓ อย่างพร้อมกันทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์ ศีลบกพร่อง สมาธิไม่ทรงตัว ถ้าสมาธิไม่มี ปัญญาไม่เกิดวิปัสสนาญาณคือ ตัวปัญญา ขณะที่ใช้อารมณ์พิจารณาร่างกาย วิปัสสนาญาณก็ทำอย่างเดียวคือ พิจารณาขันธ์ ๕ คำว่า ขันธ์ ๕ คือ ร่างกาย ใช้ศัพท์ว่าร่างกายดีกว่า ขันธ์ ๕ ก็คือร่างกาย ร่างกายก็คือ ขันธ์ ๕ จุดจริง ๆ แล้วพิจารณาร่างกายว่ามันไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา


๔๗) หาจุดใดจุดหนึ่ง คิดทบทวนหรือว่าก่อนหลับก็ได้ คิดทบทวนวันนี้มีอะไรบ้างในส่วนของร่างกายที่น่าเบื่อ ก็ตัดสินใจว่า เราควรจะเบื่อมัน ตั้งใจต่อไปว่า คิดว่าร่างกายที่น่าเบื่ออย่างนี้ต่อไปจะไม่มีกับเราอีก เราจะไม่มีการเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหม เราต้องการจุดเดียวคือนิพพาน คิดทบทวนแบบนี้ จะฝึกไว้เป็นแบบฉบับก็ได้ ถ้าจะเอาไว้คิดพิจารณาตอนเจริญกรรมฐาน ต้องสังเกตให้ดีว่า คิดมาคิดไป คิดไปคิดมาจิตเริ่มฟุ้งซ่านก็เลิกคิด เริ่มจับลมหายใจเข้าออกใหม่ หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ แล้วภาวนาไปด้วย ขณะใดที่รู้ลมเข้า รู้ลมออก รู้คำภาวนา เวลานั้นจิตเป็นสมาธิ พอจิตเป็นสุข เริ่มพิจารณาใหม่ หรือ บางท่าน บางทีเขาทำกันแบบนี้นะ ทำไม่เหมือนกัน บางท่านใช้สมถะขึ้นต้นทำสมาธิก่อน บางท่านใช้วิปัสสนาญาณขึ้นต้น ที่เขาใช้วิปัสสนาญาณขึ้นต้นเมื่อเขาสมาทานศีลแล้ว นั่งเรียบร้อยแล้ว หรือนอนก็ตาม นั่งนอนยืนเดินเหมือนกันนะ ใช้ได้ เขาใคร่ครวญพิจารณาร่างกายก่อน ตามที่เราชอบ พิจารณาไป ๆ จิตจะรวมตัวทีละน้อย ๆ ในที่สุดจิตเริ่มเป็นสมาธิมากขึ้น ๆ ขณะพิจารณา เมื่อจิตเข้าถึงฌานมันจะตัดหลับทันที
อันนี้มีประโยชน์มาก ถ้าหลับในขณะนั้นเป็นกำลังฌาน หลับกี่ชั่วโมงเขาถือว่าทรงฌานข้อนั้นจนกว่าจะตื่น มีประโยชน์เยอะนะ


๔๘) ความจริงสมถะกับวิปัสสนา นี่มันแยกกันไม่ออก ถ้าทำเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งอันนี้ไม่มีผลเลยนะ การเจริญสมถภาวนาก็ต้องใช้ปัญญา สมถะ คือ สมาธิ ต้องใช้ปัญญาเข้าช่วย ถ้าไม่ใช้ปัญญาเข้าช่วย การเจริญสมาธิก็ไม่มีผล เพราะว่าไม่มีความเข้าใจว่าสมาธิคืออะไร ตัวที่เข้าใจว่าตัวสมาธิคืออะไร นี่คือตัวปัญญาต่อมาถ้าเจริญวิปัสสนาญาณ ถ้าไม่มีสมาธิคุม อารมณ์ไม่ทรงตัว วิปัสสนาญาณก็ไม่เกิดผลรวมความแล้ว ทั้งสมถะก็ดี วิปัสสนาญาณก็ดีต้องใช้ร่วมกัน แต่การใช้ร่วมกันใช้เฉพาะ ๒ อย่างไม่ได้ ต้องมีศีลด้วย คือการ เจริญกรรมฐาน ต้องมีทั้ง ศีล สมาธิปัญญา


๔๙) การปฏิบัติพระกรรมฐานจริง ๆ พระพุทธเจ้าต้องการให้ทุกคนหมดทุกข์ ถ้าอาการหมดทุกข์ก็ต้องค่อย ๆ หมด อย่ารีบหมด ใครรีบหมดฉับพลัน พระพุทธเจ้าท่านอาย เพราะว่าพระพุทธเจ้าเองก็อาศัยบำเพ็ญบารมีมาถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัป จึงได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ พระอัครสาวกทั้ง ๒ ก็ดี พระปัจเจกพระพุทธเจ้าก็ดี ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๒ อสงไขย กับ แสนกัป เป็นอย่างน้อยนะ แต่จริง ๆ แล้วเกินทุกองค์จึงได้เป็นพระอรหันต์ สำหรับสาวกปกติต้องบำเพ็ญบารมีมาอย่างน้อย ๑ อสงไขยกับแสนกัป หากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทฟัง ๆ แล้วกิเลสหมด อาตมาก็พับเหมือนกัน อายน่ะสิ พูดปาว ๆ สู้ลูกศิษย์ไม่ได้ คำว่าสู้ลูกศิษย์ไม่ได้ ครูบาอาจารย์อย่านึกว่าจะเก่งกว่าลูกศิษย์ อันนี้ไม่จริง ก็มีพระหลายองค์ในสมัยพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้อะไร แต่สอนลูกศิษย์เป็นพระอรหันต์ความจริงคำสอนน่ะ ท่านไม่ใช้เอง พระพุทธเจ้าสอนมา แต่ท่านบังคับให้ลูกศิษย์ปฏิบัติ จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ ท่านเองไม่ได้อะไร


๕๐) ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโปรดจำไว้ด้วยนะว่า การเจริญพระกรรมฐานเพื่อตัดกิเลสน่ะอย่าสนใจกับกายมากเกินไป กายมันอยากจะนั่งก็เชิญให้มันนั่ง มันอยากจะนั่งท่าไหนก็ตามใจมัน ให้ร่างกายมันสบาย กายมันอยากจะนอนก็เชิญมันนอน กายอยากจะยืน จะเดิน ก็ให้มันเป็นไปตามนั้นอย่าฝืนกาย เพราะจำให้ดีว่า เราฝึกที่ใจ เราไม่ได้ฝึกที่กาย ทำอย่างไรก็ตามถ้าใจบริสุทธิ์ใช้ได้ ตอนต้น ๆ ถ้าทุกคนยังไม่สามารถเป็นผู้ทรงฌานได้ จะฝืนกายไม่ได้เลย ถ้าฝืนกายเมื่อไร ร่างกายของเราจะกลายเป็นอัตตกิลมถานุโยค เป็นการทรมานกาย จะไม่มีผล

๕๑) การปฏิบัติพระกรรมฐาน เขาถือตัวละเป็นสำคัญนะ เรื่องสมาธินี่เอาแน่นอนไม่ได้ สมาธิถ้าฌานขึ้นต้นเป็นฌานโลกีย์ อารมณ์จะสูงมาก มีอารมณ์แน่นมาก มีน้ำหนักสูง ถ้าใช้ปัญญาหนักขึ้น น้ำหนักจะลดตัวลง คือมีอารมณ์เบา เพราะว่าตัวละ ตัวตัด และตัวปัญญามันมีมากขึ้น ต้องสังเกตุว่า โลภะ ความโลภ เคยโลภขนาดนี้ ตอนนี้โลภขนาดนั้นไหม ความโกรธ เคยกระทบกระทั่งอารมณ์แบบนี้ โกรธขนาดนี้ เวลานี้โกรธอย่างนั้นไหม มันอาจจะน้อยลง ความโกรธหนักเท่าเก่า แต่เวลาโกรธน้อยลง อันนี้เรียกว่าดีมากแล้ว สังเกตตัวนี้นะ อย่าสังเกตสมาธิ สังเกตสมาธิพังแน่


๕๒) ก่อนจะเริ่มภาวนา ก็เริ่มพิจารณาก่อน คือคิดก่อน พระท่านบอกว่า คิด ศัพท์นี้ฉันก็ไม่เคยใช้นะ คือว่าต้องคิดก่อน ที่เขาเรียกว่า พิจารณา นะ ถ้าใช้ศัพท์ว่าพิจารณานี่หนัก แต่ของท่านเบาดี คิดเสียก่อนตามความเป็นจริงด้วยปัญญาว่า การเกิดเป็นมนุษย์มันสุขหรือมันทุกข์ ถ้าเห็นว่ามันทุกข์ทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วก็ตัดสินใจว่า การเกิดเป็นมนุษย์ขอเอาชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ถ้าร่างกายนี้ตายเมื่อไร ร่างกายที่เป็นมนุษย์เราไม่เอา เราเอานิพพานจุดเดียว แล้วหยุดสักประเดี๋ยวหายใจสบาย เมื่อใจแน่วแน่แล้วคิดว่าเราต้องการอย่างนั้นจริง ๆ แล้วเริ่มภาวนา จะสว่างจ้าเลยถ้าจะให้ดีนะ คิดแบบนี้นะ พอตื่นมาปั๊บคิดเลยดีมาก อารมณ์จะทรงตลอดวัน ถ้าอย่างนี้ต้องไปเมื่อไรจะไปได้ทันที แล้วสว่างด้วย ให้ทรงตัวนะ คิดแล้วก็ทิ้ง พอเลิกแล้วก็ทำงานต่อไป ทำงานแล้วก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ล่ะ คิดจะไปปั๊บ จะสว่างทันที จะทรงตัวอยู่ ถ้าจะให้ดีนะ อย่างคนอื่นเขาทำกัน แล้วฉันก็ทำด้วย นั่นคือ นึกถึงพระพุทธเจ้า คิดว่าแท่นที่พระองค์ประทับสวมตัวเราอยู่ พระองค์นั่งอยู่บนหัว อย่างนี้ใช้ได้ทุกเวลาเลย สว่างมาก ต้องการจะรู้อะไรรู้ได้ทันที อาศัยบารมีพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เรา ให้คิดถึงพระองค์ เมื่อเห็นพระองค์มา ตามปกติพระพุทธเจ้าจะประทับที่ไหนก็ตาม ต้องมีแท่น ลอย ๆ เฉย ๆ ไม่มี คิดว่าขอให้แท่นคลุมตัวเรา แล้วให้พระองค์นั่งบนหัวเรา คิดอย่างไรเห็นอย่างนี้เมื่อนั้นอย่างนี้ใช้ได้ทุกขณะจิต

๕๓) อันนี้ขอญาติโยมพุทธบริษัทคิด ๆ ไว้หน่อย ก่อนจะหลับหรือตื่นใหม่ ๆ คิดตามความเป็นจริงว่า ร่างกายนี้เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่มีความสะอาดจริง ๆ คิดไว้ย่อ ๆ แล้วก็นั่งนึกถึงน้ำลายในปาก ตามปกติเราอมอยู่ได้ ถ้าอยู่ในปากเรากลืนลงคอได้ แต่พอบ้วนออกมานอกปากปั๊บ แม้แต่มือก็ไม่อยากแตะ รังเกียจว่ามันสกปรก ถ้าจะถามว่าน้ำลายมันอยู่ที่ไหน ก็ต้องตอบว่าอยู่ในร่างกายตัวเอง อุจจาระ ปัสสาวะอยู่ในร่างกาย เราหิ้วไปไหนก็หิ้วไป ไปไหนก็เอามันไปด้วย มันไหลออกจากร่างกายปั๊บเราก็แสดงอาการรังเกียจว่ามันสกปรก สิ่งทั้งหลายเหล่านี้อยู่ในร่างกาย


๕๔) การเจริญกรรมฐานของบรรดาท่านพุทธบริษัท อันดับแรก รู้ลมหายใจเข้า หายใจออกก็ดี รู้คำภาวนาก็ดี ตอนนี้เป็นการฝึกเพื่อการทรงสติสัมปชัญญะ ต่อไปก็ใช้ปัญญาตัดกิเลส ตัดกิเลสไม่หมดก็จริงแหล่แต่ทว่า

๑. จะไม่คิดอยากได้ทรัพย์สินของใครมาเป็นสมบัติของตนโดยไม่ชอบธรรม
๒. ความโกรธยังมีอยู่ แต่การจองล้างจองผลาญไม่มีในพระโสดาบัน
๓. ด้านจิตใจ พระโสดาบันไม่คัดค้านคำสอนของพระพุทธเจ้า คือไม่ดื้อ พระพุทธเจ้า

สอนอย่างไรปฏิบัติตามนั้น


๑. ไม่ลืมความตาย
๒. เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์
๓. มีกรรมบถ ๑๐ ครบถ้วนบริบูรณ์
๔. มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นึกถึงพระนิพพานเป็นที่ไป


๕๕) การเจริญกรรมฐาน พระพุทธเจ้าต้องการให้เป็นคนมีสติสัมปชัญญะระหว่างเบื้องต้นขอทุกคนจงทราบว่าเรากำลังฝึก ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ถ้าจะถามว่าพระอรหันต์ท่านเลิกฝึกหรืออย่างไร ก็ต้องตอบว่า พระอรหันต์ท่านเลิกฝึก แต่ก็ไม่เลิกปฏิบัติ พระอรหันต์นี่เลิกฝึก(เพราะจบกิจ) กิจแห่งการฝึกไม่มี แต่การปฏิบัติมีหนักมากกว่าคนธรรมดา อารมณ์ไม่ว่างเลย เพราะท่านได้แล้วทั้งหมดไม่มีอะไรเหลือ


