PDA

View Full Version : การฝึกมโนมยิทธิ


Paang
02-05-2006, 04:31 PM
http://www.praruttanatri.com/images/pic_book/thumbnail/kaanpuk_mano.jpg

คำนำ

การที่ได้จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้น เพราะเป็นวัตถุประสงค์ของหลวงพ่อ (พระมหาวีระ ถาวโร) เพื่อให้คนใหม่ที่ต้องการฝึกมโนมยิทธิ ได้มีความเข้าใจเป็นอันดับแรก เพื่อผลการปฏิบัติอันรวดเร็ว ในเล่มนี้ได้รวบรวมเอาคำแนะนำการฝึกมโนมยิทธิที่หลวงพ่อได้แนะนำสั่งสอนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ สมัยเริ่มฝึกมโนมยิทธิกันใหม่ ๆ และนำเอาลีลาการสอนของหลวงพ่อที่ฝึกสอนให้กับคุณสมพร บุญยเกียรติ (เปี๊ยก) สมัยแรก ๆ ท่านจะได้ทราบวิธีการสอนของหลวงพ่อ และยึดถือเป็นแนวปฏิบัติสำหรับครูฝึกต่อไป
<O:p
นอกจากนี้ ก็นำเอาลีลาการสอนของลูกศิษย์หลวงพ่อที่ฝึกได้แล้วก็ช่วยหลวงพ่อสอนตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ เป็นต้นมา เช่น พระอาจินต์ ธมมจิตโต คุณสมพร บุญยเกียรติ คุณพรนุช คืนคงดี เพื่อเป็นแนวทางของผู้ฝึกใหม่ต่อไป<O:p
ถ้าหากหนังสือเล่มนี้มีความดี และมีประโยชน์เพียงใด ก็ขอน้อมถวายความดีนี้ทั้งหมดแด่ หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร ผู้นำวิชามโนมยิทธิมาสั่งสอนแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท และลูกหลาน ถ้าหากว่าท่านผู้ใดต้องการเป็นจำนวนมาก โปรดติดต่อ พระอาจินต์ ธมมจิตโต สำนักงานธัมมวิโมกข์ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี <O:p



คณะผู้จัดทำหนังสือ "ธัมมวิโมกข์"<O:p


๑๐ ก.ค. ๒๗<O:p</O:p

Paang
02-05-2006, 04:45 PM
คำแนะนำการฝึกมโนมยิทธิ

โดย หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร<O:p

<O:p
ต่อไปนี้จะขอแนะนำเนื่องในการเจริญมโนมยิทธิ คำว่า มโนมยิทธิ นี่เป็นกรรมฐานอย่างหนึ่งในกรรมฐาน ๔๐ เพราะกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มี ๔๐ แบบ แล้วก็ ๔๐ แบบ ถ้าแบ่งเป็นหมวดก็ ๔ หมวด คือ หมวดที่ ๑ สุกขวิปัสสโก หมวดที่ ๒ เตวิชโช หมวดที่ ๓ ฉฬภิญโญ หมวดที่ ๔ ปฏิสัมภิทัปปัตโต
<O:p
หมวดที่ ๑ ที่เรียกว่า สุกขวิปัสสโก ท่านแปลว่า บรรลุมรรคผลได้อย่างแบบง่าย ๆ แต่ความจริงแล้วไม่ง่าย ยากมากแบบสุกขวิปัสสโก นี่เวลาเจริญสมาธิตามที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททำอยู่ตามปกติ เป็นการทำจิตให้เป็นสมาธิเข้าถึงฌานสมาธิ แล้วก็ตัดกิเลส ไม่สามารถจะเห็นผี เห็นนรก เห็นเทวดา เห็นสวรรค์ได้ คือไม่มีทิพจักขุญาณ<O:p
สำหรับเตวิโช นั้น มีความสามารถพิเศษอยู่ ๒ อย่าง คือว่า มีทิพจักขุญาณด้วย สามารถระลึกชาติด้วย และก็
<O:p
ฉฬภิญโญ (อภิญญาหก) แสดงฤทธิ์ได้ มีหูเป็นทิพย์ มีตาเป็นทิพย์
<O:pปฏิสัมภิทัปปัตโต มีความสามารถคลุมวิชชาสาม และอภิญญาหก มีความฉลาดกว่า<O:p
หมวดที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ไม่เหมือนกัน แต่วิธีปฏิบัติคล้ายคลึงกัน เอาในกรรมฐานทั้ง ๔๐ มาแยกปฏิบัติเป็นหมวดหมู่ ทีนี้สำหรับการปฏิบัติ ถ้าจะถามว่าอย่างไหนเข้าถึงมรรคผลง่ายกว่ากัน ก็ต้องเป็นไปตามอัธยาศัยของบรรดาท่านพุทธบริษัท

สำหรับ สุกขวิปัสสโก พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้สำหรับผู้ที่ต้องการเรียบ ๆ ไม่ต้องการฤทธิ์เดช ทำแบบสบาย ๆ จิตใจไม่ชอบจุกจิก สำหรับ เตวิโช นั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้สำหรับคนที่อยากรู้อยากเห็น ถ้ามีสิ่งปิดบังลี้ลับอยู่ ทนไม่ไหว ต้องหาให้พบ ค้นให้เห็น สำหรับ ฉพภิญโญ นั้น สำหรับคนที่ต้องการมีฤทธิ์เดช พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้ สำหรับ ปฏิสัมภิทาญาณ หรือปฏิสัมภิทัปปัตโต ท่านมีทั้งฤทธิ์ด้วย มีทั้งความเป็นทิพย์ของจิตด้วย มีความฉลาดด้วย สอนไว้เพื่อคนที่ต้องการรอบรู้ทุกอย่าง
<O:p
ฉะนั้นการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนจึงเป็นไปตามอัธยาศัยของคน <O:p
สำหรับวันนี้จะนำเอาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าส่วนหนึ่งที่เรียกว่า มโนมยิทธิ มาแนะนำแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท
<O:p
มโนมยิทธิ นี่คล้ายคลึงกับ เตวิชโช แต่ว่ามีกำลังสูงกว่า เป็นกรรมฐานเพื่อเตรียมตัวที่จะปฏิบัติเพื่อ อภิญญาหก ต่อไปข้างหน้า สำหรับเตวิชโช ก็ได้แก่ วิชชาสาม ก็มีทิพจักขุญาณ ซึ่งต่างกับ มโนมยิทธิ คือว่า ท่านที่ได้ทิพจักขุญาณแล้วนั่งอยู่ตรงนี้สามารถจะเห็นเทวดาหรือพรหมได้ สามารถจะคุยได้ แต่ไปหาไม่ได้ สามารถจะเห็นสัตว์นรก เห็นเปรต เห็นอสุรกายได้ แต่ว่าไม่สามารถจะไปหากันได้ เห็นอย่างเดียว
<O:p
สำหรับมโนมยิทธิ ใช้กำลังของจิตเคลื่อนออกจากกายไปสวรรค์ก็ได้ ไปพรหมโลกก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ ซึ่งมีกำลังสูงกว่า ทั้งนี้เพราะว่าถือเป็นส่วนหนึ่งของอภิญญาสมาบัติ
<O:p
สำหรับประโยชน์ที่จะฝึกพระกรรมฐาน นอกจากที่บรรดาท่านพุทธบริษัทจะเข้าใจว่าการเจริญกรรมฐานนี้ต้องการสวรรค์ ต้องการพรหมโลก ต้องการนิพพานอย่างเดียว ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น มีประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม
<O:p
ถ้าทุกท่านได้มโนมยิทธิแล้วก็ไปฝึกฝนให้คล่อง เมื่อฝึกฝนคล่องแล้ว นอกจากจะยกจิตขึ้นไปสู่ภพต่าง ๆ ก็ยังมีคุณสมบัติ ๘ ประการ คือ
<O:p
๑. ทิพจักขุญาณ สามารถที่จะเห็นสิ่งของที่อยู่ในที่ลี้ลับได้ เห็นผีได้ เห็นเทวดาได้ เห็นนรก เห็นสวรรค์ได้ ของที่เราเก็บไว้ในที่ลี้ลับหาไม่พบเราก็สามารถเอาจิตเข้าไปกำหนดรู้ได้ หรือว่าใครจะแอบแฝงอยู่ที่ไหนเราก็ทราบได้ ถ้าเราต้องการจะรู้ ความความว่าไม่มีอะไรเป็นความลับสำหรับพวกที่มีทิพจักขุญาณ
<O:p
และถ้าหากว่าจะใช้ทิพจักขุญาณนี้ประกอบอาชีพ ถ้าทิพจักขุญาณมีความเข้มข้นขึ้น เข้าถึงฌาน ๔ และก็ได้ อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ มันจะได้ไปเอง ถ้าเราจะประกอบอาชีพเราก็สามารถจะรู้ได้ว่า อาชีพที่เราประกอบข้างหน้ามันขาดทุนหรือกำไร จะทำอะไรก็ได้<O:p
ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา ถ้ามีกำลังจิตเข้มข้นจริง ๆ สามารถจะเดาข้อสอบ (ไม่ต้องเดาละดูเลย ดูข้อสอบเลย ก่อนที่ครูจะเขียนน่ะ) อนาคตังสญาณ จะสามารถรู้ข้อสอบที่ครูจะออกมาได้ ถ้าหากว่าจิตยังคล่องไม่ถึง มีความเข้มข้นไม่ถึงเวลาจะสอบ ถ้าตอบไม่ได้ตัดสินใจใช้กำลังสมาธิช่วยสัก ๒ นาที คิดว่าถ้าจะตอบยังไงถึงจะถูก ขอให้ตัดสินใจไปตามนั้น มันตัดสินใจเองแล้วก็ถูกต้อง<O:p
อย่างนี้นักเรียนนักศึกษาในกรุงเทพฯ ใช้มาหลายพันคนแล้ว เวลาเข้ามหาวิทยาลัยเธอตอบไม่ได้เธอก็เดาอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เดานะ เดาเฉย ๆ ไม่ได้นะ ต้องใช้กำลังใจที่เขาเรียกว่าทำจิตเข้าไปถึงนิพพานก่อน และก็นั่งอยู่ที่นั่น ขอพระพุทธเจ้าว่าจะตอบอย่างไร ตัดสินใจไปตามนั้น อย่าถามท่านไม่ได้นะ ถามท่านไม่บอก แต่ว่าจะรู้ด้วยกำลังของจิตนี่เป็นทิพย์
<O:p
แบบนี้เขาใช้กันเยอะแล้ว ถ้าจะถามว่าทำได้หรือ นี่มันสายไปแล้ว เขาทำได้มากแล้ว อันนี้เป็นประโยชน์ในทางโลกใช้ได้มากกว่านี้ เมื่อกี้พูดถึงทิพจักขุญาณ และก็ญาณที่ ๒ ที่จะได้จากมโนยิทธิ ก็คือ จุตูปปาตญาณ
<O:p
จุตูปปาตญาณ ที่เขาบอกว่าจะรู้เห็นคนหรือสัตว์ หรือว่าได้ยินชื่อคนหรือสัตว์ เราสามารถรู้ได้ทันทีว่าคนพวกนี้ก่อนเกิดมาจากไหน ถ้ารู้ว่าใครเขาตายเขาแจ้งว่าคนนั้นตาย สัตว์ตัวนี้ตายเราก็จะทราบได้ว่าผู้ตายผู้นี้เวลานี้ไปอยู่ที่ไหน อันนี้เขาเรียกว่า จุตูปปาตญาณ<O:p
แล้วก็ต่อมาเป็น ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติสามารถจะทบทวนชาติต่าง ๆ ที่เราเกิดมาได้ทั้งหมดว่าเราเคยเกิดมาแล้วกี่ชาติ แต่กี่ชาตินี่นับไม่ไหวนะ ว่าเคยเกิดมาแล้วกี่แสนชาติดีกว่า เคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง เราสามารถจะรู้

<O:pแล้วก็ต่อไป เจโตปริยญาณ เจโตปริยญาณ เขาแปลว่า สามารถรู้อารมณ์จิตของบุคคลอื่น หมายความว่าคนที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ดี ถ้ายังไม่มาก็ดี เราจะรู้ว่าเขาคิดอะไร เราสามารถจะรู้ได้ทันที<O:pและต่อไป อตีตังสญาณ สามารถรู้เหตุการณ์ในอดีตของคน และสัตว์และสถานที่ได้ ว่าก่อนนั้นเขาทำอะไรมาหรือมีสภาพเป็นอย่างไร<O:pอนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอนาคต<O:pปัจจุปันนังสญาณ ญาณนี้สำคัญมาก รู้กฎของกรรมที่ทำให้คนมีความสุขหรือความทุกข์ เราก็ดี บุคคลอื่นก็ดี ซึ่งกำลังมีความสุขอยู่เพราะผลความดีอะไรให้ผล ที่มีความทุกข์อยู่เพราะความชั่วอะไรให้ผลทำมาแล้วในอดีต ถ้าหากว่ารู้ญาณนี้ได้ความหนักใจความกลุ้มใจไม่มี<O:pรวมความว่า มโนมยิทธิ นอกจากจะยกจิตไปสู่ภพต่าง ๆ แล้ว ยังมีคุณสมบัติอีก ๘ ประการ และก็พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อุทุมพริกสูตร เฉพาะอย่างยิ่งท่านกล่าวถึง วิชชาสาม ท่านบอกว่า ท่านผู้ใดสามารถกระทำจิตไปสู่ภพต่าง ๆ คือว่าไปสวรรค์ก็ได้ ไปนรกก็ได้ ไปพรหมก็ได้ ไปนรก เปรต อสรุกายได้ ชื่อว่าถึงแก่นของพระศาสนา<O:pเมื่อบุคคลปฏิบัติกิจเข้าถึงแก่นของพระศาสนาแบบนี้ ถ้าปฏิบัติด้านวิปัสสนาญาณ ท่านบอกว่า ถ้ามีบารมีแก่กล้า จะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ วัน ถ้ามีบารมีอย่างกลางจะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ เดือน ถ้ามีบารมีอย่างอ่อน จะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ ปี<O:pคำว่า บารมี ก็หมายถึง กำลังใจ กำลังใจที่เราจะเอาจริงหรือไม่เอาจริง ถ้าเราใช้กำลังส่วนนี้ไปช่วยวิปัสสนาญาณ หรือนำวิปัสสนาญาณมาใช้ก็จะเป็น พระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ และก็เป็นที่น่าเสียดายที่มีกำลังพอแต่ไปใช้กำลังอย่างอื่นอยู่ ถ้ามุ่งต้องการความเป็นพระอริยเจ้าจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าต้องการพระโสดาบันละก็ อย่างช้าก็ไม่เกิน ๑ เดือน ช้ามากเกินไป แต่ว่าคนขี้เกียจก็เร็วมากเกินไป ใช่ไหม ถ้าขี้เกียจ ๑ เดือนนี่ เร็วมากเกินไป ถ้าขยัน ๑ เดือน ช้าเกินไป เร็วมากเกินไป <O:pพระพุทธเจ้าไม่ได้หมายถึงว่าเป็นพระโสดาบัน ท่านพูดถึงอรหันต์เลย ถ้ามีความเข้มข้นในการปฏิบัติที่เรียกว่ามีบารมีแก่กล้าจะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ วัน ถ้ามีกำลังใจอย่างที่เรียกว่า อุปบารมี คือกำลังใจอย่างกลาง จะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ เดือน ถ้าขี้เกียจมากหน่อย แต่ว่าทำไม่เลิก ทำบ้างไม่ทำบ้างวันหนึ่งก็ไม่เว้นละ ทำมากทำน้อย นอนน้อยทำมาก สลับกันไปอย่างนี้ไม่เกิน ๗ ปี <O:pแต่ว่าก็มีเยอะเหมือนกันที่ได้ไปแล้วไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ ใช้เฉพาะกิจส่วนนี้ก็ยังดีกว่า เพราะหายสงสัย ที่พระพุทธเจ้าสอนวิชานี้ไว้เป็นวิชาขั้นต้นของ อภิญญา ก็เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงเทศน์บอกว่า คนเราตายไปแล้วมีสภาพไม่สูญ ถ้าสร้างผลของความชั่ว ผลของความชั่วจะให้ผล คือ ไปนรก จากนรกก็ต้องมาเป็นเปรต จากเปรตแล้วก็มาอสุรกาย จากอสุรกายมาเป็นสัตว์เดียรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานนี่เป็นนานหน่อย ต้องเสวยบารมีมากฆ่าสัตว์กี่ตัว สัตว์ประเภทใดบ้าง ต้องเกิดเป็นสัตว์ประเภทนั้นเท่าชีวิตที่เราฆ่า ฆ่ายุงไปเท่าไร เอาแค่ยุงอย่างเดียวก็พอมั้ง<O:pหลังจากเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานแล้วก็มาเกิดเป็นมนุษย์ กรรมชั่วที่เราทำไว้จะให้ผลเพียงเศษ เช่น ทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือทรมานสัตว์ เป็นปัจจัยให้คนมีอายุสั้น เพราะทำเขาไว้มาก หรือว่าป่วยไข้ไม่สบาย มีร่างกายทุพพลภาพ สุดแท้แต่กฎของกรรม กรรมของอทินนาทาน ลักขโมยยื้อแย่งทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่น เป็นเหตุให้ทรัพย์เสียหายจากไฟไหม้บ้าง ลมพัดบ้าง น้ำท่วมบ้าง ถูกโจรลักขโมยบ้าง<O:pกรรมของกาเมสุมิจฉาจารที่เราละเมิด เป็นเหตุให้คนในปกครองว่ายากสอนยาก คนที่มีลูกดื้อ ๆ จำให้ดีนะ เคยทำกรรมนี้มาแล้วจะให้พระช่วยได้อย่างไร และกรรมของมุสาวาท เราพูดจริงแต่ไม่มีใครเขาอยากฟัง เศษกรรมของการดื่มสุราเมรัย ทำให้เป็นโรคเส้นประสาทหรือโรคบ้า
<O:p
ทีนี้ถ้าอาการทั้ง ๕ อย่างนี้เกิดขึ้น อย่าไปโทษใคร ถ้าเราได้ ยถากรรมมุตาญาณ เราจะทราบ ว่ากรรมประเภทนี้ที่ทำให้เราลำบากเราทำไว้ตั้งแต่เมื่อไร และก่อนที่จะได้รับเศษของกรรมเราได้รับโทษของกรรมใหญ่ที่ไหนบ้าง ลงนรกมากี่ขุม ท่องเที่ยวนรกแสนสบาย มีความสุขมีที่อยู่อาศัย พญายมเอาอกเอาใจ ไม่ต้องการให้พ้นจากนรกนี่ดีมีวาสนาบารมีสูง ออกจากขุมนรกใหญ่ ออกจากบริวาร ผ่านยมโลกียนรกอีก ๑๐ ขุม ออกจากยมโลกียนรกอีก ๑๐ ขุม ผ่านเปรตอีก ๑๒ ลำดับ จากเปรตมาผ่านอสุรกาย จากอสุรกายมาเป็นสัตว์เดียรัจฉาน กว่าจะเกิดมาเป็นคนที่มีความสมบูรณ์มาก พระพุทธเจ้าตรัสแล้วหลายสิบองค์ อันนี้เป็นกฎของความชั่วที่เราพึงจะรู้ได้ด้วยกำลัง มโนมยิทธิ ที่ญาติโยมพุทธบริษัทปฏิบัติกัน<O:pด้านของความดีที่เราพึงทราบจาก ปุพเพนิวาสานุสสติกรรมฐาน เราจะทราบว่าเราเคยเป็นเทวดามาแล้วกี่ครั้ง เคยเกิดเป็นคนมาแล้วเท่าไร แล้วเคยเกิดมาเป็นมนุษย์มาแล้วเท่าไร ความเป็นมนุษย์ชาติไหนมีความสุขมาก ชาติไหนมีความทุกข์มาก ชาติไหนมีฐานะอย่างไร อย่างนี้เราทราบได้ ทีนี้ถ้าอยากจะทราบว่าบุญที่เราทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ บุญประเภทนี้จะให้ผลเราขนาดไหน สมมติว่าถ้าเราตายขณะนี้เราจะเป็นเทวดาหรือจะไปเป็นพรหมหรือจะไปนิพพาน เราพิสูจน์ได้เลย บุญทำวันนี้พิสูจน์วันนี้ได้ว่าบุญจะส่งผลไปถึงไหน <O:pถ้าจะถามว่า ถ้าปุบปับตายจะมีวิมานอยู่ไหม ถ้าเคยทำบุญก่อสร้างเกี่ยวกับการสร้างวัดสร้างศาลา สร้างสาธารณประโยชน์ แม้แต่เขาสร้างโบสถ์ ๑ หลัง เราทำบุญไป ๑ บาท และทำด้วยความเต็มใจวิมานก็ปรากฏแล้ว คือว่าทำในทันทีวิมานจะปรากฏทันที<O:pที่กล้าพูดอย่างนี้ เพราะว่าทุกท่านหรือหลาย ๆ ท่านกำลังเจริญมโนมยิทธิ และก็หลายท่านที่ได้แล้วสามารถพิสูจน์ได้ทันที ก็มาตัดสินใจทำบุญไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ตามเถอะไม่สนใจ วันนี้ก่อนหรือวันนี้ทำบุญเนื่องในการก่อสร้างสาธารณประโยชน์ วิมานจะปรากฏก่อน เราสามารถจะไปดูวิมานได้ทันทีว่าวิมานเราอยู่ที่ไหน<O:pทีนี้วิมานที่อยู่ตามกำลังของบารมีหรือตามกำลังของบุญที่ทำ ถ้ากำลังบุญของท่านถึงขั้น กามาวจรสวรรค์ วิมานก็จะตั้งอยู่ที่สวรรค์ กำลังบุญของท่านถึงขั้นของพรหม วิมานจะตั้งอยู่ที่พรหม กำลังบุญความดีของท่านถึงขั้นนิพพาน วิมานก็อยู่ที่นิพพาน คอยอยู่แล้ว ตายเมื่อไรถึงเมื่อนั้นอันนี้พูดถึงผลที่จะพึงได้<O:pต่อไปก็ขออธิบายถึงวิธีการปฏิบัติกรรมฐาน ที่บอกไว้แล้ว ๔ หมวด คือ สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต อันนี้ใช้แนวสมาธิเหมือนกันแต่ใช้กำลังไม่เท่ากัน อันนี้ต้องระวังให้มากนะ กำลังขึ้นต้นไม่เท่ากัน ถ้าใช้กำลังขึ้นต้นผิดไม่มีผล <O:pสำหรับ สุกขวิปัสสโก นี่ท่านเริ่มเจริญสมาธิเล็กน้อยควบคู่กับวิปัสสนาญาณ แต่ว่าเรื่องศีลมีความสำคัญมาก ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์สมาธิไม่มีผล อย่างวันนี้ท่านฝึกมโนมยิทธิ หากว่าศีลของท่านไม่บริสุทธิ์มาก่อนหรือว่าท่านไม่แน่ใจในความบริสุทธิ์ของศีล เวลาสมาทานศีลก็ขอให้ตั้งใจสมาทานด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าเราจะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ถ้าหากว่าท่านไม่มั่นใจในศีล พอไปถึงพระจุฬามณี เขาไม่เปิดประตูให้เข้า อย่างนี้ครูฝึกเขาจับได้แน่ ศีลดีพอสมควร แต่ไม่มั่นใจ คือศีลบกพร่อง ทางจุฬามณีเขาไม่เปิดประตูให้เข้าเด็ดขาด ทำยังไงเขาก็ไม่ยอมให้เข้า ถ้าเราไม่สามารถจะผ่านจุฬามณีได้ก็ไปที่อื่นไม่ได้เหมือนกัน <O:pถ้าหากว่าท่านผู้ใดไม่มั่นใจในศีลของท่านว่าที่ผ่านมาแล้วศีลจะดีพอควรไหม เวลาสมาทานศีลก็จงคิดว่าเวลานี้เราเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ว่านับตั้งแต่เวลาสมาทานไปจนกว่าจะไปจากที่นี้ศีล ๕ เราไม่มีโอกาสจะขาด ใช่ไหม เราฆ่าใครเขาได้เล่า ลักขโมย ใครเขานี้ไม่แน่นะ อย่าไปล้วงกระเป๋าเขานะ บอกว่าผมไม่ลัก แต่ผมล้วงกระเป๋าเขาอย่างเดียว<O:pเป็นอันว่าทุกคนต้องถือว่าศีลบริสุทธิ์ นี่เป็นพื้นฐานใหญ่
<O:p
แล้วเวลาทางสมาธิ สำหรับสุกขวิปัสสโก ก็ใช้สมาธิเล็กน้อยเริ่มต้นควบกับวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิจริง ๆ เขาเริ่มต้นด้วยฌาน ๔ แต่ว่าการเริ่มต้นด้วยฌาน ๔ นี่ลำบาก จึงลดลงเหลือกำลังอุปจารสมาธิเท่าวิชชาสาม<O:pฉะนั้น เวลาเริ่มต้นขอทุกท่านใช้กำลังสมาธิแค่อุปจารสมาธิ ถ้าถึงฌานสมาบัติ กำลังสูงเกินไปเลยความเป็นทิพย์ ถ้าต่ำไปก็ไม่ถึงความเป็นทิพย์ เหมือนกับกำแพงที่มีช่องน้อย ๆ อยู่ช่องหนึ่ง ถ้าเรามองตาสูงกว่าช่องเราก็มองไม่เห็น ต่ำกว่าช่องเราก็มองไม่เห็น เราต้องมองให้พอดี ๆ จึงเห็น<O:pสำหรับทิพจักขุญาณก็เหมือนกัน จิตจะเกิดเป็นทิพย์ตอนจิตเข้าสู่อุปจารสมาธิเท่านั้น ถ้าจิตเลยไปถึงฌานความเป็นทิพย์ก็ดับ ถ้าต่ำกว่าฌานความเป็นทิพย์ก็ดับ<O:pถ้าจะถามว่า อุปจารสมาธิทำอารมณ์ขนาดไหน ก็ขอตอบแบบตรงไปตรงมาว่าใช้อารมณ์แบบปกติธรรมดา เวลาภาวนาอยู่ การภาวนานี่ต้องคู่กับลมหายใจเข้าออก เพราะว่าลมหายใจเข้าออกทำให้จิตเป็นสมาธิ ทำให้จิตมีกำลัง สมาธิ เขาแปลว่า ตั้งใจ <O:pสำหรับคำภาวนาใช้ภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ คำภาวนา นะ มะ พะ ธะ ทำให้กำลังจิตเป็นทิพย์ แต่ว่าคำภาวนาทำให้จิตนี่เป็นทิพย์มีหลายสิบแบบ ไม่เฉพาะแค่ นะ มะ พะ ธะ อย่างเดียวนะ แต่ว่าที่เลือกเอา นะ มะ พะ ธะ มาใช้ก็เพราะว่าแบบอื่น ถ้าเราสามารถจะรู้ได้ เห็นได้ ไปได้ ไปท่องเที่ยวในภพต่าง ๆ ได้ แต่คนข้าง ๆ ถามไม่ได้ ต้องจบกิจเรื่องนั้นแล้วก็กลับมาจึงจะคุยกับคนข้าง ๆ ได้<O:pสำหรับ นะ มะ พะ ธะ นี่ ขณะที่เราไปพบอะไรที่ข้างบน หรือที่ไหนก็ตาม นรกก็ตาม สวรรค์ก็ตาม พรหมโลกก็ตาม คนข้าง ๆ จะถามได้ทันทีแล้วจะตอบได้เลย ทางโน้นตอนมา ฝ่ายนี้ก็พูด พูดรู้เรื่องกันได้ตลอด แบบนี้ควานหามา ๒๓ ปี กว่าจะพบ และแบบอื่น ๆ เป็นของไม่ยาก แต่ว่าเป็นเรื่องสงสัยของคน ผู้ถามอยู่ข้าง ๆ ต้องการจะรู้ว่าพ่อฉันตายแม่ฉันตายไปอยู่ที่ไหน หลับตาปี๋อยู่นานลืมตาก็บอก ทีนี้คนข้าง ๆ อาจจะสงสัย หมอนี่อาจจะโกหกก็ได้<O:pสำหรับ นโนมยิทธิแบบนี้ ปัจจุบันใช้ นะ มะ พะ ธะ คนข้าง ๆ จะถามได้ทันที และก็เราผู้ไม่รู้ ถ้าไปพบคนตาย จะต้องถามก่อนที่ท่านจะตายรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร แสดงให้ดูก่อน ขณะที่ป่วยลงเปลี่ยนแปลงไปแบบไหนแสดงให้ดูก่อน ร่างกายจะตายอาการแบบไหน ชี้ให้ชัดว่าคนที่ถามเขารู้เวลานั้นเอาเฉพาะอาการที่รู้ เราก็จะบอกได้ตามปกติว่ามันชัดเจนดี เขามีโอกาสซัก ซักได้ทั้งที่ยังไม่ถอนจากฌานแบบนี้มีประโยชน์มาก<O:pฉะนั้นเวลาปฏิบัติของบรรดาท่านพุทธบริษัททำอารมณ์ตามแบบปกติ ไม่ต้องทำจิตให้มันเครียดเป็นฌานอย่าลืมนะ ถ้าเป็นฌานไม่มีผล คือใช้คำภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ<O:pถ้าจะควบคู่กับลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้าก็นึกว่า นะ มะ เวลาหายใจออกก็นึกว่า พะ ธะ เอาแบบสบาย ๆ นะ อย่าให้เหนื่อย อย่าไปเร่งรัดลมหายใจ อย่าบังคับลมหายใจ อย่าให้เร็วเกินไป อย่าให้ช้าเกินไป ปล่อยลมหายใจไปตามปกติ แค่นึกตามเวลาหายใจเข้าตึกว่า นะ มะ เวลาหายใจออกนึกว่า พะ ธะ เอาแค่นี้นะ
<O:p
แล้วเวลาที่ยังไม่มีใครเข้าไปแนะนำ จงอย่าไปนึกอยากรู้อยากเห็นอะไรเป็นอันขาด เพราะว่าถ้านึกอยากรู้อยากเห็นตอนนั้นจิตซ่านไม่เป็นสมาธิ และก็มีปัญหาอันหนึ่งที่บรรดาท่านพุทธบริษัทยังสงสัยเวลาที่ผู้แนะนำเขาปล่อยให้นั่งภาวนาประมาณ ๑๕ นาที ตอนนี้เราก็รู้ลมหายใจเข้าออกด้วย รู้คำภาวนาด้วย จิตก็อดซ่านไม่ได้เป็นของธรรมดา ภาวนาไปรู้ลมหายใจเข้าออกไปสัก ๒-๓ นาที ก็เผลอไปคิดเรื่องอื่นเข้ามาแทน ถ้านึกขึ้นมาได้ก็กลับดึงเข้ามาใหม่<O:pถ้าอาการจิตเป็นอย่างนี้ละก็ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทอย่าเพิ่งคิดว่าเราชั่ว ถือว่าที่ทำไปนั้นไม่ชั่วแล้วก็ไม่ผิด มันเป็นเรื่องธรรมดาของจิตมันชอบคิดเรื่องอื่น แต่ว่าถ้าไปคิดเรื่องอื่นแทนที่ ถ้าเรารู้ตัวก็ดึงกลับมาใหม่ ถ้าจิตอยู่ในขั้นอุปจารสมาธิ มันเป็นแบบนี้แหละ เพราะยังไม่ได้ฌานสมาบัติ ถ้าจิตจะทรงตัวจริง ๆ ต้องเป็น ฌานสมาบัติ
<O:p
ทีนี้พอได้เวลาก็จะมีผู้เข้าไปแนะนำโดยตรง วิธีนี้ถ้าปล่อยให้ปฏิบัติธรรมดานะ พระเคยทำมาแล้ว ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง บางองค์ ๔๐ ปีไม่ได้ ตายไปเลย ตายไปเยอะ ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ เป็นเรื่องใหญ่มากเดิมทีเดียวต้องขึ้นต้นด้วยฌาน ๔ ทีนี้กว่าจะได้ฌาน ๔ เขี้ยวเ**้ยน กินหญ้าต่อไปไม่ได้แล้ว<O:pต่อมาท่านเจ้าของท่านมาแนะนำบอกว่า ปฏิบัติอย่างนี้ (แบบเก่า) มันไม่มีผล เพราะว่ากำลังของคนไม่พอ ท่านก็แนะนำบอกว่า ให้ขึ้นต้นด้วยอุปจารสมาธิ ใช้กำลังของวิชชาสามแทน การใช้กำลังของวิชชาสามแทนนี้ก็อ่อนไปหน่อย การเคลื่อนไหวตัวรู้สึกตัวน้อย ๆ เป็นที่น่าสงสัย

