PDA

View Full Version : โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1


Paang
02-11-2006, 05:24 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 1

ความประสงค์ที่เจริญสมาธิ ก็คือ ต้องการให้อารมณ์สงัด และเยือกเย็น ไม่มีความ
วุ่นวายต่ออารมณ์ที่ไม่ต้องการ และความประสงค์ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ อยากให้พ้นอบายภูมิ
คือไม่เกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉาน อย่างต่ำถ้าเกิดใหม่ขอเกิดเป็นมนุษย์
และต้องการเป็นมนุษย์ชั้นดีคือ

๑. เป็นมนุษย์ที่มีรูปสวย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ไม่มีอายุสั้นพลันตาย
๒. เป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ ทรัพย์สินไม่เสียหายด้วย ไฟไหม้
โจรเบียดเบียน น้ำท่วม หรือลมพัดทำลายให้เสียหาย
๓. เป็นมนุษย์ที่มีคนในปกครองอยู่ในโอวาท ไม่ดื้อด้านดันทุรังให้มีทุกข์ เสียทรัพย์สิน
และเสียชื่อเสียง
๔. เป็นมนุษย์ที่มีวาจาไพเราะ เมื่อพูดออกไปเป็นที่พอใจของผู้รับฟัง
๕. เป็นมนุษย์ที่ไม่มีอาการปวดประสาท คือปวดศีรษะมากเกินไป ไม่เป็นโรคประสาท
ไม่เป็นบ้าคลั่งเสียสติ

รวมความว่าโดยย่อก็คือ ต้องการเป็นมนุษย์ที่มีความสงบสุขทุกประการ เป็นมนุษย์ที่มี
ความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินทุกประการ ทรัพย์ไม่มีอะไรเสียหายจากภัย ๔ ประการคือ ไฟไหม้

ลมพัด โจรรบกวน น้ำท่วม และเป็นมนุษย์ที่มีความสงบสุข ไม่เดือดร้อนด้วยเหตุทุกประการ
สำหรับอารมณ์ที่ต้องการในขณะทำสมาธิ ท่านต้องเข้าใจเสียก่อนว่า เวลานั้นต้องการ
อารมณ์สบาย ไม่ใช่อารมณ์เครียด เมื่อมีอารมณ์เป็นสุขถือว่าใช้ได้ อารมณ์เป็นสุขไม่ใช่อารมณ์
ดับสนิทจนไม่รู้อะไร เป็นอารมณ์ธรรมดาแต่มีความสบายเท่านั้นเอง ยังมีความรู้สึกตามปกติ
ทุกอย่าง

เริ่มทำสมาธิใช้วิธีง่าย ๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองมาก ใช้ธูปเทียนเท่าที่มีบูชาพระ ใช้
เครื่องแต่งกายตามที่ท่านแต่งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องแต่งตัวสีขาว ฯลฯ เป็นต้น เพราะ
ไม่สำคัญที่เครื่องแต่งตัว ความสำคัญจริง ๆ อยู่ที่ใจ ให้คุมอารมณ์ใจให้อยู่ตามที่เราต้องการ
ก็ใช้ได้

อาการนั่ง ถ้าอยู่ที่บ้านของท่านตามลำพัง ท่านจะนั่งอย่างไรก็ได้ตามสบาย จะนั่งสมาธิ
นั่งพับเพียบ นั่งห้อยเท้าบนเก้าอี้ หรือนอน ยืน เดิน ตามแต่ท่านจะสบาย ทั้งนี้หมายถึงหลังจาก

ที่ท่านบูชาพระแล้ว เสร็จแล้วก็เริ่มกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและหายใจออก คำว่า กำหนดรู้ คือ
หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ถ้าต้องการให้ดีมากก็ให้สังเกตด้วยว่า หายใจเข้ายาวหรือสั้น
หายใจออกยาวหรือสั้น ขณะที่รู้ลมหายใจนี้ และเวลานั้นจิตใจไม่คิดถึงเรื่องอื่นเข้าแทรกแซง
ก็ถือว่าท่านมีสมาธิแล้ว การทรงอารมณ์รู้เฉพาะลมหายใจเข้าออก โดยที่อารมณ์อื่นไม่แทรกแซง

คือไม่คิดเรื่องอื่นในเวลานั้น จะมีเวลามากหรือน้อยก็ตาม ชื่อว่าท่านมีสมาธิแล้วคือ
ตั้งใจรู้ลมหายใจโดยเฉพาะ
การเจริญกรรมฐานโดยทั่วไปนิยมใช้คำภาวนาด้วย เรื่องคำภาวนานี้อาตมาไม่จำกัดว่า
ต้องภาวนาว่าอย่างไร เพราะแต่ละคนมีอารมณ์ไม่เหมือนกัน บางท่านนิยมภาวนาด้วยถ้อยคำสั้น ๆ

บางท่านนิยมใช้คำภาวนายาว ๆ ทั้งนี้ก็สุดแล้วแต่ท่านจะพอใจ อาตมาจะแนะนำคำภาวนา
อย่างง่ายๆ คือ "พุทโธ" คำภาวนาแบบนี้ง่าย สั้น เหมาะแก่ผู้ฝึกใหม่ มีอานุภาพและมีอานิสงส์

มากเพราะเป็นพระนามของพระพุทธเจ้า การนึกถึงชื่อของพระพุทธเจ้าเฉย ๆ พระพุทธเจ้า
ตรัสไว้ในเรื่อง มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ว่า คนที่นึกถึงชื่อท่านอย่างเดียว ตายไปเกิดเป็นเทวดา
หรือนางฟ้าบนสวรรค์ ไม่ใช่นับร้อยนับพันพระองค์ตรัสว่านับเป็นโกฏิ ๆ

Paang
02-11-2006, 05:28 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 2

เมื่อภาวนาควบคู่กับรู้ลมหายใจจงทำดังนี้เวลาหายใจเข้านึกว่า "พุท" เวลาหายใจออกนึกว่า "โธ" ภาวนาควบคู่กับลมหายใจตามนี้เรื่อย ๆ ไปตามสบาย ถ้าอารมณ์ใจสบายก็ภาวนาเรื่อย ๆไปแต่ถ้าเกิดอารมณ์ใจหงุดหงิด หรือฟุ้งจนตั้งอารมณ์ไม่อยู่ก็จงเลิกเสีย จะเลิกเฉย ๆ หรือดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุหรือหาเพื่อนคุยให้อารมณ์สบายก็ได้ เพื่อเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ อย่ากำหนดเวลาตายตัวว่าต้องนั่งให้ครบเวลาเท่านี้แล้วจึงจะเลิก ถ้ากำหนดอย่างนั้นเกิดอารมณ์ฟุ้งซ่านขึ้นมา จะเลิกก็เกรงว่าจะเสียสัจจะที่กำหนดไว้ ใจก็เพิ่มการฟุ้งซ่านมากขึ้น ถ้าเป็นเช่นนี้บ่อย ๆ ก็จะเกิดเป็นโรคประสาทหรือเป็นโรคบ้า ขอทุกท่านจงอย่าทนทำอย่างนั้นอารมณ์ทรงสมาธิถึงแม้ว่าจะทรงไม่ได้นาน แต่ถ้าทำด้วยความเคารพก็มีผลมหาศาล

ตามที่ทราบมาแล้วในเรื่อง มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร แต่ถ้ารักษาอารมณ์ได้นานกว่า มีสมาธิดีกว่าจะมีผลมากกว่านั้นมาก การฝึกทรงอารมณ์ให้อยู่นานหรือที่เรียกว่ามีสมาธินานนั้นในขั้นแรกให้ทำดังนี้

ให้ท่านภาวนาควบกับรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้านึกว่า "พุท" หายใจออกนึกว่า
"โธ"ดังนี้ นับเป็นหนึ่ง นับอย่างนี้สิบครั้งโดยตั้งใจว่า ในขณะที่ภาวนาและรู้ลมเข้าลมออกอย่างนี้

ในระยะสิบครั้งนี้เราไม่ยอมให้อารมณ์อื่นเข้ามาแทรก คือไม่ยอมคิดอย่างอื่น จะประคองใจให้อยู่ในคำภาวนาและรู้ลมเข้าลมออกทำครั้งละสิบ เพียงเท่านี้ไม่ช้าสมาธิของท่านจะทรงตัวอยู่อย่างน้อยสิบนาทีหรือถึงครึ่งชั่วโมง จะเป็นอารมณ์ที่สงัดมาก อารมณ์จะสบาย จงพยายามทำอย่างนี้เสมอ ๆ ทางที่ดีทำแบบนี้เมื่อเวลานอนก่อนหลับและตื่นใหม่ ๆ จะดีมาก บังคับอารมณ์เพียงสิบเท่านั้นพอใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน จะสามารถทรงอารมณ์เป็นฌานได้เป็นอย่างดี

เรื่องของอารมณ์เป็นของไม่แน่นอนนัก ในกาลบางคราวเราสามารถควบคุมได้ตามที่เราต้องการ แต่ในกาลบางคราวเราก็ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะกระสับกระส่ายเสียจนควบคุมไม่อยู่ ในตอนนั้นควรจะยอมแพ้มัน เพราะถ้าขืนต่อสู้จะเกิดอารมณ์หงุดหงิด หรือเครียดเกินไป ในที่สุดถ้าฝืนเสมอ ๆ แบบนั้น อารมณ์จะกลุ้ม สมาธิจะไม่เกิด สิ่งที่จะเกิดแทนก็คือ อารมณ์กลุ้ม เมื่อปล่อยให้กลุ้มบ่อย ๆ ก็อาจจะเป็นโรคประสาทได้

ข้อควรระวังก็คือ ทำแบบการนับดังกล่าวแล้วนั้นสามารถทำได้ถึงสิบครั้ง หรือบางคราวทำได้เกินก็ทำเรื่อยๆ ไป ถ้าภาวนาไปไม่ถึงสิบอารมณ์เกิดรวนเรกระสับกระส่าย ให้หยุดสักประเดี๋ยวหนึ่งแล้วทำใหม่ สังเกตดูอารมณ์ว่าจะสามารถควบคุมภาวนาไปได้ไหม ถ้าสามารถควบคุมให้อยู่ภายในขอบเขตของภาวนาได้ และรู้ลมหายใจเข้าออกควบคู่กันไปได้ดี ก็ทำเรื่อย ๆ ไป แต่ถ้าควบคุมไม่ไหวจริง ๆ ให้พักเสียก่อน จนกว่าใจจะสบายแล้วจึงทำใหม่หรือพักไปเลย วันนั้นพักไม่ต้องทำเลยปล่อยอารมณ์ให้รื่นเริงไปกับการคุย หรือชมโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุ หรือหลับไปเลยเพื่อให้ใจสบาย ให้ถือว่าทำได้เท่าไหร่พอใจเท่านั้น ถ้าทำอย่านี้ไม่ช้าจะเข้าถึงจุดดี คืออารมณ์ฌาน

คำว่า ฌาน คือ อารมณ์ชิน ได้แก่ เมื่อต้องการจะรู้ลมหายใจเข้าออกเมื่อไรอารมณ์ทรงตัวทันที ไม่ต้องเสียเวลาตั้งท่าตั้งทางเลย ภาวนาเมื่อไรใจสบายเมื่อนั้น แต่ทว่าอารมณ์ฌานโลกีย์ที่ทำได้นั้นเอาแน่นอนไม่ได้ เมื่อร่างกายปกติ ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย ไม่ป่วย เราก็สามารถคุมอาการภาวนาหรือรู้ลมหายใจเข้าออกได้สบาย ไม่มีอารมณ์ขวาง แต่ถ้าร่างกายบกพร่องนิดเดียวเราก็ไม่สามารถคุมให้อยู่ตามที่เราต้องการได้

ฉะนั้น ถ้าหลงระเริงเล่นแต่อารมณ์สมาธิอย่างเดียว จะคิดว่าเราตายคราวนี้หวังได้สวรรค์พรหมโลก นิพพานนั้น เอาแน่นอนไม่ได้เพราะถ้าก่อนตายมีทุกขเวทนามาก จิตอาจจะทรงอารมณ์ไม่อยู่ ถ้าจิตเศร้าหมองขุ่นมัวเมื่อก่อนตาย อาจจะไปอบายภูมิคือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉานได้ ถ้าหลงทำเฉพาะสมาธิ ไม่หาทางเอาธรรมะอย่างอื่นเข้าประคับประคอง ถ้าเมื่อเวลาตายเกิด

มีอารมณ์เศร้าหมองเข้าครองใจ สมาธิก็ไม่สามารถช่วยได้ จึงต้องใช้ธรรมะอย่างอื่นเข้าประคองใจด้วย ธรรมะที่ช่วยประคองใจให้เกิดความมั่นคงไม่ต้องลงอบายภูมิ มีนรกเป็นต้นนี้ก็ได้แก่

กรรมบถ ๑๐ ประการ

การที่จะทรงความดีเต็มระดับตามที่กล่าวมาให้ครบถ้วน ให้ปฏิบัติดังนี้

๑. คิดถึงความตายไว้ในขณะที่สมควร คือไม่ใช่ทุกลมหายใจเข้าออก เมื่อตื่นขึ้นใหม่ ๆ
อารมณ์ใจยังเป็นสุข ก่อนที่จะเจริญภาวนาอย่างอื่น ให้คิดถึงความตายก่อน คิดว่าความตายอาจจะเข้ามาถึงเราในวันนี้ก็ได้ จะตายเมื่อไรก็ตามเราไม่ขอลงอบายภูมิ ที่เราจะไปคืออย่างต่ำไปสวรรค์ อย่างกลางไปพรหม ถ้าไม่เกินวิสัยแล้วขอไปนิพพานแห่งเดียว คิดว่าไปนิพพานเป็นที่พอใจที่สุดของเรา

๒. คิดต่อไปว่าเมื่อความตายจะเข้ามาถึงเรา จะเป็นเวลาใดก็ตาม เราขอยึดพระพุทธเจ้าพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต คือไม่สงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า ยอมเคารพด้วยศรัทธาคือความเชื่อถือในพระองค์ ขอปฏิบัติตามคำสอน

คือ กรรมบถ ๑๐ ประการ โดยเคร่งครัด ถ้าความตายเข้ามาถึงเมื่อไรขอไปนิพพานแห่งเดียว

Paang
02-11-2006, 05:33 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 3
โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๑
๑. พ่อสอนลูก

*** คนดี คือคนมีเมตตาปรานีต่อเพื่อน กับสงสารสงเคราะห์ซึ่งกันและกันด้วย สังคหวัตถุ
๑. ให้กันด้วยวัตถุ
๒. มีวาจาไพเราะอ่อนหวานเป็นที่รัก
๓. ช่วยกิจการงานของเพื่อน
๔. ไม่ถือตัว ไปที่ไหนทำตนเสมอกัน
หลัก ๔ ประการนี้ ถ้ามีอยู่ในใจของลูก ลูกปฏิบัติได้ พ่อจะมีความสุขใจมาก พ่อมีชีวิตอยู่พ่อก็มีความสุข พ่อตายไปแล้วเมื่อใด พ่อก็มีความสุขใจหรือตายอย่างนอนตาหลับ ทั้งนี้เพราะลูกของพ่อเป็นคนดี

*** ต้องทราบไว้เสมอว่า คนที่เกิดมานี่ มีต้นกรรมไม่เสมอกัน คนในโลกแบ่งออกเป็น ๔ ระดับคือ

๑. คนฉลาดมาก ที่ทำบุญไว้เต็มแล้ว มีบารมีครบถ้วน เพียงแนะนำแต่เพียงหัวข้อย่อ ๆ ก็บรรลุมรรคผลทันที
๒. บางพวกปัญญาบารมีหย่อนนิดหน่อย พออธิบายก็บรรลุมรรคผล
๓. บางพวกพอแนะนำให้เข้าใจในกุศลเบื้องต้นได้ แต่เอาบรรลุมรรคผลไม่ได้
๔. พวกสุดท้าย เป็นพวกเหลือขอ พูดไม่รู้เรื่อง อวดตัวว่าเป็นผู้วิเศษหมดทางแนะนำ
คนในโลกแบ่งออกเป็น ๔ พวกอย่างนี้ ลูกจงอย่าคิดว่าเขาจะเหมือนเราเสมอไป การแนะนำเป็นของดี แต่อย่าเอาใจเข้าไปผูกพัน ถือว่าบอกปล่อยเขาทำตามก็ดี ไม่ทำตามก็ช่างเอาตัวเรารอดเป็นการพอแล้ว ปล่อยเขา เขาจะคิด จะพูด จะทำอย่างไร อย่าสนใจเป็นอันขาด

*** อย่าเมากายจนเกินไป อย่าเมาชีวิต จงอย่าคิดว่าร่างกายของใครดี ดูร่างกายของเรานี้มันสกปรกโสมม และมีความเสื่อมโทรมไปเป็นธรรมดาในไม่ช้ามันก็พัง อยู่คนเดียวมีความสุข สุขอย่างมีคนคนเดียว แต่ก็ทุกข์อย่างมีขันธ์ ๕ ฉะนั้น ขอลูกทุกคนจงตั้งหน้าตั้งตาปลงจิตคิดว่า อนิจจาวตสังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนออุปปาทวยธัมมิโน เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็แก่ไปทีละน้อยคือทรุดโทรมไป อุปัตชิตวา นิรุตฌันติ เมื่อเกิดขึ้นแล้วในที่สุดก็ตายให้เอาใจนึกถึงภาพคนตายว่าเวลานี้คนที่เขาตายมานอนอยู่ข้างหน้าเรา สภาพมันเป็นอย่างไร เตสัง วูปสโม สุโข ร่างกายที่เปื่อยเน่าอย่างนี้ ถ้าเรางดไม่มีเสียได้แล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วตรัสว่าจะมีกายแก้วคือพระนิพพาน


*** พ่อขอแนะนำว่า ตัดสักกายทิฎฐิ ตัวเดียว ลูกรัก คือ อย่าสนใจในรูป รูปเราก็ดี รูปเขาก็ดีรูปวัตถุธาตุก็ดี ตัดกันเสียที เรื่องการเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหมเลิกกัน เราไม่ต้องการมันต่อไป เพราะว่ามันเป็นของไม่ดี เราไปนิพพานกันดีกว่า

*** ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น โลกธรรม ให้ถือว่าเป็นธรรมดาของโลก ให้วางมันเสีย กรรมของเราที่มีความโง่ เกิดมาในโลกนี้ โลกที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อน ความร้อนมันก็ถูกเรา แต่ว่าให้มันถูกแต่กาย อย่าให้มันเข้าไปถึงใจ ความสุขความทุกข์ในโลกอย่าสนใจ สนใจอย่างเดียวธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เรามีความสุข ร่างกายของเราจะอยู่ในโลกนี้ อีกไม่กี่วัน มันก็พังฉะนั้นในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานไปแล้วท่านบอกว่าท่านมีความสุขพระอรหันต์ทั้งหลาย ร่างกายของท่านพัง ท่านบอกว่าท่านมีความสุขเราก็พยายามทำให้สุขเหมือนท่านบ้าง ข้อสำคัญจงจำไว้ว่า จงอย่าคิดว่าเราดีไว้เสมอ มองดูความบกพร่องของจิต ว่าจิตเราบกพร่องตรงไหนบ้าง พยายามแก้ไขให้สู่ระดับความดี อย่างนี้เป็นความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงต้องการ บรรดาลูกรักของพ่อทุกคน ปฏิปทาใดที่องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความชนะในมารฉันใดขอบรรดาลูกรักทั้งหลายจงชนะในมารฉันนั้นด้วยกำลังใจที่ทรงความดี
</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
02-11-2006, 05:39 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 4


ลูกรักทุกคนเป็นคนนับถือพระพุทธศาสนาเวลานี้พ่อก็พูดได้เต็มปากว่า ลูกของพ่อทุกคนเป็นผู้ทรงอภิญญาเล็กและก็ทรงวิชชาสาม และวิชชาทั้งสองประการนี่ลูกรัก ลูกอย่าไปเมากิเลสว่าได้แล้ว จงอย่าคิดว่าดีขณะใดที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ มันไม่มีอะไรดีหรอกลูกฉะนั้นขึ้นชื่อว่าความดีที่เราได้จากพระพุทธศาสนา เมื่อมีร่างกายอยู่จงอย่าคิดว่าดี และก็จงอย่าตำหนิว่าเลวจงใช้พุทธภาษิตบทหนึ่งว่าอัตตนา โจทยัตตานัง จงตักเตือนตนของตนเองไว้เสมอว่าเรายังไม่ดี ขณะใดถ้ามีขันธ์ ๕ ขณะนั้นมันก็ไม่ดี

ขอบรรดาลูกรักทั้งหลายจงรักษาความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ไว้ งานใดที่พ่อนำลูกทั้งหลายทำ งานทั้งหลายเหล่านั้นขอลูกรักทั้งหมด จงรักษางานนั้นไว้ด้วยหัวใจของลูกเองคือรักษาไว้ด้วยชีวิต เพราะงานสาธารณประโยชน์เป็นกิจอันหนึ่งที่ทำให้คนไทยรวมตัวกัน มีความรักมีความสามัคคีซึ่งกันและกัน และทุกคนก็จะมีความสุข

ขอบรรดาลูกรักทั้งหลายจงเห็นว่าชีวิตมีความหมายน้อยกว่าความดี เราเกิดมาแล้ว ราวนี้เราก็ต้องตาย ไหน ๆ จะตาย ขอให้เราตายอยู่กับความดีเท่านั้นเป็นพอ และถ้าความดีนี้ เป็นความดีสูงสุดลูกรักทั้งหมดของพ่อก็จะไปนิพพานได้

เรื่องขันธ์ ๕ ของพ่อยึดถือไม่ได้ เพราะอะไร ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องของพ่อ ขันธ์ ๕ มันจะ
เกิด ขันธ์ ๕ มันจะพัง มันก็เป็นเรื่องของขันธ์ ๕ แต่ที่พยายามรวบรวมกำลังใจอยู่เช่นนี้
ก็เพราะว่าห่วงลูกห่วงหลาน เพราะลูกหลานของพ่อดีทุกคน ถ้าลูกหลานของพ่อไม่ดีขนาดนี้
ละก็ลูกเอ๋ยไม่ต้องห่วงอย่าว่าแต่เสียงของพ่อเลย แม้แต่ร่างกายของพ่อลูกก็จะไม่ได้เห็น
บางทีลูกจำนวนมาก อาจจะไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของพ่อเสียด้วย เวลานี้พ่อก็มาคิดถึงร่างกาย
ของพ่อ ว่ามันแก่มากแล้ว สงสารลูกรักที่มีความดี เพราะบรรดาลูกทั้งหลายคงจะคิดว่า
ที่พึ่งใหญ่ของเธอนี้ก็คือพ่อแต่ลูกจงอย่าลืมว่าที่พึ่งจริง ๆ ที่ลูกจะพึ่งได้ ก็คือธรรมะของ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พ่อได้ศึกษามาและก็ปฏิบัติมาพอมีผล ตามที่กำลัง
ของพ่อจะพึงทำได้แล้วนำมาสอนลูก

