PDA

View Full Version : อภิญญา ,พระสูตร,อุมาฑันตี


Paang
01-31-2006, 05:39 AM
<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic/power002.jpg</CENTER><CENTER></CENTER><CENTER></CENTER><CENTER>อภิญญา เล่ม ๑
การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๑ (http://www.putthawutt.com/html/power01.html)

</CENTER><CENTER>การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๑</CENTER>


<CENTER>( ๑๘ ก.พ. ๒๕๒๘ )</CENTER>

http://www.putthawutt.com/pic/power001.jpg

การที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตั้งใจจะมาฝึกพระกรรมฐาน พระกรรมฐานที่บรรดาท่านฝึกอยู่นี่ เป็นการเตรียมตัวเพื่อ " อภิญญาหก " คือ มันสูงกว่าวิชชาสาม กรรมฐานนี่ความจริงถ้าเราจะฝึกกันจริง ๆ ตามแบบ มันก็มีหลายพันแบบด้วยกัน แต่ว่าทุกแบบต้องมาลงใน ๔๐ แบบ ที่เรียกว่า " กรรมฐาน ๔๐ "

กรรมฐาน ๔๐ นี่เป็นต้นแบบใหญ่ อย่าลืมว่ากรรมฐานไม่ได้มีแบบเดียวนะ แล้วแต่ละ ๔๐ แบบ แยกเอาการฝึกออกไปเป็นข้อปลีกย่อยได้เป็นพัน ๆ จะเป็นการฝึกข้อปลีกย่อยกี่พันแบบ หรือต้นฐาน ๔๐ แบบก็ตาม ก็ย่อเป็นกรรมฐาน ๔ หมวด ต้องเข้าหมวดใดหมวดหนึ่งให้ได้ ถ้าเข้าหมวดใดหมวดหนึ่งไม่ได้ นั่นคือ ไม่ใช่กรรมฐานของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้


หมวดที่ ๑ เรียกว่า " สุกขวิปัสสโก " บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายฝึกกันเป็นปกติ หมวดนี้ไม่มีความเป็นทิพย์ของจิต ไม่สามารถเห็นสวรรค์ เห็นเทวดา เห็นพรหมโลกได้ ไม่สามารถจะไปได้ แต่ว่ามีฌานสมาบัติได้ เป็นพระอริยเจ้าได้ ไปนิพพานได้

หมวดที่ ๒ เรียกว่า " เตวิชโช " หมวดนี้พอจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิแล้ว แล้วก็ฝึก ทิพจักขุญาณ เมื่อฝึกทิพจักขุญาณได้แล้ว ต้องเข้าไปฝึก ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ระลึกชาติได้ เมื่อได้ทั้ง ๒ ประการแล้ว ใช้กำลังญาณทั้ง ๒ ประการเข้าช่วยวิปัสสนาญาณเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ เรียกว่า " พระวิชชาสาม " หมวดนี้สามารถเห็นสวรรค์ นรก เห็นพรหมโลก หรืออะไรก็ได้ทั้งหมด แต่ไปไม่ได้ ได้แต่เห็นอย่างเดียว นั่งตรงนี้คุยกับเทวดาหรือพรหมก็ได้ นั่งตรงนี้คุยกับสัตว์นรกก็ได้ อย่างนี้เรียกว่า " วิชชาสาม "

หมวดที่ ๓ ที่บรรดาท่านพุทธบริษัทปฏิบัติกันอยู่นี่ เป็นหมวด" อภิญญาหก " อภิญญาหกนี่เราไปไหนไปได้ตามใจชอบ จะไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ไปนิพพาน ไปนรก เปรต อสุรกาย ไปได้หมด ประเทศต่าง ๆ ไกลแสนไกลแค่ไหน ประเทศในมนุษยโลกนี่มันไม่ไกลหรอก เราสามารถไปได้ ดวงดาวต่าง ๆ ที่ฝรั่งจะไปเราก็ไปได้ไม่ต้องลงทุน อย่างนี้เป็น " อภิญญาหก "

