PDA

View Full Version : โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๒


Paang
02-14-2006, 05:16 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2----> หน้า 1

โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๒
พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโรมหาเถระ)

๑. พ่อสอนลูก


๑) การทำงานทำการ มันก็ต้องเหน็ดเหนื่อย การแสวงหาวิชาความรู้ไปเรียนหนังสือมันก็ต้องมีความลำบาก ถ้าหากว่าเราไม่ทนลำบาก และไม่ทนเหน็ดเหนื่อย เรากลายเป็นคนโง่กลายเป็นคนยากจน ต้องเป็นทาสรับใช้ เราจะมีความทุกข์มาก ฉะนั้น ลูกหลานทั้งหลาย จงมีความมานะพยายามในการศึกษามีความ กตัญญูรู้คุณ ต่อ บิดา มารดา รู้คุณของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และก็ปวงชนชาวไทย ที่ให้ความสุขแก่เรา อย่าลืมในอดีตว่า บรรพบุรุษของเรา กว่าจะได้พื้นที่นี้มาให้เราอยู่ ต้องหลั่งชีวิตและเลือดเนื้อของท่านหาพื้นที่มาให้เราเพื่อต้องการให้เราทั้งหลายมีอิสรภาพไม่เป็นทาสใครลูกหลานที่รัก พยายามเรียนหนังสือให้มาก ๆ มีปัญญามาก ๆ มีความกตัญญูรู้คุณมากๆ มีความขยันหมั่นเพียรมาก ๆ เราจะมีความสุขลูกหลานอย่าลืมนะว่า ความเป็นผู้ใจดี มีความโอบอ้อมอารี มีความกตัญญูรู้คุณคนเขารักแบบนี้ ถ้าลูกหลานทุกคนมีจริยาอย่าง พระมหาชนก เป็นคนที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา รู้คุณต่อครูบาอาจารย์ มีความเมตตาปรานี เอื้ออารีต่อคนทั้งหลายลูกหลานก็จะเป็นที่รักของคนทั้งหลายอย่าง พระมหาชนก เหมือนกัน จะอยู่ที่ไหนก็จะมีแต่ความเป็นสุข

๒) ลูกหลานจงฟังให้ดีนะ ความสุขของเราจะมีได้ เพราะไม่มีการทุจริตคิดไม่ชอบ เห็นใครเขามีการทุจริตโกงคนนั้น ข่มเหงคนนี้ ลูกหลานอย่าเอาอย่างนะ นั่นมันเป็นความเลวเขาเป็นคนแต่กาย แต่ว่าใจเป็นสัตว์ อย่างที่พระบาลีท่านว่า มนุสสติรัจฉาโน ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ว่า ใจเป็นสัตว์ มนุสสเปโต ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ ใจเป็นเปรต อย่างนี้ลูกหลานอย่าทำ มันเป็นความเลว เวลานี้มีเยอะ ไม่ช้าเขาก็ตายไปหมด บ้านเมืองของเรากำลังจะเจริญขึ้น ไม่ช้าคนเลวก็ตายหมด ก็จะเหลือแต่คนดี

๓) เมืองเรานี่ มีคนแบบนี้บ้างหรือเปล่านะ เวลาคนอื่นเขาทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ก็ติโน่น ตินี่ ตินี่ ตินั่น อวดตัวว่า วิเศษ ลูกหลานที่รัก ถ้ามีละก็จำไว้นะ ถ้าคนที่มีลีลาอย่างนั้นเกิดขึ้นจงอย่าคบ และลูกหลานที่รัก จงอย่าทำตนเป็นคนเช่นนั้น ต่อไปลูกหลานทุกคนที่จะเป็นผู้บริหารประเทศ แล้วก็ข้าราชการที่โกงที่กิน ข่มเหงชาวบ้าน ลูกหลานเห็นว่าเขาเลว จงอย่าเอาความเลวมาเป็นเครื่องประพฤติปฏิบัติตามเขา ไม่เช่นนั้นลูกหลานทุกคนจะกลายเป็นคนเลวตามไปด้วย

๔) ถ้าสมบัติส่วนกลางคนทุกคนควรรักษาด้วยชีวิตเหมือนกับรักษาประเทศถ้าสมบัติส่วนกลางต่างคนต่างถือว่าไม่ใช่ของเรา เมินเฉย ไม่ช้าหรอกใจมันก็จะยาวไปถือว่าประเทศชาติไม่ใช่ของเราในที่สุดเราก็จะเป็นข้าเขาหมด ฉะนั้น ขอบรรดาลูกหลานทุกคน จงคิดว่า สมบัติส่วนกลางนั้นเป็นสมบัติของเราของที่ว่าเป็นของทางราชการนั้นก็คือ เป็นของภาษีอากรที่เราเสียไป เป็นของพ่อแม่ของเราเป็นของที่พวกเราทำขึ้น ฉะนั้น ทุกสิ่งจะเป็นวัตถุก็ดี แม้แต่ผืนแผ่นดินก็ดี ทุกตารางนิ้วที่เรานั่ง นอน ยืน เดินกันอยู่นี่อย่าลืมว่า เราเดินอยู่บนร่างกายและชีวิต และเลือดเนื้อของ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ต้นตระกูลที่ท่านหามาได้ด้วยชีวิต ร่างกายต้องทับถมพื้นแผ่นดิน เราเดินอยู่นี่มันสูงขึ้นเท่าไรเพราะท่านเอาชีวิตและร่างกายท่านแลกสมบัติให้เราไว้ ฉะนั้น ผืนแผ่นดินของไทยทุกเขตทุกตารางนิ้วจงถือว่าเป็นร่างกายของ ปู่ ย่า ตา ยายของเรา เราจงอย่ายอมให้ข้าศึกล่วงล้ำเข้ามาแม้แต่หนึ่งตารางเซ็นต์ ถ้าล่วงล้ำเข้ามาเมื่อไร นั่นเราจะต้องยอมตายกันทั้งชาติ

๕) คนไทยทั้งชาติ ควรจะตั้งอยู่ใน สังคหวัตถุ ๔ และมี ศีล เสมอกัน มี จาคะเสมอกัน มีศรัทธา เสมอกัน มี ปัญญา เสมอกัน (สัมปรายิกัตถะ ๔) มี ศีล เสมอกัน หมายถึง ต่างคนต่างรักความเป็นสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน มี จาคะ เสมอกัน หมายถึง การมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สร้างความ รัก สร้างความเป็นปึกแผ่น มี ศรัทธา เสมอกัน คือ มีความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ มี ปัญญา เสมอกัน คือ ก่อนที่จะเชื่อ ใช้ปัญญาพิจารณาเสียก่อน ทุกคนถ้าอยู่ร่วมกันได้แบบนี้ก็หมายถึงว่า เราทั้งชาติมีความสุขและไม่มีใครสามารถทำอันตรายเราได้

๖) อย่าคิดว่าบวชพระดีนะ ถ้าลูกหลานเข้าใจดีจริง ๆ จึงให้บวช อย่าลงทุนซื้อนรก แต่ว่าเวลานี้ทำส่งเดช อยู่ ๆ ไปบอก ผมจะบวช ลูกฉันจะบวช แต่ลูกไม่เคยไปพบกับพระ การบวชนี่กรรมหนักมาก ถ้าพลาดนิดเดียว อาบัติปาราชิก อาบัติปาราชิกมี ๔ สิกขาบท สิกขาบทที่ขาดง่ายที่สุดคือ ลักของราคา ๑ บาทขึ้นไป ขาดจากความเป็นพระทันที อยากได้แก้วในกุฏิเขา เราไม่มีใช้ คว้าไปโดยเจ้าของไม่อนุญาตถ้าฆราวาสลักของเขาไปศีลขาด ถ้าพระลักของไปศีลไม่ขาดหรือ ข้อนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ฉะนั้นในการเข้ามาบวชต้องศึกษากันก่อน พระพุทธเจ้ามอบอำนาจแก่สงฆ์ คนที่จะเข้ามาบวชต้องอยู่ใน ติตถิยปริวาส ปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา ก่อน ๓ เดือน ภายใน ๓ เดือน จังหวะไหนก็ได้ ถ้าไม่ดีเขาไม่ให้บวช ถ้า ๓ เดือน ยังไม่ดีก็อีก ๓ เดือน ถ้า ๓ เดือน ๓ หนยังไม่ดีอีก ไม่ให้บวชเลย เวลานี้ว่าอย่างไรลูกจะบวชแล้วลูกยังทำงาน ยังมาไม่ได้ที่วัดเคยมี ก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกันโยม ทำไมลูกมาพบพระไม่ได้ พบไม่ได้จะบวชได้อย่างไร ใช่ไหม แล้วก็ไม่ศึกษาอะไรเลย ถ้าห่มผ้าเหลือง จะเป็นพระหรือ เขาเสีย และเจ้าของวัดก็เสียด้วย คนแบบนั้นเราจะรับมาทำไม

Paang
02-14-2006, 05:19 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 --------> หน้า 2


๑. พ่อสอนลูก (ต่อ)




๗) ในสมัยปัจจุบันหรืออดีตที่แล้วมา มักจะมีการสไตรค์กันอยู่เสมอ มีการขอขึ้นเงิน
เดือนบ้าง ขอขึ้นเงินสวัสดิการบ้าง การกระทำแบบนั้น ถ้าหากว่าเราทำความดีไว้ก่อน
มีความดีให้นายจ้างเขามีรายได้พอ การที่จะขอขึ้นเงินเดือน ขอสวัสดิการมันก็เป็นของ
ไม่แปลก แต่ถ้าหากว่า ถ้าลูกจ้างทำความดีไม่พอ ทำงานแบบประเภทเช้าชามเย็นชาม
งานของนายจ้างไม่ก้าวหน้า อย่างนี้การขอขึ้นเงินเดือน หรือขอขึ้นสวัสดิการก็ไม่เกิด
ประโยชน์ การทำงานทุกอย่าง จะเป็นงานรับจ้างก็ดี หรือว่าเป็นราชการก็ดี จะเป็นการทำไร่
ไถนา การค้าการขายก็ดี ก็ต้องสร้างความดีไว้ก่อนเสมอ คือ ต้องทำของเราเอง และมี
ความรู้สึกอยู่เสมอว่า เรามีหุ้นส่วนอยู่ในงานนั้น ๆ ถ้าหากการทำงานของเราไม่มีผลให้เกิดขึ้นเป็นผลกำไร ก็ต้องถือว่าเราเป็นผู้ขาดทุนด้วย หรือว่างานนั้นมีผลกำไรน้อย เราก็มีหุ้นส่วนได้รับผลน้อย ถ้างานนั้นมีผลมาก เราก็มีหุ้นส่วนในการรับผลมาก

๘) คนที่ไม่ยอมรับคำแนะนำสั่งสอน คำตักเตือนของบุคคลอื่น กับคนที่เกียจคร้านใน
การศึกษาศิลปวิทยาการ เอาแต่เที่ยวเดินเย้อว ๆ ๆ กัน เอาแต่สนุกที่ไหน ยุ่งที่นั่น คนประเภทนี้จะมีความดีความสามารถมาจากไหน

๙) คนดีมีความรู้ คนดีที่มีความสามารถในประเทศนี้มีมาก แต่ว่าคนดีมีความสามารถ
มีความฉลาดทั้งในการทหารและการเมืองไม่ค่อยมีคนมอง

