PDA

View Full Version : หลักการปฏิบัติธุดงค์


Paang
02-01-2006, 08:18 AM
<CENTER>คำอนุโมทนา</CENTER>

เนื่องจากการจัด งานธุดงค์ เมื่อปี ๒๕๔๐ ได้มีเจ้าภาพจัดพิมพ์หนังสือคู่มือเล่มเล็ก ๆ เพื่อแจกแก่ผู้ร่วมปฏิบัติธุดงค์ทุกท่าน ผู้เป็นเจ้าภาพร่วมทุน พร้อมทั้งเป็นผู้จัดพิมพ์ต้นฉบับส่งโรงพิมพ์เองในครั้งนั้น ได้แก่ ..

คุณรัตนา ชินบุตรานนท์ , คุณณัฐสุดา แซ่เอี๊ยว และคณะ , คุณสุชัย ชินบุตรานนท์ , คุณอชิระ โกศลสาธิต และ คุณชวการ ชาญกนกรัตน์
สำหรับงานธุดงค์ในปีนี้นับเป็นปีที่ ๖ คุณเยาวลักษณ์ (ขวัญ) มิตรศรัทธา และครอบครัว ได้มีเจตจำนงกับ ท่านพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ ว่าจะขอรับเป็นเจ้าภาพในการจัดพิมพ์เอง

ท่านเจ้าอาวาสจึงมอบหมายให้อาตมาเป็นผู้จัดหาเรื่องธุดงค์ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยแนะนำไว้มาพิมพ์แจกแก่ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่จะมาร่วม "งานปฏิบัติธุดงค์" ในปี ๒๕๔๑ นี้


โดยเฉพาะเจ้าภาพได้ปรารภว่า อยากจะให้แนะนำเรื่อง ข้อปฏิบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ฆราวาสพอจะนำไปประพฤติปฏิบัติได้ ซึ่งเป็นข้อบัญญัติสำหรับพระภิกษุและสามเณร นั่นก็คือเรื่อง "เสขิยวัตร" แปลว่า "ข้อวัตรที่ควรศึกษา" ซึ่งอาตมาจะได้นำไปกล่าวไว้ในตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้
ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่อง "ธุดงค์" ต่อไป ทางวัดขออนุโมทนาแด่เจ้าภาพทุกท่าน พร้อมทั้งผู้อ่านทั้งหลาย ที่มีเจตนาเป็นมหากุศลหวังจะช่วยกันค้ำจุนพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะข้อปฏิบัติที่สำคัญสูงสุดทางพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นข้อวัตรที่เร่งรัดตัดกิเลสกันจริง ๆ
จึงขออานุภาพแห่งบุญกุศลที่ท่านทั้งหลายได้ประพฤติมาแล้วนั้น ตั้งแต่อดีต จนกระทั่งปัจจุบันนี้ จงสนองผลให้ท่านเป็นผู้มีปัญญาญาณอันบริสุทธิ์ ปราศจากมลทินแห่งใจ คือ "กิเลส" อันเป็นเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายโดยฉับพลันในชาติปัจจุบันนั้นเทอญ ฯ

<TABLE width="100%"><TBODY><TR><TD align=right> พระชัยวัฒน์ อชิโต
</TD><TR><TD align=left><!--BEGIN WEB STAT CODE----><SCRIPT language=javascript1.1> page="thudong";</SCRIPT><SCRIPT language=javascript1.1 src="http://truehits2.gits.net.th/data/d0006089.js"></SCRIPT><SCRIPT language=javascript1.2>sv=1.2;ss=screen.width+'*'+screen.height;sc=(bn=='MSIE')?screen.colorDepth:screen.pixelDepth;if(sc==udf){sc='na';}</SCRIPT><SCRIPT language=javascript1.3>sv=1.3;</SCRIPT> ๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ <!-- END WEBSTAT CODE -->
<TD>
<TD align=right>
</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
02-01-2006, 08:26 AM
<CENTER>หลักการปฏิบัติธุดงค์</CENTER><CENTER> </CENTER>
พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน ท่านกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า .. "ในเวลาใกล้ที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ จะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน ในกาลนั้น พระมหากัสสปเข้าไปทูลลาองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จะออกธุดงค์ สมเด็จพระพุทธองค์จึงได้ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า

"กัสสปะ! ดูก่อน กัสสป เวลานี้ตถาคตก็แก่แล้ว เธอก็แก่แล้ว จงละจากการอยู่ป่าเสียเถิด จงอยู่ในสถานบ้านเมือง จงรับสักการะที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายมีความเลื่อมใสเธอ และชีวิตของเธอกับชีวิตของตถาคตก็ใกล้อวสานแล้ว"

พระมหากัสสปก็ได้กราบทูลองค์สมเด็จพระประทีปแก้วว่า

"ภันเต ภควา .. ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ พระพุทธเจ้าข้า การที่ข้าพระพุทธเจ้าปฏิบัติธุดงควัตรอย่างนี้ ก็มิได้หมายคามว่า จะปฏิบัติเพื่อความดีของตน.."

( ทั้งนี้เพราะอะไร..เพราะพระมหากัสสปเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ความดีของท่านจบกิจพระพุทธศาสนาแล้ว แต่ก็กราบทูลกับองค์สมเด็จพระประทีปแก้วว่า )

"..ที่ข้าพระพุทธเจ้าทำอย่างนี้ ก็เพื่อว่าจะให้เป็นแบบฉบับของบรรดาภิกษุทั้งหลายภายหลัง ที่เกิดมาไม่ทันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้ทราบว่า ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ยังมีพระคณะหนึ่งนิยม "ธุดงควัตร" เป็นสำคัญ เพื่อเป็นการส่งเสริมบรรดาภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นประพฤติปฏิบัติตาม"

ฉะนั้น ธุดงค์แท้ ๆ ตามแบบฉบับ พระมหากัสสป ก็คือ แบบของพระพุทธเจ้านั่นเอง คำว่า "ธุดงค์" แปลว่า องค์ที่ประกอบไปด้วยความดี ชาวบ้านเขาแปลว่ายังไงก็ไม่รู้ แต่ขอแปลเป็นภาษาไทยว่า "ตั้งใจทำความดี"

ธุดงค์มีอยู่ ๑๓ ข้อด้วยกัน ปฏิบัติได้ทั้งอยู่ในป่าช้า อยู่ในป่าชัฏ อยู่ในบ้าน หรืออยู่ในวัด ธุดงค์นี่อยู่ในวัดก็ปฏิบัติได้ หรือว่า ชาวบ้านจะปฏิบัติธุดงค์ก็ปฏิบัติได้ เขาไม่ห้าม การปฏิบัตินี้ไม่มีเฉพาะพระหรือไม่มีเฉพาะเณร

อันดับแรกจะถือ "สันโดษ" เป็นสำคัญ เตจีวเรนะ เราพอใจเฉพาะเครื่องนุ่งห่มที่มีอยู่ชุดเดียว อย่างนี้ฆราวาสก็ทำได้ เราจะไม่มีผ้าเกินกว่าชุดเดียว เว้นไว้แต่ผ้าผลัดอาบน้ำ พอใจเพียงเท่านี้

แต่ว่าพอใจเพียงเท่านี้ก็ยังใช้ไม่ได้ ต้องน้อมลงไปว่าที่เราพอใจผ้าผืนเดียวนี้ เป็นการตัดความรุ่มร่าม ตัดความละโมภในเครื่องอาภรณ์ เครื่องประดับ หรือเครื่องแต่งตัว

และก็ต้องพิจารณาด้วยว่า การที่จะห่มผ้า การที่จะนุ่งผ้าใส่เสื้อนี่ เราไม่ต้องการความสวยสดงดงามของผิวพรรณ เราไม่ต้องการความสวยสดงดงามของเสื้อผ้า เราห่มผ้า เราใส่เสื้อ เรานุ่งผ้า เพื่อปรารถนาป้องกันความหนาว ความร้อน หรือเหลือบยุงเท่านั้น ไม่ต้องการความสวยสดงดงาม ความเรียบร้อยใด ๆ ทั้งหมด

เพราะเราคิดไว้เสมอว่า ชีวิตของเรานี้มีความตายในที่สุด เราจะแต่งให้มันดีไปยังไง .. ก็แก่ลงทุกวัน ร่างกายเป็น "โรคะนิทธัง" เป็นรังของโรค มันป่วยทุกวัน แล้วในที่สุดมันก็ตาย
ผ้าผ่อนท่อนสไบที่เราแต่งกายนี่เหมือนกัน มันก็เก่าลงไปทุกวัน ในที่สุดมันก็ขาด ทั้งร่างกายก็ดี เครื่องอาภรณ์ เครื่องประดับ ผ้าผ่อนท่อนสไบก็ดี ไม่เป็นที่ถูกใจ ไม่เป็นที่ประสงค์ของเรา เพราะว่าเราไม่ได้มองเห็นว่าร่างกายเป็นของดีสำหรับเรา

เพราะร่างกายนี่มัน ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ประกอบไปด้วย ธาตุ ๔ และก็มี วิญญาณธาตุ เข้ามาอาศัย มีอากาศธาตุ มาบรรจุให้เต็ม เป็นเรือนร่างที่อาศัยของจิตชั่วคราว</B>

มันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วเสื่อมไปทุกวันและตายในที่สุด ร่างกายที่ประกอบไปด้วยทุกข์ ความทุกข์ต่าง ๆ ที่มันมีกับเรา เพราะอาศัยร่างกายเป็นสำคัญ

ฉะนั้น ที่เราปฏิบัติความดีนี้นั้น เราไม่ต้องการร่างกายอย่างนี้อีก เรามุ่งศัพท์เดียวที่ พระอินทร์ ตรัสในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรินิพพานว่า

"เตสัง วูปะสะโม สุโข" ซึ่งแปลเป็นใจความว่า การเข้าไปสงบกายนั้น ชื่อว่ามีความสุข
คำว่า "สงบกาย" หมายความว่า เราไม่ต้องการกาย คือ ขันธ์ ๕ อย่างนี้ต่อไป เพราะขันธ์ ๕ มันเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา

ตายชาตินี้แล้ว เราก็ปล่อยขันธ์ ๕ ทิ้งไว้เป็นสมบัติของโลก เครื่องอาภรณ์ เครื่องประดับต่าง ๆ เราก็ทิ้งมันไว้ เราไม่ต้องการมันอีก จิตมีความประสงค์อย่างเดียวคือ พระนิพพาน
นี่ว่ากันถึงว่าเครื่องแต่งกาย ถือผ้า ๓ ผืนนะ อย่าถือส่งเดช ต้องถือให้มันเป็นกรรมฐาน ถืออสุภสัญญา และ ไตรลักษณญาณ แล้วก็ สักกายทิฏฐิ ต้องถือไปถึงจุดนั้น จึงชื่อว่าเป็นธุดงค์แท้ ๆ

ทีนี้ ถ้าเราถือ เอกภาชนะ หรือ เอกา "เอกภาชนะ" กินภาชนะเดียว "เอกา" กินเวลาเดียว ถือแค่กินแค่นี้ไม่พ้นหรอก เวลาก่อนจะกินเราต้องพิจารณาเป็น อาหาเรปฏิกูลสัญญา ไม่ติดในรส

อาหารอะไรก็ตาม ถ้าไม่เป็นโทษแก่ร่างกาย และก็ไม่ผิดพระวินัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติ เรากินได้ทุกอย่าง เพราะว่าการกินไม่ต้องการรส กินเพื่อยังอัตภาพให้ทรงอยู่เท่านั้น เท่านี้ยังไม่พอ ยังไม่เป็นธุดงค์แท้

ธุดงค์แท้ต้องจับใจเข้าไปอีกว่า เวลาจะกินอาหารจะต้องพิจารณาให้เป็น อาหาเรปฏิกูลสัญญา พิจารณาว่าอาหารนี้มาจากพื้นฐานแห่งความสกปรกทั้งหมด ข้าวที่จะมีเมล็ดข้าวขึ้นมาได้ เพราะอาศัยปุ๋ย ปุ๋ยมันมาจากความสกปรก ของสกปรกเป็นปุ๋ยเลี้ยงพืช

เมื่อข้าวมันโตขึ้นมาจากความสกปรก เมล็ดข้าวก็ชื่อว่าเป็นเชื้อสายของความสกปรก ผักต่าง ๆ ที่เราบริโภค เขามาจากปุ๋ย คือ ความสกปรก บรรดาเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมาได้ เพราะอาศัยของสกปรกเป็นพื้นฐานเป็นอาหารและเนื้อสัตว์ทั้งหมดก็สกปรก

ในเมื่อเรากินของสกปรกเข้าไป ร่างกายของเรามันก็สกปรก ร่างกายเกิดขึ้นมาจากพื้นฐานแห่งความสกปรก เราก็ต้องพิจารณาว่าร่างกายของเราเกิดขึ้นมาได้ เพราะพื้นฐานแห่งความสกปรก อาหารที่พยุงร่างกายเข้าไปก็เป็นอาหารที่สกปรก

รวมความว่า ร่างกายของเรานี้ทั้งร่างกาย เต็มไปด้วยความสกปรก ร่างกายเราก็สกปรก ร่างกายของบุคคลอื่นก็สกปรก

เป็นอันว่าความผูกพันในร่างกายทั้งหมด จะเป็นร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของคนอื่นก็ดี จะไม่มีสำหรับเรา เพราะว่าคนทุกคนต้องการความสะอาด คำว่า "เรา" ในที่นี้คือ "จิต" ที่มาสิงอยู่ในร่างกาย

การที่มาได้อย่างนี้เพราะ อำนาจกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม นำเรามาเข้าสู่ร่างกายที่เต็มไปด้วยความสกปรก มันจับเข้ามาขังคุกไว้ หลงเล่ห์เหลี่ยมของ "กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม"

กิเลส คือ จิตชั่ว ตัณหา คือ ความอยาก อยากสวย อยากรวย อยากโกรธ อยากจะสะสมทรัพย์สิน อยากทรงชีวิตอยู่ อยากเกิดใหม่ อันนี้เป็นกำลังของ "ตัณหา"

อุปาทาน คิดว่าของสวยเป็นของดี ความรวยเป็นของดี โกรธชาวบ้านเป็นของดี สะสมทรัพย์สินพอกพูนไว้ หลงใหลใฝ่ฝันปรารถนาในความเกิดใหม่เป็นของดี อย่างนี้เป็น "อุปาทาน"

และก็ อกุศลกรรม เมื่อจิตมันชั่วแบบนี้ มันก็ทำในทางที่ชั่ว เพราะความไม่ฉลาด (อกุศล แปลว่า ความไม่ฉลาด) ทำด้วยความไม่ฉลาด คือ สร้างความเศร้าหมองให้เกิดขึ้น ทำกรรมสิ่งใดที่อยากจะได้ของสวย อยากจะได้ความร่ำรวย อยากจะโกรธชาวบ้าน อยากจะสะสมทรัพย์สิน อย่างนี้เป็น "อกุศลกรรม" ที่มันเกิดขึ้นกับจิต

ที่เราต้องเกิดมาเป็นทุกข์อย่างนี้เพราะความโง่ โง่ติดกับของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และ อกุศลกรรม คือ มีอวิชชา เป็นนายใหญ่

ฉะนั้น เวลานี้เรารู้แล้ว พบองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเลิกคบ กิเลส ตัณหา อุปาทาน และ อกุศลกรรม ขับไล่ อวิชชา ตัวใหญ่ คือ หัวหน้าพาลใหญ่ให้พินาศไปด้วยกำลังของ ปัญญา คือ ไม่ติดใน ขันธ์ ๕ ไม่ติดในร่างกายของเรา และไม่ติดในร่างกายของบุคคลอื่น

นี่ขอพูดแบบย่อ ๆ ธุดงค์นี่พูด ๓ ปี ไม่จบหรอก จะไปจบอะไร ธุดงค์มีตั้ง ๑๓ ข้อ ข้อหนึ่งพูดไปเป็นปียังไมจบ เป็นอันว่าถ้าเทศน์จบแล้วก็เถอะ คนฟังนี่ตายเป็นแถว คนเทศน์ก็ตายก่อนจบพอดี..ก็ไม่ไหวใช่ไหม?