รู้สึกหนักใจว่าชีวิตของพ่อ จะมีโอกาสได้อยู่กับลูกกี่ปีก็ไม่แน่นักความจริงลูกทุกๆ คน ก็เป็นลูกที่น่ารักทั้งหมด พ่อรักลูกมาก ทั้งนี้เพราะงานของพ่อทุกอย่าง มีบางอย่างที่พ่อออกปาก ลูกทุกคนทำเอาชีวิตเข้าเสี่ยง แต่มีงานส่วนใหญ่ที่พ่อไม่ได้ออกปากขอร้องแต่งานนั้นควรจะพึงทำลูกทุกคนก็ทำทันที โดยไม่ต้องให้พ่อขอร้องกับลูก ทั้งนี้พ่อรวมถึงพระในวัดของพ่อด้วย พ่อก็ถือว่าเป็นลูกของพ่อเหมือนกัน พ่อเห็นใจ พ่อมีความรัก พ่อเสียดายในความดีของลูก แต่บางทีชีวิตของพ่ออาจจะต้องจากลูกไป ไอ้ความอาลัยนี่มันก็ต้องมี แต่ทว่าความรักความอาลัยในขันธ์ ๕ ก็ไม่ควรมีควรจะมีความรักความอาลัยกันแต่เฉพาะในด้านของความดี แต่พ่อคิดว่า ถ้าพ่อตายเป็นผี พ่อก็คงยังไม่ทิ้งลูก ทั้งนี้เพราะว่าพ่อก็นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วนานถึง ๒.๐๐๐ ปีเศษแต่ว่าภาพขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ก็ยังติดอยู่กับใจของพ่อ พ่อนึกขึ้นมาทีไรเห็นภาพขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทุกที แสดงว่าองค์สมเด็จพระชินศรี ก็มีความอาลัยรักในบุคคลที่มีความเคารพในพระองค์เหมือนกัน ฉะนั้นความรักลูกของพ่อถ้าหากว่าพ่อตายไปแล้วพ่อยังจะห่วงลูก ถ้าสามารถจะปรากฏได้

นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอลูกรักทั้งหลาย จงอย่าสนใจในร่างกายพ่อ และก็จงอย่าสนใจในร่างกายของลูก และก็จงอย่าสนใจในร่างกายของบุคคลใดทั้งหมด จงกำหนดจิตว่าร่างกายนี้ไม่ช้าก็ต้องสลายตัวเพื่อทำให้กำลังใจเป็นสุข ลูกรัก จงนึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยทั้งสามประการ คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ สามประการนี้ให้ประจำใจของลูก ลูกจะมีความสุขและหลังจากนั้นจงปฏิบัติในศีลห้าประการให้เคร่งครัดและปฏิบัติให้เป็นอัตโนมัติคือเป็นปกติ จิตนี้คิดไว้เสมอว่า ถ้าตายจากชาตินี้ไปแล้วขึ้นชื่อว่ามนุษยโลกก็ดี เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี ไม่มีสำหรับเรา สิ่งที่เราต้องการนั่นก็คือ พระนิพพาน

Paang
02-11-2006, 05:49 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 5

ฉันขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีองค์สมเด็จพระจอมไตรบรม-
ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด และพระพรหม
และเทพเจ้าทั้งหมด ขอทุกท่านจงกำหนดจิตจดจำลูกหลานของฉันไว้ว่า บุคคลผู้ใดก็
ตาม เมื่อเวลาจะตายขอให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีจิตน้อมไปในกุศลกรรมและขอ
ให้ได้รับผลที่ฉันได้ทำไปแล้วทุกประการ แก่ลูกหลานของฉันทุกคน เวลานี้ฉันมอง
ดูแล้วนะตรวจดูแล้ว สิ่งที่ฉันต้องการมันสมใจนึกแล้ว ฉันมีความอิ่มใจบอกไม่ถูก
เวลานี้ทำได้แล้วลูกหลานของฉันทุกคนมีศรัทธาเป็นอจลศรัทธาแล้ว มีความมั่นคง
ในพระพุทธศาสนาแล้วมีความดีพอสมควรแล้ว

*** ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พ่อไว้ พ่อถ่ายทอดให้แก่ลูก ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้ขอลูกจงถือว่า นั่นคือตัวแทนของพ่อ เพราะว่าชีวิตของพ่อนี่ พ่อไม่แน่ใจนักว่า จะมีอายุยืนยาวอีกสักกี่ปี ขอลูกทั้งหลายจงอย่าถือขันธ์ ๕ ของพ่อนี้เป็นสำคัญ
ปฏิปทาใดที่เป็นที่ชอบใจไม่เกินวิสัยลูกขอลูกจงทำและจงรักษาอภิญญาสมาบัติไว้ ขณะใด
ที่ใจของลูกยังรักษาอภิญญาสมาบัติไว้ รักษาปฏิปทาสาธารณประโยชน์ ขณะนั้นลูกจงภูมิใจ
ว่าพ่ออยู่กับลูกตลอดเวลา ถึงแม้ว่าร่างกายกายาของพ่อจะสลายไป แต่ใจของพ่อยังอยู่กับใจ
ของลูกลูกจะไปไหนก็ชื่อว่าพ่อไปด้วย ช่วยลูกทุกประการ

*** ลูกรักต้องถือว่า อภิญญาสมาบัติ ที่พ่อให้ลูกไว้เป็นสมบัติที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานมา ถ้าพ่อตายลงเมื่อไร ขอลูกจงถือว่า อภิญญาสมาบัติ นี่แหละคือชีวิตของพ่อที่อยู่กับกายกับใจของลูกตลอดเวลา คิดถึงพ่อคราวไร จงคิดถึง อภิญญาสมาบัติ ที่ลูกได้และลูกก็จงภูมิใจว่า ลูกอยู่กับพ่อตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก

*** ที่พ่อมีความรื่นเริง มีกำลังกายกำลังใจ ทำได้ทุกอย่างก็เพราะลูกทุกคนของพ่อเป็นคนดีอยู่ในโอวาทขององค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้น ลูกทุกคนจึงเป็นที่รักของพ่อ ใครเขาจะเกลียด ใครเขาจะชังลูก เป็นเรื่องของเขา แต่ว่าพ่อรักลูกทุกคนเสมอกัน
ต้องการอย่างเดียวคือ จะนำทางให้ลูกพ้นทุกข์ เข้าไปหาแดนความสุข ที่ไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ
ตาย ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ไม่มีความหนักใจแม้แต่นิดเดียว นั่นคือ พระนิพพาน

*** ความสุขรื่นเริงใจจริง ๆ ของพ่อก็คือ

๑. ถ้าเห็นลูกรักทั้งหมดของพ่อ มีจิต เมตตาปรานี ปรารถนาสงเคราะห์คน
และสัตว์ให้มี ความสุข
๒. เห็นลูกบริบูรณ์ไปด้วย สีลาจารวัตร
๓. ลูกของพ่อรู้จักตัด นิวรณ์ ๕ ประการ
๔. ลูกมีกำลังจิตเข้าประหัตประหารกิเลส สร้าง สังขารุเปกขาญาณ ให้เกิด

Paang
02-11-2006, 05:51 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 6

*** ขอลูกรักทั้งหมด จงอย่าสนใจกับคำนินทาและสรรเสริญ ลูกรักของพ่อทุกคนจงจำไว้ว่า
ถ้าร่างกายมันยังมีอยู่ จงอย่าปรารภว่าตนเป็นคนดี เพราะว่าสิ่งที่เราเกาะอยู่นี่มันเลว คือ
ขันธ์ ๕ได้แก่ ร่างกาย มันทั้งสกปรก มันทั้งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลง มีการป่วยไข้
ไม่สบาย มีการตายไปในที่สุด ร่างกายมันเป็นส่วนรับทุกขเวทนา ฉะนั้น ขอลูกรักทุกคน
จงอย่าสนใจกับร่างกายของตนเอง และของบุคคลอื่น คำว่าไม่สนใจหมายความว่า เมื่อยัง
มีชีวิตอยู่ก็เลี้ยงดูมันไปตามสภาพ มันหิวก็ให้มันกิน มันร้อนก็หาของเย็นให้ มันหนาว
ก็หาของอุ่นให้ และก็จงบอกกับมันว่า เอ็งตายคราวนี้ ข้าเลิกคบเอ็งละนะ ทั้งนี้ เพราะ
เอ็งไม่ดีเลย เอ็งมันเลวมาก ประคับประคองเท่าไร เอ็งก็ไม่ตามใจข้า

*** ลูกรักของพ่อ ถ้าลูกต้องการหมดความทุกข์ ต้องการมีความสุข ก็จงอย่าคิดว่าโลกนี้เป็น
ของเรา ทรัพย์สินทั้งหมดในโลกนี้เป็นของเรา ร่างกายนี้เป็นเรา เป็นของเรา ร่างกาย
ของบุคคลอื่นเป็นพวกเรา เป็นของเรา จงคิดว่า ร่างกายมันเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ เข้ามา
ประชุมกัน เห็นร่างกายภายในคือร่างกายของเรา ก็ทำความรู้สึกแต่เพียง สักแต่ว่าเห็น
คือไม่สนใจ ไม่ยึดถือว่ามันกับเราจะอยู่ด้วยกันตลอดกาลตลอดสมัย ตัดความโลภเสีย
ด้วยการให้ทาน ตัดความโกรธเสียด้วยการเห็นใจซึ่งกันและกัน ตัดความหลงคือ ยอมรับ
นับถือกฎของความเป็นจริง ลูกชายและหญิงของพ่อถ้ามีอารมณ์ได้อย่างนี้ทั้งหมด
ก็ปรากฏว่าทุกคนจะมีกำลังใจเป็นสุข ทุกคนจะหาความทุกข์ไม่ได้ เพราะมีใจสบาย
อารมณ์ใจของลูกจะสบายได้ เมื่อลูกยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง

*** ลูกรักทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ว่าความตายเป็นของเที่ยง ก่อนที่เรา
จะตายจงคิดว่า เราจะตายครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และไม่มีการตายต่อไป นั่นคือพระนิพพาน
พ่อมั่นใจในกำลังใจและความดีของลูกว่า พระนิพพานสมบัติจะไม่ขาดไปจากกำลังจิต
ของลูก และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ลูกของพ่อต้องได้แน่นอน นี่เป็นความหวังของพ่อ แต่ทว่า
ถ้าลูกรักของพ่อลืมความดีนี้เสียเมื่อไร จิตใจไปพัวพันอยู่ในราคะก็ดี พัวพันอยู่ในโลภะ
ความโลภก็ดี พัวพันอยู่ในความโกรธความพยาบาทก็ดี พัวพันอยู่ในความหลงก็ดี เป็นอันว่า
ลูกกับพ่อนี้ต้องแยกทางเดินกัน ไม่ใช่พ่อโกรธลูก แต่ว่าเวลาตายจริง ๆ เราตามกันไม่ไหว
หวังว่าลูกรักทุกคนคงจะจำได้ คงจะละสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้ คือพยายามละทีละน้อยปลด
เปลื้องมันไปไม่ช้ามันก็หมด

*** คนเราเกิดมาในโลก ที่ไม่ทำความชั่วเลยน่ะไม่มี ถ้าเราจะชดใช้บาปมันก็ชดใช้กันไม่ไหว
มีทางเดียวในกิจของพระพุทธศาสนาคือหนีบาป การภาวนาให้จิตทรงตัว การคิดถึง
คุณพระรัตนตรัย พยายามรวบรวม บารมี ๑๐ ประการไว้ให้ครบถ้วน พยายามตัด สังโยชน์ ๑๐ ประการให้หมด จรณะ ๑๕ ปฏิบัติให้ครบถ้วน มี พรหมวิหาร ๔
ให้ครบถ้วนทรง ศีล ให้บริสุทธิ์ มี อิทธิบาท ๔ ทรงตัว เมื่อมีการทรงตัวดังกล่าวมาแล้วนี้ ลูกรักของพ่อจะไม่ต้องเกิดอีกต่อไป

*** ยามปกติเอาจิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ นึกถึงพระพุทธเจ้าได้ ตั้งใจตัดกิเลสให้เป็น
สมุจเฉทปหาน เครื่องมือที่ลูกจะมีไว้นั่นคือ บารมี ๑๐ ทำให้ครบถ้วน สังโยชน์ ๑๐ ตัดให้ขาดให้หมด มี จรณะ ๑๕ มี อิทธิบาท ๔ มี พรหมวิหาร ๔ มี ศีล ปกติ มี ทาน ปกติ ทั้งหมดนี้
ต้องมีประจำใจจับ พระนิพพาน เป็นอารมณ์ ถ้าจิตเราจับ พระนิพพาน ได้แล้ว ลูกแก้ว
ของพ่อไม่ต้องวิตกกังวล ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของเราหมด

*** พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เราจะพึงศึกษาและปฏิบัติให้ละกันได้จริง ๆ นั่นก็คือ สังโยชน์ ๑๐ ประการ ขอลูกรักทุกคน ลูกมีกำลังใจเป็นมหากุศลยากที่จะหาคนอื่นเสมอเหมือนได้ แต่คำชมของพ่อ ขอลูกอย่าเหลิงถ้ามีความทะนงตนเมื่อไรลูกก็เลวเมื่อนั้นจงมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์เพียงใด ในเวลานั้นก็ชื่อว่าเรายังไม่มีความดีเราจะพยายามเก็บความชั่วทุกอย่างที่มันขังอยู่ในจิตทำลายให้มันตายสนิทอย่าให้มันเกิดขึ้นมาเมื่อกิเลส คือความชั่วตายหมด ชื่อว่าจิตว่างจากความชั่ว จงทรงไว้แต่ความดี และก็จะว่างจากความทุกข์จะทรงไว้แต่เพียงความสุขอย่างเดียว หวังว่าลูกรักของพ่อคงจำได้

*** ชาตินี้พวกเราควรจะพอกันเสียที เกิดทุกชาติก็ตายทุกชาติ เคยเป็นใหญ่ เคยเป็นกษัตริย์ มีทรัพย์สมบัติมากมายเอาติดมาไม่ได้เลย

๑. ให้นึกถึง มรณัสสติกรรมฐาน ไว้ เพราะเป็นสมถะและตัด สักกายทิฏฐิ ไปด้วย
เพราะคิดถึงความเสื่อม คือตายเป็นปกติ
๒. มี อนุสสติ ครบ เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์
๓. ทรง ศีล บริสุทธิ์
๔. นึกถึง พระนิพพาน เป็นอารมณ์

พวกเราทำ ๔ ข้อนี้ให้ได้ ไป นิพพาน หมด ไม่ต้องทำอะไรมากมายไปกว่านี้ เพราะเราทำ
ทุกอย่างมาเต็มหมดแล้ว

*** ขอลูกทุกคน ยังรักพ่อ ยังรักแม่ ก็ขอให้รักษาความดีที่มีอยู่แล้ว ให้เหมือนเกลือรักษาความเค็มและจงสร้างความดีตลอดไป ขึ้นชื่อว่าความดีใดที่องค์สมเด็จกระจอมไตรบรมศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้แล้ว ขอลูกทุกคนจงนำไปประพฤติปฏิบัติ

*** ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทานไว้ ขอลูกรัก
ของพ่อทุกคนจงทรงธรรมนั้นไว้ จนกว่าจะเข้านิพพานในชาตินี้

Paang
02-11-2006, 05:58 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 7

๒. การนับถือพระพุทธศาสนา

*** ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ที่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า ฟังคำแนะนำของพระพุทธเจ้าสักหน่อยหนึ่ง แล้วลองไปปฏิบัติตาม ถ้าทุกท่านที่ฟังแล้วนำไปปฏิบัติตามได้จริง อาตมาก็ขอยืนยันว่า การเกิดต่อไปข้างหน้าของท่าน ที่มีกี่ครั้งก็ตาม กี่ชาติก็ตาม ขอยืนยันว่า ทุกท่านจะไม่พบกับอบายภูมิทั้ง ๔ คือการเกิดเป็นสัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสุรกายก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี จะไม่มีแก่ท่านทุกชาติที่เกิดต่อไป และการเกิดของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ก็จะจำกัดการเกิด เอาเฉพาะการปฏิบัติอย่างหยาบ ๆ ท่านทั้งหลายถ้าจะมีการเกิดจริงถ้ากำลังใจของท่านย่อหย่อน ปฏิบัติได้แต่ว่าไม่เคร่งเครียดนักคือปฏิบัติได้ไม่ละเอียดนักพอทำกันได้ เรียกประเภท เช้าชามเย็นชาม แต่ก็สามารถทรงความดีไว้ได้อย่างนี้ ถ้าหากว่า
ท่านจะเกิดใหม่ก็เกิดเป็นเทวดาหรือพรหม ๗ ชาติ และกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ๗ ชาติ ตาม
หลักวิชาหลังจากนั้นก็เป็นพระอรหันต์ เข้านิพพานถ้ามีกำลังใจอย่างกลางคือไม่เก่งเกินไป ไม่เก่งจนถึงที่สุด คือว่าประเภททำได้ แต่ทำได้อย่างเชื่องช้า มีกำลังใจกลาง ๆ ที่เรียกว่า มีบารมีอย่างกลาง อย่างนี้ท่านจะเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม ๓ ชาติ จะเกิดเป็นมนุษย์อีก ๓ ชาติ เท่านี้ก็สามารถเป็นพระอรหันต์เข้านิพพาน

ถ้ามีกำลังใจเข้มแข็งทำได้แบบละเอียดจริง ๆ อารมณ์สุขุมทรงตัวได้อย่างดี ถ้ากำลังใจ
ประเภทนี้เราทำได้จะเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมอีกชาติเดียวเท่านั้น กลับลงมาเกิดเป็น
มนุษย์ อีก ๑ ชาติเป็นพระอรหันต์เข้านิพพาน

*** การยอมรับนับถือ บรรดาท่านพุทธบริษัทต้องนับถือกันด้วยความจริงใจ เป็นส่วนตัวด้วย และก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านด้วย สิ่งใดท่านห้ามว่าไม่ดีอย่าทำ สิ่งใดท่านแนะนำว่า อย่างนี้นี่เป็นจุดของความสุขจงทำ เราทำอย่างนี้ถือว่านับถือพระพุทธเจ้าจริง แต่ว่าการปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งในด้านศีลก็ดี ในด้านธรรมก็ดี คำสั่งสอนพระพุทธเจ้านี่มีถึง ๘๔,๐๐๐ หัวข้อ ก็ไม่จำเป็นต้องนำมาปฏิบัติทั้งหมด เลือกเอาโดยเฉพาะว่าสิ่งไหนที่พอจะปฏิบัติได้ เราทำอย่างนั้น อย่าปฏิบัติเกินกำลัง และ ตั้งใจปฏิบัติด้วยความจริงจังอย่างนี้ ถือว่าท่านมีความระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าจริง
มีการยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าจริง

*** พระพุทธเจ้า ทรงวางกฎไว้ว่า คนที่เข้าถึงความดีได้ต้อง

๑. ไม่เอาจิตไปกังวลกับเรื่องของชาวบ้านชาวเมืองคนอื่น คนอื่นเขาจะยังไงก็ช่าง เราควบคุม
ของเราเท่านั้นเป็นพอ อย่างนี้ชื่อว่า เข้าถึงสะเก็ดความดีของพระพุทธศาสนา
๒. ทรงศีลห้า เอาศีลห้าก็แล้วกัน สามสี่ไม่ต้องพูดกัน สามสี่ก็คือ ศีลห้า เราจะไม่ละเมิดศีลห้า
ด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นละเมิดศีลห้า และไม่ยินดีเมื่อเขาละเมิดแล้ว ทำใจได้
หรือยัง
๓. ระงับนิวรณ์ห้าประการ
๔. ทรงพรหมวิหารสี่ มีจิตเยือกเย็น อารมณ์จิตของบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและพระคุณเจ้า
ที่เคารพจะทรงฌานอยู่เสมอ

*** พิจารณาให้เห็นคุณพระรัตนตรัย โดยเห็นด้วยใจอันเต็มไปด้วยศรัทธาแท้และเห็นด้วยปัญญาว่าว่าพระรัตนตรัยมีคุณประเสริฐจริง ๆ เราจะรู้บาปบุญคุณโทษได้ ก็เพราะพระรัตนตรัยเป็นเหตุจนจิตมีความเคารพมั่นคงดำรงความนอบน้อมในคุณพระรัตนตรัยจริง ๆไม่ยอมกล่าววาจาล่วงเกินแม้แต่จะพูดเล่น ๆ ว่าพระพุทธ ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม ไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์
ไม่ใช่พระสงฆ์ แม้พูดเล่น ๆ โดยไม่คิดปรามาสก็ไม่ยอมพูด ทั้งนี้เพราะเคารพด้วยความ
จริงใจ จนจิตมั่นคงเป็นอารมณ์

*** พุทธานุสสติกรรมฐาน การยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัทสามารถทรงกำลังใจได้ ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าด้วยความจริงใจ ความจริงการยอมรับนับถือนี่ต้องปฏิบัติตามกันนะ ข้อนี้บรรดาท่านทั้งหลายผู้รับฟัง จงอย่าลืม การใช้คำว่า เคารพและนับถือแต่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำซึ่งกันและกัน เขาถือว่าโกหกกัน อย่างนี้ฟังง่ายดี อย่างลูกบอกว่า ยอมรับนับถือพ่อแม่เหลือเกิน ศิษย์ยอมรับนับถือครูบาอาจารย์จริงๆ แต่ว่าพ่อแม่สอนอะไรห้ามอะไร
ลูกไม่เคยเชื่อฟังครูบาอาจารย์สอนมาแบบไหนลูกศิษย์ไม่ยอมเชื่อฟัง อย่างนี้เขาไม่ใช่เรียก
คนนับถือ เขาเรียกคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน อย่างนี้สบายใจไหมบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

Paang
02-11-2006, 06:04 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 8

*** การปฏิบัติจะให้ได้ดีในเขตของพระพุทธศาสนา เรามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องปฏิบัติตาม

กระแสพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งใดที่พระพุทธเจ้า
ทรงห้ามหรือแนะนำว่าไม่สมควร สิ่งนั้นเราต้องเว้นเด็ดขาด สิ่งใดที่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้า
ทรงสนับสนุน สิ่งนั้นต้องทำด้วยชีวิต จงพยายามทำด้วยจิตใจที่แท้จริง

*** มีจดหมายบ้าง คนมาปรารภด้วยตนเองบ้างว่า เวลานี้มีศาสนาบางศาสนาจะเข้ามาแย่งคน

ที่นับถือพระพุทธศาสนาไปจากชาติไทย ฟังแล้วก็รู้สึกสลดใจ ที่สลดใจไม่ใช่สลดใจเพราะ
เขาจะมาแย่งคนที่นับถือพระพุทธศาสนา แต่สลดใจที่คนพูดหนักอกหนักใจมาก
ฟังแล้วรู้สึกเฉย ๆ ไม่มีอะไรน่าหนักใจเลย หลักวิชา วิชชาสาม อภิญญาหก มีใน
พระพุทธศาสนา ถ้าพระสาวกของพระพุทธเจ้าในประเทศไทยไม่มัวเมาใน ลาภ ยศ
สรรเสริญ สุข ศาสนาไหนจะมาแย่งคนไปได้

*** หลักสูตรในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน มีแนวปฏิบัติแน่นอนไม่ใช่สอนให้
บรรดาพุทธบริษัททำไปเพียงแค่อุปนิสัย อันนี้ได้ยินมาก ได้ยินมาเยอะ พูดกันเพียงแค่
คำเพื่ออุปนิสัยเท่านั้น อย่างนี้รู้สึกว่าขาดทุนในการปฏิบัติ

*** พระพุทธเจ้ามีความดีเหลือหลาย เพียงแค่เรายอมรับนับถือความดีของท่าน ที่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาแล้วในโลก พระองค์ไม่ได้หวังประโยชน์ความสุขส่วนตัวเลย คือว่าไม่หวังเฉพาะความสุขส่วนตัว ต้องการแจกจ่ายความสุขให้แก่บุคคลทั้งโลกตามที่พระองค์
จะพึงทำได้ ทั้งนี้ต้องอาศัยความเชื่อความเลื่อมใสในพระองค์ ถ้าขาดความเลื่อมใส
พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน เพราะคนที่ไม่เชื่อกันแล้วนี่พูดเท่าไรก็ไม่ยอมรับฟัง
ฟังแล้วก็ไม่ยอมเชื่อและก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม อย่างนี้ก็ไม่มีทางจะช่วยได้ ที่พระพุทธเจ้า
ตรัสว่า อักขาตาโร ตถาคตา ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกเท่านั้น บอกแล้วจะทำตาม
หรือไม่ทำตามเป็นหน้าที่ของท่าน ถ้าทุกคนทำตามได้ บุคคลผู้นั้นก็พ้นจากอบายภูมิได้