๑๐) หากว่าท่านมีลูกมีหลาน ที่เขาตั้งใจจะบวชในพระพุทธศาสนา ก็ขอให้เขาบวชด้วย
ศรัทธา แล้วปฏิบัติตามพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเห็นว่าใจ
ของเขาจะไม่ดีจริง ๆ ละก็ อย่าให้บวชในพระพุทธศาสนาเลย เป็นภัยใหญ่ เพราะว่าการ
บวชนี้ถ้ากำลังใจเสียแล้ว โทษมันหนัก ชาวบ้านเขาด่ากันตั้งร้อยครั้ง พันครั้ง เขาไม่ตก
อเวจีมหานรก แต่พระด่าพระนี่ลงอเวจีมหานรก พระอิจฉาริษยาพระ พระเมาในลาภ-
สักการะคือโลภมาก อยากได้ทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม ความจริงเขาให้น่ะ เขา
ให้โดยชอบธรรม แต่ว่าจิตใจของท่านกลับกำเริบไม่ชอบธรรม เห็นว่าลาภสักการะมาก
จึงทะนงตนว่าตนเป็นผู้วิเศษ แล้วกลับดัดแปลงคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์
ไม่ดัดแปลงก็ไม่ได้ เพราะว่าพระทั้งหลายท่านว่าโลภมาก ถ้าเขารู้ว่าโลภมันจะเสียคน
ก็จำเป็นที่จะต้องดัดแปลงคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระทศพล

ขอทุกท่านจงเป็นผู้รักษาพระธรรมวินัยไว้ ถ้าจิตใจของท่านยังห่างบารมี ๑๐ จรณะ
๑๕ นี่ความจริงฉันว่ามีอยู่นะ ที่ห่างจรณะ ๑๕ ยัง อยู่ในความโลภโมโทสัน ถ้าใจของท่าน
เป็นอย่างนั้นละก็ พยายามระงับใจเข้าไว้ อย่างไร ๆ ก็อดทนเข้าไว้ ถ้าอดทนไม่ไหวก็สึก
ออกไปเสียจากเขตพระพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าในพรรษาก็ไม่เป็นไรสึกได้มิฉะนั้นแล้วละก็
จิตใจของท่านเมื่อมันไม่ดี เวลาตายไป ก็ดูตัวอย่าง ท่านกปิละ กับ นางสาธนี และ
ตาปนา เป็นต้น

๑๑) ถ้าเราเรียนวิชาความรู้จากใคร อย่างกับลูกหลานที่รักเกิดมาแล้ว ได้ความรู้จาก
บิดามารดาเป็นอันดับแรก ได้รับความรู้จากพี่และญาติผู้ใหญ่ ได้รับความรู้จากครูบา-
อาจารย์ทั้งหลาย จงอย่าลืมว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีคุณ ที่เรียนวิชาความรู้มาแล้ว หาว่าครูน่ะเป็นทาสรับใช้รัฐบาล แต่ความจริงเขาไม่ได้นึกหรอกว่า ความรู้ที่เขาได้น่ะเขาได้มาจากครู ที่ครูมาสอน ถ้าไม่มีค่าจ้าง ครูก็อดตาย ที่ท่านตั้งหน้าตั้งตามาเป็นครู ก็เพราะหวังการสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ถ้าปีไหนลูกศิษย์สอบตกมาก ครูก็หน้าเสีย ถ้าลูกศิษย์สอบได้ ครูก็สบายใจ ถ้าได้ที่ ๑ ทั้งโลก หรือว่าทั้งประเทศ ครูจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ดีไม่ดีครูเสียสตางค์เลี้ยงอีกด้วย นี่เห็นความเมตตาปรานีของครูไหม ฉะนั้น คนที่รับความรู้ไปจากใครก็ตาม แม้แต่ความรู้เล็กน้อยก็จงอย่าประมาทท่าน อย่าตีจากท่าน หมายความว่าให้ความกตัญญูรู้คุณ ว่าเราได้ความรู้มานี้เพราะท่านเป็นสำคัญ

๑๒) ความดีทุกอย่างตามคำสั่งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี เรียกว่าตามพระธรรมวินัย และความดีตามกฎหมายที่เขาออกบทบัญญัติไว้ว่า จงอย่าละเมิดในข้อนั้นข้อนี้ เราก็อย่าละเมิด และความดีตามประเพณีนิยมนอกจากกฎหมาย สิ่งใดก็ตามที่เป็นการขัดกับประเพณีนิยม เราก็ไม่ทำ สิ่งใดที่ขัดต่อกฎหมายของบ้านเมืองเราก็ไม่ทำ
สิ่งใดที่ขัดต่อศีลธรรมเราไม่ทำ ถ้าอารมณ์มันคิดจะทำ จงมีความละอายว่า เราเห็นจะเลวมากไปเสียแล้ว นี่รวมความว่า ความละอายแก่ใจได้แก่อายความเลว

Paang
02-14-2006, 05:21 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 --------> หน้า 3

๑. พ่อสอนลูก (ต่อ)


๑๓) คนไม่มีปัญญา เป็นคนโง่ก็ดี มีทรัพย์มาก จะพูดอะไรก็ตาม จะจริงหรือไม่จริงคนก็พะเน้าพะนอยอมรับนับถือเชื่อเขา เพราะเขาเป็นคนมีทรัพย์ ถ้อยคำของเขาที่จะจูงใจคนให้เห็นด้วยได้ง่าย เพราะเอาทรัพย์เข้าล่อ เหมือนกับที่เขาเลือกผู้แทนราษฎรคนโง่ ๆ ติดอยู่ในทรัพย์สินหรือติดในเหยื่อ แล้วก็เลือกเอาคนเลวเข้าไป ในที่สุดตัวเองก็ต้องนั่งเศร้าใจเพราะหมดอาลัยในชีวิตด้วยฤทธิ์ที่ให้เป็นผู้แทนกลับมาเป็นนายเก็บภาษีอากรใช้อภิสิทธิ์ต่าง ๆ เงินภาษีอากรที่เสียเข้าไปแทนที่จะเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง กลับเป็นประโยชน์แก่ตัวเขาผู้นั้น กลับเป็นผู้ร่ำรวยมานั่งทับหัวพวกเรา นี่เป็นลักษณะของคนโง่ที่เลือกคนชั่วเข้าไป เราจะไปโทษว่าเขาชั่วก็ไม่ได้ ต้องโทษ เราผู้เลือกเป็นคนชั่วต่างหาก เพราะไม่พิจารณาเห็นว่า คนบางคนเคยทำลายชาติให้พินาศไป ย่อยยับเพราะอาศัยที่มีความโง่เป็นปัจจัย

๑๔) ลูกหลานที่รัก อย่าไปจู้จี้เรื่องกับข้าว อยากจะกินข้าวนอกบ้าน เสียค่าบริการพิเศษ ราคาก็แพง ดีก็ไม่วิเศษวิโสอะไร มันก็มีรสตามต้องการ เรากินข้าวที่บ้านของเรานี่ละดีที่สุด ชอบเปรี้ยวก็กินส้ม ชอบเค็มก็กินเกลือหรือกินน้ำปลา ชอบหวานน้ำตาลใส่ มันก็แค่กัน ไม่ต้องไปดูเขาร้องรำทำเพลงมีดนตรี กว่าจะกินข้าวได้แต่ละที ขับรถออกไปนอกบ้าน เงินค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอของเครื่องยนต์มันก็มากกว่าราคาข้าว แล้วแถมไปกินข้าวราคาแพงโดยใช่เหตุ อย่างนี้เขาเรียกว่าคนประมาท ไม่รู้จักค่าของเงินเงินกว่าจะหามาได้แต่ละบาทแต่ละสตางค์มันหายาก เงินดาว เงินเดือน เงินบริการที่ได้มา มันมาก ๆ ก็ไม่รู้จักพอ ก็เพราะว่า มันไม่รู้จักการใช้จ่าย ข้าวที่บ้านกินเข้าไป เวลาหนึ่งไม่เกินสิบบาท ไปกินข้าวตามสถานบริการ เวลาหนึ่งตกเป็นพันสองพัน หรือตั้งหมื่น นี่ถ้ากินข้าวที่บ้าน เงินที่ได้มาเดือนละพันสองพันมันก็เหลือใช้สอย ที่ว่าไม่พอกิน ไม่พอใช้ก็เพราะไม่รู้จักกิน ไม่รู้จักใช้นั่นเอง

๑๕) พ่อขอให้ข้อคิดไว้นิดหนึ่งว่า เมื่อทำได้ขนาดไหนก็ตาม จงอย่าคิดว่าเราดีหรือเราเก่ง ถ้ายังไม่ตายเข้านิพพานเพียงใด คำว่าดีหรือเก่งยังไม่มีกับเราแน่ เพราะยังมีร่างกายเป็นตัวทรมานเราอยู่ ยังมีหนาว ร้อน ป่วย กระทบกับอารมณ์ที่ไม่พึงใจเป็นต้น จึงชื่อว่าดีหรือเก่งไม่ได้ จงพิสูจน์ที่อยู่เมื่อตายแล้วให้แน่นอนว่า บุญที่เราทำนี้ เมื่อตายแล้ว จะส่งผลให้ไปอยู่ที่ไหน ถ้ายังไม่เป็นที่พอใจ ก็ถามพระท่านว่า เราต้องการนิพพานทำอย่างไรจึงจะถึง ท่านบอกอย่างไรปฏิบัติตามอย่างนั้น แล้วในที่สุดก็จะมีความปรารถนาสมหวังตามที่ต้องการทุกประการ

๑๖) ขอลูกรักจงรักษากายไว้ด้วยดี อย่าเอากายไปฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม
และจงรักษาวาจาไว้ให้ดี อย่าพูดปดมดเท็จที่ไม่ตรงความจริง อย่าพูดคำหยาบหรือด่าคนอื่น อย่าใช้วาจาเป็นเครื่องทำลายสามัคคี คือยุให้คนแตกร้าวกัน อย่าใช้วาจาเหลวไหลไร้ประโยชน์ ด้านใจ จงรักษาใจไว้ด้วยดี คือไม่อยากได้ของ ๆ ใครที่เขาไม่เต็มใจให้ ไม่โกรธแค้นอาฆาตพยาบาทใคร ไม่เมาใจจนเห็นผิด คิดว่าตัวเป็นคนประเสริฐอารมณ์เท่านี้เป็นพื้นฐานที่จะให้เข้าถึงพระนิพพานเมื่อรักษากายใจได้ดังนี้แล้ว ต่อไปใจจะสะอาดขึ้นทีละน้อย ๆ จนไม่ต้องระวังทั้งกาย วาจา ใจ จะทรงไว้แต่ความดีอย่างเดียว ในที่สุดก็ถึงนิพพาน

๑๗) บางทีเขาจะกล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่ดี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดี คณะรัฐมนตรี คนนั้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี เราก็ต้องดูคนพูดว่า คนพูดน่ะเคยทำความดีมาแล้วหรือยัง แล้วเคยสร้างความล่มจมให้แก่ประเทศชาติมาแล้วหรือยังสมัยที่เขาเคยเป็นรัฐบาลสมมุติว่าถ้าเขาเคยเป็นรัฐบาลเขาเคยสร้างความดี หรือว่าเคยสร้างความชั่วมาแล้ว คนไหนเคยสร้างความดีมาแล้วเราก็เลือกคนนั้น คนไหนสร้างความชั่วมาแล้ว เราก็ไม่เลือกคนนั้น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเงินดาวเงินเดือน เงินเบี้ยเลี้ยง เงินพิเศษที่เขาได้ มันเป็นภาษีอากรของบิดามารดา ของลูกหลานที่รักต้องเสียไป เป็นอันว่าเราไปจ้างเขาเป็นเจ้าเป็นนาย จ้างเขามาข่มเหงเรา จ้างเขามาข่มขู่เรา นี่ไม่เป็นประโยชน์ สำหรับคนที่จะมารับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เหมือนกัน ถ้าเราเลือกคนดีเข้าไป มันก็มีผลดีสำหรับเรา ถ้าเราเลือกคนเลวเข้าไป ความย่อยยับมันก็มาถึงเราฉะนั้นคนที่โอ้อวดว่า จะทำโน่นทำนี่ ทำดีอย่างนั้นทำดีอย่างนี้ ก็จงอย่าเลือกเข้าไป จงเลือกคนที่คิดก่อนพูด คนที่พูดก่อนคิดจงอย่าเลือก