ถ้าหากว่าใช้กำลังเดิม คือกำลังของฌาน ๔ เวลามันออกมันรู้ตัวเหมือนออกจากกระบอกไม้ มันพุ่งตรงออกจากโพรงไม้หรือออกจากถ้ำ มันรู้ตัวเลย ก็จะปรากฏชัดเป็นแสงสว่างในอากาศ แสงสว่างเป็นลำบ้าง เป็นแสงทั่วไปไปในอากาศบ้าง จะปรากฏเห็นกายข้างในมันพุ่งตรงออกไปไหนก็มีความรู้สึกเหมือนเราไปเอง

แต่ว่ากำลังแบบนี้เวลานี้ท่านพุทธบริษัทยังรับไม่ได้กว่าจะรับได้ก็ใช้เวลาเป็นเดือนหรืออาจจะเป็นปี ที่สอนมาแล้วระยะต้นเมื่อปี ๒๕๐๘ ได้มาประมาณ ๘๐ คน หลังจากนั้นมาอีก ๑๐ ปี ไม่มีใครได้เลย เพราะกำลังไม่พอ ต่อมาท่านเจ้าของจึงแนะนำบอกว่า ให้ลดกำลังลงเหลือกำลังของวิชชาสาม

ทีนี้กำลังของวิชชาสามมีสภาพคล้ายความฝัน เป็นที่น่าสงสัย กำลังของวิชชาสามก็คือใช้กำลังของอุปจารสมาธิแทนฌานสมาบัติ ทีนี้มาจุดหนึ่งที่บรรดาท่านพุทธบริษัทยังสงสัยคือว่า ทิพจักขุญาณ คำว่า ทิพจักขุญาณ นี่ไม่ใช่แปลว่า ลูกตาเนื้อเป็นทิพย์ ญาณ เขาแปลว่า รู้ ทิพจักขุญาณ เขาแปลว่า มีความรู้ทางใจคล้ายตาทิพย์ อย่าลืมนะว่าความรู้สึกทางใจคล้ายตาทิพย์ เพราะว่าเรายังไม่ได้ใช้ฌาน ๔ ถ้าใช้ฌาน ๔ ตัวนี้ไม่ต้องอธิบายเพราะมันออกไม่รู้ตัว เมื่อใช้กำลังของวิชชาสามจิตกำลังอ่อนลง ไม่สามารถจะมีความเข้มแข็งแบบนั้นได้ ต้องใช้ความสังเกตเป็นเกณฑ์

ถ้าหากว่าศีลดี สมาธิดีพอสมควร ไม่มากนักการตัดสินใจด้านพระนิพพานน้อยเกินไป อย่างนี้ทิพจักขุญาณจะเกิดอย่างอ่อน เกิดจากความรู้สึกของใจ ความรู้สึกทางใจนี่มันจะมีความรู้สึกอันดับแรกว่าเป็นอะไรต้องตอบทันที ตัวแรกเป็นตัวแท้ก็แน่นอน และเวลาที่ท่านทั้งหลายจะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ้าทำใจให้สบายคิดว่างานที่เราทำจะมีผลดีหรือผลชั่ว อารมณ์แรก มันบอกปั๊บต้องเชื่ออารมณ์นั้นทันที
<O:p</O:p
ทีนี้ถ้าหากว่าอารมณ์มันอ่อน เมื่อเวลามีผู้เข้าไปแนะนำ หลังจากภาวนาไปแล้วประมาณ ๑๕ นาที เขาจะให้สัญญาณบอกว่าพักได้ แล้วต้องสังเกตนะ ถ้าท่านผู้ใดมีคนไปนั่งข้างหลังเขาจะแนะนำ ขอให้ท่านผู้นั้นเลิกภาวนาเสียเลย อย่าภาวนา แล้วก็เลิกรู้ลมหายใจเข้าออก ปล่อยใจสบาย ๆ เพราะตอนนั้นไปภาวนาไม่ได้ขวางกัน ให้ฟังคำแนะนำของผู้แนะนำ<O:p
ถ้าผู้แนะนำเขาแนะนำว่ายังไงให้ตัดสินใจไปตามนั้น ถ้าเห็นว่ากำลังใจเริ่มเป็นทิพย์พอสมควร เขาจะถามว่า "มีความรู้สึกว่ามีผู้ใดอยู่ข้างหน้าบ้าง...?" ไม่ใช่หมายถึงตัวเขา ถ้าสมาธิอ่อน ความรู้สึกมันว่ามี ก็ตอบว่ามี อย่ายั้งตัวนะ ถ้ายั้งตัวแน่หรือไม่แน่ ตรงนี้ตัวกิเลสคือนิวรณ์ ตัวสงสัยจะขวางทันที คือ ผิดหมด ถ้าเราเกิดความรู้สึกครั้งแรกว่ามีต้องตอบว่ามี

ถ้าเขาถามว่า "ผู้ที่มาอยู่ข้างหน้าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย" ความรู้สึกมันว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตอบทันที อย่ายั้งตัว ถ้ายั้งถอยหลังไม่ได้ ผิด ถ้าเขาถามว่าแต่งตัวสีอะไร ก็ตอบตามความรู้สึกถ้าคนข้าง ๆ เขาสีแดง ของเราเขียวก็ตอบเขียวอย่าตามเขานะ เพราะความเป็นทิพย์ของเทวดา พรหม หรือพระอรหันต์ ย่อมสามารถจะทำให้คนเห็นสีต่างกันในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นอย่างนี้สัก ๒-๓ วาระ ครูเขารับรองว่าถูกต้อง กำลังใจจะดีขึ้น ตอนนี้อารมณ์จิตจะเป็นฌานเอง คำว่าเป็นฌาน อย่าไปบังคับมันนะ มันจะเป็นของมันเอง เมื่ออารมณ์จิตเริ่มเป็นฌาน ความสว่างไสวจะปรากฏขึ้นบ้างตามพอสมควร

ตอนนี้ภาพที่เรามองไม่เห็นจะมีความรู้สึกว่ามีว่าเห็นเป็นผู้หญิงผู้ชายนั่นแหละ มันไม่ปรากฏภาพมาก่อน แต่ความรู้สึกจะเกิดขึ้นกับใจ เมื่อจิตเริ่มเป็นฌานภาพจึงปรากฏขึ้นกับใจ หลังจากนั้น ไปครูเขาจะแนะนำในการตัดขันธ์ ๕ การตัดขันธ์ ๕ มีความสำคัญมาก คือ เอาจิตมุ่งพระนิพพานโดยเฉพาะ คิดว่าถ้าตายชาตินี้ เมื่อตายเมื่อไรขอไปนิพพานจุดเดียว ตัดสินใจแน่นอนละก็ไปถึงนิพพานแน่
<O:p
หลังจากนั้นเขาจะพาไปพระจุฬามณี ซึ่งตั้งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถ้าขั้นถึงจุฬามณีพึงทราบได้เลยว่าขณะนั้นจิตเป็นฌาน ๔ ภาพจะเกิดความสว่างไสวมาก เขาจะพาไปมนัสการพระ ให้เห็นเทวดาหรือพรหม หลังจากผ่านพระจุฬามณีแล้วเขาจะพาตรงไปพระนิพพาน ที่เราว่านิพพานสูญนั้นน่ะ เราจะได้ทราบว่านิพพานไม่สูญ ถ้านิพพานสูญก็ไม่มีพระอรหันต์องค์ไหนไปนิพพาน

นี่พูดถึงว่าสำหรับจิตที่มีกำลังอ่อน แต่ว่ามีมากท่านด้วยกันที่มีความเข้มแข็งทางจิต จิตสะอาดจริง ๆ พอเริ่มได้รับคำแนะนำจากครูไม่กี่คำจิตจะสว่างจ้า เห็นภาพชัดเจนแจ่มใสมากเหมือนกับเห็นคนในเวลากลางวัน เครื่องแต่งกายละเอียดละออเพียงใดก็ตาม ก็สามารถจะเห็นได้<O:p></O:p>
ฉะนั้นผู้จะปฏิบัติมโนมยิทธิ ขอให้ตั้งใจ ถ้าสมาทานศีล ขอให้สมาทานศีลด้วยความเคารพ คิดว่าเวลานี้เราเป็นผู้มีศีลแล้วก็การภาวนา อย่าลืมใช้คำว่า นะ มะ พะ ธะ ควบคู่กับลมหายใจ เวลาหายใจเข้านึกว่า นะ มะ เวลาหายใจออกนึกว่า พะ ธะ เวลาภาวนาอยู่จงอย่าอยากรู้อยากเห็นอะไรทั้งหมด จนกว่าจะมีครูเข้าไปแนะนำ<O:p
<O:p</O:p


การฝึกมโนมยิทธิ<O:p</O:p


หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร - ครูฝึก<O:p</O:p


คุณสมพร บุณยเกียรติ (เปี๊ยก) -ผู้รับการฝึก
<O:p</O:p
ฝึกที่บ้านซอยสายลม<O:p</O:p

เมื่อวันที่ ๑๑ พ.ย.๒๕๒๑<O:p</O:p

<O:p</O:p

(หลังจากหลวงพ่อแนะนำวิธีปฏิบัติและให้ภาวนาสัก ๑๐ นาทีแล้ว จึงเข้ามาสอบถาม)

<O:p</O:pหลวงพ่อ : "เปี๊ยก สว่างไหม...?"<O:p
เปี๊ยก : "แสงสว่างทั่ว ๆ ไป แต่ไม่เป็นดวงนะคะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ไม่เป็นดวงหรือ...พิจารณาขันธ์ ๕ ตัดขันธ์ ๕ รูป เป็นสุขหรือเป็นทุกข์...?"<O:p></O:p
เปี๊ยก : "ทุกข์ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เป็นทุกข์หรือ ทำไมเป็นทุกข์ล่ะ...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "เพราะหนูได้รับการกระทบกระทั่งทางใจ ทุกข์อันนี้ของหนูมากค่ะ" <O:p</O:p
หลวงพ่อ : “การรับกระทบกระทั่งทางอารมณ์ เพราะเรามีรูปเป็นสำคัญใช่ไหม...ทุกข์นะ การที่เราเป็นทุกข์ก็เพราะอาศัยมีรูปเป็นสำคัญนะ ถ้าเราไม่มีรูป มันก็ไม่ทุกข์ แล้วทุกคนเวลานี้ได้โปรดทราบว่า เวลานี้ทั้งพระก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดีกำลังควบคุมทุกท่านอยู่ ลองพิจารณาดูซิว่า เวลานี้มีแสงสีอะไรพิเศษเกิดขึ้นบ้างไหม...? มีไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "มีแสงเป็นลำขวาง"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เป็นลำขวาง ๆ เป็นแสง สีอะไร...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "บอกไม่ถูก คล้ายเป็นสีเหลือง"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "สีเหลืองต้องนึกว่านั่นพระพุทธเจ้านะ ตั้งใจนมัสการท่าน นึกว่าพระพุทธเจ้าท่านอยู่ในลักษณะไหน...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ท่านเสด็จประทับอยู่ข้างหน้าค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ข้างหน้าหรือ...ต้องเชื่อจิตนะ นี่เป็นมโนมยิทธิ คำว่า มโนมยิทธิ หมายความว่าจิตเป็นทิพย์ และมีฤทธิ์ทางใจ พระองค์ยืนอยู่หรือนั่งอยู่...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ยืนค่ะ"<O:p></O:p
หลวงพ่อ : "ยืนหรือ ทรงเครื่องสีอะไร...? เป็นสีเหลืองธรรมดาหรือว่าเป็นเครื่องประดับของเทวดา ทรงเครื่องแบบไหน...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "บอกไม่ถูกค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "อารมณ์จิตบอกว่าอย่างไร...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "บอกว่าเป็นพระค่ะ<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เป็นรูปพระสีเหลืองใช่ไหม...อันนี้ถูก พระที่ยืนอยู่ที่เห็นเวลานี้เป็นประจำอยู่ก็คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงพระนามว่า "กุกุกสันโธ" ท่านมาในลักษณะของรูปพระธรรมดา ท่านยืนอยู่นะ"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ขอนมัสการท่าน ขอท่านโปรดกรุณานำเราไปสู่พระจุฬามณี จิตพุ่งไปคิดว่าเวลานี้เราเข้าสู่เขตพระจุฬามณี จิตน้อมไปตามนั้นไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "คิดว่าเข้าไปนะ เข้าไปดูว่าข้างหน้าที่เราจะเห็นข้างหน้า ตรงเข้าไปที่ประทับสูงแล้วก็จะมีแสงปรากฏนั่นคือเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่ข้างหน้า"<O:p</O:p
ต่อไปนี้ตัดขันธ์ ๕ ขอว่าพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระรูปพระโฉมเป็นอย่างไร ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าได้มีโอกาสได้นมัสการได้เป็นรูปชัด<O:p</O:p
ตอนนี้ตัดขันธ์ ๕ ขึ้นชื่อว่าขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ร่างกายเป็นทุกข์ ที่เราต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ขัดขวางอยู่ตลอดเวลา ก็เพราะอาศัยขันธ์ ๕ เป็นสำคัญ ถ้าเราไม่มีขันธ์ ๕ เสียอย่างเดียว เราก็จะหาคนด่าไม่ได้ หาคนว่าไม่ได้ หาคนกลั่นแกล้งไม่ได้ ที่เรายังมีคนด่าเรา มีคนว่าเราได้ มีคนกลั่นแกล้งเราได้หรือว่ามีอาการป่วยไข้ไม่สบายได้ ก็เพราะอาศัยที่เรามีร่างกายเป็นสำคัญ<O:p</O:p
ฉะนั้นนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเราจะไม่เห็นว่าร่างกายมีความหมาย ไม่เห็นว่าร่างกายมีความสำคัญ ถือว่าร่างกายเป็นศัตรูใหญ่สำหรับเรานะ จิตคิดอย่างนั้นไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "คิดค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เวลานี้มีแสงสว่างขึ้นไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "สว่างแต่ยังไม่เห็นเป็นภาพค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เอ้า ! ไม่เป็นไร สว่างขึ้นกว่าเก่าใช่ไหม จิตคิดดูซิว่าพระองค์เสด็จประทับอยู่ตรงไหน มีที่ประทับเฉพาะหรือว่ายืนอยู่"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "มีที่ประทับเป็นที่สูง ๆ ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ: "สูง ๆ หรือ จิตบอกว่าเป็นแท่นหรือเป็นเก้าอี้ เอาจิตเวลานี้บอก ตอบตามเรื่องของจิต"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "เป็นแท่นค่ะ"<O:p></O:p
หลวงพ่อ : "เป็นแท่นเรอะ ตามความรู้สึกของจิตบอกว่าท่านเสด็จประทับนั่งขัดสมาธิหรือว่าห้อยพระบาททั้ง ๒ ข้าง ความจริงท่านยิ้มแล้วนะ น่าจะใสขึ้นแล้วนะ ใสขึ้นหน่อยไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "สว่างขึ้นค่ะ<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "สว่างขึ้นแล้วนะ"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "แล้วห้อยพระบาทค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เออ...ถูกต้อง ถูกต้องตามนั้น กราบท่านลูก"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "จำไว้นะ ถ้าทำจิตแบบนี้ไม่ช้าก็เห็นภาพ ปลงขันธ์ ๕ อีกสักครั้งหนึ่งซิ ตั้งใจปลงขันธ์ ๕ ว่า คนที่เกิดมาในโลกทั้งหมด แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงขันธ์ ๕ อยู่ สมเด็จพระบรมครูก็ทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ เป็นผู้เลิศกว่ามนุษย์ทั้งหลาย เลิศกว่าเทวดาทั้งหมด เลิศกว่าพรหมทั้งหมด เพราะว่าทรงเป็นครูสอนทั้งคน ทั้งเทวดา และทั้งพรหม แต่ทว่าในที่สุดขันธ์ ๕ ของพระองค์ก็ต้องตกในสภาวะของธรรมดา คือ เมื่อมีความเกิดขึ้นแล้วก็แก่ไปทุกวัน<O:p</O:p
ในสมัยเมื่อองค์สมเด็จพระทรงธรรม์ยังทรงชีวิตอยู่ สมเด็จพระบรมครูก็ยังทรงมีป่วยไข้ไม่สบายเหมือนกับเรานั่นคือขันธ์ ๕ นะ และในที่สุดขันธ์ ๕ ของพระองค์ก็ดับ คือเข้าสู่พระนิพพาน และเวลานี้เราก็มีสภาพเช่นเดียวกัน คือว่าองค์สมเด็จพระพิชิตมารพระองค์ทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ ในที่สุดขันธ์ ๕ ของพระองค์ก็ต้องพัง ร่างกายของเราก็มีสภาพเช่นเดียวกัน นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะไม่ขอยึดถือขันธ์ ๕ ที่เป็นสภาวะที่เป็นปัจจัยของความทุกข์ เราเลิกกันนะ<O:p</O:p
ความเป็นคนเราก็ไม่เอา<O:p</O:p