๕๖) กรรมฐานทีมีความสำคัญที่สุดของบรรดาท่านพุทธบริษัทเพื่อการก้าวเข้าไปสู่
พระนิพพาน การที่จะเข้าไปสู่พระนิพพานนั้น มีกรรมฐานสำคัญจริง ๆ ประจำอยู่ เฉพาะอย่างยิ่ง สมถภาวนา สมถภาวนาให้ทำเป็นวิปัสสนาภาวนาด้วยก็ได้ ทำพร้อมกันไปกรรมฐานที่มีความจำเป็นจะต้องได้ก็คือ กายคตานุสสติกรรมฐาน กับ อสุภกรรมฐานทั้ง ๒ อย่างนี้ควบกันไม่ใช่แยกกันปฏิบัติ ถ้าท่านผู้ใดไม่คล่องในกรรมฐาน ๒ อย่างนี้ไม่สามารถจะเป็นพระอนาคามีได้ เพราะมีความจำกัดจริง ๆ ในเมื่อเป็นพระอนาคามีไม่ได้ก็เป็นพระอรหันต์ไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ก็ไปนิพพานไม่ได้


๕๗) นอกจากนั้นร่างกาย ยังเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ถ้าเห็นว่าสกปรกโสโครกอันนี้เป็นสมถภาวนาตามแบบของสมถะที่เรียกว่า อสุภกรรมฐาน ร่างกายมีอุจจาระ มีปัสสาวะ อุจจาระ และปัสสาวะใคร ๆ ก็รู้ว่าสกปรกโสโครก มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนองเสมหะ เป็นต้น อย่างนี้ก็สกปรกมีในร่างกายรวมความว่า ร่างกายเราทั้งร่างกายมีความเสื่อมเป็นชิ้น เป็นท่อน เป็นตอน ไม่เชื่อมถึงกัน แล้วก็มีความสกปรกเป็นปกติ เราก็ไม่น่าจะยึดถือว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา ถ้าเห็นว่าสกปรกเป็น อสุภกรรมฐาน เห็นว่าแยกเป็นประเภท ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ อย่างนี้เป็น สมถกรรมฐาน และ กายคตานุสสติ


๕๘) การเจริญกรรมฐาน พระพุทธเจ้าต้องการให้เป็นคนมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ อย่างกับพระอรหันต์ที่ท่านบอกว่า ไม่ปรับอาบัติทุกสิกขาบท ท่านถือว่า เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และถูกต้องแล้ว สำหรับญาติโยมพุทธบริษัทก็ดี อาตมาก็ตาม ก็เหมือนกัน ยังหิวข้าวเหมือนกัน ปวดท้องขี้เหมือนกัน ก็เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน ก็ต้องระมัดระวัง เรื่องสติสัมปชัญญะ


๕๙) การเจริญพระกรรมฐาน จงอย่าสนใจในขันธ์ห้า ก็มีหลายคนมักจะมายุ่งเรื่องเวลาเจริญสมาธิ เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโน้น ถ้าไปยุ่งอยู่ตรงนี้ละก็มันยังไม่พ้นปากขุมของนรก เราจะไปยุ่งอะไรกับขันธ์ห้า มันมีสภาพเกิด มันมีสภาพเสื่อม มีสภาพตาย อารมณ์ที่เป็นสมาธิมันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันอันดับแรกก็คุมใจไว้ในเรื่องของศีลก่อน เมื่อใจทรงศีลบริสุทธ์ จิตรักพระนิพพานตัวเดียว เท่านี้ทำไม่ได้หรือ ถ้าทำไม่ได้เราก็ควรจะเป็นปัจจัยของนรกน่ะมันก็ดีแล้ว แค่จะใช้ปัญญานิดเดียวว่า มองเห็นคนเกิดมันเป็นทุกข์ ความทรงตัวมันเป็นทุกข์ ความแก่มันเป็นทุกข์ ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ เท่านี้คิดไม่ออก ทำไม่ได้ก็ควรแล้วนี่ จะรักษากำลังใจของเราให้เป็นสัตว์ในอบายภูมิ นี่เราพูดกันถึงศีลข้อเดียว เราก็ไปนิพพานได้


๖๐) สำหรับการปฏิบัติพระกรรมฐาน บรรดาท่านพุทธบริษัท ควรจะรวบรัดกำลังใจมุ่งเอามรรคผลเป็นสำคัญ แต่ทว่าการทรงสมาธิจิตก็มีความสำคัญมาก รวมความว่า การเจริญพระกรรมฐานนี้ ส่วนสุดสามประการนั่นก็คือ

๑. ศีล ต้องบริสุทธิ์
๒. การทรงอารมณ์จิตให้เป็นสมาธิต้องมีความตั้งมั่น
๓. ใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริงของขันธ์ห้า ให้มีปัญญารู้แจ้ง
เห็นจริง


รวมความว่า เหตุทั้งสามประการนี้ ท่านทั้งหลายจะบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้อันดับแรกต้องสนใจเรื่องศีลเป็นสำคัญ ถ้าหากว่าศีลของท่านไม่บริสุทธิ์ ความหวังในด้านสมาธิหรือว่าด้านมรรคด้านผลย่อมไม่เกิดประโยชน์ ฉะนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายต้องสนใจเรื่องศีลให้มาก พยายามใคร่ครวญศีลของเราเป็นปกติ พิจารณาสิกขาบทต่าง ๆว่าเราจะต้องปฏิบัติ


๖๑) การเจริญพระกรรมฐานนี่ พระพุทธเจ้าต้องการอย่างเดียว คือ ความเป็นพระ-
อริยเจ้า ถ้าไม่หวังความเป็นพระอริยเจ้า เราเจริญกรรมฐานนี่เหนื่อยเปล่า ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าถ้าไม่ได้เป็นพระอริยเจ้าแม้แต่พระโสดาบัน เราก็จะเป็นคนมีคติไม่แน่นอนคำว่ามีคติไม่แน่นอนก็หมายความว่า ตายไปแล้วจะเป็น สัตว์นรกก็ได้ เป็นเปรตก็ได้ เป็นอสุรกายก็ได้ เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ เป็นคน เป็นเทวดา หรือพรหมก็ได้ เอาแน่นอนไม่ได้ถ้าเป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้น คือ พระโสดาบัน อย่างนี้มีคติแน่นอน นั่นหมายความว่าถ้าตายจากความเป็นคน อบายภูมิทั้ง ๔ คือ นรกก็ดี เปรตก็ดี อสุรกายก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี ทั้งหมดนี่เราไม่มีสิทธิ์จะเป็น เสียดายไหม เป็นเจ้าของนรกมาตั้งนาน ไม่เสียดายหรือสมบัติเก่า รวมความว่าอบายภูมิทั้ง ๔ เราไม่มีสิทธิ์ไปลง เพราะอะไร เพราะว่า ถ้าลงนรกขุมไหนขุมนั้นไฟดับ ลงนรกขุมไหนเครื่องพันธนาการต่าง ๆ เครื่องลงโทษ เช่น หอก ดาบก็ดี ค้อนก็ดี หยุดหมดไม่ทำงาน เขาเลยไม่เอาลงไป


๖๒) การเจริญพระกรรมฐาน ถ้าหากว่าขาด อิทธิบาท ๔ ไม่มีผลแน่นอน ขอญาติโยมพุทธบริษัททราบต้นของกรรมฐานไว้ด้วยก็ดี คือผลที่จะสำเร็จได้ต้องอาศัย อิทธิบาท ๔คือ


๑. ฉันทะ มีความพอใจ พอใจว่าเราต้องการเจริญสมาธิและวิปัสสนาญาณ
๒. วิริยะ งานทุกอย่างต้องมีอุปสรรค ก็ต้องมีความเพียรต่อสู้
๓. จิตตะ จิตจดจ่อในงานนั้น แล้วก็
๔. วิมังสา ใช้ปัญญาใคร่ครวญว่า ที่เราทำนี่มันถูกหรือไม่ถูก ถ้าไม่ถูก อารมณ์อึดอัดเกิดขึ้น แสดงว่าไม่ถูกต้อง ผ่อนอารมณ์เสียก่อนสำหรับวันนี้ก็จะขอพูดเริ่มต้น จำต้นได้ไหม เริ่มต้น ตอนต้น ก็เผื่อญาติโยมพุทธบริษัทถ้าใหม่จริง ๆ จะไม่ทราบอาการเริ่มต้นจริง ๆ ขอทุกคนจงอย่าสนใจในกาย


๖๓) ท่านที่ตั้งใจมาเจริญพระกรรมฐานที่นี่ มาเพื่อการศึกษา ศึกษาแล้วกลับไปที่อยู่ของท่าน น้อมนำจำเรื่องราวของ มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ไว้ว่า เขาไม่เคยทำความดีอะไรมาเลยในกาลก่อน เพราะว่าพ่อและแม่ไม่มีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินวร แต่ว่าเวลาใกล้จะตาย แม้แต่ยกมือไหว้เขาก็ยกไม่ขึ้น เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำความเลื่อมใสอย่างเดียว ท่านก็เกิดเป็นเทวดา นี้คนที่เจริญ พุทธานุสสติกรรมฐาน ย่อมไม่พ้นพระพุทธเจ้า จะเกิดชาติใดก็ตามที จะไม่มีอารมณ์เป็น มิจฉาทิฎฐิฉะนั้น ในฐานะท่านเป็นเทวดาแล้วมาฟังพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระชินศรี เป็นวาระที่ ๒ ก็ได้สำเร็จพระโสดาปัตติผล ฉะนั้นบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกาที่ตั้งใจเจริญพระกรรมฐานจำไว้เพียงเท่านี้ก็พอแล้วหมายความว่า ถ้าเอาดีกว่านี้ไม่ได้ จำลีลานี้ไว้ กลับไป ไปเจริญ พุทธานุสสติกรรมฐานให้เป็นปกติ เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ อย่าปล่อยอารมณ์นี้ให้ว่างจากจิต และธรรมใดที่องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรกล่าวว่า เป็นธรรมที่เป็นกุศล บุญกิริยาวัตถุ คือ


๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน ให้ทานไว้เสมอ
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล รักษาศีลให้บริสุทธิ์
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการภาวนา ก็คือภาวนาว่า พุทโธ หากว่าท่านทำได้อย่างนี้ครบทั้ง ๓ ประการ อานิสังสคุณบุญราศรี ที่ท่านจะพึงได้ก็มากมายกว่า มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรจะพึงได้หลายแสนเท่า


๖๔) สำหรับการเจริญพระกรรมฐาน ความสำคัญที่สุดก็อยู่ที่ ความเข้าใจ ถ้าหากว่าเราเข้าใจเสียแล้วผลในการปฏิบัติก็มีผลทีนี้สำหรับส่วนใหญ่ การเจริญพรกรรมฐานนี่ ไม่ค่อยจะสร้างความเข้าใจกัน จึงไม่มีผล มักจะถือเอาเวลาหลับตาภาวนาเป็นสำคัญเราจะเห็นได้ว่า ในสมัยเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชีวิตอยู่ เวลานั้นองค์สมเด็จพระบรมครูเวลาเทศน์จบ ปรากฏว่ามีท่านส่วนใหญ่ได้บรรลุมรรคผล แล้วก็ยังไม่ปรากฏว่าในสถานที่ใดที่รับฟังจากคำสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรแล้วก็ไปขะมักเขม้นเรื่องการหลับตามากกว่าการคิดความจริงธรรมะขององค์สมเด็จพระธรรมสามิสรจะมีผลจริง ๆ อยู่ที่ความเข้าใจ เมื่อท่านทั้งหลายเหล่านั้นฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้า ฟังแล้วท่านก็คิดตาม ใช้ปัญญาพิจารณาไปด้วย เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น จิตก็ตัดกิเลสเป็นสมุทเฉทปหาน ฉะนั้น ต่อแต่นี้ไปก็เช่นเดียวกัน จะถือเอาแนวที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเป็นสำคัญ จะพยายามสร้างความเข้าใจให้มากที่สุด เมื่อเราเข้าใจแล้ว ใช้อารมณ์นี้ไปพิจารณาใคร่ครวญอยู่ตามปกติ ไม่ช้าอารมณ์ก็สามารถจะตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้


๖๕) มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฎฐา มโนมยาธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุดสำเร็จด้วยใจเราก็เข้ามาขัดที่ใจ อย่าเข้าไปขัดที่รูป เวลาปฏิบัติพระกรรมฐานให้มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า เราฝึกจิตไม่ใช่ฝึกกาย ถ้าเอากายไปนั่งแข่งกันว่า ฉันนั่งได้นานกว่า ฉันยืนได้นานกว่า ฉันเดินได้นานกว่า ฉันอนภาวนาได้นานกว่า ตัวนี้ยิ่งเลวจัด มันเป็นมานะถือตัวถือตน เป็นการโอ้อวดนำเอาอุปกิเลสเข้ามาใส่ใจ นี่เป็นอารมณ์เลว ไม่ใช่อารมณ์ดี คำว่า นาน นี่ไม่ใช่ความประสงค์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า ธรรมของเราไม่ใช่ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ต้องใช้การปฏิบัติให้มีความรวดเร็วแต่เร็วก็ไม่ใช่ นั่งเร็ว นอนเร็ว ยืนเร็ว เดินเร็ว แต่ว่าเร็วนั้นก็คือ ทำจิตให้มันเกิดความฉลาด ให้จิตมันยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง ถ้าเราพิจารณาแต่รูปตัวเดียว เราก็เป็นอรหันต์ได้ ท่านพาหิยะ ท่านพิจารณาอะไรบ้าง ก็รูปตัวเดียวเท่านั้น ถ้าเราตัดรูปเสียได้ตัวเดียว อะไรมันจะเหลือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ถ้าไม่มีรูปมันมีเสียงได้หรือเปล่าแล้วก็มันจะมีกลิ่นได้ไหม ถ้ารูปมันไม่มีเสียอย่างเดียว เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันจะมีได้ที่ไหนเป็นอันว่าเราก็ตัดตัวเดียว ตัดที่รูป