Paang
02-14-2006, 05:25 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 --------> หน้า 4

๒. การนับถือพระพุทธศาสนา


๑๘) คำสอนพระพุทธเจ้าที่ตรัสมา ต้องการให้ทุกคนมีความสุข ไม่ต้องการให้มีความทุกข์
พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีความมั่นคงตรงกับความสุข จึงยอมรับนับถือ
สำหรับพระอริยสงฆ์ที่บรรลุตามพระพุทธเจ้าที่หมดกิเลส ก็เพราะปฏิบัติตามคำแนะนำ
ของสมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ คือไม่เบียดเบียนใครให้เป็นทุกข์ มีอย่างเดียวต้องการให้
ทุกคนเป็นสุข สอนตามแนวพระพุทธเจ้า ยอมรับนับถือได้

๑๙) การปฏิบัติในเขตพระพุทธศาสนา อันดับแรก พระพุทธเจ้าทรงให้ละอุปกิเลส นั่นคือ
ไม่สนใจในจริยาของบุคคลอื่น เขาจะดี เขาจะเลว เป็นเรื่องของเขาไม่เกี่ยวกับเรา เราทำตน
ของเราให้ดีแล้วกัน เท่านี้พอ จำให้ดีนะ ทั้งพระ ทั้งฆราวาส หากว่าเราไม่สนใจในจริยาของบุคคลอื่น อย่างนี้พระพุทธเจ้าถือว่า มีความดีเข้าถึงสะเก็ดของพระพุทธศาสนา แล้วต่อไป
ขณะที่ทำสมาธิ จิตมีอารมณ์ทรงตัวอยู่จงอย่ามีห่วงใยอะไรทั้งหมดในเวลานั้น ความจริงนักกรรมฐานเขาไม่ห่วงส่งเดช แต่เขาห่วงมีเหตุผล ถ้าห่วงโดยไร้เหตุผลเขาไม่ห่วงกัน เวลานั้นต้องเป็นคนไม่มีห่วงทั้งหมดแม้แต่ชีวิต อีกประการหนึ่งก็คือ ขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ ต้องเป็นคนมีศีลบริสุทธิ์ครบถ้วน มีอารมณ์ตั้งไว้เสมอว่า เราจะไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่ยุให้ใครทำลายศีล และจะไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นทำลายศีลแล้ว หลังจากนั้นจิตระงับนิวรณ์ ๕ ประการอย่าให้เกิดกับใจ คือ

๑. จิตมีความต้องการรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศจงอย่ามี
ในเวลาทำสมาธิ
๒. อารมณ์ไม่พอใจต้องไม่มีในเวลาเจริญสมาธิ
๓. ความง่วงต้องไม่มีปรากฏในเวลาเจริญสมาธิ
๔. อารมณ์ฟุ้งซ่านเกินไปต้องไม่มีขณะที่เจริญสมาธิ

นิวรณ์ ๕ ประการนี้ ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งในจิตของท่าน จะไม่มีผลในการปฏิบัติแน่นอน
คนที่ปฏิบัติไม่ได้ผลจริง ๆ โดยมากจิตตกอยู่ในอำนาจของนิวรณ์ ๕ ประการ อย่างใด
อย่างหนึ่ง ยามปกติจิตจะต้องประกอบไปด้วยความเมตตา จิตมีความรักในบุคคลและสัตว์ทั่ว
จักรวาลเสมอไป มีกรุณาความสงสารทุกคน ปรารถนาให้คนและสัตว์มีความสุข ตั้งใจเกื้อกูล
ผู้ที่มีความทุกข์ให้มีความสุขตามกำลังเท่านี้พอ ถ้ากำลังใจของท่านพุทธบริษัทตั้งอยู่ได้
อย่างนี้ทุกคน เรื่องฌานสมาบัติเป็นของเล็กเป็นของไม่ใหญ่ ทำเมื่อใดได้เมื่อนั้น จิตจะ
ทรงฌานอยู่เสมอ อารมณ์ที่ว่ามานี้จะต้องทรงอยู่ได้ตลอดวัน

๒๐) ใน อุทุมพริกสูตร องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา ตรัสกับ นิโครธปริพาชก ว่า
สาวกของเราจะไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่แนะนำให้บุคคลอื่นทำลายศีล และก็ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว อาการอย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท ใจของท่านทรงได้แล้วหรือยัง

Paang
02-14-2006, 06:21 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 --------> หน้า 5

๓. พิจารณาตน


๒๑) เรื่องอบายภูมินี่ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทต้องระมัดระวังให้มาก ท่านที่ได้มโนมยิทธิแล้ว จงอย่าคิดว่าเราพ้นอบายภูมิ ถ้ายังไม่เป็นพระโสดาบันเพียงใด ก็อาจจะลงอบายภูมิได้ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงได้ทรงแนะนำว่า ถ้าขณะที่เราทรงความดี จงอย่าตามนึกถึงความชั่วที่ทำมาแล้ว คำว่า ความชั่ว นี่ ภาษาไทยอาจจะหนักไปนิดหนึ่งคือ คำว่า บาป เขาแปลว่าชั่ว การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตยุง ทำลายมด อะไรก็ตามนิด ๆ หน่อย ๆ เขาเรียกว่าความชั่วทั้งหมด ขึ้นชื่อว่าบาปอกุศล ความชั่วทั้งหมด จะเป็นกรณีใด ๆ ก็ตาม ให้ลืมเสียเลย อย่าตามนึกถึงมัน นึกถึงอย่างเดียว คือ ความดีที่พระพุทธเจ้าแนะนำให้ทุกคนเจริญสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมถภาวนาขั้นต้นที่ง่าย คือ อนุสสติ ๑๐ ประการ

๒๒) คำว่า คิดเป็นปกติ ไม่ได้หมายความว่า คิดทั้งวัน ยามว่างคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาก่อนหลับ รวบรวมกำลังใจคิดว่า ทานเราเคยบริจาคไว้ที่ไหนบ้าง เอาใจจับภาพการให้ทานเป็นปัจจัย ตัดโลภะ ถ้าเราสมทานศีลเฉย ๆ ไม่มีผล แต่ว่าศีล เราตั้งใจรักษาศีลแล้วได้ดีหรือเปล่า เราเคยรักษาศีลได้ดีแล้วด้วยเจตนาดี อันนี้ก็ถือว่าเป็น สีลานุสสติกรรมฐาน การตั้งใจรักษาศีลเป็นปัจจัย ตัดโทสะ ความโกรธ การคิดเห็นว่า ร่างกายมันเป็นโทษ ประกอบไปด้วยความทุกข์ หาความเที่ยงก็ไม่ได้มันคดโกงอยู่ตลอดเวลา มันมีความทุกข์ ในที่สุดมันก็พัง ร่างกายไม่เป็นเรื่อง ถ้าเราตายจากความเป็นคนเมื่อไร ไปนิพพาน ขึ้นชื่อว่าความทุกข์เพราะร่างกายนี้ไม่มีสำหรับเรา อย่างนี้เป็นการตัดโมหะ ความหลง ถ้าคิดอย่างนี้ไว้เรื่อย ๆ ไอ้เรื่องบาปอกุศลที่ทำไว้ลืมทิ้งมันไป ถือว่ามันกับเราเลิกคบกับเรา เราไม่นึกถึงมัน

๒๓) สัจธรรม คือ ธรรมที่พระพุทธเจ้าเป็นคนสอน พระพุทธเจ้าไม่ได้คิด ไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ ท่านเอาความจริงมาว่าให้ฟัง เอาความจริงมาสอนให้กับท่านทั้งหลาย เมื่อท่านอ่านแล้วให้พิจารณาตาม เมื่อพิจารณาแล้ว ต้องใช้ปัญญาให้มองหาความเป็นจริง หรือว่าอย่าใช้แต่เพียงสัญญา สัญญานี่เขาแปลว่า ความจำ จำแล้วก็ไปนั่งพูดตามแบบบ้าง เข่น ถ้าบันทึกเสียงไปแล้วก็ไปนึกตามเสียงที่พูดไปบ้าง ถ้ามันพลาดจากแบบตามตำราไปนิดหนึ่ง พลาดจากแบบเสียงที่พูดไปแล้วหน่อยหนึ่ง ถือว่าใช้ไม่ได้ เกิดความกลุ้มใจ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ สิ่งที่ใช้ได้ก็คือ พิจารณาร่างกายที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า สกปรก มันมีอะไรจริงบ้างไหมค่อย ๆ มองหามัน ถ้ามันยังหาอะไรไม่ได้ ลองบ้วนน้ำลายลงมา แล้วเอามือแตะ ถ้าเอามือแตะยังพอทนแตะได้ เอามาถูมาเช็ดที่หน้า ถ้ายังพอทนได้ ก็เอามาแตะที่นิ้ว ซดมันเข้าไปใหม่ อย่างนี้เราทำไม่ได้ ถ้าเราทำไม่ได้ แสดงว่าร่างกายข้างในสกปรก เพราะน้ำลายมันอยู่ข้างใน หาความจริงอย่างนี้ แล้วก็นึกไปอีกทีว่า อุจจาระ ปัสสาวะ ที่มันหลั่งไหลออกมาจากร่างกาย ความจริงเนื้อแท้ อุจจาระ ปัสสาวะ นี่มันมาจากไหน หาความจริงให้พบ อุจจาระมาจากอาหารที่เราเลือกแล้วเลือกอีก ปัสสาวะมาจากน้ำที่สะอาดแสนสะอาดที่เราเลือกแล้วเลือกอีก แล้วเวลานี้ร่างกายต้องการสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย เราเอาเก็บเข้าไว้ เหลือจากนั้นร่างกายก็หลั่งไหล ไหลออกมาข้างนอก เมื่อมันหลั่งไหลแล้ว เราก็พิจารณาดู เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พอมันไหลออกมา อุจจาระ ออกมาแล้ว มือถือขึ้นมาดมดู เอ๊ะ ทำได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหม อ้าวก็ทีเวลากินทำไมไม่บ่นล่ะ