ความเป็นเทวดาเราก็ไม่ต้องการ<O:p</O:p

เป็นพรหมเราก็ไม่ต้องการ<O:p</O:p

ขึ้นชื่อว่าวัตถุทั้งหลายที่เป็นทรัพย์สินทั้งหลายในโลกนี้ ทุกคนมักจะมัวเมาในชีวิตของตน คิดว่าร่างกายของตนจะไม่ตาย ร่างกายของตนจะไม่แก่ ในที่สุดร่างกายของตนก็ต้องตาย ต้องแก่ มีทรัพย์สินมากเท่าไรก็ไม่สามารถจะแบกไปชาติหน้าได้ ตายแล้วต่างคนต่างก็ปล่อยกันไป<O:p></O:p>
ทีนี้ในเมื่อสภาพความจริงของโลกเป็นอย่างนี้ เราก็จะไม่ยึดถืออะไรทั้งหมด คือร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี วัตถุธาตุทั้งหมดก็ดี สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะมีประโยชน์อยู่บ้าง เมื่อชีวิตของเรายังอาศัยร่างกายอยู่ เมื่อตายแล้วมันก็ไม่ตามไป เราขอตัดมันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องการมันนะ<O:p</O:p
ขอองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาโปรดประทานพระมหากรุณาธิคุณให้ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นพระรูปพระโฉมของพระองค์ แม้ไม่ชัดก็ไม่เป็นไร ดูแสงสว่างขึ้นมากไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก: "ยังไม่มากค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "มากกว่านิดไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ดีขึ้นกว่าเก่านะ เอาละตอนนี้ก็ขอทูลขอพระโอวาทแล้ว ต้องเชื่อใจนะ เวลานี้จิตเป็นทิพย์มันถูกต้องทุกอย่างแล้ว ถามว่าข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไรด้วยวิธีสั้น ๆ ให้ตรงกับอารมณ์เพื่อความเป็นอรหันต์ในชาตินี้เชื่อจิตที่รับสัมผัส จิตมีความรู้สึกบอกว่ายังไง...? บอกได้ไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ยังไม่ได้ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ยังไม่ได้นะ ก็ตั้งใจนึกถึงพระพุทธเจ้า แล้วลองนึกซิ ลองพิจารณาดูว่าเวลานี้นอกจากแสงสว่างของพระพุทธเจ้าแล้ว ยังมีแสงสว่างพิเศษอะไรบ้างไหม นอกจากแสงนั้น จุดอาจจะไม่เท่ากัน มีไหม...เอายังงี้ก็แล้วกัน ทางซ้ายเปี๊ยกน่ะ มีอะไรบ้าง...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "มีแสงค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "มีแสงหรือ...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ใจหนูมันยังสั่นอยู่ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ใจสั่น กลัวเหรอ รวบรวมกำลังใจ"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "แสงมากกว่าเมื้อกี้นี้ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ทำใจให้สบายลูก คิดว่าเวลานี้เราพบพระพุทธเจ้าเป็นของยาก และแสงข้าง ๆ น่ะ ไม่ใช่แม่ศรีนะ เห็นแม่จันแม่ของเปี๊ยกเป็นแม่ระดับที่สองรองลงมา"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ท่านแม่ยืนใช่ไหมคะ...?"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ใช่...ยืน"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ทางซ้ายค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ใช่ทางซ้ายมือ ลองนึกดูซิว่าแม่แต่งเครื่องแบบสีอะไร...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "สีเขียวค่ะ<O:p</O:p
หลวงพ่อ: "สีเขียวเหรอ บอกแม่ขอให้เห็นชัดกว่านี้ ยกมือไหว้ท่าน ตั้งใจแสดงความเคารพนะ เขาคุมมานานแล้วนี่ ขอให้เห็นเครื่องแต่งกายเอาจุดใดจุดหนึ่ง ส่วนล่างหรือส่วนบนก็ได้ อย่าเพิ่งเห็นทั่วตัว เห็นท่านไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "เห็นแต่มือค่ะ ท่านประทับยืนค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ: "เห็นยืนใช่ไหม ...มัวใช่ไหม...เอ้าดีใจตัดขันธ์ ๕ บอกแม่ช่วย ขอบารมีพระพุทธเจ้าช่วย ขอบารมีท่านแม่ช่วย ขอให้มีอารมณ์จิตแจ่มใส ขอให้มีโอกาสได้ชัด ๆ ยิ่งกว่านี้ ทำใจให้สบาย อย่าให้ใจมันสั่น ทำอารมณ์ให้เป็นสุข ถือว่าแดนนี้เป็นแดนของความสุข เราถือว่า การขึ้นมาได้แค่นี้ถือว่าเราเป็นผู้ชนะ เห็นแสงสว่างขึ้นไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ดีขึ้นแล้วค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เห็นแล้วลองบอกลักษณะรูปร่างของแม่ซิ"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ท่านผอมค่ะ องค์ท่านค่อนข้างสูงค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ค่อนข้างสูง อย่างนี้เขาไม่เรียกผอม ผอมมันก็เป็นเปรต เพรียวใช่ไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "อย่าไปเรียกผอมซี ค่อนข้างสูง พอมองเห็นใช่ไหมนี่ เห็นทั้งองค์ใช่ไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "เห็นผ้านุ่งค่ะ ท่านยืนหันหน้าเอียงไปทางหลวงพ่อ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ใช่ ๆ ยืนเฉียงนิด ๆ ดูตรงรองเท้าซิสวมอะไร...? มีเครื่องประดับข้อเท้าหรือเปล่า ? "<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ข้อเท้ามีกำไรค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "กำไลทำด้วยแก้วหรือทองคำ...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ทองค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เป็นทองเหรอ ทองแท้ ๆ หรือผสมอะไรบ้าง...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ทองเหลืองมากนะคะ วาว นิด ๆ แต่ไม่ค่อยใสค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ถามแม่ซิ กำไลเท้าเป็นทองหรือเป็นแก้ว ถามเลย ถ้าจิตบอกยังไง ก็ตอบมา"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "เป็นแก้วแล้วค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เป็นแก้วหรือใช่ ถูกต้อง ถามเขาตามนั้นนะ ต้องรักษาอารมณ์ นี่เกร็งเกินไป"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ใจมันสั่นค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ใจสั่นนี่มันเกร็งเกินไป ทีหลังทำใจสบาย ๆ นะ ไอ้แกไฟมันคอยจะดับอยู่เรื่อยนี่"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "เมื่อกี้หลวงพ่อมาใจมันสั่นค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ทีหลังทำใจสบาย ๆ ซิ พ่อไม่ได้มาฆ่าใช่ไหม พ่อมาช่วย ต้องนึกอย่างนั้นนะ ขอทุกท่านที่ไม่สามารถจะเห็นเองได้ ก็วาดภาพตามนั้น คิดว่าเราอยู่ในสถานที่นี้ ถ้าบังเอิญคนใดคนหนึ่งคิดว่าตนเองอยู่ในสถานที่ใดก็ขอให้เชื่อ เพราะวันนี้พระ และเทวดาพรหมคุมเต็มที่ ดูขึ้นมาตั้งแต่ผ้าของแม่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีอะไรหรือยัง...?" บอกว่าอยากจะต้องการเห็นชุดใหญ่ ให้แม่แต่งชุดใหญ่"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "สีเริ่มสว่างขึ้นแล้วค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ชัดขึ้นไหมลูก...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "มันออกทอง ๆ แต่ไม่ใช่สีทองเข้มนะคะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ออกทอง ๆ นะ ทองเลื่อม ๆ ไช่ไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เอ้อดูซิ ลองดูไปตามอย่างที่แป๊วเขาดูซิ ดูขึ้นเรื่อย ๆ ลักษณะผ้านุ่งลักษณะไหน...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ผ้าเป็นชุดไทยค่ะ มีเข็มขัดค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เข็มขัดหนังหรือเข็มขัดเงิน...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "เข็มขัดท่านเป็นทองวาว ๆ ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เป็นทองวาว ๆ เฉย ๆ หรือว่าเป็นอะไร ...?" ลองถามแม่เขาดูซิ"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "เป็นแก้วผสมค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "แพรวพราวนะ"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "แต่ยังไม่มากค่ะ เห็นแต่ว่าเริ่มใสขึ้นค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เอ้อ จิตเริ่มดีขึ้นแล้ว จิตตกใจมากเกินไป แล้วดูเสื้อซิ แขนสั้นหรือแขนยาว...? เอาจิตถาม มโนมยิทธิแปลว่ามีฤทธิ์ทางใจ"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "แขนยาวค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "แขนยาวเหรอ นอกจากแม่จันแล้ว ข้างหลังมีอะไรไหม...? มีความรู้สึกบอกว่ามีใครยืนอยู่สักคนไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "มีแสงแต่ว่าไม่ทราบค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "มีแสง ถามว่าแม่ศรีใช่ไหม...? แกจะเขกหัวเอ็งแล้วนะน่ะ นี่เขาแม่ใหญ่ ถามแม่จัน แม่ศรีใช่ไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ใช่ค่ะ ยืนถัดต่อไปค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ยืนยิ้มอยู่นานแล้วแกจะเขกหัวเอ็งแล้วเมื่อกี้นี้เขาบอกว่าไม่รู้หรอ สองคนแต่งตัวคล้ายคลึงกันไหม...?" ขอบารมีท่านแม่ทั้ง ๒ องค์ ขอให้เห็นชัดกว่านี้ เห็นดีขึ้นไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "สว่างขึ้นเยอะเลยค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ทีหลังคุมอารมณ์สมาธิให้ดีนะ ตั้งใจปลงขันธ์ ๕ อีก ลองปลงซิมีความรู้สึกในร่างกายเป็นอย่างไร...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "คิดว่าหนูไม่ห่วงใยในอะไรทั้งหมดแล้วต่อไปนี้"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "งั้นเหรอ มาอยู่บนนี้ อารมณ์ใจสบายดีกว่ามนุษย์หรือสบายเท่ามนุษย์"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ใจสบายกว่าค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ดีกว่านะ ถ้าอยู่กับแม่ดีกว่าอยู่มนุษย์ในโลกนะตัดสินใจว่าเราเลิกกัน ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ไอ้กฎของกรรมใด ๆ ที่ทำให้เราเป็นทุกข์ เราถือว่านั่นเป็นกฎของอกุศล กรรมที่เราทำมาก่อน เราจะใช้หนี้มัน เราจะไม่เดือดร้อนต่ออารมณ์ใดทั้งหมดที่มากระทบกระทั่งนะ แล้ววางอารมณ์เสีย แล้วก็ตอนนี้สว่างขึ้นไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "สว่าง มีความรู้สึกว่าท่านแม่ศรียิ้ม หันหน้ามาทางหนู"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เอ้อ เขายิ้มตลอดเวลา ท่านแม่จันล่ะยิ้มหรือเปล่า...? แม่ศรีแกยิ้มมานานแล้ว แกหลอกเอ็งน่ะ เอ้อถ้างั้นละก็นมัสการพระพุทธเจ้านะ ขอให้ท่านแม่ทั้งสองพาไปหาท่านปู่ ท่านย่า เดี๋ยวชนปู่ย่าตายนะนี่ เห็นแสงสว่างข้างหน้าไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "สว่างค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "สว่าง ๒ จุดใช่ไหม"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "เป็นทางยาว ๆ ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เข้าไปให้จุดว่าท่านปู่ ท่านย่าประทับอยู่ตรงไหน ขอให้ปรากฏพระพุทธรูปโฉมให้ชัดหรือไม่งั้นขอให้แสงสว่างขึ้น ถามแม่เขาก็แล้วกัน ถามซิว่าถึงหรือยัง...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ค่ะ ถึงแล้วค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ถึงแล้วเหรอ ท่านปู่ท่านย่านั่งตรงไหน ถาม ๒ แม่เลย อย่าไปถามแม่เดียว จิตบอกว่าอย่างไร...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "จิตบอกว่าท่านปู่นั่งอยู่บนแท่น"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "บนแท่น ท่านนั่งยังไง...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "นั่งห้อยขาค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ: "ห้อยกี่ข้าง...?<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ห้อยข้างเดียวค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "แล้วท่านย่าล่ะ...?"<O:p></O:p
เปี๊ยก : "ท่านย่าอยู่ทางซ้าย"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ทางซ้ายมือของท่านปู่ใช่ไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ใช่ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ตั้งใจตัดขันธ์ ๕ ใหม่ ขอบารมีพระพุทธเจ้าช่วยบารมีท่านปู่ท่านย่าช่วย บารมีท่านแม่ช่วย แล้วก็บุญบารมีใด ๆ ที่เราบำเพ็ญกุศลมาแล้วนับเป็นเวลา ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป ขอบุญบารมีทั้งหมดจงรวมตัวให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเห็นท่านปู่ท่านย่าท่านแม่ให้ชัดเจนแจ่มใส ดีขึ้นไหม...? จิตชักบอกว่าคล่องตัวขึ้นไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "จิตนิ่งกว่าเมื่อกี้นี้ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "จิตนิ่งเหรอ ความรู้สึกท่านปู่แต่งตัวอย่างไร...? ท่านแจ่มใสขึ้นไหม...?<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ท่านแต่งเป็นสีใส ๆ คล้าย ๆ สีทองค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เอ้อ..ถูก ท่านย่าล่ะ เอาจิตบอก รวบรวมกำลังใจให้เข้มแข็ง"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ท่านย่าก็แต่งสีทองละเอียด ๆ ค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เอ้อ...ดีแล้ว ทำใจให้สบาย ๆ นะ นึกถอยหลัง คำว่าถอยหลัง คิดว่ามองดูร่างกายขันธ์ ๕ ข้างล่างเราจะทิ้งมันนะ มันจะตายเมื่อไร่ก็เชิญตาย เราไม่เสียดาย อยู่บนนี้เราสุขกว่าใช่ไหม...? ในเมื่อเราอยู่บนนี้เราสุขกว่า และถ้าเรามีโอกาสที่จะอยู่ได้ ทำไม เราจำจะต้องไปห่วงร่างกาย แต่ทว่าถ้าร่างกายมันยังไม่ตาย ก็ต้องเลี้ยงดูมันเป็นธรรมดานะ เรียกว่าเราใช้หนี้ชั่วคราว ระยะไม่กี่ปีเราก็หมดหนี้แล้ว อย่างน้อยที่สุดเราก็มีโอกาสมาอยู่กับแม่ และท่านปู่ ท่านย่า ทีนี้กราบท่านซิ เข้าไปกราบท่าน ทำความเคารพท่าน นี่ไหว้แม่เขาหรือยังนี่...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "กราบแล้วค่ะ หนูกราบที่เท้าค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เออ กราบท่านปู่ ท่านย่าหรือยัง...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ค่ะ กราบแล้วค่ะ"<O:p></O:p
หลวงพ่อ : "กราบท่านปู่ ดูความรู้สึกว่าท่านปู่ยิ้มหรือว่า ท่านเอามือมาทำอะไร ? กราบตักท่านซิ เราเป็นหลานนี่"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ท่านยิ้มค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เข้าไปหาท่านย่า ความรู้สึกบอกว่าไง...?”<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ความรู้สึกว่าท่านเคยสอนหนูค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เออ...ว่าไงเหรอ"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ท่านเคยเตือนหนูว่ายังแย่อยู่มาก"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เออ วันนี้ทำใจซิลูกนะ ทำใจให้เข้มแข็ง คำว่ากลัวอะไร ก็เลิกนึกถึงมันนะ นี่เพียงแค่หลวงพ่อเดินเข้ามา แกก็ลดวูบไปแล้ว นึกถึงว่าหลวงพ่อนะต้องการให้ลูกทุกคนได้ดี ไม่ใช่ว่าจะไปฆ่าลูกนะ ทำใจให้สบาย นึกถึงว่ายิ่งอยู่ใกล้ยิ่งดี เวลานี้ตัดสินใจทำใจให้เป็นสุข เราถือว่าเราอยู่ในแดนที่เป็นสุข และก็ลองถามแม่ซิว่าวิมานของเปี๊ยกเองที่นิพพานน่ะมีไหม ท่านว่าไง...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "ความรู้สึกบอกไม่มีค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ยังไม่มี นี่แสดงว่าสมาธิมันโคลงเคลงมาก นี่เป็นอันว่าเวลานี้ใจมันยังสั่น ยังสั่นอยู่ไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "สั่นไม่มากเท่าเมื่อกี้นี้องค์ท่านปู่ท่านย่าสว่างมากเลยค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "เออ งั้นเหรอ ถ้างั้นดูปู่ย่าดีกว่า สว่างขึ้นแล้วเหรอ เห็นตัวท่านไหม...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "เห็นสว่างทั่วไปหมดเลยค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ใช่ซี หากว่าท่านเปล่งรัศมี ถ้าเราจะสามารถเห็นได้ มันสว่างเลยสบายตา ที่เราจะมองไปได้ เพราะบารมีท่านมากนะ พอเห็นพระองค์ท่านไหมตอนนี้...?"<O:p</O:p
เปี๊ยก : "เห็นค่ะ ท่านสว่างแล้วก็ยิ้มค่ะ"<O:p</O:p
หลวงพ่อ : "ใช่ ๆ รักษากำลังใจนะ ทรงกำลังใจไว้ตอนนี้ เวลานี้เอากันแค่นี้นะ เอากันแค่ท่านปู่ท่านย่า ท่านแม่ทั้งสองนะ เวลานี้พูดถึงแม่ศรี แล้วก็ท่านปู่พระอินทร์ แล้วก็ชายาของท่าน และแม่จัน ถ้าบังเอิญใครคนใดคนหนึ่งจะไปเห็นภาพท่านนอกจากสถานที่นี้นะ ต้องถือว่าใช้ได้ เพราะเทวดานี่ใช้รัศมีกายแทนตัว หรือบางทีท่านนั่งอยู่ที่เดียว ท่านอาจจะสงเคราะห์คราวเดียว คนได้ทั้งโลก"
<O:p</O:p