*** หลักเกณฑ์หรือว่ากฎในการบวชในพระพุทธศาสนามี ๓ อย่าง เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมาก
การจะรู้จากตำรับตำรามากหรือน้อยไม่สำคัญ สำคัญว่าทรงคุณธรรม ๓ อย่างนี่ครบถ้วน
ไหมถ้าทรงศีลบริสุทธิ์ได้อย่างเดียว เขาเรียก สาธุชน หรือคนดี หมายถึง ว่ามีอาการ
๓๒ ครบไม่บกพร่องถ้าได้ฌานสมาบัติก็เรียกว่า กัลยาณชน กัลยาณชนดีแล้วก็งามอีกด้วย หมายถึง ผิวพรรณงาม มีเครื่องประดับดี

ถ้ามีปัญญาฉลาดในการตัดกิเลส ท่านเรียก อริยชน เป็นคนประเสริฐดีด้วยและก็สวยงามด้วย และทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเศร้าหมอง คือมีอาการประเสริฐทั้งกาย วาจา และใจ

*** สำหรับแนวการปฏิบัตินี้ ขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัทถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพราะว่าเป็นคำสอนโดยตรงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าว่าไม่ดี ต้องละให้เด็ดขาดสิ่งใดที่พระพุทธเจ้าว่าดีทำตามนั้น อย่างนี้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่านจะเข้าถึงพระนิพพานได้ตามที่ท่านต้องการและก็ขอบรรดาภิกษุสามเณรทั้งหลาย โปรดทราบว่า ถ้อยคำใน อุทุมพริกสูตร นี้ ให้ถือเป็นระเบียบปฏิบัติของพระในสำนักนี้ สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าทรงว่าไม่ดี ต้องพยายามละ สิ่งใดดีพยายามทำตามนั้น และถ้าท่านยังละไม่ได้จริง ๆ ก็ยับยั้งอยู่แค่ใจ ใช้ ขันติบารมี อดทนเข้าไว้ แล้วใช้ วิริยบารมี เข้าห้ามปราม อย่าให้มันไหลมาทางกายและวาจา คือปากอย่าพูดตามอารมณ์ชั่ว กายอย่าทำตามอารมณ์ชั่วให้มันอยู่แค่ในใจ ไม่ช้ากิเลสเหล่านี้ก็จะสลายตัวไป

*** ใครอยากรู้ว่าพุทธบารมีเป็นอย่างไร ยังจะช่วยอะไรผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบได้อยู่หรือ ประการใด

ก็ขอให้พยายามประพฤติปฏิบัติในฌาน และสร้างญาณให้บังเกิดแก่จิต ก็จะทราบชัด
แก่ตนเอง ถ้ายังขืนคิดว่าไม่ต้องทำฌานให้เกิด ก็รู้ได้จากตำราแล้ว ท่านก็เป็นคนที่น่า
สงสารมาก เพราะท่านจะไม่มีโอกาสเป็นพุทธศาสนิกชนชนิดเนื้อแท้จริงจังตามปาก
ท่านพูดเลยวาจาที่ท่านกล่าวว่า ท่านเป็นพุทธศาสนิกนั้นอาจเป็นวาจาที่พูดกันจนติดปาก
มากกว่าการพูดด้วยความจริงใจ พูดกันตามภาษาไทยๆ ก็เรียกว่าพูดส่งเดชไปตามเขา
อย่างนั้นเอง

*** นักปฏิบัติส่วนใหญ่นิยมถาม จะเป็นเรื่องใดก็ตาม ท่านนิยมถามพระพุทธบารมีของพระพุทธเจ้า

เพราะพวกเราเชื่อกันว่าการรู้ทั้งหมด และรู้ไม่ผิดพลาดนั้น มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว ท่านอาจ
จะสงสัยต่อไปว่า ก็สมัยนี้พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว จะเอาพระพุทธเจ้าที่ไหนมาบอก ข้อนี้ขอ
ตอบอย่างนักปฏิบัติว่า ท่านทำไปก่อน ทำให้ได้ ทิพจักขุญาณ ในระดับ ฌาน ๔ แล้วท่าน
จะรู้เองว่า การถามพุทธบารมีนั้น ถ้าถามแล้วจะมีอะไรปรากฏขึ้น การที่ตอบอย่างนี้ไม่ใช่
เป็นคำตอบที่เล่นสำนวน เพราะการตอบให้เข้าใจในสิ่งที่คนถามยังไม่รู้ ไม่มีอะไรเป็น
ประโยชน์ ตอบไปก็เหนื่อยเปล่า ในบทพระพุทธคุณตอนหนึ่งว่าพระธรรมคำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้า มีผลเป็น ปัจจัตตัง คือผู้ปฏิบัติที่มีอารมณ์จิตเข้าถึง ทิพจักขุญาณ แล้ว
จะรู้เอง

Paang
02-11-2006, 06:20 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 9

๓. พิจารณาตน

*** อัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทความผิดของตัวไว้เสมอ อย่าไปยุ่งกับคนอื่น คตินี้ นักปฏิบัติทุกคนเขาจะประณามตัวเองเข้าไว้เสมอ อารมณ์ยุ่งอยู่กับกามราคะนิดหนึ่งเขาจะ
ประณามว่าเลวทันที ของอะไรก็ดี ถ้าชมว่าสวย ชมว่างาม เมื่อรู้สึกขึ้นมาก็รู้สึกว่าใจของเรา
มันเลวเสียแล้วรึนี่ แค่นี้เขาตำหนิตัวเขาแล้ว แล้วยิ่งไปเพ่งโทษของบุคคลอื่นไปแสดงอารมณ์
อิจฉาริษยาบุคคลอื่น ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเร่าร้อน นั่นแสดงว่ากิเลสมันไหลออกมาทาง
กายและทางวาจา มันล้นออกมาจากใจมันเลวเกินที่จะเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ นี่เราต้องประณาม
อย่างนี้ แล้วทางที่ไปจะไปไหน เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังเป็นไม่ได้ ต้องไปขึ้นต้นมาจากนรก
มันไม่เหมาะสำหรับเรา นี่เราต้องประณามตัวไว้เป็นปกติอย่าเที่ยวประณามคนอื่นเขา

*** จงอย่าคิดว่าคนอื่นจะต้องมาลงโทษเรา ก่อนที่คนอื่นจะลงโทษ กรรมที่เราทำความชั่วมันก็ทำความเร่าร้อนให้เกิดขึ้นแก่เรา ใครเขาพูดความชั่วคราวใดเราก็สะดุ้งเพราะเรามันเลว
พระพุทธเจ้าตรัสว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนไว้เสมอ และจงโจทตน กล่าวโทษ
ตนไว้เป็นปกติ หาความชั่วของตัว อย่าไปหาความชั่วของบุคคลอื่น ถ้าเลวมากเมื่อไหร่เรา
ก็เพ่งเล็งความเลวของบุคคลอื่นมากเท่านั้น ถ้าเราดีมากเท่าไหร่เราก็ไม่มองเห็นความเลว
ของบุคคลอื่นเพราะยอมรับนับถือกฎของกรรมที่เรายังไปหาความเลวของบุคคลอื่น เสียดสี
เขาบ้าง พูดกระทบกระเทียบเขาบ้าง ทำลายความสุขใจเขาบ้างนั่นแสดงว่า เรามันเลวที่สุด
ของความเลวคือความเลวมันไม่ได้ ขังอยู่ เฉพาะในใจ มันไหลออกมาทางกายไหลออกมา
ทางวาจา เพราะมันล้น เลวจนล้น นี่ขอทุกท่านจงจำไว้ อย่าไปมองดูความเลวของคนอื่น
มองดูความเลวของตน ไม่ต้องไปปรับปรุงบุคคลอื่น ปรับปรุงเราเองให้มันดีที่สุด

*** เราถ้ายังรู้สึกว่าคนอื่นเขาชั่วก็แสดงว่าเราชั่วมาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเราดีแล้ว
ไม่มีใครชั่ว เพราะว่าเรายอมรับนับถือกฎของกรรม อะไรจะมีชั่ว เรายังนินทาว่าร้ายบุคคลอื่น
นั่นเรายังชั่วอยู่ อาการอย่างนี้จงลืมเสียให้หมด

*** สำหรับคนที่เขามาสร้างความชั่วให้สะเทือนใจเรานั่นเขาเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทานและอกุศลกรรม ไม่มีทางที่จะคืนตัวได้ เราจงคิดว่าคนประเภทนี้เขาไม่ใช่คน เขาคือ
สัตว์นรกในอบายภูมินั่นเอง เราคิดว่า ถ้าเราจะไปต่อล้อต่อเถียงจะกระทำตอบเราก็จะเลว
ตามเขาเวลานี้จิตใจของเขาจมลงไปในนรก ถ้าเราทำตามแบบเขาบ้าง เราก็จะจมนรก
เหมือนกันมันไม่มีประโยชน์จิตเราก็ระงับความโกรธด้วยอำนาจ ขันติ หรือ อุเบกขา เฉย
เขาเลวก็ปล่อยให้เขาเลวไปแต่ผู้เดียว เราไม่ยอมเลวด้วย

*** อีกอันหนึ่ง ต้องทำใจของเราให้หยุดอยู่ในจุดสงบ หมายความว่า เราเพ่งเล็งจิตของเรา
แต่ผู้เดียว ตามพระบาลีว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนด้วยตนเองไว้เสมอว่า คำสอน
ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ว่าอย่างไรให้เราปฏิบัติ ห้ามไว้แบบไหนไม่ให้
เราทำ อันนี้ต้องปฏิบัติให้เคร่งครัด ไม่ใช่จะไปนึกเอาตามอารมณ์ที่ชาวบ้านเขาทำกัน
ชาวบ้านไม่ใช่พระพุทธเจ้าถ้าคนนั้นเขาดีจริงเขาต้องเป็นพระพุทธเจ้า ที่เขาสร้างแบบแผน
ขึ้นมาหักล้างคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ เราเป็นพุทธสาวกปฏิบัติตามไม่ได้ ถ้าขืนปฏิบัติตาม
เราก็ไม่มีมรรคผลใด ๆ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เพราะคัดค้านคำสอนของพระพุทธองค์
เสียแล้ว

*** ก่อนที่จะทำ ก่อนจะพูดน่ะใคร่ครวญเสียก่อน อย่าไปคิดเห็นบุคคลอื่นว่าเขาเลว เราเห็นคนอื่นเลวนี่ก็กลายเป็นการสร้างความเลวให้เกิดขึ้นแก่ใจของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้กล่าวโทษโจทความผิดตัวเองว่ามันเลวไว้เสมอ หาจุดความเลวของกาย หาจุดความเลวของวาจา หาจุดความเลวของใจ อย่าไปหาจุดของความดี ถ้าพบจุดความเลวจุดไหน ทำลายความเลวจุดนั้นให้หมดไป แล้วความดีมันก็ปรากฏเอง

*** อย่าทำอารมณ์ให้วุ่นวาย อย่าใจน้อย อย่าคิดมาก จงคิดไว้เสมอว่า เราต้องตาย อย่าห่วงคนอื่นมากเกินกว่ากฎของกรรม จงนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก อย่าทะเยอทะยานเรื่องยศศักดิ์ ถึงเวลามันได้ ถึงเวลามันมี ทำใจสบาย จะมีความสุข เรื่องลูกก็ขอให้ตั้งอารมณ์ไว้
ในฐานะพ่อแม่ที่ดี แต่อย่าดิ้นรนเกินพอดี จะเป็นทางตัดนิพพานให้ไกลออกไป

*** เรื่องลูก จงรักเมื่อเรามีลมปราณ ทำหน้าที่ของพ่อแม่ให้สมบูรณ์และคิดไว้เสมอว่า เราต้องตายเขาต้องตาย มีอะไรที่เราจะเป็นทุกข์เพื่อเขา เมื่อเราหรือเขาตาย หัดวางหัดคิดหัดยับยั้งใจ ค่อยคิดค่อยทำค่อย ๆ อบรมตัวเอง อย่าหวังวาจาของคนอื่นอบรม ทำอย่างนั้นเอาตัวไม่รอด ต้องคอยจับผิดตัวเอง คอยลงโทษตัวเอง คอยเป็นโจทก์ฟ้องตัวเองเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นตุลาการ จงถือธรรมเป็นสำคัญ อย่าถือคนถ้ายังติดคนก็จะไม่ถึงธรรม ถ้าถึงธรรมก็พ้นจากการติดคน ถ้าติดคน ติดยศของคน ติดฐานะของคน ติดศักดิ์ศรีของคน ไม่มีอะไรดี เราก็ไม่เข้าถึงธรรมทุกอย่างที่ทำไปควรปรารภธรรมอย่าเห็นแก่คน เรื่องการต้อนรับก็มุ่งเอาธรรม
เป็นสำคัญ ทำไปด้วยใคร่ครวญพิจารณาไปด้วย จงเข้าใจว่าทุกอย่างที่ทำไปเป็นเรื่องของ
ชาวโลกแต่ก็เป็นธรรม คือการทรงตัวของชาวโลกถ้าเรายังเกิด เราก็ต้องทุกข์อย่างนี้ อะไร
ทำให้ทุกข์ เพราะความอยากทำให้ทุกข์ ถ้าเราไม่อยากเราก็ไม่ทุกข์ ที่เราทุกข์ก็เพราะชาติ
ก่อนเราไม่หมดอยาก และชาตินี้เราก็ยังอยาก เมื่อไรความอยากสิ้นไปเมื่อนั้นก็ถึงนิพพาน

*** อย่าเที่ยวซุกซนทำตนเป็นคนถือมงคลตื่นข่าว ความดีไม่ใช่อยู่ที่คนอื่น ความดีอยู่ที่เราใครเขาเป็นอรหันต์ เราไปเกาะเขาเราจะได้อะไร ความเป็นอรหันต์ เขาเป็นกันที่เราไม่ใช่เป็น
ที่เกาะ การเกาะคนโน้น เกาะคนนี้ เอาอะไรมาเป็นเครื่องชำระจิต จงเอาที่บ้าน ที่นั่ง ที่นอน
ของเราเป็นป่าช้า อย่าคิดว่ามันเป็นทิพย์วิมาน เพราะที่อยู่ในชาติปัจจุบันมันมีสภาพเป็น
ซากศพมันผุพังเปื่อยเน่ามันทำลายตนเองเป็นปกติ เราและสถานที่ต่างก็เป็นซากศพ
จะสนใจอะไรกับความสวยสดผ่องใสมันสวยจริงหรือ ผ่องใสจริงหรือ โลกนี้มีอะไรดี จงอย่า
หวั่นไหวต่อความเป็นไปของโลก โลกต่อไปจะเป็นไฟ เราจงทำใจเป็นน้ำ ใช้คำว่าช่างมัน
ช่างมันตลอดไปเขาให้ทำเราทำ เขาสั่งหยุดเราหยุด นี่เป็นภาวะของโลก แต่เรื่องทำใจให้
เป็นต้องทำตลอดไปรักษาอารมณ์ รู้จักตาย รู้ว่าโลกเป็นของสลายตัวเท่านี้พอแล้วก็จะเข้าถึง
นิพพานได้

*** พยายามเพียรทรงตัวไว้ทำใจว่าจะไม่ฝืนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็เพียรทรงไว้แต่ความดี เพียรละความชั่วอยู่ตลอดเวลา กรรมอะไรก็ตาม อารมณ์ใดก็ตาม ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่าเป็นอารมณ์ของความชั่ว ต้องเพียรต่อต้านมันนะ แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณาหาความเป็นจริงให้พบ เมื่อพบความจริงแล้วก็เพียรถือมันเข้าไว้ คือทรงความเป็นจริงไว้ในใจ ยอมรับนับถือ
ตามความเป็นจริงคิดไว้เสมอว่าไม่มีที่ใดที่จะดีไปกว่าพระนิพพานนะ

*** ถ้าเราไปเพ่งเล็งคนอื่นว่าคนนั้นชั่ว คนนี้ดี แสดงว่าเราเลวมาก เราควรจะดูใจของเราต่างหากว่า เรามันดีหรือเรามันเลว ถ้าเราดีเสียอย่างเดียว ใครเขาจะเลวร้อยแปดพันเก้าก็เรื่องของเขาถ้าเราดีแล้วก็หาคนเลวไม่ได้ เพราะเรารู้เรื่องของคน คนมาจากอบายภูมิก็มี คนมาจาก สัตว์เดรัจฉานก็มี คนมาจากมนุษย์ก็มี มาจากเทวดาก็มี มาจากพรหมก็มี มันจะเสมอกันไม่ได้ ถ้าพวกมาจากอบายภูมิ สอนยาก ป่วยการสอน

*** ดีหรือชั่วมันอยู่ที่การควบคุมกำลังใจ ถ้าใจของเราบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียอย่างเดียว ใครจะว่าดีหรือชั่ว ไม่มีความสำคัญ เขาจะประณามว่าเลวมันก็เลวไม่ได้ มันก็ต้องดีอยู่ตลอดเวลา ถ้าจิตของเราชั่วเขาจะสรรเสริญว่าดี มันก็ดีไม่ได้เหมือนกัน นี่เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าทรงให้รักษา
กำลังใจ เป็นสำคัญว่าควบคุมกำลังใจให้ดีไว้แล้วมันดีเอง ไม่ต้องไปฟังคำชาวบ้านเขา การที่
เราดี เพราะรอให้ชาวบ้านสรรเสริญนั่นมันเป็นอารมณ์ของความชั่ว

*** ถ้าบุคคลใดไม่สนใจในจริยาของบุคคลอื่น ไม่เพ่งเล็งบุคคลอื่น ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่มีความประมาท มีจริยาดี มีความสงบ ใคร่ครวญเฉพาะความประพฤติของตัว อย่างนี้ชื่อว่าเข้าถึง
สะเก็ดความดี ที่ตถาคตสอนแล้วบุคคลใดไม่ทำลาย ศีล ในตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นทำลาย ศีล ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลาย ศีล แล้วสามารถระงับ นิวรณ์ ๕ ได้ตามต้องการ จิตทรงฌาน มีอารมณ์ทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ ชื่อว่าเป็นผู้ทรงฌานโลกีย์ อย่างนี้ถือว่าเข้าถึงเปลือกความดีที่พระองค์ทรงสั่งสอน ถ้าบุคคลใดทำความดีดังนี้ ตามลำดับมาครบถ้วนทรงตัว สามารถทำจิตให้ระลึกชาติได้โดยไม่จำกัดอย่างนี้ เข้าถึงกระพี้ความดีที่พระองค์สอน
ถ้าบุคคลใดทำ จุตูปปาตญาณ ให้เกิดขึ้น เห็นคนและสัตว์รู้ได้ทันทีว่า คนและสัตว์นี้ก่อน
เกิดมาจากไหน คนตายแล้วไปอยู่ที่ไหน อย่างนี้ถือว่าเข้าถึงแก่นความดีของพระองค์สอน
แต่เป็นแก่นขั้นฌานโลกีย์

ต่อไปทบทวนความดีนี้ให้ทรงตัว ทำวิปัสสนาญาณ ถ้ามีบารมีแก่กล้าจะตัดกิเลส เป็น
สมุจเฉทปหาน ได้ภายใน ๗ วัน ถ้ามีบารมีอย่างกลางจะตัดกิเลสได้หมดภายใน ๗ เดือน
ถ้ามีบารมีอย่างอ่อนจะตัดได้หมดภายใน ๗ ปี

*** คนที่เขามาสร้างความชั่วให้สะเทือนใจเรา นั่นเขาเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม ทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรมนี่ ไม่มีทางจะคืนตัวได้ ความเป็นอยู่ของเขาในสมัยปัจจุบันในชาติที่เป็นมนุษย์ เขาก็มีแต่ความเร่าร้อน มีแต่ความเศร้าหมอง
เพราะกิเลสมันทำจิตใจให้เศร้าหมอง ตัณหาสร้างจิตใจให้เร่าร้อน อุปทานมีอาการเกาะ
ความชั่วเป็นปกติ อกุศลกรรมทำความชั่วตลอดเวลา คนที่เป็นทาสของกิเลสตายแล้ว
ไม่มีโอกาสจะเกิดเป็นคนแม้จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังเกิดไม่ได้ ต้องไปเกิดในอบายภูมิ
นี่ถ้าบุคคลผู้ใดทำใจของเราให้เร่าร้อนด้วยกายกรรม ทำด้วยกายก็ดี ด้วยวจีกรรม ทำด้วย
วาจาก็ดี เราจงคิดว่าคนประเภทนี้เขาไม่ใช่คน เขาคือสัตว์นรกในอบายภูมินั่นเอง เราก็คิดว่า
ถ้าเราจะไปต่อล้อต่อเถียง จะกระทำตอบ เราก็จะเลวตามเขา เวลานี้จิตใจของเขาจมลงไป
แล้วในนรก ถ้าเราทำตามแบบเขาบ้าง เราก็จะจมลงนรกเหมือนกัน มันไม่มีประโยชน์ จิตเรา
ก็ระงับความโกรธด้วยอำนาจ ขันติ หรือ อุเบกขา นี่ อุเบกขา เราใช้กันตรงนี้เลย เฉย เขาเลว
ก็ปล่อยให้เขาเลวไปแต่ผู้เดียว เราไม่ยอมเลวด้วย

Paang
02-11-2006, 06:32 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 10

*** ถ้าเราทุกคนปรับปรุงใจตนดีแล้ว มันก็ไม่มีเรื่องยุ่งกับคนอื่น ไม่สร้างคนอื่นให้มีความเร่าร้อนในการที่จะเพ่งโทษคนอื่น ต้องรู้ตัวว่าเราเลวเกินไป นี่จงรู้สึกตัวไว้เสมอ รู้สึกตัวว่าเรามันเลว เลวมากจนกระทั่งขังไว้ในใจไม่ได้ มันจึงอุตส่าห์ไหลออกมาทางวาจา ไหลออกมาทางกายนี่แสดงว่าความเลวมันล้นออกมาจากจิต ในข้อนี้ต้องคิดไว้เป็นประจำ อย่าทะนงตนว่าเป็นคนดีถ้าดีแล้ว ปากไม่เสีย กายไม่เสีย ถ้าปากเสีย กายเสีย ความเลวมันล้น มีความดีไม่ได้

*** พระพุทธเจ้าตรัสว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นโลกธรรม ถ้าเราติด เราก็มีความทุกข์ ลาภที่เรามีมาได้แล้ว มันก็หมดเสื่อมไปได้ ถ้าเรายินดีในการได้ลาภ ไม่ช้ากำลังใจก็ต้องเสีย สลดใจเมื่อลาภหมดไป คำสรรเสริญก็เช่นเดียวกัน คำสรรเสริญไม่ใช่ของดี ถ้าเราติดในคำสรรเสริญเราก็จะมีแต่ความทุกข์ เพราะว่าไม่มีใครเขามานั่งตั้งตา นั่งสรรเสริญเราตลอดวัน คนที่เขาสรรเสริญเราได้ เขาก็ติเราได้ ฉะนั้นจงจำไว้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า นินทา ปสังสา เป็นธรรมดาของชาวโลก ชาวโลกทั้งหมดเกิดมาต้องพบนินทาและสรรเสริญ นี่ท่านมาติดลาภติดสรรเสริญก็ถือเป็นอุปกิเลสอย่างหนัก