๒๔) ตัดสินใจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปว่า เราจะเป็นคนมีปัญญา พิจารณาความดีของพระพุทธเจ้าของพระธรรมและพระอริยสงฆ์ว่า ท่านมีความดีเพียงใดที่เราจะควรยอมรับนับถือไหม ถ้าเห็นว่าดีด้วยปัญญาแล้ว ไม่มีความสงสัยในท่านก็ตัดสินใจว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเราจะยึดเอาคุณพระรัตนตรัยทั้ง ๓ ประการ เป็นที่พึ่งเพื่อไม่ย้อนถอยหลังกลับไปเกิดอบายภูมิตามที่กล่าวมา หลังจากนั้นก็ตัดสินใจว่า เราจะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ ถ้าฆราวาสอย่างต่ำมีศีล ๕เป็นปกติ ถ้าสามเณรมีศีล ๑๐ เป็นปกติ แล้วก็ถ้าพระภิกษุสงฆ์ก็ต้องมีศีล ๒๒๗ ข้อ เป็นปกติ ในเมื่อเรามีศีลเป็นปกติ ฆราวาสมีศีล ๕ เป็นปกติ สามเณรมีศีล ๑๐ เป็นปกติ พระมีศีล๒๒๗ เป็นปกติอย่างนี้ ศีลเป็นกำแพงกั้นอบายภูมิได้แน่นอน เรียกว่าชาตินี้เราไม่ต้องตกนรกแน่ ไม่ต้องเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ว่าชาติหน้ายังไม่แน่นอน ชาติหน้าดีไม่ดีมันจะลงนรกก็ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเราเกิดมาถึงวันนี้เราไม่ดีมาตั้งแต่เกิดก่อนที่จะถึงวันนี้นี่เราเลวมามาก ทุกคนที่นั่งที่นี่แม้แต่อาตมาเองก็เหมือนกันไม่ใช่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่แล้วก็เป็นพระดีมาไม่ใช่อย่างนั้น ก่อนที่จะพบดีเราพบความชั่วมาเยอะ ความชั่วตัวนี้แหละมันจะดึงเราลงอบายภูมิ เมื่อหมดบุญจากสวรรค์ หรือ พรหมโลกฉะนั้น เพื่อเป็นการป้องกัน ชาตินี้เราก็จะไม่ลงนรก ไม่เกิดในอบายภูมิ ชาติต่อไปเราก็ไม่ไปเกิดอบายภูมิก็ตัดสินใจว่า ขึ้นชื่อว่ามนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก เป็นแดนที่เต็มไปด้วยความทุกข์ มนุษย์โลกทุกข์ด้วยประการทั้งปวง หาความสุขจริงไม่ได้ใช้ปัญญานิดเดียวจะเห็นเทวโลกและพรหมโลกสุขชั่วคราว สุขไม่นานหมดบุญวาสนาบารมีก็ลงมา ดีไม่ดีก็ลง
อบายภูมิ ฉะนั้นนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะไม่ต้องการมนุษย์โลก เทวโลก และพรหมโลกจุดที่เราต้องการจริง ๆ ก็คือพระนิพพาน ถ้าเรามีความตั้งใจอย่างนี้จริงคือ ไม่เมาในชีวิตคิดว่าชีวิตนี้มันต้องตาย ร่างกายนี้คบหาสมาคมจริงไม่ได้ มันแก่ทุกวัน มันป่วยไข้ไม่สบายมันทรุดโทรมไปทุกวัน แล้วมันก็ตาย ก่อนที่มันจะตายเราจะกันอบายภูมิโดยยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์เป็นทีพึ่ง เราจะมีศีลเป็นเครื่องกั้นอบายภูมิ กำแพงกั้นอบายภูมิ เราจะมีนิพพานเป็นที่ยึดเหนี่ยว ไม่ถอยหลังลงอบายภูมิต่อไป ตั้งใจไว้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปแล้วก็ทำจริง อย่างนี้การเจริญพระกรรมฐานได้ผล อารมณ์ของทุกคนถ้าทรงอารมณ์แบบนี้ พระพุทธเจ้าทรงเรียกท่านผู้นั้นว่าเป็น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี

๒๕) ขอทุกคน ทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ตั้งใจไว้เป็นปกติ ใช้จิตดูความเป็นจริง เข้าใจตามความเป็นจริงไว้เสมออย่าฝืน นั่นคือเห็นว่า ร่างกายของเรามันไม่ดี ร่างกายเรานี้มันไม่ดี ถ้ามันดีจริง ๆ มันต้องไม่หิว ถ้ามันดีจริงต้องไม่ป่วยไข้ไม่สบายถ้าดีจริงต้องไม่ทรุดโทรม ถ้าดีจริงมันต้องไม่ตาย และร่างกายของคนทุกคนก็ดี สัตว์ก็ดี เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ไม่มีอะไรเป็นของสะอาดไม่มีที่น่ารัก จงตัดสินใจว่า ขึ้นชื่อว่าร่างกายเลว ๆ อย่างนี้ ที่เรามีทุกข์อยู่ทุกวัน เพราะร่างกายอย่างเดียว ถ้าเราไม่มีร่างกายเสียอย่างเดียว คำว่าทุกข์สักนิดหนึ่งก็ไม่มี นั่นคือเราไปนิพพาน ทุกคนจงพิจารณาไว้เสมอว่าร่างกาย ชาติปิ ทุกขัง เกิดมาเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะการทำมาหากิน ทุกข์เพราะการเหน็ดเหนื่อย ทุกข์เพราะการป่วยไข้ไม่สบาย ทุกข์จากอารมณ์ที่ไม่สมหวัง ทุกข์จากการทรุดโทรมของร่างกาย ทุกข์จากความตายที่จะเข้ามาถึงทุกวัน เต็มไปด้วยความทุกข์ เห็นทุกข์ตัวเดียวก็ไปนิพพาน ในเมื่อมันทุกข์อย่างนี้มันเลวอย่างนี้ เราก็จำเอาไว้ มีชาตินี้เพียงชาติสุดท้ายที่จะมีร่างกายอย่างนี้ ชาตินี้ถึงแม้มีเราก็ไม่พอใจในมันแต่อย่าไปฆ่ามันนะ เราก็ตัดสินใจในมันอีกว่า เมื่อขณะที่มันทรงตัว เราจะทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ต้องอาศัยมันเป็นนายจ้างถ้ามันพังไปเมื่อไร เราต้องการนิพพาน รักษาอารมณ์ใจนี้ให้จริง นึกถึงความตายให้ทรงตัว เคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ให้มั่นคง มีศีลให้บริสุทธิ์ มีจิตรักพระนิพพาน ถ้าทุกคนมีอารมณ์อย่างนี้ การเจริญพระกรรมฐานในวันเดียวมีผลและท่านที่ทำได้แล้วทุกคนที่เคยมีจิตใจเศร้าหมอง จะมีสภาพจิตแจ่มใสเป็นปกติที่เขาทรงตัวกันได้นะเขาคิดอย่างนี้ ฉะนั้นขอทุกคนให้คิดเป็นปกติไว้

๒๖) จงอย่าสนใจในจริยาของบุคคลอื่น เขาจะดี เขาจะเลวอย่างไร มันเป็นเรื่องของชาวบ้านชาวเมืองเขา อย่าใช้อารมณ์เข้าไปยุ่งไปเกี่ยว เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือ อัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทย์ความผิดตัวเองไว้เสมอ นั่นก็หมายความว่า ดูความดีหรือความชั่วของตัวเอง ความดีไม่ต้องดู ดูแต่ความชั่วในเมื่อชั่วมันไม่มี มันก็เหลือแต่ดี ไม่เป็นไร คือ ระวัง อย่าให้มันชั่วซ้ายชั่วขวา ชั่วหน้า ชั่วหลัง ชั่วล่างชั่วบน อย่าให้มันชั่ว แม้แต่นิดหนึ่งอย่าให้มันมี คนอื่นเขาจะกินมาก เขาจะกินน้อย จะเลวมาก จะเลวน้อย เขาจะดีมาก เขาจะดีน้อยมีสมบัติมาก มีสมบัติน้อย มีจริยาวาจาไม่ดี นั่นเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเราอย่าไปสนใจเด็ดขาด อันนี้ถ้าไปสนใจ พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า เป็น อุปกิเลส คือ ความชั่ว
ที่หนึ่ง ที่เราควรเว้น

๒๗) ใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณาศีลของเราให้เป็นปกติ อย่าให้มันด่าง มันพร้อย มันขาดทะลุ อย่าให้มันบกพร่อง ถ้ามีปัญญาเสียอย่างเดียว ไม่มีอะไรยาก และก็ใช้ปัญญาพิจารณาว่า ร่างกายของตน ร่างกายของสัตว์ ที่เรียกกันว่า รูป เสียง กลิ่นรส และสัมผัส เอาร่างกายคนก็แล้วกัน คนก็ดี สัตว์ก็ดี วัตถุก็ดี มันสกปรกหรือสะอาดให้พิจารณาใน กายคตานุสสติ และ อสุภกรรมฐาน หาความจริงในร่างกายของคนและสัตว์ แม้แต่ของเราให้ได้ว่ามันมีอะไร น่ารักตรงไหน มันมีอะไรยืนยงคงทนตรงไหน มันมีสภาวะทรงตัว หรือว่ามันสลายตัวไปในที่สุด ต้องเอาชนะอารมณ์นี้ให้ได้นะ อย่าไปติดในตัวรักไม่ได้ ต้องเป็นตัวคลายความรัก แล้วก็พิจารณอารมณ์ที่เราโกรธ อารมณ์ที่กระทบกระทั่ง คือ ปฏิฆะ อารมณ์ที่เข้ามากระทบกระทั่งสร้างความไม่พอใจ มันเป็นประโยชน์อะไร จึงไม่พอใจในบุคคลอื่น ที่เขากล่าวอย่างนั้น เขาทำอย่างนั้น เราก็ใช้ปัญญาพิจารณาว่า ที่เราไม่พอใจ ที่เราโกรธเขา ที่เราเกลียดเขา คิดอาฆาตมาดร้ายเขา เพราะเรามันเลว ถ้าเราดีเสียอย่างเดียว ถ้าใครเขาจะว่าอะไรมันก็ไม่หนัก ที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า นินทา ปสังสา นินทาและสรรเสริญ เป็นของธรรมดาของโลก เขาสรรเสริญเราว่าดี ถ้าเราเลว มันก็ไม่ดีไปตามคำที่เขาพูด เขานินทาว่าเราเลว ถ้าเราดี เราก็ไม่เลวไปตามคำเขาพูด และก็ระลึกได้อยู่เสมอว่า เราเป็นผู้มีความเพียร คือละความชั่ว เพียรทำลายความชั่วให้พินาศไป และก็เพียรสร้างความดีให้เกิดขึ้น นี่เป็นอันว่า สติ เราจะต้องมีเป็นปกติ

๒๘) เวลาที่เดินไปเดินมา ต้องคุมกำลังใจให้มันทรงตัว เหมือนกับที่เราอยู่ในที่สงัด เราจะเดินไประหว่างคนมากคนน้อย เสียงดัง เสียงเบาก็ช่าง จิตเราไม่เข้าไปยุ่งในเสียง และอาการของบุคคลอื่นให้อารมณ์ทรงตัว เห็นภาพพระพุทธรูปไว้เป็นปกติ คือว่าเราต้องการจะไปสวรรค์ไปนรก ไปพรหมโลก ไปนิพพาน ไปสู่แดนเปรต อสุรกายก็ตาม เราสามารถจะไปได้ และก็เห็นถูกทางที่ต้องใช้อารมณ์แบ่งจิตแบบนี้เพื่อให้มีการคล่องตัว

๒๙) การจะทำอะไรก็ดี ใช้ วิมังสาคือปัญญาเข้าพิจารณาเสียก่อน เพราะว่าพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ต้องใช้ปัญญาเป็นสำคัญสิ่งทั้ง ๓ ประการต้องเสมอกัน คือ

๑. มีศีลบริสุทธิ์
๒.มีสมาธิตั้งมั่น
๓. มีปัญญาพิจารณาในเหตุนั้นให้เหมาะสม
เรื่องของปัญญานี้เป็นเรื่องใหญ่ จะดีหรือไม่ดี จะมีศีลหรือไม่มี จะมีสมาธิหรือไม่มีก็
ต้องอาศัยปัญญาเป็นสำคัญก่อน