<CENTER>สำคัญที่ "จิตสงัด" </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER></CENTER><CENTER></CENTER>
ทีนี้รวมความว่า ถ้าเราจะประพฤติธุดงค์ เราจะอยู่ในวัดก็ได้ อยู่ในป่าช้าก็ได้ อยู่ในป่าชัฏก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ คำว่า "ธุดงค์" เราต้องการความสงัด สงัดอะไร .. สงัดจากกิเลส

http://www.putthawutt.com/pic/thudong002.jpg

ทีนี้การสงัดจากกิเลสนี่ ถ้าเราอยู่ในป่า ถ้าจิตมันมั่วสุมกับกิเลส มันจะสงัดได้ยังไง ถ้าอยู่ป่าช้าจิตเรายังมั่วสุมในความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันจะสงัดได้ยังไง เป็นอันว่า พราหมณ์ถามองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาว่า

"พระอริยเจ้าต้องการป่าช้า ป่าชัฏ บ้านร้าง เป็นที่สงัดใช่ไหม?"

องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงตรัสว่า

"พราหมณะ! ดูก่อน พราหมณ์..พระอริยเจ้าต้องการที่สงัดจริง เพราะพระอริยเจ้าอยู่ป่าชัฏก็สงัด อยู่ป่าช้าก็สงัด อยู่บ้านร้างก็สงัด อยู่ในถ้ำก็สงัด อยู่ในบ้านในเมืองก็สงัด เพราะจิตท่านสงัดกิเลสเสียแล้ว"

จำตรงนี้ไว้นะ พระที่อยาก "เดินดง" ถ้าเดินเฉย ๆ เสือกินหมด อยากเดินดง ความจริงการธุดงค์น่ะ มีได้ทุกจุด ในวัดเราทำได้สบาย ๆ

แล้วเวลาที่จะเดินดงเขาต้องทำ อันดับแรกต้องการ กายวิเวก กายวิเวกจริง ๆ ไม่เอาจิตไม่เอากายเข้าไปมั่วสุมกับใคร เราก็ธุดงค์เสียในห้องก็หมดเรื่อง กินแล้วก็เข้าห้อง มีภารกิจเราก็ทำไป บริหารร่างกายพอสมควร ถึงเวลาเราก็เข้าห้อง กายสงัดนี่มันยังไมแน่ มีที่จะแน่จริง ๆ ก็ต้องทำให้ "จิตสงัด"

จิตสงัด ทำยังไง ก็คือ ทำจิตให้เข้าถึง ฌานสมาบัติ นี่สิ ตัวนี้มันเป็นธุดงค์แท้ เมื่อกายสงัด จิตต้องสงัด และ จิตสงัดไม่เลือกที่เพราะอะไร เพราะจิตจะสงัดจริงหรือไม่จริง ต้องสอบคัดเลือกกันอยู่ทุกวัน วิธีสอบคัดเลือกเขาสอบกันยังไง

เราเจริญสมาธิจิต เวลาเจริญสมาธิจิต เราใช้เวลาสงัดจากเสียงคนเป็นสำคัญ พอสงัดจากเสียงคนแล้ววันหลังใจดี พอวันหลังไม่เอาล่ะ เวลาเด็กมันเล่นกันบ้าง เสียงวิทยุบ้าง เสียงโทรทัศน์บ้าง เสียงชาวบ้านทะเลาะกันบ้าง เอะอะโวยวาย เจริญสมาธิจิตตอนนั้น
พอเจริญตอนนั้น ดูซิว่าจิตสงัดพอไหม ถ้าหากว่าจิตมันพลุกพล่าน แสดงว่าเราแพ้กิเลสเสียแล้ว .. ใช้ไม่ได้ นี่ต้องสอบ..ไม่ใช่ไปนั่งอยู่ในป่าคนเดียว

อย่าง หลวงพ่อควายเขาอ่อน น่ะ ได้อภิญญาสมาบัติ แหม..ข้าวปลา.. แกงบง..แกงบอน ..เราฉะอร่อย ท่านเก่งกว่าเรามาก แต่ไม่ช้าหรอก ที่ไหนได้ "ควายเขาอ่อน" ขวิดสบงจีวรหายหมด

การสงัดอยู่คนเดียวในป่านั่นมันไม่จริง ถ้าจริงต้องสงัดอยู่ในฝูงกลุ่มคน เป็นที่เกลื่อนกล่นไปด้วยประชาชนและก็ต้องสัมผัสอารมณ์ต่าง ๆ ในเมื่อสัมผัสอารมณ์ต่าง ๆ แล้วฌานสมาบัติเราไม่เคลื่อน..อย่างนี้ใช้ได้ ต้องให้มันได้จริง ๆ แบบนี้ จิตสงัด ก็หมายถึงว่า ได้ฌานสมาบัติ
ฌานสมาบัติ สำหรับพระที่เข้าป่านี่ เขาทำกันยังไง อยู่ในวัดเหมือนกัน ป่ากิเลส..วัดถือว่ามีป่ากิเลส ป่าชัฏก็มีป่ามีต้นไม้ แล้วแถมผ่ากิเลสมันติดใจไปด้วย มีป่าเสือป่าสางเสร็จ..!


<CENTER>อารมณ์ของนักธุดงค์ </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER></CENTER>
นักธุดงค์จริง ๆ เขามีอารมณ์ยังไง ในด้านสงัดจิต..

อันดับแรก จิตของเราจะต้องทรงอยู่ใน พรหมวิหาร ๔ อยู่ตลอดเวลา คำว่า "ตลอดเวลา" นี่ต้องทุกลมหายใจเข้าออก นี่ไม่ใช่นั่งนึก เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไม่ใช่อย่างนั้น ให้จิตมันทรงตัวอยู่เสมอว่า เราต้องการให้ชาวโลกและสัตว์โลกทั้งหมดมีความสุข
ชาวโลกและสัตว์โลกผู้ใดมีความทุกข์ ถ้าไม่เกินวิสัยที่เราจะช่วยได้ เราจะช่วยให้มีความสุข เราจะไม่อิจฉาริษยาใคร คนอื่นได้ดีพลอยยินดีด้วย เราจะวางเฉยในเมื่อกฎของกรรมมันเข้ามาถึง

อารมณ์ของเราจะไม่ดิ้นรน ในเมือกฎของกรรมเข้ามาถึง หนาวจัด..เฉย ร้อนจัด..เฉย เมื่อย..เฉย ป่วย..เฉย คำว่า "เฉย" หมายความว่า "ใจเฉย" ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เขาชมก็เฉย อารมณ์อย่างนี้จะต้องมีกับนักธุดงค์

คำว่า ธุดงค์ นี่หมายความว่า ผู้เจริญสมถวิปัสสนาทั้งหมด เรียกธุดงค์ทั้งนั้น คนที่เจริญสมถวิปัสสนาทั้งหมด ทั้งผู้หญิงผู้ชายเวลานี้เราทำกันน่ะ เป็นธุดงค์อย่างดี ที่เราทำกันนี้ไม่ต้อง "เดินดง" ก็ได้

แต่ว่าท่านเฉยกันได้หรือยัง เข้าในป่านี่มันเฉยได้เพราะมันอยู่คนเดียว แต่ไม่แน่นะ บางทีคนเดียวมันก็โกรธตัวเองเหมือนกัน ดีไม่ดีเอาอะไรวางไว้ตรงไหนก็ไม่รู้ เดินไปเดินมาลืมเสียแล้วหาไม่พบ โมโหตัวเอง นี่โทสะเกิด ไม่สงัดเสียแล้ว ไม่ใช่เมตตา

เป็นอันว่า ธุดงค์จะต้องมีอารมณ์อย่างนี้ทรงตัว เมื่อทรงตัวแล้ว การปฏิบัติต้องเป็นไปตามนั้น ไม่มีการถือตัวถือตน ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่มีการถือเราถือเขา ความเมตตาปรานีมีแล้ว มันจะแบ่งพรรคแบ่งพวก ถือเราถือเขายังไง

กิจการงานทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในระหว่างท่ามกลางสงฆ์เป็นส่วนกลางเราพร้อมทำ เพราะอะไรเมตตา กรุณา และ ความกตัญญู ในพระพุทธเจ้าท่าน ถ้าไม่ทำก็เป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณพระพุทธเจ้า สมบัติของพระพุทธเจ้านี่

นี่นักธุดงค์ เขาต้องทำอย่างนี้ อันดับแรก..จิตใจจะต้องทรงพรหมวิหาร ๔ให้ครบถ้วน ถ้าขาดพรหมวิหาร ๔ เสือกินหมด เข้าป่าตาย .. ไม่ต้องห่วง พระที่เข้าในป่าบอกว่ากลัวเสือ กลัวช้างน่ะ มันไม่ได้ความ แสดงว่าจิตมันเลว มันถึงได้กลัว

ถ้าจิตประกอบไปด้วยพรหมวิหาร ๔ ต้องไปกลัวอะไร สัตว์ในป่าทั้งหมด มันเป็นมิตรที่ดีสำหรับบุคคลผู้มีจิตทรงพรหมวิหาร ๔ เคยเล่าให้ฟังไว้เสมอว่าเจอะช้าง ช้างเป็นมิตรที่ดี เสือมันนั่งคุยกันทุกวันไม่เห็นมันว่าอะไร ไม่มีคาถาอะไร จะไปมัวนั่งว่าคาถา เสือกินตาย

ถ้าจิตทรงพรหมวิหาร ๔ ไม่มีสัตว์ตนใดมันกลัวเราและก็ไม่มีสัตว์ตนใดที่มันจะฆ่าเราด้วย อย่างกับ "ไก่ป่า" นี่เป็นสัตว์ที่เปรียวไม่ต้องการให้คนพบ จิตเราทรงพรหมวิหาร ๔ ไก่ป่าไม่หนี นั่ง ๆ อยู่ดีไม่ดีไก่ป่ามาเล่นด้วย

อย่างนี้นักธุดงค์ เข้าป่าไม่ต้องหา คาถา มัวหาคาถามันยังมีกิเลส หาคาถาอาคมนี่แสดงว่าจิตยังมีกิเลสมาก ยังไม่พ้นปากเสือ


<CENTER>เสือตัวใหญ่ </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER></CENTER>
ทีนี้หากว่าเราอยู่ในบ้าน อยู่ในวัด อยู่ในวัดถ้าเรายังหา คาถาอาคม ขาดพรหมวิหาร ๔ ก็แสดงว่าเราก็ไม่พ้นปากเสือเหมือนกัน เสือตัวใหญ่ คือ โลภะ หรือว่า ราคะ โทสะ โมหะ เสือตัวใหญ่ ๔ ตัวนี่ได้แก่ "กิเลส" รากเหง้าของกิเลสมันจะกินเอา

เป็นอันว่า ธุดงค์ในป่าก็ดี ธุดงค์ในบ้านก็ดี ธุดงค์ในเมืองก็ดี ก็เหมือนัน จะต้องมีอารมณ์ทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ

ประการที่สอง ต้องตัด ปลิโพธิ ปลิโพธิ คือ ความกังวล ห่วงทรัพย์ ห่วงสิน ห่วงบ้าน ห่วงช่อง ห่วงโน่น ห่วงนี่ ตัวห่วงทั้งหมดนี่โยนมันทิ้งไป ซึ่งเป็นของส่วนตัว ห่วงผัวห่วงเมีย ห่วงลูกห่วงเต้า ห่วงนั่นห่วงนี่ ถ้ายังมีจิตห่วงอยู่ ไม่มีทาง..เสือกิน!

เสือในป่าไม่เป็นไร เสือกิเลสมันกิน ต้องตัดปลิโพธิอื่นทั้งหมด แม้แต่ร่างกายเราก็ไม่ห่วง เราจะทำแต่ความดี ความดีอย่างต่ำก็คือ

ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน

สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล

ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการภาวนา

ทานมัย ไม่มีของให้ ทำกิจการงานเป็นการสงเคราะห์จัดเป็นทาน ให้แรงเป็นทาน ให้ปัญญาเป็นทาน นี่เขาต้องทำอย่างนี้ ตัดปลิโพธิคือความกังวลทั้งหมด แม้แต่ร่างกายก็ไม่ห่วง มันจะพังก็เชิญพังไป มันตายเสียเวลานี้เราจะไปนิพพาน

อะไรที่เป็นทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่มีอยู่ไม่เกี่ยว ร่างกายเรายังไม่ห่วงนี่ ถ้ายังมีห่วงอยู่นิดหนึ่งอย่าไปเลยธุดงค์ แม้การปฏิบัติกรรมฐานธุดงค์ในวัดก็ไม่มีประโยชน์
ถ้ายังบอกว่า ห่วงหน้าห่วงหลัง ห่วงบ้านห่วงช่อง ห่วงลูกห่วงเต้า ไม่มีประโยชน์ เวลาที่ปฏิบัติจิตในสมาธิจิต จิตจะต้องไม่ห่วงอะไรทั้งหมดแม้แต่ชีวิตของตัวเอง นี่เป็นอันดับที่สองนะ นักธุดงค์จะต้องจำ

อันดับที่สาม จะไม่ยอมเป็นทาสของ นิวรณ์ ๕ ประการ คือ จะไม่ติดอยู่ใน กามฉันทะ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ จะไม่มีในอารมณ์ของนักธุดงค์
ปฏิฆะ คือ ความโกรธ ความพยาบาท จองล้างจองผลาญต้องไม่มี ความง่วงในขณะที่ปฏิบัตความดีเราไม่ยอมมัน และจะไม่ยอมให้จิตใจคลายออกจากอารมณืของความดีที่เราตั้งไว้ ไม่สงสัยคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

อันนี้เป็นอันดับที่สาม ที่นักธุดงค์จะต้องทำประจำจิตให้มันทรงตัว สามอย่างนี้ทิ้งอะไรไม่ได้เลย อย่าไปทิ้งนะ..ทิ้ง..ตาย!