*** จงจำไว้ว่า อารมณ์ใดที่ประกอบไปด้วยความรัก ประกอบไปด้วยความโลภ ประกอบไปด้วยความโกรธ ประกอบไปด้วยความหลง พระพุทธเจ้ากล่าวว่าเป็นอารมณ์ของติรัจฉาน คือ
มันขวางจากความดี ฉะนั้นอาการของเดรัจฉานทั้งหมดอันพึงจะผิดทางจิตก็ดี ทางวาจาก็ดี
ทางกายก็ดี จงอย่ามี จงระมัดระวังกำลังใจเป็นสำคัญ อย่าเอาอารมณ์ของเดรัจฉานเข้ามา
ใช้ในจิต และก็จงอย่าเพ่งเล็งบุคคลอื่น จงอย่าสนใจกับอารมณ์ของคนอื่น จงอย่าสนใจกับ
จริยาของบุคคลอื่นให้พยายามปรับปรุงใจตนเองเป็นสำคัญ และให้ทรง

พรหมวิหาร ๔ มี อิทธิบาท ๔ฟังแล้วก็ต้องจำ จำแล้วก็ต้องประพฤติปฏิบัติ ถ้าทำไม่ได้ จงรู้ตัวว่าเลวเกินไป]คนเลวเขาไม่เรียกว่าคน เขาเรียกว่า สัตว์ในอบายภูมิ

*** ความรักที่มันเกิด เราเข้าใจว่ามันดี เข้าใจว่ามันสวย เข้าใจว่ามันสะอาด อารมณ์อย่างนี้เป็นอารมณ์ของตัณหา ดึงไปอบายภูมิ มีนรกเป็นต้น นี่พระทุกองค์ เณรทุกองค์ ฆราวาสทุกท่านจงดูตัวไว้เสมอว่า เรามีจุดบกพร่องขนาดไหน อย่าปล่อยให้กิเลสมันล้นจากใจ ถ้าจะเลว
ให้เลวอยู่แค่ในใจอย่าให้มันไหลมาทางตา อย่าให้มันไหลมาทางปาก อย่าให้มันไหลมา
ทางกาย

*** อย่าถือเหตุภายนอกที่เข้ามาว่ากวนใจเรา เหตุภายนอกนี่ห้ามเขาไม่ได้ ความวุ่นวาย ในกิจการงาน กิจที่เหตุที่จะต้องแบกภาระต่าง ๆ เป็นเรื่องของการเกิดถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
งานมันเหนื่อยเท่าไร เราต้องเข้าใจมันเป็นเรื่องของงาน ว่าเราเกิดมาทำไม ถ้ารู้ว่างานมันยุ่ง
แล้ว เกิดมาทำไม เรามันเกิดมาแล้วนี่ เราก็ต้องยุ่งแบบนี้ เมื่อยุ่งมาแล้วก็ต้องยุ่งเพื่อใช้หนี้
เพื่อไม่ยุ่งต่อไป ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้มันครบถ้วน อย่าทำจิตใจให้มันเข้าไปกวนประสาทตัวเอง ถือว่าภาระหน้าที่มีอย่างไร ทำไปเพื่อความอยู่เป็นสุข เราชำระหนี้ส่วนที่เป็นอกุศล เพราะการอดทนต่อความทุกข์นี่เป็นภารกิจของเรา

*** ถ้าหากว่าท่านผู้ใดสามารถจะทำจิตให้สงบจากอารมณ์ของความชั่ว คือในด้านของอกุศลจิตน้อมไปในด้านของความดี มี กรรมฐาน ๔๐ หรือ มหาสติปัฏฐานสูตร ข้อใดข้อหนึ่งในขณะที่ปฏิบัติครั้งหนึ่ง ชั่ว ๑ นาที ๒ นาที ๓ นาที ๕ นาที ๑๐ นาที ก็ตาม ก็จงภูมิใจว่าเวลานี้เราได้มีโอกาสชนะความชั่ว คือ นิวรณ์ ๕ หรือกิเลสได้แล้ว แต่ถ้าว่าเราไม่ประมาทในชีวิต คิดว่าครั้งหนึ่งเราชนะได้ ๑ นาที ๒ นาที หรือ ๓ นาที เดือนหนึ่งมี ๓๐ วัน ปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน ถ้าเราปฏิบัติระงับจิตได้อย่างนั้นครั้งละ ๒-๓ นาที ถ้า ๑๐ ครั้ง ก็ ๓๐ นาที เป็นต้น คิดว่าโอกาสของจิตเรายังน้อมเข้าไปด้านของกุศล ขณะใดที่จิตสงัดจากกิเลสคือ ความชั่วของจิตจิตน้อมเข้าไปในด้านของความดี มี พระกรรมฐาน ๔๐ หรือ มหาสติปัฏฐานสูตร ข้อใดข้อหนึ่ง ก็ควรจะภูมิใจว่า เรามีโอกาสชนะกิเลสได้บางตอน บางจุดถ้าเราสามารถทำให้ชนะได้เรื่อย ๆ ไป ไม่ช้ากิเลสก็จะสลายตัวเหมือนกับเราขัดสนิม วัตถุที่มีสภาพใหญ่เราขัดได้ครั้งละน้อย ๆ แต่ขัดบ่อย ๆ สนิมก็หมด

*** ดีหรือชั่วมันอยู่ที่การควบคุมกำลังใจ ถ้าใจของเราบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียอย่างเดียว ใครจะว่าดีหรือชั่วไม่มีความสำคัญ เขาจะประณามเราว่าเลวมันก็เลวไม่ได้ มันก็ต้องดีอยู่ตลอดเวลา
ถ้าจิตของเราชั่วเขาจะสรรเสริญว่าดี มันก็ดีไม่ได้เหมือนกัน นี่เป็นอันว่าพระพุทธเจ้าให้
ทรงรักษากำลังใจเป็นสำคัญว่าควบคุมกำลังใจให้ดีไว้แล้วมันก็ดีเอง ไม่ต้องไปฟังคำ
ชาวบ้านเขาการที่เราต้องดีเพราะรอให้ชาวบ้านสรรเสริญนั่นมันเป็นอารมณ์ของความชั่ว
*** เราต้องการความเมตตาปรานีจากคนอื่นฉันใด บุคคลทั้งหลายก็ต้องการความเมตตาปรานีจากเราเหมือนกัน ฉะนั้น อารมณ์ใจของเราก็คิดไว้เสมอว่าเราจะรักคนและสัตว์ นอกจาก
ตัวเราเหมือนกับเรารักตัวเรา เราจะสงสารเขาเหมือนกับที่เราต้องการให้คนอื่นสงสารเรา
เราจะรักเขาเหมือนกับเราต้องการให้เขารักเรา เราจะไม่อิจฉาริษยาใคร เมื่อบุคคลอื่นใด
ได้ดี หรือว่า สมมุติว่าถ้าเรามีลาภสักการะเรามีความดี ถ้าคนอื่นมาแสดงความยินดีด้วย
เราก็พอใจ ฉะนั้น เวลาที่ใครเขาได้ดี แทนที่เราจะอิจฉาริษยา เราก็พลอยยินดีกับความดี
ของเขา ทำใจให้มันสบายอย่างนี้

*** ตราบใดที่เราเป็นคน เราจะสร้างคนอื่นให้รอดพ้นจากความเป็นคนไม่ได้ ต่อว่าเมื่อไหร่เราเลิกเป็นคน ทำใจตนให้เป็นพระ เมื่อนั้นแหละเราก็สามารถจะเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์ให้คนอื่นเลิกเป็นคนได้ แต่ว่าถ้าเรายังเป็นคนอยู่ และเข้าไปยุ่งกับคนอื่น บางทีคน ๆ นั้น เขามีส่วน
เป็นคนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เมื่อเราเข้าไปยุ่งอีกรายจะกลายเป็นการเพิ่มเปอร์เซ็นต์
ในการเป็นคนให้แก่เขามากขึ้น แทนที่จะช่วยให้เขาพ้นจากความเป็นคน ก็กลายเป็นการ
เพิ่มคนให้แก่เขา เรื่องมันก็จะไปกันใหญ่

*** คนที่ทรงศีลบริสุทธิ์จะไปรู้เรื่องของฌานสมาบัติไม่ได้ ถ้าขืนไปสู่รู้สู่เห็นเข้าเมื่อไรก็ผิดเมื่อนั้นแหละเมื่อทำถึงฌานสมาบัติแล้วจึงจะเข้าใจว่าความรู้สึกเดิมของเรานั้นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงต้องเป็นอารมณ์เข้าใจเมื่อเป็นผู้ทรงฌานสมาบัติจะคิดว่ามีความเข้าใจเรื่องพระโสดาบัน สกิทาคามีก็ไม่ได้อีก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะกำลังใจละเอียดไม่พอ

ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า จงยับยั้งชั่งใจในตัวเอง อย่ามีความประมาท
ในตัวเอง คิดว่าอะไรเราอ่านหนังสือแล้วเรารู้น่ะ นั่นน่ะชวนลงนรกดีมากที่สุด เพราะว่าการ
เข้าใจผิดที่เรียกว่า มิจฉาทิฎฐิ มีความเห็นผิด ถ้ามีความเห็นผิด มีความเข้าใจผิด มันก็ปฏิบัติผิด ถ้าคนที่ปฏิบัติผิดมีความเข้าใจผิด เขามีที่เก็บ มีที่อยู่ คือ มี สำนักพระยายม ควบคุมอยู่

*** ทุกท่านที่ปฏิบัติพระกรรมฐานด้วยความจริงใจ ตั้งใจจริง มีศีลบริสุทธิ์ ตั้งใจทรงสมาธิให้ตั้งมั่นตั้งใจรักษาปัญญาให้แจ่มใส รู้เท่าทันความเป็นจริง แต่ว่ายังไม่ถึง พระโสดาปัตติมรรค ก็ควรจะภูมิใจว่า เข้าอยู่ในเขตของความดี คือ ความอยู่ในเขตของคนดี แต่ว่าเราจะดีมากจะดีน้อยนั่นประมาทไม่ได้ ถ้ารู้ตัวว่าดีเมื่อไรก็แสดงว่าเราเลวเมื่อนั้น จงจำพระพุทธภาษิต ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทความผิดของตนไว้เสมอ คือให้มีความรู้สึกว่า เรายังชั่วอยู่ เรามันชั่วตรงไหนไปนั่งดู นิวรณ์ ๕ ว่า นิวรณ์ ๕ ประการ ยังมีอาการสิงใจ เราอยู่บ้างหรือเปล่า ถ้า นิวรณ์ ๕ ประการส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือในเวลาใดเวลาหนึ่ง มันเข้ามากวนใจเราได้ แสดงว่าเรายังมีช่องโหว่แห่งความชั่วในด้านฌานโลกีย์ ถ้า นิวรณ์ ๕ ไม่สามารถจะสิงใจเราได้ แสดงว่าเราดีขึ้นถึงระดับของผู้ทรงฌาน

Paang
02-12-2006, 02:37 PM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 11

๔.วัตรของพระ

*** พระสงฆ์ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา หลักเกณฑ์ในการที่จะต้องทำจริง ๆ มีอยู่ ๓ ประการ
คือ
๑. ทรงศีลบริสุทธิ์
๒. ทรงจิตเป็นฌานสมาบัติ
๓. มีปัญญาวิปัสสนาญาณเข้มแข็ง ไม่ติดอยู่ในโลกธรรม และก็ไม่ติดอยู่ในขันธ์ ๕
หลักเกณฑ์หรือว่ากฎในการบวชในพระพุทธศาสนามี ๓ อย่างเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมาก
การจะรู้จากตำรับตำรามากหรือน้อยไม่สำคัญ สำคัญว่าทรงคุณธรรม ๓ อย่างนี่ครบถ้วนไหม

*** บรรดาพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่บวชเข้ามาแล้ว ต้องมีสิกขา ๓ ประการคือ

๑. อธิสีลสิกขา ปฏิบัติศีลอย่างยิ่ง คำว่า อย่างยิ่ง ก็หมายความว่าเคร่งครัด ยอมตัวตาย
ดีกว่าศีลขาด มีศีลจับใจเป็นอารมณ์ สิ่งใดที่ขัดต่อศีลเราไม่ทำ และสิ่งใดที่ขัดต่อความดี
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเราไม่ทำ
๒. อธิจิตสิกขา พยายามเร่งรัดอารมณ์สมาธิให้ตั้งมั่น อยู่ในอารมณ์สูงสุดจริง ๆ คือ ฌาน ๔
๓. อธิปัญญาสิกขา มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง มีปัญญาสามารถจะรู้กำหนดการตัดของกิเลส
ให้เป็น สมุจเฉทปหาน เบื้องสูง

สิกขา ๓ ประการนี้ที่ว่าเราจะต้องปฏิบัติกัน เพราะว่า
ภิกขุ แปลว่าผู้เห็นภัยในสงสาร สมณะ แปลว่า สงบ หรือผู้มีบาปอันลอยแล้วนึกดูน้ำใจ
ของเราว่า น้ำใจของเราน่ะมันเลวหรือว่ามันดี อัตตนา โจทยัตตานัง พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
จงเตือนตนไว้เสมอ ไม่ใช่ไปนั่งเตือนคนอื่น

*** อย่าเมาในลาภ อย่าเมาในยศ อย่าเมาในสรรเสริญ อย่าเมาในสุข บวชมาแล้วอย่าปรารถนา
ความร่ำรวย เขาให้ก็รับ มีกินมีใช้พอแล้ว พอกินพอใช้เหลือแล้วก็ทำในส่วนสาธารณประโยชน์
ไป พระนี่ต้องเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ถ้าสงเคราะห์ด้วยทรัพย์สินไม่ได้ ก็สงเคราะห์โดยธรรม
ชักชวนเขา สอนเขาโดยธรรมะ แล้วชักชวนให้ร่วมทุนกันสงเคราะห์คนจน หรือสร้างในสิ่งที่เป็นสาธารณะประโยชน์ อันนี้เป็นบุญนะ ไม่ใช่ขัดต่อกรรมฐาน เป็นการระบายความชั่วมาตั้งให้เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นความดีเรามีเงินมาก ๆ เขาให้มามากเกินกินเกินใช้ เอามาสร้างกุฏิเสียบ้างสร้างโบสถ์เสียบ้าง สร้างส้วมบรรเทาทุกข์ของนักบวชหรือนักปฏิบัติ สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญก็มีประโยชน์ นี่เรียกว่า เอาความชั่วคือ โลภะ ความโลภ คือ ทรัพย์สินที่เรามีอยู่ในกายนี่เอามาสร้างทำให้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เสีย รู้จักดัดแปลงอย่างนี้ก็จะใกล้พระนิพพานมากขึ้น เพราะรู้จักเสียสละสิ่งที่เป็นวัตถุ ถ้าวัตถุสละไม่ได้แล้ว กิเลสมันก็จะสละไม่ได้ อย่าไปเชื่อใคร พระที่สะสมเงินไว้มาก ๆ จนกระทั่งเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เงินเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านแล้วก็มาบอกว่าตัวเป็นผู้วิเศษน่ะอย่าไปเชื่อ โกหกทั้งเพ คนพวกนี้คบอะไรไม่ได้ นอกจากเงินจำนวนนั้นท่านมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ก็ควรจะโมทนา เพราะท่านไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินของท่าน

*** การบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ต้องมีความหวังอยู่อย่างเดียว คือความดับ ไม่มีเชื้อ ถ้าบวชตามประเพณีเขาเรียกว่าบวชซื้อนรก พระนี่แค่กินข้าวไม่พิจารณาให้เป็น อาหาเรปฏิกูลสัญญา หลงในรสอาหาร กินเพื่อความอ้วนพี กินเพื่อความผ่องใสอย่างนี้องค์สมเด็จพระพิชิตมารบอกว่า กินก้อนเหล็กที่เผาจนโชนแดงดีกว่า

*** พระนี่ชาวบ้านเขาถือว่า เป็นบุคคลที่ทรงไว้ซึ่งความเป็นมงคล องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ว่า พระต้องมี อธิสีลสิกขา ต้องมีศีลบริสุทธิ์ มี อธิจิตสิกขา มีจิตตั้งมั่นมีฌานสมาบัติมี อธิปัญญาสิกขา คือมีปัญญารู้เท่าทันตามความเป็นจริงของ ขันธ์ ๕ไม่หลง พระต้องไม่คบกับ โลกธรรม ทั้ง ๘ ประการ ปล่อย โลกธรรม ทั้งหมด ไม่ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ตะเกียกตะกายหาลาภ ตะเกียกตะกายหายศ หาคนยกย่อง สรรเสริญหาความสุขในทรัพย์สินอย่างนี้ก็เป็นนักบวชพาล ใช้ไม่ได้ ไหว้ไม่ได้บุญ องค์นี้ไหว้ไม่ได้บุญ เว้นไว้แต่ยศถาบรรดาศักดิ์ พระราชาถวายด้วยความเคารพ แล้วก็ไม่เมาในยศนั้นอย่างนี้ได้บุญ

*** พวกเราทุกคน จงอย่าให้องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องผิดหวัง
คำว่าผิดหวัง ก็หมายความว่ากลายเป็นคนเมาใน ลาภ ยศสรรเสริญ สุข อันนี้พระพุทธเจ้า
ผิดหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นพระ พระทุกองค์จงอย่าเมาใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และ
ก็จงอย่าเมาในใบลาน หรืออย่าเมาในตำรา จงใช้กำลังใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาเป็นแบบฉบับ แล้วก็ปรับกำลังใจของเราให้เท่า หรือคล้ายคลึงกำลังใจของพระองค์ที่มี
พระพุทธประสงค์มาสอนเรา

*** เวลารับเงินรับทอง รับสิ่งของจากญาติโยม จงอย่าคิดว่าเป็นของเรา อันดับแรกคิดไว้เสมอว่าก่อนที่เราจะมาบวช เราเป็นฆราวาส เราทำมาหากินเองอยู่แล้ว ไม่มีใครเขาให้กิน ไม่มอบเงินมอบทองให้ ไม่มอบของมีค่าให้ แต่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา เขาให้โน่นเขาให้นี่
จงคิดว่าสมบัติที่เราได้ระหว่างเป็นพระ เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา เราจะกินเราจะใช้
ตามความจำเป็น และใช้อยู่บนขอบเขตของความเป็นพระ อย่านำเงินเข้าบ้าน อย่านำของ
เข้าบ้าน

*** เคยถามพระที่มีความสำคัญท่านบอกว่า "เขาให้เรามาแล้ว อย่าให้ได้บุญอย่างเดียว คือการให้เป็นส่วนตัว ให้เขาได้บุญ เป็นสังฆทาน วิหารทาน ธรรมทานด้วย สังฆทานเขาจะไม่อดตายให้เขามีความคล่องในชีวิต วิหารทานมีกำลังสูงสุดในด้านอามิสทาน ธรรมทานเป็นปัจจัย
ให้เกิดปัญญาตัดกิเลสได้เร็ว"

*** การที่ได้ถวายเครื่องเพชรนิลจินดา เครื่องทองแก่พระพุทธเจ้า พระใช้ไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงรับ เพราะมันเป็นอานิสงส์ อานิสงส์ที่เขาพึงจะได้ต้องรับ เราใช้ไม่ได้เราเก็บไว้ เก็บรักษาไว้ หรือถ้ามีใครมาซื้อของราคาเกินกว่านั้น ราคาต้องเกินกว่าของจริง เกินกว่า
ราคาจริงก็ยอมรับ เอาเงินจำนวนนั้นไปช่วยค่าอาหารแก่พระ ช่วยค่ายาแก่พระ บำรุงสถานที่
อยู่ในพระพุทธศาสนา อย่างนี้เราทำได้ พระพุทธเจ้าท่านทำมาแล้ว พระพุทธเจ้าท่านรับ
มาแล้วทำไมเราถึงจะรับไม่ได้

*** ก่อนจะออกเดินบิณฑบาต ในเวลาเช้ามืด เขาเรียกว่าพระโปรดสัตว์ ในตอนนี้ท่านเจริญ
สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ให้เต็มกำลังสมาธิ ที่ท่านจะพึงทำได้ จิตจะได้บริสุทธิ์
แล้วเวลาที่เดินไปก็ใช้คำภาวนาและพิจารณาตลอด ตั้งแต่เดินไปจนกระทั่งเดินกลับ
แล้วเวลารับบาตร หยุดจิตจากภาวนานิดหนึ่ง อธิษฐานจิตสงเคราะห์ ขอท่านผู้มีคุณ
ที่มีอุปการะให้ชีวิตของข้าพเจ้าคือให้อาหาร ขอท่านจงเป็นผู้มีความเป็นอยู่
เป็นสุขในชีวิตของท่าน มีการคล่องตัวในการทรงชีวิต ธรรมใดที่องค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุ ขอทุกท่านจงบรรลุธรรมนั้นด้วยเถิด หลังจากนั้น
เราก็ภาวนาพิจารณาตามอัธยาศัย

*** ถ้าท่านทั้งหลาย มาอยู่ในเขตพระศาสนา จงอย่าเป็นผู้อาศัยพระศาสนาอย่างเดียว จงทำตนให้พระศาสนาได้อาศัยท่านบ้าง เป็นการสนองคุณพระพุทธเจ้า จะได้ไม่มีนามว่า เป็นผู้
อกตัญญูไม่รู้คุณพระพุทธเจ้า อีกประการหนึ่งความเป็นอยู่ของเราจะมีได้ เพราะอาศัย
ชาวบ้านผู้มีศรัทธา นี่การใดก็ดีที่ไม่เกินความสามารถที่เราจะสงเคราะห์ สนองความดี
ของท่านได้ เราก็ทำทุกอย่างเพื่อเป็นการสนองคุณท่าน เพื่อปฏิบัติตามกระแสพระบาลี
ที่กล่าวว่า นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา ซึ่งแปลเป็นใจความว่า บุคคลใดมี
ความกตัญญูรู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้ว และตอบสนองคุณท่าน พระพุทธเจ้ากล่าวถึง
บุคคลเหล่านั้นว่าเป็นคนดี

*** ของสงฆ์ที่ตากแดดตากฝนอยู่ ถ้าจะเกิดความเสียหาย ถ้าพระองค์ใดหรือว่าหลายองค์เดินหลีกไป ไม่เก็บของที่ควรจะเก็บ ปรับอาบัติทุกเที่ยวที่ผ่าน อาบัติที่ปรับนี้ไม่ต้องรอ
พิพากษานะ มันล่อเลย ผ่านไปแบบไม่แยแส ไม่สนใจ เป็นโทษทันที นี่ไม่ใช่ว่า
พระอรหันต์เห็นของอะไรก็โยนทิ้ง ๆ ไม่ใช่ ท่านรักษากำลังใจของคนอื่นที่มีศรัทธา
ยิ่งกว่ากำลังใจของท่าน เพราะวัตถุทุกอย่างจะพึงมีได้ ก็ต้องอาศัยชาวบ้าน ชาวบ้าน
กว่าจะได้มาแต่ละชิ้นก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ฉะนั้น พระต้องรักษาทรัพย์สินของ
ชาวบ้านให้ยิ่งกว่าชาวบ้านรักษาทรัพย์

Paang
02-12-2006, 02:39 PM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 12

*** สำหรับพระที่รักษาสมบัติของพระพุทธศาสนา มีการผลัดเวรเปลี่ยนกันนี่เป็น พุทธัง ชีวิตัง จริง ธัมมัง ชีวิตัง สังฆัง ชีวิตัง จริงเหมือนกัน เพราะว่ายอมพลีความสุขส่วนตัว เอามา
รักษาทรัพย์สินของพระศาสนา เวลาท่านเดินไปเดินมาละก็ ใช้การเดินเป็นเขตของการ
จงกรม อย่าปล่อยให้ใจมันเสียเวลา เวลานั่งก็จับ อานาปานุสสติกรรมฐาน เป็นปกติ
ความจริงงานประเภทนี้ได้กำไรมาก คือ