๓๐) เวลาญาติโยมพุทธบริษัทปฏิบัตินี่ อย่ามุ่งแต่สมาธิ มุ่งตัวละ สมาธินี่ไม่แน่นอน อย่าว่าแต่ญาติโยมหรือว่าอาตมานี่เลย แม้แต่พระอรหันต์ อาตมาคิดว่าท่านยังไม่แน่นอนเลย ตัวสมาธินี่มันอยู่ที่กาย ถ้ากายดีมันก็เก่งด้วย ถ้ากายไม่ดีมันทรุดด้วย แต่ว่าตัวสำคัญจริง ๆ อยู่ที่ตัวปัญญา เขาเรียกว่าตัวละ นี่ตัวนี้ เป็นตัวที่สำคัญที่สุด สมาธิวันนี้จะทำได้มาก ได้น้อย พรุ่งนี้ได้มากได้น้อยไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เพียงว่า เวลาที่เราทำสมาธิจริง ๆ จิตมีความสุขไหม วันไหนจิตมีความสุขเท่าไร พอใจเท่านั้น อย่ายุ่ง ถ้าวันวานนี้ทำดี วันนี้ทำไม่ดี จิตมีความกลุ้ม อันนี้ไม่ถูก ความดีที่เราทำไว้แล้ว มันมีการสั่งสมตัวอย่างเมื่อวานนี้ทำได้บาทหนึ่ง วันนี้ทำได้สองสลึง ก็รวมเป็นหกสลึง มันรวมกันนะข้อสำคัญให้พยายามสังเกตอารมณ์ของจิต ในด้านอารมณ์ของ สังโยชน์ ว่า หนึ่ง เรามีศีล ๕ บริสุทธิ์ครบถ้วนไหม ถ้ามันจะพลาดพลั้งไป เพราะเจตนา หรือ ไม่เจตนาศีล ๕ ข้อทั้งหมด จะขาดก็ต่อเมื่อเราตั้งใจทำ มันพลาดพลั้งไปศีลไม่ขาดไม่เป็นไร แล้วข้อที่สอง หันไปดูพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ว่า เรามีความปรามาส คิดว่าพระพุทธเจ้าไม่เป็นเรื่อง พระธรรมไม่เป็นเรื่อง พระอริยสงฆ์ไม่เป็นเรื่องหรือเปล่า แล้วข้อที่สาม ดูกำลังใจว่า เราจะคิดเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือพรหมหรือเปล่าใจเรารักพระนิพพานจุดเดียวใช่ไหม ถ้ายังคิดว่า บางชาติย่องมาเกิดเป็นมนุษย์สักหน่อย บางทีย่องไปพักเล่นโก้ ๆ ที่เทวดาสักหน่อย อันนี้ยังไม่แน่ ถ้าแน่จริง ๆ จิตคิดไว้อย่างเดียวว่า ถ้าตายเมื่อไหร่เราไปนิพพานเมื่อนั้น

Paang
02-14-2006, 06:29 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 --------> หน้า 6

๔. วัตรของพระ


๓๑) เวลาเขาให้ไปบังสุกุล พระจะตั้งราคาไม่ได้ เวลาไปเทศน์ก็เหมือนกัน พระตั้งราคาไม่ได้
จะสวดมนต์เย็น สวดมนต์เช้าก็เหมือนกัน ตั้งราคาไม่ได้ เราต้องไปอย่างนักบุญ นักบุญเขา
ทำอย่างไร ถ้าเราจะไปสวดมนต์เย็น ก็คิดว่า นี่เขาต้องการฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า พุทธมนต์ทุกบทที่เขาสวดก็คือพระสูตรเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าคนฟังก็ไม่รู้เรื่อง จะได้กันตรงไหนก็ไม่รู้นะ คนให้ก็ได้ให้ คนรับก็ได้รับ ไม่เสีย คนสวดก็ได้สวด คนฟังก็ได้รับฟังไม่มีใครเสียแต่ว่าทีนี้เวลาเขานิมนต์พระไปบังสุกุล นี่อย่าลืมนะ ถ้าเขาบอกว่าเวลานี้คนตายเขานิมนต์ไปสวดศพ ถ้าเขานิมนต์ไปสวดศพ นิมนต์ไปบังสุกุลศพ เราก็แบกป่าช้าของเราไปด้วย ตัวเรานี่แหละเป็นป่าช้า ป่าช้านี่เขามีอยู่เขาฝังศพ เขาเก็บศพน่ะ มีไม่กี่ศพหรอก แต่เราน่ะกินกุ้งเล็ก ๆ เข้าไปกี่ตัวแล้ว ปลากี่ตัว นับไม่ถ้วน ป่าช้าก็คือตัวเรานี่แหละป่าช้าเข้าใจไหมมันเก็บศพวันหนึ่งนับไม่ถ้วน ถ้าเขานิมนต์เราไปสวดศพสวดผีละก็ เราก็แบกป่าช้าของเราไปด้วย เอาไปเทียบกับป่าช้าที่มันกำลังพังอยู่ หรือว่าเห็นผีตายแล้ววันหนึ่ง ๒ วัน ๓ วันขึ้นอืด หรือว่าขึ้นจนโทรม มีร่างกายแห้งเหลือแต่โครงกระดูก หรือว่ามีโครงกระดูกเรี่ยรายไป อันนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรบรม-ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้เอาจิตของเรานึกถึงกายของเราเข้าไปเทียบกับศพไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาไปกินผีนะ เห็นได้ยินข่าวว่าคนตาย นาข้าวเบาเกิดแล้วนี่ พระสวดไม่มาก ได้สตางค์นี่ลงนรกทุกองค์ละแบบนี้

๓๒) เวลาที่เขาให้เราไปพิจารณาศพว่า อนิจจา วตสังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปสโม สุโข อนิจจา วตสังขารา แปลว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง อุปปาทวยธัมมิโน เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เกิดมาแล้วย่อมดับไป การเข้าไปสงบกายนั้นชื่อว่าเป็นสุข ท่านว่าอย่างนี้นะ เราก็นั่งนึกเวลาที่พระไปบังสุกุลศพ แต่ความจริงเขาไม่ได้ให้ไปบังสุกุลศพ เขาให้ไปบังสุกุลตัวเอง ให้มีอารมณ์คิดเปรียบเทียบว่า คนนี้น่ะสมัยก่อนเขาเกิดเหมือนเรา เขาพูดได้ เดินได้เหมือนเรา ทำงานทุกอย่างได้อย่างเรา แต่ว่าเวลานี้เขาตาย ตอนนี้เราก็มาเพ่งกันถึง มรณานุสสติว่า คนนี้ตายเราก็ต้องตายเหมือนเขา ตอนนี้เป็น มรณานุสสติกรรมฐาน นะ

๓๓) สำหรับภิกษุสามเณร อย่าไปมุ่งศีล ๕ อย่าไปมุ่งศีล ๘ ต้องมุ่งศีลตามที่ท่านทรงไว้ ถ้าท่านสามารถทรงศีลของท่านไว้ได้เป็นปรกติ รักศีลดีกว่ารักชีวิต ศีลขาดไม่ได้ ตัวตายดีกว่าศีลขาด ทรงศีลเป็นสรณะ อย่างนี้ก็ชื่อว่า ท่านทรงความเป็นพระโสดาบัน มันเป็นของไม่ยาก ผมไม่เห็นจะมีอะไรยาก ท่านผู้ใดมีศีลบริสุทธิ์ ท่านผู้นั้นก็คงเป็นผู้ขาดจาก วิปฏิสาร คือ ความเดือดร้อน คนที่มีศีลบริสุทธิ์ พระที่มีศีลบริสุทธิ์ ไม่มีท่านผู้ใดมีความเดือดร้อน อย่าลืมว่า ศีลจะมาได้ก็เพราะอำนาจ พรหมวิหาร ๔ ตัวนำจริง ๆ ก็คือ

เมตตา - ความรัก
กรุณา - ความสงสาร

โดยเฉพาะศีลพระและศีลเณร ต้องควบด้วยสติกับสัมปชัญญะด้วย ต้องมีสติสมบูรณ์สัมปชัญญะสมบูรณ์ แล้วทรงอารมณ์ให้เป็นสมาธิจริง ๆ ใช้ปัญญาให้สมควรแก่เหตุ ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญในสิกขาบทที่เราจะพึงปฏิบัติอย่างนี้ จึงจะว่าเป็นผู้ทรงศีลครบถ้วน เพราะว่า สิกขาบทของเรามากกว่า บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่เป็นฆราวาส

๓๔) พระจำให้ดีนะ กินของเขาแล้วอย่ากินเปล่า รับของเขาแล้วอย่าเอาเปล่าทำจิตให้บริสุทธิ์ ตั้งจิตอธิษฐานอย่างนี้ เอาง่าย ๆ เอาเหมือนพระพุทธเจ้าก็แล้วกันว่า ขอสักการะของท่านผู้นี้ที่สงเคราะห์แก่เราแล้วจงมีผลใหญ่ เท่านี้พอ

๓๕) เรื่องของพระ ถ้าทำตนเป็นคนรับใช้ชาวบ้านมันก็เป็นอย่างนี้ ตามใจมากเข้าแทนที่ชาวบ้านจะเห็นว่าท่านเป็นพระน่าเคารพนับถือ กลับเห็นว่าพระมีหน้าที่รับใช้ต้องตามใจชาวบ้านเมื่อเขาจะให้ทำอะไรก็ต้องทำ สมัยนี้ก็มีคนประเภทนี้เยอะไปหาพระหาเจ้าไม่รู้เวล่ำเวลานึกอยากจะไปก็ไปดีไม่ดีพระกำลังหลับ พ่อปลุกให้ตื่น แล้วก็ใช้งานตามที่ต้องการ อาตมาเองก็โดนท่านสาธุชนแบบไม่เอาไหนประเภทนี้ปลุกจากที่นอนมาใช้งานหลายคราวเลยต้องตั้งกติกาการรับแขกกันขึ้น ถ้าไม่ตรงเวลาก็ไม่ยอมรับ

๓๖) เรื่องของคนกับพระนี่อยู่ในเกณฑ์เข้าใจกันยาก เพราะคนไม่ใคร่เข้าใจตามความเป็นจริง ไม่ได้คิดว่าพระที่บวชมานั้นท่านบวชเพราะอะไร บางรายกลับมาตั้งกฎบังคับเอาก็มี เมื่อเห็นเวลารับแขกที่เขียนไว้ กลับพูดว่าฉันไปที่วัดโน้น ท่านรับตลอดวัน ถ้ารู้เรื่องของพระหรือสมัยที่บวชเอง ตัวบวชเป็นพระเสียบ้างก็จะรู้เรื่องว่า พระที่บวชเข้ามาแล้วไม่ได้บวชเพื่อรับใช้ประชาชน ท่านบวชกันเพื่อความดับไม่มีเชื้อ คือมุ่งตัดกิเลสไม่ได้บวชสะสมกิเลส เว้นไว้แต่ว่า ท่านที่บวชด้วยความจำเป็น เพราะถูกเกณฑ์ให้บวชเมื่ออายุครบหรือบวชเพื่อหวังปัจจัย คืออาศัยศาสนาเลี้ยงชีพคอยรับนิมนต์ บ้านไหนจนท่านก็ไม่ว่างจะไป ถ้าบ้านไหนรวยมีหน้ามีตาหน่อย ท่านว่างเสมอ เมื่อรับนิมนต์ที่เจ้าภาพถวายแล้วเหลือใช้เหลือกินแทนที่ท่านจะเอามาบำรุงวัดวาอารามก็พยายามเอาออกมาให้กู้เพื่อหาดอกผล หรือซื้อข้าวขายเป็นการค้ากำไร
พระอย่างนี้จะมีบ้างที่ไหนก็ไม่เคยเห็น ถ้ามีก็ต้องคิด เพราะปฏิบัติผิดพระพุทธบัญญัติอย่างร้ายแรง คนทำบุญไม่ได้บุญ