สำหรับ หมวดที่ ๔ " ปฏิสัมภิทาญาณ " นี่มีความรู้ฉลาดมาก ปฏิสัมภิทาญาณมีความสามารถคลุมหมด คลุมสุกขวิปัสสโกด้วยเอาไว้ในตัว เอาวิชชาสามเข้าไว้ด้วย แล้วเอาอภิญญาหกเข้าไว้ด้วย แล้วก็ฉลาดมาก คือว่า ฉลาดในธรรมะขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่าง เรียกว่า " ปฏิสัมภิทาญาณ "

สำหรับในตอนนี้ขอนำเรื่องของ " อภิญญาหก " มาแนะนำแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท คือว่า ทุกคนเวลานี้เป็นการเตรียมตัวเพื่ออภิญญาหก " มโนมยิทธิ " นี่เขาถือว่าเตรียมตัวเพื่ออภิญญาหก เหมือนกับนักเรียนเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย เตรียมตัวไว้ก่อนซ้อมไว้



<CENTER>อภิญญาหกจริง ๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท อาจจะทำได้จนเป็นสาธารณะ ต่อเมื่อถึง " พ.ศ. ๒๕๔๓ " </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER>ตอนนั้นถ้าคนไม่ขี้เกียจ จะสามารถทำอภิญญาหกได้ เวลานี้จะได้เป็นบุคคลบางคน อย่างนักเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ เวลานี้เธอสามารถใช้กำลังอภิญญาหกได้บางส่วน คือ ไปไหนก็ไปทั้งตัว จะไปนรก ไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ก็ยกตัวร่างกายไปเลย แต่ว่ากำลังของอภิญญาหกจริง ๆ ยังใช้หมดไม่ได้ ใช้ได้เฉพาะไปแค่รู้


<CENTER>เพราะกำลังจริง ๆ จะเข้ามาถึง " พ.ศ. ๒๕๔๓ " ถ้าถึง " พ.ศ. ๒๕๔๕ อันนี้เป็นสาธารณะจริง ๆ</CENTER><CENTER> </CENTER>
สำหรับอภิญญาหก บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็เราก็ไปกันอย่างที่เราฝึกนี่แหละ! เราสามารถแสดงฤทธิ์แสดงเดชได้ ต้องการจะทำอะไร แค่นึกมันก็เกิดขึ้นทันที ถ้าเราเป็นคนแก่ อยากจะให้คนอื่นเห็นเป็นคนหนุ่มสาว นึกว่าให้เห็นอย่างคนขนาดนั้น อายุแบบนั้น รูปร่างแบบนี้มันก็เป็นทันที เอากันแค่นึก ...

อภิญญาหกนี่เขาใช้แค่นึกเท่านั้นนะ ไม่ใช่ไปนั่งเข้าสมาธิเสียเวลา ๑ นาที อันนี้ใช้ไม่ได้ แค่นึกปั๊บมันจะเป็นทันที นึกอยากจะไปไหนร่างกายถึงทันทีทันใด มันเร็วกว่าลัดนิ้วมือหนึ่ง จะไปสวรรค์ จะไปนรก จะไปประเทศไหนก็ตาม พอนึกปั๊บมันจะไปถึงเลย นี่เป็นกำลังของอภิญญาหกส่วนหนึ่ง

วันนี้ก็ขอแนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัท ในด้านการเตรียมตัวก่อน การเตรียมตัวเวลานี้เราใช้กำลังของมโนมยิทธิยังไม่เต็มกำลัง ที่ใช้เวลานี้เป็นกำลังส่วนหน้า ส่วนหน้าที่ขึ้นเป็นกำลังของวิชชาสาม ถ้าใช้กำลังของอภิญญาจริง ๆ เราไปกันไม่ได้ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้ลดกำลังส่วนหน้าลง คือ ใช้กันแค่ " อุปจารสมาธิ "


<CENTER>ถ้าเป็นกำลังของอภิญญาจริง ๆ ต้องใช้กำลังของ " ฌาน ๔ " เป็นพื้นฐาน</CENTER><CENTER> </CENTER>
แต่ว่าถึงแม้จะได้ครึ่งกำลังก็ถือว่าเป็นการเตรียมตัวเหมือนนักเรียนเตรียมปีแรก ต่อไประหว่างพรรษานี้จะเริ่มฝึกเต็มกำลัง ใครทำได้ก็ได้ ไม่ได้ก็แล้วไป ครูมีหน้าที่สอนเป็นเรื่องความฉลาดของคน ใครโง่มากก็ไม่ได้เลย โง่น้อยก็ได้บ้าง ถ้าไม่โง่เลยได้ทั้งหมด ถ้าหากว่าฝึกเต็มกำลังได้ นี่ถือว่ากำลังจิตของเราได้ครึ่งหนึ่งของอภิญญาหก พอหลังจากนั้นก็ไปฝึกฝนอภิญญาหกต่อไป ค่อย ๆ ฝึก