(จบคำแนะนำการฝึกมโนมยิทธิ)<O:p</O:p

Paang
02-05-2006, 05:03 PM
การฝึกมโนมยิทธิ<O:p</O:p

พระอาจินต์ ธมมจิตโต – ครูฝึก<O:p</O:p


คุณปรีชา เศวตประสาธน์ – ผู้รับการฝึก<O:p</O:p
<O:p</O:p
ครู : “อันดับดับแรก ขอให้ทำใจสบาย ๆ อย่าเกร็งเกินไป ไม่ต้องกำหนดลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องภาวนาแล้ว ทำใจสบาย ๆ มาก ๆ และขอให้ตัดสินใจให้ดีว่าเราเกิดมาชาตินี้ มีร่างกายอย่างนี้ ขอให้พิจารณาดูซิว่า การเกิดมามีร่างกายอย่างนี้มันมีความสุขหรือมันมีความทุกข์ สุขมากหรือว่าทุกข์ ขอให้คิดดูให้ดีสักนิดหนึ่ง เราจะได้รู้ตามความเป็นจริงว่าร่างกายของเรานี้เป็นทุกข์ ร่างกายของบุคคลอื่นก็เป็นทุกข์เช่นเดียวกัน และเราไม่ปรารถนาที่จะมีร่างกายนี้อีกต่อไป ตัดสินใจอย่างนี้เพื่อช่วยกำลังใจของเราให้มีความปลอดโปร่ง ให้มีความแจ่มใส
<O:p</O:p
และขอให้ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลความดีที่ได้เคยทำมาแล้วตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ว่า ขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่ท่านผู้มีพระคุณทั้งหมด อันได้แก่ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย และสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีความทุกข์ ขอให้ทุก ๆ ท่าน ทุก ๆ พระองค์ จงโมทนาในกุศลเจตนาของข้าพเจ้าในวันนี้ด้วย และขอให้ทุก ๆ ท่าน ได้ช่วยเป็นกำลังใจแก่ข้าพเจ้าในวันนี้ ให้มีกำลังใจแจ่มใส ขอให้รู้สึกเห็นได้ตามความเป็นจริง เมื่อตั้งใจแผ่เมตตาไปเช่นนี้แล้ว อารมณ์ใจค่อยสบายดีกว่าเมื่อสักครู่นี้ไหม…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “สบายครับ”
<O:p</O:p
ครู : “เมื่อจิตใจสบายดีแล้ว ไม่ห่วงใยสิ่งใดแล้ว ก็ขอตั้งใจนึกถึงองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกวาระหนึ่ง ขอให้พระองค์ท่านได้ทรงโปรดเมตตาปรานีแก่ข้าพระพุทธเจ้า ช่วยโปรดแผ่พระบารมีของพระองค์ ปกคลุมอทิสสมานกาย และจิตใจของข้าพระพุทธเจ้า ให้มีอารมณ์ใจแจ่มใสรู้สึกสว่างขึ้นไหมตอนนี้…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “สว่างครับ”
<O:p</O:p
ครู : “โปร่งใจขึ้นไหม…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “โปร่งครับ”
<O:p</O:p
ครู : “นี่แหละแสดงถึงว่าด้วยพระบารมีของพระองค์ท่านทรงโปรดเมตตามายังเราแล้ว เมื่อเรานึกถึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเช่นนี้แล้ว ลองใช้ความรู้สึกของใจซิว่า พระองค์นั้นอยู่ใกล้หรืออยู่ไกลหรืออยู่สูง ขอให้ใช้ความรู้สึกของใจในขณะนี้ ใจบอกว่าอย่างไร…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “อยู่ข้างหน้าครับ”
<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง ท่านนั่งหรือท่านยืนล่ะ…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “นั่ง”
<O:p</O:p
ครู : “รู้สึกเป็นพระสงฆ์หรือพระพุทธรูป…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “พระพุทธรูปครับ”
<O:p</O:p
ครู : “ดีมากเลยนะ เมื่อเห็นองค์ท่านเช่นนี้ ขอขอบคุณพระองค์ท่านที่ทรงโปรดเมตตานำจิตข้าพระพุทธเจ้าให้มีจิตใจแจ่มใส และขอให้พระองค์ท่าน ได้ทรงโปรดเมตตานำไปที่พระจุฬามณีเจดียสถานเลยนะ พอจะเห็นไหมพระจุฬามณีเจดียสถาน ถ้ารู้สึกว่าเห็นไกลขอให้น้อมใจเข้าไปใกล้ ๆ นะ ขอให้พระองค์ท่านได้ทรงโปรดเมตตานำไปให้ถึงด้วยนะใกล้หรือยัง…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “ใกล้แล้วครับ”
<O:p</O:p
ครู : “ดูซิ ลักษณะของพระจุฬามณีที่เห็นอยู่ข้างหน้านี้เป็นเช่นไร ดูซิตามความรู้สึกของใจบอกว่าอย่างไร…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : (อึ้ง)
<O:p</O:p
ครู : “มีอะไรล้อมรอบไหม…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “มี”
<O:p</O:p
ครู : “รู้สึกว่ามีอะไรล้อมรอบ…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “รู้สึกว่าเป็นกำแพงล้อมรอบครับ”
<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง ยาวไหม…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “ยาวครับ”
<O:p</O:p
ครู : “เห็นซุ้มประตูไหม…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “เห็นครับ”
<O:p</O:p
ครู : "ดูซิซุ้มประตูที่เห็นน่ะ สวยงามไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สวยครับ
<O:p</O:p
ครู : "เป็นแก้วหรือเป็นทองล่ะ...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เป็นแก้วครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เอาละ เข้าไปในซุ้มเลยนะ ขออนุญาตผู้ที่รักษาประตูเข้าไป ขอเข้าไปในเขตภายในพระจุฬามณีเจดียสถาน มีประตูตรงฐานพระจุฬามณีไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "มีครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ใหญ่ไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ใหญ่ครับ"
<O:p</O:p
ครู : "สูงไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สูงครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เอาละขอเข้าไปเลยนะ อย่าลังเลใจนะ ตัดสินใจว่าลูกขอตั้งใจ ขอเข้าไปกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภายในเขตจุฬามณีเจดียสถาน ขอพระองค์ท่านช่วยโปรดสงเคราะห์เป็นกำลังใจแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยนะ พระองค์ประทับที่ใดในเขตพระจุฬามณีแห่งนี้ ขอได้โปรดเมตตา ปรากฏพระรูปพระโฉมของพระองค์ให้ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยนะ เห็นหรือยังตอนนี้...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "อยู่สูงไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สูงครับ"
<O:p</O:p
ครู : "สว่างขึ้นไหมเมื่อเข้ามาภายในพระจุฬามณีแห่งนี้...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สว่างครับ"
<O:p</O:p
ครู : "สบายใจขึ้นไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สบายใจครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เห็นตัวเราไหมเมื่ออยู่ข้างบนนี้...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เปลี่ยนครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ตัวเล็กหรือตัวใหญ่...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เล็ก"
<O:p</O:p
ครู : "มีเครื่องทรงบ้างไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "มี"
<O:p</O:p
ครู : "เป็นแก้วหรือเป็นทอง...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เป็นแก้ว"
<O:p</O:p
ครู : "ดีมากนะ เพราะฉะนั้นขอกราบพระพุทธองค์ซึ่งอยู่ในเขตภายในพระจุฬามณีเจดียสถานแห่งนี้ ขอขอบพระคุณ และขอแสดงคารวะทุกท่าน มีใครยืนอยู่ใกล้ ๆ เราไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "หลวงพ่อ"
<O:p</O:p
ครู : "ดีมากนะ กราบขอบพระคุณหลวงพ่อ ที่โปรดเมตตานำลูกขึ้นมา และขอให้หลวงพ่อนำไปกราบทุก ๆ ท่าน ซึ่งอยู่ในเขตนี้ เห็นเยอะไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เยอะครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ไปกราบท่านทุก ๆ พระองค์นะ เราจะได้มีความเคยชิน เมื่อเราได้ขึ้นมาบนนี้แล้วไปกราบท่าน กราบให้ทั่วเลยนะ ท่านนั่งอยู่ตรงไหนเราก็สามารถกราบท่านได้ ไม่ต้องเกรงกลัวท่านนะ ท่านมีความใจดี สว่างไหม แต่ละองค์ ๆ น่ะ...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สว่างครับ"
<O:p</O:p
ครู : "มีผู้หญิงบ้างไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "มีครับ"
<O:p</O:p
ครู : "แต่งตัวกันสวย ๆ ไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สวยครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ตอนนี้ขอให้เข้าไปในหมู่ที่ท่านนั่งเยอะเลยนะ ไม่ต้องกลัวท่านนะ เข้าไป จะได้กราบท่านมาก ๆ ท่านนั่งตั้งแถวยาวเพียงใดเราพยายามกราบให้หมดเลยนะ จะได้ทั่วถึงทุก ๆ องค์ องค์ไหนสว่างที่สุดพยายามเข้าไปหาองค์นั้นนะ มีไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "มี"
<O:p</O:p
ครู : "นั่งมองท่านสักครู่หนึ่งนะ เพื่อเป็นกำลังใจของเราให้ผ่องใส องค์นั้นสว่างมากไหม เป็นแก้วหรือยังตอนนี้...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เป็นแล้ว"
<O:p</O:p
ครู : "ทั้งองค์ไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ทั้งองค์"
<O:p</O:p
ครู : "ดูไว้นะ อย่าใช้กำลังใจหนักนะ อย่าเกาะร่างกายปล่อยมันเสีย เราขึ้นมาได้แล้วด้วยกำลังใจของเรา อย่าเกาะร่างกายอีก ห่วงไหมร่างกาย...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ไม่ห่วง"
<O:p</O:p
ครู : "ดีมาก กำลังใจดีนะ ต่อไปก็จะขอพาไปดูภายในพระจุฬามณีสถานอีกจุดหนึ่ง ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าได้มีโอกาสเห็นพระเขี้ยวแก้ว และพระเมาฬีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระจุฬามณีสถานนี้ด้วยนะ ขอให้มีโอกาสได้เห็นตามความเป็นจริงพระพุทธเจ้าข้า เห็นไหมครับ...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เป็นไง ลักษณะที่เห็นข้างหน้า ดูซิว่ามีสิ่งใดใส่พระเขี้ยวแก้ว"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นอยู่ในพาน"
<O:p</O:p
ครู : "พระพุทธองค์ประทับอยู่ตรงนั้นด้วยไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "อยู่ครับ"
<O:p</O:p
ครู : "กราบท่านเลยนะ กราบใกล้ ๆ พาน กราบใกล้ ๆ พระพุทธองค์นะ เห็นท่านชัดขึ้นไหมตอนนี้...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ชัดครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เห็นใบหน้าท่านไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ดูไว้นะ พระเมาฬีที่อยู่บนพานมีความสวยสว่างเพียงใด เห็นแล้วชื่นใจเพียงใด เรามีโอกาสจะเห็นได้ยากน่ะ ขออาราธนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และด้วยอานุภาพของพระเมาฬี ได้โปรดแผ่พระบารมีครอบคลุมจิตใจ และอทิสมานกานของลูกด้วย เพื่อช่วยให้แจ่มใสยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะ ลูกไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากพระนิพพานเท่านั้น ต่อไปขอไปพระนิพพานเลยนะ ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โปรดพาไปที่นิพพานตามพระองค์ท่านไปนะ เห็นวิมานสักหลังไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เข้าไปใกล้ ๆ นะ เข้าไปที่วิมานที่เห็นอยู่ไม่ไกลนักเข้าไปให้ถึง เข้าไปตรงนั้น ตัดสินใจให้เด็ดขาดนะ ว่าชาตินี้ขอเป็นชาติสุดท้ายสำหรับข้าพระพุทธเจ้า ไม่ปรารถนาในการที่จะมีร่างกายอีกต่อไป ร่างกายอันแสนสกปรก ไม่ต้องการ เข้าไปหาองค์สมเด็จฯ นะ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เรานี่แล้ว เข้าไปหาท่านนะ น้อมใจเข้าไปทำได้ไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ได้ครับ"
<O:p</O:p
ครู : "กราบท่านหรือยัง...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "กราบแล้ว ท่านนั่ง"
<O:p</O:p
ครู : "นั่งแบบไหน...?
"<O:p</O:p
ศิษย์ : "ห้อยพระบาท"
<O:p</O:p
ครู : "ถูกต้อง ดีมากนะ เข้าไปแล้วสว่างดีไหม เข้าไปให้ถึง ตั้งใจเข้าไปอีกหน่อย อย่าห่วงร่างกายนะ ถ้าความรู้สึกยังห่วงลมหายใจอยู่จงปล่อยมันเสีย มันหนัก เราเอาใจไป เห็นตัวเราเองชัดขึ้นไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "มีเครื่องทรงไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "มี"
<O:p</O:p
ครู : "ดูซิ มีชฎาใส่ไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "มี"
<O:p</O:p
ครู : "นั่นแหละตัวเราจริง ๆ ตัวนั้นเขาเรียก อทิสสมานกาย ขอให้ยอมรับความเป็นจริงว่ากายนั้นเป็นกายจริง ๆ ของเรา ไม่ใช่กายเนื้อ เมื่อกายเนื้อตายไปแล้ว ไม่มีอะไรเหลือให้ทรงสภาพเป็นร่างกายอีกต่อไป แต่กายนี้แหละ คือกายจริง ๆ ของเรา ยังทรงอยู่ไม่สูญหายไปไหน กายเราเป็นแก้วอย่างนี้ ตัดความห่วงใยในร่างกายเสียให้หมดนะ ตัดสินใจให้แน่นอนว่า เราขอปรารถนาพระนิพพาน ขอบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขอได้โปรดเมตตาแผ่พระบารมี ครอบคลุมจิตใจ และอทิสสมานกายของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อความผ่องใสด้วยนะ ลูกตั้งใจแน่นอนขอมาพระนิพพานในชาตินี้
<O:p</O:p
ต่อไปขออาราธนาบารมีของพระองค์ท่าน ขอได้โปรดนำไปที่วิมานของข้าพระพุทธเจ้าบนพระนิพพานแห่งนี้ ขึ้นไปให้ถึงที่วิมานของเรานะ ขึ้นไหวไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ไหวครับ"
<O:p</O:p
ครู : "สว่างขึ้นไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สว่างครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เป็นไง วิมานหลังใหญ่ไหม กว้างขวางไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ใหญ่ครับ สูงครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เข้าไปข้างในเลยนะ เข้าไปในวิมานของเราพยายามเข้าไปให้ได้ เมื่อเข้าไปในวิมาน ก็หาที่นั่งของเราเองซึ่งอยู่ในเขตวิมานของเรา ตั้งใจแน่นอนว่าเราขอตัดสินใจมานิพพาน ไม่ขอห่วงใยร่างกายอีก ร่างกายเป็นทุกข์ข้าพเจ้าไม่ขอห่วงใย ร่างกายที่มีภาระอันหนัก ข้าพเจ้าไม่ขอห่วงใย ตายเป็นตาย ตายเมื่อใดขอมาพระนิพพาน กราบองค์สมเด็จท่านอีกครั้งหนึ่งซึ่งท่านอยู่ใกล้ ๆ เราแล้วขณะนี้ เห็นท่านชัดขึ้นไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ชัดครับ"
<O:p</O:p
ครู : "สว่างไหมครับ รัศมีกายของพระองค์ท่าน...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สว่าง"
<O:p</O:p
ครู : "และขออาราธนาบารมีท่านอีกครั้งหนึ่งนะ ขอฉัพพรรณรังสีของพระองค์ท่านได้แผ่ปกคลุมอทิสสมานกายของข้าพระพุทธเจ้า ให้มีความแจ่มใสยิ่งขึ้น ดูใหม่ซิ ตอนนี้ร่างกายเราผ่องใสขึ้นไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ผ่องใสครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ดีนะ แสดงว่าเรารักนิพพานจริง ๆ มีความไม่อาลัยในชีวิตจริง ๆ เรามีความสุขฉันใดขอตั้งใจแผ่เมตตาให้บุคคลอื่นบ้าง ขอให้ทุก ๆ ท่านที่มีความทุกข์ขอจงมีความสุขเช่นเดียวกับข้าพเจ้า ตลอดจนผู้มีพระคุณก็ขอตั้งใจอุทิศให้ทั้งหมด จะเป็นบิดา มารดา เทวดา และพรหมทั้งหมด ก็ขอตั้งใจให้เช่นเดียวกัน และขอตั้งใจมาพระนิพพานเช่นเดียวกับทุกท่านมาถึงพระนิพพานแล้ว เป็นไง เห็นตัวเองชัดขึ้นไหม...?"

ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เห็นสว่างขึ้นไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สว่างครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ดูให้ทั่วสรรพางค์นะ นั่งให้สบายนะ บนที่นั่งของเรา จะดูด้านไหนก็ได้ นั่งไปก็ดูไป รอบ ๆ วิมานของเรา มีความสวยงามประการใด ทั่วบริเวณทั้งภายนอกและภายใน มีเสา เห็นเสาไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็น"
<O:p</O:p
ครู : "เป็นไงสูงไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สูง"
<O:p</O:p
ครู : "มีลวดลายไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "มี"
<O:p</O:p
ครู : "เห็นเพดานไหม มีเครื่องประดับบนเพดานไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็น"
<O:p</O:p
ครู : "เห็นแท่นที่ประทับขององค์สมเด็จไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็น"
<O:p</O:p
ครู : "เป็นไงสวยดีไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สวย"
<O:p</O:p
ครู : "เป็นแก้วหรือเป็นทอง...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เป็นแก้ว"
<O:p</O:p
ครู : "เอาละ ดูไว้นะ ดูให้ทั่ว ๆ เลยนะ ดูตัวเราบ้าง ดูตัวองค์สมเด็จบ้าง จิตใจก็ตั้งใจแน่นอนว่า พระนิพพานมีความสุขอย่างนี้เราไม่ขอไปที่ไหนอีกแล้ว นอกจากพระนิพพานเท่านั้นไม่ปรารถนาความเป็นเทวดา ไม่ปรารถนาแห่งการเป็นพรหมอีกต่อไป มนุษย์เราก็ไม่ต้องการอีกแล้ว มีพระนิพพานเท่านั้น พยายามตัดสินใจอีกนิดหนึ่ง พิจารณาดูให้ดี ตัดความห่วงใยในร่างกายเสียให้ดี ร่างกายนั้นเป็นเพียงธาตุ ๔ เท่านั้น เกาะกุมคุมเป็นร่างกายอยู่ ไม่ช้าไม่นานร่างกายจะต้องตาย เมื่อตายแล้วก็เน่าเปื่อยไปผุพังไป สลายตัวไปในที่สุด ไม่ยืนยงคงอยู่ตลอดกาลตลอดสมัย ให้เป็นรูปร่างที่เราเคยเห็นอีก ไม่มีสิ่งใดเหลือเลย แม้แต่นิดเดียวนะ สลายไปกับกองไฟทั้งหมดทั้งสิ้น
<O:p</O:p
ความจริงเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้นตัดสินใจให้ดีว่าเราปรารถนาอย่างเดียวคือพระนิพพานนะ เข้าไปกราบขอพรองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จิตใจของข้าพระพุทธเจ้ามีความรักมีความยึดมั่นในพระรัตนตรัย ถ้าปรารถนาพระนิพพานก็ขอให้จงได้สมปรารถนา เห็นพระองค์ท่านไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ท่านแย้มพระโอษฐ์สักนิดไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "แย้มครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ดีมากอยู่ใกล้ ๆ ท่านมีความสุขดีไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ดีครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ดูเครื่องทรงของพระองค์ให้ถ้วนถี่ และชื่นชมพระบารมีของพระองค์ให้ทั่วถึง ท่านนั่งห้อยพระบาทสองข้างหรือข้างเดียว...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ข้างเดียว"
<O:p</O:p
ครู : "ดีมาก ถูกต้องแล้วนะ ข้างขวาหรือข้างซ้าย...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ห้อยข้างขวา"
<O:p</O:p
ครู : "ดูซินิพพานกว้างขวางไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "กว้างขวาง"
<O:p</O:p
ครู : "วิมานของเราใหญ่ไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ใหญ่ครับ"
<O:p</O:p
ครู : "นี่แหละวิมานของเรา ซึ่งเราเห็นแล้วจะได้มีความสุขใจ ต่อไปนี้ก็จะพาไปยังวิมานขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ปัจจุบันอีกครั้งหนึ่ง ขอพระองค์ท่านได้ทรงโปรดเมตตาปรานีนำไปด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า เห็นหรือยัง...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เห็นพระองค์ท่านนั่งสูงกว่าเดิมหรือต่ำกว่าเดิม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สูงครับ"
<O:p</O:p
ครู : "องค์เล็กหรือองค์ใหญ่"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "องค์ใหญ่"
<O:p</O:p
ครู : "สว่างไสวขึ้นไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สว่าง"
<O:p</O:p
ครู : "ดูซิฉัพพรรณรังสีของพระองค์ท่านที่เปล่งออกมาล้อมรอบพระองค์ท่านนั้น สว่างไสวเพียงใด ดูให้ชื่นใจ ณ บัดนี้ เพราะว่าเป็นโอกาสที่เห็นยากทีเดียวนะ ฉัพพรรณรังสีของพระองค์ท่านซึ่งเปล่งเป็นประกายใสสว่างขณะนี้ ดูให้ชื่นใจนะตรงไหนมีดวงกลม ๆ มีบ้างไหม...?
<O:p</O:p
ศิษย์ : "มีที่เศียรครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ดูให้ชื่นใจ ดูไปก็ตั้งใจอธิษฐานไว้เลยนะว่า พระนิพพาน ข้าพระพุทธเจ้ามีความปรารถนาแน่นอน ตอนนี้ก็ไม่ขอห่วงใยอะไรอีกแล้ว ร่างกายเราก็ไม่ขอห่วงใยใคร ๆ ก็ไม่ขอห่วงใย จิตใจสบายดีไหม...?
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สบายดีครับ"
<O:p</O:p
ครู : "โปร่งดีนะ พระนิพพานมีความโปร่งอย่างนี้นะ ต่อไปจะพาไปที่วิมานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระพุทธกัสสป ขอกราบลาท่านนะ กราบขอบพระคุณท่านที่โปรดเมตตานำมาภายในเขตวิมานของพระองค์ท่าน ขอพระองค์ท่านได้โปรดนำไปยังวิมานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระพุทธกัสสปด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ไปไหวไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ไหวครับ"
<O:p</O:p
ครู : "วิมานพระองค์ท่านใหญ่ไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ใหญ่ครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ใหญ่นะ เข้าไปกราบท่านนะ ขออาราธนาบารมีท่าน ขอได้ช่วยโปรดเมตตาปรากฏพระรูปพระโฉมของพระองค์ท่านให้ผ่องใสชัดเจนด้วยนะ เห็นท่านหรือยัง...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เป็นไง สวยไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สวยครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เก่งมาก กราบพระคุณท่านนะ ขอชมพระบารมีท่านสักครู่หนึ่งให้อิ่มใจ สบายใจ ที่ได้มีโอกาสมากราบพระพุทธองค์ท่าน สว่างไหม รอบ ๆ พระองค์ท่าน...?"<O:p</O:p
ศิษย์ : "สว่างไสวมาก"
<O:p</O:p
ครู : "เข้าไปนั่งตรงข้างหน้าข้างใดซิครับ เข้าไปได้ ไม่ต้องกลัวนะ ไปอยู่ข้างหลังท่านก็ได้ มีใครแวดล้อมพระองค์ท่านบ้างไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "มี"
<O:p</O:p
ครู : "กราบท่านทุกองค์นะ ท่านมีความสุขแล้ว เราถือโอกาสนี้ไปกราบท่านทุก ๆ พระองค์นะ เป็นไงเห็นใครบ้างไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ไปกราบท่านอีกนะ ไม่ต้องกลัวท่านนะ เข้าไปหาท่าน เป็นไงสบายใจขึ้นอีกไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สบายใจครับ"
<O:p</O:p
ครู : "ก็เป็นที่มั่นใจแล้วนะว่า เราสามารถมาพระนิพพานได้ เราจึงสบายใจเช่นนี้ มั่นใจไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "มั่นใจครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เอาละตอนนี้ก็อยู่ใกล้ ๆ พระพุทธองค์อย่างนี้นะอยู่ใกล้ ๆ ท่าน และทุก ๆ พระองค์ที่แวดล้อมพระองค์ท่านอยู่นะ เห็นตัวเราชัดขึ้นหรือยัง...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ชัดครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เห็นด้านหนังของตัวเราไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เห็นครับ"
<O:p</O:p
ครู : "มีเครื่องทรงใส่สวยงามใช่ไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ครับ"
<O:p</O:p
ครู : "เอาละอยู่กับพระองค์ท่านก่อนนะ"
<O:p</O:p
<O:p</O:p(จบคำแนะนำการฝึกมโนมยิทธิ)<O:p</O:p

Paang
02-05-2006, 05:59 PM
การฝึกท่องเที่ยวตามภพต่าง ๆ


คุณสมพร บุญรเกียรติ - ครูฝึก<O:p</O:p

<O:p</O:p
ครู : "ขอให้ทุกท่านตัดสินใจว่าการที่เรามาปฏิบัติพระกรรมฐานในวันนี้ ก็เพื่อหวังมรรคผลนิพพานเป็นสำคัญ บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหมดเห็นจริงตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมครูทุกประการแล้วว่า การเกิดเป็นมนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ทั้งกายและใจ มีความยุ่งยากนานาประการ และร่างกายของข้าพระพุทธเจ้านี้เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วไม่ช้าก็เดินเข้าไปหาความแก่ ขณะที่ดำรงชีวิตอยู่ก็มีการป่วยไข้ไม่สบาย ประสบกับอารมณ์ไม่สมหวังนานาประการ บางครั้งก็ถูกเขากลั่นแกล้ง ด่าว่าหรือถูกนินทา มีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ และสิ่งสุดท้ายที่ทุกคนหนีไม่พ้นก็คือความตาย

<O:p</O:p
เมื่อร่างกายนี้ตายไปเราก็ไม่สามารถจะแบกเอาไปได้ ร่างกายของบุคคลอื่นอันเป็นที่รักเราก็แบกเขาเอาไปไม่ได้ ทรัพย์สมบัติแม้ชิ้นเดียวหรือเงินทองแม้แต่บาทเดียว เราก็ไม่สามารถจะแบกเอาไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าร่างกายของข้าพระพุทธเจ้านี้พังเมื่อใด ขอตัดสินใจเข้าสู่พระนิพพานตามองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว
<O:p</O:p
ด้วยอำนาจพระบารมีขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่าน ขอได้ทรงโปรดประท่านพระมหากรุณาธิคุณ แสดงพระวรกายของพระองค์ในสภาวะพระนิพพานให้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหมดรับสัมผัสได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการด้วยเถิดพระพุททธเจ้าข้า ขณะนี้ความรู้สึกของทุกท่านว่าพระพุทธองค์ประทับอยู่ข้างหน้าพวกเราหรือเปล่าค่ะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "อยู่ครับ"

<O:p</O:p
ครู : "เมื่ออยู่แล้วกราบนมัสการพระองค์ท่านหรือยังคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "กราบแล้ว"

<O:p</O:p
ครู : "ขณะที่กราบนมัสการ วันนี้พระพุทธองค์ประทับนั่งหรือนอน หรือยืน...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ประทับนั่ง"

<O:p</O:p
ครู : "พระพุทธเจ้าของเราเข้าสู่พระนิพพานไปสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว กายเนื้อของพระองค์ถูกเผาไปแล้ว แต่จิตหรืออทิสสมานกายของพระองค์อยู่บนพระนิพพานตามสภาวะ ความเป็นจริงแล้ว เวลาพระองค์ประทับอยู่ที่วิมานของพระองค์ ท่านแต่งองค์อย่างไร ขอให้ข้าพระพุทธเจ้ารับสัมผัสได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้าแล้วทั้งหมดขอกราบแทบพระยุคลบาทขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ขณะที่กราบลงไป ความรู้สึกของใจว่าขณะนี้พระพุทธองค์แต่งองค์แบบไหนคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ทรงเครื่องพระนิพพาน"

<O:p</O:p
ครู : "สวยไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "สวยค่ะ"

<O:p</O:p
ครู : "ความรู้สึกเครื่องแต่งกายของพระองค์ออกสีอะไรคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "สีขาวมีประกาย"

<O:p</O:p
ครู : "ขณะนี้พระองค์แย้มพระโอษฐ์ไหมคะ...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ยิ้มนิด ๆ "

<O:p</O:p
ครู : "หลวงพี่มีความรู้สึกพระพุทธองค์แย้มพระโอษฐ์ไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์(พระ) : "ยิ้มน้อย ๆ "

<O:p</O:p
ครู : "ขณะที่เราอยู่ต่อหน้าพระองค์ท่าน ตัดสินใจว่าข้าพเจ้าจะรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์นับตั้งแต่วันนี้จนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบัน สำหรับพระสงฆ์ที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ถือว่าเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ ต้องรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ โดยเคร่งครัด และขณะที่ดำรงชีวิตอยู่จะทำงานทุกอย่างตามหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้าร่างกายนี้ตายเมื่อใด การเกิดเป็นคนก็ดี เทวดาหรือพรหมก็ดี ข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่พึงปรารถนา ขอติดตามพระองค์มาอยู่บนแดนพระนิพพานแต่เพียงอย่างเดียว ด้วยอำนาจพระบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา ขอได้ทรงโปรดประทานพระมหากรุณาธิคุณให้ข้าพระพุทธเจ้ารับสัมผัสอทิสสมานกายของข้าพระพุทธเจ้าแต่ละคนที่อยู่ต่อหน้าพระพุทธองค์บนพระนิพพานขณะนี้ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า แต่ละคนดูซิคะว่าแต่งตัวยังไงเหมือนกายเนื้อข้างล่างที่นั่งอยู่ที่วัดท่าซุงหรือเปล่า...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ไม่เหมือนแต่งตัวสวย"

<O:p</O:p
ครู : "หลวงพ่อแต่งตัวเป็นพระสงฆ์หรือเปล่าคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์(พระ) : "ไม่ได้แต่ง"

<O:p</O:p
ครู : "แต่งเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "แต่งเป็นชาย"

<O:p</O:p
ครู : "ให้ทุกคนขอดูอทิสสมานกายเวลาที่อยู่ที่วิมานพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน กับกายเนื้อที่อยู่ในเมืองมนุษย์อันไหนสวยกว่ากัน...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "อยู่ข้างบนสวยกว่า"

<O:p</O:p
ครู : "ภายในบริเวณวิมานพระพุทธเจ้ากว้างขวางหรือแคบคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "กว้างค่ะ"

<O:p</O:p
ครู : "นอกจากสมเด็จพระพุทธองค์แล้ว มีใครเสด็จมาอีกไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "มี"

<O:p</O:p
ครู : "มากหรือน้อยคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "เสด็จมากันมาก"

<O:p</O:p
ครู : "ทั้งหมดให้แยกกายตัวเองที่แต่งตัวสวย ๆ ให้มีปริมาณเท่ากับทุก ๆ พระองค์ที่เสด็จมาทั้งหมด แล้วกราบนมัสการท่านพร้อมกันทั้งหมดด้วย อาศัยบารมีพระพุทธเจ้าท่านช่วย กราบได้ไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "กราบแล้ว"

<O:p</O:p
ครู : "มีความรู้สึกว่ามีใครอยู่ใกล้ ๆ เราไหมคะ...?"