๓๗) เรื่องการแสดงปาฏิหาริย์ ไม่มีผลในด้านละกิเลส ประชาชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อเห็นพระแสดงปาฏิหาริย์ได้ก็ชอบใจ อยากดูอยากชม เพราะเป็นของแปลก และเป็นการสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ แต่ประโยชน์อะไรที่จะได้เป็นความสุข ทั้งปัจจุบันและสัมปรายภพคือ ชาติหน้าไม่มีเลย คนที่ชมการแสดงปาฏิหาริย์ เปรียบเสมือนคนที่เป็นไข้หนัก คนไข้ต้องการความสุขกายเพราะหมอรักษา แต่เมื่อเชิญหมอมา แทนที่หมอจะทำการรักษาโรคที่เป็นอยู่นั้นให้หายไป หมอกลับแสดงกลให้ชมคนไข้มีใจรื่นเริง เมื่อชมการแสดงกลของหมอ แต่โรคร้ายที่กำลังคร่าชีวิตอยู่นั้นแทนที่จะลดน้อยถอยลง ก็จะกลับทวีความรุนแรงขึ้นในที่สุดคนไข้ก็ต้องตายเพราะโรคทรมาน ข้อนี้ฉันใด การที่พระแสดงปาฏิหาริย์ให้ประชาชนชมก็ฉันนั้น เพราะเวลานี้คนในโลกกำลังถูกโรคร้าย คือ ราคะ ความกำหนัดในรูป เสียง กลิ่น รส และการต้องสัมผัส มีระบาดทั่วไป และโรคที่สอง คือ ความดุร้าย อันเกิดจากความกระทบกระทั่งอารมณ์ เป็นเหตุให้ประหัตประหารกัน ขุ่นแค้นอาฆาตพยาบาท จองล้างจองผลาญกัน โรคระลอกที่สามก็คือ โรคความหลง ลืมความแก่ ความป่วยไข้ ความตาย ที่กำลังย่ำยีฉุดคร่าชีวิต ทุกคนจะต้องถูกปลดชีวิต ทำลายเหตุที่จะให้เกิดความสุข เพราะโรค ๓ ประการนี้เป็นสมุฏฐาน พระมีหน้าที่แนะนำ ชี้ช่องบอกทาง ให้ชาวโลก รู้เหตุของความทุกข์ ความเดือดร้อนที่เกิดเพราะอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่ใช่มาแสดงกล คือ ปาฏิหาริย์ล่อให้ประชาชนหลงในกลมายา เมื่อเขาเหล่านั้นเห็นว่าการแสดงปาฏิหาริย์เป็นของสำคัญแล้วจะมีใครที่ไหนจะหันเข้าปฏิบัติเพื่อละกิเลส เพื่อความอยู่เป็นสุข ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า การกระทำดังนี้ จัดว่าเป็นมายาที่ไม่สมควร

๓๘) คำว่า เดียรถีย์ แปลว่า ภายนอก คือคนนอกจากวงการพระพุทธศาสนา พูดกันอย่างง่าย ๆ ก็คือ คนที่ไม่ร่วมด้วยนั่นเอง เรียกว่า เดียรถีย์ สมัยนี้มีแยะ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านที่บวชเข้ามาในเขตพระธรรมวินัย คือยอมมอบกายเป็นพระโกนหัว โกนหนวด บวชห่มผ้าเหลือง แต่ปฏิบัติฝ่าฝืนพระธรรมวินัยท่านก็เรียกว่า เดียรถีย์ อย่ายกตัวอย่างเลย ดูเอาเองก็แล้วกัน อ่านวินัยสักหน่อยแล้วก็ค่อย ๆ ดูพระด้วยจิตเป็นธรรม ประเดี๋ยวก็พบเดียรถีย์

๓๙) เวลาพระบังสุกุลนี่ ความจริงนี่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บอกให้บังสุกุลผีนะ ท่านสอนให้เราบังสุกุลตัวเอง นี่แหละพระ ถ้าถือว่าการบังสุกุลเป็นอาชีพ ก็มีหวังอเวจีมหานรกถ้าเขาไปนิมนต์ ตัวไปบังสุกุล ก็ดีใจแล้วว่า นี่คงจะได้ละ น้ำอ้อย น้ำตาล หรือว่าได้สตางค์ ดีใจว่าวันนี้ได้สตางค์เราก็เขียนไว้ได้เลยหนึ่งละ การลงนรก มีแล้วสำหรับเขา เพราะว่าการถือเป็นอาชีพแบบนี้เป็นการรับจ้างบังสุกุล พระไม่มีแบบนั้น มันจัดเป็นโลภะ ความโลภ เราบวชเพื่อทำลายความโลภ ไม่ใช่บวชเพื่อการสะสมความโลภอย่างนี้เขาเรียกว่า บวชซื้อนรก แสวงหานรกเป็นทุน ก็ดีเหมือนกัน

Paang
02-14-2006, 06:34 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 --------> หน้า 7

๔. วัตรของพระ (ต่อ)
๔๐) อยากจะขอร้องบรรดานักปราชญ์ทั้งหลาย ถ้าจะทำอะไรละก็ บาลีมีอย่างไรก็ควรจะแปลให้ครบเพราะเรื่องนี้เคยเทศน์มาในสมัยที่เป็นนักเทศน์ เขาไม่ได้ตัดบทให้มันสั้นแบบนี้ การทำเช่นนี้ เป็นการทำลายความดีขององค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ศาสนาของตถาคตที่จะหมด ที่จะเสื่อม ที่จะสลายไป ไม่ใช่ใคร คือลูกตถาคตนั่นเอง ตอนนั้นท่านตรัสไว้ ฟังแล้ว อ่านแล้วก็คิดไม่ออก มาตอนเจอะหนังสือที่เขาลอกบาลีมาตัดตอนที่สำคัญ ๆ ทิ้ง ตอนนี้คิดได้ คิดได้แล้วว่านี่ศาสนาขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วถูกบั่นทอน ริดรอนลงไปเสียมาก

๔๑) เวลาจะนึกถึงคุณของพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าให้นึกถึงพระอริยสงฆ์ ก็อยากจะแนะนะแม้แต่เด็กหรือว่าเณรตัวเล็ก ๆ อายุเท่ากับ ๗ ขวบขึ้นไป หากว่าท่านผู้นั้นเป็นพระอริยเจ้านะไหว้ได้เต็มที่อย่างนี้ถึงจะถูก ไม่ใช่มาไหว้ยี่ห้อกัน เพราะตามบาลีไม่ต้องการแบบนั้น ต้องการแบบเดียวให้ไหว้พระอริยสงฆ์

๔๒) พระสมัยนี้ศีล ๒ ยังไม่ค่อยมีเลยนะ ดีไม่ดี ๕ ตัวไม่มีสักตัว นี่เคยเจอเยอะ ไม่รู้บวชกันอย่างไร ช่าง ดี นรกเขาจะได้ไม่ว่าง พวกพระนี่ปฏิบัติแค่ศีล ๕ ไม่ได้ ต้อง ๒๒๗ ถ้า ๒๒๗ก็ยกเสีย ๗ เหลือ ๒๒๐ ที่ยกนี่ไม่ได้มาตรฐาน ไว้เป็นเครื่องพิจารณา ทีนี้อาบัติทุกข้อ อย่าเข้าใจว่าไม่บาป อาบัติทุกจุด พาลงนรกทั้งหมดเพราะเราเป็นปูชนียบุคคล ปฏิบัติเท่าเขาไม่ได้ ต้องสูงกว่าเขา ที่นี้ถ้าเราทรงศีลบริสุทธิ์ เราก็นอนตีพุงสบาย เรื่องนรก เราไม่มีทางเกิดในนรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี เป็นอสุรกายก็ตาม ๔อย่างนี้ไม่มีสำหรับท่านที่มีศีลบริสุทธิ์

๔๓) เวลาที่เราจะบูชาพระสงฆ์ นึกถึงความดีของพระสงฆ์ ไม่ใช่จะไปนึกหลวงตาองค์นั้นหลวงปู่องค์นี้ พระครูองค์นั้น เจ้าคุณองค์นี้ สมเด็จองค์โน้น อย่างนี้ลงนรกหมด เพราะพวกนั้นติดเป็นมหาเปรียญ เป็นพระครู เป็นเจ้าคุณ เป็นสมเด็จจะไปไหนก็ลงนรกไปเขาไม่มีกันในพระพุทธศาสนา นั่นมันโลกธรรม เขาไม่ใช้ เขาใช้อย่างเดียวคือความบริสุทธิ์

๔๔) ขอให้ทราบไว้อีกนิดว่า การแสดงฤทธิ์นั้น แสดงได้ตั้งแต่ได้ฌานโลกีย์ ท่านที่ชอบอวดฤทธิ์ แสดงฤทธิ์นั้น ส่วนมากไม่ใช่พระอริยเจ้า เพราะพระตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปแล้วไม่ฝืนคำสั่งของพระพุทธเจ้า ถ้าจะเหาะก็ต้องแอบเหาะ ไม่ให้ใครเห็น เมื่อจวนถึงที่หมายก็รีบลง
เกรงคนอื่นจะเห็น พวกที่ชอบแสดงฤทธิ์ มักเป็นพวกมีวิชาทางโลก หรือพวกได้ฌานโลกีย์ ที่ยังอยากให้คนชมว่าดีทางมีฤทธิ์ ก็เลยแสดงความเห็นชอบของแก ปล่อยแกเถอะ เพราะตัวแกยังดีไม่พอต้องขอให้คนอื่นเขาชมเพิ่มเติม เพื่อเสริมความดีให้บริบูรณ์ เป็นความเข้าใจขอท่านอย่างนั้น

๔๕) คุณธรรมที่ทำให้เป็นพระสงฆ์ ก็คือ

๑. มีอารมณ์ไม่เกาะในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่พอใจหรือว่าไม่ดีใจเกินไปที่ได้ลาภได้ยศ ได้สรรเสริญ สุข รวมความว่าไม่เมาก็แล้วกัน ถ้าเขาให้ลาภมาก็พิจารณาลาภให้เป็นคุณไม่มาสะสมเพื่อความเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีได้ยศมาก็ปฏิบัติตามหน้าที่ที่เขาให้มา ไม่เอายศไปเบ่งใคร ไม่ทะนงตัวว่าเราเป็นผู้วิเศษกว่าคนอื่นว่ามียศ ทีนี้ถ้าใครเขาสรรเสริญ ก็มีอารมณ์คิดว่า เจ้านี่หวังต้องการเอาเราไปเป็นทาสคำสรรเสริญ นี่ถ้าเขาไม่ต้องการใช้เราก็ไม่มีใครมาชมเรา พระพุทธเจ้าบอกว่าถ้าหากได้ยินคำสรรเสริญให้คิดว่า นี่เขาเอาหอกหรือแหลนหลาวเข้ามาเสียบหัวใจเรา ทีนี้ความสุขจากกามสุขเกิดขึ้น ก็รู้ทันทีว่าไอ้นี่มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ นำความทุกข์มาให้ไม่มีอะไรดี ทีนี้ลาภเสื่อมไป ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาแล้วมันก็สลายตัวไปได้ ยศก็เหมือนกัน ไม่น่าจะเดือดร้อน เขานินทาว่าเราเลว ถ้าเราทำดีเสีอย่างเดียวมันก็ไม่เลวไปตามคำเขาพูดทีนี้ความทุกข์ที่เกิดมา เราก็รู้แล้วว่า คนที่เกิดมาในโลกจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตามไม่มีเวลาไหนที่จะมีความสุข มันมีแต่ความทุกข์ตลอดเวลา