ต่อจากนั้นไปก็เจริญสมาธิ ความจริงแค่นี้พอแล้ว พออารมณ์จิตทรงได้แค่นี้มันเป็น ปฐมฌาน แล้ว สามอย่างถ้าทรงได้นี่เป็นปฐมฌานแล้ว ก็เหลือแต่ว่าจะทำฌานที่ ๒ ที่ ๓ ที่๔ ให้มันเกิดขึ้น

จะทำ "อรูปฌาน" คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันเกิดขึ้นเป็นอรูปฌาน ในเมื่องจิตทรงฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่๓ ที่๔ ที่๕ ที่๖ ที่๗ ที่๘ ได้ก็ต้องตั้งจิตให้มันทรงจริง ๆ เป็นประจำวัน

เวลาใดที่นั่งอยู่ ทำจิตสงัดทรงกำลังสมาธิ ให้มันถึงที่สุดของอารมณ์สมาธิที่มีอยู่ เวลาที่เราจะเดินไปไหนทำกิจธุระ จิตจะตั้งไว้อย่างน้อยอยู่ใน "อุปจารสมาธิ" หรือ "ปฐมฌาน"

อุปจารสมาธิก็ดี ปฐมฌานก็ดี สองอย่างนี้เวลาทำงานเราใช้ได้ จิตทรงอยู่ได้ ต้องฝึก..อย่าไปนั่งฝึกเงียบอยู่ในห้อง ออกมาได้ยินใครเขาคุยกัน..พังแล้ว อันนี้ใช้ไม่ได้ มันต้องต่อสู้ทั้งเวลาสงัด เวลาเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ ทำกิจการงานทุกอย่างใช้จิตทรงฌานได้ด้วย ฌานนี่เขาไม่ได้ไปนั่งทรงอยู่ในห้องเวลาดึก ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าทรงอยู่อย่างนั้น ยังไม่พ้นปากเสือ คือ "นรก" เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราจะตายเวลาไหน ดีไม่ดีเราเดินไปถูกงูกัดตาย รถชนตายว่าไง จิตทรงฌานไม่ได้ ฌานมันจะต้องทรงได้ทุกขณะจิตที่เรากำลังทำงานอยู่

Paang
02-01-2006, 08:29 AM
<CENTER>วิธีฝึกปฏิบัติของหลวงพ่อ</CENTER><CENTER> </CENTER>
ผมจะเล่าให้ฟังสักนิด พระพุทธเจ้าท่านห้ามนะเทศน์ปรารภตัว แต่ว่าไม่ได้คุยหรอก .. ไม่ได้ปรารภ .. แค่เล่าให้ฟัง! ขณะที่ปฏิบัติขณะโน้น เมื่อผมยังเป็นเด็ก ๆ พระเด็ก ๆ เวลานี้มันแก่ .. ไม่ใช่ใหญ่ ไม่ใช่พระผู้ใหญ่ พระแก่ เป็นพระเด็ก ๆ หาบทราบดำน้ำจากก้นแม่น้ำเจ้าพระยา ดำน้ำงมทราบ ดำน้ำงมกรวดเป็นประจำ บนบกก็หาบทราบหาบกรวดเป็นประจำ ขุดดิน กวนปูน แบกจอบ แบกของขึ้นหลังคาเป็นประจำ

งานประเภทนี้ผมไม่เคยหยุด มาหยุดก็ตอนปีนไม่ไหว อกไก่ อกศาลาน่ะ เดินไม่ได้เกาะอะไร เดินสบาย ๆ คือ ทำงานได้ต่ำกว่าผิวดินลงไปถึงบนอากาศ แต่ว่าทำงานอย่างสมมุติว่า เราจะเดินบนอกไก่ทำยังไง นั่นเขาใช้สมาธิจิตช่วย

เอาจิตทรงไว้ในขั้น "อุปจารสมาธิ" และ "ปฐมฌาน" ไม่ต้องไปนั่งให้ทรงตัวให้ลำบาก เลี้ยงตัวให้ลำบาก คิดว่าเรายืนขึ้นนี่ จะเดินจากอกไก่จากนี่ไปโน่น จากโน่นไปนี่ให้กายมันทรงอยู่ ไม่ให้มันลง มันก็ไม่ลง การโงนเงนก็ไม่มี นี่เขาเล่นกันเป็นปกติ ดีไม่ดีฟันดินปั๊ก ๆ ๆ จิตตั้งอยู่อุปจารสมาธิ

ขณะที่ฟันดินจิตเป็นสมาธิจับอยู่เฉพาะปลายจอบกับดิน ให้จิตมันอยู่ตรงนั้น อย่าให้มันไปไหน ภาวนาพุทโธก็ได้นะ ปั๊ก .. พุทโธ ปั๊ก .. พุทโธ ก็ได้ แต่เขาไม่ต้องการเอางานเป็นสมาธิ เอางานเป็นสมาธิฟันไปฟันมาเหงื่อออกเต็มที่ทำยังไง..

แต่ว่าสมาธิมันทรงตัวเหนื่อยยากนะ รู้สึกว่ามันทั้งเหนื่อยทั้งร้อน วางจอบเข้าฌานมันเดี๋ยวนั้น วางจอบปั๊บ..นุ่งปุ๊บ เข้าฌานสูงสุดให้มันได้ทันทีทันใด ให้มันได้ทันที นี่เขาฝึกกันอย่างนี้ ไม่ใช่ต้องไปหลบเข้าห้อง ในป่าช้า ยังไม่พ้นปากเสือ มันต้องทำให้ได้ทุกจังหวะ
เวลาเดินไปเดินมาจิตจะต้องทรงอยู่ในฌานสมาบัติเป็นปกติ นี่เขาทำกันอย่างนี้ มันถึงจะได้ดี คำว่า "ฌาน" หรือสมาธินี่ ถ้ายังหลบหาที่เงียบผมยังไม่ให้คะแนนเลย ถ้าให้ตรวจจิตจะให้สัก ๑๐๐ ศูนย์ เพราะว่ายังเหลวไหลด้วยประการทั้งปวง

<CENTER>วิเวก ๓</CENTER><CENTER> </CENTER>
มันต้องเอาจิตเข้าไปชนกับอารมณ์ต่าง ๆ เขาไม่ให้หลบคนนี่ การฝึกจิตให้สงัดจากกิเลสด้วยอำนาจของสมาธิที่จิตสงัดเรียกอะไร .. "กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก"

กายวิเวก หลบเข้าไปในที่วิเวก คือ ที่สงัด

จิตวิเวก จิตเป็นฌานสมาบัติ ต้องออกมาสู้กับทุกอย่างที่มันมีอยู่ในโลก

เมื่อเข้าอยู่ในที่สงัดจิตเป็นจิตวิเวก ทรงฌานได้ดี พอออกจากที่ เข้าสู้กับคน เข้าสู้กับผลงาน เข้าสู้กับอารมณ์ที่เราไม่ต้องการ สู้ทุกอย่าง ถ้าอารมณ์ที่เราไม่ต้องการเกิดขึ้น จิตเราสามารถคุมฌานได้ดี .. อย่างนี้ใช้ได้ นี่..นักธุดงค์ในวัดก็ดี นักธุดงค์นอกวัดก็ดี เขาต้องปฏิบัติอย่างนี้ เมื่อเป็นจิตวิเวกแล้วอย่านึกว่าดีนะ ฌานสมาบัติยังไม่พ้นขุมนรก ดูท่านเทวทัตได้ฌานสมาบัติ ได้อภิญญา ๕ เหาะไปเหาะมา เหาะลงอเวจีไปเลย ต้องทำให้เป็น อุปธิวิเวก

อุปธิวิเวก เขาทำยังไง .. ก็ทำจิตให้สงัดจากกิเลส คือเป็น พระโสดา สกิทาคา อนาคา

อรหันต์ ถ้าจิตเราทรงฌานได้อย่างนั้นจริง ๆ อุปธิวิเวกเป็นไม่ยาก

<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic/roac14.jpg</CENTER><CENTER> </CENTER>
<CENTER>สังโยชน์ ๓</CENTER><CENTER> </CENTER>
เป็น พระโสดาบัน เขาทำยังไง..บรรเทา สักกายทิฏฐิ คือ ยึดถือว่าร่างกายน้อยหน่อย คิดว่าร่างกายนี้มันตายแน่ แต่ว่ายังไม่พ้นจากความรักในร่างกาย .. แต่รู้ว่าตาย มีศีลบริสุทธิ์ และ ไม่สงสัย ในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มีศีลบริสุทธิ์นี่ พระโสดากับสกิทาคา มีแค่นี้ ไม่เห็นมีอะไรของกล้วย ๆ แต่ว่าที่พูดธุดงค์เมื่อกี้ ญาติโยมอย่าลำบากใจนะ เขาไม่ต้องการธุดงค์แบบนั้น

ถ้าเราจะปฏิบัติแบบง่าย ๆ เป็นพระอริยะเลย อันดับแรก พิจารณาเสมอว่าร่างกายมันจะตาย ร่างกายมันเป็นทุกข์ เราไม่ต้องการร่างกายอีก มันป่วยไข้ไม่สบายถือเป็นเรื่องธรรมดา มันจะตายก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา

และไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า มีศีล ๕ บริสุทธิ์ จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ เท่านี้เป็นพระโสดาบัน นี่ปฏิบัติแบบง่าย ๆ อย่างนี้ก็ดี เมื่อกี้นี้พูดธุดงค์ก็ต้องว่ากันแบบธุดงค์

ทีนี้ถ้าหากว่าท่านที่ทรงฌานมาแล้วตามที่พูดเมื่อกี้นี้จะใช้กำลังสมาธิเมื่อไหร่ก็ได้เรื่องความเป็นพระโสดากับสกิทาคา อนาคา อรหันต์ เป็นเรื่องเล็ก ๆ ถ้าบังเอิญท่านได้ อรูปฌานในสมาบัติ๘

<CENTER>สักกายทิฏฐิตัวเดียว</CENTER>
ถ้าได้อรูปฌาน แล้วใช้อรูปฌานเป็นพื้นฐานในการเจริญวิปัสสนาญาณ จับ สักกายทิฏฐิตัวเดียว ท่านจะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ วัน ไม่ยากลำบากอะไร ของกล้วย ๆ หากว่าจิตของท่านทรงฌาน ๔ ได้เป็นปกติ หากวาสนาบารมีเข้มแข็ง จะเป็นอรหันต์ได้ภายใน ๗ วัน
ถ้ากำลังใจอ่อนไปนิดจะเป็นอรหันต์ได้ภายใน ๗ เดือน ถ้ากำลังใจย่อหย่อนไปอีกหน่อยหนึ่ง จะเป็นอรหันต์ได้ภายใน ๗ ปี ถ้าจิตทรงฌาน ๔ ได้แบบนั้น ใครปฏิบัติถึง ๗ เดือนก็ซวยเต็มที ไม่มีใครเขาทำกัน

เป็นอันว่า เมื่อเราได้จิตวิเวกแล้วต้องทำอุปธิวิเวกให้เกิดขึ้น มันจะไปยากอะไรไม่เห็นยาก
อุปธิวิเวก คือ หนึ่ง พระโสดาบัน ตัดสักกายทิฏฐิเห็นว่าร่างกายนี่ เราเดินธุดงค์หรือนั่งธุดงค์ ธุดงค์ในวัดก็ดี ธุดงค์ในป่าก็ดี ทำจิตเสมอกัน

คิดว่าร่างกายนี้มันมีความเกิดในเบื้องต้น มีความเปลี่ยนแปลงแปรปรวนในท่ามกลาง มีการตายในที่สุด และก็คิดว่าถ้าตายเวลานี้เราจะไปไหน เขาคิดกันอย่างนี้ ไม่ได้คิดว่า อีก ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี คิดอย่างนั้นมันคิดลงนรก มรณานุสสติกรรมฐาน พระพุทธเจ้าเคยถามพระอานนท์ว่า

"อานันทะ! ดูก่อน..อานนท์ เธอคิดถึงความตายวันละกี่ครั้ง?"
พระอานนท์ตอบพระพุทธเจ้าว่า

"คิดถึงความตายวันละประมาณ ๗ ครั้ง พระพุทธเจ้าข้า"

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

"อานนท์..ห่างเกินไป ตถาคตนี่คิดถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก"
นี่จำไว้ให้ดีนะ ฉะนั้น นักธุดงค์ภายในหรือภายนอกก็ตาม ต้อคิดเสมอว่าเราจะตายเดี๋ยวนี้ ถ้าอยากจะเป็นเทวดาก็ทรงจิตไว้ขั้นกามาวจร คือ ขั้นอุปจารสมาธิ อย่างนี้ตายแล้วเป็นเทวดา
ถ้าต้องการเป็นพรหม เราก็ทรงอารมณ์ไว้ตามปกติ ตายแล้วเป็นเทวดา
ถ้าเราต้องการตายแล้วไปนิพพาน ก็คิดไว้เสมอว่าโลกเป็นทุกข์ ร่างกายเป็นทุกข์ คนและสัตว์ทั้งหมดมีแต่ทุกข์ คนและสัตว์มีสภาพเหมือนอากาศ มีเกิดขึ้นในเบื้องต้น และมีการสลายตัวในที่สุด ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งที่พักพิงอะไรเลย ในที่สุดต่างคนต่างพัง คนที่คุยกับเราไม่ช้าเขาก็ตาย เราก็ตาย เกิดแล้วตาย เกิดมาทำไม เกิดแล้วตายเราไม่เกิดเสียดีกว่า ไม่เกิดไปไหน .. ตั้งใจไปนิพพาน


<CENTER>จะไปนิพพานเขาทำยังไง?</CENTER><CENTER> </CENTER>
จิตตัด โลภะ ไม่เห็นว่าทรัพย์สินทั้งหลายในโลกมีประโยชน์สำหรับเราต่อไปในวันหน้า วันนี้จำจะต้องอาศัยมันไม่เป็นไร มีแล้วก็แล้วกันไป แต่ว่าไม่สนใจ เราตายแล้วเราไม่ห่วง

ตักกามฉันทะ ความเป็นอยู่ในการครองคู่ไม่ได้เกิดประโยชน์ เป็นปัจจัยของความทุกข์ ไม่ต้องการมันอีก