สำหรับเบื้องต้น บรรดาท่านพุทธบริษัทที่ได้แล้วก็ดี เพิ่งจะฝึกก็ดี หรือตั้งใจจะมาฝึกก็ดี ให้ใช้กำลังใจตามนี้ไว้ก่อน รักษาความดีไว้ คือ :-

๑. พยายามไม่สนใจในจริยาของบุคคลอื่น ใครเขาจะดีใครเขาจะเลวแบบไหน มันเรื่องของเขา เราสนใจเฉพาะกำลังใจของเราเอง กำลังใจของเรามันดีหรือมันเลว ถ้าเรายังสนใจในจริยาของบุคคลอื่น แสดงว่าเรายังเลวมาก เพราะเราไมได้ห่วงตัวเอง เราไปห่วงคนอื่นเขาประโยชน์อะไรจะเกิดกับเรา คนอื่นเขาเลวก็เป็นเรื่องของเขา คนอื่นเขาดีก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าเราไปสนใจเขา เราก็ทิ้งความดีไปหาความเลว

อันดับแรก ให้ห่วงใจตัวเอง ว่าเวลานี้กิจที่เราจะพึงทำน่ะมันพร้อมแล้วหรือยังที่จะรักษาความดี คือ มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา คำว่ามีศรัทธาในพระพุทธศาสนานี่ ความเชื่อในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ของเราพร้อมแล้วหรือยัง ถ้าวันไหนมีความสงสัยขึ้นมาให้ชื่อว่าเราเลวเสียแล้ว...

การกำจัดความชั่วด้านความโลภ คือ การคิดอยากได้ในทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่นเขามาเป็นของตนโดยไม่ชอบธรรม และจิตไม่คิดในการเผื่อแผ่มันเกิดขึ้นกับใจของเรา ถ้ามีก็เตือนใจบอกเราเลวไปแล้ว คือ กำลังใจของเรามี ให้คิดว่า ขึ้นชื่อว่าทรัพย์สมบัติของใครก็ตามที เราไม่สามารถจะได้มาโดยชอบธรรมเราไม่เอา แล้วกำลังใจเป็น " จาคานุสสติ " คิดว่าถ้าใครเขามีทุกข์ ถ้าไม่เกินวิสัยที่เราจะช่วย เราจะช่วย ถ้ากำลังใจทั้ง ๒ ประการนี้ยังอยู่ประจำใจเสียแล้ว แสดงว่าความดีด้านโลภะ การกำจัดโลภะของเรามีในใจ โลภะ ความโลภมันก็ออกจากใจ นี่ดีมาก ทั้งหมดนี้เป็นข้อที่ ๑

๒.การคิดประทุษร้ายบุคคลอื่นมีไหม อยากจะคิดให้คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ อยากจะคิดเข่นฆ่า อยากจะคิดทรมานเขามีไหม ถ้ามันมีถือว่าใช้ไม่ได้ เลว! ต้องคิดว่า คนเกิดมา คนก็ดี สัตว์ก็ดี เกิดมามันต้องตายกันหมด ถ้าเราจะทรมานเขาให้ลำบากก็ไม่ต้องไปทรมาน มันลำบากอยู่แล้ว ทุกคนมีความหิว ทุกคนมีความร้อน มีความกระหาย มีการป่วยไข้ไม่สบาย ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ มีการงานที่จะต้องทำ มีความแก่ลงไปทุกวัน มีความตายในที่สุด เขาถูกทรมานอยู่แล้ว ไม่ต้องไปช่วยเขา ถ้าไปช่วยเขาเราจะเลวมากขึ้น คิดอย่างเดียวว่าเราจะเป็นมิตรที่ดีของคนและสัตว์ทั้งโลก แต่ก็เผลอบ้างอะไรบ้างเป็นของธรรมดา ถ้าจิตยังไม่ถึงที่สุด คิดไว้อย่างนี้ชื่อว่าความดีเข้าถึงใจเรา เป็นการทำลายความโกรธ