๑. รักษาทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาเป็นการแสดงความกตัญญูแด่องค์สมเด็จพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า

๒. ใช้โอกาส ใช้สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาไปด้วย ช่วยกำลังใจให้มีความสุขเข้าถึง
อารมณ์ฌาน

*** ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาทในชีวิต จงอย่าคิดว่าเรารู้จากกระดาษ จากหนังสือมันดีแล้ว อันนี้ไม่มีประโยชน์นะครับ มันเป็น มานะ ถือตัวถือตน เป็นนักธรรมเอก เป็นเปรียญ ๙ ประโยค
หรือว่าเป็นปริญญาอะไรต่ออะไรก็ตาม อันนี้ถ้าหากขาดการปฏิบัติ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์เสียอย่างเดียวลงนรกมีศีลบริสุทธิ์ยังไม่ได้ฌานโลกีย์ก็ยังไม่พ้นนรก ได้ฌานโลกีย์ก็ยังไม่พ้นนรก อย่างเลวที่สุดก็ทำตนให้เป็นพระโสดาบันเราจะเป็นพระโสดาบันได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ รักษาอารมณ์พระโสดาบันไว้

ประการที่ ๑ คิดว่าชีวิตนี้มันต้องตาย
ประการที่ ๒ มีความเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ประการที่ ๓ ทรงศีลตามสภาวะของตนให้บริสุทธิ์
ประการที่ ๔ การกระทำทุกอย่าง ไม่หวังผลตอบแทนในปัจจุบัน ต้องการอย่างเดียวคือ
พระนิพพาน

อย่างนี้ถือว่าเป็นอารมณ์ของพระโสดาบัน ถ้ารักษาไว้ได้ กำลังใจขั้นสุดท้าย คือ
พระอรหันต์เป็นของไม่ยาก

*** นักเจริญ พระกรรมฐาน จะเป็น มหาสติปัฏฐานสูตร หรืออะไรก็ตาม พระพุทธเจ้าท่าน
เรียกว่า พระ คือ พระโยคาวจร ชาวบ้านเขาก็เพ่งไปในแง่ของความดี เพราะถือว่าเป็นผู้
มีจิตบริสุทธิ์แต่ถ้าจิตของเราบริสุทธิ์ไม่ดีพอแล้ว เอาของเลอะเทอะไปมอบหมายให้แก่
ชาวบ้าน เราพูดอะไรกับเขาเขายอมรับฟังเขายอมเชื่อ ถ้ามันไม่ตรงกับความเป็นจริงแล้ว
แล้ว เราก็เป็นบาป ปาโป แปลว่า ความชั่ว จิตเราชั่วแล้วเราก็มอบเมรุประเคนขาด
คือยกเอาชั่วให้เป็นสมบัติของคนอื่นอีก อันนี้ไม่ดีนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทจงระมัด
ระวังให้มาก อย่าให้เป็นอย่างนั้น ถ้าจิตมันเป็นอย่างนี้อยู่ พยายามเข้า ฌาน ๔ ให้มาก
ทรง ฌาน ๔ ให้มาก เมื่อถอยหลังออกมาจาก ฌาน ๔ แล้ว ก็เข้าเจริญ วิปัสสนาญาณ
ชำระจิตให้ผ่องใส เมื่อจิตมันจะเฝือไปก็เข้า ฌาน ๔ ใหม่สลับกันไปสลับกันมาอย่างนี้นะ
จนกว่าสภาพจิตจะแจ่มใสเมื่อจิตแจ่มใสดีแล้วก็คุมสภาวะไว้ รักษาศีลให้บริสุทธิ์อย่ายุ่งกับ
เรื่องของชาวบ้าน ระงับ นิวรณ์ ๕ ประการอย่าให้กวนใจ จิตทรง พรหมวิหาร ๔ เข้าไว้
อย่างนี้ไม่ช้านานเท่าไรก็จะถึงความดี

*** ขอทุกท่านจงพยายามควบคุมกำลังใจ ประพฤติปฏิบัติให้ถูกแบบ เพราะสถานที่นี้เป็นพุทธเขตคือเป็นเขตของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าย่อมจะไม่เลี้ยงคนชั่ว พระพุทธเจ้าทรงยกย่องแต่คนดี นิคคัยหะ ปัคคัยหะ เป็นจริยาของพระพุทธเจ้า ใครดีก็ยกย่องสรรเสริญ ความดีเป็นส่วนของความดี ใครผิดพระพุทธเจ้าลงโทษ อย่าเอาความดีเข้ามาบวก ถือว่าทำความดีดีแล้ว ทำความชั่วไม่มีโทษ อันนี้ไม่ได้ มันคนละเรื่อง นี่เป็นการควบคุมกำลังใจของเรา
ให้เข้าถึง พระโสดาปัตติผล

*** สำหรับท่านที่เป็น พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี เป็นคนประกอบไปด้วยศรัทธา ฉะนั้นท่านพวกนี้ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงห้ามรบกวน สำหรับบุคคล
ประเภทนี้ถ้าขอเข้า ท่านนึกว่ามีความจำเป็นท่านก็ให้ แต่ขอบ่อย ๆ มันเกินวิสัยของสมณะ
คนขอเลยไม่ใช่พระ กลายเป็นขอทานไป ฉะนั้นถ้าเราจะพึงรู้ว่าบุคคลใดเขามีศรัทธาก็อย่า
อ้าปากขอ ถ้ากิจนั้นไม่จำเป็นถึงที่สุด เช่นผ้ามันไม่ขาดจนกระทั่งนุ่งไม่ได้ก็อย่าไปขอเขา
มันยังใช้ได้ก็จงอย่าขอ มันไม่อดถึงกับจะตายก็อย่าไปออกปากขอ การขอบ่อย ๆ หรือขอ
เกินจำเป็นไม่ใช่สมณวิสัย

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทรงห้ามว่า ตระกูลใดถ้าเป็น พระเสขะ ห้ามการขอทุกอย่าง
เว้นไว้แต่สิ่งนั้นมันถึงที่สุดที่เราไม่สามารถจะทรงตัวได้ จำเป็นที่จะต้องขอก็ขอในสิ่งที่จำเป็น
มีค่าไม่สูงนัก ทั้งนี้ เพราะอะไร เพราะว่าอารมณ์ของ พระโสดาบัน สกิทาคามี มี
พรหมวิหาร ๔ ประจำ ย่อมเป็นคนมีใจดีเพราะเกื้อกูล

*** การปฏิบัติ สมณธรรม ต้องทำไปให้ถึงระดับ ได้อาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์ แล้วคอยรับการสั่งสอนจากท่านนั้น ๆ เป็นการปฏิบัติกรรมฐานที่เข้าระดับกรรมฐาน ที่เอาตัวรอดได้ ถ้านักปฏิบัติ
ทั้งหลาย ยังคอยคำสอนของอาจารย์ที่เป็นมนุษย์ฝ่ายเดียว หรือแกะหนังสือดูตำราเป็นสำคัญ
แล้ว ท่านนักปฏิบัติท่านนั้นยังเอาตัวไม่รอด

Paang
02-12-2006, 02:41 PM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 13

๕. ศีล

*** การปฏิบัติพระกรรมฐาน ก่อนที่จะหวังให้ฌานสมาบัติอุบัติปรากฏแก่จิตใจนั้น ต้องมีศีล
บริสุทธิ์เสียก่อน ถ้าศีลของท่านยังขาดตกบกพร่อง รักษาบ้าง ไม่รักษาบ้าง ยังเกรงใจความชั่ว คือสังคมที่มอมแมมด้วยความชั่ว ที่ต้องมีการดื่มของมึนเมา ต้องกินเนื้อสัตว์ที่ยังมีชีวิต เพราะถ้าสัตว์ตายก่อนแล้ว เนื้อมีรสไม่อร่อย ต้องพูดตลบตะแลงให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เกรงใจสังคมที่นิยม มีเมียเก็บ เมียอะไหล่ นิยมสะสมสมบัติที่ได้มาโดยมิชอบธรรม เฉพาะอย่างยิ่งการดื่ม ถึงแม้ว่าท่านจะละมาในวันอื่น ๆ ทุกวัน แต่ถ้าวันใดมีการเลี้ยง ก็ต้องดื่มเพื่อสังคมแม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าท่านไม่มีความบริสุทธิ์ไม่มีศีลเป็น อธิศีล แม้แต่ปกติศีลก็ยังไม่จัดว่าท่านเป็นผู้มีศีลทั้งนี้เพราะการบกพร่องในศีลเป็นความชั่วจะด้วยกรณีใดก็ตาม ถ้าท่านล่วงศีลด้วยเจตนาแล้ว ท่านก็เป็นคนเลวสำหรับนักปฏิบัติในศีล ท่านจะอ้างว่าท่านล่วงเพื่อสังคมก็ไม่มีทางจะเอาตัวรอดได้ เพราะการที่ท่านต้องเกรงใจสังคมที่มุ่งทำลายความดี สิ่งที่ท่านทำไปนั้นมันเป็นเหตุของความชั่ว ขึ้นชื่อว่าความชั่ว แม้แต่นิดหนึ่งก็เป็นความชั่ว


*** อารมณ์ของความชั่ว คืออารมณ์ที่ชอบทำลายศีลด้วยตนเอง หรือว่ายุชาวบ้านให้เขาทำลายศีล เมื่อเห็นบุคคลอื่นทำลายศีลแล้วดีใจว่าเขาไม่รักษาศีล ทำลายศีลเสียได้ก็ดี อารมณ์ชั่วอย่างนี้อย่าให้มี เราจะต้องควบคุมว่า เราจะไม่ทำลายศีลด้วยตัวเอง ศีลของใครมีเท่าไรรู้ไว้ด้วย เราจะไม่คิดยุยงให้คนอื่นทำลายศีล เราจะไม่ดีใจในเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว

*** ท่านบกพร่องในศีลด้วยเจตนาเพียงนิดเดียว ท่านไม่มีหวังที่จะทรงสมาธิเพื่อฌานสมาบัติได้เลย เพราะเพียงศีลมีการรักษาแบบหยาบ ๆ ท่านยังรักษาไม่ได้ท่านจะเป็นผู้ทรงสมาธิที่มีอารมณ์ละเอียดกว่านี้ได้อย่างไร ผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานมาเป็นเวลาหลายสิบปีที่ไม่ได้สำเร็จผลใด ๆ แม้แต่ฌานโลกีย์ก็ไม่ได้ ก็เพราะพร่องในศีลเป็นสำคัญ

*** ตั้งใจกำหนดรักษาศีลจนรักศีลยิ่งกว่าชีวิต โดยกำหนดจิตรักษาศีลโดยมั่นคง อย่านั่งคิด
นอนตรองเฉย ๆ ต้องรอการประสบการณ์ด้วย เมื่อประสบการณ์เกิดขึ้นจนคิดว่า นี่ถ้าเป็นใน
กาลก่อน แต่นี้ ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้ปรากฏ เราเห็นจะยั้งใจไม่ไหว แต่นี่ถูกรุกรานขนาดนี้
อารมณ์ใจยังแจ่มใสเสมือนไม่มีอะไรมากระทบใจ ถ้าอารมณ์จิตใจเป็นอย่างนี้ จัดว่าพอใช้ได้
แล้ว

*** คนที่เขามีศีลน่ะเขาไม่สร้างความยุ่งให้เกิดกับบุคคลอื่น เพราะว่าเขามองหาความเลว
ของตัวเป็นสำคัญ ถ้าจิตของเราดีละก็มันก็ไม่ยุ่ง กายก็ดี วาจาก็ดี ถ้าจิตของเราเลว วาจาก็เลว
กายก็เลว ทุกคนจงสำนึกตัวไว้อย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นเป็นการผิดระเบียบตามพระพุทธศาสนาและตามระเบียบวินัยศีลของเรามีเท่าไรปฏิบัติให้ครบ ทำไว้ให้มันครบ ธรรมะมีเท่าไรที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน มีเท่าไรปฏิบัติให้ครบ อารมณ์สมถะมี ๔๐ ปฏิบัติให้มันครบองค์ วิปัสสนาญาณมีเท่าไรปฏิบัติให้ครบ ถ้าพยายามคิดประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างนี้มันก็ไม่มีเวลาที่จะไปยุ่งกับบุคคลอื่น ถ้าเราดีเสียแล้วก็ไม่สร้างความยุ่งยากความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น

*** เราสมาทานศีลจงตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ อย่าสักแต่ว่าสมาทานแล้วการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ก็ไม่ใช่เฉพาะเวลานี้ ถือว่าการสมาทานศีลครั้งแรกในชีวิต เราก็ต้องรักษากันไปตลอดจนวันตายอย่างนี้จึงจะชื่อว่าใช้ได้รวมทั้งพระเณรก็เหมือนกันการเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ย่อมเป็นปัจจัยตัดความเดือดร้อน เรามีศีลบริสุทธิ์นึกถึงศีลเป็นปกติ พระพุทธเจ้าเรียกว่า เป็นผู้เจริญ
สีลานุสสติกรรมฐาน

*** ขอท่านทั้งหลายจงสังวรเรื่องศีลให้มาก คำว่า สังวร นี่แปลว่า ระวัง อันดับแรกต้องมีศีล
บริสุทธิ์เสียก่อนไม่ใช่บริสุทธิ์เฉพาะเวลาที่สมาทานพระกรรมฐาน ให้ศีลบริสุทธิ์ทุกลมหายใจ
เข้าออกถ้าศีลของท่านบริสุทธิ์ทุกลมหายใจเข้าออก การเจริญสมาธิก็เป็นของง่าย เพราะศีล
จะมีขึ้นได้เพราะอาศัย เมตตา ความรักซึ่งกันและกัน กรุณา ความสงสารซึ่งกันและกัน
คนที่มีจิตเมตตา ความรัก กรุณา ความสงสารอารมณ์เย็น จิตมีความเยือกเย็น ความฟุ้งซ่าน
ของจิตไม่มีความเร่าร้อนของจิต ไม่มีอารมณ์ก็สบาย ในเมื่ออารมณ์สบายมีความเยือกเย็น
จิตก็ทรงสมาธิได้ดี ความอาฆาตพยาบาท หรือการจองล้างจองผลาญ คิดประหัตประหารซึ่งกันและกัน หรือความโลภโมโทสันอยากได้ทรัพย์ของบุคคลอื่น การที่จะละเมิดความรัก หรือการที่จะมุสาวาท การที่จะดื่มสุราเมรัยไม่มี ในเมื่ออาการ ๕ อย่างนี้ไม่มีแล้ว จิตก็มี ความสบาย
มีอารมณ์เป็นสุขอันดับแรกปรับปรุงศีลให้ดี เมื่อปรับปรุงศีลดีแล้วสมาธิก็ทรงตัว เมื่อสมาธิทรงตัว ปัญญามันก็เกิด นี่เป็นพื้นฐานของการเจริญฌานและวิปัสสนาญาณ

Paang
02-12-2006, 02:47 PM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 14

*** ตามที่ได้เคยเห็นมา มีบรรดาท่านพุทธบริษัทชายและหญิง บางทีท่านทั้งหลายสมาทาน
อุโบสถศีลแล้วก็ดี สมาทานศีล ๘ แล้วก็ดี แต่บังเอิญมีบุคคลคณะใดคณะหนึ่งเขามาทีหลังคนทั้งหลายเหล่านั้นสมาทานศีล ๕ หรือ อาราธนาศีล ๕ เป็นเหตุ บรรดาพระสงฆ์ก็นำเอาศีล ๕ ที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส มาเป็นเครื่องสมาทานเคยปรากฏมามากว่า บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านที่เคยสมาทานอุโบสถศีลแล้วก็ดี สมาทานศีล ๘ แล้วก็ดี รับเพียงแค่ไตรสรณคมน์ คือ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรนัง คัจฉามิ ต่อไปนั้นก็เงียบ
เพราะถือกัน ว่าเราสมาทานศีล ๘ แล้ว สมาทานอุโบสถศีลแล้ว สมาทานศีล ๕ ไม่ได้
การกระทำอย่างนี้ก็รู้สึกว่า บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายเหล่านั้นแสดงความไม่เคารพ
ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็แสดงความไม่เคารพในพระธรรม แสดงความ
ไม่เคารพในพระอริยสงฆ์ ทั้งนี้เพราะอะไร บางทีท่านพุทธบริษัททั้งหมดอาจจะมีความเคารพ
แต่ทว่าเพราะอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบรรดาทายกผู้เป็นหัวหน้า มักจะแนะนำกันว่า
ถ้าเราสมาทานศีล ๘ แล้วก็ดี สมาทานอุโบสถศีลแล้วก็ดี ถ้าเขาให้ศีล ๕ เวลานี้เราจะรับไม่ได้ศีลมันจะลดลงไป นี่เป็นอันว่านรกขุมใหญ่เกิดแก่หัวหน้าทายกเป็นเหตุ เพราะว่าไม่มีความ
เข้าใจในพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ศาสดาขององค์สมเด็จพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า อันนี้เห็นมาบ่อย ๆ ก็รู้สึกว่าสลดใจ

ความจริงเวลาสมาทานนี้ไซร้ เป็นการศึกษาเรื่องของศีลเท่านั้น หมายความว่าเวลาท่านให้
ศีล ๕ ก็ดี ศีล ๘ ก็ดี ศีลอุโบสถก็ดี เวลาที่เราว่าตามนี้เป็นการศึกษาเรื่องของศีล แต่ว่าการ
ประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องของทางใจ เราจะรักษาอุโบสถศีลก็ได้ เราจะรักษาศีล ๘ ก็ได้
หรือว่าเราตั้งใจจะรักษาศีล ๕ ก็ได้ การว่าตามไปนั้น เป็นการแสดงความเคารพในองค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ทำให้ศีลของตนพร่องไป

ฉะนั้น จึงขอเตือนบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย โปรดจำไว้ให้ดีว่า การแสดงจริยาอย่างนั้น
เป็นการปรามาสในองค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

*** ถ้าจิตของเราทรงอยู่ในพรหมวิหาร ๔ ศีลจะบริสุทธิ์ ไม่ต้องระมัดระวังศีล ความเป็นผู้มีเหตุมีผล มีความเคารพในองค์สมเด็จพระทศพลก็มีความพร้อมบริบูรณ์ เพราะคนที่ทรงศีลบริสุทธิ์ ก็แสดงว่ามีความเคารพในพระพุทธเจ้า มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ รู้จักอายความชั่ว เกรงกลัวความชั่ว

*** เป็นอันว่า นักเจริญพระกรรมฐาน จะก้าวเข้าไปสู่ความเป็นผู้ทรงฌานก็ดี จะเป็นพระอริยเจ้าก็ดี ท่านจะบกพร่องในศีลไม่ได้ แต่ขณะใดขึ้นชื่อว่าท่านเป็นผู้บกพร่องในศีล ก็แสดงว่าท่านเอาดีไม่ได้เลย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าถ้าศีลบกพร่องก็แสดงว่า เราตายแล้วต้องไปเกิดในอบายภูมิ แล้วก็ถ้าเป็นผู้ทรงฌานเกิดเป็นพรหม หรือว่าเป็นผู้ทรงอุปจารสมาธิ ขณิกสมาธิเกิดเป็นเทวดา หรือตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานไปนิพพาน จะไปได้อย่างไรในเมื่อศีลของเรา
บกพร่องเราต้องเป็นสัตว์ในอบายภูมิ

*** คนที่จะไม่ทำบาปเพราะขาดศีลห้า ไม่ทำบาปเพราะมีเจตนปรามาสพระไตรสรณคมน์ แต่อารมณ์จิตฟุ้งซ่าน นิยมส่วนที่เป็นส่วนเสีย หมายความว่า นิยมอารมณ์ที่ต่ำกว่า คือไปนิยมสัตว์เดรัจฉานหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ตายแล้วก็ไปอยู่อบายภูมิและสัตว์เดรัฐฉานได้ และส่วนที่กล่าวมาแล้วนั้นบางตอนลงนรกไปเลย จึงขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจงระมัดระวังอย่าไว้ใจตนเอง ทุกวันทุกเวลานึกไว้ว่าเราอาจจะตายวันนี้ และก็ทรงความดี คือยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ และกำลังใจตั้งตรงอยู่ในศีลทั้ง ๕ ประการ ไม่ละเมิดศีลทั้งกาย วาจา และใจ

Paang
02-12-2006, 02:52 PM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 15

๖. พรหมวิหาร ๔

*** เมื่อมีศีลเป็นปกติแล้ว ก็พยายามกำจัด นิวรณ์ ๕ ประการ แล้วทรงฌานตามที่ได้ศึกษา
มาโดยมี พรหมวิหาร ๔ เป็นอารมณ์ คอยควบคุมรักษาจิตใจให้ชุ่มชื่น เป็นการประคับ
ประคองศีล และฌานสมาบัติผ่องใสไม่บกพร่อง ระดับของสมาธิที่จะทรงฌานทรงฌานให้
ดีเด่นบริบูรณ์ไม่บกพร่องต้องทำอย่างนี้ อันดับนี้เป็นฌานโลกีย์ ท่านที่นั่งคิดนอนฝันถึง
พระนิพพานอย่าเพ่อท้อใจ ว่าการปฏิบัติตามลำดับอย่างนี้จะช้าเกินไปไม่ทันการ ขอบอกว่า
ท่านคิดว่าจะก้าวลัดตัดไปนิพพานให้เร็วกว่านี้ ก็จงคิดว่าท่านไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้า
แล้ว ท่านอาจเป็นพระศาสดาองค์ใหม่ที่บัญญัติกฎการปฏิบัติใหม่เอาเองเพราะพระพุทธเจ้า
มีแนวปฏิบัติที่พระองค์ทรงสั่งสอนพุทธบริษัท พระองค์สอนตามแนวนี้

*** ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน พยายามทรงอารมณ์จิตให้อยู่ใน พรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ
คิดว่าเราจะมีความรักในคนอื่นและสัตว์อื่นนอกจากตัวเรา เสมอด้วยตัวเรา เราจะมีความสงสาร
เกื้อกูลเขาให้เป็นสุขตามกำลังที่เราจะพึงทำได้ เราไม่มีอารมณ์อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เห็นใคร
ได้ดีก็พลอยยินดีตาม ถ้าสิ่งใดเป็นเหตุเกินวิสัยด้วยอำนาจกฎของกรรมหรือกฎของธรรมดาที่
เกิดขึ้น เราจะไม่มีความหวั่นไหวในจิต นี่อารมณ์อย่างนี้ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททรงไว้ได้ ก็จัดว่าเป็นศูนย์กำลังใจที่มีความสำคัญที่สุดอันพึงจะก้าวเข้าไปสู่ความดี

*** องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงแนะนำให้บรรดาพุทธบริษัทผู้ปรารถนาจะเข้าถึงฌาน-สมาบัติและทรงมรรคผล ให้ทุกคนแผ่เมตตาจิตไปในทิศทั้งปวงเสียก่อน ในอันดับแรก ก่อนที่เราจะทรงจิตเป็นสมาธิ ก็ตั้งใจแผ่เมตตาจิตและกรุณา ความสงสารไปในทิศที่ครอบจักรวาลทั้งหมดโดยกำหนดจิตไว้เสมอว่า เราจะไม่เป็นศัตรูกับใคร เราจะเป็นมิตรกับคนและสัตว์ทั้งหมด เราจะสงเคราะห์คนและสัตว์ที่ได้รับความทุกข์ยาก ให้มีความสุขตามฐานะกำลังของเราที่พอจะช่วยได้ เราเปล่งวาจาและคิดออกไปแบบนี้ด้วยความจริงใจเป็นปกติทุกวัน ต่อไปก็จะเกิดอาการชินอารมณ์จิตของเราจะไม่มีความโกรธ ความพยาบาท ไม่มีความเคียดแค้นมุ่งประทุษร้ายใคร