๖๖) ก่อนที่ญาติโยมจะภาวนา อันดับแรกอย่าลืม คือว่าถ้าใช้เวลา ๒๐ นาทีทุกวันนะจะไม่ภาวนาเลยยิ่งดีคือ ใคร่ครวญไปเรื่อย ๒๐ นาที แต่มันก็เผลอไปบ้าง ผิดไปบ้าง เป็นของธรรมดา ดูว่าร่างกายของเราตรงไหนมันดีบ้าง แม้ไม่เห็นว่าจุดไหนมันดี บางทีเห็นว่าดีก็ไม่เป็นไร การเกิดมานี่เรามีความสุขหรือความทุกข์ นึกถึงงานที่เราทำ นึกถึงภาระที่ต้องจ่าย นึกถึงอารมณ์ที่ต้องกระทบกระทั่งกับบุคคลที่ไม่น่าพอใจ นึกถึงความปรารถนาที่ไม่ค่อยจะสมหวัง นึกถึงความป่วยไข้ไม่สบาย นึกถึงความตาย มันจะเห็นว่าการเกิดมันเห็นทุกข์นี่ไม่ดีจริง ๆ ไม่อยากเกิด ถ้าไม่อยากเกิดจะทำอย่างไร ถ้าเราเผลอก็ต้องเกิดเราจะตัดความโลภด้วยการให้ ทาน คือ จาคานุสสติ ตัดความโกรธด้วย เมตตากรุณาตัดอารมณ์ความหลงคือ ไม่ติดในร่างกายไม่ติดในการเกิดต่อไป ไม่ติดในความเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาหรือพรหม เราต้องการนิพพานถ้าคิดอย่างนี้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องภาวนาเลยจนถึงเวลากริ๊งเลยจะดีมาก นี่ประโยชน์ใหญ่มากนะ


๖๗) ขออธิบายแนววิธีปฏิบัติกรรมฐานแบบเอาจริง วิธีปฏิบัติเอาจริง ๆ ก็ขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัทมุ่งกรรมฐานกองใดกองหนึ่งที่ชอบใจ เอาให้ได้ ทำให้จริง แล้วก็จะเป็นผลดีแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทเวลาตาย ก่อนตายก็ดีจิตเยือกเย็น เวลาตายไปแล้วก็มีอารมณ์ผ่องใส อย่างต่ำก็ไปสวรรค์ได้ ถ้าก่อนจะตายมีอารมณ์อย่างกลางก็ไปพรหมโลก ถ้าอารมณ์สะอาดถึงที่สุดก็ไปนิพพานได้

กรรมฐานที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทจะเลือกเอา ความจริงมี ๔๐ อย่าง ถ้า ๔๐
อย่าง พูดวันนี้คงไม่จบ ก็ขอพูดเฉพาะที่ง่ายที่สุด คือ อนุสสติ อนุสสติ นี่แปลว่า ตามนึกถึง แต่คำว่า อนุสสติ ตามนึกถึงนี่ บวกกสิณได้ด้วย ถ้าทำบวกเป็น


๖๘) การบำเพ็ญพระกรรมฐานขั้นต้น ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทให้พยายามยึดอารมณ์พระโสดาบันให้มั่นคง อารมณ์พระโสดาบันมีไม่มาก


๑. มีความรูสึกว่า ชีวิตนี้มันจะต้องตาย
๒. เคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ไม่สงสัยในความดีของท่าน
๓. ทรงศีล ๕ บริสุทธิ์ นี่เป็นหลักของสังโยชน์ แต่ก็ต้องมี
๔. มีจิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์


คือว่าคนที่ปฏิบัติพระกรรมฐาน ถ้าจิตเข้าถึงโคตรภูญาณของพระโสดาบัน ตอนนี้
อารมณ์จะรักพระนิพพานมาก ถ้าหากว่าจิตเข้าถึงพระโสดาบัน อารมณ์อีกอันหนึ่งจะปรากฏนั่นคือ อารมณ์ธรรมดาเริ่มปรากฏ จิตเบาลง เบาจากความโลภ เบาจากความโกรธ เบาจากความหลง นี่คือหลักการของ พระโสดาบัน

Paang
02-18-2006, 06:23 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 3----> หน้า 6


๑๑.อนุสสติ ๑๐



๑๐๐) ถ้าหากว่า บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายมีศีลบริสุทธิ์เป็น เอกัคคตารมณ์ การที่จะเจริญ สีลานุสสติกรรมฐาน นี้ไม่มีอะไรมาก วันหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาจนกว่าจะหลับลงไปใหม่ เราก็ตั้งใจนับสิกขาบท ใคร่ครวญสิกขาบทต่าง ๆ ที่เราจะพึงปฏิบัติว่ามันมีอะไรบ้าง และก็ตั้งใจไว้ว่า วันนี้ทั้งวันเราจะไม่ยอมทำลายศีลเด็ดขาด ถ้าบังเอิญมันพลั้งมันพลาดไปบ้าง ก็คอยเอาสติสัมปชัญญะเข้าควบคุมไว้ว่า สิกขาบททั้งหลายที่ศึกษามาจากศาสนาขององค์สมเด็จพระจอมไตร เราจะไม่ยอมละเมิด เพราะว่าถ้าขืนละเมิดแล้วมันจะเป็นปัจจัยของความทุกข์ ถ้าเราไม่ละเมิดมันก็เป็นปัจจัยของความสุข นี่ว่ากันถึงศีล เมื่อทรงอารมณ์อยู่อย่างนี้ ค่อย ๆ ปรับปรุงใจไปวันละเล็กละน้อย มันก็มีการบกพร่องบ้างในระยะแรกเป็นของธรรมดา เพราะเป็นของใหม่ ถ้าเราสนใจจริง ๆ แล้วในที่สุดไม่ช้าไม่นานเท่าไร กำลังใจในการรักษาศีลก็จะทรงตัว ที่เรียกว่าเป็น เอกัคตารมณ์ ความจริงคณะของเรานี้มีมากสำหรับฆราวาส สำหรับพระนี้ต้องระมัดระวังให้ดี ฆราวาสที่ดีเขามีมาก เรื่องศีล ๕ บริสุทธิ์นี่มีแยะ การเคารพในพระไตรสรณคมณ์ก็มีแยะ คนถ้าไม่เคารพในพระไตรสรณคมณ์ก็มีศีลไม่ได้ คนที่จะมีศีลบริสุทธิ์ได้ก็เพราะจิตใจเคารพในไตรสรณคมณ์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์


๑๐๑) อันดับแรก ก็ขอเตือนญาติโยมพุทธบริษัทก่อนว่า กรรมฐานกองที่สำคัญที่สุดญาติโยมจะทำกองไหนก็ตาม แต่จะทิ้งไม่ได้นั่นคือ อานาปานุสสติกรรมฐาน ก่อนที่จะภาวนาว่าอย่างไรก็ตาม พิจารณาก็ตาม ต้องรู้ลมหายใจเข้าออกก่อน อานาปานุสสติกรรมฐาน นี่ เป็นกรรมฐานคุมกรรมฐานทุกกอง ต้องขึ้นต้นก่อน หลังจากขึ้นต้น อานาปานุสสติ คือลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า หายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก นี่อย่างหยาบขั้นต้น ต่อไปก็หายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้นก็รู้อยู่ นี่อย่างละเอียด ถ้าละเอียดถึงที่สุด สมาธิสูงสุดเป็นฌาน ถ้าเวลานั้นจิตทรงฌานเล็กน้อย ฌานเบื้องต้นคือ ๑, ๒, ๓ จะรู้อาการของลม ตั้งแต่กระทบจมูกเรื่อยไปถึงหน้าอก ไปถึงศูนย์เหนือสะดือ ลมหายใจออกกระทบศูนย์เหนือสะดือ กระทบหน้าอกกระทบปลายจมูกจะรู้ตัว ถ้าหากว่ามีความรู้สึกอยู่แล้วให้ทราบว่าเวลานั้นจิตเป็นฌาน ๑ถึงฌาน ๓ ไม่ใช่ฌาน ๔ ถ้าฌาน ๔ จิตจะไม่มีความรู้สึกสัมผัสกับลม คือว่าประสาทกับจิตแยกกันเด็ดขาดที่มีความรู้สึกว่าเหมือนไม่หายใจ แต่ความจริงหายใจแต่จิตกับประสาทแยกกัน จิตไม่ทราบเรื่องของประสาท


๑๐๒) ถ้าหากว่าบังเอิญเราไม่ได้พระโสดาบัน ถ้าเราจะต้องตายไปเสียก่อน ถ้าจิต
ของท่านทั้งหลายรักพระพุทธเจ้า ในกรณีใดใดก็ตาม รักในพระธรรม รักในพระสงฆ์
พระสงฆ์นี่เราอาจจะรักเป็นส่วนบุคคลก็ยังได้ ธรรมะความดีส่วนใดของท่านเราไม่เข้าใจไม่รู้ว่าพระสงฆ์มีอะไรบ้าง วินัยมีกี่สิกขาบทเราไม่รู้ ท่านทรงความดีประเภทไหนเท่าไรเราไม่รู้ ท่านมี อธิศีลสิกขา หรือเปล่าเราไม่รู้มี อธิจิตสิกขา หรือเปล่า ได้ฌานสมาบัติหรือเปล่าเราไม่รู้ อธิปัญญาสิกขา ท่านเป็นพระอริยเจ้าหรือเปล่าเราไม่รู้ รู้แต่เพียงว่าพระสงฆ์องค์นั้นมีจริยาเป็นที่น่ารักน่าเคารพสำหรับเรา

ตัวอย่าง พระที่มาจากค้างคาว ๕๐๐ รูป มีความรักใน พระสารีบุตร แค่มีความ
รู้สึกพอใจในพระสงฆ์ จิตจับมั่นอยู่ในพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่ง เป็นที่เคารพสักการะ
ของเราที่เราพอใจ เวลาตายเราก็เกิดเป็นเทวดาได้ นี่เราพูดถึงคนปัญญายังอ่อน ยังไม่เป็นพระโสดาบัน ถ้าเราเป็นเทวดาแล้ว คนที่เกิดเป็นเทวดาเพราะอำนาจ พุทธานุสสติกรรมฐาน คือนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ก็ดี ธัมมานุสสติกรรมฐาน นึกถึงพระธรรมเป็นอารมณ์ก็ดี สังฆานุสสติกรรมฐาน นึกถึงพระสงฆ์เป็นอารมณ์ก็ดี
คนประเภทนี้เกิดเป็นเทวดาก็ต้องชนพระ จะมาเกิดเป็นมนุษย์กี่ชาติก็ตามก็ชนพระ


๑๐๓) การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกนี่ จงอย่าพยายามฝืนลมหายใจ อย่าบังคับให้ลมหายใจแรงหรือเบา ยาวหรือสั้น ลมหายใจจะหายใจแบบไหน ปล่อยเป็นไปตามปกติเอาแต่เพียงกำหนดจิตเข้าไปรู้เท่านั้นว่า เวลานี้เราหายใจเข้าหรือหายใจออก หายใจออกหรือหายใจเข้า ยาวหรือสั้น เราต้องการให้เอาจิตรู้เฉพาะ ไม่ใช่ไปนั่งบังคับลมจะไปนั่งบังคับลม จะทำให้เกิดความอึดอัด ความไม่สบาย อันนี้ไม่ถูก


๑๐๔) กายคตานุสสติ คือนึกถึงร่างกายเรา ร่างกายเราก็ดี ร่างกายคนอื่นก็ดี ตาม
วิสุทธิมรรค ท่านแนะนำให้พิจารณา อาการ ๓๒ มี ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อเป็นต้น ความจริงถ้าปฏิบัติตามนั้นก็ดี แต่ถ้าหากว่าสำหรับคนที่มีปัญญาต่ำดีมากก็ไล่ทีละข้อ พิจารณา ผม ขน เล็บ หนังเนื้อ ไล่ไปทีละน้อย ๆ แต่คนที่มีบารมีคือความเข้มข้นของจิตนี่ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น มันช้าก็มองร่างกายทั้งร่างกายเลยก็แล้วกัน ร่างกายของเราทุกคนมันไม่ใช่เนื้อแท่งทึบ มันเป็นจุดต่อแต่ละอย่าง แขนก็ส่วนแขน ขาก็ส่วนขา คอก็ส่วนคอ ตัวก็ส่วนตัว มันมีกระดูกเป็นชิ้น เป็นท่อน เป็นตอน เนื้อหนังก็ไม่มีการเชื่อมซึ่งกันและกันนัก รวมความว่า ร่างกายไม่มีการทรงตัวในเมื่อร่างกายไม่มีการทรงตัว คำว่า ทรงตัว ในที่นี้ก็หมายความว่า ร่างกายมัน
ต้องแก่ลงไปทุกวัน ถ้าคิดว่าแก่เป็นวิปัสสนาภาวนา ถ้าคิดว่า ร่างกายไม่มีอาการทรงตัว แบ่งแยกกันเป็นชิ้น เป็นอัน มีผม ขน เล็บฟัน หนัง เนื้อ เป็นต้น อย่างนี้เป็นสมถภาวนานอกจากร่างกายจะเสื่อมลงไปทุกวันแล้ว ตัวเสื่อมตัวนี้เป็น วิปัสสนาภาวนา


๑๐๕) ในตอนต้นนี้จำไว้แต่เพียงว่า รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก ขณะใดที่กำหนดคิดว่าจะรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ตัวนึกอย่างนี้เป็น สติ ถ้ารู้ว่าเวลานี้หายใจเข้าหรือหายใจออก หายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้น อย่างนี้เป็น สัมปชัญญะนี่ต้องมีคู่กันนะและในขั้นต่อไป การเจริญกรรมฐาน ไม่มีเฉพาะรู้ลมหายใจเข้าออก อันนี้เป็น อานาปานุสสติ ต่อไปก็มีคำภาวนา คำภาวนาทำไมจึงต้องมี ความจริงจะว่าคำภาวนาไม่สำคัญก็ไม่ได้ แต่ว่าในตอนเบื้องต้นฝึกอะไรก็ได้ ชอบใจคำภาวนาอย่างไหนก็ใช้ได้ มีความสำคัญมาก เพราะเป็นเครื่องโยงจิตให้เกิดขึ้น คือเกิด ศรัทธา อย่างเราใช้คำภาวนาว่า พุทโธ ก็ดี สัมมาอรหัง ก็ตาม อะไรก็ตามคำว่า พุทโธ เป็นพระนามขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเมื่อภาวนาบทนี้ขึ้น เป็นเหตุให้จิตเกิดศรัทธาความเชื่อ มีความมั่นใจ