๓. ทำลายความหลง เราเมาในร่างกายเกินไปไหม เมาในทรัพย์สินเกินไปไหม ชีวิตที่เกิดมานี่มันต้องตาย จิตเราเคยคิดถึงความตายไหม ถ้ายังไม่คิดถึงความตายนี่มันเลวที่สุด เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว สมบัติที่จะพึงได้คือ แก่ทุกวัน ไอ้กำลังความแก่มีอยู่ ไอ้ความแก่ของเรานี่มันจะแก่ถึงไหนก็ไม่แน่ จะไปคิดว่าอายุ ๖๐ - ๗๐ - ๘๐ ตายน่ะไม่แน่! ให้คิดว่าความตายจะมาถึงเราในวันนี้ไว้ก่อน มันแก่มาแค่นี้ถือว่าแก่นานแล้ว แต่วันนี้อาจจะตายก็ได้ ให้กำลังใจพร้อมไว้ คือ ไม่เมาในชีวิต

อย่างนี้องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรกล่าวว่า " เป็นผู้ทำลายความหลงในจิต " เอากันอย่างย่อนะ

ถ้าเราคิดว่าความตาย ตื่นขึ้นมาตอนเช้าคิดว่าความตายอาจจะมีกับเราในวันนี้ เราทำอย่างไร เราอยากจะสวรรค์ หรือ เราอยากจะไปพรหมโลกเวลาตาย หรืออยากจะไปนิพพาน

แต่ว่าสมาคมนี้ไม่ต้องการสวรรค์ ไม่ต้องการพรหมโลก ต้องการ " นิพพาน "
ถ้าเราต้องการนิพพานก็ทบทวนความดีของเรา ที่เราฝึกกรรมฐานน่ะ วิมานของเราที่นิพพานมีหรือเปล่า .. ถ้าวิมานของเรามีที่นิพพานน่ะ! บารมีเราเต็มแล้ว เราก็ไม่ควรจะสละสิทธิ์ เพราะว่าคนที่มีบารมีเต็ม มีวิมานที่นิพพานน่ะ คนนั้นมีสิทธิ์จะไปนิพพานในชาตินี้ แต่ว่าที่ไม่ไปกันก็มีเยอะ มัวเมาในชีวิตเกินไป สละสิทธิ์นิพพานไปชาติต่อไป อันนี้โง่มาก...

ถ้าเราคิดว่าวิมานที่นิพพานของเรามี เวลาเช้ามืดตื่นขึ้นมา ร่างกายเรามันเพลียไม่อยากนั่งก็ไม่ต้องนั่ง นอนแบบนั้นแหละ รวบรวมกำลังใจ ตัดสินใจว่าร่างกายอย่างนี้ไม่ต้องการมันอีก ความเป็นมนุษย์มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความทุกข์ ไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ " นิพพาน " เพียงเท่านี้พุ่งใจไปนิพพานทันที ไปนั่งอยู่ข้างหน้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยก็ดี เข้าวิมานของเราก็ได้ ถ้าเข้าในวิมานของเราถ้าเราไม่เห็นพระพุทธเจ้า พอนึกถึงท่านปั๊บท่านจะมาทันที เราก็ตัดสินใจว่า ถ้าร่างกายมันตายวันนี้หรือเมื่อไรก็ตาม ขอมาที่นี่จุดเดียว แค่นี้บรรดาท่านพุทธบริษัท ก่อนจะตายวันนั้นท่านต้องเป็นพระอรหันต์ก่อน เป็นยังไง มันเป็นเอง ไม่ต้องห่วงหรอก ทำจิตอย่างนี้กันทุกวันเป็นอรหันต์เอง แค่นี้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ต้องทำให้ได้!