ตัดโทสะ เห็นว่าโทษของโทสะเป็นปัจจัยของความทุกข์ มีเมตตาพรหมวิหาร เป็นเบื้องหน้าก็ไม่มีโทสะ

ตัดโมหะ เห็นว่าร่างกายเป็นเพียงธาตุ ๔ ประชุมกัน มันมีการเกิดขึ้นแล้วก็มีการตายไป ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ไม่สนใจร่างกายของเราด้วย ไม่สนใจร่างกายของคนอื่นด้วย ไม่สนในสรรพวัตถุทุกอย่างในโลกด้วย ในเมื่อตายคราวนี้แล้วขึ้นชื่อว่าโลกทั้งสาม คือ มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก เราไม่ต้องการ เราต้องการอย่างเดียวคือ พระนิพพาน

นี่นักธุดงค์ที่เขาต้องการพระนิพพานน่ะ เขาตื่นขึ้นมาเขาใช้อย่างนี้ คุมอารมณ์ตั้งแต่ต้น ทรงพรหมวิหาร ๔ ตัดอารมณ์ปลิโพธิ ตัดนิวรณ์ แล้วก็ตัดขันธ์ ๕ นักธุดงค์..ถ้ายังต้องการฌานโลกีย์ เสียแรงเดิน ไม่ได้ประโยชน์ นักธุดงค์เขาต้องการพระนิพพาน เขาไม่ต้องการฌานโลกีย์ เราต้องเป็นผู้ชนะเลิศ ถ้าเราเดินธุดงค์ครั้งหนึ่ง ถ้าได้แค่พระโสดา สกิทาคา เราต้องนึกว่าเราเลวเต็มที ควรจะได้อนาคามี หรือ อรหันต์

เพราะอะไร เพราะเดินธุดงค์เข้าป่า มันต้องนึกถึงความตายทุกขณะลมหายใจเข้าออก เพราะเราไม่แน่ใจนี่ว่าความตายมันจะเข้ามาเมื่อไร ตายจากการมีโรค ตายจากสัตว์ร้ายที่ขบกิน อันตรายมันมีทุกด้าน เลยนั่งตัดขันธ์ ๕ มันเสียเล่นโก้ ๆ มันจะตายเมื่อไรสบายเมื่อนั้น ตายแล้วไปไหน..ฉันก็ไปนิพพาน จิตจับนิพพาน ตัดโลภะ ตัดโทสะ ตัดโมหะมันให้เกลี้ยง
พอตัดในป่าได้ก็เข้ามาในบ้าน เข้าบ้านเขาเมืองมาดูซิว่า ราคะ มันกำเริบไหม โลภะ ความโลภ อยากรวยมันยังกำเริบไหม โทสะ กำเริบหรือเปล่า โมหะ กำเริบหรือเปล่า ถ้ายังมีอยู่ในจิตแม้แต่นิดหนึ่ง จงประฌามตัวเองว่าเลวเกินไป สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เรายังไม่สามารถจะชำระได้

ฉะนั้น เมื่อกลับมาอยู่ที่ชุมชนก็ต้องเริ่มต้นปราบปราม ราคะ โทสะ โมหะ กันใหม่ ปราบไปอีกครั้งหนึ่ง ให้มันพินาศไปด้วย อำนาจของป่า คือ "กิเลส" ป่าคือ "หมู่ชน"

<CENTER>นักธุดงค์ที่แท้จริง</CENTER><CENTER> </CENTER>
นี่เป็นอันว่า วันนี้พูดกันถึง "ธุดงค์" ธุดงค์ของท่านพระมหากัสสปน่ะ ท่านธุดงค์แบบนี้ ไม่ใช่ "เดินดง" และ "นักธุดงค์" ที่ยังรับเครื่องสักการะที่ชาวบ้านเขาถวายอย่างนี้..อย่าไปเลย!
ชาวบ้านถวายเงิน..รับเงิน ชาวบ้านถวายของ..รับของ อย่าไปเลย มันไม่ใช่ธุดงค์แล้ว มันเป็นการ "เดินดง" ไปหาลาภสักการะ มันไม่เป็นกายวิเวก ไม่เป็นจิตวิเวก ไม่เป็นอุปธิวิเวก
ธุดงค์จริง ๆ เขาจะต้องไม่รับเงินและทอง ปีนี้มาคณะหนึ่งที่วัด ปรากฏว่ามาจากอำเภอเสนา ขึ้นมาจาก พระมหาวัย คือ เจ้าคุณอดุลย์ธรรมเวที ถามว่าพวกคุณรับเงินหรือเปล่า..บอกไมรับครับ!

บอก เออ..จงรักษาปฏิปทาเดิมของเราไว้ วิธีธุดงค์เขาต้องอย่างนั้น ถ้าเดินไกล..ญาติโยมซื้อตั๋วให้เราขึ้นรถ เรายอมลงปลายทางแล้วก็เดินต่อไป ใครเขาสงสารซื้อตั๋วให้ก็ซื้อแต่ตั๋ว..อย่ารับเงิน หมดระยะแค่ไหน..ลงแค่นั้น

วันนั้นแกมาที่วัด ญาติโยมจากจังหวัดสุพรรณบุรีมาจะออกเงินค่าตั๋วรถให้ แกจะไม่ยอมรับ บอก..คุณอย่าไปปิดความดีของคนอื่น เขาส่งเราไปถึงไหน นั่นเป็นความดีของเขา


<CENTER>"ยานะโท สุขะโท โหติ" </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER>การให้ยวดยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข</CENTER><CENTER> </CENTER>
เราต้องสงเคราะห์ญาติโยม เมื่อหมดระยะทางเราก็เดิน นี่เห็นมีอยู่ชุดเดียว นอกจากนั้นพวกธุดงค์รับดะหมด ให้เงินก็รับ ให้ของก็รับ ให้พระพุทธรูปก็รับ อย่างนี้มันธุดงค์ลงนรกหลอกลวงชาวบ้าน
และการธุดงค์นี่ จะต้องปักกลดห่างจากบ้านไม่น้อยกว่า ๑ กิโลเมตร ถ้าใกล้กว่านั้นไม่ได้ ทั้งนี้เพราะต้องการ กายวิเวก เพื่อเป็น จิตวิเวก นักธุดงค์ที่ปักกลดใกล้ ๆ บ้าน มันไม่ใช่นักธุดงค์ มันขอทาน อย่างนี้ชาวบ้านไม่ควรจะใส่บาตรให้ เพราะทำลายแบบฉบับที่ดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

Paang
02-01-2006, 08:32 AM
<CENTER>สรุปอารมณ์ของนักธุดงค์</CENTER><CENTER> </CENTER>
เป็นอันว่าการปฏิบัติธุดงค์ขอกล่าวโดยย่อเพียงเท่านี้ สรุปแล้วว่า

๑. จะต้องมีพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ
๒. ตัดปลิโพธิ ความกังวล
๓. พยายามระงับนิวรณ์ ๕
๔. มีอาหาเรปฏิกูลสัญญา
๕. มีมรณานุสสติกรรมฐาน
๖. มีอุปสมานุสสติกรรมฐาน คือ ถือพระนิพพานเป็นอารมณ์

จิตจะต้องทรงฌานอยู่ตลอดเวลา ทั้งเวลาว่างและไม่ว่าง ยามที่นั่งคุยกันใช้อารมณ์อยู่ใน อุปจารสมาธิเป็นอย่างต่ำ เวลามีภาระจะพึงเกิดขึ้น ก็ต้องใช้อารมณ์อย่างน้อยก็อุปจารสมาธิ เดินไปจากที่ไม่มีใครคุย ใช้อารมณ์อย่างต่ำขั้น ปฐมฌาน นี่เฉพาะ.."จิต"
นอกจากนั้น "จิต" จะต้องเห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราอยู่ตลอดเวลา คิดว่าโลกนี้เป็นทุกข์ เทวโลกเป็นทุกข์ พรหมโลกเป็นทุกข์ และไม่พ้นทุกข์ เราไม่ต้องการโลกทั้งสาม
เราไม่พอใจในร่างกายของเรา คือ ไม่สนใจร่างกายของเราด้วย ไม่สนใจร่างกายของบุคคลอื่นด้วย ไม่ต้องการทุกสิ่งทุกอย่างในโลกด้วย อย่างนี้เป็น "อารมณ์ของนักธุดงค์" ทั้งในวัดและในป่า..

<CENTER>คำสั่งพิเศษ</CENTER><CENTER> </CENTER>
เป็นอันว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้แนะนำวิธีฝึกไว้อย่างละเอียด เพื่อไว้เป็นแบบฉบับในการปฏิบัติ เพราะการจัด งานธุดงค์นี้ เป็นการจัดกิจกรรมหลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว คือ เริ่มงานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖

ทั้งนี้ เป็นไปตามความประสงค์ของท่านทุกประการ ตามที่ท่านได้เตรียมการไว้ให้ตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ คือ นอกจากจะมีคำแนะนำไว้แล้ว ท่านยังได้เตรียมสถานที่ไว้ฝึกธุดงค์อีกด้วย ตามที่จะได้เล่าดังต่อไปนี้

คือ มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ท่านไปสอนพระกรรมฐานที่ บ้านสายลม เมื่อ วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๑ พระท่านมาบอกหลวงพ่อเมื่อ ๑๐ ปีก่อนว่า ...
"ที่วัดท่าซุงฉันสั่งให้ทำที่เดินใหญ่ ทำเป็นทางเดินรอบบนหลังคา และมีฝาด้านเดียว นั่นเป็นที่ฝึกพระธุดงค์"

ท่านบอกวิธีธุดงค์เขาปฏิบัติตามนี้ เดี๋ยวก่อน...ฉันจดไว้นะ ยังไม่ลอกลงสมุดเลย..

๑. เอาจิตจับที่ศูนย์ ตั้ง "อานาปานุสสติ" ไว้ตลอด ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนกว่าจะหลับ คือว่าเผลอไม่ได้เลย ถ้าเผลอเมื่อไหร่ "นิวรณ์"เข้า ตัวนี้กั้นนิวรณ์ ไม่ใช่เฉพาะไปนั่งสมาธิ ต้องฝึกแม้แต่ทำงาน ไม่ใช่ธุดงค์ทำอะไรไม่ได้ ธุดงค์ต้องทำงานได้ทุกอย่าง

๒. นึกถึง บารมี ๑๐ ตั้งใจปฏิบัติให้ครบถ้วน เวลาที่จะภาวนาคู่กับลม ให้ใช้ คาถาหัวใจบารมี ๓๐ ทัศ หรือว่า "พุทโธ"ก็ได้ แต่ผลที่จะได้ต่างกัน ถ้าภาวนา"บารมี ๓๐ ทัศ"ได้คล่อง จิตจะแจ่มใสมาก มารต่าง ๆ จะไม่รบกวน สัตว์ในป่าจะเป็นมิตร ป้องกันอันตรายได้
การภาวนาจะยืน เดิน นั่ง นอน ก็ภาวนาได้ ส่วนบารมี ๑๐ ก็ให้ทรงอารมณ์ไว้ทั้งวันอย่าให้พร่อง เขียนวางไว้ข้างตัว ให้สะดุดตา แล้วตั้งใจปฏิบัติให้ครบถ้วน

๓. เมื่ออารมณ์คลาย ให้ตั้งอารมณ์ไว้ใน พรหมวิหาร ๔ คิดรัก คิดสงสาร ไม่อิจฉาริษยา พลอยยินดีด้วยและวางเฉย อันนี้ต้องทรงตัว ถ้าพรหมวิหาร ๔ ไม่ทรงตัว อย่าลืม..ทั้งศีล ทั้งภาวนา ไม่เหลือเลย!

๔. มรณานุสสติกรรมฐาน บวกกับ วิปัสสนาญาณ ๙ คือ ข้อ ๘ - ๙ (นิพพิทาญาณ - สังขารุเปกขาญาณ) แล้วมีพระนิพพานเป็นอารมณ์

๕. ค่อย ๆ เคาะ สังโยชน์ ๑ - ๑๐ แต่ให้ถือสังโยชน์ ๓ เป็นใหญ่ แล้วตัดตัวสุดท้าย คือ อวิชชา

สรุปความว่า พอลืมตาปั๊บ..จับ อานาปา ปั๊บ! คิดบารมี ๓๐ ทัศ ภาวนา ๆ ๆ จิตทรงตัว จิตมันจะเอนมาเอง จิตเลื่อนลงมาถึงอารมณ์คิดได้ อารมณ์คลายตั้งอยู่ในอารมณ์ พรหมวิหาร ๔ แล้วคิดถึง มรณานุสสติ คิดว่าเราอาจตายเดี๋ยวนี้ก็ได้ ถ้าได้มโนมยิทธิ ให้เอาใจไปตั้งอยู่พระนิพพาน
สำหรับผู้ที่เข้าป่าลึก ให้ติดต่อกับเทวดาเป็นปกติ ระหว่างคุยกับเทวดากับพรหม กิเลสจะไม่เกาะจิต ต้องภาวนาบารมี ๓๐ ทัศ และการคุมอารมณ์ต้องเข้มแข็งจึงจะเอาตัวรอด มิฉะนั้นอาจจะถูกทดสอบอารมณ์จากภัยที่ไม่เห็นตัว..