๑๐๖) ตาม วิสุทธิมรรค ท่านบอกว่า บุคคลใดเจริญกรรมฐานเข้าถึงอุปจารสมาธิ
ท่านผู้นี้ตายจากความเป็นคนเลือกสวรรค์กามาวจรทั้ง ๖ ชั้นอยู่ได้ตามชอบใจ
ถ้าว่ากันอย่างนี้ คนที่ได้แล้วก็ไม่หนักใจนัก แต่คนที่ยังไม่ได้ก็หนักใจหน่อย แต่ความจริงคนที่ได้แล้วจะประมาทก็ไม่ได้ เพราะฌานโลกีย์เอาแน่นอนไม่ได้ ฌานโลกีย์ประเดี๋ยวทรงตัว เดี๋ยวก็ไม่ทรงตัว ฉะนั้นเพื่อการปฏิบัติสะดวกของบรรดาท่านพุทธบริษัทเพื่อหวังกามาวจรสวรรค์ คือสวรรค์ ๖ ชั้น


ข้อ ๑. ทุกคนให้มี พุทธานุสสติกรรมฐาน ประจำใจ นั่นก็หมายความว่า ยอมรับ
นับถือพระพุทธเจ้า การยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าจะให้เกิดความมั่นใจจริง ๆ ก็ต้องมีนิมิตเครื่องหมายว่า เราจะไหว้พระพุทธเจ้า พระพุทธรูปเวลาไหนกันบ้าง วันนี้ก็ขอแนะนำว่า ก่อนจะหลับ ตอนเย็นงานเลิกแล้วรับประทานอาหารเสร็จพักผ่อนดีแล้ว ก็ตั้งใจบูชาพระพุทธรูปสัก ๑๐ นาที เป็นอย่างมาก ความจริงถ้าจะทำอย่างน้อยแค่ ๒ - ๓ นาที ก็ได้ ขอให้ทำด้วยความตั้งใจจริง ถ้าถามว่าการบูชาทำอย่างไร ก็ขอแนะนำว่าถ้าตั้ง นโม เป็นว่า พุทธัง ธัมมัง สังฆัง เป็น ว่า อิติปิ โส จบใช้ได้เลย แต่ว่าเวลาว่าตามนั้นให้ตั้งใจว่าด้วยความเคารพและประการที่ ๒ ในตอนเช้า ถ้าโอกาสจะพึงมี (ความจริงก็น่าจะมี) จะเป็นอาหารก็ดี จะเป็นผลไม้ก็ได้ตามความพอใจและหาได้สะดวก นำเข้าไปบูชาพระพุทธรูป และตั้งใจว่า วันนี้มีผลไม้ผลหนึ่ง เล็กก็ได้ ใหญ่ก็ได้ หรือดอกไม้สักดอกก็ได้ ตั้งใจบูชาที่เขาเรียกว่าถวายข้าวพระพุทธรูป จะเป็นข้าวหรือผลไม้ก็ได้ ทำให้เป็นกิจประจำ เรียกว่าถ้าถึงเวลา
จะต้องทำมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้


แล้วประการที่ ๓ ก่อนจะหลับ เมื่อศีรษะถึงหมอนแล้ว ตั้งใจภาวนาว่า พุทโธ ก็ได้ สัมมาอรหัง ก็ได้ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ และก็ก่อนจะภาวนานึกถึงพระพุทธเจ้าหรือนึกถึงพระพุทธรูปก่อนก็ใช้ได้ถ้าหากว่า บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททำอย่างนี้เป็นประจำ จนกระทั่งมีความห่วงใยว่าถ้าไม่ได้ทำรู้สึกไม่สบายใจ เป็นอย่างนี้ก็ถือว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายมีฌานใน พุทธานุสสติกรรมฐาน เวลาจะตายหวังสวรรค์ได้แน่นอน

Paang
02-18-2006, 06:36 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 3----> หน้า 7


๑๒. ทรงความดี


๑๐๗) การละ กายทุจริต ประพฤติกายสุจริต
การละ วจีทุจริต ประพฤติวจีสุจริต
การละ มโนทุจริต ประพฤติมโนสุจริต
การละ ความเห็นผิด ทำความเห็นให้ถูก

การกระทำความไม่ประมาทในที่ ๔ สถานนี้ เป็นความประสงค์ขององค์สมเด็จพระมหามุนี หรืออีกนัยหนึ่ง ท่านกล่าวว่า

๑. ระวังไม่ให้ความกำหนัดเกิดในอารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
๒. ระวังไม่ให้ความขัดเคืองเกิดในอารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
๓. ระวังใจไม่ให้หลงในอารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง
เป็นอันว่าท่านกล่าวไว้เป็นสองนัยว่า จงอย่าประมาทในเหตุ ๔ ประการนี้ คือทำความไม่ประมาทในที่ ๔ สถาน คือ ๔ อย่าง แต่ความจริงถ้าเราไม่ประมาทอย่างนี้ เราก็ควรจะเป็นพระอรหันต์

๑๐๘) เราตั้งใจให้ทาน เป็น จาคานุสสติกรรมฐาน เป็นอารมณ์ คิดจะสงเคราะห์เมตตาแผ่ความดีให้กับคนและสัตว์ที่มีความทุกข์ให้มีความสุขเท่าเทียมเท่าที่จะทำได้ กรุณา มีความสงสารเอื้อเฟื้อตลอดเวลามีศีลบริสุทธิ์ผ่องใส มีกำลังใจแจ่มใสทรงฌานสมาบัติ มีอารมณ์นิ่ง มีอารมณ์ทรงตัว ฟังอะไรครั้งเดียวจำได้
เพราะนึกอยู่ การทรงฌานนี่จิตทรงนี่เขาไม่ต้องเกณฑ์กันหรอก ฟังคราวเดียวกี่ร้อยปีมันก็จำได้ จิตมันก็ทรงตัว นึกได้อยู่เสมอและมีสติสัมปชัญญะ รู้กาลที่ควรหรือไม่ควร นี่ลักษณะของผู้ทรงฌาน คือจิตใจมันไม่รุ่มร่าม มันไม่ฟุ้งไม่เฟ้อ จิตใจมันอยู่ในขอบเขตของสมาธิจิต คือ สติสัมปชัญญะ เมื่อจิตทรงอารมณ์ฌาน มีอารมณ์แจ่มใส มีอารมณ์เข้มแข็ง มันก็เห็นอริยสัจว่าเกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ เจ็บเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ อยากโลภ อยากโกรธ อยากหลง ไม่อยากเสียอย่างเดียว ตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลงมันก็ไม่มา มันก็ไม่มี

๑๐๙) อดีต อนาคต ในอารมณ์ของจิตไม่มี กาลเวลามันมี แต่อารมณ์ของจิตเราไม่มีอดีต อารมณ์ของจิตเราไม่มีอนาคตเราลองช่วยกันวินิจฉัยว่า ความรู้สึกที่ท่านมีความรู้สึกในขณะนั้น มันเป็นอดีตหรือมันเป็นปัจจุบัน หรือว่าเป็นอนาคต ต้นปีเราคิดอย่างนี้ ปลายปีเราคิดอย่างนี้ แต่อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นอดีตหรืออนาคต มันเป็นต้นปีหรือว่าปลายปี หรือว่า พ.ศ.นี้ พ.ศ.หน้า พ.ศ. ที่แล้วมา ความจริงความรู้สึกของคนมันมีความรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้อยู่เสมอ ความรู้สึกในปัจจุบัน
ของร่างกายมันไม่ได้มีความรู้สึกว่า โอหนอ นี่เป็นความรู้สึกเมื่อวานนี้ นี่เป็นความรู้สึกเมื่อเดือนก่อน นี่เป็นความรู้สึกเมื่อปีก่อน ขณะนั้นที่มันหนาวก็ดี มันร้อนก็ดี มันป่วยก็ดี มันแข็งแรงก็ดี มันเดี๋ยวนี้ หรือว่ามันเดือนก่อน ปีก่อนรวมความว่า ความรู้สึกที่เรามี ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์นี่ มันเป็นปัจจุบันคือเดี๋ยวนี้ ฉะนั้น ถ้าหากว่า เรารักษาความดีเดี๋ยวนี้ไว้เป็นปกติ เดี๋ยวหน้ามันจะเป็นอย่างไรก็ ช่างมันเพราะมันไม่มี ลืมตาขึ้นมาวันนี้ก็เดี๋ยวนี้ อยู่ไปถึงกลางวันหรือบ่ายมันก็เดี๋ยวนี้ เย็นค่ำมั่นก็
เดี๋ยวนี้ รุ่งขึ้นถ้าลืมตาขึ้นมาใหม่มันก็เดี๋ยวนี้ ก็รวมความว่าเรารักษาความดีเดี๋ยวนี้ไว้ตลอดเวลา หมดเรื่องกัน

๑๑๐) สำหรับคนที่มีกำลังใจเข้มแข็ง คือไม่ยอมก้มหัวให้กับความชั่ว เขาก็มีศีลไม่ขาดความเป็นพระโสดาบันก็เป็นของไม่ยาก ไม่มีอะไรจะยากสำหรับคนที่มีปัญญาเข้มแข็งก็ไม่ต้องอธิบายกัน เพราะจิตใจดีอยู่แล้ว ถ้าหากว่าคนที่ยังมีปัญญาอ่อนอยู่ หาความมั่นคงในสรณคมน์ยังไม่ได้ ท่านที่ถึง พระพุทธ พระธรรม และก็
ถึงพระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นปัจจัยให้ได้พระอรหันต์ได้โดยง่าย สำหรับพระสงฆ์เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระสงฆ์ สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่หมายเอา พระอริยสงฆ์ พระสงฆ์ที่เราจะต้องเคารพนั่นก็คือ มีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิตั้งมั่นทรงตัว มีฌานสมาบัติ มีอารมณ์แห่งวิปัสสนาญาณแจ่มใสพอสมควร อย่างน้อยที่สุดตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป นี่ เป็นพระสงฆ์ที่เราควรจะเคารพสักการะบูชา นอกนั้นไม่อยู่ในเกณฑ์ที่พวกเราควรจะเคารพสักการะบูชา

๑๑๑) ขอให้ทุกคน ถ้าหวังความสุขในชาติปัจจุบัน ค่อย ๆ สุข ค่อย ๆ เอาจิตไปยอมรับว่าทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นกับเรา นี่คือการป่วยไข้ไม่สบายก็ดี เผอิญการขัดข้องด้วยทรัพย์สินบ้างก็ดี การกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่เราไม่พอใจก็ตาม ความแก่ก็มาสัมผัสก็ตาม ทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นเราก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ในเมื่อเราเกิดมาในโลก เราพ้นอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าถามว่ากระเทือนใจมีไหม ก็ต้องขอตอบว่า ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์เพียงใด การกระเทือนใจย่อมมี แต่ว่าการกระทบกระเทือนใจมันเกิดขึ้น ถ้าใจมันโปร่งมานิดหนึ่งก็มองดูคนอื่น ว่าอาการอย่างที่เราสัมผัสที่คนอื่นเขามีเหมือนเราไหม เราถูกชาวบ้านนินทา เราเคยนินทาชาวบ้านเขาหรือเปล่า ถ้าเราเคยนินทาคนอื่น คนอื่นก็ถูกนินทาอย่างเราเหมือนกันถ้าเราป่วยไข้ไม่สบาย ดูชาวบ้านเขาป่วยไข้ไม่สบายไหม เขาก็ป่วยเหมือนกัน ถ้าเราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ก็ต้องดูคนอื่นว่าเขามีไหม ถ้ามีก็แสดงว่าทุกคนในโลกมีสภาพเหมือนกันฉะนั้น ในเมื่อมีสภาพเหมือนกันแบบนี้ เราก็ต้องมีความเข้าใจว่า ถ้าเรายังต้องเกิดเป็นมนุษย์อีก ขึ้นชื่อว่าความสุขจริง ๆ จะไม่มีสำหรับเราเลย ถ้าเรายึดถือมันเกินไป การสุขจริง ๆของมนุษย์นะไม่มีหรอก สุขที่ใจกายมันก็ทุกข์ ใจกายมันเสื่อมทุกวัน ทีนี้หากว่ากายจะยอมให้มันทรงตัว มันทรงมันได้แล้วก็ต้องมาสุขที่ใจ คือยอมรับนับถือความจริงเสียให้หมด แล้วคิดเตรียมรับไว้ว่า การเกิดเป็นมนุษย์ขอให้มีชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายในการต่อไปนี้ ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี จะไม่มีสำหรับเรา เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน

๑๑๒) ในเมื่อเราคิดว่าเราจะตาย ก็ตั้งใจทำความดีเพราะว่าการตายไม่ได้มีสภาพสูญถ้าเวลาก่อนจะตายอารมณ์พบกับความดีก็ไปสู่สุคติ สุคติอย่างต่ำก็คือมนุษย์ สุคติจริงจังก็เป็นเทวดา พรหม นิพพาน มีความสุขจริง ถ้าเรามีความมั่วสุมกับความชั่ว มีอารมณ์กลุ้ม มีอารมณ์เศร้าหมอง เศร้าหมองคือกลุ้มก็ต้องลงอบายภูมิ มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานเป็นต้น

๑๑๓) กิเลส แปลว่า ความชั่วที่เข้ามาสิงจิต ทำจริตจริยาของเราให้เศร้าหมอง คือ เลวอาการของคนเราที่จะดีจะชั่วนี่ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า อยู่ที่ใจโดยเฉพาะ ถ้าใจดีเสียอย่างเดียว กายวาจาก็ดีด้วย ถ้าใจเลวเสียอย่างเดียว กายวาจาก็เลวด้วย นี้คำว่าที่สุดของความทุกข์ ก็คือว่าจิตหมดความชั่ว เมื่อจิตหมดความชั่ว จิตก็ไม่สั่งงานชั่วมันทางกายและวาจาเมื่อความชั่วไม่มี ความทุกข์ใจมันก็ไม่มี หมดเรื่องกันไป

๑๑๔) อันดับแรก ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน จงกำจัดพาล คือ ความเลวของจิตของเราเอง คนอื่นเขาจะเป็นอย่างไรมันเป็นเรื่องของเขา ถ้าเราไปสนใจในจริยาของบุคคลอื่นเราก็เลยลืมตัวเอง การสนใจในจริยาของบุคคลอื่นว่าคนนั้นดี คนนี้เลว อย่างนี้พระพุทธเจ้าถือว่า ใจเข้าไปถึง อุปกิเลส เข้าไปใกล้ กิเลส คือ ความเลว สร้างความเลวของเราให้เกิดขึ้น ให้มันมีมากยิ่งขึ้น จงอย่าสนใจในจริยาของบุคคลอื่น ใครเขาอยากจะไปอบายภูมิเชิญเขาไปแต่ผู้เดียว ถ้าเราไปสนใจเขาด้วย เราน่ะไปด้วยคือจิตใจเศร้าหมองฉะนั้น อันดับแรก ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทจงกำจัดความเลวออกจากจิต

๑๑๕) นักตำราต่าง ๆ ลงอเวจีมหานรกนับไม่ถ้วน อ่านหนังสือมาก ๆ ก็เลยเป็นคนมี มานะ-ทิฎฐิว่าฉันเรียนมาก ฉันมีความรู้ดีกว่าเธอ นั่นคือความเลว ความดีจริง ๆ ต้องมุ่งเข้าไปหาความดีของตน อันดับแรกขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกคน กำจัดความเลวเบื้องต้น นั่นคือ

๑. เราจะไม่สนใจในจริยาของบุคคลอื่น ใครเขาจะดี ใครเขาจะเลวก็ช่างเขา
เราจะไม่นินทาว่าร้าย จะไม่ติเตียนใคร ไม่สนใจเขาเลย
๒. ไม่ยกตนข่มท่านว่าฉันน่ะดีกว่าแกนะ
๓. ไม่ถือตัวเกินไป

นี่ว่าโดยย่อ ความจริงพิศดารมากกว่านี้ ถ้าจิตใจทำได้อย่างนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวว่า บุคคลนั้นเข้าถึงสะเก็ดความดีที่พระองค์สอน

๑๑๖) วันนี้เราพูดกันถึงนักปฏิบัติความดี มันเหมือนกับคนที่ฟังเขาสอนวิธีทำอาหารทำขนม อ่านหนังสือวิธีทำอาหารทำขนม แต่ไม่เคยทำเลย อย่างนี้ไม่เกิดประโยชน์ ถือว่าเป็น โมฆบุรุษ เป็นคนเลว ไม่สร้างประโยชน์ให้เกิดแก่ตน ทำลายประโยชน์ของตนให้สิ้นไปเพราะการรับฟัง การอ่านหนังสือแต่ไม่ทำ ผลจริง ๆ ที่มันจะพึงได้คือการทำอ่านตำรากับข้าว ฟังเขาสอนวิชาทำกับข้าวแล้วก็ทำ ทำแล้วก็กิน อันนี้มีประโยชน์หรือวิชาทำขนมก็เหมือนกัน

๑๑๗) ความจริงถ้าจิตเราชนะนิวรณ์แล้ว ก็จับอารมณ์นั้นตัดเข้าถึงวิปัสสนาญาณ
ได้เลย คือหมายความว่าการเจริญพระกรรมฐานถ้าฉลาดเสียแล้วก็ไม่มีอะไรมาก
มันไม่มีอะไรยาก ถ้าฉลาดแล้วประเดี๋ยวเดียวล่ะก็ได้ การทรงฌานสมาบัติก็เป็นของไม่ยาก การก้าวระดับจิตเข้าสู่ความเป็น พระอริยเจ้าก็ไม่ยากเหมือนกัน นี่พูดถึงว่าถ้าเราฉลาดแล้วก็มีอารมณ์เข้มแข็งนี่การเจริญสมถวิปัสสนานี่เราจะไปหาครูบาอาจารย์ที่ไหนที่มีความเก่งกล้าอย่างไรก็ตาม ถ้าเราไม่เป็นเรื่องเสียอย่างเดียวก็ไม่มีใครสามารถจะช่วยเราได้ แม้แต่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาคือ พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ยังตรัสว่าอักขาตาโร ตถาคตา แปลว่า ตถาคต เป็นแต่เพียงผู้บอกเท่านั้นไม่ใช่จะสามารถยกยอปอปั้นให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้ทรงฌาน หรือถึงความเป็นพระอริยเจ้าท่านบอกแล้ว เราปฏิบัติตามมีผลตามนั้น ถ้ากำลังจิตของเราอ่อนไม่เข้มแข็ง ผลมันก็ไม่เกิด

๑๑๘) ขอบรรดาท่านพุทธบริษัท รวบรวมกำลังใจสร้างความดี ค่อย ๆ ทำ นั่นก็
คือใช้ จาคานุสสติกรรมฐาน (ใช้อารมณ์นึกไม่ต้องนั่งสมาธิ) คิดว่า ขึ้นชื่อ
ว่าการอยากได้ทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่นใดโดยไม่ชอบธรรมไม่มีในเราเราต้องการอย่างเดียว สงเคราะห์ แต่ว่าเราจะสงเคราะห์ตามกำลังที่เราจะพึงให้ได้ บุคคลผู้รับการสงเคราะห์มีอยู่ แต่เราไม่พร้อม เราก็ยังไม่ให้ แต่ใจคิดอยากจะให้ และก็เมื่อโอกาสให้เรามีอยู่ เราก็ให้ ให้แล้วต้องไม่เดือดร้อน ตัวเราไม่เดือดร้อนในภายหลังหมายความว่าให้ไม่เครียดเกินไป อย่างนี้เป็นอาการตัด โลภะ ความโลภ คือ
รากเหง้าของกิเลสใหญ่ ทำลายมันเสียด้วย จาคานุสสติกรรมฐานและประการที่ ๒ ทำลายโทสะ ก็รักษาศีล ศีล ๕ ก็ได้ กรรมบถ ๑๐ ก็ได้ ทำตามชอบใจ แต่ควรจะเป็น กรรมบถ ๑๐ การจะรักษาศีลหรือ กรรมบถ ๑๐ ได้ก็ต้องมี คุณธรรม ๒ อย่าง ถ้าคุณธรรม ๒ อย่างนี้ไม่มี รักษาไม่ได้แน่คุณธรรมที่ทำให้เกิดศีล เกิดกรรมบถ ๑๐ ได้คือ

๑.เมตตา ความรัก เรามีความรักในคนและสัตว์ในโลกนี้ทั้งหมดเหมือนกับความรักตัวเอง เราจะไม่เป็นศัตรูกับเขา

ประการที่ ๒ เราจะมีความสงสาร หรือ กรุณา สงสารเขาถ้าเขามีทุกข์ เรา
ต้องการช่วยเหลือให้มีความสุขตามกำลังที่เราจะพึงช่วยได้ ถ้าจิตใจของบรรดา
พุทธบริษัทคิดอย่างนี้แล้วก็หวังต่อไปว่า ขึ้นชื่อว่าความตาย ขอตายชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายความตายใหม่ไม่มีสำหรับเราอีก เราต้องการไปที่เดียวคือ นิพพาน

๑๑๙) ฉะนั้น อันดับแรกขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ที่เป็นพระภิกษุสามเณรก็ดี เป็นอุบาสก อุบาสิกาก็ดี จงอย่าทิ้งความดีที่เราทำมาได้แล้ว ความดีที่เราทำมาได้แล้วก็คือศรัทธา ความเชื่อ ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ และก็มีความมั่นคงในศีล ทั้งหมดนี้นะท่านจะต้องรักษาของท่านให้ทรงตัวตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะตาย นั่นหมายถึงคนดี ถ้าคนเลวเขารักษาไม่ได้ ที่จะต้องกลับไปเป็น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานใหม่ นี่เขารักษาไม่ได้
ถ้าคนจะดีต่อไปเรื่อง ศรัทธา ต้องไม่ท้อถอย เชื่อด้วยปัญญาว่า พระพุทธเจ้ามีความดี อย่างไหนเราจึงจะเชื่อท่าน พระธรรมคำสั่งสอนของท่านดีแบบไหนจึงควรเชื่อประการต่อไป อิทธิบาท ๔ ทุกคนจะทิ้งไม่ได้เด็ดขาด ถ้าคนไหนทิ้ง อิทธิบาท ๔ ธรรมะที่ได้ไปย่อมเสื่อม คนไหนที่ได้ไปไปแล้วเสื่อม แสดงว่าไม่สามารถจะทรง อิทธิบาท ๔ ได้ ถ้าคนที่ไม่ทรง อิทธิบาท ๔ ได้ นั้นหมายถึงว่าคนนั้นจะต้องย้อนกลับไป อบายภูมิใหม่

Paang
02-18-2006, 09:44 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 3----> หน้า8


๑๓. สมาธิ

๑๒๐) องค์สมเด็จพระจอมไตรให้ภาวนา นึกถึงความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิบัติมาเป็นต้น อันนี้องค์สมเด็จพระทศพลให้ทรงฝึกไว้เพื่อเป็นการฝึกสติสัมปชัญญะเป็นการทรงสติสัมปชัญญะเพื่อไม่ให้ลืมในขณะที่เรากำลังจะตายถ้าเราฝึกภาวนาเข้าไว้ อารมณ์จิตจะชินในด้านของกุศล ขณะนั้นถ้าจิตของเรานึกถึงกุศลส่วนใดส่วนหนึ่งหรือคำภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ตาย อบายภูมิไม่มีสำหรับเรามีที่ไปอย่างเลวเราก็เป็นมนุษย์ชั้นดี หรือมิเช่นนั้นก็เป็นเทวดาหรือไม่ก็เป็นพรหมถ้าบทใดที่เราภาวนาไว้จนขึ้นใจต่อไปถ้าไปพบองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ ท่านจะเทศน์อานิสงส์ของบทนั้น เราฟังเพียงจบเดียวก็ได้บรรลุอรหัตผลเข้าถึงพระนิพพานนี่ก่อนที่เราจะตายตั้งใจไว้ว่าเราตายแล้วจะไม่เป็นผู้ลำบาก พอตายแล้วจะไม่เป็นผู้มีความทุกข์ เราจะมีความสุขพอสมควร แม้แต่ว่าเราจะยังไม่เข้าถึงพระนิพพานเพียงใดก็ตามที

๑๒๑) สมาธิ นี่เราจะแพ้หรือชนะสมาธิก็อยู่ที่ นิวรณ์ ถ้าขณะใด นิวรณ์ กวนใจ เวลานั้นสมาธิไม่เกิด เวลาที่ญาติโยมพุทธบริษัทจะทำสมาธิต้องพยายามกำจัด นิวรณ์ ให้พ้นไปจากใจ เฉพาะเวลานั้น ความจริงเรื่อง นิวรณ์ นี่เราฆ่ามันไม่ตาย ถ้าเราไม่ใช่พระอริยเจ้าเบื้องสูง พระอริยเจ้าเบื้องสูงขั้นพระอนาคามีก็ฆ่าได้แค่ ๒ ตัว จะฆ่าหมด ๕ ตัว ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ ฉะนั้นในเมื่อเรายังไม่เป็น พระอนาคามี หรือยังไม่เป็น พระอรหันต์ ก็แค่ระงับหรือหลบหน้ามันชั่วคราว

๑๒๒) วิธีสังเกตจิตเป็นสมาธิไหม สังเกตตามนี้ว่า เวลานี้เรารู้ลมหายใจเข้าหายใจออกหรือเปล่า ถ้าขณะใดที่จิตรู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออกก็ตาม เวลานั้นจิตเป็นสมาธิ หรือว่าเวลานี้เรารู้คำภาวนาหรือเปล่า ถ้าเราภาวนาอยู่ เราภาวนาว่าอย่างไร คำภาวนาทรงตัวไหม ถ้าทรงตัวตามนั้น เวลาจิตเป็นสมาธิ ใหม่ ๆ ก็สู้กันไปสู้กันมา เอาแน่นอนนักไม่ได้

๑๒๓) นี่ขอบรรดาพุทธบริษัททุกท่านจำตรงนี้ไว้ว่า พระพุทธเจ้าบอกไว้เลยว่า บุคคลใดสามารถทำจิตใจให้ว่างจากกิเลสวันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง มันว่างแค่ชั่วขณะจิตเดียว นาทีหรือ ๒ นาทีท่านชมว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีจิตไม่ว่างจากฌาน และคนที่มีจิตไม่ว่างจากฌานมีผลไปไหน ถ้าฌานชั้นต่ำ คำว่าฌานนี่จะเกิดในกามาวจรสวรรค์ไม่ได้ ถ้าได้ฌานชั้นต่ำก็ต้องไปเป็นพรหม หากว่าถ้าฌานชั้นสูง ถ้าจิตว่าง เฉพาะว่างจริง ๆ มันว่างวันละเล็กละน้อย เวลาที่ป่วยไข้ไม่สบาย ป่วยหนักเข้ามาจริง ๆ ก็จะปรากฏว่าจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงจะว่างจากกิเลสมากขึ้น เพราะความดีที่สะสมไว้วันละเล็กละน้อย มันจะเข้าไปรวมตัวในขณะที่ใกล้จะตาย เวลานั้นจิตใจจะผ่องใส จิตใจจะขาดจากความวุ่นวาย จะมีแต่ความสุข ตอนนี้แหละถ้าตายไปเวลานั้นใจเราตั้งเพื่อไปทางไหน ตั้งเพื่อไปสวรรค์มันก็ไปสวรรค์ ถ้าตั้งเพื่อจะไปพรหมโลกมันก็ไปพรหมโลก ตั้งนึกว่าจะไปนิพพานก็ไปนิพพาน

๑๒๔) วิธีที่ทำให้จิตว่างจากกิเลสทำอย่างไร แต่ความจริงถ้าเข้าใจแล้วเป็นของไม่ยากถ้าจะมีจิตว่างจากกิเลสก็ถืออารมณ์ของพระพุทธเจ้า อันดับแรก ตั้งใจทรงศีลก่อน วันทั้งวันเราอาจจะบกพร่องบ้างในเรื่องของศีล เวลาจะเริ่มทำสมาธิก็ตั้งใจสมาทานศีลเพื่อความมั่นใจ เมื่อสมาทานศีลเสร็จ ก็เริ่มกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า หายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก และหลังจากนั้นก็ภาวนาตามสำหรับ สุกขวิปัสสโก ไม่จำกัดคำภาวนาในเบื้องต้น ในเบื้องต้น สุกขวิปัสสโก ไม่จำกัดคำภาวนา แต่ถ้าหากว่าปฏิบัติไปเพื่อเข้ากองทำลายกิเลสโดยเฉพาะ นี่เขาจำกัดคำภาวนาเอาเฉพาะเบื้องต้นก่อน เบื้องต้นเราจะภาวนาว่าอย่างไรก็ได้ ท่านที่ชอบ พุทโธ ก็ว่า พุทโธชอบ สัมมาอรหัง ก็ว่า สัมมาอรหัง ชอบ นะมะพะธะ ก็ว่า นะมะพะธะ หรือ ยุบหนอพองหนอ อย่างนี้ก็ได้ทั้งหมด ถ้าจิตรู้ลมหายหายใจเข้าออกก็ดี รู้คำภาวนาก็ดีโดยไม่คิดถึงเรื่องอื่น เวลานั้นชื่อว่าจิตว่างจากกิเลส ไม่ยากนะ ยากไหม ถ้าขณะใดจิตรู้เฉพาะลมหายใจเข้าออกจริง ๆ หายใจเข้าก็รู้ตาม หายใจออกรู้ก็ตาม และรู้คำภาวนาไปด้วย เวลานั้นจิตไม่คิดถึงอารมณ์ของกิเลสแม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ขณะนั้นชื่อว่าจิตว่างจากกิเลส ถ้าทำได้
อย่างนี้ ครั้งหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นผู้มีจิตไม่ว่างจาก ฌาน