<O:p</O:p
ศิษย์ : "หลวงพ่อ"

<O:p</O:p
ครู : "วันนี้หลวงพ่อแต่งตัวยังไงคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "แต่งคล้ายพระพุทธองค์"

<O:p</O:p
ครู : "หลวงพ่อใส่แว่นไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ไม่ใส่ค่ะ"

<O:p</O:p
ครู : "กราบระลึกถึงพระคุณท่าน เพราะท่านเป็นผู้นำความรู้การฝึกมโนมยิทธิมาสอนเรา ทำให้เราขึ้นมารับสัมผัสว่าแดนพระนิพพานมีจริง ไม่สูญอย่างที่เขาพูดกัน ขณะที่กราบท่านมีความรู้สึกรักเคารพและผูกพันกับองค์ท่านมาก่อนไหม...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "รู้สึกคุ้น ๆ กับท่านมาก่อน"

<O:p</O:p
ครู : "ใจอยากจะเรียนท่านว่าอะไรขณะนี้...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "เรียกท่านพ่อ"

<O:p</O:p
ครู : "เพื่อความมั่นใจ ถ้าในอดีตชาติ เราเคยเกิดเป็นลูกองค์หลวงพ่อ ขอให้ท่านได้มีพระเมตตายกมือให้ลูกได้ทราบ"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ยกค่ะ"

<O:p</O:p
ครู : "เราจะได้มั่นใจว่าในอดีตชาติเราเคยเกิดเป็นลูกหลวงพ่อถึงได้ติดตามมาฝึกวิชานี้ เมื่อเรารู้จักท่านพ่อในอดีตแล้ว ขออัญเชิญท่านแม่ที่เป็นคู่บารมีขององค์หลวงพ่อมาทุกชาติ ขอได้ทรงโปรดเสด็จประทับข้างหลวงพ่อให้ลูกได้กราบด้วยเถิดพระเจ้าข้า ท่านเสด็จมาหรือยังคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "มาแล้ว"

<O:p</O:p
ครู : "ขอกราบแทบพระบาท แล้วกราบบนตักท่าน"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "กราบแล้ว"


<O:p</O:p
ครู : "พอกราบบนตักท่านแม่ทำอย่างไรคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ท่านลูบศีรษะ"

<O:p</O:p
ครู : "มีความรู้สึกว่าท่านแม่มีความรักเมตตาห่วงใยมีความหวังดีต่อลูกไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "มีเมตตามาก"

<O:p</O:p
ครู : "หลวงพ่อท่านบอกว่าใครจะมีพระคุณ เกินแม่ไม่มีอีกแล้ว กราบถามท่านแม่ว่าจะกลับลงมาเกิดในเมืองมนุษย์อีกไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ไม่ลงมาเกิดอีกแล้ว"

<O:p</O:p
ครู : "ก็แสดงว่าท่านแม่ของลูกอยู่บนพระนิพพานแล้ว ท่านดีใจไหมคะวันนี้ลูกขึ้นมาถึงพระนิพพานกราบท่านได้"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ดีใจมากค่ะ"

<O:p</O:p
ครู : "หลวงพ่อท่านบอกว่าทั้งพระ ทั้งพรหม และเทวดา ถ้าในอดีตชาติเราเคยเกิดเป็นลูกท่านแม้แต่เพียงชาติเดียว ท่านจะถือว่าเป็นลูกท่านตลอดไปคอยช่วยเหลือเราตลอดเวลา ถ้าไม่เกินกฎของกรรม กราบถามพระนามสั้น ๆ ที่หลวงพ่อเรียกท่านแม่มาทุกชาติว่าชื่ออะไร...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ท่านแม่ศรี"

<O:p</O:p
ครู : "ถูกต้อง ต่อไปนี้ให้จำท่านแม่ไว้ เวลาไปที่ใดขอบารมีให้ท่านช่วยนำไปจะได้คล่องขึ้น วันนี้วิมานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังใหญ่หรือหลังเล็ก และทำด้วยอะไร...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ใหญ่มากครับ ทำด้วยเพชร สวยมาก"

<O:p</O:p
ครู : "เป็นการพิสูจน์แล้วว่า แดนพระนิพพานไม่สูญอย่างที่บางคนพูดกัน คำว่าสูญ ต้องไม่มีอะไรเลย นี่วิมานของพระองค์ก็มี พระองค์แย้มพระโอษฐ์แต่งองค์ทรงเครื่องพระนิพพาน เราก็รับสัมผัสได้ แม้กระทั่งจิตหรืออทิสสมานกายของตัวเราเองออกจากร่างอยู่ต่อหน้าพระพุทธองค์ เราก็รับสัมผัสได้ ความรู้สึกของจิตเวลาอยู่บนพระนิพพานเป็นอย่างไร...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "สบาย รู้สึก โปร่ง"

<O:p</O:p
ครู : "สมอย่างที่พระพุทธองค์ตรัสว่า นิพพานัง ปรมังสุขัง นิพพานเป็นสุขสุด จริงไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "จริงค่ะ"

<O:p</O:p
ครู : "ขอให้ทุกคนขอบารมีขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ขอหลวงพ่อ ท่านแม่ช่วย ขอรับสัมผัสแดนพระนิพพานทั้งหมดว่ามีวิมานมากหรือน้อยเพียงใด...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "มีวิมานมาก"

<O:p</O:p
ครู : "แต่ละวิมานสว่างไสวหรือมืด...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "สว่างมาก สวยไปหมดเลย"

<O:p</O:p
ครู : "เหมือนความสว่างในเมืองมนุษย์ไหม...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ไม่เหมือน สว่างเป็นประกาย"

<O:p</O:p
ครู : "ให้ทุกคนนึกถึงผลบุญที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ ถ้าข้าพระพุทธเจ้ามีวิมานอยู่บนพระนิพพาน ขอองค์สมเด็จพระบรมครู ขอหลวงพ่อ ท่านแม่ช่วยสงเคราะห์นำลูกไปวิมาน และเห็นทรัพย์สมบัติในวิมานได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการ เพื่อความมั่นใจที่จะกลับมาทำความดีในเมืองมนุษย์เพื่อให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า มีความรู้สึกว่ามีวิมานไหมคะ...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "มีหลังคายอดแหลมวิมานทำด้วยแก้ว"

<O:p</O:p
ครู : "เข้าไปในวิมานอันเป็นสมบัติของเรา ถ้าตายไปจากชาตินี้ เข้าไปได้ไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "เข้าไปได้ มีเตียงนอนทำด้วยแก้วผสมทอง"

<O:p</O:p
ครู : "ลองขึ้นไปนอนบนเตียงว่าจะลื่นหล่นลงมาไหม...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ไม่หล่น นอนได้ มีที่นอนหมอนมารองรับ"

<O:p</O:p
ครู : "นอนสบายไหม ถ้าไม่หล่นลงมาแสดงว่ากำลังใจเข้มแข็งพอ ถ้าตายก็สามารถขึ้นมาอยู่บนพระนิพพานได้ เป็นการวัดกำลังใจเราเอง องค์หลวงพ่อท่านแม่เสด็จมาไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "มาค่ะ"

<O:p</O:p
ครู : "มีทรัพย์สมบัติในวิมานไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "มีมากคะ"

<O:p</O:p
ครู : "ทรัพย์สมบัติพร้อมด้วยวิมานเกิดจากผลบุญที่เราทำมาทั้งหมด ทีนี้เวลาทำบุญแล้ว ถ้าต้องการเห็นสิ่งใด ก็ตั้งจิตอธิษฐานขอเห็นสิ่งนั้นมีที่วิมานหรือไม่ เวลานี้ให้ทุกคนลองเทียบดูตัวเราในเมืองมนุษย์ พร้อมด้วยบ้านที่อยู่กับวิมานของพระนิพพาน และอทิสสมานกายที่ออกจากกายเนื้อ อันไหนสวยสดงดงามกว่ากัน...?"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ข้างบนสวยกว่า"

<O:p</O:p
ครู : "เห็นอย่างนี้แล้ว ถ้าร่างกายเนื้อในเมืองมนุษย์ตายเมื่อใดยังจะเสียดายร่างกายของเราเองหรือห่วงใยอาลัยอาวรณ์ในร่างกายของบุคคลอื่นอันเป็นที่รักอีกไหม หรือห่วงทรัพย์สมบัติในเมืองมนุษย์ไหม...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ไม่เสียดาย ไม่ห่วงใย"

<O:p</O:p
ครู : "ฉะนั้นก็ตัดสินใจว่า ถ้ากลับลงไปในเมืองมนุษย์ขณะที่ดำรงชีวิตอยู่จะทำงานตามหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้ากายเนื้อพังเมื่อใดขอติดตามองค์สมเด็จพระบรมสุคตขึ้นมาอยู่ที่วิมานบนพระนิพพานแต่เพียงอย่างเดียว"
<O:p</O:p

<O:p</O:p
ไปเที่ยวพรหม
<O:p</O:p

ครู : "ต่อไปนี้จะพาไปแดนพรหม พรหมมีอยู่ ๒ ประเภท คือ รูปพรหมกับอรูปพรหม ให้ทุกคนเอาจิตจับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระพิชิตมารที่ทรงเครื่องพระนิพพานใสเป็นแก้วประกายพรึกทั้งองค์ แล้วขอบารมีหลวงพ่อ ท่านแม่ ขอไปแดนรูปพรหมที่แบ่งเป็นชั้น ๆ ทั้งหมด ๑๖ ชั้น ขอรับสัมผัสว่าพรหมแบ่งเป็นชั้น ๆ จริงหรือไม่ มีวิมานมากหรือน้อยเพียงใด...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "แบ่งเป็นชั้น แต่ละชั้นมีวิมานมาก"

<O:p</O:p
ครู : "ขอไปแดนพรหมชั้นที่ ๑๖ โดยขอบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงพ่อ ท่านแม่ ขอไปกราบท่านสหัมบดีพรหม ท่านเป็นใหญ่คุมพรหมทั้งหมด ๑๖ ชั้น ถึงหรือยังคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ถึงแล้ว"

<O:p</O:p
ครู : "กราบท่านสหัมบดีพรหมหรือยัง...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "กราบแล้ว"

<O:p</O:p
ครู : "ท่านสหัมบดีพรหมแต่งองค์เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "แต่งเป็นผู้ชาย"

<O:p</O:p
ครู : "แต่งเหมือนคนในเมืองมนุษย์หรือเปล่าคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ไม่เหมือน แต่งตัวสวยเป็นแก้วแพรวพราว"

<O:p</O:p
ครู : "ขอดูเนื้อของท่านสหัมบดีพรหมเป็นอย่างไรคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "เนื้อใสเป็นแก้ว"

<O:p</O:p
ครู : "เครื่องประดับของพรหมออกสีอะไร...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "เป็นประกายสีทอง"

<O:p</O:p
ครู : "ประกายสีทองของเครื่องประดับสาด มาจับเนื้อของพรหมที่ใสเป็นแก้ว จึงทำให้มองพรหมทั้งองค์คล้ายทอง รู้สึกไหมคะ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "คล้ายเป็นทองทั้งองค์"

<O:p</O:p
ครู : "พรหมท่านมีกี่หน้า มีกี่มือ...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "มี ๔ หน้า มีหลายมือ"

<O:p</O:p
ครู : "ขอท่านสหัมบดีพรหมช่วยให้เห็นตามสภาวะความเป็นจริงว่าอทิสสมานกายของพรหมมีกี่หน้า มีกี่มือ ขอให้ท่านให้เห็นตามความเป็นจริงด้วยเถิดพระเจ้าข้า"
<O:p</O:p
ศิษย์ : "ท่านมีหน้าเดียว มี ๒ มือ"

<O:p</O:p
ครู : "พรหมท่านมีที่อยู่เป็นบ้านหรือวิมาน...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ท่านมีวิมานเป็นแก้ว"

<O:p</O:p
ครู : "รูปพรหมทั้งหมดมี ๑๖ ชั้น พรหมชั้นที่ ๑-๑๑ ถ้าใครขึ้นมาเกิดพอหมดบุญวาสนาก็ต้องกลับลงไปเกิดอีก แต่พรหมชั้นที่ ๑๒-๑๖ ถ้าใครขึ้นมาเกิด จะบำเพ็ญบารมีต่อถึงพระนิพพานเลย ไม่ต้องกลับลงไปเกิดอีกแล้ว ให้ทุกคนขอบารมีองค์สมเด็จพระชินวร กราบทูลถามว่าในอดีตชาติทั้งหมดที่ผ่านมาข้าพระพุทธเจ้า เคยเกิดเป็นพรหมมาก่อนไหม...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "เคยเกิด"

<O:p</O:p
ครู : "ถ้าเคยเกิด เกิดมากหรือน้อยครั้ง ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพระพุทธเมตตาแสดงภาพการเกิดเป็นพรหมทั้งหมดของข้าพระพุทธเจ้า ว่าเคยเกิดมากหรือน้อยเพียงใด ให้ข้าพระพุทธเจ้ารับสัมผัสได้อย่างถูกต้องความเป็นจริงด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "เคยเกิดมากจนนับไม่ถ้วน"

<O:p</O:p
ครู : "ขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ ได้ทรงโปรดสงเคราะห์แสดงอทิสสมานกายของข้าพระพุทธเจ้าสมัยเกิดเป็นพรหมสัก ๑ ชาติ พร้อมด้วยที่อยู่ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "รู้สึกแล้ว แต่งตัวเป็นผู้ชาย ใส่ชฎา มีเครื่องประดับ มีเนื้อใสเป็นแก้ว"

<O:p</O:p
ครู : "พรหมไม่มีเพศอยู่ด้วยอำนาจธรรมปีติแต่งตัวคล้ายผู้ชายมีความสุขต่างกับกายเนื้อในเมืองมนุษย์ชาติปัจจุบันนี้ไหม...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ต่างกันมาก"

<O:p</O:p
ครู : "มีที่อยู่เป็นอย่างไรสมัยเป็นพรหม...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ที่อยู่เป็นวิมานทำด้วยแก้วผสมทอง"

<O:p</O:p
ครู : "จากจุดสูงสุดคือการเกิดเป็นพรหม พอหมดบุญวาสนาบารมีจากพรหมชาติที่เห็นนี้ เราก็มาเกิดเป็นคนในชาติปัจจุบัน สามารถแบกเอาวิมานทีเป็นแก้วหรืออทิสสมานกายที่สวยสมัยเป็นพรหมมาถึงชาตินี้ไหม...?"

<O:p</O:p
ศิษย์ : "ไม่สามารถแบกเอามาได้เลยแม้แต่อย่างเดียว"

<O:p</O:p
ครู : “ขอบารมีพระพุทธเจ้า ขอระลึกชาติ ถอยหลังก่อนที่ข้าพระพุทธเจ้าจะเกิดเป็นพรหมที่เห็นเมื่อกี้นี้ ข้าพระพุทธเต้าเกิดเป็นคนสมัยนั้นทำความดีอะไร ตายไปแล้วจึงไปเกิดเป็นพรหมได้…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “นั่งสมาธิ ถือศีล ทำทาน สร้างวัด ฟังเทศน์”

<O:p</O:p
ครู : “ขอดูภาพก่อนที่จิตจะออกจากร่างไปเกิดเป็นพรหม เราตายในลักษณะอย่างไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ตายอย่าสงบ คล้ายกับเข้าฌานอยู่ แล้วจึงตาย”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง คนที่จะไปเกิดเป็นพรหมได้เวลาตายจิตจะต้องเข้าฌานอยู่จึงจะไปเกิดเป็นพรหมได้ ต่อให้ทำบุญกี่แสนกี่ล้าน ถ้าไม่ได้เข้าฌานตายก็ไม่สามารถที่จะไปเกิดเป็นพรหมได้ การระลึกชาติตัวเองว่าเคยเป็นอะไรมาก่อน เรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสติญาณ เรารับสัมผัสแล้วว่า แดนรูปพรหมเป็นยังไง ให้ขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอไปรับสัมผัสแดน อรูปพรหม ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ ชั้น วันนี้ขอไปรับสัมผัสแดนอรูปพรหมชั้นที่ ๔ พร้อมกัน ไปถึงหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไปถึงแล้ว”
<O:p</O:p
ครู : “เมื่อไปถึงมีความรู้สึกว่าแดนนี้เป็นยังไง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “แดนอรูปพรหมกว้าง เวิ้งว้างไม่มีขอบเขต และสว่าง”

<O:p</O:p
ครู : “ในอาณาเขตของความสว่างคล้าย ๆ มีอะไรไหมคะ…?”<O:p</O:p

ศิษย์ : “เป็นวง ๆ ดวง ๆ มีประกายคล้ายดาว”

<O:p</O:p
ครู : “มีดวงเดียวหรือหลายดวง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีมาก”

<O:p</O:p
ครู : “มีวิมานไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไม่มี”

<O:p</O:p
ครู : “วง ๆ หรือดวงเล็ก ๆ นั่นคือ จิตของผู้ที่ตายแล้วไปเกิดอยู่ในแดนอรูปพรหม ไม่มีรูปร่างเหมือนอทิสสมานกายของพรหม และไม่มีวิมาน ลอยอยู่นานแสนนานนับเป็นกัป ๆ ไม่สามารถจะรับฟังคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ พอหมดบุญวาสนาบารมีก็ต้องกลับลงมาเกิดใหม่หรืออาจไปเสวยทุกข์ในแดนอบายภูมิตามกรรมชั่วที่ทำไว้ก็ได้ พวกนี้ขณะที่เป็นมนุษย์ชอบเข้าอรูปฌาน แต่ไม่มีอารมณ์จิตรักพระนิพพาน ตายแล้วจึงไปเกิดบนแดนอรูปพรหมเห็นอย่างนี้แล้วอยากมาลอยเป็นดวง ๆ อย่างนี้ไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไม่อยาก”

<O:p</O:p
ครู : “เมื่อไม่อยาก ขอไปพระนิพพานชาตินี้ หลวงพ่อถึงได้สอนให้พวกเรามีอารมณ์จิตรักพระนิพพาน ตายแล้วจะได้ไปบนพระนิพพานอันเป็นแดนที่มีความสุข ให้กราบลาท่านสหัมบดีพรหมที่ท่านสงเคราะห์เรา แล้วทั้งหมดจับพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้าที่ทรงเครื่องพระนิพพานให้ใสเป็นแก้วทั้งองค์ ขอหลวงพ่อ ท่านแม่ ขอไปแดนสวรรค์ทั้งหมด ๖ แดน ซึ่งไม่แบ่งชั้นเหมือนแดนพรหม ว่าแดนสวรรค์ทั้งหมดมีวิมานมากหรือน้อยเพียงใดด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า”

<O:p</O:p
<O:p</O:p
ไปเที่ยวสวรรค์
<O:p</O:p

<O:p</O:p
ครู : “สวรรค์เขตแรกที่จะไปคือสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี ขอไปกราบท่านท้าวมาลัย หรือพญามาราธิราช ท่านเป็นหัวหน้าคุมสวรรค์เขตนี้ทั้งหมด ไปที่วิมานท่านถึงหรือยังคะ…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว”

<O:p</O:p
ครู : “กราบแทบพระบาทท่านท้าวมาลัย ท่านแต่งองค์ยังไงคะ เทวดาชั้นนี้…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “แต่งเป็นเทวดา มีเสื้อผ้าใส่ มีชฎา มีเครื่องประดับเนื้อของเทวดาผ่องใส ไม่ทึบเหมือนเนื้อของคนในเมืองมนุษย์ แต่ไม่ใสเท่าพรหม”

<O:p</O:p
ครู : “เทวดามีเสื้อผ้าใส่ ไม่เหมือนอย่างที่ภาพเขียนหรือภาพวาดตามฝาผนังโบสถ์เป็นเทวดา นั้นความเป็นจริงท่านสวย มีเครื่องแต่งกายครบถ้วย ท่านมีความเป็นทิพย์ มีความสุข วิมานของเทวดาชั้นนี้สวยไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สวยค่ะ หลังใหญ่ ทำด้วยแก้ว”

<O:p</O:p
ครู : “เป็นอันว่าวิมานของเทวดาเป็นแก้ว สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี คนที่จะมาเกิดได้ ขณะที่มีชีวิตอยู่ท่านได้ฌาน ๔ แต่เวลาตายไม่ได้เข้าฌานตาย จึงมาเกิดเป็นเทวดาชั้นนี้ กราบลาท่านท้าวมาลัยที่สงเคราะห์เรา ทั้งหมดขอบารมีขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ ขอหลวงพ่อ ท่านแม่พาไปสวรรค์เขตต่อไป คือชั้น นิมมานรดี ขอไปกราบท่าน ท้าวนิมมานรดี ที่วิมานของท่าน ถึงหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว”

<O:p</O:p
ครู : “กราบนมัสการท่าน ท่านยิ้มไหมคะ…?”
<O:p</O:p

ศิษย์ : "ยิ้มนิด ๆ "<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>

<O:p</O:p
ครู : “มีวิมานไหมคะ”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มี”


<O:p</O:pครู : “วิมานท่านทำด้วยอะไรคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ทำด้วยแก้ว”

<O:p</O:p
ครู : “บริเวณเขตนี้ทั้งหมดมีวิมานมากน้อยเพียงใดคะ…?”