Paang
02-01-2006, 08:35 AM
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=right></TD></TR></TBODY></TABLE><CENTER><TABLE id=myexample style="BORDER-RIGHT: darkgreen 2px solid; BORDER-TOP: darkgreen 2px solid; BORDER-LEFT: darkgreen 2px solid; BORDER-BOTTOM: darkgreen 2px solid" borderColor=indigo width="100%" border=1 valign="middle"><TBODY><TR><TD align=middle colSpan=2>คำสมาทานธุดงค์
(ตั้งนะโม ๓ จบก่อน)

</TD><TR align=left><TD width="38%">๑. ถือการใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ให้ว่าดังนี้
คะหะ ปะติทานะจีวะรัง ปะฏิกขิปามิ ปังสุกูลิกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้าของดจีวรที่คฤหบดีถวาย ขอสมาทานองค์ของผู้ถือการใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
(คำอธิบายโดยย่อ : ผ้าที่มีอยู่แล้วก็แล้วกันไป เราจะงดเว้นผ้าที่รับมาจากบุคคลภายนอกที่นำมาถวานภายหลัง ถ้าผ้าขาดตกบกพร่อง ก็ไปเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้วมาเย็บย้อมน้ำฝาด ข้อนี้ท่านต้องการให้เรามักน้อยสันโดษเฉพาะสิ่งที่มีอยู่แล้ว)

</TD><TR align=left><TD>๒. ถือการใช้ผ้า ๓ ผืนเป็นวัตร ว่า
จะตุตถะจีวะรัง ปะฏิกขิปามิ เตจีวะริกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้างดจีวรผืนที่สี่ ขอสมาทานองค์ของผู้ถือผ้าไตรจีวรเป็นวัตร
(คำว่า "ผ้า ๓ ผืน" ได้แก่ จีวร สังฆาฏิ สบง ส่วน อังสะ รัดประคต ถือว่าเป็นผ้าเกิน ผ้าอาบน้ำก็ใช้ได้ ผ้าในที่นี้มีตั้งแต่กว้าง ๑ คืบ ยาว ๑ คืบ ขึ้นไป

</TD><TR align=left><TD>๓. ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ว่า
อะติเรกะ ลาภัง ปะฏิกขิปามิ ปิณฑะปาติกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้าของดอติเรกลาภ ขอสมาทานองค์ของผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
(เราจะบิณฑบาตเป็นปกติ เว้นไว้ป่วยไข้ไม่สบาย ฝนตกหนัก ทางมีอันตราย ส่วนคำว่า "งดอติเรกลาภ" คือ ไม่รับของที่เขานำมาถวายเป็นพิเศษ นอกจากทสี่ได้มาจากบิณฑบาตเท่านั้น)

</TD><TR align=left><TD>๔. ถือการเที่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็นวัตร ว่าดังนี้
โลลุปปะจารัง ปะฏิกขิปามิ สะปะทานะจาริ กังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้างดการเที่ยวไปด้วยความโลเล ขอสมาทานองค์ของผู้เที่ยวบิณฑบาติไปตามแถวเป็นวัตร
(คือ ไปแถวเหนือก็เหนือ..ไม่ไปใต้ ไปแถวใต้ก็ใต้..ไม่ไปเหนือ หรือรับแต่ขาไป..ไม่รับขากลับ เป็นต้น)

</TD><TR align=left><TD>๕. ถือการฉันที่อาสนะเดียวเป็นวัตร ว่า
นานาสะ นะโภชะนัง ปะฏิกขิปามิ เอกาสะนิกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้างดการฉันที่อาสนะต่าง ๆ ขอสมาทานองค์ของผู้ฉันที่อาสนะเดียวเป็นวัตร
(ฉันที่ตรงนั้นได้ แต่ไม่ได้ห้ามภัตอย่างอื่น คือ ไม่จำกัดอาหาร อาหารที่เขานำมาถวายหรือบิณฑบาตมา ฉันได้ ฉันให้พอเหมาะพอดี ถ้าฉันเผื่อมากเกินไปจะหิว)

</TD><TR align=left><TD>๖. ถือการฉันเฉพาะอาหารในบาตรเป็นวัตรว่า
ทุติยะภาชะนัง ปะฏิกขิปามิ ปัตตะปิณฑิกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้างดภาชนะที่สอง ขอสมาทานองค์ของผู้ถือการฉันเฉพาะอาหารในบาตรเป็นวัตร
ข้อนี้เขาไม่ได้บังคับว่าจะฉันกี่เวลา แต่ถือฉันเฉพาะสิ่งที่เขาให้มาในบาตรเท่านั้น ถ้ามีคนถวายมาอีกก็รับได้ แล้วให้องค์อื่นฉันไป)

</TD><TR align=left><TD>๗. ถือไม่ฉันอาหารที่ห้ามเขานำมาถวายในภายหลังเป็นวัตร ว่า
อะติริตตะโภชะนัง ปะฏิกขิปามิ ขะลุปัจฉาภัตติกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้างดโภชนะอันเหลือเฟือ ขอสมาทานองค์ของผู้ถือการไม่ฉันอาหารที่ห้ามแล้วมีผู้นำมาถวายในภายหลังอีกเป็นวัตร
(เวลาที่เราได้อาหารมาแล้ว ได้มาเท่าไรก็ฉันเท่านั้น เขาถวายทีหลังรับได้ .. แต่ไม่ฉัน รับเพื่อเจริญศรัทธา ข้อนี้ไม่ได้ฉันในบาตร ฉันในสำรับได้ แต่นั่งลงไปแล้ว มีอาหารเท่าไร..ฉันเท่านั้น)

</TD><TR align=left><TD>๘. ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ว่า
คามันตะ เสนาสะนัง ปะฏิกขิปามิ อารัญญิกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้างดสถานที่อาศัยใกล้หมู่บ้าน ขอสมาทานองค์ของผู้อยู่ในป่าเป็นวัตร
(อยู่เฉพาะในป่าเท่านั้นเป็นวัตร คือ ถอยไม่ได้ แต่เดินออกมาบิณฑบาตที่บ้านได้)

</TD><TR align=left><TD>๙. ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร ว่าดังนี้
ฉันนัง ปะฏิกขิปามิ รุกขะมูลิกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้างดสถานที่มุงที่บัง ขอสมาทานองค์ของผู้อยู่ที่โคนไม้เป็นวัตร
(อยู่โคนไม้เป็นวัตร เราจะไม่เข้าถ้ำเข้ากระท่อม ไม่อยู่กลางแจ้ง จะเดินไปโน่นไปนี่ได้ แต่จะอาศัยอยู่ที่โคนไม้ ข้อนี้ท่านแนะนำให้ถือเฉพาะเวลาก็ได้)

</TD><TR align=left><TD>๑๐. ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ว่าดังนี้
ฉันนัญจะ รุกขะมูลิกัญจะ ปะฏิกขิปามิ อัพโภกาสิกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้างดสถานที่มุงที่บังและโคนไม้ ขอสมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร
(ไม่อิงเพิง ไม่อิงฝา ไม่อิงโคนไม้ อยู่แต่กลางแจ้ง แต่ใช้กลดเพื่อกันแดดกันลมได้)

</TD><TR align=left><TD>๑๑. ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร ว่าดังนี้
นะสุสานัง ปะฏิกขิปามิ โสสานิกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้างดสถานที่อยู่อันมิใช่ป่าช้า ขอสมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร
(อยู่เฉพาะในป่าช้า แต่ออกมาบิณฑบาตได้)

</TD><TR align=left><TD>๑๒. ถือการอยู่ในสถานที่ตามที่จัดให้เป็นวัตร ว่า
เสนาสะนะโลลุปปัง ปะฏิกขิปามิ ยะถาสันถะติกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้างดความโลเลในสถานที่อยู่ ขอสมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่ในสถานที่ตามที่จัดให้เป็นวัตร
(เขาจัดให้อยู่ที่ตรงไหน..ก็อยู่ตรงนั้น จะไม่ขอไปอยู่ที่ตรงนั้นตรงนี้)

</TD><TR align=left><TD>๑๓. ถือการนั่งเป็นวัตร ว่า
เสยยัง ปะฏิกขิปามิ เนสัชชิกังคัง สะมาทิยามิ

<TD>
ข้าพเจ้างดการนอน ขอสมาทานองค์ของผู้ถือการนั่งเป็นวัตร
(ถือตามเวลาที่สมควร ไม่ใช่ถือกันตลอดวัน ถือเฉพาะเวลา เช่น เวลานั่งกรรมฐานเป็นต้น ถ้านั่งตัวตรงไม่เอามือยัน ...ถือเป็นขั้นอุกฤษณ์ ถ้าเอามือยัน...ขั้นธรรมดา..หย่อนไปหน่อย ถ้าหลังแตะพื้น..ก็ถือว่าขาดจากธุดงค์ข้อนี้)

</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>

<CENTER> </CENTER><CENTER>บทสวดมนต์</CENTER><CENTER> </CENTER>
การปฏิบัติธุดงค์นี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านยังได้แนะนำต่อไปอีกว่า ก่อนที่จะเข้าไปอยู่ในที่ใด จะเข้าป่าก็ดี บ้านร้างก็ดี ในถ้ำก็ดี ในหุบเขาก็ดี ก่อนที่จะเข้าไปถึงที่นั่น ให้แผ่บทเมตตาจิตด้วยบท "เมตตัญจะ" ( อยู่ตอนท้ายขอบทกรณียเมตตสูตร ) แล้วตั้งใจไว้ว่า
"ขอท่านที่อยู่ที่นี้ทั้งหมด บรรดาอมนุษย์ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลาย เทวดาหรือพรหมก็ดีที่รักษาที่นี้ เราขออาศัยสถานที่ท่านอยู่ เราขอยอมรับนับถือในท่าน ว่าท่านเป็นผู้มีสิทธิ์ ขอท่านได้โปรดคุ้มครองให้เรามีความสุขปลอดภัยจากอันตราย แล้วก็ช่วยส่งเสริมในการเจริญสมณธรรมด้วย.."

เมื่อเข้าไปอยู่แล้วให้สวดเป็นปกติ แต่ถ้าเป็นจำพวกสัตว์เลื้อยคลาน อันนี้ต้องว่าอีกบทหนึ่ง ซึ่งเป็นบทเมตตาเหมือนกัน คือบท "วิรูปักเข" สำหรับบรรดาสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ที่ไม่มีเท้า สัตว์มีเท้าน้อย สัตว์มีเท้ามาก..รวมหมด!

ส่วนบท "วิปัสสิส" ( ที่เขาสวดเวลาทำพิธีภาณยักษ์กัน ) อันนี้ไปที่ไหนไม่ควรใช้นะ ถ้าเผลอเมื่อไหร่ เทวดาเขาตีพังเมื่อนั้นแหละ เอาไปเป็นบทขับผีขับเทวดาไม่ควรอย่างยิ่ง บทที่เป็นศัตรูกับเขาอย่าใช้ ใช้แต่บทที่เป็นมิตร

ทีนี้การปักกลดของพระธุดงค์ จงอย่าให้ใกล้บ้านเข้ามาน้อยกว่า ๑ กิโลเมตร อันนี้ต้องถือเป็นปกติ เพราะว่าเวลากลางคืน ชาวบ้านเขาคุยกัน เราไม่ได้ยินเสียงเด็กเล็กมันร้อง เราไม่ได้เสียง เสียงจะได้ไม่รบกวนเราจะปฏิบัติสมณธรรมได้แบบสงัด..แบบสบาย แล้วก็ไม่ห่างเกินไป เวลาเข้ามาบิณฑบาตก็ไม่ไกลเกินไป

แล้วการปักกลดก็ต้องดูสถานที่เสียก่อน ว่าเราควรจะปักตรงไหน มันเป็นที่เขาหวงห้ามหรือเปล่า ถ้าที่เขาหวงห้ามก็อย่าปัก เพราะว่าถ้าปักแล้วมันถอนไม่ได้ ปักกลดลงไปแล้ว ฝนจะตก สัตว์ร้ายจะพึงมี นี่ถอนไม่ได้เด็ดขาด ตายให้มันตายไปเลย ต้องตัดสินใจตามนั้น คือ แทนที่เราไม่ชอบใจตรงนี้ เราจะหนีไปตรงโน้น..อันนี้ไม่ได้!

เวลาจะปักกลดนี่ ท่านให้นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน เขาให้ว่า คาถาบารมี ๓๐ ทัศ ไปเรื่อย ๆ กี่จบก็ได้ จนกว่าจะปักเสร็จ พระคาถาว่าดังนี้...

อิติ ปาระมิตตา ติงสา อิติ สัพพัญญู มาคะตา
อิติ โพธิมะนุปปัตโต อิติปิ โส จะ เต นะโม

ถ้าปักเสร็จแล้ว เวลาจะตอกหลักขึงสายอัพโภกาส ( สายเชือกที่ขึงกลด ) ท่านให้ว่าคาถาบทนี้

"ภะสัมสัม วิสะเทภะ"

ว่าไปเรื่อย ตอกไปเรื่อยจนกว่าจะแน่น เวลาผูกก็เหมือนกัน ให้ว่าคาถาบทนี้จนกว่าจะผูกเสร็จ คาถาบทนี้เขาเรียก "คาถาตวาดป่าหิมพานต์" เขาตวาดช้างหนีนะ เป็นคาถามหาอำนาจไล่ช้างหนีได้ สัตว์ไม่กล้าเข้า สัตว์จะมาวนได้แค่หลักนะ เข้ามาในหลักไม่ได้


<CENTER><TABLE border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>บทเมตตัญจะ <CENTER></CENTER></TD><TR><TD vAlign=center>เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ</TD><TR><TD vAlign=center align=left>เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสะ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ

</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>

<CENTER><TABLE border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>บทวิรูปักเข <CENTER></CENTER></TD><TR><TD vAlign=center>วิรูปักเขหิ เม เมตตัง เมตตัง เอราปะเถหิ เม ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ อะปาทะเกหิ เม เมตตัง เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม มา มัง อะปาทะโก หิงสิ มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท

</TD><TR><TD vAlign=center align=left>สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ มา กิญจิ ปาปะมาคะมา

</TD><TR><TD vAlign=center>อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี สะระพุ มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานังฯ
( หมายเหตุ : ก่อนที่จะสวด ๒ บทนี้ ควรตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวด "อิติปิ โส" ก่อน )

</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>

<CENTER>ข้อวัตรที่ควรศึกษา</CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER></CENTER>
สำหรับอุบาสกอุบาสิกา

ตามที่ได้เกริ่นไว้ในตอนแรกแล้วว่า จะแนะนำเรื่อง "ข้อวัตรที่ควรศึกษา" ในตอนท้าย เพื่อนำมาประยุกต์กับอุบาสกอุบาสิกา ขณะที่ร่วมปฏิบัติธุดงค์ เป็นการฝึกจริยามารยาทให้เรียบร้อยตามพุทโธวาท เพื่อให้สมภาคภูมิกับที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า เป็นหนึ่งในพุทธบริษัททั้ง ๔ ของพระองค์

สำหรับ "เสขิยวัตร" หรือ "ข้อวัตรที่ควรศึกษา"นั้น พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้พระภิกษุสามเณรควรศึกษาไว้เป็นธรรมเนียมเพื่อควรปฏิบัติต่อไป จัดเป็น ๔ หมวด ดังนี้

http://www.putthawutt.com/pic/flower04.jpg

๑. สารูป ว่าด้วยธรรมเนียมควรประพฤติในเวลาเข้าบ้าน
๒. โภชนปฏิสังยุต ว่าด้วยธรรมเนียมรับบิณฑบาตและฉันอาหาร
๓. ธัมมเทสนาปฏิสังยุต ว่าด้วยธรรมเนียมไม่ให้แสดงธรรมแก่บุคคลผู้แสดงอาการไม่เคารพ
๔. ปกิณกะ ว่าด้วยธรรมเนียมถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ
ในที่นี้จะนำมาแนะนำเพียง ๒ หมวดแรกเท่านั้น ที่พอจะอนุโลมนำมาปฏิบัติได้ในขณะที่ บวชพราหมณ์กัน นั่นก็คือ ..