ต่อนี้ไปก็จะพูดถึงการปฏิบัติที่บรรดาพุทธบริษัทเข้ามาใหม่ ๆ อันดับแรก ทุกคนต้องมี " ศรัทธา " ไว้ก่อน เรื่องของพระพุทธศาสนานี่ไม่มีศรัทธาความเชื่อนี่ ไม่มีผลเลย
ประการที่สอง ฝึกตัดกังวล ขณะที่มาอยู่ที่วัดนี่ไม่ห่วงอะไรเลยที่บ้าน ถ้าคนฉลาดนี่เขาไม่ห่วง ไอ้คนห่วงน่ะคนโง่ ใช้ปัญญาคิดนิดหนึ่งว่า เรานั่งอยู่ตรงนี้ทางบ้านมันมีอะไรเกิดขึ้น เราเห็นไหม เรารู้ไหม เรารู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้ แต่ว่าถ้าเราได้มโนมยิทธิ ถ้าเราห่วงเราย่องไปประเดี๋ยวหนึ่งก็ได้ และเวลานี้ต้องตัดความห่วงให้หมด ถ้าความกังวลคือ ความห่วงไม่มี จิตมันก็เริ่มเป็นสมาธิ หรือว่านิวรณ์ไม่กวนใจ

หลังจากนั้นทุกคนคุมศีลให้บริสุทธิ์ ตั้งแต่บัดนี้ไปจนกว่าจะถึงวันตาย ไม่ใช่เฉพาะวันนี้และไม่ใช่อยู่ที่วัด ถ้าหากว่าคุมศีลไม่ได้วันไหน ฌานมันก็หล่น ปฏิบัติอย่างนี้คือ :-

๑. จะไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง
๒. จะไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นทำลายศีล
๓. จะไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว

หลังจากนั้น ถ้าเรายังไม่เป็นพระอนาคามี นิวรณ์มันยังตัดไม่ได้ เอาแค่ระงับชั่วคราวคือ :-
๑. กามฉันทะ ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย และในเพศตรงกันข้าม ยามปกติต้องมีและก็ต้องใช้ ก่อนจะทำกรรมฐานมันก็มีแล้วก็ใช้ เลิกกรรมฐานแล้วก็มีแล้วก็ใช้ อันนี้ไม่มีใครเขาว่า แต่ว่าเวลาที่เราจะเริ่มทำจิตเป็นสมาธิ ตัดกำลังนี้ออกจากใจไปชั่วคราว เราเวลานี้เราไม่ต้องการอะไรทั้งหมด

๒. ความไม่พอใจ อย่าให้มี

๓. ไอ้ความง่วงนี้ ถ้าเราโง่มันก็ง่วง ไม่โง่ก็ไม่ง่วง แล้วเวลาจะทำอย่าให้ดึกเกินไป ใช้เวลาหัวค่ำ กลางวันเวลาไหนก็ได้ เวลาทำต้องเป็นคนไม่มีเวลาแน่นอน เวลาไหนเราก็ทำได้ เวลาที่มันง่วงเพลียจัด เราก็อย่าไปทำมันซิ ไม่ให้มีความง่วง

๔. ควบคุมกำลังใจว่า เวลานี้ฉันจะภาวนา เวลานี้ฉันจะพิจารณา เวลานี้ฉันจะรู้ลมหายใจเข้าออก อย่างอื่นอย่าเข้ามายุ่งกับฉัน

๕. เราจะไม่สงสัยในผลของการปฏิบัติ
หลังจากนั้นสมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ ให้ฝึกตื่นขึ้นมาเช้าคิดไว้เสมอว่า วันนี้เราจะเป็นมิตรที่ดีของคนและสัตว์ทั่วไป บุคคลใดมีความทุกข์ เราจะเกื้อกูลให้มีความสุข ถ้าหากว่าถ้ามีใครเพลี่ยงพล้ำเราจะไม่ซ้ำเติม

แค่นี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท กำลังใจทรงแค่นี้ เราถือว่าเป็น " ผู้ทรงฌาน " ถ้ารักษาอารมณ์อย่างนี้ไว้ได้ ฌานทุกอย่างจะไม่มีเสื่อม มีแต่ก้าวหน้า