๑๒๕) สำหรับสมาธิที่น่ากลัวก็คือ อุปจารสมาธิ นี่ทำลายความดีลงไปเสียมาก อาการของอุปจารสมาธิก็มีความอิ่มอกอิ่มใจ มีความปลื้มปีติยินดี มีความขยันในการปฏิบัติสมถภาวนาวิปัสสนาภาวนา ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีปีติเป็นเครื่องค้ำจุนใจ และก็มีความสุขกายสุขใจ เพราะอำนาจสมาธิเป็นเครื่องส่งเสริม เป็นเหตุให้เราไม่อิ่มไม่เบื่อในการปฏิบัติในการเจริญสมาธิ ในการเจริญวิปัสสนา นักปฏิบัติพระกรรมฐานเมื่อเข้าถึงปีติ ถึงอุปจารสมาธิ มีปีติเต็มที่ได้ดีทุกคน เว้นไว้แต่คนที่หลงเท่านั้นอาการของอุปจารสมาธิ ที่จะเกิดขึ้นในอันดับหนึ่ง จะมีอาการขนลุกซู่ซ่า เรียกว่าขนพองสยองเกล้า นั่ง ๆ อยู่ก็มีอาการขนลุกชันขึ้นมาเป็นปกติ ซึ่งในกาลก่อนความหนาวไม่มี การสัมผัสกับลมไม่มี แต่มันขนลุกขึ้นมาเฉย ๆ อย่างนี้จัดว่าเป็นปีติเบื้องต้นไม่ต้องแก้ไข ถ้ากำลังใจของเราตกไปกว่านั้น อาการอย่างนั้นมันก็ไม่เกิด ถ้ากำลังใจสูงเข้าไป อีกหน่อย อาการอย่างนั้นก็หายไป ฉะนั้นอาการที่เกิดทางกาย ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย จงอย่าเอาจิตเข้าไปยุ่ง มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน เรารวบรวมกำลังใจไว้อย่างเดียวคือ ทรงอารมณ์จิตให้เป็นสมาธิ
บางท่านก็เอาจิตเข้าไปยุ่งจะเสียผล มีเยอะแยะไป ก็มีบางรายอธิบายให้ฟังอยู่อย่างนี้แล้วก็ยังไม่หายความสงสัย ย้อนไปย้อนมาถึงอาการที่เกิดทางกาย ถ้าอารมณ์ใจเป็นอย่างนี้ล่ะก็ชาตินี้ทั้งชาติเอาดีอะไรไม่ได้ จงจำไว้ว่าการฝึกสมถภาวนาวิปัสสนาภาวนาเราฝึกใจแต่อารมณ์จิตมันละเอียดลงไป ก็ปรากฏทางกายขึ้นมาบ้าง มันจะเป็นอย่างไรก็ปล่อยมันอย่าไปสนใจ รักษาใจไว้เป็นสมาธิแล้วเป็นพอ

๑๒๖) ปีติ นี้แปลว่า ความอิ่มใจ อาการอย่างนี้ ความชุ่มชื่นในการที่บำเพ็ญกุศลมันจะมากขึ้นตามลำดับ มีความเชื่อมั่นในความดีของพระพุทธศาสนา คนประเภทนี้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้ามขอวัตถุใด เพราะว่าขอแล้วท่านมีกำลังใจสูงท่านก็ให้ แต่พระขอพระก็เป็นโทษ เป็นอาบัติ นอกจากแต่เพียงว่าเราขาดอะไร ท่านเห็นใจท่านถวายพระ อันนี้ไม่เป็นไร ถ้าพระองค์ไหนไปอ้าปากขอก็มีหวังลงนรกทันที

๑๒๗) โอกกันติกาปีติ เป็น ปีติที่สาม และอาการเคลื่อนไหวของกายมันจะแรงจะเบาประการใดก็ตามที จะรู้สึกว่ากำลังใจของเราตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์สมาธิไม่เสื่อมคลาย อาการอย่างนี้ถ้าปรากฏก็ต้องใช้ศัพท์ว่า ช่างมัน จะแสดงเป็นอย่างไรก็ช่าง เมื่อใจเราสบายแล้วก็แล้วกันเรื่องทางกายเราไม่เกี่ยว อันนี้ต้องจำให้ดี
อาการประเภทนี้ปรากฏ มีคนจำนวนมากมาถามกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปในกรุงเทพมหานคร ก็ถามกัน อธิบายให้ฟังแล้วก็ไม่ฟัง ไม่ยอมรับทราบมาย้อนหน้าย้อนหลังก็เลยนึกในใจว่า คนประเภทนี้ทำจนตายก็ไม่ได้ดี เพราะอาการที่มันเกิดขึ้นกับตัว ๆ ไม่รู้คนที่เขาผ่านมาแล้วบอกก็ยังไม่รับฟัง ยังนั่งตั้งหน้าตั้งตาสงสัย ตัวสงสัยเข้ามาข้องอยู่เมื่อไรผลแห่งการปฏิบัติมันก็ไม่ปรากฏ

๑๒๘) การเจริญสมาธินี่เราต้องมีอารมณ์รู้จักฝึก รู้จักกำหนดจิต รู้ว่าที่เราทำมันได้ผลแค่ไหน ไม่ใช่ว่า เราจะมานั่งทำประเภทดำน้ำกันเรื่อยไป อย่างนี้มันก็ไม่มีผล ดีไม่ดีเราพบของดีเข้าเราก็ทิ้งไป บางคราวเรามาพบเหตุที่เป็นศัตรูกับอารมณ์สมาธิ ในด้าน สมถภาวนาหรือ วิปัสสนาภาวนา เป็นเครื่องทำลายความดี เราก็เข้าใจว่าของดี ไปยึดถือเอาเข้า เป็นอันว่าเราเหนื่อยเปล่าในการปฏิบัติฉะนั้น ในฐานะที่บรรดาพุทธบริษัทมีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จงกำหนดไว้เพื่อความรู้ การทรง อานาปานุสสติกรรมฐาน แล้วมา พุทธานุสสติกรรมฐาน หรือว่ากรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ดี ถ้าเราสามารถทรงความดีนี้ไว้ได้แล้วต่อไปก็จงกำหนดใจ คิดถึงอารมณ์ที่เราจะพึงได้ ถ้าเราทรงความดีคือระงับความฟุ้งซ่าน
ระงับความโกรธ ความพยาบาท ระงับความรู้สึกพอใจในกามารมณ์ หรือระงับความสงสัยในความดีขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาครั้งหนึ่งได้ชั่วขณะเดียว ได้เพียงนาทีสองนาทีอารมณ์จิตก็ซ่าน คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไป แล้วสักประเดี๋ยวหนึ่งเราก็รู้สึกตัวดึงเข้ามาใหม่ สลับกันมาสลับไปอย่างนี้ท่านเรียกว่า ขณิกสมาธิ
แบบนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททรงไว้ได้ทุก ๆ วัน ผลที่เราจะพึงได้ก็คือ เวลาที่ท่านจะตาย ท่านจะไม่หลงตาย เวลาที่ป่วยหนักมาก ๆ อารมณ์ใจมันจะเข้ามารวมตัว จะทรงจิตเป็นฌานได้ หรือมิฉะนั้นก็ทรงจิตเป็นสมาธิสูงกว่านั้นถึงขั้น อุปจารสมาธิ เพราะคนถ้ารู้สึกตัวว่าจะตายแล้ว ก็รวบรวมกำลังใจ กำลังกายไว้เพื่อช่วยตัวเองเสมอ นี่เป็นกฎธรรมดาผลที่ได้มาจาก ขณิกสมาธิ ส่วนมากเขาไม่เกิดเป็นคน แล้วเขาก็ไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก ขณิกสมาธิ ส่งผลให้บรรดาท่านพุทธบริษัทถึง สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

๑๒๙) คำว่า สมาธิ แปลว่า การตั้งใจมั่น คือกำหนดจิตรู้เฉพาะอารมณ์ที่เราต้องการ นั่นเรียกกันว่า สมาธิ นี่การเจริญสมาธินี่ บางทีบรรดาท่านพุทธบริษัทอาจจะมีการหลงผิดกันอยู่บ้างส่วนใหญ่มักจะถืออารมณ์การตั้งมั่นของจิตเป็นสำคัญ นี่ความจริงการตั้งมั่นของจิต เพียงจิตเข้าถึงปฐมฌาน ฌานที่ ๑ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ หรือฌานที่ ๔ รวมความว่าฌานทั้ง ๔ ประการนี้ ทำจิตมีอารมณ์แนบแน่นสนิท มีความสบายของจิต มีอารมณ์หนักคล้ายกับจิตเราทรงตัวอยู่ หรือไม้หลักที่ปักไว้ มันมีความแน่นตัวดี มีอารมณ์สบายดี ทีนี้ตอนนี้ล่ะ ความเข้าใจผิดของท่านบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย หรือว่าทุกคนที่ปฏิบัติพระกรรมฐานย่อมมีสภาพเหมือนกัน แม้แต่อาตมาเองที่ปฏิบัติมาก่อน ก็มีความรู้สึกอย่างนั้นนั่นก็คือมีความต้องการความตั้งมั่นของจิต เพราะจิตทรงมีความสบาย ตัดอำนาจของ ราคะตัดอำนาจของ โลภะ ตัดอำนาจของ โทสะ ตัดอำนาจของ โมหะ จิตไม่มีการไหวติงด้วยอำนาจของกิเลส ตอนนี้เราคิดว่ามันเป็นของวิเศษ เป็นของดี แต่ถ้าจะว่ากันไปจริง ๆ มันก็ดี ดีสำหรับคนที่ยังไม่เคยเข้าถึงความดี มีอารมณ์แน่น มีอารมณ์สงัดดี แต่ความจริงถ้าว่ากันตามนี้แล้ว อารมณ์จิตตอนนี้ท่านเรียกว่า วิกขัมภนปหานหรือว่า ตทังคปหาน เป็นการตัดกิเลสชั่วขณะหนึ่ง เป็นอารมณ์ของสมาธิจิตที่จัดว่าเป็นฌานโลกีย์

๑๓๐) นี่ขอเตือนไว้สักนิดว่า การเจริญสมาธิจิต จงอย่าสนใจกับกาย เรื่องนี้น่ะพูดกันมาหลายพันครั้ง เป็นพันแล้ว ปีหนึ่งมัน ๓๖๕ วัน แต่วันหนึ่งมีคนมาถามหลายเที่ยว เรื่องทางกายนี่ เรื่องที่เกิดขึ้นทางกายนี่ ชอบมาถามกันหลายเที่ยว คนนั้นถาม คนนี้ถาม ถามแล้วถามอีกก็ชักเหนื่อย ๆ ใจเหมือนกัน ถามว่าชักเหนื่อยใจ ท้อหรือ ก็ต้องตอบตรง ๆว่าท้อ ถามว่าทำไมจึงท้อ ก็เพราะท้อที่ไม่จำ ถ้าเราบอกบ่อย ๆ ไม่จำ มันไม่เป็นเรื่อง นักปฏิบัติพระกรรมฐานจริง ๆ นี่เขาพูดกันครั้งเดียว เขาไม่พูดกันสองครั้ง เมื่อได้อะไรไปอย่างแล้วก็จำเลย เขาไม่ทวนหน้าทวนหลัง ที่พูดอย่างนี้ก็ขอได้โปรดอย่าคิดว่าอวดตัว ดูตัวอย่างในสมัยพระพุทธเจ้าท่านสอนใคร ท่านซ้ำที่ไหน สอน พระช่างทองท่านสอนเสร็จ พระช่างทอง ก็จำไปทำเลย ท่านก็ได้ ฌาน ๔ เป็น อรหัตผล และในบุคคลตัวอย่าง เช่น พหุปุตติกาเถรี ท่านฟังครั้งเดียว แล้วท่านทำคืนนั้นจนได้สำเร็จอรหัตผล

๑๓๑) เวลาภาวนา จะภาวนาว่าอย่างไร ภาวนาตามชอบใจ ภาวนาว่าอย่างไรก็ได้ ให้จิตสบายถ้าภาวนาขึ้นต้นตามที่เราต้องการแล้วจิตเริ่มสบาย ให้ภาวนาต่อว่า นิพพานสุขัง ขึ้นต้นเสียก่อนนะ เราเคยภาวนา พุทโธ ก็ดี นะมะพะธะ ก็ดี สัมมาสัมพุทโธ ก็ดี นะมะพะธะ ก็ดี สัมมาอรหัง ก็ดี ภาวนาขึ้นต้นไปก่อน พอจิตสบาย จิตเริ่มเป็นสุข ให้ต่อว่า นิพพานสุขัง จิตจะรักพระนิพพาน ถ้าเป็นอย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกคนทรงความเป็นพระโสดาบันได้ แล้วถ้าจะตายเมื่อไรก็อาศัยคำว่า นิพพาน สุขัง จิตเรารักพระนิพพานเป็นอารมณ์ วันไหนจะตายถ้าเป็นฆราวาส วันนั้นจะเป็นพระอรหันต์ แล้วก็นิพพานวันนั้นถ้าถึงนิพพานก็จบเรื่องกัน