หมวดสารูป

๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักนุ่งห่มให้เรียบร้อย สำหรับผู้ที่บวชพราหมณ์ ชายและหญิง ก็ปฏิบัติในข้อนี้อยู่แล้ว ด้วยการแต่งการแบบสุภาพ คือ ชุดขาว โดยเฉพาะ"ชีพราหมณ์" ถ้าจะให้เรียบร้อยจริง ๆ ควรจะนุ่งเป็นผ้าถุงก็จะดี ถือเป็นการอนุรักษ์ธรรมเนียมของหญิงไทย "เวลาไปวัด"ด้วย

๒. เราจักปกปิดกายด้วยดี , จักไม่เวิกผ้า ขณะที่ไปในบ้านหรือนั่งในบ้าน ข้อนี้สำหรับฆราวาสควรระมัดระวังเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อยอยู่เสมอ

๓. เราจักระวังมือเท้าด้วยดี , จักมีตาทอดลง , จักไม่หัวเราะ , จักไม่พูดเสียงดัง , จักไม่โคลงกาย , จักไม่ไกลแขน เป็นต้น


ทั้งหมดนี้ ท่านหมายเอาอาการรักษา "กาย วาจา" ให้เรียบร้อย คือ ไม่คะนองมือคะนองเท้า ไม่มองเลิ่กลั่ก ไม่หัวเราะสรวลเฮฮา หรือกระเซ้าเย้าแหย่กัน จะยิ้มหรือหัวเราะก็แต่เพียงเบา ๆเวลาจะพูดกันก็พูดเรื่องเฉพาะกิจจริง ๆ อย่าใช้เสียงดังจนเกินไป เมื่อหมดธุระแล้ว ก็พยายามปลีกตัวไปอยู่แต่ผู้เดียว ไม่คลุกคลีกับหมู่คณะ จะเป็นเพื่อนหรือญาติมิตรที่มาด้วยกัน (ชั่วคราว) เวลาเดินก็เดินโดยอาการปกติ ไม่โคลงกาย และแกว่งแขนจนเกินพอดี

ข้อสารูปนี้นำมาโดยเพียงแค่นี้ พอที่ฆราวาสจะนำมาประพฤติปฏิบัติได้ในขณะที่บวชพราหมณ์ ชายและหญิง เพื่อให้สมกับที่เป็นพระเช่นกัน ตามที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็น "พระโยคาวจร" นั่นเอง

หมวดโภชนปฏิสังยุต

หมวดนี้ จะขอนำมาโดยย่อ พอที่จะปฏิบัติได้ดังนี้...

๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ ในข้อนี้ พระองค์ทรงสอนให้แสดงความเอื้อเฟื้อให้บุคคลผู้ให้ ไม่ใช่รับด้วยการดูหมิ่น

๒. เราจักแลดูแต่ในบาตร , จักรับแกงพอควรแก่ข้าวสุก , จักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ , เมื่อฉันบิณฑบาตจักแลดูแต่ในบาตร เป็นต้น ในข้อนี้ผู้บวชพราหมณ์ทั้งหลายก็เช่นกัน เวลาที่เดินเข้าแถวต่อจากพระภิกษุสามเณร ในขณะที่เข้าไปตักอาหารไม่ควรมองสอดส่องเพื่อเลือกหาอาหารที่ตนเองชอบ

เมื่อจะตักข้าวและกับ ควรจะตักให้พอประมาณแล้วเดินไปด้วยอาการสำรวม ควรหาที่นั่งรับประทานให้เรียบร้อย ( ไม่ควรยืน )

เวลาจะกินควรจะพิจารณาอาหาเรปฏิกูลสัญญา ไปด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องนั่งคุยกันมากเกินไป และประการสำคัญ อย่าติดรสอาหารจนเกินไป
ข้อนี้หมายถึงตักอาหารมากินแล้วไม่ชอบใจ กลับตำหนิติเตียนผู้ทีทำอาหาร หรือเพ่งโทษผู้ที่ตักอาหารที่ตนเองชอบไปหมด อย่างนี้เป็นต้น ท่านถือว่า "ฉันบิณฑบาตโดยไม่เคารพ"

๓. เราจักไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าว , จักไม่ฉันแลบลิ้น , จักไม่ฉันดังจับ ๆ หรือดัง ซูด ๆ , จักไม่ฉันเลียมือ , จักไม่ฉันขอดบาตร , จักไม่ฉันเลียริมฝีปาก , จักไม่เอามือเปื้อนจับแก้วน้ำ เป็นต้น

ข้อนี้ท่านสอนให้ฉันด้วยอาการสำรวม ไม่ฉันมูมมามสกปรก เป็นที่น่ารังเกียจต่อผู้อื่น ผู้บวชพราหมณ์ทั้งหญิงและชาย ควรถือเป็นข้อปฏิบัติด้วย ก็จะแลดูกิริยาสวยงามเช่นกัน


<CENTER>สรุปความ</CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER></CENTER>
เสขิยวัตร เป็นข้อวัตรที่ควรศึกษา เพื่อนำไปปฏิบัติสำหรับพระภิกษุสามเณร ส่วนฆราวาสจะนำไปปฏิบัติด้วยก็ได้ เพราะเป็นเรื่องของจริยามารยาท อันเป็นธรรมเนียมที่ควรปฏิบัติในเรื่อง การแต่งกาย การเดิน การนั่ง การกินอาหาร และการพูด ให้อยู่ในอาการสำรวมระวัง
เพื่อเป็นการรักษาความสงบทางกายวาจาใจ อันเป็นบันไดเข้าสู่มรรคผลนิพพานต่อไป ควรที่พระภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกา จะนำมาประพฤติปฏิบัติให้เหมาะกับที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า เป็นพุทธบริษัท ๔ อันมีเชื้อสายมาจากศากยบุตรชิโนรส ควรนำมาปฏิบัติให้พอดีพองามคือ..

ไม่เคร่งหรือไม่หย่อนจนเกินไป ให้ถูกกับกาลเทศะ เพื่อไม่ให้คนภายนอกพระศาสนาปรามาสว่าหลังจากพระองค์ปรินิพพานแล้ว สาวกทั้งหลายของพระองค์ ต่างพากันเหยียบย่ำทำลายพระพุทธศาสนาด้วยการนุ่งห่มไม่เรียบร้อย การกินการอยู่ไม่มีอาการสำรวม เป็นต้น

ฉะนั้น เมื่อเราหลีกเร้นออกมาจากการครองเรือนชั่วคราว เพื่อมาปฏิบัติเนกขัมมะบารมี ก็ต้องสังวรณ์ไว้เสมอว่า เราเป็นนักบวชประเภทหนึ่ง ที่แต่งกายไม่เหมือนกับชาวบ้านธรรมดาแล้ว จะทำอะไรก็ต้องสำรวมระวังไว้เสมอ

แต่ก็ทำแค่พอดีนะ ถ้าไม่หลับนอน ไม่พูดจากับใครหลายวัน โรคประสาทกินแน่ มีตัวอย่างมาแล้ว ฉะนั้น จงทำตนเป็นผู้เลี้ยงง่าย มีความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ อย่าเป็นคนเรื่องมาก เป็นต้น
สุดท้ายนี้ ขอให้เจ้าภาพผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้และท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงตั้งใจประพฤติจรรยามารยาทแต่พอประมาณ อย่านำข้อปฏิบัติไปเพื่ออวด หรือยกตนข่มท่าน และเพ่งโทษผู้อื่น เป็นอาทิ

ข้อสำคัญจะต้องรักษากฎระเบียบทั้งหมดของสำนัก อีกประการหนึ่ง ท่านตั้งสัจจอธิษฐานในข้อวัตร หรือการปฏิบัติธุดงค์อย่างไร ก็ควรจะปฏิบัติให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้ แต่อย่าตั้งใจทำเพื่อทรมานตัวเองนะ มันจะไม่เกิดผล จะบกพร่องในตัวของเรามีอะไรบ้าง เมื่อมาปฏิบัติที่วัดแล้วมันจะเริ่มออกมาให้เราเห็น เพราะความเห็นแก่ตัวเป็นต้น พยายามปรับปรุงแก้ไขให้ได้
ครั้นกลับไปถึงบ้านแล้ว ความประพฤติที่ดี ที่เปลี่ยนแปลงไป จะทำให้เกิดความสุขกับคนรอบข้าง จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายของศากยวงศ์ คือ วงศ์ของ "เจ้าศากยะ" นั่นเอง เพื่อที่จะได้เรียกพระนามของพระพุทธองค์ว่าทรงเป็น "พุทธบิดา" อย่างแท้จริง เหมือนกับผู้ที่อุบัติในกรุงกบิลพัสดุ์ ฉะนั้น จึงไม่ควรประพฤติให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่วงศ์ตระกูลของพระองค์...สวัสดี

Paang
02-01-2006, 08:45 AM
<CENTER>ประวัติพระมหากัสสปเถระ</CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER>ผู้เลิศทางด้านธุดงค์</CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER></CENTER>
ท่านพระมหากัสสปเถระ เป็นบุตรชายของ กปิลพราหมณ์ กัสสปโคตร ในบ้านชื่อว่า "มหาติฏฐะ" ในแว่นแคว้นมคธ เมื่อเกิดมาแล้วก็มีนามว่า "ปิปผลิ" เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ได้แต่งงานกับ นางภัททกาปิลานี ผู้มีอายุได้ ๑๖ ปี ซึ่งนางเป็นบุตรีของ โกสิยโคตรพราหมณ์ ณ สาคลนคร แว่นแคว้นมคธ

เนื้อความในเรื่องนี้มีว่า เมื่อปิปผลิมาณพ มีอายุ ๒๐ ปีแล้ว บิดามารดาต้องการให้มีครอบครัว แต่บุตรชายบอกว่า อยากจะปฏิบัติบิดามารดาไปจนตลอดชีวิต เมื่อบิดามารดาล่วงลับไปแล้วก็จะออกบรรพชา ต่อมาบิดามารดาก็อ้อนวอนอีก ปิปผลิมาณพก็ปฏิเสธอย่างนั้นอีก

แล้วจึงได้ออกอุบายให้ช่างทองหล่อทองคำเป็นรูปหญิงสาวคนหนึ่ง ให้นุ่งผ้าสีแดง แต่งตัวด้วยดอกไม้สีต่าง ๆ และเครื่องประดับนานาประการ แล้วบอกกับมารดาว่า ถ้าหาผู้หญิงได้เหมือนกับรูปหล่อทองคำนี้ก็ยินดีจะแต่งงานด้วย

มารดาเป็นผู้มีปัญญาได้คิดว่า บุตรของเราเป็นผู้สร้างสมบุญบารมีมาดีแล้ว เมื่อกระทำบุญคงไม่ได้กระทำแต่ผู้เดียว หญิงที่ทำบุญร่วมกับบุตรของเรา ซึ่งมีรูปร่างอย่างรูปทองคำนี้จักมีเป็นแน่ จึงได้เชิญพราหมณ์ ๘ คน ให้นำรูปทองคำขึ้นบนรถ พร้อมกับมอบสิ่งของมีเงินและทองเป็นต้น เพื่อไปเที่ยวแสวงหาหญิงที่มีลักษณะงดงามพร้อมทั้งมีฐานะเสมอกันด้วยสกุลของตน
พราหมณ์ทั้ง ๘ คนนั้นรับสิ่งของทองหมั้น แล้วเที่ยวไปได้บรรลุถึงสาคลนคร ก็ได้ตั้งรูปทองคำไว้ที่ท่าน้ำแล้วพากันไปนั่งอยู่ในที่แห่งหนึ่ง คราวนั้นพวกพี่เลี้ยงของนางภัททกาปิลานีได้พากันไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ ครั้นได้เห็นรูปทองคำนั้นก็เข้าใจว่าเป็นนางภัททกาปิลานี
พวกพราหมณ์เห็นเช่นนั้น จึงได้ออกมาไต่ถามว่าลูกสาวเจ้านายของเธอเหมือนรูปนี้หรือ พี่เลี้ยงจึงตอบว่า พระแม่เจ้าของเราสวยกว่านี้ เพราะสว่างไปด้วยรัศมี พราหมณ์ได้ยินดังนั้น จึงให้นางนำไปที่บ้านของ โกสิยโคตรพราหมณ์พร้อมทั้งแจ้งความประสงค์ของตน
เมื่อเจรจาเป็นที่ตกลงกันแล้ว จึงได้ส่งข่าวไปถึงกปิลพราหมณ์ ส่วนปิปผลิมาณพเมื่อได้ทราบดังนั้น ด้วยความที่ตนไม่อยากจะแต่งงานด้วย จึงได้เขียนจดหมายบอกความประสงค์ของตนให้แก่นางภัททปิลานีทราบว่า

"นางผู้เจริญ จงหาคู่ครองที่มีสกุล มีฐานะทัดเทียมกับนางเถิด เราจะออกบวช เธออย่าเสียใจต่อภายหลัง"

ฝ่ายนางภัททกาได้ทราบว่า บิดามารดาจะยกตนให้แก่ปิปผลิมาณพ จึงเขียนจดหมายไปบอกความประสงค์ของตนเช่นเดียวกัน ต่อมาคนถือจดหมายทั้งสองคนมาพบกันในระหว่างทาง ต่างไต่ถามความประสงค์ของกันและกันแล้ว จึงฉีกจดหมายออกอ่านแล้วทิ้งจดหมายทั้ง ๒ ฉบับนั้นเสียในป่า และเขียนจดหมายขึ้นมาใหม่ โดยมีเนื้อความแสดงความพอใจซึ่งกันและกัน แล้วนำไปส่งให้แก่คนทั้งสอง

ครั้นถึงกำหนดพิธีการแต่งงานผ่านไปแล้ว ด้วยความไม่เต็มใจของทั้งสองฝ่าย แต่เป็นด้วยบุพเพสันนิวาส คือ เคยเป็นคู่ครองกันมาในกาลก่อน บุคคลทั้งสองจำต้องมาอยู่ร่วมกัน ในตอนนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยสันนิษฐานไว้ว่า

ท่านทั้งสองนี้คงจะได้คุณธรรม คือ เป็น"พระสกิทาคามี"มาแต่ชาติก่อน ในชาตินี้จึงไม่นิยมเรื่องการครองเรือน มีจิตหวังที่จะออกบวชเท่านั้น ด้วยเหตุนี้คนทั้งสองสักแต่ว่าอยู่ร่วมกันเท่านั้น มิได้ล่วงเกินซึ่งกันและกันเลย ยังคงรักษาพรหมจรรย์ไว้ได้ตลอด ด้วยอำนาจบุญบารมีที่บำเพ็ญมาดีแล้ว

นั่นก็คือการวาง พวงดอกไม้ กั้นไว้ระหว่างกันในขณะที่นอนบนเตียงนั้น นางภัททกากล่าวว่า ดอกไม้ข้างตัวของใครเ**่ยว เราจะรู้กันได้ว่า ผู้นั้นเกิดราคะจิตแล้วจึงไม่ควรจับต้องพวงดอกไม้นี้ คนทั้งสองจึงนอนไม่หลับตลอดคืนเพราะกลัวถูกต้องตัวกัน ถึงเวลากลางวันก็ไม่ได้มีการยิ้มแย้มต่อกันเลย