ศิษย์ : “มีวิมานมาก แพรวพราว”

<O:p</O:p
ครู : “เทวดาชั้นนี้ ขณะที่เป็นมนุษย์ท่านมีฤทธิ์ ได้กสิณ ๑๐ เจริญฌานสมาบัติเนรมิตสิ่งต่าง ๆ ได้เวลาตายก็มาเกิดเป็นเทวดาชั้นนิมมานรดี จิตจับพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้าให้ใส กราบทูลถามพระองค์ว่าในอดีตชาติทั้งหมดข้าพระพุทธเจ้าเคยเกิดเป็นเทวดาชั้นนิมมานรดีไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเกิด”

<O:p</O:p
ครู : “ถ้าเคยเกิดขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพระพุทธเมตตาแสดงภาพนั้นทั้งหมดของการเกิดเป็นเทวดาชั้นนิมมานรดีว่ามากหรือน้อยเพียงใดด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มากครั้งนับไม่ไหว”

<O:p</O:p
ครู : “ขอดูภาพขณะที่เราเป็นมนุษย์ก่อนที่จะมาเกิดเป็นเทวดาชั้นนี้ เราทำความดีอะไรบ้าง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เข้าฌานสมาบัติ สามารถเนรมิตหรือเสกใบไม้เล็ก ๆ เป็นตัวแมลงได้ สามารถหายตัวได้”

<O:p</O:p
ครู : “สมัยนั้นสนุกสนานกับการเนรมิตต่าง ๆ ได้จนเพลิน ตายไปจึงไปเกิดเป็นเทวดาชั้นนิมมานรดี พอหมดบุญวาสนาบารมีกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในชาติปัจจุบันอีกใช่ไหมคะ เป็นอันว่าสวรรค์ชั้นดีทุกคนเคยเกิด กราบลาท่านนิมมานรดีที่ท่านสงเคราะห์เรา

<O:p</O:p
ทั้งหมดจับพระรูปพระโฉมพระพุทธเจ้าให้ใสที่ทรงเครื่องพระนิพพาน และขอพระบารมีท่านให้ได้กราบ หลวงปู่ปาน ผู้มีพระคุณซึ่งประทับอยู่บน สวรรค์ชั้นดุสิต ท่านเป็นปรมาจารย์ขององค์หลวงพ่อ ความรู้ทั้งหมดที่หลวงพ่อได้รับมาจากหลวงปู่ปาน และในอดีต หลวงพ่อเคยเป็นลูกหลวงปู่ปาน พวกเราที่เป็นลูกหลวงพ่อจึงเรียกว่า หลวงปู่ปาน ขณะนี้หลวงปู่แต่งองค์เป็นพระสงฆ์หรือเทวดา…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “หลวงปู่แต่งองค์เป็นเทวดาผู้ชาย มีวิมานสวยและใหญ่”

<O:p</O:p
ครู : “กราบระลึกถึงพระคุณหลวงปู่ ขอพรท่าน ให้ท่านช่วยให้หลานรับสัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง เมื่อไปยัง ณ ที่ใดก็ตาม หลวงปู่ประทานพรไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ท่านยิ้มและให้พร ท่าทางท่านใจดี”

<O:p</O:p
ครู : “สวรรค์ชั้นดุสิตวิมานใหญ่หรือเล็ก…

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ใหญ่โตและสวยงามมาก”

<O:p</O:p
ครู : “สวรรค์ชั้นดุสิต หลวงพ่อบอกว่าเข้ายากมาก คนที่จะมาเกิดได้ต้องปรารถนาพระโพธิญาณ คือ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรือปรารถนาเป็นพระพุทธบิดา พระพุทธมารดาของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรือต้องเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป จึงจะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตได้ เมื่อมาถึงสวรรค์ชั้นนี้แล้ว สิ่งที่จะขาดไม่ได้ที่เราควรจะต้องไปกราบทานอีกองค์หนึ่ง คือ ขอไปกราบ หน่อพระบรมวงศ์โพธิสัตว์สมเด็จพระศรีอริยเมตตรัย ที่วิมานของพระองค์ท่าน ถึงหรือยังคะ…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้วค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “กราบนมัสการสมเด็จพระศรีอริยเมตตรัย พระองค์แต่งองค์ยังไงคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “แต่งเป็นเทวดาผู้ชาย สวยมาก”

<O:p</O:p
ครู : “รัศมีกายของพระองค์เป็นอย่างไรคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “รัศมีกายสว่างใสเป็นเพชร”

<O:p</O:p
ครู : “พระองค์มีวิมานหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีวิมานสวยงามมาก หลังใหญ่”

<O:p</O:p
ครู : “ขอบารมีของค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเทียบรัศมีกายพร้อมด้วยวิมานของหลวงปู่ปานกับของสมเด็จพระศรีอริยเมตตรัย ของใครสว่างสวยงามกว่ากัน…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ของสมเด็จพระศรีอริยเมตตรัยท่านสวยเป็นประกายมากกว่าของหลวงปู่ปาน”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง เพราะสมเด็จพระศรีอริยเมตตรัยท่านจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป รัศมีกายและวิมานจึงสวยกว่า กราบลาทั้งสองพระองค์ ที่สงเคราะห์เรา”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “กราบแล้ว”

<O:p</O:p
ครู : “ให้ทุกคนจับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วขอไปกราบท่าน ท้าวยามา ท่านคุมสวรรค์ชั้น ยามา ทั้งหมด ถึงหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว”

<O:p</O:p
ครู : “ท่านท้าวยามา แต่งเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “แต่งเป็นเทวดาผู้ชาย

<O:p</O:p
ครู : “ขอดูท่านเจ้าของวิมานแต่ละวิมานบนสวรรค์ชั้นยามาว่าท่านทำอะไรกันอยู่…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ท่านทำสมาธิ เขตนี้เงียบ ๆ”

<O:p</O:p
ครู : “สวรรค์เขตนี้ท่านปู่พระอินทร์จะไม่ใช้งาน ท่านจะนั่งบำเพ็ญภาวนาตลอด พวกเราในที่นี้มีใครชอบสวดมนต์ไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “และบางครั้งเคยได้ยินเสียงสวดมนต์มาจากที่อื่น โดยหาไม่ได้ว่ามีใครเปิดวิทยุหรือเปิดเทป มีบ้างไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยได้ยิน”

<O:p</O:p
ครู : “หลวงพ่อท่านบอกเสียงนั้นคือเสียงสวดมนต์จากเทวดาชั้นยามา แสดงว่าอารมณ์จิตของเราขณะนั้นเข้าสู่อุปจารสมาธิ จิตจึงเป็นทิพย์สามารถรับสัมผัสเสียงสวดมนต์จากเทวดาชั้นยามาได้ คนที่จะมาเกิดเป็นเทวดาชั้นนี้ได้ขณะที่มีชีวิตอยู่ชอบสวดมนต์ เวลาตายจิตเข้าสู่อุปจารสมาธิ ตายมาแล้วมาเกิดเป็นเทวดาชั้นยามา สวรรค์ที่จะพาต่อไป ก็คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหลวงของสวรรค์ ๖ ชั้น ซึ่งเราเคยไปมาแล้วเป็นที่ตั้งของพระจุฬามณีเจดียสถาน ขอไปกราบ ท่านท้าวโกสีย์สักกเทวราช หรือในเมืองมนุษย์เรียกท่านว่า พระอินทร์ ถึงหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้วค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “ท่านประทับนั่งหรือยืน…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ท่านประทับนั่ง”

<O:p</O:p
ครู : “ท่านนั่งบนอะไรคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “นั่งบนพระแท่นเป็นแก้ว”

<O:p</O:p
ครู : “พระแท่นนี้เรียกว่า บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เป็นแก้ว ๗ ประการ บนพระแท่นมีใครอีกไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีผู้หญิง”

<O:p</O:p
ครู : “นั่นคือพระชายาของท่านพระอินทร์ ท่านที่เคยเป็นลูกหลวงพ่อในอดีตชาติ จะเรียกท่านปู่พระอินทร์ และท่านย่า เพราะหลวงพ่อเคยเป็นลูกท่าน ลองเทียบดูซิคะว่าท่านแม่ศรี กับท่านย่าของเรา ใครแก่กว่ากัน…?”


ศิษย์ : “สาวพอ ๆ กัน”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง ข้างบนนี้ไม่มีแก่ บริวารของท่านปู่พระอินทร์มีมากหรือน้อยเพียงใด…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีมากทั้งเทวดาผู้หญิงผู้ชาย”

<O:p</O:p
ครู : “ขอดูรูปร่างหน้าตาของเทวดาว่าเป็นอย่างไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “หน้าตาสดชื่น เครื่องประดับแวววาว ดูแล้วชื่นใจ”

<O:p</O:p
ครู : “กราบถามท่านปู่พระอินทร์ว่าพวกเราเคยเกิดเป็นเทวดากันไหมคะ…?”


<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเกิดมาจนนับไม่ไหว มีทั้งเทวดาผู้หญิงและผู้ชาย”

<O:p</O:p
ครู : “เห็นแล้วนะคะว่าเทวดามีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย คือเทพบุตรและนางฟ้า แตกต่างจากพรหมที่เราเคยเกิดไม่มีเพศหญิง เพศชาย อยู่ด้วยอำนาจธรรมปีติ ขอดูเนื้อเทวดากับเนื้อของพรหมต่างกันหรือเหมือนกัน…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เนื้อของพรหมใสกว่าเนื้อของเทวดา”

<O:p</O:p
ครู : “วิมานต่างกันหรือว่าเหมือนกัน…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “วิมานของเทวดาใสน้อยกว่าของพรหม”

<O:p</O:p
ครู : “สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก กราบท่านถามว่าเราเคยเกิดไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเกิด

<O:p</O:p
ครู : “มากหรือน้อยครั้ง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มากจนนับไม่ถ้วน”

<O:p</O:p
ครู : “ถ้าเราเคยเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ขอท่านที่เคยเป็นเพื่อนเราสมัยอยู่บนดาวดึงส์ แต่ท่านไม่ได้ลงมาเกิดอย่างพวกเรา ขอได้โปรดเสด็จมาประชุมพร้อมกันทั้งหมดด้วยเถิดพระเจ้าข้า ท่านมากันหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มากันมาก ท่านยิ้ม”

<O:p</O:p
ครู : “ก็เป็นการพิสูจน์ว่าสวรรค์ชั้นนี้เราเคยเกิดมาแล้ว พอหมดบุญวาสนาบารมีก็ต้องมาเกิดใหม่อีกบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีที่เที่ยวมาก แต่ก่อนอื่นขอไปชมที่ประทับของท่านปู่อินทร์ ซึ่งเป็นเทวราชา ถึงหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้วค่ะ”
<O:p</O:p
ครู : “เมื่อมาถึงรู้สึกว่าวิมานของท่านปู่พระอินทร์ใหญ่หรือเล็ก…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ใหญ่มาก หลังคาซ้อนสูงขึ้นไปจนนับไม่ถ้วน มีบริวารคือเทวดา นางฟ้ามากมาย”

<O:p</O:p
ครู : “ต่อไปขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอไปชมสวนบนสวรรค์ซึ่งมีหลายสวน แต่วันนี้ขอไปชมสวนนันทวันก่อน ถึงหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว สวนใหญ่และสวยมาก”

<O:p</O:p
ครู : “มีอะไรในสวน…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ต้นไม้ที่มีผล”

<O:p</O:p
ครู : “สวนนันทวันเป็นสวนผลไม้ ต่อไปขอไปชม สวนจิตรลดาวัลย์ ถึงหรือยัง…?”<O:p</O:p


ศิษย์ : “ถึงแล้ว เป็นสวยดอกไม้สวยงามมาก มีดอกไม้เป็นพุ่มเป็นระเบียบ”

<O:p</O:p
ครู : “ในสวนมีเทวดานางฟ้ามากไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีมาก ท่านมองดูพวกเรา”

<O:p</O:p
ครู : “เทวดาชั้นนี้เวลาคนในเมืองมนุษย์ ถือศีล ทำบุญ ทำทาน เจริญพระกรรมฐาน ท่านจะโมทนาด้วยการฟ้อนรำ ขอดูซิคะว่า เทวดานางฟ้าท่านฟ้อนรำแบบไหน…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “รำคล้ายรำไทย แต่ดูอ่อนช้อยกว่า เครื่องประดับก็แพรวพราวกว่า”

<O:p</O:p
ครู : “ออกจากสวนจิตรลดาวัลย์ ไปยังสระโบกขรณี ซึ่งเป็นที่สำราญของชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมกัน ถึงหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว สระใหญ่น้ำใส”

<O:p</O:p
ครู : “ลองลงไปว่ายเล่นดูซิ ว่าน้ำเย็นหรือร้อน..?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “น้ำเย็นสบาย มีเทวดานางฟ้าท่านอยู่ในสระด้วย”

<O:p</O:p
ครู : “กลับขึ้นมาดูซิคะว่าตัวเปียกหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไม่เปียก”

<O:p</O:p
ครู : “นี่คือความเป็นทิพย์ตัวจึงไม่เปียก ขณะลงไปถอดชฎา ถอดรองเท่าหรือเปล่าคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไม่ได้ถอด แต่ก็ไม่จม”

<O:p</O:p
ครู : “ใช้ได้ สวรรค์ชั้นนี้มีที่เที่ยวมาก มีความสนุกสบาย แต่ทว่าพอหมดบุญวาสนาบารมีก็ต้องกลับลงมาเกิดใหม่อีก ดังเช่นพวกเราก็เคยเกิดเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์กันมาแล้ว สวรรค์ชั้นนี้คนที่จะมาเกิดได้ ขณะที่มีชีวิตอยู่ชอบถวายสังฆทาน ถวายวิหารทาน หรือต้องทำบุญตัดชีวิต หมายถึงถ้าเรามีอาหารอยู่มือหนึ่งสำหรับตัวเอง เกิดไปพบคนหรือสัตว์ที่อดยากต้องการอาหาร หาที่อื่นก็ไม่มี เรายอมเสียสละอาหารมือนั้นให้โดยเรายอมอดอย่างนี้เรียกว่า ทำบุญตัดชีวิต<O:p</O:p
หลวงพ่อท่านบอกว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เข้ายากมาก ถ้าใครต้องการมาเที่ยวเองก็มาขอท่านปู่ ท่านย่าให้ท่านช่วยสงเคราะห์ ตอนนี้ขอกราบลาพระองค์ท่าน สวรรค์เขตสุดท้ายที่เราจะไปวันนี้คือสวรรค์ชื่อ จาตุมหาราช ขอไปกราบท่าน ท้าวเวสสุวรรณ ที่วิมานของพระองค์ท่าน

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว”

<O:p</O:p
ครู : “ท่านท้าวเวสสุวรรณ พระองค์แต่งตัวอย่างไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “แต่งเป็นเทวดาผู้ชาย”

<O:p</O:p
ครู : “แต่งตัวสวยหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สวยมาก”

<O:p</O:p
ครู : “ท่านท้าวเวสสุวรรณท่านเป็นท้าวมหาราชคุมทางทิศเหนือ กราบท่านแล้วขออัญเชิญท่านท้าวมหาราชอีก ๓ พระองค์ ขอได้โปรดเสด็จมาประชุมพร้อมกันด้วยเถิดพระเจ้าข้า

<O:p</O:p
ครู : “ท่านเสด็จมาหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มาแล้ว”

<O:p</O:p
ครู : “แยกกายกราบท่านพร้อมกันทั้ง ๔ พระองค์ แล้วขออัญเชิญบริวารของท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ พระองค์ ขอได้โปรดเสด็จมาประชุมพร้อมกันทั้งหมดท่านมาหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มาแล้วค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “มามากหรือน้อย”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มามากเต็มไปหมด”

<O:p</O:p
ครู : “แยกกายของเราที่สวย ๆ ให้มีปริมาณเท่ากับทุก ๆ พระองค์ที่เสด็จมามากแล้วกราบท่านพร้อมกัน เทวดาชั้นนี้มีหน้าที่ควบคุมดูแลเขตภาคพื้นดินของมนุษย์ มีเทวดา ๒ พวก คือ รุกขเทวดา กับ ภูมิเทวดา ขอชมรุกขเทวดาในเขต วัดท่าซุง ว่ามีหรือไม่…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีมาก”

<O:p</O:p
ครู : “ท่านรุกขเทวดาแต่งตัวอย่างไร มีวิมานไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ท่านแต่งเป็นเทวดามีวิมานแปะอยู่กับกิ่งไม้ บนยอดไม้”

<O:p</O:p
ครู : “วิมานของท่านทำด้วยอะไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ทำด้วยแก้วผสมทอง”

<O:p</O:p
ครู : “วิมานของรุกขเทวดาสวยเหมือนเทวดาชั้นต่าง ๆ ที่ผ่านมาไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไม่เหมือน สวยน้อยกว่า”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง เพราะบุญน้อยกว่า ขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอให้ข้าพระพุทธเจ้ารับสัมผัสภูมิเทวดาในเขตวัดท่าซุงด้วยว่ามีหรือไม่…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีมาก”

<O:p</O:p
ครู : “ท่านมีวิมานไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีค่ะ วิมานลอยอยู่เหนือพื้นดินเล็กน้อย”

<O:p</O:p
ครู : “วิมานของภูมิเทวดาทำด้วยอะไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ทำด้วยแก้วผสมทอง”

<O:p</O:p
ครู : “ถ้าเทียบกับท่านรุกขเทวดา ของใครสวยกว่ากัน…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “วิมานของรุกขเทวดาสวยกว่าของภูมิเทวดา”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง เพราะภูมิเทวดาบุญน้อยกว่าคนที่จะมาเกิดเป็นเทวดาชั้นนี้ ขณะที่มีชีวิตอยู่ทำบุญตามประเพณี เขามีเทศกาลงานวัดก็ไปกับเขาด้วยความสนุกสนาน ร้องรำทำเพลงไม่ได้ตั้งอกตั้งใจทำบุญ แต่เวลาตายจิตนึกถึงว่าเราเคยทำบุญ จึงไปเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชที่เรียกว่า ภูมิเทวดา

<O:p</O:p
แต่หลวงพ่อท่านสอนว่าอย่าไปดูถูกภูมิเทวดา เพราะเทวดาหางแถวดีกว่ามนุษย์หัวแถว เทวดาท่านมีกายเป็นทิพย์ ไม่มีร่างกายที่สกปรกอย่างเรา ไม่ต้องทำมาหากิน เหนื่อยยากอย่างพวกเรา กราบทูลถามองค์สมเด็จพระพิชิตมารว่าในอดีตชาติ ข้าพระพุทธเจ้าเคยเกิดเป็นภูมิเทวดาหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเกิด”

<O:p</O:p
ครู : “ถ้าเคยเกิด ขอดูภาพว่าเกิดมากหรือน้อยครั้งเพียงใด…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เกิดมากครั้ง”

<O:p</O:p
ครู : “ขอพระองค์ได้โปรดสงเคราะห์แสดงอทิสสมานกายของข้าพระพุทธเจ้าสมัยเป็นภูมิเทวดาสัก ๑ ชาติ พร้อมด้วยที่อยู่ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ใครรู้สึกแล้วว่าเราเกิดเป็นเทวดาผู้หญิงหรือผู้ชาย…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เทวดาผู้ชาย”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เทวดาผู้หญิง”

<O:p</O:p
ครู : “มีวิมานไหมคะ…?”


<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “วิมานอยู่ตรงไหน…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “วิมานลอยอยู่เหนือพื้นดินเล็กน้อย”

<O:p</O:p
ครู : “เทวดาชั้นจาตุมหาราชมีหน้าที่รักษาเขตตามบ้านตามวัด ตามวัง ตามป่า ตามเขา หรือสถานที่ราชการ กราบทูลถามองค์สมเด็จพระจอมไตรว่าสมัยนั้นเรารักษาเขตไหน…?”


ศิษย์ : “ตามบ้านบ้าง ตามวัดบ้าง ตามวังบ้าง ตามป่า ตามเขาบ้าง”

<O:p</O:p
ครู : “สมัยที่เราเป็นภูมิเทวดามีคนมากราบไหว้ขอให้ช่วยคุ้มครองรักษาบ้างไหม…<O:p</O:p

ศิษย์ : “มีมากค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “บางคนยอมรับนับถือในความดีสมัยเราเป็นภูมิเทวดาถึงกับสร้างศาลพระภูมิถวาย พอจะมีบ้างไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “สร้างเป็นไม้หรือตึก…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สร้างเป็นไม้เสาเดียวบ้าง สร้างเป็นตึกบ้าง”

<O:p</O:p
ครู : “เคยมีคนเอาของมาถวายบ้างไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีดอกไม้ธูปเทียน ไข่ต้ม ไก่ต้ม ผลไม้บ้าง”

<O:p</O:p
ครู : “แล้วเราสมัยเป็นภูมิเทวดา เรากินของที่เขาถวายหรือเปล่า”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เปล่า ไม่ได้กิน แต่มาโมทนาในความดีของเขา”

<O:p</O:p
ครู : “และภูมิเทวดาย้ายที่อยู่จากวิมาน มาอยู่ในศาลพระภูมิหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไม่ได้ย้าย วิมานใหญ่โต และสวยงามกว่ามาก”

<O:p</O:p
ครู : “เป็นอันว่าสมัยเราเป็นภูมิเทวดา ก็เคยมีเคยสร้างศาลพระภูมิถวายให้เรา แต่เราไม่ได้เข้าไปอยู่ สมัยนั้นภูมิเทวดาสามารถสงเคราะห์ช่วยเหลือบุคคลในเขตที่เราดูแลอยู่ให้ได้รับความสุขหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สามารถช่วยเหลือได้”

<O:p</O:p
ครู : “เทวดาท่านสามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้ ถ้าไม่เกินกฎของกรรม จำไว้ให้ดีนะ ประเดี๋ยวขอแล้วไม่สำเร็จจะต่อว่าทำไมเทวดาท่านไม่ช่วย ถ้าไม่เกินกฎของกรรมท่านพร้อมที่จะช่วยอยู่แล้ว ในเมื่อมนุษย์ขณะนี้สอน และพูดกันมากว่าเทวดาไม่มี ศาลพระภูมิตั้งไม่มีผล บัดนี้เราได้มาพิสูจน์แล้วว่าเทวดามีจริง การยอมรับนับถือเทวดาท่านก็สามารถช่วยเราได้ วันนี้ขอให้ทุกท่านขอบารมีพระพุทธเจ้า หลวงพ่อ ท่านแม่ ขอรับสัมผัสบ้านของเราแต่ละคนในเมืองมนุษย์ในชาติปัจจุบัน ว่ามีภูมิเทวดารักษาเขตไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีค่ะ”


<O:p</O:pครู : “ท่านมีวิมานไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีวิมานสวยเป็นแก้วผสมทอง”

<O:p</O:p
ครู: “การที่เรากราบไหว้ท่านเจ้าที่เจ้าทาง ที่รักษาเขตบริเวณบ้านที่เราอาศัยอยู่ ก็คือเรากราบไหว้ภูมิเทวดานั่นเอง ต่อไปนี้ให้ทุกคนจับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระบรมครู ให้ใสเป็นแก้วทั้งองค์ ขอหลวงพ่อ ท่านแม่ พาไปกราบท่านพญายมราช มีความรู้สึกของใจว่าถึงหรือยังคะ?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้วค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “ท่านพญายมราชแต่องค์เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “แต่งเป็นผู้ชายแบบเทวดา”

<O:p</O:p
ครู : “หน้าตาท่านดุร้าย มีเขาหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ท่านใจดี ไม่ดุร้าย ไม่มีเขา”

<O:p</O:p
ครู : “ขอดูเนื้อของท่านพญายมราชว่าใสหรือทึบ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เนื้อใสเป็นแก้ว”

<O:p</O:p
ครู : “ถ้าเนื้อของท่านพญายมราชเป็นแก้ว แสดงว่าท่านเป็นอะไรคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ท่านเป็นพรหมค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง พรหมแปลว่าประเสริฐ ท่านพญายมราชท่านมาคอยกันคนลงนรก โดยอันดับแรกท่านถามถึงความดีก่อนถึง ๓ ครั้ง ถ้าท่านผู้นั้นนึกไม่ออกก็ไปเสวยทุกข์ในแดนอบายภูมิก่อน บริเวณนี้ทั้งหมด กว้างขวางหรือแคบ…?