*** พวกเรามีใครบ้างไหม ในอดีตใกล้ก็ดี ไกลก็ดี ที่ขาด พรหมวิหาร ๔ มีอารมณ์คิดเป็นศัตรู
กับคนอื่น คิดทำลายล้างบุคคลอื่น คิดอิจฉาริษยาบุคคลอื่น คิดลงโทษ คิดซ้ำเติมในความผิดของบุคคลอื่นมีบ้างไหมในอดีตเริ่มตั้งแต่ย่างเข้ามาสู่สำนักนี้ อารมณ์จุดไหนมีบ้าง ถ้ามีอยู่ไม่รู้ตัวว่ามีนี่เลวมากหมายถึงว่าเป็นที่ไปแห่งอเวจีมหานรก ถ้าขณะใดเรารู้อยู่ว่ามีในกาลนั้นพึงรู้ว่านี่เราเป็นสัตว์นรกเสียแล้ว ไม่ใช่แดนของอริยะ หรือไม่ใช่แดนของสมณะไม่ใช่แดนของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา นี่ความจริง พรหมวิหาร ๔ นี่ เราศึกษากันแต่ต้น ถ้าไม่มีในใจก็แสดงว่าเลวเกินไปสำหรับความเป็นมนุษย์ และเลวเกินไปที่จะต้องเกิดเป็นสัตว์ เป็นอสุรกาย หรือเป็นเปรต ช่วงที่อยู่คืออเวจีมหานรกเตือนใจเตือนตัวให้รู้ไว้ ความเลวประเภทนี้ไม่มีสังคมใดเขาต้องการ นี่ความรู้สึกอย่างนี้ต้องมีกับเราเสมอ

*** ถ้าจิตของเราทรงอยู่ใน พรหมวิหาร ๔ แล้วมีอะไรบ้างที่มันจะเกิดขึ้น นั่นก็คือ ศีลบริสุทธิ์ไม่ต้องระมัดระวังศีล ความเป็นผู้มีเหตุมีผล มีความเคารพในองค์สมเด็จพระทศพลก็มีพร้อมบริบูรณ์เพราะอะไร เพราะคนที่ทรงศีลบริสุทธิ์ ก็แสดงว่ามีความเคารพในพระพุทธเจ้า มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ เพราะว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทรงแนะนำให้จิตอยู่ในขอบเขตนี้ เรามีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินศรีเป็นต้น เราจึงมีศีลบริสุทธิ์ เราจึงรู้จักอายความชั่วเกรงกลัวความชั่ว จึงได้มีการประกอบความดี คือจิตทรง พรหมวิหาร ๔ มี หิริ และ โอตตัปปะ นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความเยือกเย็น มีแต่ความเป็นสุข เราก็เป็นสุขบุคคลอื่นก็เป็นสุขเพราะกายไม่เสีย ปากไม่เสีย ทั้งนี้เพราะว่าใจไม่เสีย ถ้ากายเสีย ปากเสีย ก็แสดงว่าใจมันเสีย เสียมากจนล้นมาถึงกาย ถึงวาจา นี่เป็นอันว่าถ้าทรงคุณธรรมอย่างนี้ได้ ความเป็นพระโสดาบันก็ย่อมปรากฏ

*** การที่เราทำอะไรไม่ดีในด้านสมาธิจิต หรือวิปัสสนาญาณ เริ่มแต่การรักษาศีลให้บริสุทธิ์
ไม่ได้ก็แสดงว่าเราขาด พรหมวิหาร ๔ ถ้าอารมณ์จิตของเราตั้งอยู่ใน พรหมวิหาร ๔
ตลอดเวลา เรื่องฌานสมาบัติเป็นเรื่องเล็กจริงๆ เพราะฌานสมาบัติจะทรงขึ้นมาได้ และศีล-
บริสุทธิ์ได้เพราะความเยือกเย็นของจิต เมื่อจิตมีความเยือกเย็น ไม่เร่าร้อนไม่กระวนกระวาย
ไม่กระสับกระส่ายไม่มี ความโหดร้าย ไม่คิดอิจฉาริษยาทำร้ายใคร ใจก็เป็นสุข อารมณ์ก็เป็น
กุศล

*** ทาน การบริจาค เป็นการกำจัด โลภะ ความโลภของจิต แล้วคนที่จะให้ทานได้ก็ต้อง
ประกอบไปด้วยความเมตตาและกรุณา ตกอยู่ในอำนาจของ พรหมวิหาร ๔ ถ้าคนใดจิตจับ
อยู่ในอำนาจของ พรหมวิหาร ๔ วันหนึ่งสักชั่วขณะจิตเดียว พระพุทธเจ้ากล่าวว่า "เรากล่าว
ว่าบุคคลผู้นั้นเป็นผู้ไม่ว่างจากฌาน" แล้วคนใดที่มีเมตตาจิตอยู่แล้ว องค์สมเด็จพระ-
ประทีปแก้วกล่าวว่า เขาผู้นั้นเป็นผู้มีอภัยทาน มีอานิสงส์มาก ตกนรกไม่เป็น

*** ถ้าจิตเราทรง พรหมวิหาร ๔ ได้ตลอดกาลก็ชื่อว่าเราสามารถ คุมศีลของเราให้ปกติอยู่
ได้ตลอด สามารถ คุมสมาธิให้ทรงตัว คือจิตน้อมอยู่ในเกณฑ์ของกุศลตลอดเวลา และคุมวิปัสสนาและเมื่อจิตเราเยือกเย็นมีแต่ความรัก ความสงสาร ปรารถนาในการเกื้อกูล มีจิตอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร มีการวางเฉยไม่หวั่นไหวในเมื่อกฎของกรรมเกิดขึ้น อารมณ์จิตของเราก็มีความเยือกเย็นอารมณ์จิตมีความสุข เมื่อจิตมีความเยือกเย็น จิตมีความสุข อารมณ์สบายก็เกิดขึ้น เมื่ออารมณ์สบายเกิดขึ้น ศีลมันไม่ขาด สมาธิก็ทรงตัว ปัญญาก็แจ่มใส สามารถพิจารณาได้ตามเหตุตามผลที่สมควร คนที่ทรงอารมณ์อย่างนี้ได้เป็นปกติ บุคคลประเภทนั้นจะเป็นผู้ทรงฌานก็ไม่ยากเพราะจิตมีความดี อยู่ในด้านกุศลทรงอยู่มันเป็นฌานอยู่แล้ว จะบังคับจิตให้ทรงฌานขนาดไหนก็ได้ตามอัธยาศัย แล้วก็ใช้เวลาไม่นาน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเรามีความปรารถนาจะเป็นพระอริยเจ้าก็เป็นไม่ยาก

Paang
02-12-2006, 02:55 PM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 16

๗. บารมี ๑๐

*** บุคคลใดเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาแล้วมี ศรัทธา ความเชื่อ ปสาทะ
ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีจิตน้อมไปในกุศล แสดงว่าบุคคลนั้นมีบารมีเข้าถึง ปรมัต-
ถบารมี สามารถจะเข้าถึงพระนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน

*** ไอ้คำว่า บารมี นี่น่ะ ตัวขยันตัวขี้เกียจนั่นเอง ก็มีกำลังใจเต็มหรือไม่เต็ม มีกำลังใจ
เข้มแข็งหรือไม่ ที่มีกำลังใจเข้มแข็งก็คือคนขยัน คนที่มีกำลังใจอ่อนไปหน่อยก็คือคนขี้เกียจ
ว่าภาษาไทยกันมันฟังชัด ไม่อย่างนั้น แปลคำว่า บารมี ๆ นี่นึกว่าหาได้ยาก ไม่ใช่มันเป็น
ความขยัน ความขี้เกียจ ตัดสินใจตรงหรือไม่ตรง ทำถูกหรือไม่ถูก แล้วทำเฉพาะความดี
หรือเปล่า ทำพอเหมาะพอดีหรือไม่ ถ้าทำเกินพอดีก็โง่ ถ้าหากว่าทำไม่ถึงดีก็โง่ ต้องเอากัน
แค่พอดี ไอ้ตัวโง่ก็คือตัว อวิชชา คำว่า อวิชชา นี้ไม่ใช่แปลว่าไม่รู้ รู้เหมือนกันแต่รู้ไม่ค่อย
จะตรง รู้ไม่ค่อยจะหมด รู้ไม่ครบไม่ถ้วน

*** การบำเพ็ญบารมีใด ๆ หรือสร้างความดีใด ๆ เราจะตั้งมโนปณิธานความปรารถนาหรือ
ไม่ก็ตาม ถ้าทำความดีมากครั้งเข้า ในที่สุดความชั่วก็สลายตัวไป เราก็เข้าถึงพระนิพพาน
ตามเจตนา หรือไม่เจตนา เราก็จะต้องเข้าถึง ในเมื่อความชั่วถูกตัดเป็น สมุจเฉทปหาน
แต่ทว่าถ้าปราศจาก อธิษฐานบารมี กว่าจะเข้าถึงจุดหมายปลายทางก็รู้สึกว่ามันเลี้ยวซ้าย
เลี้ยวขวา หรือไม่ค่อยจะตรงนัก ฉะนั้น องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแนะนำบรรดา
พุทธบริษัทให้มี อธิษฐานบารมี ในการที่ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตั้งใจกล่าวว่า
อิมาหัง ภควา อัตตะ ภาวัง ตุมหากัง ปริจจชามิ แปลเป็นใจความว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ก็หมายความว่า เราจะเอาชีวิตของเราเข้าแลกกับความดีที่องค์สมเด็จพระชินศรีทรงแนะนำไว้อย่างนี้ อาศัยเจตนาและความตั้งใจจัดว่าเป็น อธิษฐานบารมี บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจะเข้าถึงความดี ด้วยความรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง

*** อธิษฐานบารมี เราตั้งใจไว้โดยเฉพาะว่า เราต้องการพระนิพพานอย่างอื่นไม่ไป ใคร
จะมายกยอปอปั้นอย่างไรเราไม่เอา เพราะว่าเราเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระจอมไตร
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าท่านดีกว่าเรา เป็นกษัตริย์ และก็มีทรัพย์สมบัติมาก มีความดี
มีปัญญาทุกอย่าง ทุกสิ่งสมบูรณ์พระองค์ยังไม่หลง ตั้งใจเฉพาะพระนิพพานเป็นอารมณ์
แล้วก็ไปจริง ๆ เราเป็นพุทธบริษัทชายหญิงของพระพุทธเจ้า ในเมื่อพระองค์ทิ้งอย่างอื่นได้
เราก็ทิ้งได้ เราจะเก็บมันไว้ทำไม เราก็ตั้งใจตรงเฉพาะพระนิพพาน ใครจะชวนไปทางไหน
ฉันไม่ยอมไป ไปที่เดียวคือพระนิพพานเท่านั้น ตั้งใจไว้โดยเฉพาะ ทำอะไรนิดหน่อย เราทำ
เพื่อพระนิพพาน

*** บารมี ๑๐ นี้ มีความสำคัญมาก ถ้านักปฏิบัติบกพร่องใน บารมี ๑๐ นี้ แม้อย่างเดียว
วิปัสสนาญาณก็มีผลสมบูรณ์ไม่ได้ ที่ว่าเจริญกันมา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ไม่ได้อะไรนั้น ก็เพราะเป็นผู้
บกพร่องใน บารมี ๑๐ นี่เอง ถ้าบารมี ๑๐ ครบถ้วนแล้ว ผลการปฏิบัติเขานับวันสำเร็จกัน
ไม่ใช่นับเดือน นับปี ฉะนั้น ท่านนักปฏิบัติเพื่อมรรคผลต้องสนใจปฏิบัติใน บารมี ๑๐ นี้
ไม่ให้บกพร่องเป็นกรณีพิเศษ

*** การเจริญความดีในพระพุทธศาสนา เราต้องทรงอารมณ์เป็นผู้ชนะไว้เสมอ ไม่ทำตน
เป็นบุคคลผู้แพ้ เราต้องมี สัจจะ คือความจริง มี วิริยะ คือความเพียร มี สติ การทรงระลึก
นึกขึ้นมาได้มี ปัญญา เป็นเครื่องพิจารณาว่าอะไรมันดี อะไรมันชั่ว อะไรมันควร อะไรมัน
ไม่ควร มี ขันติ ความอดทนเป็นเครื่องประจำใจ มี อธิษฐาน ทางเจตนาเข้าไว้ว่าเรา จะทำ
ความดี สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราทิ้งไม่ได้ เราต้องมีไว้เป็นประจำ

*** ถ้าเกิดมาแล้วพบพระพุทธศาสนายังบอกว่า บารมี อ่อนอีก ก็แสดงว่าขี้เกียจมากเกินไป
ไม่รู้จักควบคุมกำลังใจ ปล่อยไปตามสภาวะของกิเลส มันจะมีผลอะไร ชาวบ้านเขาทำได้ เราทำไม่ได้ จะมานั่งบ่นว่าทำไม่ได้ ก็เพราะว่าเรามันดีไม่พอใช้ กำลังใจเป็นสำคัญ การจดจำแนะนำสั่งสอน การมี วิริยะ อุตสาหะ มีสติ มีปัญญาควบคุมอันนี้เป็นของสำคัญ การเจริญสมถภาวนาตอนต้น หรือตอนปลายมีสภาวะเหมือนกัน นั่นคือ

๑. ทรง ศีล บริสุทธิ์
๒. ระงับ นิวรณ์ ๕ ประการได้เด็ดขาดในขณะที่ทรงสมาธิ
๓. ทรง พรหมวิหาร ๔ ได้

*** ตั้งความเพียรจริง ๆ ว่า ธรรมใดที่เป็นคำสอนรับไปแล้ว เราจะปฏิบัติด้วยชีวิต จะใช้
อารมณ์นั้นคิด ตัดความชั่วอยู่เสมอตลอดเวลา ไม่ใช่แต่เฉพาะเวลามานั่งรับฟัง ขณะใดที่เรา
ตื่นอยู่ เราจะไม่ยอมวางองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ เพราะว่าเรามีทรัพย์สินไม่ถึงพระองค์
มีวาสนาบารมีไม่ถึงพระองค์ ทำไมจึงจะไปนั่งห่วงใย ทรัพย์สินและชีวิตซึ่งมันมีค่าน้อยกว่านั้น
องค์สมเด็จพระพิชิตมารมีสมบัติมากกว่า ทำไมจึงไม่ห่วง เพราะว่าความห่วงมันเป็นกังวล
มันเป็นปัจจัยของความทุกข์

Paang
02-12-2006, 02:56 PM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 17

*** เนกขัมมบารมี จริง ๆ ก็คือจิตระงับ นิวรณ์ ๕ ถ้าบวชแล้วจิตนะงับ นิวรณ์ ๕ ไม่ได้
ท่านไม่ถือว่าเป็นการบวชนะ ยังไม่เรียกสมมุติสงฆ์ ถ้าระงับ นิวรณ์ ๕ ได้ ท่านเรียกสมมุติสงฆ์
ถ้าระงับ นิวรณ์ ๕ ไม่ได้ ท่านเรียกเปรตในเครื่องห่มผ้าเหลือง เพราะจิตมันจุ้นจ้าน

*** ในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จงอย่าคิดว่าเราจะทำวันเดียวสำเร็จ ค่อย ๆ ทำไป สิ่งไหนบกพร่องก็พยายามระงับสิ่งนั้น และตั้งใจว่าเราจะ
ไม่ยอมทำสิ่งนั้นต่อไป วันหลังมันอาจจะลืม อาจจะเผลอ ๆ คิดมาได้ ก็คิดว่าต่อไปนี้เราจะไม่ทำอย่างนั้น ให้ถือเป็นอธิษฐานบารมี ให้ทรงตัวและมี สัจจบารมี และก็จงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ให้สมบูรณ์แบบ เวลาจะพูดเวลาจะทำ หรือเวลาจะคิด ก็คิดใคร่ครวญเสียก่อนว่าอันนี้มันดีหรือไม่ดี


*** ที่มีนักเทศน์หรือคนบางคนพูดว่า การบำเพ็ญบารมีต้องอาศัยชาติมนุษย์ เป็นเทวดาหรือ
พรหมบำเพ็ญบารมีต่อไม่ได้ อันนั้นไม่จริง เทวดาหรือพรหมที่เป็นพระอนาคามี ไม่มีใครกลับ
มาอีก บำเพ็ญตนให้เป็นพระอรหันต์ไปนิพพานเลย อย่าง ท่านมัฎฐกุณฑลีเทพบุตร เมื่อเป็น
เทวดาแล้ว ฟังเทศน์อีกครั้งเดียว เป็น พระโสดาบัน นี่เขาต่อกันแบบนี้ เรื่องนี้มีมาใน
พระไตรปิฎก

Paang
02-12-2006, 03:00 PM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 18

๘. สมาธิ

*** เวลาปฏิบัติ เวลาเริ่มทำสมาธิ ตัดกังวลเสียก่อน สิ่งใดที่จะห่วงใยยกเลิกทิ้งไป ประเดี๋ยวเดียวมันไม่ตายหรอก และก็ตัดสินใจว่า เราจะต้องปฏิบัติให้มีผลตามคำแนะนำของครู ไม่ห่วงแม้แต่ร่างกายทุกคนเมื่อตัดกังวล ไม่ห่วงแม้แต่ร่างกายได้แล้ว ก็ตั้งใจสมาทานศีล เรื่องศีลนี่ความจริงไม่ใช่จะมีเฉพาะเวลาปฏิบัติ ศีลนี่เป็นเครื่องค้ำจุนฌานสมาบัติ สมาธิ หรือฌานจะมีขึ้นมาได้ก็เพราะศีล ถ้าศีลบกพร่อง ฌานก็บกพร่องด้วย ถ้าศีลสมบูรณ์แบบ สมาธิหรือฌานจึงจะสมบูรณ์แบบเรื่อง นิวรณ์ ๕ ประการ อย่านึกถึงมันเลย

นอกจากนั้น องค์สมเด็จพระภควันต์ให้ทุกคนคุมอารมณ์ให้ดีใน พรหมวิหาร ๔ ให้จิตทรงตัว
ไว้ในพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ คำว่าปกติต้องเหมือน ศีล ศีล นี่ต้องบริสุทธิ์ทุกวันและพรหมวิหาร๔ ต้องทรงตัว

*** ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ทำกำลังใจให้ทรงตัว มีจิตสงบสงัดปราศจากอารมณ์
อย่างอื่นเข้ามารบกวน เราตั้งอารมณ์ไว้ในกุศลส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้ตั้งอยู่แต่เฉพาะอารมณ์นั้น
อย่างนี้จัดว่า ฌาน หรือสมาธิ เมื่อทรงสมาธิดีแล้ว หรือว่าก่อนจะทรงอารมณ์อย่างนั้น เราก็
พิจารณาขันธ์ ๕ ตามที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่า ขันธ์ ๕ มีสภาพไม่เที่ยง
มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น และก็มีความเปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง มีการสลายตัวไปในที่สุด
ขันธ์ ๕ นี่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราเสียจริง ๆ แล้ว เราจะหลงร่างกายเพื่อประโยชน์อะไร

*** การเจริญพระกรรมฐานนี่ไม่ได้หมายความว่า ใช้เวลานั่งสมาธิเสมอไป ถ้าเราใช้แต่เวลา
ที่นั่งสมาธิมีเวลาสงัด จิตใจเราจึงจะกำหนดถึงพระกรรมฐาน อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เนื้อแท้การเจริญ
พระกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตาม ต้องใช้อารมณ์ของเรานี้ นึกถึงกรรมฐานเป็นปกติตลอดวัน
อย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่าท่านเข้าถึงพระกรรมฐาน และพระกรรมฐานเข้าถึงท่าน

*** การนั่งสมาธิให้คนเห็น พระพุทธเจ้าท่านทรงปรับว่าเป็นอุปกิเลส มันจะมีการโอ้การอวดอยู่ในตัวเสร็จ ใช้ไม่ได้

*** ความจริงการเจริญพระกรรมฐานนี้ เป็นการเจริญเพื่อทรงสติสัมปชัญญะ และก็เป็นการ
เจริญให้มี หิริ และ โอตตัปปะ คือมีความละอายต่อความชั่ว เกรงกลัวผลของความชั่ว ถ้าเรายังขืนคบความชั่วอยู่ก็แสดงว่าทำตัวไม่คู่ควรกับขอบเขตพระพุทธศาสนา จัดว่าเป็นอลัชชี มีใจด้านเกินไป ถ้ามีอาการอย่างนี้อารมณ์ใจไม่แจ่มใส เราจะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์อะไร เสียเวลาประกอบกรรมความเลวของเราในสมัยเป็นฆราวาสนี่จงจำไว้ด้วยว่า สำนักพระพุทธศาสนาไม่ได้ตั้งใจประคับประคองคนเลว เขาประคับประคองกันแต่คนดีแม้แต่องค์สมเด็จพระชินศรีก็เช่นเดียวกันจึงขอบรรดาพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา
ทุกท่านจงรู้สำนึกตัว ที่ใครเขาไม่ว่าไม่กล่าว ไม่ติไม่เตียน จะพึงคิดว่าเขาต้องการเรา ความจริงนั่นเขานั่งดูจริยาของเราต่างหากว่าเราพอจะคลายความเลวลงบ้างหรือไม่ ถ้าไม่คลายความเลวลงเพียงใด ไม่ช้าความเลวที่เราทำไว้มันจะสะสมตัว แล้วก็ไม่มีทางเลี่ยง มันจะให้ผลต่อท่านเมื่อถึงเวลาสมควร ความจริงเราให้โอกาสกันมากเกินไปแล้ว ต่อไปนี้จงพยายามกลับใจ ทรงไว้ซึ่งความดี

*** เวลาที่ปฏิบัติน่ะ ไม่ใช่มานั่งเงียบ ๆ นะ กลางวันทำงานก่อสร้างด้วย เรียนหนังสือด้วย นุงนังจิปาถะ ไม่ใช่นั่งเฉพาะไม่มีงานไม่มีการ แบบนี้พระพุทธเจ้าไม่ใช้ แบบที่เข้ากุฏิเจริญพระกรรมฐาน กินข้าวก็มีคนไปส่งข้าว ล้างชามไม่ได้ แบบนี้ไม่ใช่พระ พระพุทธเจ้าเองท่านก็ล้างบาตรเองเช็ดบาตรเอง ทำความสะอาดพื้นที่เอง

*** คนที่หลับตาเก่งนาน ๆ จะนึกว่าจะได้กรรมฐานดี ฉันไม่เชื่อเพราะถ้าจะดีจริง ๆ มันต้องดี
ทั้งหลับตา ดีทั้งลืมตา ดีทั้งอยู่ในที่สงัด ดีทั้งอยู่ในที่เกลือกกลั้วไปด้วยประชาชน ดีทั้งที่เวลาร่างกายปกติ และก็ดีทั้งที่เวลาร่างกายไม่ปกติ อารมณ์ต้องดีทั้งในขณะที่เราฟังคำสรรเสริญ และก็ดีทั้งในขณะที่คนเขาด่าเรา อารมณ์ของเราจะต้องสม่ำเสมอกัน ไม่ขึ้นไม่ลง ใครเขาสรรเสริญก็เฉย ใครเขานินทาว่าร้ายก็เฉย อารมณ์เงียบสงัด เสียงเงียบสงัดเราก็เฉย เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจโวยวายเราก็เฉย ลงเฉยเสียหมดมันก็หมดเรื่องกัน