คนทั้งสองจึงอยู่แบบไม่ได้เกี่ยวข้องกัน จนกระทั่งบิดามารดาสิ้นอายุแล้ว จึงมีความเห็นว่า ผู้อยู่ครองเรือนต้องคอยนั่งรับบาป เพราะการงานที่ผู้อื่นทำไม่ดี มีใจเบื่อหน่ายพร้อมใจกันจะออกบวช จึงไปแสวงหาผ้ากาสายะและบาตรดินจากร้านตลาด ได้ปลงผมซึ่งกันและกันแล้วนุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาดนั้น ถือเพศบรรชิตตั้งใจบวชอุทิศต่อพระอรหันต์ในโลก

แล้วได้สะพายบาตรเดินลงจากปราสาทหลีกไป ปิปผลิเดินหน้านางภัททกาปิลานีเดินตามหลัง พอไปถึงทางสองแพร่งจึงแยกออกจากกัน เพราะเกรงผู้อื่นจะคิดว่าทั้งสองคนนี้บวชแล้วก็ยังไม่อาจพรากจากกันได้ ก่อนจะแยกจากกัน นางภัททกาได้ทำปทักษิณถึง ๓ รอบ กราบสามีลงในที่ทั้ง ๔ คือ กราบลงข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย และข้างขวา แล้วประนมมือขึ้นกล่าวว่า

"ความรักใคร่สนิทสนมกัน ซึ่งได้มีแก่เราทั้งสองตลอดกาลนานประมาณแสนกัปมาแล้ว จะแตกกันในวันนี้ ท่านสมควรไปทางเบื้องขวา ส่วนข้าพเจ้าสมควรไปทางเบื้องซ้าย"
กล่าวดังนี้แล้วก็ออกเดินทาง ระหว่างแยกทางกันนั้น แผ่นดินอันใหญ่ก็ได้หวั่นไหว ประหนึ่งว่าไม่อาจรับความดีของท่านทั้งสองไว้ได้ ส่วนในอากาศก็มีสายฟ้าแลบฉวัดเฉวียนด้วยอำนาจบารมีธรรมของคนทั้งสองนั้นบันดาลให้เป็นไป

พระพุทธองค์เสด็จไปต้อนรับ

ฝ่ายองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งประทับอยู่ในพระคันธกุฎีที่พระเวฬุวันมหาวิหาร ได้ทรงสดับเสียงแผ่นดินไหวก็ทรงพิจารณาดูว่า แผ่นดินไหวเพื่อใคร ก็ทรงทราบว่าปิปผลิมาณพกับนางภัททกาปิลานี ได้สละทรัพย์สมบัติอันหาประมาณมิได้ ออกบรรพชาโดยตั้งใจเฉพาะต่อเรา
แผ่นดินไหวนี้มีขึ้น ด้วยกำลังแห่งคุณธรรมของบุคคลทั้งสอง ในขณะที่จะแยกจากกันถึงแม้ว่าเราก็ควรจะสงเคราะห์บุคคลทั้งสองนั้น แล้วจึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ทรงถือเอาบาตร จีวร ด้วยพระองค์เอง โดยไม่บอกแก่พระสาวกทั้งหลายให้ทราบ

ครั้นเสด็จถึงใต้ร่มไทรต้นหนึ่ง ในระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทาต่อกัน พระพุทธองค์ทรงประทับนั่ง แล้วทรงเปล่งพระรัศมีไปตลอดวิ่งฉวัดเฉวียนไปทางโน้นทางนี้ ป่านั้นจึงมีแสงสว่างเหมือนกับมีดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ขึ้นตั้งพันดวงฉะนั้น

ต้นไทรในวันนั้นจึงมีสีดังทองคำ ปิปผลิมาณพได้คิดว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระศาสดาของเรา เราได้บรรพชาเฉพาะท่านผู้นี้ พอได้แลเห็นก็โน้มตัวลง เดินเข้าไปเฝ้ากราบลงในที่ทั้ง ๓ แล้วกราบทูลว่า

"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ ส่วนข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์"

กล่าวดังนี้ถึง ๓ หน องค์สมเด็จพระทศพลจึงตรัสว่า

"กัสสป...ถ้าเธอกระทำความเคารพอันนี้แก่แผ่นดินอันใหญ่นี้ ถึงแม้ว่าแผ่นดินอันใหญ่นี้ก็ไม่อาจทรงอยู่ได้ เพราะเธอมีคุณความดีมากเหมือนกับพระตถาคต แต่ความเคารพที่เธอกระทำแล้ว ไม่อาจให้เส้นโลมาของเราไหวได้ จงนั่งเถิดกัสสป...เราจะให้ความเป็นทายาทแก่เธอ.."

พระโอวาท ๓ ประการ


ครั้งนั้นพระพุทธองค์ก็ได้ประทานอุปสมบทแก่ปิปผลิมาณพด้วยการประทานพระโอวาท ๓ ประการคือ ....

๑. กัสสป..ท่านพึงศึกษาว่า เราจักเข้าไปตั้งความละอายและความเกรงไว้ในภิกษุผู้เป็นผู้เฒ่าและปานกลางอย่างแรงกล้า ฯ


๒. เราจะฟังธรรมอันใดอันหนึ่งประกอบด้วยกุศล เราจักเงี่ยหูลงฟังธรรมนั้น พิจารณาเนื้อความดังนี้ ฯ

๓. เราจะไม่ละสติที่ไปในกาย คือ พิจารณาร่างกายเป็นอารมณ์ ฯ


เมื่อตรัสดังนี้แล้ว ก็เสด็จออกจากโคนต้นไทร มีพระมหากัสสปเป็นผู้ตามเสด็จ พระสรีรกายของพระพุทธเจ้างามด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ส่วนร่างกายของพระมหากัสสปงามด้วยลักษณะมหาบุรุษเพียง ๗ ประการเท่านั้น

พระมหากัสสปนั้นได้เดินตามรอยพระบาทของพระพุทธองค์ไป เปรียบเหมือนกับเรือน้อยพ่วงท้ายเรือใหญ่ ซึ่งสำเร็จแล้วด้วยทองคำฉะนั้น องค์สมเด็จพระภควันต์เสด็จไปได้หน่อยหนึ่ง จึงทรงแวะออกจากทางทรงแสดงอาการจะประทับนั่งที่ภายใต้ร่มไม้ต้นหนึ่ง
พระมหากัสสปทราบว่าองค์สมเด็จพระบรมศาสดามีพระประสงค์จะนั่ง จึงพับผ้าสังฆาฏิของตนให้เป็น ๔ ชั้นแล้วปูถวาย พระพุทธองค์ประทับนั่งบนผ้าสังฆาฏินั้นแล้วก็ทรงลูบผ้าสังฆาฏิด้วยพระหัตถ์ แล้วตรัสว่า

"ผ้าสังฆาฏิของเธออ่อนนุ่มดี"

พระมหากัสสปก็ทราบว่า พระศาสดาทรงตรัสเช่นนี้ จักมีพระประสงค์ที่จะทรงห่มเป็นแน่ จึงได้กราบทูลถวายผ้าผืนนั้นของตน ส่วนผ้าสบงของพระพุทธองค์ ก็จะขอมาทำเป็นผ้าสังฆาฏิ องค์สมเด็จพระบรมครูจึงตรัสว่า

"กัสสป..ผ้าบังสุกุลผืนนี้ ในวันที่เราถือเอามานั้นได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เพราะเป็นผ้าที่เคยใช้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมาแล้ว ผู้ที่มีคุณธรรมเล็กน้อยไม่อาจใช้ได้ ส่วนผู้ที่มีชาติถือบังสุกุลซึ่งสามารถจะทำข้อปฏิบัติอันนี้ให้เต็มได้...จึงจะใช้ได้..."

ตรัสดังนี้แล้ว ก็ทรงแลกเปลี่ยนผ้าสังฆาฏิกับพระมหากัสสปเถระ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห่มผ้าของพระมหากัสสป ส่วนพระเถระก็ห่มผ้าของพระพุทธองค์ ในคราวนั้นแผ่นดินอันใหญ่ซึ่งไม่มีจิตวิญญาณ ก็ได้หวั่นไหวจนกระทั่งน้ำรองข้างล่าง ปานประหนึ่งจะกราบทูลว่า
การที่พระองค์ไม่เคยทรงประทานผ้าของพระองค์ให้แก่พระสาวกนี้ ชื่อว่าได้กระทำสิ่งที่กระทำได้ยาก ข้าพระองค์ไม่อาจทรงคุณความดีของพระองค์ไว้ได้ฉะนั้น

http://www.putthawutt.com/pic/buddthudon.jpg

ฝ่ายพระมหากัสสปก็ไม่ได้มีใจฟูขึ้นว่า บัดนี้เราได้ผ้าที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ แต่เราควรจะทำสิ่งใดให้ยิ่งขึ้นไป แล้วก็สมาทานธุดงค์คุณ ๑๓ในที่ใกล้พระพุทธองค์ ท่านได้อุปสมบทเพียง ๗ วันเท่านั้น พอถึงวันที่ ๘ ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ

ต่อมาองค์สมเด็จพระศาสดาจารย์จึงได้ทรงยกย่องว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ถือธุดงค์ และทรงสรรเสริญคุณธรรมของท่านอีกหลายประการ เช่น :-

๑. มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอด้วยพระองค์ และเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้ถือเอาเป็นตัวอย่าง

๒. กัสสปเข้าไปใกล้ตระกูล แล้วชักกายและใจห่าง ประพฤติเป็นคนใหม่ไม่คุ้นเคยเป็นนิจ ไม่คะนองกายวาจาใจในสกุลเป็นนิจ จิตไม่ข้องอยู่ในสกุลเหล่านั้น ตั้งอารมณ์จิตเป็นกลางว่า ผู้ใคร่ลาภก็จงได้ลาภ ผู้ใคร่บุญก็จงได้บุญ ตนได้ลาภมีใจฉันใด ผู้อื่นก็มีใจฉันนั้น

๓. กัสสปมีจิตประกอบไปด้วยเมตตากรุณาแสดงธรรมแก่ผู้อื่น ดังนี้

สมัยสมเด็จพระปทุมุตระ


การที่พระมหากัสสป ได้ตำแหน่งเป็นผู้เลิศฝ่ายธุดงค์นี้ ท่านได้ตั้งความปรารถนามาตั้งแต่สมัย สมเด็จพระปุทุมุตระ ด้วยเหตุที่เห็นพระพุทธองค์ทรงตั้งพระสาวกองค์หนึ่งชื่อว่า พระมหานิสภะเป็นบุคคลตัวอย่าง

ท่านจึงได้อาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก ๖ ล้าน ๘ แสนองค์ มาฉันภัตตาหารที่บ้านของตน พร้อมตั้งความปรารถนาเป็นผู้เลิศฝ่ายธุดงค์บ้าง องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสพยากรณ์ว่า

"ต่อไปอีกแสนกัป จะมีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "พระโคดม" เกิดขึ้นในโลก เธอจะได้เป็นสาวกอันดับที่ ๓ ของพระโคดมนั้น เธอจะมีชื่อว่า "มหากัสสป"

อุบาสกได้ฟังพุทธพยากรณ์ดังนี้แล้ว ก็ดีใจเหมือนกับของที่ตนจะได้ในวันรุ่งขึ้น จึงได้ให้ทานรักษาศีลอยู่จนตลอดอายุขัย แล้วก็ขึ้นไปบังเกิดในสวรรค์ จนกระทั่ง สมเด็จพระวิปัสสีทศพล ทรงอุบัติขึ้นในโลก ท่านก็ได้ลงมาเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่ยากจน ในนครพันธุมดี
ต่อมาก็ได้ไปฟังธรรมจากพระศาสดา แล้วถวายผ้าห่อมของตนที่มีอยู่เพียงผืนเดียว จนพระราชาพระราชทานสิ่งของให้มากมาย ครั้นตายจากชาตินั้นแล้ว ก็ได้ขึ้นไปเกิดในสวรรค์ จุติจากสวรรค์ก็ได้ลงมาเกิดในเรือนกุฎุมพี เมืองพาราณสี ในระหว่างแห่งพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระโกนาคม และ พระพุทธกัสสป

เมื่อเติบโตขึ้นแล้วก็ได้ครองเรือน วันหนึ่งออกไปเที่ยวป่า ได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ขณะกำลังทำจีวรอยู่ริมแม่น้ำ เมื่อผ้าไม่พอก็ม้วนเพื่อจะเก็บไว้ กุฎุมพีนั้นไปพบเข้า จึงได้ถวายผ้าขาวของตนผืนหนึ่ง แล้วตั้งความปรารถนาว่า

"ความเสื่อมใด ๆ อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ในที่ข้าพเจ้าเกิดแล้วนั้น ๆ เถิด.."