ศิษย์ : “กว้างขวาง แต่ไม่สวยเท่าแดนต่าง ๆ ที่ผ่านมา”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง บริเวณนี้คือที่ตัดสินคนที่ตายจากเมืองมนุษย์มารอรับการตัดสินอยู่ในเขตสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช ขอดูสถานที่ตัดสินทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร…?

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ท่านพญายมราชประทับอยู่บนที่สูง ต่ำลงมาทางด้านขวามือคือท่านนายบัญชีมีสมุดบัญชีบันทึกคนทำความดีความชั่วในเมืองมนุษย์ ทางซ้ายมือท่านพญายมราชมีอีกองค์หนึ่ง แต่งตัวเป็นเทวดา”

<O:p</O:p
ครู : “ขอรับสัมผัสว่ามีคนมารอรับการตัดสินใจมากหรือน้อยเพียงใด…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีมาก เขารอกันหน้าตาเศร้าสร้อย”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกแล้ว ถ้าท่านพญายมราชถามถึงความดี เกิดนึกไม่ออกก็ต้องไปเสวยทุกข์ในแดนอบายภูมิก่อนแดนนรกขุมใหญ่ ๆ มี ๘ ขุม และมีนรกพิเศษอีกมุมหนึ่งคือโลกันตนรก เมื่อพ้นจากนรกขุมใหญ่แต่ละขุม ขุมใดขุมหนึ่งจะมีนรกบริวาร ๔ ขุม พ้นจากนรกบริวาร ๔ ขุม จะมียมโลกียนรก ๑๐ ขุม เหมือนกันหมด
<O:p</O:p
<O:p</O:p
ไปเที่ยวนรก
<O:p</O:p
<O:p</O:p
ครู : “ให้ทุกท่านนึกถึงพระบารมีขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ ขอพระบารมีท่านพญายมราช หลวงพ่อ ท่านแม่ ขอไปชมนรกขุมพิเศษคือโลกันตนรก ไปถึงหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว”

<O:p</O:p
ครู : “เมื่อไปถึงแล้ว มีความรู้สึกว่าดินแดนนี้เป็นอย่างไร..?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “รู้สึกว่ามืด คล้าย ๆ อยู่ในถ้ำ พอเข้าไปความรู้สึกเย็นเฉียบ มากกว่าความเย็นในตู้เย็นบ้านเรา”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง ความรู้สึกว่าสัตว์นรก เวลาหิวมันทำอย่างไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เวลาหิวมันจะจิกเนื้อกินกัน เล็บของสัตว์นรกแหลมยาว เมื่อจิกกินกันไป กินกันมา ก็จะหล่นลงมาข้างล้าง มีน้ำกรดละลายสัตว์นรก”

<O:p</O:p
ครู : “แต่สัตว์นรกมีการตายหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สัตว์นรกไม่มีการตาย มันจะรวมตัวขึ้นมาใหม่

<O:p</O:p
ครู : “แล้วต่อไปเป็นอย่างไรอีก…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ลึกเข้าไปสัตว์นรกจะเห็นแสงสว่าง ก็ดีใจนึกว่าจะพ้นจากความเย็นเฉียบ ก็รีบวิ่งไปหาที่ใหม่ก็จะพบกับความร้อนมากทันที และก็ถูกทรมานเช่นนี้อีกสลับกันไปร้อน ๆ หนาว ๆ นานแสนนาน”

<O:p</O:p
ครู : “นรกขุมนี้ไม่มีอายุ พระพุทธเจ้าตรัสรู้องค์หนึ่งก็จะมีแสงแวบผ่านเข้ามาครั้งหนึ่ง เมื่อพ้นจากขุมนี้ก็ต้องมาตกอเวจีมหานรกย้อนขึ้นมาจนถึงขุมที่ ๑ ผู้ที่ทำความชั่วหลาย ๆ อย่าง ศีลทั้ง ๕ ข้อไม่เหลือเลย ทำผิดครบถ้วน จึงต้องมาตกขุมนี้ นับว่าทุกข์ทรมานมากกว่าขุมอื่น ต่อไปนี้ให้ทุกคนขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระชินวร ขอท่านพญายมราช ท่านพ่อ ท่านแม่ ไปชมนรกใหญ่ขุมที่ ๑ ชื่อ สัญชีพนรก ถึงหรือยัง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว ขุมนี้มีไฟลุกท่วมตัวสัตว์นรก และมีนายนิริยบาลถืออาวุธคอยสับพันสัตว์นรก”

<O:p</O:p
ครู : “สัตว์นรกขุมนี้มีโทษอะไรบ้าง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “โทษปาณาติบาต ฆ่าคน ฆ่าสัตว์”

<O:p</O:p
ครู : “นรกขุมที่ ๑ มีอายุ ๕๐๐ ปีนรก ๑ วันในนรกเท่ากับ ๙ ล้านปีมนุษย์ จะเป็นเวลานานมากกว่าจะพ้นนรกขุมนี้ เมื่อหมดอายุจากขุมนี้จะมีนรกบริวารอีก ๔ ด้าน ๆ ละ ๔ ขุม ออกจากนรกบริวารก็ต้องมาตกยมโลกียนรกอีก ๑๐ ขุม ต่อไปให้ทุกคนกราบทูลถามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าเคยมาตกนรกขุมนี้บ้างหรือเปล่าในอดีตชาติ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยตก”

<O:p</O:p
ครู : “มากหรือน้อยครั้ง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มากครั้ง”

<O:p</O:p
ครู: “ขอดูภาพอทิสสมานกายสมัยเป็นสัตว์นรกถูกทรมาน”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีความทรมานมาก มีไฟลุกท่วมตัว พื้นก็เป็นเหล็กแดง ซ้ำยังถูกอาวุธสับฟันตลอดเวลา”

<O:p</O:p
ครู : “ขอบารมีขอองค์สมเด็จพระพิชิตมารขอให้ข้าพระพุทธเจ้าได้รับสัมผัสนรกขุมที่ ๒ ชื่อ กาฬปุตตะนรก ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ถึงหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว สัตว์นรกถูกทรมานในลักษณะนอนบนพื้นเหล็กที่ร้อน และนายนิริยบาลจะใช้เส้นลวดเหล็กร้อนกดลงไปบนร่างสัตว์นรก มีเลื่อยซี่แหลมร้อนเลื่อยตามเส้นเหล็กกดลงไปบนสัตว์นรก”

<O:p</O:p
ครู : “อายุของขุมที่ ๒ นี้ ๑,๐๐๐ ปีนรก ต่อไปขอเลยไปชมนรกขุมใหญ่ขุมที่ ๘ ที่ชื่อ อเวจีมหานรก ขอไปชม พระเทวทัต ถึงหรือยัง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว พระเทวทัตถูกทรมานในลักษณะยืน ขยับเขยื้อนไม่ได้เพราะถูกตรึงไว้ กระดูกเผาไฟจนร้อน ไฟจะพุ่งมากทั้ง ๔ ด้าน”
<O:p</O:p

ครู : “ขอท่านพญายมราชว่าในอเวจีมหานรกมีพระสงฆ์ที่คองผ้ากาสาวพัสตร์ในพระพุทธศาสนาเมื่อตายแล้วมาอยู่ในขุมนี้บ้างหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีมาก”

<O:p</O:p
ครู : “พอจะรู้จักพระองค์ที่อยู่ในอเวจีบ้างไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เป็นพระสังฆาธิการ”

<O:p</O:p
ครู : “ถามท่านว่าทำไมท่านบวชเป็นพระตายแล้วจึงต้องมาตกอเวจีมหานรก…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เอาเงินของสงฆ์ไปใช้ส่วนตัว ส่งทางครอบครัวบ้าง ให้กู้บ้าง ไม่นำไปสร้างวัด แต่จริยาเรียบร้อยต่อหน้าบุคคลอื่น”

<O:p</O:p
ครู : “ถามท่านว่าพอพ้นจากขุมนี้ท่านจะไปอยู่ที่ไหน…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ก็ต้องมาตกขุมที่ ๗ อีกแล้ว ย้อนขึ้นไปจนถึงขุมที่ ๑ พอพ้นจากสัตว์นรกก็ขึ้นมาเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานกว่าจะเป็นคนสมบูรณ์แบบอีกนานแสนนาน”

<O:p</O:p
ครู : “ในอเวจีมีสัตว์นรกมากหรือน้อย…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีมากทั้งผู้หญิงและผู้ชาย”

<O:p</O:p
ครู : “ให้ทุกคนขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ ขอหลวงพ่อ ท่านแม่ ท่านพญายมราชไปชมยมโลกียนรก ขุมที่ ๑ ที่ชื่อ โลหกุมภี โทษปาณาติบาต โดยเฉพาะหลังจากตกขุมใหญ่แล้วมาตกนรกอีก ๔ ขุม จึงมาตกยมโลกียนรก คือ โลหะภุมภี ถึงหรือยัง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้วค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “สัตว์นรกถูกทรมานในลักษณะอย่างไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สัตว์นรกถูกต้มอยู่ในหม้อใหญ่ น้ำข้นร้อนมาก มีนายนิริยบาลถือาวุธคอยสับฟัน หนีออกมาไม่ได้”

<O:p</O:p
ครู : “ขอพระบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปชมยมโลกียนรกขุมที่ ๒ ชื่อ สิมพลีนรก โทษกาเมสุมิจฉาจาร สัตว์นรกถูกทรมานอย่างไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สัตว์นรกกำลังปีนต้นงิ้วที่มีหนามเป็นเหล็ก แหลมคม ตามเนื้อตัวเลือดไหล พอปีนสูงขึ้นไปก็มีกาปากเหล็กมาจิกเนื้อ และสัตว์นรกตกลงมาที่พื้น จะมีสุนัขตัวใหญ่ไล่กัด และนายนิริยบาลถืออาวุธทิ่มแทงเพื่อส่งสัตว์นรกขึ้นต้นงิ้วใหม่ ปีนขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่มีการพัก”

<O:p</O:p
ครู : “ต้นงิ้วมีต้นเดียวหรือหลายต้น…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีหลายต้น แต่ละต้นจะมีสัตว์นรกปีนอยู่”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง ต้นงิ้วจะขึ้นตามจำนวนคนทำความชั่ว ใครที่พูดว่าเอาขวานไปฟันต้นงิ้วหมดแล้ว หลวงพ่อท่านบอกว่าระวังตายแล้วจะต้องถูกทรมานคูณสองเท่า ต่อไปขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระบรมสุคต ขอท่านพญายมราช หลวงพ่อ ท่านแม่ ขอไปชมยมโลกียนรกขุมที่ ๓ ที่ชื่อ อ สินขนรก โทษอทินนาทาน สัตว์นรกถูกทำอย่างไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สัตว์นรกถูกค้อนนายนิริยบาลเอาค้อนทุบตีหัว มีสุนัขตัวใหญ่เท่าช้างกัดกินตลอดเวลา เนื่องจากขณะที่มีชีวิตขโมยทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่น ขุมนี้ไม่มีอายุแน่นอน”

<O:p</O:p
ครู : “ต่อไปขอบารมีขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วเป็นองค์ประธาน ขอท่านพญายมราช หลวงพ่อ ท่านแม่ ขอไปชมผู้ที่ทำผิดศีลข้อที่ ๕ หลังจากตกนรกขุมใหญ่ และตกนรกบริวารแล้วจึงมาตกยมโลกียนรกขุมที่ ๔ ที่เรียกว่า ตามโพทกนรก ถึงหรือยัง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว ขุมนี้มีกระทะใบใหญ่ ต้มน้ำทองแดงร้อน นายนิริยบาลเอาน้ำทองแดงกรอกปาก พอถึงปาก ปากก็พัง ถึงคอ คอก็พัง ถูกทรมานอย่างนี้ตลอดเวลา”

<O:p</O:p
ครู : “แดนนรกทั้งหมดเท่าที่ผ่านมา ทุกคนมีความรู้สึกของใจว่าเป็นอย่างไร…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีแต่ความทุกข์ตลอดเวลา”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้องในนรกหาความสุขแม้แต่ ๑ วินาทีก็ไม่ได้ กราบทูลถามองค์สมเด็จพระชินสีห์ว่าในอดีตชาติทั้งหมดที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเคยเกิดเป็นสัตว์นรกบ้างหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเกิด”

<O:p</O:p
ครู : “มากหรือน้อยครั้ง ขอพระองค์ทรงโปรดสงเคราะห์แสดงภาพสมัยเป็นสัตว์นรกทั้งหมดด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเกิดมาจนนับไม่ถ้วน”

<O:p</O:p
ครู : “เมื่อพ้นจากการเป็นสัตว์นรกขึ้นมาแล้วก็เป็นเปรต อีก ๑๒ ระดับ ขอดูอทิสสมานกายสมัยที่เราเคยเป็นเปรตว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร…?”


<O:p</O:pศิษย์ : “ตัวสูงผอม หน้าตาอิดโรย”

<O:p</O:p
ครู : “เปรตระดับที่ ๑๒ เท่านั้นที่เรียกว่า ปรทัตตูปชีวีดเปรต จึงจะสามารถโมทนาในบุญกุศลที่เราอุทิศให้ได้ ระดับที่ ๑–๑๑ ไม่มีโอกาสโมทนา เมื่อพ้นจากการเป็นเปรตขึ้นมาเป็น อสุรกาย อสุรกายลักษณะเป็นอย่างไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ตัวไม่สูงเท่าเปรต ผิวดำมะเมื่อม หน้าตาไม่สวย ผมเป็นกระเซิง ตาไม่กล้าสู้คน”
<O:p</O:p
ครู : “เพราะอสุรกาย แปลว่าผู้มีกายไม่กล้า เวลาหิวอสุรกายทำอย่างไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “กินของเน่าที่ตายแล้ว มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนองของสกปรกต่าง ๆ”

<O:p</O:p
ครู : “เมื่อพ้นจากการเป็นอสุรกายขึ้นมาเป็น สัตว์เดรัจฉาน ขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตรขอดูภาพว่าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานตั้งแต่สัตว์ใหญ่จนถึงสัตว์เล็ก ข้าพระพุทธเจ้าเคยเกิดมากหรือน้อยเพียงใด…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเกิดมากจนนับไม่ถ้วน”

<O:p</O:p
ครู : “สัตว์ใหญ่ มีอะไรบ้าง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ช้าง ม้า วัว ควาย สิงโต เสือ”

<O:p</O:p
ครู : “สัตว์เลื้อยคลานเคยเกิดบ้างไหม…?”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเกิดเป็นงู ไส้เดือน ตะขาบ”

<O:p</O:p
ครู : “สัตว์เล็ก ๆ มีบ้างไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มด ปลวก หนอน เห็บ เหา ปลา”

<O:p</O:p
ครู : “ก็แสดงว่าเราเป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลของสัตว์เหล่านี้ ต่อไปนี้เราจะได้มีเมตตาปรานีแก่สัตว์ทั้งหลายในฐานะที่เป็นลูกหลานเราใช่ไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ใช่”

<O:p</O:p
ครู : “พ้นจากการเป็นสัตว์เดรัจฉานขึ้นมาเป็นแร้ง ๕๐๐ ชาติ กา ๕๐๐ ชาติ สุนัขบ้า ๕๐๐ ชาติ และขึ้นมาเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์ คือคนที่มีร่างกายง่อยเปลี้ย เสียขา หูหนวก ตาบอด เป็นใบ้ กว่าจะมาเป็นคนที่สมบูรณ์แบบนานแสนนาน ทุกคนระลึกชาติกันมาทั้งหมดแล้วว่ามาจากจุดสูงสุดเราเคยเกิดเป็นพรหม เคยเกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานแล้ว ชาติปัจจุบันนี้เราเกิดเป็นคน กราบทูลถามองค์สมเด็จพระภควันต์ว่าเราเคยเกิดเป็นคนมาก่อนในอดีตชาติบ้างหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเกิด”

<O:p</O:p
ครู : “ถ้าเกิด ขอดูภาพร่างกายของเราแต่ละชาติที่ตายไปให้กองซ้อนสูงขึ้นไป ว่าสูงมากหรือน้อยเพียงใด…?
”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเกิดมากครั้ง มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย”

<O:p</O:p
ครู : “ขอบารมี ขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ขอดูสักหนึ่งชาติ สมัยที่เรายากจนมากที่สุด ให้เห็นตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เป็นเด็กผู้ชายผอมดำ ไม่ใส่เสื้อ บ้านก็ชั้นเดียว เตี้ย ๆ เสาเริ่มเอียงหลังคามีรูโหว่ สมัยนั้นลำบากมาก ถึงเทียบกับชาติปัจจุบันนี้”

<O:p</O:p
ครู : “กราบทูลถามว่าก่อนที่เราจะเกิดมายากจนในชาติที่เห็นนี้ ชาติที่แล้วเราทำอะไร จึงเกิดมายากลำบาก”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ได้ทำทาน ขาดเมตตา”

<O:p</O:p
ครู : “ขอได้ทรงโปรดสงเคราะห์ แสดงภาพสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้ามีอำนาจวาสนาถึงขั้นเป็น กษัตริย์ เจ้าครองมคธ มีบ้างไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเป็น สมัยนั้นหน้าตาสวย มีข้าทาสบริวารมาก”

<O:p</O:p
ครู : “ความรู้สึกของใจว่าเป็นกษัตริย์ หรือเป็นเจ้าครองเมืองของไทยหรือต่างประเทศ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เป็นลูกกษัตริย์ในประเทศไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นนักรบด้วย เคยรบกับพม่า”

<O:p</O:p
ครู : “ตายในสนามรบหรือเปล่า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไม่ตายในสนามรบ สมัยนั้นก่อนออกรบปลุกพระก่อน มีคาคาอาคมทำให้หนังเหนียว ข้าศึกฟันไม่เข้า”

<O:p</O:p
ครู : “เวลาตายในชาติที่เป็นนักรบไปเกิดในแดนนรกหรือเปล่า เพราะฆ่าข้าศึกมาก…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไม่ตกนรก ไปเกิดเป็นเทวดา”

<O:p</O:p
ครู : “เพราะอะไร จึงเป็นเกิดเป็นเทวดาได้…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เพราะหลังจากรบมีการทำบุญ ทำทาน รักษาศีล มีการบำเพ็ญภาวนา คือนั่งสมาธิ เวลาตายในชาตินั้นจึงไม่ตกนรก”

<O:p</O:p
ครู : “รู้สึกภูมิใจว่าผืนแผ่นดินไทยที่เป็นเอกราชมาจนทุกวันนี้ เราได้มีส่วนเสียสละร่วมรบกู้ชาติให้เป็นอิสรภาพจนกระทั่งเรามาเกิดเป็นคนในปัจจุบันนี้ไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “รู้สึกภูมิใจ และรักแผ่นดินไทยมาก จะช่วยทำทำนุบำรุงประเทศให้เจริญ ช่วยดำรงพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไปเพื่อช่วยให้จิตใจของคนไทยมีความรักความสามัคคี ซื่อสัตย์ เพื่อประเทศไทยจะได้รุ่งเรืองตลอดไป”

<O:p</O:p
ครู : “ผลจากการฝึกวิชามโนมยิทธิซึ่งเป็นความรู้ขององค์

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยองค์หลวงพ่อเป็นผู้นำมาสอน ทำให้เราสามารถพิสูจน์คำสอนของสมเด็จพระพุทธองค์ที่ว่า แดนพระนิพพาน แดนพรหม แดนสวรรค์ แดนอบายภูมิ และการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนั้นมีจริง ถ้าเรายังต้องการกลับมาเกิดอีก ก็ต้องประสบกับความทุกข์อีก ดังที่เราได้ระลึกชาติมาแล้วว่าเราเคยเกิดมาทุกอย่างแล้ว

<O:p</O:p
ก็ขอให้ตัดสินใจว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายสำหรับการเกิด ถ้าตายเมื่อใดจุดหมายปลายทางมีจุดเดียวเท่านั้น นั่นคือขอเข้าสู่พระนิพพานตามองค์สมเด็จพระบรมสุคตแต่เพียงอย่างเดียว ทุกคนตัดสินใจได้ตามนี้ไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ตัดสินใจไปนิพพานแน่นอน”

<O:p</O:p
ครู : “เพราะฉะนั้นเมื่อกลับลงไปในเมืองมนุษย์ ขอให้ทุกคนรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ มีความเคารพในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง และจะทำงานทุกอย่างตามหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้าตายเมื่อใดขอไปพระนิพพานอย่างเดียว เมื่อทุกคนฝึกมโนมยิทธิ และฝึกเที่ยวภพต่าง ๆ ได้แล้ว แต่ละวันไม่ต้องไปหมดทุกจุดอย่างที่ฝึกวันนี้ <O:p</O:p
หลวงพ่อท่านบอกว่า ตื่นนอนเช้าไม่ต้องลุกขึ้นมาก็ได้ ให้เอาจิตหรืออทิสสมานกายขึ้นมาที่พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เพื่อกราบท่านปู่ ท่านย่า อัญเชิญท่านพ่อ ท่านแม่ ผู้มีพระคุณทั้งหมดแล้วกราบระลึกถึงพระคุณท่าน ต่อจากนั้นเอาจิตของเราไปอยู่ตรงหน้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่วิมานของพระองค์บนพระนิพพาน รับสัมผัสพระรูปพระโฉมท่านที่ทรงเครื่องพระนิพพานให้ใสเป็นแก้วทั้งองค์ เป็นการขับจิตเราให้สะอาดไปทีละนิด ไม่ช้าจิตก็จะชินกับอารมณ์พระนิพพาน ถ้าตายเมื่อใดเราจะได้มาอยู่บนแดนที่มีความสุขที่สุด นั่นคือแดนพระนิพพาน

<O:p</O:p

<O:p</O:p

(จบคำแนะนำการฝึกท่องเที่ยวตามภพต่าง ๆ)<O:p</O:p

Paang
02-06-2006, 09:52 AM
การฝึกญาณ ๘<O:p</O:p

คุณพรนุช คืนคงดี – ครูฝึก
<O:p</O:p
<O:p</O:p
ท่านที่ฝึกมโนมยิทธิได้แล้วตามที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นก็สามารถทำทิพจักขุญาณให้คล่องตัวขึ้นอีกมาก ถ้ารู้จักใช้ เมื่อเราได้นโนมยิทธิด้วยแล้ว เราสามารถใช้กำลังของมโนมยิทธิขึ้นไปถึงจุดสุดยอดคือพระนิพพาน จิตเราหรืออทิสสมานกายขณะที่อยู่นิพพานก็สะอาดที่สุด การรู้ก็ชัดเจนดีกว่า

<O:p</O:p
ดังนั้นในการฝึกญาณ ๘ ครู จึงนำท่านไปนิพพานก่อนในอันดับแรก แล้วใช้สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง เช่น วิมานพระพุทธเจ้า วิมานหลวงพ่อ ท่ามกลางสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประธาน ท่านผู้มีพระคุณทั้งหมดอยู่พร้อมคอยช่วยเหลือเรา ประคับประคองเรา เช่น ท่านที่เคยเป็นบิดา มารดา เรามาในกาลก่อน ท่านไม่ทิ้งเราแน่ เพราะขึ้นชื่อว่า พ่อ แม่ ไม่ทิ้งลูก ขอให้เรารู้จักท่านก่อน กราบไหว้ท่านก่อน ตามที่ฝึกได้แล้วตั้งแต่วันแรก
<O:p</O:p
<O:p</O:p
ฝึกทิพจักขุญาณ<O:p</O:p