๑๓๒) การเจริญสมาธิจิต ถ้าจิตถึง ปีติ ถ้าสมาธิถึงปีติตอนนี้ ระมัดระวัง ถ้าเข้าถึง ปีติคือ ความอิ่มใจ ตอนนี้มันจะไม่อยากเลิก หรือว่าเข้าถึง อุปจารสมาธิ มันจะไม่อยากเลิกถ้าไม่กำหนดเวลา อย่าใช้เวลามากเกินไป ถ้าเวลามากเกินไปนี่ทำให้ประสาทฟุ้งซ่านการพักผ่อนน้อยก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าเราเคยพักผ่อนเท่าไร ก็พักผ่อนเท่านั้น เพราะการเพลินเกินไป ไม่พักไม่ผ่อน เป็นโรคเส้นประสาทกันหลายราย

๑๓๓) ฉะนั้นเวลาฝึก เราก็ควรจะใช้เวลา ตั้งเวลาไปในตัว เอาลูกประคำก็ได้ มานั่งชัก คิดว่าชั่วระยะ ๑๐ เม็ดของลูกประคำ หรือว่า ๒๐ เม็ดของลูกประคำ หรือว่า ๓๐ เม็ดของลูกประคำหรือว่า ๑๐๘ เม็ดของลูกประคำก็ตาม อันดับแรกควรจะใช้ทีละน้อย ๆ ก่อน นึกจับภาพไฟภาพสีขาว ภาพแสงสว่างก็ตามใจ ถ้าภาพสีไฟ ภาวนาว่า เตโชกสิณัง ถ้าภาพสีขาวก็ภาวนาว่า โอทาตกสิณัง ถ้าภาพแสงสว่างก็ภาวนาว่า อาโลกกสิณัง ภาวนาไปจบหรือบทหนึ่งก็ชักลูกประคำไปเม็ดหนึ่ง เราคิดว่าในระยะลูกประคำ ๑๐ เม็ดนี่ ๒๐ เม็ด หรือ ๓๐ เม็ดก็ตาม ใหม่ ๆ เอาน้อย ๆ เราจะไม่ยอมให้อารมณ์จิตพลาดไปจากภาพนิมิตที่ปรากฏคำว่า ภาพนิมิต นี่หมายความว่า ภาพที่เราดูเห็นไว้เราจำไว้ แล้วก็โปรดทราบด้วยว่า สมมุติว่าเราเพ่ง เราตั้งใจจะจับเอาภาพแสงไฟ ถ้าบังเอิญภาพแสงสว่างหรือว่าภาพสีขาวเข้ามาแทนที่ ต้องตัดทิ้งไปทันที ถ้าภาพอื่นปรากฏมันชัดว่าต้องตัดทิ้งไป เรียกว่า
กสิณโทษ ถ้าขืนไปยุ่งกับมันเข้า ก็แสดงว่าจิตของเราไม่ทรงตัว สัจธรรมไม่ได้ ไม่ตั้งใจไว้โดยเฉพาะภาพนั้น ภาพอื่นมาเราไม่เอา นี่ต้องจำให้ดี ไม่ใช่ภาวนาว่า พุทโธ ธัมโมสังโฆ เห็น สีเขียว สีขาว สีแดง สีเหลือง แล้วไปยุ่งกับสีนี่ การทำอย่างนี้มันไม่ใช่เรื่องของความดี มันเป็นเรื่องของการทำผิดเป้าหมาย ผลมันจะเกิดได้อย่างไร ถ้ามันเกิดขึ้นได้ ก็เกิดขึ้นได้อย่างผิด ๆ ไม่ได้เกิดแบบถูก

๑๓๔) วิธีที่ปฏิบัติ จริง ๆ อย่ามัวแต่คิดว่า จะต้องนั่งขัดสมาธิ จะต้องนั่งพับเพียบเสมอไป ถ้านึกถึงภาพพระเวลาเดินไปเดินมาทำการงานก็ดี ไปธุระก็ดี ให้นึกถึงไว้เป็นปกติให้ชินถ้าจะถามว่าทำอย่างนี้ได้หรือ ก็ต้องตอบว่า ทำได้ เพราะอาตมาทำมาแล้ว เราเดินไปถ้าคุยกับใครเราก็คุย เวลาว่างจากการคุยนึกถึงภาพพระ ให้นึกถึงทันทีทันใด คำว่า เห็นนึกเห็นนะ นึกจำภาพได้ ไม่ใช่ ภาพพระลอยมาที่หน้า ภาพพระลอยมาอันนี้ช้าจะไม่มีผล มันจะเป็นอุปาทาน ต้องการให้นึกถึงภาพพระองค์นั้น แต่บางที เรานึกถึงภาพพระพุทธรูปท่านนั่ง ชอบใจองค์นั่ง บางครั้งดูเห็นไปเห็นมาเห็นมาเห็นไปกลายเป็นพระนอน บางทีกลายเป็นพระยืน อันนี้ก็ปล่อย ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวล คือ จะนึกว่าเป็นภาพพระนั่งก็ดี พระนอนก็ดี พระยืนก็ดี ท่านก็คือพระพุทธเจ้าเหมือนกัน สนใจแค่พระพุทธเจ้าอย่างเดียวอย่างนี้พอ

๑๓๕) วิธีปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง เขาเริ่มต้นให้จิตสงบไปเลยไม่วุ่นวาย เอาขั้นน้อย ๆ เวลาเริ่มต้นใหม่ ๆ ให้นับลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าหายใจออกนับเป็นหนึ่ง หายใจเข้าหายใจออกนับเป็นสอง ถ้าเราจะควบกับคำภาวนาก็ได้ หายใจเข้านึกว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ นับเป็นหนึ่ง หายใจเข้านึกว่าพุท หายใจออกนึกว่า โธ นับเป็นสอง อย่างนี้เอาแค่สิบ เราจะไม่ยอมให้อารมณ์ต่าง ๆ เข้ามาแทรกจิต ถ้าอารมณ์ต่าง ๆ เข้ามาแทรกจิตเวลานี้ เราจะขึ้นต้นใหม่ นับหนึ่งใหม่จนกว่าจะถึงสิบ ถ้าพยายามบังคับจิต ใช้เวลาน้อย ๆ อย่างนี้ทำทุกวัน คือก่อนจะหลับก็ว่าครั้งหนึ่ง หนึ่งถึงสิบ ถ้าตื่นใหม่ ๆ ยังไม่ต้องลุกขึ้นล้างหน้านอนแบบนั้นว่าไปสิบ ถ้าทำอย่างนี้ให้ชิน ขอยืนยันว่า ใช้เวลาเพียง ๑ เดือนแค่ ๑ เดือน จิตจะทรงฌานได้ดีมาก จะทรงสมาธิเรียบละเอียด ทรงตัวดีภายในครึ่งชั่วโมงทำได้ดีมาก ทรงตัวดีไม่ไปไหน

๑๓๖) บุคคลใดสามารถทำจิตว่างจากกิเลสวันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง จะเป็นฆราวาสก็ตาม ผู้หญิงก็ตาม ผู้ชายก็ตาม อันนี้หมายถึงฆราวาสนะ ท่านบอกว่า ถ้าทำได้อย่างนี้ทุกวัน วันหนึ่งสงบนิดเดียว สงบจริง ๆ ไม่นึกถึงอย่างอื่น รู้แค่ลมหายใจเข้าออกหรือคำภาวนา ท่านบอกว่าทำได้อย่างนี้ทุกวันมีอานิสงส์ดีกว่าพระสงฆ์ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา เฉพาะเวลาบวชถึง ๑๐๐ พรรษานะ ไม่ใช่เกิด ๑๐๐ ปี บวชนะ ๑๐๐ ปี มีศีลบริสุทธิ์ทุกสิกขาบท แต่ไม่เคยเจริญสมาธิ แล้วบุคคลที่มีจิตว่างจากกิเลสทำสมาธิ มีจิตว่างจากกิเลสวันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง มีอานิสงส์ดีกว่าพระบวชที่มีศีลบริสุทธิ์มาตั้ง ๑๐๐ ปี ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะศีลจะมีอานุภาพแค่กามาวจรสวรรค์ ไปพรหมไม่ได้ นี่เฉพาะศีลนะไปนิพพานก็ยังไม่ได้เป็นพื้นฐานแรก ถ้าการฝึกสมาธิได้วันหนึ่งชั่วขณะจิตเดียว จิตจะรวบรวมกำลังอยู่เสมอ เวลาใกล้จะตายจิตอาจจะเกิดเป็นฌาน พอจิตเป็นฌานสมาบัติก็ไปพรหมโลกได้ ถ้ากำลังจิตเป็นฌานเวลานั้นเกิดมีอารมณ์เบื่อหน่ายร่างกายขึ้นมาตายวันนั้นไปนิพพานทันที

๑๓๗) แต่ว่า เรื่องฌาน เรื่องขั้นของสมาธิ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทอย่ามีความกังวลให้มาก ถ้าไปกังวลเรื่องขั้นของสมาธิ อารมณ์จิตจะตก เพราะบางครั้งถ้าร่างกายดีจิตก็ทรงตัว สมาธิก็ทรงตัวดี ถ้าร่างกายป่วยไข้ไม่สบายหรือเพลียมาก สมาธิจะตกลงบ้างความเศร้าหมองหรือความไม่ชัดเจนของภาพจะปรากฏขึ้น ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกคนให้ทำแค่จิตสบาย ถือว่าจิตนึกถึงภาพพระได้ก็ใช้ได้ก็แล้วกัน ถือว่ากรรมฐานของเราไม่พังหรือว่าสลายตัว หากว่าท่านทำได้อย่างนี้ เอาจิตนึกถึงภาพพระพุทธเจ้า จะเป็นเห็นข้างนอก หรือเห็นข้างนอกก็ตาม จะอยู่ข้างบนหรืออยู่ข้าง ๆ ก็ตาม อันนี้ไม่จำกัดให้เห็นได้ทุกวันจริง ๆ พอตื่นขึ้นมาปั๊บ จิตใจจับคำภาวนาว่า พุทโธ หรือ สัมมาอรหังก็ได้ คำภาวนานี่ไม่จำกัด พร้อมทั้งจิตนึกถึงภาพพระพุทธรูปที่เราต้องการจะเห็น เมื่อคิดขึ้นมาจิตเห็นภาพพระองค์นั้นได้ชัดเจนแจ่มใส ทำอย่างนี้ใช้ได้ ถ้าทำอย่างนี้ทุกวัน เวลาเดินทางไปไหนอันตรายจะพึงมีก็บูชาพระ คำว่าบูชาพระ บางทีไม่มีโอกาสจะนั่งบูชาที่บูชาก็ไม่แปลก ใจนึกถึงพระพุทธรูปที่เราเคยเห็นมา ขอบารมีท่านคุ้มครอง ก่อนจะออกมาจากบ้านก็นึกถึงภาพพระอยู่ตลอดเวลาเท่าที่จะทำได้อย่างนี้ก็ดี ถ้าทำได้อย่างนี้ถือว่ามีอารมณ์จิตมั่นคงในการทรงฌาน

Paang
02-18-2006, 09:51 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 3----> หน้า 9


๑๔. ญาณ ๘

๑๓๘) วิธีฝึกระลึกชาติได้ ถ้าตามแบบก็รู้สึกว่าจะหนักไปนิดหนึ่ง เพราะตามแบบนี้ เขาต้องเขียนไปตามแบบ ถ้าวิธีปฏิบัติเขาปฏิบัติกันอย่างนี้ คือ ทรงกำลังใจให้ทรงสมาธิ เช่นเจริญอานาปานุสสติกรรมฐาน กำหนดเวลาคุมหายใจไว้ ๒ นาที ๓ นาที ไม่ยอมให้จิตคิดอะไร เมื่อทรงได้อย่างนี้ ทรงคล่อง ๆ แล้ว ก็ขยับไปเป็น ๕ นาที ๑๐ นาที ให้จิตมันทรงอยู่ ขณะภาวนาและพิจารณากำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จิตจะทรงอยู่ตามอารมณ์ที่เราต้องการได้นานประมาณสัก ๑๐ นาที ก็พอ แต่สามารถจะทรงให้ได้รวดเร็วตามความต้องการหลังจากนั้น ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ทิพจักขุญาณมาก่อน ก็จับภาพพระพุทธรูปก็จับพระพุทธรูปคือว่า เป็นกสิณ พระพุทธรูปเราจับนึกถึง พระพุทธเจ้าเป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน ถ้าเอาใจจับภาพพระพุทธรูปไว้จนใจจำภาพพระพุทธรูปได้ ภาพพระพุทธรูปก็เป็นกสิณ ถ้ามีสภาวะแจ่มใส จิตใจทรงตัวดีก็ลองฝึก ถ้าเราต้องการจะรู้อะไรสักหน่อยหนึ่ง คิดว่าภาพนี้จางหายไป สิ่งนั้นก็จะปรากฏ เราต้องพยายามฝึกหัดเสมอ ๆ จนกระทั่ง ด้านทิพจักขุญาณคล่องตัวแล้ว เมื่อคล่องตัวถึง ญาณที่ ๔ ผลที่จะพึงได้มาก็คือ

ประการที่ ๑ ทิพจักขุญาณ สามารถจะเห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์
เห็นอะไรต่ออะไรได้ตามความต้องการ แม้แต่คนอื่นเขานั่งอยู่ที่ไหนเราก็เห็น ไกลแสนไกลอยู่ขั้วโลกโน้นก็ได้ เห็นได้ตามประสงค์

ประการที่ ๒ เมื่อจิตเข้าถึงฌานที่ ๔ ผลที่ตามมาก็คือ จุตูปปาตญาณ รู้ว่าคน
หรือสัตว์ที่เกิดมานี้ก่อนจะเกิดมาจากไหน ตายไปแล้วอยู่ที่ไหน

๓. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกชาติได้ตามความต้องการ
๔. เจโตปริยญาณ สามารถจะรู้กำลังใจของเราว่า เวลานี้ใจของเรามีกิเลสอะไร
ฝัง แล้วสามารถจะรู้กำลังใจของคนอื่นว่า เขาได้อะไร เขายังมีกิเลสมากน้อยเพียงใด
เขามีความสุข ความทุกข์ เพราะเรื่องอะไรเป็นสำคัญ
๕. อตีตังสญาณ สามารถจะรู้เรื่องราวในอดีตของตนเองก็ได้ ของบุคคลอื่นก็ได้
หรือว่าคน หรือวัตถุ หรือสัตว์ ว่าก่อนนั้นเป็นอะไร
๖. อนาคตังสญาณ รู้เรื่องราวในอนาคตทุกอย่างได้
๗. ปัจจุปันนังสญาณ เวลานี้ใครอยู่ที่ไหน ทำอะไรบ้าง มีสุขมีทุกข์ประการใด เรารู้
๘. ยถากัมมุตาญาณ ผลที่เกิดความเดือดร้อนกับเราก็ดี มีความสุขกับตัวเราเอง
ก็ดี หรือกับบุคคลอื่นก็ดี เป็นเพราะอะไร เป็นผลในอดีต หรือปัจจุบัน เรารู้