ครั้งนั้น เมื่อภรรยาของกุฎุมพีกำลังทะเลาะกับน้องสาว พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เข้าไปบิณฑบาต น้องสาวของกุฎุมพีก็ได้ใส่บาตร แล้วตั้งความปรารถนาว่า ขอให้ข้าพเจ้าไกลจากคนพาลเช่นนี้ ภรรยาของกุฎุมพีได้ยินเข้าก็คิดว่า อย่าให้พระองค์นี้ได้ฉันอาหารที่หญิงสาวคนนี้ถวายเลย แล้วก็ไปถือเอาบาตรมาเทข้าวทิ้งเสีย เอาโคลนใส่ลงไปแทน แล้วก็นำไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า

น้องสาวได้เห็นเข้าจึงกล่าวเตือน ภรรยาของกุฎุมพีก็นึกขึ้นมาได้ จึงเทโคลนทิ้งแล้วล้างบาตรให้ดี ขัดด้วยของหอมแล้วใส่อาหารที่มีรสอร่อย นำไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า ตั้งความปรารถนาว่า

"บิณฑบาตอันนี้ มีแสงสว่างฉันใด สรีรกายของข้าพเจ้า จงมีแสงสว่างฉันนั้น"

ต่อมาสองสามีภรรยาตายแล้ว ก็ได้ขึ้ไปเกิดในสวรรค์ จุติจากสวรรค์ก็ลงมาเกิดเป็นบุตรเศรษฐีในกรุงพาราณสี ในสมัยสมเด็จพระพุทธกัสสป ฝ่ายภรรยาก็มาเกิดเป็นธิดาเศรษฐีเหมือนกัน และได้เป็นสามีภรรยากัน แต่กายของนางมีกลิ่นเหม็นฟุ้ง ด้วยผลแห่งกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อน แต่กลิ่นเหม็นนั้นได้ปรากฏขึ้นเฉพาะในเมื่อนางเข้าไปสู่ตระกูลสามีเท่านั้น นางจึงได้ถูกส่งกลับไปยังบ้านเรือนของตนถึง ๗ ครั้ง

อานิสงส์การสร้างพระเจดีย์

ครั้นสมเด็จพระพุทธกัสสปได้ปรินิพพานไป คนทั้งหลายได้พากันสร้างพระเจดีย์สูง ๑ โยชน์ ด้วยอิฐทองคำ ในขณะที่กำลังสร้างอยู่นั้น ธิดาเศรษฐีจึงคิดว่า เราถูกสามีส่งกลับถึง ๗ ครั้งแล้ว เราจะต้องการอะไรด้วยชีวิต จึงให้คนทำลายเครื่องประดับของตน แล้วให้ปั้นเป็นอิฐทองคำนำไปสู่ที่เขาสร้างพระเจดีย์


http://www.putthawutt.com/pic/lotus01.jpg

ในขณะนั้น อิฐขาดอยู่ก้อนหนึ่งพอดี นางจึงก่ออิฐของตนให้ติดกันเป็นอันเดียว แล้ววางดอกบัว ๘ กำไว้ในเบื้องบน กราบไหว้พระเจดีย์แล้วตั้งความปรารถนาว่า

"ไม่ว่าข้าพเจ้าจะเกิดในที่ใด ๆ ขอให้กลิ่นกายของข้าพเจ้าหอมดังกลิ่นจันทน์ และขอให้กลิ่นปากของข้าพเจ้าหอมดังกลิ่นดอกบัว"

ต่อมาบุตรเศรษฐีก็ได้ให้คนใช้ไปตามนางกลับมา ปรากฏว่ามีกลิ่นจันทน์และกลิ่นดอกบัวหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ครั้นสอบถามว่าเธอได้ทำสิ่งใดไว้ ธิดาเศรษฐีก็เล่าสิ่งที่ตนกระทำไว้ บุตรเศรษฐีก็มีความเลื่อมใส จึงได้นำผ้ากัมพลไปบูชา พระสุวรรณเจดีย์ อันสูงได้ ๑ โยชน์นั้น แล้วก็ประดับพระเจดีย์ด้วยดอกปทุมทองอันใหญ่เท่ากงเกวียน

ครั้นธิดาเศรษฐีตายจากชาตินั้นแล้ว ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ จุติจากสวรรค์ก็ได้ลงมาเกิดเป็นราชธิดาในเมืองพาราณสี ส่วนบุตรเศรษฐีก็ได้จุติจากเทวโลกลงมาเกิดในตระกูลอำมาตย์ ต่อมาก็ได้เป็นพระราชาทรงพระนามว่า "พระเจ้านันทราช" แล้วได้อภิเษกกับราชธิดานั้น
บุคคลทั้งสองจึงได้ทรงปรึกษากันว่า การที่ได้เสวยราชสมบัติอันยิ่งใหญ่นั้น เป็นเพราะผลบุญแต่ชาติปางก่อน ที่มีความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต บัดนี้ เรายังไม่ได้ทำกุศลไว้เป็นปัจจัยแห่งอนาคตเลย จึงได้ทรงถวายทานพร้อมทั้งสร้างบรรณศาลา ๕๐๐ หลัง ในพระราชอุทยาน ให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ อันมีพระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้า เป็นประธาน

เมื่อได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าดีแล้ว พระราชาก็ได้เสด็จไปชายแดน ในขณะที่ยังไม่เสด็จกลับมา อายุสังขารของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็สิ้นไป ท่านได้เข้าฌานอยู่ตลอดราตรี พอเวลารุ่งขึ้นก็ยืนพิงพนักปรินิพพานไป

ในเวลาตอนเช้า พระราชเทวีได้จัดที่นั่งของพระปัจเจกพุทธเจ้าไว้ แล้วก็ประทับนั่งรอการมาของท่าน เมื่อไม่เห็นก็ใช้ให้บุรุษหนึ่งไปตาม จึงทรงทราบว่าท่านยืนพิงพนักปรินิพพานไปหมดแล้ว พระนางก็ทรงกันแสงคร่ำครวญ จึงพร้อมกับประชาชนทั้งหลาย เสด็จออกไปสักการบูชาจัดการถวายพระเพลิง แล้วเก็บพระบรมธาติไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์

ครั้นพระราชาเสด็จกลับมาจากชายแดนแล้ว จึงได้ทรงทราบเรื่องราวจากพระราชเทวี ผู้เสด็จออกไปต้อนรับ จึงทรงดำริว่า บัณฑิตเห็นปานนั้นก็ยังตาย เราจักพ้นความตายได้อย่างไร จึงไม่เสด็จเข้าพระนคร ได้เสด็จเข้าไปสู่พระราชอุทยาน ตรัสสั่งให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ไปเฝ้าแล้วทรงมอบราชสมบัติให้ พร้อมทั้งทรงสั่งสอนพอสมควร แล้วก็ทรงบรรพชา

ฝ่ายพระราชเทวีก็ทรงดำริว่า เมื่อพระราชาบรรพชาแล้ว เราจักทำอะไร แล้วก็ทรงบรรพชาอยู่ในพระราชอุทยานแห่งเดียวกัน ทั้งสองพระองค์นั้นก็ได้ทำฌานสมาบัติให้เกิดขึ้น เวลาจุติจากชาตินั้นแล้วก็ได้ขึ้นไปเกิดในพรหมโลก ดังนี้

อานิสงส์การบูชาพระเจดีย์


พระมหากัสสปเถระ ผู้ได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งอันเลิศนั้น ได้ถึงซึ่งความเป็นพระสาวกผู้ใหญ่ แล้วจึงได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศซึ่งการอบรมบารมีมาแต่ปางก่อน จึงได้กล่าวว่า

"ปทุมุตตะรัสสะ ภะคะวะโต.. เป็นต้นว่า เมื่อพระปทุมุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในโลก ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว เทพยดามนุษย์ทั้งหลายก็ได้ทำสักการบูชา พุทธศานิกชนก็มีจิตร่าเริงบันเทิง บ้างก็เกิดความสลดใจ แต่ความปีติก็ได้เกิดแก่เรา



<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic/pagoda02.jpg</CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER></CENTER>
เราได้ชักชวนญาติมิตรทั้งหลายว่า พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้าใหญ่ได้ปรินิพพานแล้ว เราทั้งหลายพากันกระทำสักการบูชาเถิด ญาติมิตรเหล่านั้นก็รับว่า ดีละ แล้วก็ทำให้เกิดความยินดีแก่เรายิ่งขึ้น เราได้สะสมบุญไว้ในพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของโลก เราได้กระทำผ้าให้เป็นม่านกั้นพระเจดีย์ มีส่วนสูงได้ ๑๐๐ ศอก มีส่วนกว้างได้ ๑๕๐ ศอก

ครั้นเราได้กระทำผ้ากั้นพระเจดีย์แล้ว ก็มีจิตเลื่อมใสได้บูชาพระเจดีย์อันประเสริฐสุด พระเจดีย์นั้นรุ่งเรืองดังกองเพลิงในอากาศ เบิกบานดังต้นพระยารัง ทำให้ทิศทั้ง ๔ สว่างไสวเหมือนกับดวงอาทิตย์ เมื่อเราทำจิตให้เลื่อมใสในพระเจดีย์นั้นแล้ว ได้กระทำกุศลไว้เป็นอันมาก ได้ระลึกถึงบุพกรรมแล้ว ก็ได้เกิดในดาวดึงส์สวรรค์

ทิพยสมบัติทั้งปวงก็ได้เกิดขึ้นแก่เรา คือ ปราสาทของเราสูงถึง ๗ ชั้น มีศาลาจตุรมุขอยู่ข้างหน้าปราสาท เรือนยอดที่สำเร็จด้วยแก้วมณีมีอยู่รอบทิศแห่งปราสาทนั้น มีแสงสว่างเต็มที่ โดยรัศมีแห่งเรือนเหล่านั้น เราได้ครอบงำเทพเจ้าทั้งปวง ด้วยบุญกุศลที่ได้สละผ้าทำเป็นเพดานกั้นพระเจดีย์ในคราวนั้น

เราได้เป็นกษัตริย์ผู้สูงสุด ผู้ชนะโลก มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต อยู่ในกัปที่ ๖ หมื่น มาถึงกัปนี้ เราก็ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีก ๓๐ ชาติ ได้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ ได้เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ ที่อยู่ของเราในคราวนั้นสูงประหนึ่งว่า วิมานของพระอินทร์ฉะนั้น
พระนครของเราชื่อว่า รัมมนคร มีอาณาเขตกว้างใหญ่ เกลื่อนไปด้วยหมู่มนุษย์เหมือนกับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราได้ครอบครองรัมมนครนั้น แล้วก็ได้ไปเกิดเป็นเทพเจ้าอีก ความสมบูรณ์ด้วยตระกูลไม่ได้แก่เราแล้วในภพสุดท้าย

เราได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ซึ่งสมบูรณ์ด้วยแก้วเป็นอันมาก เราได้สละทรัพย์ ๘๐ โกฏิออกบรรพชา เราได้สำเร็จปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ แล้ว เราได้กระทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ดังนี้ฯ

Paang
02-01-2006, 08:50 AM
<CENTER>ระเบียบการปฏิบัติธุดงค์</CENTER><CENTER> </CENTER>
ข้อห้ามสำหรับพระภิกษุ

พระภิกษุหรือสามเณร ผู้ร่วมปฏิบัติธุดงค์ ทั้งที่อยู่ภายในวัดก็ดี หรือท่านที่มาจากต่างวัดก็ดี จะต้องถือระเบียบปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ ดังนี้

ห้ามรับเงินทองมาเป็นส่วนของตนในขณะที่ปฏิบัติธุดงค์ ถ้ามีญาติโยมถวาย ขอให้รับไว้ก่อนแล้วนำไปใส่ตู้ที่ศาลา ๑๒ ไร่
ห้ามนำวิทยุ , เครื่องเทป , หนังสือพิมพ์ เข้ามาในเขตธุดงค์
ห้ามนำอาหาร ผลไม้ หรือเครื่องดื่มต่าง ๆ เข้ามาฉันในกลดของตน ให้ฉันได้เฉพาะที่ศาลา ๑๒ ไร่เท่านั้น
ห้ามเข้าไปในเขตที่พักของผู้อื่น และอย่านำบุคคลภายนอกเข้ามาในบริเวณเขตธุดงค์
ห้ามพูดคุยเสียงดังเป็นการรบกวนผู้อื่น
ห้ามแจกเอกสารใด ๆ หรือนำวัตถุมงคลต่าง ๆ มาจำหน่ายจากภายนอกวัด
ห้ามเรี่ยไร
และขอให้ปฏิบัติตามระเบียบอื่น ๆ ที่ทางวัดวางไว้ตามที่เห็นสมควร
ข้อห้ามสำหรับฆราวาส

ห้ามนำวิทยุ โทรทัศน์ เตารีด กระทะไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า หรือวัตถุอื่น ๆ เพื่อประกอบอาหารภายในบริเวณธุดงค์อย่างเด็ดขาด
ห้ามนำผู้อื่น เช่น ญาติหรือเพื่อนของตน มาพักปะปนในสถานที่ธุดงค์ ถ้าจะพบกันขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ แล้วไปพบปะสนทนากันภายนอกสถานที่และอย่าพูดคุยเสียงดังจนเกินไป
ห้ามเข้าทรง
ห้ามเรี่ยไร
ห้ามแจกเอกสารใด ๆ หรือจำหน่ายสิ่งของ โดยมิได้รับอนุญาตจากทางวัดเสียก่อน
<CENTER><TABLE borderColor=gold cellSpacing=0 cellPadding=0 bgColor=yellow border=1><TBODY><TR><TD><CENTER>คำถวายสังฆทาน</CENTER><CENTER> </CENTER>
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( ว่า ๓ จบ )
ข้าแด่พระสงฆ์ทั้งหลายผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายพระพุทธปฏิมากร ผ้าไตรจีวร พร้อมด้วยของที่เป็นบริวาร ทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์ทั้งหลายโปรดรับ พระพุทธปฏิมากร ผ้าไตรจีวร พร้อมด้วยของที่เป็นบริวาร ทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ
( สิ่งของที่จะถวายมีสิ่งใดก็ให้กล่าวเฉพาะสิ่งนั้น )
</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>

<CENTER><TABLE borderColor=darkgreen cellSpacing=0 cellPadding=0 bgColor=mediumseagreen border=1><TBODY><TR><TD><CENTER>คำสมาทานพระกรรมฐาน</CENTER><CENTER> </CENTER>
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( ว่า ๓ จบ )
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจัจชามิ

ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอมอบกาย ถวายชีวิต แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สืบ ๆ กันมา มีหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคเป็นที่สุด ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้า ขึ้นสู่ภาวะพระกรรมฐาน ทั้ง ๔๐ ทัศ พระปีติทั้ง ๕ และวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ ขอพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ทัศ พระปีติทั้ง ๕ และวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ จงมาบังเกิดปรากฏ ในกายทวาร ในวจีทวาร ในมโนทวาร ของข้าพระพุทธเจ้า ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด

ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้า ขึ้นสู่ภาวะแห่งเมฆจิต สามารถกำหนดจิต รู้ภาวะการณ์ต่าง ๆ ทั้งเหตุ ผล อดีต อนาคต และปัจจุบัน ได้ทุกขณะจิต ที่ปรารถนาจะรู้ เมื่อรู้แล้ว ขอให้เห็นภาพนั้น ได้ชัดเจนแจ่มใส และพยากรณ์ได้ ตามความเป็นจริงทุกประการ เหตุใดที่จะพึงบังเกิดแก่ข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าได้รู้เหตุนั้น ได้โดยมิต้องกำหนดจิต แม้แต่ประการใด ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด
</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>

<CENTER><TABLE borderColor=#ff6699 cellSpacing=0 cellPadding=0 bgColor=#ff99cc border=1><TBODY><TR><TD><CENTER>คำอุทิศส่วนกุศล</CENTER><CENTER> </CENTER>
อิทัง ปุญญะผะลัง ผลบุญใด ที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินมาแล้ แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่วันนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

และข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลายที่ปกปักรักษาข้าพเจ้า และเทพเจ้าทั้งหลายทั่วสากลพิภพ และพระยายมราช ขอเทพเจ้าทั้งหลาย และพระยายมราช จงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญกุศล ของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด
และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่ท่านทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี ขอท่านทั้งหลาย จงโมทนาส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ ความสุข เช่นเดียวกับข้าพเจ้า จะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด

ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ขอผลบุญนี้ จงเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ในชาติปัจจุบันนี้เถิด
</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>
ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล http://www.putthawutt.com/