*** คำว่าสถานที่สงัด คือ เราใช้อารมณ์สงัด จะไปนั่งคิดว่าที่นั้นต้องไม่มีเสียง ที่นี่ต้องไม่มีเสียงเราคิดหรือว่า เวลาที่เราจะตายน่ะเราจะหาที่สงัดได้ เราต้องพร้อมใจไว้เสมอว่า เวลาที่เราจะตาย อาจจะมีเสียงเครื่องขยายเสียงทั้งด้านข้าง ด้านซ้าย และด้านขวาใกล้ๆ เรา อาจจะมีใครกำลังทะเลาะกันอยู่ก็ได้ หรืออาจจะมีใครเขามานั่งด่าเราอยู่ใกล้ ๆ ก็ได้ เราต้องเตรียมใจไว้ ถ้าอาการอย่างนั้นมันปรากฏ เราจะไม่เอาจิตของเราเข้าไปยุ่งกับเสียงกับอารมณ์ต่าง ๆ ทำจิตของเราให้สงัดจากเสียง เรื่องของเขาก็เรื่องของเขา เรื่องของเราก็เรื่องของเรา นี่เป็นอันว่าที่สงัดของเราไม่ใช่หมายความว่าสงัดเสียง ไม่ใช่หมายความสงัดจากอาการกายกรรม คือการทำงานต่าง ๆ ที่สงัดของเรา คือใช้อารมณ์จิตสงัดจากนิวรณ์ ๕ ประการ และสงัดจากกิเลสด้วย

Paang
02-12-2006, 03:05 PM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 19

*** อารมณ์พระกรรมฐานกับอารมณ์ชาวโลกไม่เหมือนกัน มันกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ไอ้การงานของชาวโลกนี่ ถ้าขยันมาก มุมานะมาก ผลงานมันสูงแล้วก็ดี แต่การเจริญพระกรรมฐานมุมานะมากถอยหลัง แทนที่จะก้าวหน้ามันกลับลงต่ำ ใช้ไม่ได้ เพราะว่าการปฏิบัติความดีเพื่อการบรรลุในพุทธศาสนา ต้องละส่วนสุดสองอย่างคือ

หนึ่ง อัตตกิลมถานุโยค การทรมานตนที่เรียกว่าขยันเกินไป
สอง กามสุขัลลิกานุโยค เวลาทรงสมาธิหรือพิจารณาวิปัสสนาญาณมีตัวอยากประกอบ
ไปด้วยอยากจะได้อย่างนั้น อยากจะถึงอย่างนี้ อยากจะได้ตอนโน้น อีตอนนี้มันเจ๊ง ทั้งสองทางที่ถูกคือจะต้องวางใจเฉย ๆ ปล่อยอารมณ์ให้มันเป็นไปตามสบาย ๆ
*** การปฏิบัติไม่ว่ากรรมฐานกองใดทั้งหมด อุปสรรคทางจิตย่อมปรากฏมีขึ้นเสมอ และ
อุปสรรคใด ๆ เกิดจากอารมณ์ก็ดี หรือว่าเกิดจากทางกายก็ดี ถ้าเราไม่ยอมแพ้เสียอย่างเดียว
เราก็ชนะอุปสรรคต่าง ๆ มันจะมีขึ้นได้มันก็ต้องสลายตัวได้เหมือนกัน ต้องถือว่ามันเป็นเรื่อง
ธรรมดา ทุกอย่างถ้าเราเอาจิตเข้าไปจับธรรมดาเสียอย่างเดียว จิตมันก็มีความสุข การเจริญพระกรรมฐาน ความมุ่งหมายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ ต้องการให้มีความสุข

*** ความจริงการทำจิตให้เป็นสมาธิ หรือทำจิตให้เป็นฌานสมาบัติเป็นของไม่ยาก คนที่จะ
ได้ดีเขาทำกันแบบนี้ ขณะที่ฟังก็ดี ขณะที่ตั้งใจทรงสมาธิจิตก็ดี เขาไม่ให้อารมณ์ส่งไปสู่อารมณ์อื่น รู้จักควบคุมใจของเราให้อยู่เฉพาะกิจที่เราจะพึงทำ คือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก และคำภาวนาลมหายใจเข้านึกว่า พุท ลมหายใจออกนึกว่า โธ นึกอยู่ควบคุมกำลังอยู่ เท่านี้ตามเวลาที่เรากำหนดไว้ เราจะไม่ยอมให้อารมณ์จิตเราไปสู่อารมณ์อื่น นอกจากลมหายใจเข้าออก และคำภาวนาว่าพุทโธ ถ้าเราบังคับจิตของเราอย่างนี้ไปทุกคราวที่เจริญพระกรรมฐาน จนกระทั่งจิตมีอารมณ์ชินอย่างนี้จิตของเราก็เป็นฌาน

*** การฝึกจิตให้คล่องในการเข้าสมาธิ ต้องพยายามทำ จงอย่าคิดว่าทำไม่ได้ ไม่มีใครเขา
ทำได้มาตั้งแต่เกิด ทุกคนต้องฝึกเหมือนกัน พระอรหันต์ทุกองค์ที่ท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ฝึกกันมาแบบนี้ ค่อยทำค่อยไปทีละน้อย ๆ ในที่สุดมันก็เข้าถึง ถ้าเราไม่ละความพยายาม

*** ไอ้เรื่องอาการทางกายนี่เลิกถามกันเสียทีนะ มันจะเป็นมันจะตายอย่างไร ก็เชิญมันเถอะ
ให้มันตายไป ถ้ามัวกลัวตายจะมานั่งเจริญกรรมฐานกันอยู่ทำไม ความดีมันไม่ได้หรอก คนกลัว
ตาย ห่วงกาย ห่วงมันมากกว่าความดี มันใช้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่เอาไม่คบ

*** มีคนพูดกันว่า ถ้าเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน จะต้องสามารถระงับทุกขเวทนาได้หมด ไม่เจ็บไม่ป่วยไม่ร้อนไม่หนาว นี่ไม่ใช่ความจริง ร่างกายยังมีความรู้สึก ร่างกายยังมีจิตเป็นเครื่องรักษา ร่างกายยังมีวิญญาณรู้การสัมผัส ถึงแม้ว่าพระอรหันต์ก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดี ก็ยังรู้สึก รู้สึกเจ็บ รู้สึกปวดเหมือนกัน นี่ว่ากันถึงอารมณ์ของพระโสดาบัน เมื่อจิตเข้าถึงพระโสดาบันแล้ว มีความไม่ประมาทในชีวิต มีความรู้สึกเสมอว่า เราจะต้องแก่ เราจะต้องตายแล้วก็ขึ้นชื่อว่าความตายนี้ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ไม่ใช่ว่าจะไปกำหนดอายุการตาย ว่าต้องตายเท่านั้น เท่านี้ จะตายตั้งแต่ความเป็นเด็ก หรือความเป็นคนหนุ่มเป็นสาว ความเป็นคนแก่ อาการที่จะตายอาจจะด้วยโรคภัยไข้เจ็บ อาจจะตายด้วยอุบัติเหตุ หรือตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายเที่ยง ตายกลางคืน ตายดึก ตายหัวค่ำ เอาแน่นอนไม่ได้

*** จิตของเราถ้าหากนิวรณ์ไม่เข้ามายุ่งเมื่อไร มันก็เป็นฌานเมื่อนั้น นี่มันก็ไม่มีอะไรยากถ้าเรามีกำลังใจเข้มแข็ง จะไม่ยอมเชื่อไอ้ตัวร้ายนิวรณ์นี่ ที่นี้ในเมื่อเราไม่คิดถึงเรื่องอื่น ขณะที่พิจารณาก็มองดูแต่ขันธ์ ๕ อย่างเดียว และเวลาภาวนาก็จับเฉพาะลมหายใจเข้าออกกับคำภาวนาว่า พุทโธอันนี้นิวรณ์มันไม่กวน จิตเข้าถึงปฐมฌานทันที

*** ไอ้เรื่องการเข้าฌานนี่มันต้องคล่อง เหมือนกับเราเขียนหนังสือคล่องแคล่ว จะเขียนเมื่อไรก็เขียนได้ ไม่ใช่เขาบอกว่าเอ้าเข้าฌานซิ มานั่งตั้งท่าขัดสมาธิมันก็เสร็จแล้ว มันไม่ทัน เวลาเราจะตายจริงไปตั้งท่าได้เมื่อไร มันต้องคล่อง การจะทำให้คล่องก็มีอยู่ว่าต้นๆ ถ้าจิตมันเข้าถึงสมาธิให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ใหม่ ๆ มันก็อึดอัด ไม่ช้าก็เกิดอาการชิน มันชินเสียจนช้าไม่เป็น

*** การเจริญสมถภาวนานี่เราต้องการให้จิตสงบจากอกุศล และจิตน้อมอยู่ในส่วนของกุศลเป็นปกติ พระโบราณาจารย์ท่านแนะนำให้นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ โดยใช้คำภาวนา พุทโธ แต่ว่าถ้าภาวนาว่าพุทโธอย่างเดียว จิตก็จะลอยเกินไป ไม่มีที่เกาะ เพราะจิตมีสภาพกวัดแกว่ง ท่านจึงแนะนำให้ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก อานาปานุสสติกรรมฐาน หรือการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกนี้เป็นกรรมฐานที่ลดความฟุ้งซ่านของจิต และเป็นกรรมฐานที่ระงับกายสังขาร เวลาที่เราป่วยไข้ไม่สบาย ให้ใช้ อานาปานุสสติกรรมฐาน เข้าระงับ และประการที่สามอานาปานุสสติ นี้ เป็นกรรมฐาน ระงับ โมหจริต และ วิตกจริต รวมความว่าตัดความโง่ของจิต ทำให้จิตฉลาดขึ้น

*** การเจริญพระกรรมฐาน เราควรจับจุดเอา อานาปานุสสติกรรมฐาน เป็นสำคัญ
เพราะว่า อานาปานุสสติกรรมฐาน นี้ จะเป็นคนประเภทไหนก็ตาม มีความจำเป็นทั้งหมด
เพราะว่า อานาปานุสสติกรรมฐาน เป็นกรรมฐานระงับอาการฟุ้งซ่านของจิต เราจะเจริญอะไร
ก็ตาม ถ้าไม่สามารถระงับความฟุ้งซ่านของจิตได้ สมาธิมันก็ไม่เกิด แล้วใครที่ไหนเล่ามีบ้างไหมที่มีอารมณ์ไม่ฟุ้งซ่าน มีบ้างหรือเปล่า หาไม่ได้ คนที่มีอารมณ์ที่ไม่ฟุ้งซ่านจริง ๆ ก็มีพระอรหันต์เท่านั้น องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ท่านจึงขึ้น อานาปานุสสติ ก่อนใน มหาสติปัฏฐานสูตร

Paang
02-12-2006, 03:08 PM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 20

*** อันดับแรกขอให้ทุกท่าน ทำ อานาปานุสสติกรรมฐาน ให้เข้าถึงฌาน ๔ เอากันจริงกันจัง
อย่าสักแต่ว่าทำ ความกลุ้มมันจะเกิดขึ้นนิดหน่อย เพราะว่าใหม่ ๆ เราจะควบคุมกำลังใจให้มัน
ทรงอยู่ ใจมันก็คงจะแยกไปโน่น แยกไปนี่ คิดโน่นคิดนี่ คิดป้วนเปี้ยน เรียกว่า นอกรีตนอกรอย
อย่างนี้อย่าเพิ่งตั้งใจว่า เราจะไม่ดี ถ้าบังเอิญเราทำกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกควบ พุทธานุสสติกรรมฐาน ไปได้สักนาทีสองนาที จิตนี้มันเกิดอารมณ์พล่าน แล้วต่อมามีความรู้สึกว่า โอหนอ นี่ใจเราออกนอกลู่นอกทางไปเสียแล้วหรือ เราก็ดึงอารมณ์เข้ามา ดึงอารมณ์เข้ามาจับ อานาปานุสสติกรรมฐาน ให้เป็นปกติ กับ พุทธานุสสติกรรมฐาน ควบคู่กัน ประเดี๋ยวหนึ่งมันก็ไป มันไปเรารู้ตัวเราก็จับมันมาใหม่ การทำอย่างนี้จงอย่าทำแต่เฉพาะเวลาที่ได้ยินคำสอน จงใช้เวลาของท่านตลอดวันที่ทำงานอยู่ พูดอยู่ กินอยู่ ขี้อยู่ เยี่ยวอยู่ เดินอยู่ นอนอยู่ ยืนอยู่ ใช้เวลาเป็นปกติ คำว่าใช้เวลาเป็นปกติ จะถามว่าเวลาพูดรู้ลมหายใจเข้าออกได้รึ เวลาพูดนั่นจริง ๆ เราจะขาดเฉพาะภาวนาเท่านั้น การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออกเป็นของไม่ยาก เพราะอะไรจึงว่าไม่ยาก ถ้าหากว่าเรารู้ไปด้วยมันเป็นของไม่ยาก มันไม่ได้ห้ามปากของเราพูด เวลาทำงานจะรู้ลมหายใจเข้าออกไปด้วย มันก็ไม่ได้ห้ามมือเราทำ เวลาเราจะเดินไปไหน เราจะรู้ ลมหายใจเข้าออกมันก็ไม่ได้ห้ามเดิน

*** ที่ให้ภาวนาว่า พุทโธ และให้นึกถึงภาพพระ นึกถึงภาพพระพุทธรูป เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน ถ้าหากว่าพระสีเหลืองเป็นทองคำ เป็น ปีตกสิณ พระสีเขียวหรือสีดำเป็น นีลกสิณ พระสีขาวเป็น โอทาตกสิณ นี่เป็นได้ทั้งสองอย่าง และก็เป็นกสิณด้วย ทั้งพยายามทำจิตจับภาพพระพุทธรูปไว้ในใจ คือเห็นลอยอยู่ตรงหน้า อยู่ตรงไหนก็ได้ ไม่ว่าอะไรใช้ได้หมด อย่างนี้ไม่ช้า อารมณ์จิตก็จะเป็นฌานโดยง่าย ทั้งเวลาจับภาพพระ จิตก็นึกถึงลมหายใจเข้าออกไว้ด้วย ลมหายใจเข้าออกนี่เราทิ้งไม่ได้ แต่ก่อนที่จะจับภาพพระ เราก็นึกถึงลมหายใจเข้าออกเสียก่อน ทำใจให้สบายแล้วค่อยจับภาพพระ จนกระทั่งจิตนี่จะทรงตัว นั่งอยู่ เดินอยู่ ยืนอยู่ ไปทางไหนอยู่ ภาพนั้นปรากฏติดตาติดใจอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ชื่อว่าเราได้ ฌานในกสิณ

*** คนที่นึกถึงพระพุทธเจ้า คุณความดีของพระพุทธเจ้าเป็นปกติ ไม่ขาดในอารมณ์ของจิต
อันนี้เป็นการเจริญพระกรรมฐานเป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน ปรารภคุณความดีของพระธรรม
ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปกติ ไม่ลืมความดีใน
พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้ว อันนี้เป็น ธัมมานุสติกรรมฐานเรานึกถึงคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ที่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน จนได้บรรลุมรรคผลเราก็แสวงหาความดีตามนั้นตามท่าน ปฏิบัติตามท่าน นึกถึงท่านเข้าไว้ อย่างนี้เป็น สังฆานุสสติกรรมฐาน
เรานึกถึงศีลที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงมอบให้แนะนำสั่งสอนเรา ระมัดระวังศีลทุกข้อ
ทุกสิกขาบท ให้ปรากฏอยู่ครบถ้วนอยู่ด้วยดี อย่างนี้เป็น สีลานุสสติกรรมฐาน
เรานึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ คิดว่าการปฏิบัติอย่างนี้ เรามีความมุ่งหมายอย่างเดียว
คือพระนิพพาน อย่างนี้เป็น อุปสมานุสสติกรรมฐาน เรามีความรู้สึกอยู่เสมอว่า เราจะต้องตายแน่ จะตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายเที่ยงตายด้วยอาการปกติ หรือด้วยอุบัติเหตุก็ตาม ก็ขึ้นชื่อว่าจะต้องตาย อย่างนี้เป็น มรณานุสสติกรรมฐาน

*** ทีนี้การที่จะเจริญพระกรรมฐานให้ดีน่ะ เขาจะไม่ยอมให้เวลาว่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เวลานอนก่อนจะหลับให้จับ อานาปานุสสติกรรมฐาน ให้ทรงตัว ท่านจะหลับง่าย และให้หลับ
ไปกับ อานาปานุสสติกรรมฐาน เวลาหลับจะมีความสุข ขณะที่หลับจะถือว่าเป็นผู้ทรงฌานอยู่
การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกจนหลับ ขณะที่หลับจิตจะต้องเข้าถึง ปฐมฌาน หรือ ฌานสูงกว่านั้นจึงจะหลับ และเมื่อขณะที่หลับอยู่ก็ถือว่าหลับอยู่ในฌาน ถ้าตายระหว่างนั้นท่านเป็นพรหมเวลาที่ตื่นมาใหม่ ๆ ท่านจะลุกจากที่นอนก็ตาม หรือไม่ลุกก็ได้ จะนอนอยู่อย่างนั้นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก หรือว่าอยากจะนั่งก็ได้ แต่ระวังให้ดีการลุกขึ้นมานั่ง ต้องคุมสติสัมปชัญญะให้ดีเมื่อตื่นนอนเข้ามาแล้วต้องจับลมหายใจเข้าออกทันที เพื่อทรงสมาธิจิตให้ทรงตัว ตอนตื่นเช้ามืดพยายามทำให้สงบสงัดให้มากที่สุด เป็นการรวบรวมกำลังใจสูงสุด เพื่อประโยชน์แก่การบิณฑบาต

*** สำหรับ อานาปานุสสติกรรมฐาน ผมขอแนะนำให้ทุกท่านใช้ทุกอิริยาบถที่ทรงอยู่
จำไว้ให้ดีด้วยนะ ถ้าว่าท่านใช้ทุกอิริยาบถที่ทรงอยู่ละก็ อารมณ์จิตมันจะเลี้ยวเข้าไปหาความเลวไม่ได้ จะมีเวลาว่างเพื่อสร้างความเลวตรงไหน จะกินอยู่ก็ดี จะเดินอยู่ก็ดี จะนั่งอยู่ จะนอนอยู่ ทำการงานอยู่จะพูดจาปราศรัยก็ดี ให้เอาใจของทุกท่านกำหนดจับ อานาปานุสสติกรรมฐาน ไว้เป็นปกติ จำได้ไหม และก็ลองคิดดูทีเถอะว่า ถ้าเราเอาจิตไปจับ อานาปานุสสติกรรมฐานไว้เป็นปกติ จิตมันไม่มีเวลาว่างจากการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก แล้วก็จิตดวงนี้มันจะเอาอารมณ์เลวมาจากไหน อกุศลกรรมใดใดที่ไหนจะเข้ามาแทรกจิตได้
โปรดจำไว้ด้วยว่า การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก จะทำเป็นปกติ นี่ผมไม่ได้บอกว่า
ให้ท่านเลือกเวลาทำ ขณะใดที่ใจของท่านยังตื่นอยู่ แม้ตาจะหลับแต่ใจยังตื่นอยู่ ให้เอาจิตรู้
ลมหายใจเข้า หายใจออกไว้เสมอ เวลาหายใจเข้ารู้ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออก รู้อยู่ว่า
หายใจออก ในด้านของ มหาสติปัฏฐานสูตร เท่านี้ก็พอ รู้ไว้เสมอแม้แต่เวลาที่เราจะพูด
จะคุยกัน จิตใจก็ตั้งกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกไว้ด้วย

Paang
02-13-2006, 03:34 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 21

*** ด้านสมาธิก็ฝึกซ้อมไว้เป็นปกติ เวลาฝึกซ้อมไม่ต้องไปนั่งหลับตา หลับตามัน
ไม่เก่ง ลืมตาอยู่อย่างนี้แหละให้จิตมันทรงสมาธิ ลืมตาอยู่อย่างนี้แหละให้จิตมันทรงตัว
ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาและความเป็นจริง เห็นอะไรเข้าตายหมด เห็นคน คนตาย
เห็นสัตว์ สัตว์ตาย เห็นวัตถุธาตุ วัตถุธาตุพัง แล้วก็นึกถึงว่า เราจะต้องตายเหมือนกัน
นี่ต้องถอยหน้าถอยหลังจะก้าวไปแต่ข้างหน้า แล้วก็ไม่เหลียวหลัง ท่านทั้งหลายที่ระงับ
ความวุ่นวายของจิตไม่ได้นั้นน่ะ เขาเรียกว่า สีลัพพตปรามาส เป็นผู้ลูบคลำในศีลจิตตปรามาส ลูบคลำในสมาธิ ปัญญาปรามาส ลูบคลำใน วิปัสสนาญาณ ทำเท่าไรเท่าไรก็ไม่พ้นความวุ่นวายของจิต มีอารมณ์หุนหันพลันแล่น โฉงเฉงโวยวาย ปราศจากเหตุผล คนประเภทนี้ทำกี่แสนกัปก็ลงนรก เพราะสักแต่ว่าปฏิบัติ ไม่รู้จักพิจารณาจิตตัวเองว่า ดีหรือชั่ว

*** จงตั้งใจไว้ว่า สมถภาวนาเป็นอุบายเครื่องสงบใจ อารมณ์สมาธิของเราจะถึงไหนก็ช่าง เราพอใจอารมณ์สมาธิที่เราถึงในขณะนั้น ต้องการอย่างเดียวคืออารมณ์จิตเป็นสุขถ้าหากว่าท่านไปกำหนดว่า วันนี้จะต้องเอาอย่างนั้น วันนี้จะต้องเอาอย่างนี้ นั้นมันเป็นนิวรณ์ เข้ามาครอบงำจิต คือ อุทธัจจกุกกุจจะ ถ้าอารมณ์ไม่สามารถจะถึงจุดนั้นได้จริง ๆ ความกลุ้มมันก็เกิด แทนที่จะมีสุข อารมณ์สงบตามความมุ่งหมายของสมถภาวนา มันก็เลยกลายเป็นจิตพล่านไป ขาดทุน ตอนนี้ต้องจำให้ดี วิธีที่จะดีที่สุด
นั้นก็คือ นั่งอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี เดินไปบิณฑบาต เดินไปทำงาน หรือทำงาน
ทำการอยู่ก็ดี เอาจิตจับคำภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไว้เป็นปกติ อย่าให้อารมณ์
ขาดจากอนุสสติทั้ง ๓ ประการ ถ้าอาการของท่านทรงได้อย่างนี้ละก็ ก็ถือว่าท่านเป็น
ผู้ทรงฌาน

*** ถ้าใครเขาว่าสมถภาวนาไม่มีความสำคัญ ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการบรรลุ
มรรคผลก็อย่าไปเชื่อเขา เพราะสมถภาวนาถ้าไม่ดีจริง ๆ พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงสอนให้เรา
ปฏิบัติ และพระพุทธเจ้าก็จะไม่ยึดสมถภาวนาไว้เป็นอารมณ์ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงเป็น
พระพุทธเจ้าแล้ว นี่จงอย่าลืมว่า พระอรหันต์ทุกท่านแม้แต่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี
ใช้กรรมฐาน ๔๐ กอง ควบกับวิปัสสนาญาณเพื่อความอยู่เป็นสุขไม่ใช่ว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว
เลิกกัน อย่างนั้นเข้าใจผิด พระอรหันต์นี่ท่านกลับขยันกว่าเราทั้งหมด เพราะท่านเป็นผู้มี
สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ หมายถึงว่าการเห็นสภาวะตามความเป็นจริงของขันธ์ ๕ ท่านเห็น
เป็นปกติ ท่านไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมละ

*** คำว่าจิตเป็นสมาธินั้น หมายถึงจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่จิตหยุดโดยไม่รับอารมณ์ใดเลยทั้งสิ้น นักปฏิบัติใหม่หรือท่านที่ไม่เคยปฏิบัติสมาธิเลยมักจะเข้าใจอย่างนั้น ความจริงการเข้าใจอย่างนั้น เป็นการเข้าใจที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง ธรรมดาของนักปฏิบัติใหม่ จิตที่ว่างจากอารมณ์ โดยไม่รับรู้อารมณ์เลย สำหรับการปฏิบัติเบื้องต้นนี้ ไม่มีอาการอย่างนั้น จิตที่ว่างจากอารมณ์ เป็นอาการของ สัญญาเวทยิตนิโรธ พระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ หรือพระอนาคามีระดับปฏิสัมภิทาญาณเท่านั้นที่จะเข้าได้ พระอริยะนอกนั้นแม้จะเป็นพระอรหันต์ระดับเตวิชโช หรือฉฬภิญโญก็ไม่สามารถทำได้ ปกติของจิตเป็นอย่างนี้ เมื่อทราบแล้วว่าจิตไม่ว่างจากอารมณ์ เพื่อฝึกฝนจิตให้มีกำลังที่ควรแก่การเจริญวิปัสสนาญาณ ในขั้นต่อไปท่านจึงสอนให้ภาวนา เพื่อโยงจิตให้อยู่ในอารมณ์ ภาวนา คือหาทางให้จิตนึกคิดแต่นึกคิดในขอบเขตที่มอบหมายให้ ไม่ใช่จะนึกคิดเพ่นพ่านไป การภาวนาคาถาบทใดบทหนึ่งนี้เป็นการระงับการฟุ้งซ่านของจิต

*** ไอ้ตัวสงบนี่ต้องระวังให้ดีนะ มันไม่ใช่ว่าง คำว่าสงบนี่ไม่ใช่ว่าง จิตของคนนี่มันไม่ว่าง คือว่ามันต้องเกาะส่วนใดส่วนหนึ่ง ถ้ามันละอกุศลมันก็ไปเกาะกุศล ไอ้จิตตัวที่เรียกว่าสงบก็เพราะว่า สงบจากกรรมที่เป็นอกุศล คืออารมณ์ที่เป็นอกุศล อารมณ์ชั่ว สงบความปรารถนาในการเกิด อารมณ์สงบคือไม่คิดว่าเราต้องการความเกิดอีก และจิตก็มีความสงบเห็นว่าสภาพร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ไอ้ตัวคิดว่าเรา ว่าของเรานี่สงบไป สงบตัวยึดถือวัตถุก็ตาม สิ่งมีชีวิตก็ตาม ว่าเป็นเรา เป็นของเรา นี่สงบตัวนี้นะ มีอารมณ์เป็นปกติอยู่เสมอ คิดว่าอัตภาพร่างกายนี้ไม่มีเรา ไม่มีของเรา และมันก็ไม่มีอะไรเป็นเราอีก หาตัวเราในนั้นไม่ได้

*** จิตนี่มีสภาพรับอารมณ์ อารมณ์เดียว เมื่อจิตมันรับอารมณ์ที่เป็นกุศลทรงสติสัมปชัญญะด้วย อานาปานุสสติกรรมฐาน แล้วอะไรมันจะเข้ามาอีก

*** ถ้าหากว่า ท่านไม่สามารถจะทรง อานาปานุสสติกรรมฐาน ได้ถึง ปฐมฌาน ผล
แห่งการเจริญวิปัสสนาญาณของท่านทั้งหลาย จะไม่มีผลตามต้องการ เพราะจิตมีกำลังไม่พอ
ที่จะทำลายกิเลสให้เป็น สมุจเฉทปหาน ได้

*** จิตของฌาน ๔ มีเอกัคคตากับอุเบกขาเป็นปกติ จิตดวงนี้ต้องจำเอาไว้ว่าต้องให้มัน
ทรงอยู่ตลอดเวลา ถ้ามันทรงตัวอยู่ตลอดเวลาแล้ว เรื่อง ทิพจักขุญาณ มันง่ายเหลือเกิน
ยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แต่ถ้าว่า ถ้าจิตเข้าถึงจุดนี้แล้ว ท่านที่มีความรู้ในขั้นนี้จริงๆ ท่าน
บอกว่าถ้ายังใช้อารมณ์จิตของตนรู้อยู่ ท่านบอกว่าใช้ไม่ได้ ต้องหาทางเข้าถามถึงพระ
ถามพระกันตอนไหน จับภาพนิมิตพระองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นเป็นบรรทัดฐาน เรียกว่าภาพ
พระพุทธนิมิต จับแล้ว เวลาที่ต้องการอยากจะทราบอะไรก็ถามพระ พระบัญชาการมา
อย่างไรเป็นคำตอบที่เราได้รับปรากฏเองแล้วก็ถูกต้องตามความเป็นจริงต้องจำไว้เลย
ทีเดียวว่าพระลักษณะนี้ที่เราเห็น เรา ถามแล้ว ทรงพยากรณ์ตรงตามความเป็นจริง
ทุกประการจำภาพพระไว้ ถ้าทำอย่างนี้จนชำนาญก็เลิกฝึกวิธีอื่น ต้องการอะไรก็ถามพระ
*** ทิพจักขุญาณ นี่ถ้าหากว่าจะดูกันให้แจ่มใสจริง ๆ รู้กันให้แจ่มใสจริง ๆ ก็ต้องทำ
จิตของเราเข้าสู่อารมณ์วิปัสสนาญาณแล้วอารมณ์วิปัสสนาญาณนี้ ต้องว่ากันให้ตรง ๆ จริงนะ
อย่าปัสฯ ส่งเดช ถ้าปัสฯ ส่งเดชไม่มีผล ถ้าเราได้ทิพจักขุญาณเสียแล้ว การปัสฯ ส่งเดช
ย่อมไม่มีนี่สำหรับคนดีนะแต่คนที่เหลิงแล้วก็ใช้อะไรไม่ได้เหมือนกันบางทีพอได้
ทิพจักขุญาณแล้วก็เหลิง นึกว่าตัวเป็นผู้วิเศษ ความจริงยังไม่พ้นนรก ถ้าเหลิงเสียหน่อย
เดี๋ยวฌานโลกีย์มันก็จะเสื่อมทิพจักขุญาณมันก็จะสูญ ทีนี้ก็เหลือแต่อุปาทาน พวกเหลือ
แต่อุปาทานหรือได้ทิพจักขุญาณใหม่ ๆ จะมีอุปทานกันมาก เห็นเทวดาหัวเป็นช้าง
นี่อย่างนี้ก็มี เห็นเทวดาไม่ใส่เสื้อเสียบ้างก็มี อะไรอย่างนี้เป็นต้น เห็นพระจุฬามณีเป็นอิฐ
เป็นปูน หรือเป็นทองคำอย่างนี้ยังใช้ไม่ได้นะเขาไม่ใช้กันเลย เป็นอารมณ์จิตที่เลวมาก
เรียกว่าเลวจนใช้ไม่ได้ถ้าจะเป็นการตรวจคะแนนในสนามหลวงจะให้สักกี่ร้อยศูนย์ก็ยัง
ไม่พอกับความเลวทีนี้ความจริงมันก็ดีบ้างแล้วเหมือนกัน แต่ดีไม่ถึงดี ถ้าไปเทียบกับระบบ
ของความดีเข้าก็เลวมากเพราะฟั่นเฝือเห็นไม่ตรงกับความเป็นจริง

Paang
02-13-2006, 03:38 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 22

*** เจโตปริยญาณ พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือ หนึ่ง มีไว้ให้เปลื้องความสงสัยว่ากิเลสมีจริงไหม

สอง รู้จิตของตนเองว่า เวลานี้กิเลสอะไรมันเข้ามาสิงอยู่ อะไรเข้ามาทับอยู่ แล้วเราจะแก้อารมณ์ของกิเลสนั้นด้วยประการใด นี่ท่านมีไว้ให้ดูใจตนเองนะ ใจของชาวบ้านชาวเมืองจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขาอย่าไปยุ่ง ยกเว้นบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่เราจะต้องสงเคราะห์จึงค่อยรู้เขา แต่เวลาอยากจะรู้ของเขาก็รู้เถอะ รู้แล้วนิ่ง ๆ ไว้ อย่าทำปากบอนไป ถ้าเขายังไม่ปรารถนาจะรับฟังก็อย่าพูด เขาไม่เลื่อมใสไม่ศรัทธาจงอย่าพูด อย่าเป็นขี้ข้าของชาวบ้าน อย่าเอาความรู้ของตนที่มีอยู่ไปเป็นเครื่องมือ เป็นลูกจ้างชาวบ้าน ให้ชาวบ้านชมว่าดี คำชมของชาวบ้านไม่มีความหมาย ถ้าเราเลวเสียอย่างเดียว เขาจะชมอย่างไรเราก็ดีไม่ได้ ถ้าเราดีเสียอย่างเดียว เขาจะนินทาว่าร้ายอย่างไร เราก็เลวไม่ได้ เหมือนกันไม่มีความสำคัญ

*** จงจำไว้ว่า การเจริญพระกรรมฐานน่ะ เรามุ่งหมายอย่างเดียวคือความเป็นพระอริยเจ้าไอ้เทพต่าง ๆ ที่เห็น อารมณ์ต่าง ๆ ที่ฝัน อาการต่าง ๆ ที่เกิดมา มันจะเป็นอย่างไง ก็ช่างมันเถอะเรามองของเราไว้ว่า จิตของเราเวลานี้นะ เราลืมความตายหรือเปล่า มีความประมาทในชีวิตไหม มีความเคารพในพระรัตนตรัย แน่นอนหรือเปล่า มีศีล ๕ บริสุทธิ์ไหม มีอารมณ์รักพระนิพพานหรือเปล่า เอาจิตจับมันไว้แค่นี้พอ ถ้าเจริญกัน จริง ๆ เขาเอาแค่นี้พอ ไอ้เรื่องอารมณ์ต่าง ๆ ที่มันผ่านเข้ามานี่อย่าไปยุ่งมันนัก ถ้าเอาจิตไปยุ่งกับอาการต่าง ๆ ทางร่างกายบ้าง อาการต่าง ๆ ทำมาทั้งด้านจิตใจบ้าง ก็จะถือว่าเป็นการถือมงคลตื่นข่าว ยังไม่ได้อะไรเลยสักนิดหนึ่งในพระพุทธศาสนา นี่เป็นจุดแรกที่เราต้องการ

*** จุดแรกในการเจริญพระกรรมฐาน ที่เราต้องการคือ พระโสดาบัน ฉะนั้นอารมณ์อย่างอื่นที่มันเกิดขึ้น จงปล่อยมันไปเอากำลังใจของเราจับไว้ในจุดนี้ อย่าปล่อยจิตให้มันยุ่งซุ่มซ่ามไปอย่างอื่น โดยมากมักจะมาถามกันหลาย ๆ ราย เรียกว่า คนประจำบ้าง คนไม่ประจำบ้าง เข้ามาถามกันอยู่ เสมอว่าอาการอย่างนี้เกิดขึ้น อาการอย่างนั้นเกิดขึ้น มันเป็นอะไร อันนี้เบื่อที่จะรับฟัง คือไม่อยากจะรับฟังแล้วไม่อยากจะตอบ ไม่อยากจะพูดด้วย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าสอนกันพอ แต่ว่ามีนิสัยไม่จำ ถ้าสอนกันอย่างนี้ยังมีนิสัยไม่จำ แล้วเมื่อไหร่มันจะได้ดีกัน

*** การที่มีคนพูดว่า ฌานสมาบัติหรือมรรคผลในสมัยนี้ไม่ควรหวัง เพราะไม่มีใครจะบรรลุได้นั้นไม่เป็นความจริง ขอให้ท่านดีเท่าดีถึงเถิด ฌานและมรรคผลยังมีสนองความดีท่านอยู่เป็นปกติ ที่ไม่ได้ ไม่ถึงแม้แต่ฌานโลกีย์ ก็เพราะแม้แต่ศีลที่เป็นความดีหยาบ ๆ ที่พระอริยเจ้าเห็นว่าเป็นของเด็กเล่น ก็ไม่สามารถจะรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ จะเอาอะไรมาเห็นผี เห็นเทวดา เห็นสวรรค์ นรก อันเป็นวิสัยของผู้ได้ฌาน เพราะศีลเป็นความดีในระยะต่ำ ก็ยังทรงไม่ได้ ความมุ่งหมายเอาพระนิพพานก็ยิ่งไกลเกินไปที่จะหวังได้ คนประเภทนี้ท่านกล่าวว่า แม้แต่ความฝันเห็นนิพพานก็ยังไม่เคยมี

*** พระที่เข้านิพพานแล้ว อย่างพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า ท่านจะมาโปรดพวกที่ยังไม่บรรลุได้ เราจะได้ยินท่านได้เมื่อจิตเข้าสู่อุปจารฌาน ถ้าท่านต้องการให้ได้ยินเสียงจะเห็นท่านได้เมื่อมีอารมณ์จิตอยู่ในอุปจารฌานแต่เห็นไม่ชัด ถ้ามีอารมณ์ถึงจตุตถฌาน และทรงฌานจนชำนาญแล้ว จะเห็นชัดและได้ยินคำสอน เหมือนเห็นฉันนั่งอยู่ และพูดอยู่อย่างนี้ เรื่องการเห็นมีเป็นระดับอย่างนี้ อย่าเถียงกันเรื่องนิพพานเลย ทำตัวให้ถึงเสียก่อนจะเห็นเอง

*** การสำเร็จมรรคผล หรือได้ฌานสมาบัติ ไม่ใช่ได้มาจากป่า ส่วนใหญ่จริง ๆ เขาได้ในที่มวลชนมาก ๆ และการเจริญสมาธิจากป่าในแดนสงัดที่ว่าได้และดีน่ะไม่จริง ถ้าหากว่าจิตยังไม่ถึงความเป็นพระอริยเจ้าเพียงใด ถ้ากลับมาหาหมู่ชนเมื่อไร เมื่อนั้นมันเกิดอาการกลุ้มทันที ต้องมาฝึกกันใหม่

*** การพิจารณา อสุภกรรมฐาน ถ้าจิตเข้าถึงจริง ๆ พิจารณาทีละเล็กละน้อย ต่อไปเมื่อจิตเข้าถึงเอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เห็นอะไรก็ตาม มันเป็นซากศพไปหมด เราก็มีความรังเกียจในร่างกายของเรา ในร่างกายของบุคคลอื่นและสัตว์อื่น เมื่อความรังเกียจมีขึ้น กามราคะ คือความพอใจในผิวพรรณ วรรณะ หรือการสัมผัสก็ไม่มี เพราะเห็นความอืด เห็นความสกปรกมันจับอยู่ที่ขั้วหัวใจ

Paang
02-13-2006, 03:41 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 23

*** ใจคิดไว้เสมอว่าร่างกายเรานี่มันสกปรก เราอาศัยมันอยู่เราก็ปฏิบัติตามหน้าที่ ถ้ามันสลายตัวเมื่อไรเรากับมันก็เลิกกัน ขึ้นชื่อว่าร่างกายจะไม่มีกับเราต่อไปอีก การเจริญพระกรรมฐาน ความมุ่งหมายมีเท่านี้ แล้วก็ทำกันจริง ๆ แค่นี้มันก็เป็นพระอรหันต์ แต่ขอให้เรารักจริง ๆ เท่านั้น อย่าหลอกตัวเอง อย่าหลอกชาวบ้าน อย่าเมาในความชั่ว จงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สิ่งใด ที่ควรไม่ควรมันต้องรู้ ไม่ใช่จะไปนึกว่าควรไม่ควรตามอัธยาศัย พระวินัยมีอยู่ ศีลมีอยู่ คำสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่ ศึกษาคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมครูให้ครบถ้วน แล้วปฏิบัติตามนั้นให้มันตรงตามจุดที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คำว่าดีมันจึงปรากฏ

*** การพิจารณาร่างกายในด้าน อสุภกรรมฐาน เป็นการตัดความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่นรส และสัมผัส จนกระทั่งความรู้สึกในเพศไม่มี การยอมรับนับถือกฎธรรมดาของโลก ใครเขาด่าก็ถือว่าเป็นธรรมดา เขาเสียดสีก็เป็นเรื่องธรรมดา ใจไม่มีความหวั่นไหว ใจไม่มีการสะทกสะท้าน คือไม่มีความหนักใจ ไม่มีการเจ็บใจ ถือว่าธรรมดาของคนเกิดมาในโลกเป็นอย่างนี้อย่างนี้ชื่อว่าตัดโทสะลงไปเสียได้ มีอารมณ์ยอมรับนับถือกฎธรรมดา เมื่อเราตัดโทสะได้ ตัดกามราคะได้ ทั้งสองประการท่านเรียกว่า พระอนาคามี

*** ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า มีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ เห็นว่าร่างกายเป็นแดนแห่งความทุกข์ ร่างกายเป็นอนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้ ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตามันจะสลายตัวไปในที่สุดเราไม่ต้องการร่างกายอีกทรงสติสัมปชัญญะให้ดี ทรงอสุภสัญญาเป็นปกติมีจาคานุสสติกรรมฐาน จิตใจต้องการให้ทานเป็นปกติ มี สีลานุสสติกรรมฐาน ทรงศีลเป็นปกติ มี พรหมวิหาร๔ เป็นปกติ เห็นว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันจะพังเมื่อไรก็ช่างมัน ยอมรับนับถือกฎธรรมดา เป็นปกติอย่างนี้เราก็เข้าอริยมรรค อริยผล ได้ไม่ยากนัก ธรรมะขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า มีความสำคัญอยู่เพียงเท่านี้

*** ขอเตือนว่า ท่านจะใช้กรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตาม จงใช้กองนั้นให้ถึงอรหัตผล ในเมื่อเราเริ่มทำสมถะกองใด จงใช้สมถะกองนั้นให้ถึงอรหัตผล คือว่าไม่ต้องไปเที่ยววิ่งไปหาที่โน่น ไปหาที่นี่ไอ้ความดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่จิตของเรา ทราบไว้แต่เพียงเท่านี้ การพลั้งพลาดที่ผ่านมาแล้วจงถือว่าเป็นครู คำว่าพลั้งพลาดในที่นี้เพราะว่าเราใช้เวลามาก แต่ทว่าผลแห่งการปฏิบัติมีผลน้อย ที่เป็นอย่างนี้ เพราะขาดความเข้มแข็งของจิต ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านเขาถือว่าไม่เอาจริงเอาจังสักแต่ว่าทำสักแต่ว่าศึกษา มีความเมาในตน มีความเมาในจิต เมาในราคะ เมาในความโลภ เมาในความโกรธ เมาในความหลงก็เพราะว่าเมา จึงไม่สามารถจะทำจิตใจให้เบาบางจากกิเลสได้ เหตุที่จะเมาอย่างเดียวก็คือ ขาดความเอาจริงเอาจัง จรณะ ๑๕ ฟังแล้วไม่ปฏิบัติ บารมี ๑๐ ฟังแล้วไม่สนใจ อิทธิบาท ๔ ฟังแล้วก็วางไว้ พรหมวิหาร ๔ ฟังแล้วก็ทิ้งไป ที่เราไม่สามารถจะก้าวเข้าไปสู่ระดับของความดีได้เพราะว่าขาดคุณธรรมประเภทนี้

*** เมื่อความมั่นคงในศีลปรากฏชัดมั่นคงแน่แล้ว การมั่นคงในสมาธิก็ดี การมีปัญญารู้เท่าทัน กิเลสก็มากขึ้น มีความยึดมั่นในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์จริง อย่างนี้ถือว่าคนนั้นมีอารมณ์ใจดิ่ง จะเข้าเขตเป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้น พระอริยเจ้าเบื้องต้นคือ พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี มีความมั่นคงในการเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ด้วยความจริงใจและก็สามารถทรงศีลบริสุทธิ์จริง มีปิติ ความอิ่มใจในการเจริญสมาธิ และวิปัสสนาญาณ ใจรักพระนิพพานเป็นที่สุด

Paang
02-13-2006, 03:50 AM
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 1----> หน้า 24

๙. มหาสติปัฏฐาน

*** ที่ชักชวนบรรดาท่านพุทธบริษัทเจริญ มหาสติปัฏฐานสูตรก็เพื่อจะให้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายทำใจให้หยั่งอยู่ในกุศลจิต คือจิตจับในส่วนที่เป็นกุศลไว้โดยเฉพาะทำให้มีอารมณ์เคยชินเมื่ออารมณ์มันชินดีแล้ว เวลาจะตายจริง ๆ จิตก็จับอยู่เฉพาะแต่สิ่งที่เป็นกุศล หรืออารมณ์ที่เป็นกุศลเมื่อตายจากคนแล้ว เราจะเป็นเทวดาก็ได้ พรหมก็ได้ หรือว่าไปนิพพานก็ได้ สุดแล้วแต่กำลังของจิตหากว่าเราจะกลับมาเกิดเป็นคน ก็เป็นคนชั้นดี เป็นคนที่มีความสุข เป็นคนที่มีบุญญามาก

*** มหาสติปัฏฐานสูตร ที่ยากจริง ๆ ก็คือ อานาปานุสสติกรรมฐาน เท่านั้น ที่ต้องทำกันช้าหน่อยแล้วก็ทำถึงฌาน ที่เหลือทั้งหมดเป็นอารมณ์คิด ฉะนั้นก่อนจะใช้อารมณ์คิดทุกครั้ง ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและพระคุณเจ้าที่เคารพ โปรดทำสมาธิจิตจนถึงฌานให้เต็มที่ก่อนได้ระดับไหนทำให้ถึงระดับนั้น ทำแล้วปล่อยให้จิตสบายจึงค่อยใช้อารมณ์คิดปัญญาจะเกิด นี่เป็น หลักการในการปฏิบัติพระกรรมฐาน ถ้าใช้อารมณ์คิดแล้วจิตใจมักฟุ้งออกนอกลู่นอกทาง ก็ทิ้งอารมณ์คิดนั้นเสียกลับมาจับ อานาปานุสสติ ใหม่ จนกระทั่งจิตสบายแล้วก็ใช้อารมณ์คิดต่อไป

นี่เป็นหลักการที่ปฏิบัตินักปฏิบัติที่ได้ผลจริง ๆ เขาทำกันแบบนี้ แม้แต่ในสมัยพระจอมไตรบรม-ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เหมือนกัน เขาปฏิบัติกันอย่างนี้จึงได้ผลตามกำหนดที่องค์สมเด็จพระ-ทรงธรรม์บรมศาสดาตรัสไว้

*** กรรมฐานใน มหาสติปัฏฐานสูตร ยากอย่างเดียว คือ อานาปานุสสติกรรมฐาน เท่านั้น นอกนั้นไม่มีอะไรยากมันเป็นของง่ายๆของกล้วยๆ ทำเป็นเสียนิดเดียวเดี๋ยวก็เข้าถึงนิพพิทาญาณเมื่อเข้าถึง นิพพิทาญาณ แล้วประเดี๋ยว สังขารุเปกขาญาณ มันก็มา สังขารุเปกขาญาณ มาแล้วก็ทบทวนไปทบทวนมา ประเดี๋ยว โคตรภูญาณ มันก็มา เมื่อ โคตรภูญาณ มาแล้ว อารมณ์รักพระนิพพาน อย่างยิ่ง ประเดี๋ยว พระโสดาบัน ก็มา พระโสดาบัน มาแล้ว สกิทาคามี ก็มา สกิทาคามี มาแล้ว อนาคามี ก็มาถึง อนา