๑๓๙) ท่านที่ได้ฌานโลกีย์ก็ดี ท่านที่เป็นพระอริยเจ้าก็ดี ถ้าฝึกในด้าน วิชชาสาม คือฝึกทิพจักขุญาณ เมื่อเข้าถึง ฌาน ๔ อารมณ์เป็น จุตูปปาตญาณ ก็รู้ได้หมดรู้ว่าคนที่มาเกิดแล้วสัตว์ที่มาเกิดแล้ว เดิมทีเขามาจากไหน เขาตายไปแล้วอยู่ที่ไหนก็อาศัยกรรมอะไรเป็นปัจจัยนี่ถ้าสงสัยนะ ก็บรรดาท่านพุทธบริษัทเราก็ฝึกอารมณ์จิตให้เป็นสมาธิ แล้วทำจิตให้เข้าถึง จุตูปปาตญาณ แต่ก็ระมัดระวังอุปาทานอย่าให้มันมีเกิดขึ้น ถ้ามีอุปาทานเกิดขึ้นมันก็พบกับภาพหลอน เราก็ต้องสอบสวนทวนพยานให้แน่ชัด ถ้าสอบสวนทวนพยานดีแล้ว ก็จะมีความรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นของไม่หนัก สำหรับสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอทำกันได้และก็ไม่ยากนัก ที่พูดให้ฟังก็เพราะว่า มีเรื่องปรากฏมาใน พระสูตร ใด พาดพิงถึงอาการอย่างใดก็เล่าให้ฟังกันตามนั้น หากบรรดาท่านทั้งหลายมีความสงสัยแล้วล่ะก็ไปดูหลักสูตร วิชชาสามใน สมถภาวนา อันนี้บรรดาท่านทั้งหลายที่มีความสงสัย แล้วก็เอาจริง ปฏิบัติจริง จะพบจริงตามนี้ จะรู้เห็นเทวดาได้ พรหมได้ นรกสวรรค์ได้ เราจะรู้กฎแห่งกรรมของเทวดาแต่ละองค์ ๆ หรือว่า รู้กฎของกรรมของสัตว์นรกว่า ทำความดี ประเภทไหน ทำความชั่วประเภทไหน จึงมาเกิดมาในสถานที่นี้ ถ้าปฏิบัติตนได้อย่างนี้ก็จะไม่สงสัยในคำแนะนำหรือพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันก็เป็นของไม่ยาก แล้วก็ยังมีประโยชน์ด้วยยังมีประโยชน์อีกมาก

๑๔๐) เรารู้ลักษณะ กสิณ ๓ ประการ เป็นกสิณพื้นฐาน ที่เป็นเหตุให้เกิด ทิพจักขุญาณแล้วเวลาปฏิบัติกัน เขาทำกันอย่างไร ความจริงเรื่องนี้เป็นของไม่หนัก สำหรับท่านที่ปฏิบัติกันมาได้แล้ว ท่านทำแบบเบา ๆ จำภาพแสงไฟก็ดี จำภาพสีขาวก็ดี จำภาพแสงสว่างก็ดี เวลานั่งอยู่ทำอะไรอยู่ จิตก็นึกถึงภาพนั้นเป็นปกติ เดินไปอยู่ไม่มีใครพูดคุย หรือว่ามีคนพูดคุยด้วยก็ช่าง จิตเราก็เห็นภาพนั้นอยู่เป็นปกติ อย่างนี้ชื่อว่า อุปจารสมาธิ เริ่มเป็น อุปจารฌาน พอ อุปจารสมาธิเข้ามาถึงจิต อาตมาจะไม่บอกแสงสีว่า แสงแพรวพราว
เป็นประกายระยับความจริง มันไม่มีความจำเป็นนัก ความจำเป็นอยู่อย่างเดียว นึกขึ้นมาได้เมื่อไร เห็นภาพนั้นได้ทันทีหรือเปล่า แล้วมันทรงอยู่นานหรือไม่ เรื่องความทรงตัวนี่ก็มีความสำคัญ ถ้าทรงตัวอยู่ได้ไม่นาน ญาณที่เราจะพึงรู้ที่เรียกว่า ทิพจักขุญาณ ก็ไม่ทรงตัวเหมือนกันพูดกันถ้าหายไปแล้วจะพูดกันใหม่ก็ต้องตั้งท่าใหม่ ภาพที่หายไม่ใช่เขาหาย หายเพราะเราหาย เพราะใจเราตก

๑๔๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และก็ ยถากัมมุตาญาณ นี่เป็นของจริง บรรดาท่านพุทธ-บริษัท เราพูดกันแบบเปิดเผยก็แล้วกัน ฉะนั้น เราขอพูดกันแบบเปิดเผย เรื่องจริงก็เป็นเรื่องจริง ใครจะหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม ก็ว่ามา ถ้าใครเขาหา ก็ถือว่าคบกับเราไม่ได้ก็แยกพวกกันอยู่ ก็หมดเรื่องกันไป เพราะวิชาทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้มีแต่ตัวเองสอนคนให้ได้มาเป็นแสนแล้วเด็กๆ เล็ก ๆ ก็สามารถทำได้ แต่ท่านที่จะมาโจทย์ แสดงว่าท่านไม่เอาไหนไม่มีความเข้าใจในพระพุทธศาสนา และก็ไม่ใช่สาวกขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าเราไม่ใช่สาวกศาสดาเดียวกัน จะยอมรับนับถือซึ่งกันและกันเพื่อประโยชน์อะไร อาตมาเกิดมาก็เลี้ยงตัว อาศัยบรรดาท่านพุทธบริษัทเลี้ยงตัว ก็เพราะอาศัยการสร้างศรัทธา รวมความว่าเรื่องอย่างนี้ปล่อยไป เรื่องเกิดเมื่อไร รู้เมื่อนั้น ถ้าเรายอมกลัวมีเรื่อง บรรดาท่านพุทธบริษัทก็ไม่ต้องรู้จริงกันละ

๑๔๒) จิต จิตในที่นี่จะไปหมายความว่า มันเป็นดวง ๆ ก็ไม่ถูก ความจริงแล้วมันเป็นกายอีกกายหนึ่งที่เราเรียกว่า อทิสสมานกาย มีหัว มีเท้า มีมือ มีขา มีร่างกายเหมือนกันแต่ว่ากายนี้จะสวยหรือไม่สวยปานใด ต้องวัดกันถึงด้านกุศลผลบุญที่เราทำไว้ ถ้าเราทำบาปกายนี้ก็เสื่อมโทรมดูไม่สวย ถ้าเรามีบุญ ร่างกายก็สวย ถ้าบุญมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งสวยมากเท่านั้น ถ้าร่างกายของพระที่ประกอบไปด้วยพระนิพพาน จะเห็นเป็นแก้วประกายพรึกทั้งดวง มีแสงสว่างมาก กายประเภทนี้จะทราบกันได้เมื่อเราได้ เจโตปริยญาณ เพราะอาศัยที่เรามีความเคารพในศาสนาขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเหตุ ความรู้อันนี้ องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ได้มาแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วจึงได้สอนพวกเราเหล่าพุทธบริษัท ถ้าเราปฏิบัติตาม เราก็ได้เช่นเดียวกัน

๑๔๓) ทิพจักขุญาณ นี้มันมีประโยชน์ ความจริงวิธีปฏิบัติก็ไม่มีอะไรยาก เป็นของธรรมดา ๆที่เราจะสามารถจะชนะอารมณ์ฟุ้งซ่านของจิตได้เสียอย่างเดียว เราไม่ซ่านไปทั้งหมดหรอกซ่านในด้านความรัก ในกามารมณ์เราก็ไม่ซ่าน ซ่านในด้านความโกรธ ความพยาบาทเราก็ไม่ซ่าน ซ่านในด้านคิดถึงอารมณ์ภายนอก เราก็ไม่ซ่าน ซ่านในด้านแห่งความสงสัย เราก็ไม่ซ่าน ปักมันตรงเข้าไว้ สร้างกำลังใจปักตรงดิ่งในอารมณ์ที่เราต้องการ ในนิมิตที่เราต้องการ นี่ความจริงมันก็แค่นี้ไม่เห็นมีอะไรยาก ไม่มีอะไรหนักสำหรับท่านที่บอกว่า ทำไม่ได้ ความจริงการทำแบบนี้มันลงทุนสักเท่าไร ถ้าเราจะเอากันจริง ๆ ครั้งละ ๕ นาทีพอ นั่งจับภาพไฟก็ดี ภาพสีขาวก็ดี ภาพแสงสว่างก็ดี ลืมตาดูภาพจับอารมณ์ให้ทรงตัวให้ได้ภายใน ๕ นาที จะไม่ยอมให้จิตหลีกเลี่ยงไปสู่สภาวะอย่างอื่นเรื่องสภาวะนี่ชอบพูดนัก ใครเขาจะรู้เรื่อง ที่รู้ก็มีไม่รู้ก็มี เป็นอันว่าไม่ยอมให้จิตกับอารมณ์อื่นเป็นอันขาด ให้จิตทรงตัวอยู่ตามนั้น นี่มันขึ้นอยู่กับกำลังใจอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรเลยเป็นของยากของลำบาก

๑๔๔) ความรู้ในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงให้ไว้ นั่นคือ สุกขวิปัสโก เตวิชโชฉฬวิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ก็ยังมีคนจำนวนมากไม่เคยสนใจการจะพิสูจน์คน การจะพิสูจน์พระ ถ้าเราใช้ เจโตปริยญาณ เป็นของไม่ยากเลย แต่อย่าลืมว่า การใช้ เจโตปริยญาณ ถ้าหากว่ากำลังของเราต่ำกว่า เราจะมองไม่เห็น
ฉะนั้นทุกคนก็ไม่น่าจะใช้ ถ้าเราใช้ได้แสดงว่าองค์นั้นไม่เป็นเรื่อง หากว่าท่านมีกำลังสูงกว่าเราไม่มีโอกาส แทนการที่จะสังเกตพระจริง ๆ ให้ดู เจโตปริยญาณ ของท่าน เรานึกอะไรไปถึงท่านพูด เราไม่ได้พูดก่อน ท่านพูดเรื่องที่เรานึกถึงอันนี้ใช้ได้เลยท่านจะเป็นใครก็ช่าง เราถือเหตุถือผล จะถือรูปร่างอย่างไร หน้าตาเป็นอย่างไร มาจากไหน มีศักดิ์ศรีอย่างไร สำเร็จมรรคผลอย่างไร ไม่ต้องพิจารณาเอาเหตุเอาผลกัน

Paang
02-18-2006, 10:02 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 3----> หน้า 10

๑๕. วิปัสสนาญาณ

๑๔๕) เราจะเข้าถึงความดีได้ ก็เพราะอาศัยการฝึกฝน ตน คือ จิต คำว่าตน ในที่นี้ได้แก่จิต ไม่ใช่ร่างกาย คือ เอาจิตของเราเข้าไปเกาะความดีเข้าไว้ ธรรมส่วนใดที่จะทำให้เราเข้าถึงพระนิพพานได้เราก็ทำส่วนนั้น ธรรมส่วนสำคัญที่เราจะเห็นได้ง่ายคือ ตัดรากเหง้าของกิเลส ก็ได้แก่ โลภะ ความโลภ เราตัดด้วยการ ใหทาน ทำจิตให้ทรงอยู่เสมอว่า เราจะให้ทานเพื่อทำลาย โลภะ ความโลภ แล้วความโลภจะได้ไม่เกาะใจ อีกประการหนึ่งรากเหง้าของกิเลส ก็ได้แก่ ความโกรธ เมื่อจิตเราทรง พรหมวิหาร ๔ เป็นปกติเพื่อเป็นการหักล้างความโกรธเมื่อจิตเราทรง พรหมวิหาร ๔ ความโกรธ ความพยาบาทมันก็ไม่มี ประการที่ ๓ โมหะ ความหลง ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ เป็นรากเหง้าใหญ่ เป็นตัวบัญชาการให้เกิดความรัก ความโลภ ความโกรธ ถ้าหลงไม่มีเสียอย่างเดียว เราตัดความหลงได้อย่างเดียวเราก็ตัดได้หมด การตัดตัวหลงตัดอย่างไร ตัดตรง มรณานุสสติกรรมฐาน ก็คิดเสียว่าคนและสัตว์เกิดมาแล้ว ก็มีความตายไปในที่สุด วัตถุต่าง ๆ ที่เป็นสมบัติของโลภ มันมีการเกิดก่อตัวขึ้นในเบื้องต้นแล้วก็สลายตัวไปในที่สุดเหมือนกัน วัตถุเรียกว่า พัง คนและสัตว์ เรียกว่า ตาย

๑๔๖) อันดับแรก ให้เห็นว่า ร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก นี่เป็นสมถภาวนา ต่อไป เห็นการเกิดและการเสื่อมของร่างกาย มีความบื่อหน่ายว่า ร่างกายสกปรกเราก็ไม่ชอบใจ ร่างกายมีความเสื่อมเราก็ไม่ชอบใจ ตัวนี้เป็น วิปัสสนาภาวนา ต่อไป ก็ทำจิตวางเฉยในร่างกาย คือร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของคนอื่นก็ดี ตัวนี้เป็นการตัดวิปัสสนาตัวปลาย เป็นอารมณ์พระอรหันต์

๑๔๗) ชีวิตมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป แก่ลงไปในชั้นกลางและมีความตายในที่สุด ทีนี้เมื่อคนเราเกิดแล้วตายเหมือนกันหมด ทีนี้เมื่อความตายมีอยู่ ธรรมใดที่ทำให้บุคคลเกิดแล้วตาย มีธรรมที่ทำให้บุคคลเกิดแล้วไม่ตายก็ต้องมีอยู่ เราไปแสวงหาธรรม ที่ทำให้บุคคลเกิดแ