๒. ท่านผู้นั้นไม่เมาอยู่ใน สักกายทิฏฐิ มีอารมณ์คิดเป็นปกติว่า อัตภาพร่างกายที่เรียกว่าขันธ์
๕ อันนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา เรียกว่า วางร่างกายเสียได้ ถือว่าร่างกายนี่มันจะพัง มันจะทำลายเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีความเกิดเป็นเบื้องต้นแล้ว ก็มีความเสื่อมติดตามมา แล้วก็มีการสลายตัวไปในที่สุด ที่เราเรียกกันว่าตายอันนี้ท่านถือว่าเป็นธรรมดา ขณะที่ทรงกายอยู่ จะมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียน มีอารมณ์เข้าข้องใจ หรืออะไรก็ตาม มันเป็นเหตุของความไม่ปกติของร่างกาย ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่หวั่นไหว แล้วเวลามันจะตายจริง ๆ ท่านก็เลยบอกว่า ดี พังเสียได้นั่นแหละดี เพราะฉันเป็นทาสแกมานานแล้ว
๔๖) ความดี หรือมรรคผลที่เราถึง ไม่ใช่เพราะพรรษามาก พรรษาน้อย อย่าถือว่าพรรษามากต้องดี ต้องเก่ง ต้องวิเศษกว่าพระพรรษาน้อยเสมอไป ถ้าบังเอิญพระพรรษาน้อยมีบารมีดี มีกำลังใจตั้งมั่น บุกบั่น ปฏิบัติในด้านของความดี ประเดี๋ยวเดียวเขาก็ถึง งานทุกอย่างในทางพุทธศาสนาขึ้นอยู่กับใจ ถ้าว่าตามภาษาพระว่าขึ้นกับ สติสัมปชัญญะ กับ ปัญญา
๔๗) การบังสุกุลนี่เขาให้พระไปบังสุกุลตัวเอง ให้เปรียบเทียบกับศพ คนที่ตายนี่สภาพเดิมมีสภาพเช่นเดียวกับเราทั้งหมด พูดได้เดินได้ พูดจริงได้ พูดโกหกได้ ใช่ไหม ทำได้ทุกอย่างเวลานี้เขาสิ้นลมปราณไปเสียแล้ว ร่างกายแบบนี้มันไม่จีรังยั่งยืน มันไม่เที่ยง ขณะที่มันเกิดขึ้นมาแล้วมันก็มีทางเสื่อมเป็นปกติ ในที่สุดก็ดับ ไอ้การดับไปนี้ก็เหมือนกับไม้ท่อนที่เขาทิ้งไว้ในกลางป่าเดินไม่ได้ เตสัง วูปสโม สุโข การเข้าไปสงบกายชื่อว่ามีความสุข ถ้าเราไม่มีกายอย่างนี้อีก มันหมายถึงนิพพาน แล้วก็มีความสุขอย่างยิ่ง นี่เขาให้พระไปพิจารณาตัวเอง แต่พระเอไปเป็นอาชีพเสียนี่ ไปบังสุกุลที เอ วันนี้ ถวายเท่าไร ดีไม่ดีบ้านนี้หิ้วกันร่องแร่ง ๆ บอกไม่ว่างไปงานโน้น ติดเสียแล้ว เห็นจนหน่อย นี่ลงนรกนะ ถ้าถือว่าเขานิมนต์ไปจะต้องถวายเงิน ถ้าจิตคิดอย่างนี้ลงนรกแน่ เพราะเป็นโลภจิตถ้าถือว่าเป็นกิจการนิมนต์ก็ไป ไปตามหน้าที่ หน้าที่ไปก็ไปดูศพเป็นอสุภสัญญา เป็นอสุภกรรมฐาน อันนี้ได้บุญแน่ เขาให้ก็ได้บุญ เขาไม่ให้ก็ได้บุญ ถ้าถือเป็นอาชีพก็เสร็จ เสร็จจริง ๆ ไม่ใช่เสร็จเบานะ เสร็จหนักด้วย เพราะลืมตัว
๔๘) นี่ศึกษาไปแล้วก็ต้องปฏิบัติด้วย ถ้าเราฟังแล้วไม่ปฏิบัติ ผลมันก็ไม่เกิด เหมือนกับการบวชพระ โกนหัวห่มผ้าเหลือง แต่ไม่มีความเคารพในพระธรรมวินัย ก็ไม่มีอะไรเป็นผล ถ้าทำตนเหมือนพระ แต่ว่าไม่ได้ปฏิบัติอย่างพระ ผลที่เราจะพึงได้ก็คือ อเวจีมหานรก เพราะอะไร เพราะหลอกลวงชาวบ้านเขาหากิน กินข้าวของชาวบ้านที่ตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย พระเรามีโทษหนักมีอเวจีเป็นที่ไป

๔๙) พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา อันดับแรกจะต้องระงับ นิวรณ์ ๕ ประการให้ได้เสียก่อนจึงจะเรียกว่า เนกขัมมบารมี เมื่อระงับ นิวรณ์ ๕ ประการได้แล้ว ก็จะต้องรักษาศีล ๒๒๗ ให้ครบถ้วน พยายามรักษามันให้ครบ ถ้าไม่ครบมันพลาดสิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่งก็ตาม ให้หวังได้เลยว่า เราตกนรกแน่นอน อันนี้ไม่ได้ขู่ เคยมีตัวอย่างมาแล้ว

๕๐) ในเมื่อเราตั้งใจบวชเข้ามาเพื่อปฏิบัติความดี ก็ไม่น่าหนักใจ ต้องคิดว่าพระอรหันต์ทุกองค์ท่านไม่ได้เป็นพระอรหันต์มาตั้งแต่กำเนิด ท่านก็ประพฤติปฏิบัติเริ่มต้นแบบเดียวกับเรานี่แหละ ทำไปแก้ข้อบกพร่องไปเรื่อย ๆ มีความเพียรเป็นปกติ มี อิทธิบาท ๔ ครบถ้วน จะทำสิ่งใดมันก็ต้องสำเร็จจนได้ มันก็สำเร็จทุกอย่าง ฉะนั้น ในเมื่อเราบวชมาแล้วเขาเรียกเราว่า พระ สึกไปแล้วก็ควรจะเป็นพระต่อไป พระที่นุ่งผ้าเหลืองหรือไม่นุ่งผ้าเหลืองไม่มีความหมาย ความหมายมันอยู่ที่ว่าเราเป็น พระอริยเจ้าหรือเปล่าถ้าเรานุ่งผ้าเหลืองอยู่ แต่จิตของเราไม่ถึงความเป็นพระอริยเจ้า ก็เป็นได้แค่สมมุติสงฆ์ เราก็ยังเป็นเหยื่อของนรกอยู่ตลอดเวลา การบวชไม่มีความหมาย แค่ถือเพศของการบวชเฉย ๆ ประโยชน์ของการบวชไม่มีเลย

๕๑) ในเมื่อมาบวชแล้ว ก็ตัดนรกตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันสึก ถ้าสึกแล้วก็ควรตัดตลอดไปจนกว่าจะถึงวันตาย นั่นคือคุมอารมณ์ของพระโสดาบันไว้ อารมณ์ของพระโสดาบันไม่มีอะไรมาก มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ อันนี้เรามีกันอยู่แล้ว ต่อไปก็ดูสิกขาบท ศีลทุกสิกขาบทพยายามรักษาไว้ให้ได้ อย่าให้บกพร่อง และส่วนสำคัญอีกอันหนึ่งนั่นก็คือ อารมณ์พระนิพพาน เราจะทำงานทำการอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นการให้ทานแก่สัตว์ก็ดี ให้ทานแก่คนก็ดี ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องส้วมก็ดี รักษาความสะอาดบริเวณวัดก็ดี ทำดีทุกอย่างเราไม่ต้องการผลตอบแทนเป็นอย่างอื่น สิ่งที่เราทำไปแล้วนี้ เราทำเพื่อพระนิพพานอย่างเดียว ถ้าเราทำอย่างนี้อยู่เป็นปกติ และพยายามรักษากำลังใจแบบนี้ไว้ได้อยู่เสมอ เราก็สามารถที่จะตัดนรกออกไปได้ ไม่มีปัญหา

Paang
02-14-2006, 07:46 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 --------> หน้า 8


๕. พิจารณาพระกรรมฐาน

๕๒) พระก็ดี เณรก็ดี บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ถ้าหากว่าท่านต้องการจะไป
พระนิพพานเร็ว ๆ ถ้าชาตินี้เราไปไม่ทัน เราก็พิจารณาดูในพระกรรมฐาน ที่พระพุทธเจ้า
สอนไว้ใน มหาสติปัฏฐานสูตร ก็ดี หรือว่าใน พระกรรมฐาน ๔๐ ก็ดี กองใดกองหนึ่งในด้านสมถภาวนา ถ้าเราจับใจในกองไหน ฝึกฝนในกองนั้นให้เป็นพิเศษ ยึดกองนั้นไว้เป็นอารมณ์ เวลาท่านตายจากชาตินี้ไปแล้ว ถ้าหากว่าท่านยังไม่ได้พระโสดาบัน สกิทาคามีอนาคามี อรหันต์ ไม่เป็นไร เพราะว่าถ้าอาศัยจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทตั้งอยู่ในกุศล เป็นอันว่าท่านตายจากชาตินี้แล้วก็ไม่พลาดจากสวรรค์หรือว่าพรหมโลก ทีนี้ เวลากาลใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตร พระผู้มีพระภาคเจ้าจะตรัสใหม่ก็ดี หรือว่ายังมีพระอรหันต์อยู่ในโลกก็ดี ท่านก็จะเลือกเกิดในจังหวะนั้น เพราะว่าบุญบันดาลไปเพราะความดี เวลาเราจะลงมา ความดีก็ช่วยส่งลงมา เมื่อมาพบพระพุทธเจ้าก็ดี พบพระอรหันต์ก็ดี ท่านก็จะเทศน์ตามจุดที่เราพอใจตามนั้น ตัวอย่างที่เราจะพึงได้ก็คือเช่นเดียวกับ พระยส อย่างน้อยที่สุดฟังเทศน์กัณฑ์แรกเป็นพระโสดาบัน ถ้าซ้ำอีกทีก็เป็นพระอรหันต์ได้ นี่เป็นของไม่ยาก

๕๓) เมื่อสมาทานพระกรรมฐานแล้ว ก่อนที่ญาติโยมพุทธบริษัทจะภาวนา อย่าลืมคิดถึงความเป็นจริงว่า การเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นทุกข์ การเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมก็ไม่เป็นสุขจริง เพราะว่าพ้นจากความทุกข์ชั่วคราว ก็ต้องลงมาหาความทุกข์ใหม่ ฉะนั้น กำลังใจของเราจึงตัดสินให้แน่นอน ขึ้นชื่อว่าชีวิตนี้การเกิดคราวนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย และเราก็จะตายครั้งสุดท้าย แล้วเราจะไม่มีการเกิด การตายต่อไป เมื่อชีวิตร่างกายนี้พังเมื่อไร ขึ้นชื่อว่าความเป็นมนุษย์ก็ดี ความเป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี จะไม่มีสำหรับเรา เราต้องการจริง ๆ คือ นิพพาน รวบรวมกำลังใจสั้น ๆ แบบนี้นะ ทำกำลังใจวนไปเวียนมาเพื่อเกิดสุข หลังจากนั้นก็ภาวนาตาอัธยาศัย สำหรับคำภาวนานี่ญาติโยมที่ปฏิบัติคล่องตัวแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะต้องแนะนำกัน ถ้าบรรดาญาติโยมทุกท่านปฏิบัติมาจากที่อื่น ใช้คำภาวนาพิจารณาแบบไหนคล่องตัวแล้วจง อย่าเปลี่ยน ที่นี่ไม่บังคับให้เปลี่ยน เฉพาะสุกขวิปัสสโกถ้าหากว่าญาติโยมผู้ใดไปเปลี่ยนเข้าละเหมือนขึ้นต้นใหม่ ไม่จำเป็น เพราะคำภาวนาและพิจารณาเป็นจุดให้เกิดสมาธิและปัญญามีผลเสมอกัน สำหรับญาติโยมบางท่านที่ใหม่จริง ๆ ไม่เคยปฏิบัติมาก่อนก็ให้ใช้คำภาวนาว่า พุทโธ เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ เอาแค่นี้แหละ

๕๔) เวลาที่ทำสมาธิจริง ๆ นี่เขาถือว่าเป็นพรหมจรรย์นะ เป็น เนกขัมมบารมีเนกขัมมบารมี อันดับต้น จะต้องไม่มี นิวรณ์ห้าประการ กวนใจ คือ

๑. ความรักในระหว่างเพศ ในขณะที่เราทรงสมาธิ มันจะไม่กวนใจ
๒. ความโกรธ ความพยาบาท มันจะไม่เข้ามากวนใจในเวลานั้น
๓. ความง่วงเหงาหาวนอน จะไม่เข้ามากวนใจ
๔. อารมณ์ฟุ้งซ่านรำคาญ ก็จะไม่เกิดขึ้นในใจและ
๕. ความสงสัย จะไม่มี