ครู : “ขณะนี้ขอให้ทุกคนตัดสินใจให้แน่นอนอีกครั้งว่าเราไม่ต้องการเกิดอีกต่อไป จะเป็นคน เป็นเทวดา เป็นพรหมไม่ต้องการ ต้องการอย่างเดียวไปพระนิพพาน แม้ว่าร่างกายจะเป็นยังไงก็ช่าง มันจะขาดใจตายเดี๋ยวนี้เราก็พร้อมมุ่งเป็นนิพพานแห่งเดียว ตัดสินใจได้ไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ได้”

<O:p</O:p
ครู : “เมื่อตัดสินใจได้แล้วให้ตั้งใจนึกถึงบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอบารมีพระพุทธองค์ช่วยให้อารมณ์จิตสะอาดถึงที่สุด สามารถรู้สิ่งต่าง ๆ เวลานี้ได้ชัดเจนแจ่มใสตรงตามความเป็นจริงทุกประการ…เวลานี้มีใครอยู่ข้างหน้าไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มี”
<O:p</O:p

ครู : “ใครคะ”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “พระพุทธเจ้า”

<O:p</O:p
ครู : “กราบนมัสการท่าน ขณะที่นึกกราบ ขอเห็นอทิสสมานกายของเราด้วยค่ะ มีไหมคะ…?”<O:p</O:p

ศิษย์ : “มี”

<O:p</O:p
ครู : “แต่งตัวเหมือนเดิมไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไม่เหมือน”

<O:p</O:p
ครู : “แต่งยังไงคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สวยเหมือนเทวดา”

<O:p</O:p
ครู : “ใช้ได้ค่ะ ถูกต้อง นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว ดูรอบ ๆ ซิคะ มีใครมาอีกไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มี”

<O:p</O:p
ครู : “มามากหรือน้อยคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มากมายเต็มไปหมด”

<O:p</O:p
ครู : “แต่งตัวยังไงคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ใส่ชฎาเหมือนเทวดา”

<O:p</O:p
ครู : “ใช้ได้ ใจรู้สึกว่าท่านที่มาเป็นใครคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เคยเป็นพ่อ เป็นแม่ มาก่อน”

<O:p</O:p
ครู : “ดีแล้ว เวลานี้เห็นอทิสสมานกายของเราอยู่ใช่ไหมคะ นึกให้อทิสสมานกายของเรานี้มากเท่ากับจำนวนท่านที่มา แล้วกราบท่านบนตักทำได้ไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ทำได้แล้ว เห็นหลวงพ่อมาด้วย”

<O:p</O:p
ครู : “ดีใจไหมคะที่หลวงพ่อมาช่วยเรา…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ดีใจมาก”

<O:p</O:p
ครู : “กราบท่านที่พระบาท ดูซิคะ มีใครมาอีกไหมที่สว่างมากเท่า ๆ กับหลวงพ่อ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มี ยืนอยู่ใกล้ ๆ กัน”

<O:p</O:p
ครู : “กราบท่าน ท่านเป็นใครคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ท่านแม่”

<O:p</O:p
ครู : “ดีมาก ท่านแม่มาช่วยเราแล้ว ขอท่านไปกับเราด้วยท่านจะไปไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไป”

<O:p</O:p
ครู : “ขอบารมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ขอท่านพ่อท่านแม่ผู้มีพระคุณทั้งหมดช่วยพาไปนิพพาน ไปวิมานสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน…ถึงหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ถึงแล้ว”

<O:p</O:p
ครู : “พบอะไรบ้างคะ..?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เห็นวิมานใหญ่ สว่างดี”

<O:p</O:p
ครู : “เข้าไปเลยค่ะ ท่านพ่อท่านแม่มาด้วยหรือเปล่าคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มาด้วย เข้าได้แล้ว”

<O:p</O:p
ครู : “เจอใครบ้างคะ ในวิมานพระพุทธองค์…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เห็นพระพุทธเจ้านั่งอยู่บนแท่นกลางวิมาน”

<O:p</O:p
ครู : “เข้าไปใกล้ ๆ ท่าน กราบนมัสการใกล้ ๆ พระบาทแล้วดูซิคะ พระพุทธองค์แต่งองค์ยังไง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เหมือนเทวดา”

<O:p</O:p
ครู : “นี่แหละค่ะ พระพุทธองค์อยู่ที่นิพพานจะแต่งองค์แบบนี้เรียกว่า ภาพพระนิพพาน จำให้ติดใจ นึกถึงพระพุทธเจ้าคราวใดนึกถึงภาพนี้นะคะ เห็นตัวเราไหมคะ…?

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เห็น อยู่ตรงหน้า ตัวเล็กนิดเดียว”

<O:p</O:p
ครู : “ใช่ พระพุทธเจ้าท่านมีพระวรกายใหญ่กว่าเรามาก เพราะท่านมีบารมีมาก ตัวเราเล็กขนาดไหนคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “นิดเดียว”

<O:p</O:p
ครู : “นอกจากพระพุทธเจ้า และท่านพ่อท่านแม่ที่พาเรามาแล้ว ในวิมานยังมีใครอีกไหมคะดูซิ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “นั่งเต็มไปหมดครับ แต่งตัวเหมือนเทวดาหมด”
<O:p</O:p
ครู : “ความรู้สึกของใจ ท่านเป็นใครคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สาวก”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกแล้วท่านเป็นพระอรหันต์ สาวกของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า นึกให้อทิสสมานกายของเราที่นั่นมีจำนวนเท่ากับพระอรหันต์ แล้วกราบท่านบนตัก”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “กราบแล้วครับ”<O:p</O:p

ครู : “ตั้งใจขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วยให้การฝึกความรู้ในด้านญาณ ๘ ประการ ซึ่งเป็นความรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันนี้ขอบารมีท่านช่วยให้ข้าพระพุทธเจ้ารู้ได้ชัดเจนแจ่มใสและถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอองค์สมเด็จพระจอมไตรช่วยให้ข้าพระพุทธเจ้าเห็นสภาพของแดนพระนิพพานว่ามีอาณาเขตแค่ไหน ความสว่างไสวมีเพียงใด มีอะไรอยู่บ้าง ขอดูภาพตามความเป็นจริงพระพุทธเจ้าข้า”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “กว้างขวางสุดตาก็ยังไม่สิ้นอาณาเขต”
<O:p</O:p

ศิษย์ : “สว่างมากครับ”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีวิมานยอดแหลมอยู่มากมายเต็มเนื้อที่เลย”

<O:p</O:p
ครู : “วิมานสว่างไหม ทำด้วยอะไรคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ทำด้วยแก้ว สว่างในตัวเอง สวยครับ”

<O:p</O:p
ครู : “ทำให้ดูภาพนี้เพราะต้องการให้ท่านทราบความความเป็นจริงว่า พระนิพพานเป็นดินแดนที่มีอยู่จริง ๆ เราสามารถมาพบได้ ถ้าสลัดกิเลสทิ้งให้หมดใจโดยสิ้นเชิง แม้แต่ละอองกิเลสก็ไม่เหลือติดใจ อย่างเวลานี้นี่แหละ เราจะพบพระนิพพานได้ ต่อไปให้ทุกคนกราบขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วยให้ข้าพระพุทธเจ้าเห็นเป็นภาพเนรมิตว่ามีท่านผู้ใดบ้างที่สามารถอยู่พระนิพพานได้ และมีวิมานอยู่ทั่วไปตามที่เห็นอยู่ขณะนี้…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีพระพุทธเจ้ามากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นครับ”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้อง นึกให้อทิสสมานกายเรามีจำนวนมากเท่ากับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด แม้จะเป็นภาพเนรมิตก็ตั้งใจนึกกราบนมัสการพระพุทธองค์ที่ใกล้ ๆ พระบาท นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว ที่นิพพานยังมีพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์อีกเป็นปริมาณเท่าใด ขององค์สมเด็จพระจอมไตรช่วยให้เห็นภาพทั้งหมดเลยพระพุทธเจ้าข้า ใครเห็นอะไรบ้างตอบมา…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “โอ้โฮ มากมายอะไรยังงั้น เต็มสุดตาทั่วไปหมด แต่งองค์ยังกะเทวดาทั้งนั้นเลยครับ”

<O:p</O:p
ครู : “มีใครยังเห็นไม่เต็มที่มีไหมคะ ถ้ามีให้ขอบารมีพระพุทธเจ้าช่วย ขอท่านพ่อ ท่านแม่ช่วย ให้เห็นให้เต็มที่ เป็นไง เต็มที่หรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีภาพมากขึ้นอีกค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “เอาละให้นึกถึงพระพทุธเจ้าไว้แล้วนึกให้กายของเรามีจำนวนมากเท่าท่านที่ปรากฏทั้งหมดแล้วกราบท่านนะคะ ต่อไปขอบารมีสมเด็จพระชินศรีทุก ๆ พระองค์ช่วยให้เห็นภาพพรหม และเทวดาทั้งที่เป็นพระอริยเจ้า และไม่ใช่ มีเท่าใดขอเห็นทั้งหมดเลยพระพุทธเจ้าข้า”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มาเต็มเลยครับ”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “แสงสว่างน้อยลงไปถนัดเลยค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “ก็เทวดาหรือพรหม จะเทียบกับพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้ายังไงล่ะ ก็ต้องกราบท่านในฐานะท่านเป็นผู้ประเสริฐ เราเป็นคนจะยังไง ๆ ก็เอาดียังไม่ได้เพราะยังมีร่างกายอยู่ ท่านทั้งหมดไม่มีร่างกายอย่างเรา ท่านก็สบาย ไม่มีความทุกข์ เท่าที่ท่านเห็นภาพต่าง ๆ มาทั้งหมดนี้ ท่านใช้ลูกตาหรือเปล่าคะ…?

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เปล่าครับ ใช้ใจครับ”

<O:p</O:p
ครู : “เมื่อจิตหรืออทิสสมานกายของท่านสะอาดก็พบกับสิ่งที่เป็นทิพย์ได้ เราเห็นพระพุทธเจ้าได้ พรหม เทวดา ก็เห็นได้ เห็นนรก เปรต อสุรกายได้ อย่างนี้ท่านเรียกว่าทิพจักขุญาณ”
<O:p</O:p
<O:p</O:p

ฝึกปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
<O:p</O:p

<O:p</O:p
ครู : “ต่อไปเราจะใช้ทิพจักขุญาณที่เราได้แล้วนี้ ไปรู้เรื่องอื่นต่อไป คือการระลึกชาติ คราวที่แล้วเราไปเที่ยว พรหม สวรรค์ นรก เปรต อสุรกาย เราถอยหลังชาติการเกิดของเราได้ว่าเราเคยเกิดเป็นอะไรมาบ้างกี่ชาติ ตอนนี้ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านผู้มีพระคุณทั้งหมดช่วยให้เห็นภาพในอดีต คือก่อนที่ข้าพระพุทธเจ้าจะมาเกิดเป็นคนชาตินี้ ข้าพระพุทธเจ้ามาจากไหน ขอดูภาพตามความเป็นจริง มีภาพเกิดขึ้นหรือยังคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มีอยู่ตรงหน้า”

<O:p</O:p
ครู : “รูปร่างเป็นยังไงคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สวยดี มีชฎาใส่ด้วย”

<O:p</O:p
ครู : “ดูให้ทั่วตัวซิ แต่งตัวเหมือนอะไร…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เทวดาครับ”

<O:p</O:p
ครู : “เป็นเทวดาอยู่สวรรค์ชื่ออะไร เข้าไปถามท่านแม่ ความรู้สึกของจิตตอนนี้คือคำตอบค่ะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ดาวดึงส์ครับ”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกต้องแล้ว คุณมาจากเทวดา ถอยหลังไปอีกสักชาติซิคะ ว่าก่อนจะไปเกิดเป็นเทวดาคุณเป็นอะไรมาก่อน ขอบารมีสมเด็จพระชินวรช่วยให้เห็นภาพชัดเจนตามความเป็นจริง”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เป็นคนครับ”

<O:p</O:p
ครู : “ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ ช่วยให้เห็นภาพสมัยที่เกิดเป็นคนตั้งแต่เกิดมาจนตายทำอะไรไว้บ้าง โดยเฉพาะตอนตายใจนึกถึงอะไร ขอพระพุทธองค์ช่วยให้เห็นภาพชัด ๆ พระเจ้าข้า…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ตอนเป็นเด็กก็ยังงั้นแหละครับ ยิงนก ตกปลา ไปเรื่อยก็บาปละ โตมาหน่อยก็มีโอกาสทำบุญกับพระองค์หนึ่ง ถวายทานท่าน แต่ผมก็ยังกินเหล้าอยู่นี่ เอ..ตอนตายนี่มันกระทันหันจริง ๆ หัวใจมันตีบอึดอัด ก็นึกถึงพระที่เคยถวายทานท่าน รักท่านมาก อยากให้ท่านช่วย ก็เลยขาดใจตายลอยไปเป็นเทวดา”<O:p</O:p

ครู : “อาศัยนึกถึงพระนะคะจึงไปเป็นเทวดาได้ เป็นอันว่าการนึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แค่นิดเดียวก็ไปเป็นเทวดาได้ เกินคุ้มจริง ๆ โชคดี ถ้าเราจะถอยหลังชาติการเกิดของเราไปเรื่อย ๆ ก็ไม่มีที่สิ้นสุด เราจึงรวบยอดการเกิดเป็นพรหมบ้าง เทวดาเท่าไร คนเท่าไร สัตว์เดรัจฉาน อสุรกาย เปรต และสัตว์นรก เราเคยเกิดมาแล้วทั้งนั้น เพราะกรรมอะไรเป็นต้นเหตุ จำได้ไหมคะ ทำดีอะไรไว้จึงเป็นเทวดา เป็นพรหมได้ หรือว่าทำชั่วอะไรบ้างที่ทำให้เราไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน กรรมชั่วส่วนนี้ไม่น่าทำต่อไป กฎของกรรมที่ทำให้เราได้รับผลเป็นความสุข เช่น ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม หรือกฎของกรรมที่ทำให้เราได้รับผลเป็นความทุกข์แสนสาหัสเช่นไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานนี้ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ยถากรรมมุตาญาณ เวลานี้จิตเราสะอาดดูภาพไปเลยว่าเราเคยเกิดเป็นพรหมมากี่ชาติ เทวดากี่ชาติ คนเท่าไร สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน แต่ละอย่างมีปริมาณเท่าใด…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มากมายนับไม่ไหวแล้วครับ”

<O:p</O:p
ครู : “เรื่องการระลึกชาตินี้ทุกท่านอาจไปซ้อมดูของท่านเองได้แต่ละอย่างไป เช่น เรารังเกียจไส้เดือน กิ้งกือ ก็ขอดูภาพถอยหลังไปว่าเราเคยเกิดเป็นไส้เดือน กิ้งกือบ้างไหม ดูเดี๋ยวนี้เลยค่ะ หลวงพี่ว่าไงคะมีภาพไหม..?”

<O:p</O:p
ศิษย์(พระ) : “เยอะเลยครับ”

<O:p</O:p
ครู : “เห็นแล้วรู้สึกเป็นยังไงคะ…?

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สลดใจครับ”

<O:p</O:p
ครู : “อยากเกิดอีกไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไม่เอาแล้วครับ เบื่อเต็มที”

<O:p</O:p
ครู : “ก็ดีที่เบื่อ การถอยหลังชาติการเกิดของเราทำให้เกิดอารมณ์เบื่อไปเอง เห็นไหมว่าพระพุทธเจ้าสอนปุพเพนิวาสานุสสติญาณไว้เพื่อให้เราเบื่อในการเกิด”

<O:p</O:p</O:p

ฝึกจุตูปปาตญาณ
<O:p</O:p



ครู : “ต่อไปเป็นจุตูปปาตญาณ เป็นการใช้ทิพจักขุญาณรู้เรื่องของบุคคลหรือสัตว์อื่นว่า ก่อนที่เขาจะมาเกิดน่ะมาจากไหน และตายแล้วไปไหน ถ้าเราทำจนคล่องตัวดีแล้ว ได้ยินชื่อคนก็บอกได้เลยว่าก่อนเกิดมาจากไหน หรือได้ข่าวคนตายตามดูได้เลยว่า อทิสสมานกายออกจากร่างไปไหน เวลานี้ขอให้ทุกคนกราบนมัสการสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำใจสบาย ๆ เอ้า พิณทิพย์ ขอดูดวงแขว่าก่อนจะมาเกิดเป็นคนชาตินี้เธอมาจากไหน ดูภาพที่อยู่ข้างหน้ามีลักษณะเป็นยังไง…?” (พิณทิพย์ และดวงแข เป็นชื่อของผู้รับการฝึก)

<O:p</O:p
ศิษย์ : “พรหมค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “ตรงกันใช่ไหม ต่อไป แม่ชีคะดูหลวงพี่ที่มาจากเชียงใหม่องค์นี้ซิคะ ว่าก่อนจะมาเกิดเป็นคนชาติท่านมาจากไหน…?”
<O:p</O:p

ศิษย์ : “พรหมค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “หลวงพี่ดูซิคะ ใช่ไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์(พระ) : “ใช่ครับ”

<O:p</O:p
ครู : “ต่อไปหลวงพ่อดูคุณลุงซิคะว่าก่อนมาเกิดชาตินี้มาจากไหน…?”
<O:p</O:p

ศิษย์(พระ) : “เทวดาครับ”

<O:p</O:p
ครู : “คุณลุงคง ใช่หรือเปล่าคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ใช่ครับ”

<O:p</O:p
ครู : “ต่อไปขอให้ทุกคนขอบารมีพระพุทธเจ้าช่วยให้เห็นภาพตามความเป็นจริงว่าคนหรือสัตว์ที่ตายแล้วไปไหน คำว่าตายคืออทิสสมานกายออกจากร่างไปไหน เรารู้จักแล้วใช่ไหมคะว่า รูปร่างของสัตว์นรกเป็นยังไง เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน คน เทวดา พรหม หรือพระที่เข้านิพพานไปแล้ว มีลักษณะเป็นเช่นไร ดังนั้นเพื่อขอดูภาพอทิสสนมานกายที่ออกไปแล้ว เราจะรู้จักทันทีว่าอยู่ที่ไหน หลวงพี่คะบอกคนที่รู้จักและตายไปแล้วมาสักคนซิคะ…?”

<O:p</O:p
ผู้ฝึก : “เป็นพระครูอยู่ที่วัด…ครับ เพิ่งตายไม่นานมานี่เอง”

<O:p</O:p
ครู : “เวลานี้เห็นพระพุทธเจ้าไหมคะ…?”

<O:p</O:p
ผู้ฝึก : “เห็น”

<O:p</O:p
ครู : “ดูภาพพระพุทธเจ้าให้ชัด แล้วขอบารมีพระพุทธองค์ช่วย ขอดูภาพ พระครู…ที่มรณภาพไปแล้วนี้ เวลานี้อยู่ที่ไหน ขอองค์สมเด็จพระจอมไตร และท่านพ่อ ท่านแม่ช่วยให้เห็นภาพตามความเป็นจริงพระพุทธเจ้าข้า”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เทวดาค่ะ”

<O:p</O:p
ศิษย์(พระ) : “ครับ แต่งตัวเหมือนเทวดา”<O:p</O:p

ครู : “คนอื่น ๆ เห็นเป็นยังไงค่ะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เทวดาครับ”

<O:p</O:p
ครู : “ถามพระครู…ซิคะว่าก่อนตายทำใจยังไงจึงมาเกิดเป็นเทวดาได้”
<O:p</O:p
ศิษย์ : “ท่านบอกว่า ใจสบายนึกถึงการก่อสร้างบูรณะวัดให้ดีขึ้น ใจก็เป็นสุข”
<O:p</O:p
ครู : “ก็ต้องจำเอาไว้นะคะว่า การทำความดีมีผลอย่างนี้การรู้เรื่องการเกิด และการตายของบุคคลอื่นเขาเรียกว่า จุตูปปาตญาณ”<O:p</O:p
<O:p
</O:p

ฝึกเจโตปริยญาณ

<O:p</O:p

ครู : “ต่อไปเป็น เจโตปริยญาณ การใช้ทิพจักขุญาณรู้กำลังใจของตัวเอง และบุคคลอื่น เวลานี้เห็นอทิสสมานกายของเราเองไหมคะ แต่งตัวยังไง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เห็นแล้ว แต่งตัวเหมือนเทวดา”

<O:p</O:p
ครู : “และอทิสสมานกายของเพื่อนที่ไปด้วยกันล่ะมีไหม…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “มี ก็แต่งตัวเหมือนกัน”

<O:p</O:p
ครู : “อทิสสมานกายที่เราเห็นนั่น จะซ้อนอยู่ในกายเนื้อของแต่ละบุคคลที่ยังไม่ตาย อาศัยเราได้ทิพจักขุญาณจะเห็นอทิสสมานกายได้ ขณะนี้เรารู้จักแล้วใช่ไหมคะว่า สัตว์นรกรูปร่างยังไง เปรต อสุรกาย มีรูปร่างเป็นยังไง สัตว์เดรัจฉาน คนเราก็รู้แล้ว เทวดา พรหม เราก็พบมาแล้วว่ามีรูปร่างเป็นยังไง แม้กระทั่งพระอริยเจ้าที่เข้าพระนิพพานแล้วเราก็เคยพบมาแล้ว ดังนั้นถ้าเรามองคน ตาก็กระทบกายเนื้อ แต่ถ้าอาศัยจักขุญาณก็จะเห็นอทิสสมานกายของบุคคลนั้น ภายในได้ภาพที่ปรากฏบอกลักษณะชัด อันแสดงถึงคุณธรรมของเขาได้

<O:p</O:p
ขณะนี้ขอให้ทุกคนมองภาพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ชัด ขอบารมีสมเด็จพระทรง สวัสดิโสภาคย์ช่วยให้เห็นภาพตามความเป็นจริง เมื่อข้าพระพุทธเจ้ามองคน ถ้าบุคคลคนนั้นเขาตายเดี๋ยวนั้นจะไปเกิดในนรก อทิสสมานกายของเขาที่ปรากฏกับใจของข้าพระพุทธเจ้าจะมีรูปร่างเช่นไรพระพุทธเจ้าข้า ขอดูภาพ”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เป็นรูปคนผอม ทรุดโทรม ไม่มีผ้านุ่ง ผ้าห่มซีดเซียว ดำ”

<O:p</O:p
ครู : “เหมือนอะไรที่เราเคยพบมาแล้ว เมื่อวานนี้”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “สัตว์นรก”

<O:p</O:p
ครู : “ใช่ ต่อไปขอดูอีกครั้งถ้าบุคคลบางคนที่มองดูถ้าภาพอทิสสมานกายปรากฏแก่เราเป็นแบบเทวดา แสดงว่าบุคคลนั้นเขาตายเดี๋ยวนั้นจะไปไหน กราบทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความรู้สึกของใจอารมณ์แรกคือคำตอบ”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไปสวรรค์”

<O:p</O:p
ครู : “คุณลุงล่ะคะ เห็นเป็นยังไง ไปไหน…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “ไปเป็นเทวดาครับ”

<O:p</O:p
ครู : “คนอื่น ๆ รู้สึกว่ายังไงคะ…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เหมือนกันค่ะ”

<O:p</O:p
ครู : “ถูกแล้ว ภาพอทิสสมานกายที่ซ้อนอยู่ในกายเนื้อของแต่ละคนบ่งบอกถึงความดีความชั่วของคนนั้นได้เลย ต่อไปสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านสอนไว้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ นอกจากจะเห็นอทิสสมานกายของเราหรือใครแล้ว ก็สามารถเห็นกำลังใจหรือกระแสจิตเป็นดวงกลม ๆ แล้วดูสีของจิตในขณะนั้นได้ด้วย ให้ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงโปรดเนรมิตให้เห็นจิตของข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า เห็นภาพหรือยัง…?”

<O:p</O:p
ศิษย์ : “เห็นแล้ว ขาวสว่างดี มีแสงออกด้วย”