ทีนี้ถ้าเราทรง พรหมวิหารสี่ จิตสะอาดเหมือนน้ำนิ่ง น้ำนิ่งก็ใส นิวรณ์ ห้าประการไม่กวนใจ จิตก็เป็นฌานสมาบัติ ในเมื่อจิตเป็นฌานสมาบัติมีอารมณ์สงัด ตอนนั้นปัญญามันเกิด ปัญญามันจะเกิดเห็นทุกข์จริง ๆ ที่เราเห็นเมื่อก่อนมันยังไม่จริง ไอ้นี่การรู้ความทุกข์มาตอนหลัง ก็จะมองเห็นทุกข์ชัดเจนขึ้นว่า การเกิดทั้งหมดเป็นทุกข์จริง ๆ ทีนี้การหนีทุกข์ได้เราจะต้องหนีการเกิด หนีการเกิดจะทำอย่างไร ทำอย่างนี้

๑. มีศีลเป็นขั้นต้น
๒. มีสมาธิ
๓. มีปัญญา

ก็รวมความว่า วันนี้เราหาทางกำจัดเหตุให้เกิดทุกข์โดยย่อนะ สิ่งใดที่เราจำจะต้องทน ต้องทำให้เราทนสิ่งนั้นเป็นทุกข์และเหตุที่ทำให้เราเกิดทุกข์ คือ ตัณหา สามประการคือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ไอ้นี่มีด้วยกันทุกคน ทีนี้เราจะกำจัดตัณหาสามประการได้อย่างไร นั่นก็คือศีลบริสุทธิ์ และพยายามทรงสมาธิให้เป็นฌานสมาบัติ ให้ทรงอารมณ์ ตัวสมาธิทรงอารมณ์นี่ญาติโยมนะ ถ้าญาติโยมปฏิบัติใน มโนมยิทธิ ก็จะสังเกตง่าย หรือปฏิบัติในหลักสูตรวิชชาสามมี ทิพจักขุญาณ ก็จะสังเกตง่าย เราต้องการใช้ มโนมยิทธิ เมื่อไร ไม่ต้องภาวนานึกปั๊บจับได้ทันที อันนี้เป็นผู้ทรงฌาน ถ้าอารมณ์ทรงฌานอย่างนี้ได้ ตัวปัญญามันเกิดแน่

๕๕) คำว่า จิตทรงฌาน ไม่ใช่ว่าไปนั่งสมาธิทั้งวัน ไอ้นั่นน่ะมันบ้าแล้วถ้านั่งสมาธิทั้งวันนี่เป็นโรคประสาท เป็นบ้าแน่ คำว่า สมาธิ เขาแปลว่า ตั้งใจ ต้องทำกำลังใจเบา ๆ อันดับแรกที่สุดเราจะทำงานทำการต้องทำทุกอย่าง งานอะไรมีขึ้นต้องทำ ไม่ใช่ทำสมาธิแล้ว ฉันไม่ทำงาน อันนี้ตกนรกแน่ ไม่ช้าความปรารถนาไม่สมหวังเกิดขึ้น ในเมื่อความปรารถนาเกิดขึ้นอารมณ์มันก็ฟุ้งซ่าน มีความเดือดร้อน เกิดการเดือดร้อนขึ้นมา จิตใจก็เดือดร้อน ลงนรกไปเลย อย่านึกว่ามีฌานเป็นของดี ฌานน่ะดีแน่ แต่ทำให้ถูก คำว่า ผู้ทรงฌาน แปลว่า ผู้มีจิตใจปกติจะไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์ อำนาจของนิวรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม จะไม่ให้มีอำนาจเหนือจิตใจ ยามว่างถ้าเรายังไม่เป็นอรหันต์ ย่อมมีนิวรณ์เข้ากินใจเป็นธรรมดา แต่ถ้าเวลาต้องการฌานเมื่อใด นิวรณ์จะต้องกระเด็นออกทันที ถ้ากระเด็นบ่อย ๆ ไม่ช้ามันก็ไม่เข้ามายุ่งกับใจ เราทำงานทำการทุกอย่าง ใจไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์ อย่าถือว่าทำฌานสมาบัติแล้วทำโน่นทำนี่ไม่ได้ ไอ้นั่นละตัวนรกละ ไม่ช้ามานะมันจะเกิด

Paang
02-14-2006, 07:53 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 --------> หน้า 9

๕๖) การปฏิบัติพระกรรมฐานของบรรดาท่านพุทธบริษัท อันดับแรกทุกคนให้มีความรู้สึก
ไว้เป็นประจำใจ ทุกลมหายใจเข้าออก มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า ชีวิตที่เราทรงอยู่นี้มันจะ
ต้องตาย ไม่มีใครที่จะทรงอยู่ตลอดกาล ตลอดสมัย ฉะนั้นในเมื่อมันจะตายจากความเป็นคน เราจะไม่ยอมขาดทุน นั่นคือเราจะไม่ยอมย้อนลงอบายภูมิ ที่เกิดเป็นสัตว์นรกเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ความจริง ถ้าเรากลับเกิดเป็นคนใหม่ก็ถือว่าขาดทุนเหมือนกัน ทางที่ดีก็ควรจะคิดว่า ถ้าอย่างเลวที่สุดเมื่อตายจากความเป็นคน เราควรจะเป็นเทวดาหรือพรหม ถ้าดีที่สุดนั่นก็คือว่าเราจะไป พระนิพพาน

๕๗) การเจริญพระกรรมฐาน ความสำคัญที่สุดก็อยู่ที่ความเข้าใจ ถ้าหากว่าเราเข้าใจ
เสียแล้ว ผลในการปฏิบัติก็มีผล ทีนี้สำหรับส่วนใหญ่ การเจริญพระกรรมฐานนี่ ไม่ค่อยจะสร้างความเข้าใจกัน จึงไม่มีผล มักจะถือเอาเวลาหลับตาภาวนาเป็นสำคัญ เราจะเห็นได้ว่า ในสมัยเมื่อองค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชีวิตอยู่เวลานั้นองค์สมเด็จพระบรมครู เวลาเทศน์จบปรากฏว่ามีท่านส่วนใหญ่ได้บรรลุมรรคผลแล้วก็ยังไม่ปรากฏว่าในสถานที่ใดที่รับฟังจากคำสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรแล้ว ก็ไปขะมักเขม้น เรื่องการหลับตามากกว่าการคิด ความจริงธรรมะขององค์สมเด็จพระธรรมสามิสรจะมีผลจริง ๆ อยู่ที่ความเข้าใจ เมื่อท่านทั้งหลายเหล่านั้นฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้า ฟังแล้วท่านก็คิดตาม ใช้ปัญญาพิจารณาไปด้วย เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น จิตก็ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน

๕๘) เวลาปฏิบัติพระกรรมฐานให้มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า เราฝึกจิต ไม่ใช่ฝึกกาย ถ้าเอา
กายไปนั่งแข่งกันว่า ฉันนั่งได้นานกว่า ยืนได้นานกว่า เดินได้นานกว่า นอนภาวนาได้นาน
กว่า ตัวนี้ยิ่งเลวจัด มันเป็นมานะถือตัวถือตน เป็นการโอ้อวด นำเอาอุปกิเลสเข้ามาใส่ใจ
นี่เป็นอารมณ์เลว ไม่ใช่อารมณ์ดี ไอ้คำว่านาน นี่ไม่ใช่ความประสงค์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมของเราไม่ใช่ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ต้องใช้การปฏิบัติให้มีความรวดเร็ว แต่เร็วก็ไม่ใช่นั่งเร็ว นอนเร็ว ยืนเร็ว เดินเร็ว แต่ว่าเร็วนั้นก็คือ ทำจิตให้มันเกิดความฉลาด ให้จิตมันยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง ถ้าเราพิจารณาแต่รูปตัวเดียวเราก็เป็นอรหันต์ได้ ท่านพาหิยะท่านพิจารณาอะไรได้บ้าง ก็รูปตัวเดียวเท่านั้น ถ้าเราตัดรูปเสียได้ตัวเดียว อะไรมันจะเหลือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ถ้าไม่มีรูป มันมีเสียงได้หรือเปล่า แล้วก็มันจะมีกลิ่นได้ไหม ถ้ารูปมันไม่มีเสียอย่างเดียว เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันจะมีได้ที่ไหน เป็นอันว่าเราก็ตัดตัวเดียว ตัดที่รูป ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ อะไรมันก็เกิด รูปมันเกิด นี่เราพูดกันในแนวของอริยสัจ

๕๙) การเจริญพระกรรมฐาน อย่าทำเพื่ออวด ถ้าไม่มีความจำเป็นอย่าแสดงตนให้เขารู้ว่าเราเป็นนักเจริญพระกรรมฐาน เวลาที่ทำจิตสงบสงัด หาที่ลับเป็นเครื่องกำบังบุคคลไม่ให้เห็น ถ้าหากว่าเราเห็นว่ามันมิดชิดแล้ว นั่นเขาจะมาเป็นเรื่องของเขา ถ้าทำให้ชาวบ้านเขาเห็น บางวาระจิตมันคิดจะอวดเป็นมานะ เป็นกิเลสหนัก ไม่สมควร นักเจริญพระกรรมฐานจงอย่าเป็นผู้มีกังวล คือในขณะที่ทรงจิตเพื่อสมาธิ อย่ามีความห่วงใยใด ๆ ทั้งหมด กิจการงานที่จะพึงทำ ประตูหน้าต่างที่จะพึงปิด ก็ปิดเสียให้เรียบร้อย อย่าเปิดไว้ จะได้ไม่มีการระแวงสงสัย ฟืนไฟที่มันจะไหม้ได้ ก็พยายามดับเสียให้หมดจะได้ไม่สงสัยในกิจการงาน จิตไม่ห่วงงาน จิตจะได้มีความสุข

๖๐) ถ้าเรานั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธรูป เวลาบูชาพระควรจะมีแสงไฟปรากฏหรือมีแสงสว่าง ถ้าเวลาที่ก่อนจะเจริญพระกรรมฐาน ให้ลืมตาดูภาพพระหรือแสงสว่างก่อน แล้วก็หลับตาภาวนา ไม่ใช่เพ่งจนแสบตา ถ้าความสว่างมันเลือนหายไป เราก็ลืมตามาดูใหม่ จิตจะชิน ถ้าทำอยู่อย่างนี้เป็นปกติ เราจะนั่งอยู่หน้าพระก็ดี ที่ไหนก็ตามที หรือเดินไปกลางทุ่งกลางท่า ในป่าในดงก็ตามที จิตเรานึกถึงภาพพระ หรือแสงสว่างหรือแก้ว นึกถึงเมื่อไรเห็นได้ทันทีตามใจนึกตามใจปรารถนา มันเห็นทางจิต อย่างนี้ถือว่าเป็นนิมิตแห่ง อาโลกกสิณ หรือ อากาสกสิณ ที่ปรากฏ หรือ พุทธานุสสติ จะปรากฏประจำใจ จิตเป็นฌาน รวมความว่า ภาพแก้วก็ดี ภาพพระพุทธรูปก็ดี ที่เราต้องการ เราเห็นอยู่เป็นปกติ เราเห็นชัดเจนแจ่มใส เมื่อต้องการจะรู้อะไร ก็จะเห็นชัดเจนแจ่มใส นี่เป็นเครื่องวัด

Paang
02-14-2006, 07:57 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 --------> หน้า 10


๖๑) เวลาที่สมาทานพระกรรมฐาน ตัดสินใจทันทีว่า รูปกายประเภทนี้มันเลวที่สุด ร่างกายเราก็เลว ร่างกายบุคคลอื่นก็เลว ร่า