http://www.putthawutt.com/pic/power003.jpg


ต่อไปเป็นการรักษากำลังใจ นี่เป็นเรื่องเบื้องต้นของมโนมยิทธิ จะไม่อธิบายถึงผล ผลต่าง ๆ ก็คือ ครูฝึกให้แล้ว ถ้าทรงกำลังได้อย่างนี้ คำว่าเสื่อม คำว่าถอยหลัง ไม่มี ต่อไปที่บอกไว้ในเบื้องต้นว่า การฝึกแบบนี้เป็นการเตรียมตัวเพื่ออภิญญาหก ทีนี้คำว่า " อภิญญาหก " นี่มันต้องมี อาสวักขยญาณ คือ ตัดกิเลส ถ้าตัดกิเลสไม่ได้ เขาเรียกว่า " อภิญญาห้า " อภิญญาห้านี่! เราจะฝึกกันทำไม ฝึกกันเท่าไรมันก็ยังคงลงนรกอยู่ อย่าง พระเทวทัต ได้อภิญญาห้าเหาะลงนรกไปเลย มันต้องเป็นอภิญญาหก คือ ตัดกิเลสให้ได้ ตัดกิเลสนี่มี ๓ ตอน คือ " สังโยชน์ ๑๐ " มีการตัดจริง ๆ ๓ ตอน ทีแรกตัดตอนต้นให้ได้
ตอนต้น คือ อารมณ์ของพระโสดาบันและสกิทาคามี ถ้าคนที่มีวิมานที่นิพพานแล้วถ้าทำไม่ได้อย่างนี้ ภาษาจะพูด ภาษาไม่หยาบก็จะไม่พูดแต่จะพูดให้ฟังที่ว่าอยากจะพูดว่า เลวกกว่าหมานี่ นี่ไม่ได้พูดหรอก บอกให้ฟัง คือว่า ถ้ามีวิมานอยู่ที่นิพพานนี่กำลังใจของเรา บารมีมันถึงนิพพานแล้ว สังโยชน์ ๓ ตัดไม่ได้ก็เลวเต็มที สังโยชน์ ๓ มีอะไรบ้าง กำลังของพระโสดาบันกับสกิทาคามีนี่ต้องได้ กำลังของพระโสดาบัน สกิทาคามี เขามีความรู้สึกอย่างไร เอาความรู้สึกที่มีอยู่ประจำตัว คือ :-

๑. มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้มันต้องตาย จะตายเมื่อไรก็ช่าง คิดว่าอาจจะต้องตายวันนี้ไว้เสมอ คุมความดีไว้ แค่นี้คิดไม่ได้ก็เลวเต็มที

๒. ใช้ปัญญาพิจารณาความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ว่าเราควรเคารพนับถือไหม แค่นี้ถ้ายังสงสัยก็เลวอีกแล้ว

๓. ทรงศีลให้บริสุทธิ์ตามฐานะของตัว ฆราวาสนี่แค่ ศีล ๕ พอ พระก็ ๒๒๗ และก็มากกว่านั้นนะ คือ อภิสมาจารนี่มีอีกเยอะ ธรรมะนี่มีอีกเยอะ สามเณรนี่ศีล ๑๐ พร้อมกับเสขิยวัตร ๗๕ เฉพาะฆราวาสนี่แค่ศีล ๕ ทรงให้ได้ ถ้าทรงศีล ๘ ได้ก็ดี ถามว่าทรงตอนไหน ทรงตั้งแต่เวลานี้ไปจนกว่าจะหมดลมหายใจเข้าออก อารมณ์ของพระโสดาบัน สกิทาคามี มีแค่นี้เป็นพระอริยเจ้าแล้ว ตัดกิเลสเบื้องต้นได้แล้ว ถ้าได้อภิญญาคือ เป็นอภิญญาหกอีก ๒ จุด จะไม่พูดถึง ไม่จำเป็น เอาแค่นี้ให้ได้ก่อน หลังจากนั้นเป็นการซักซ้อมไว้เพื่ออภิญญา

ฉะนั้น การฝึกอภิญญานี่มันมี ๒ แบบ
คนที่ไม่เคยได้มาในชาติก่อน เราฝึกอีกแบบหนึ่ง
คนที่เคยได้แล้วในชาติก่อน เราก็ฝึกอีกแบบหนึ่ง

วันนี้จะพูดเฉพาะคนที่ได้แล้วในชาติก่อน และคนที่ได้มโนมยิทธิมาแล้ว ทุกคนมันเคยได้มาแล้วทั้งนั้น ถ้ากาลเวลามาถึงทำไม่ได้ แสดงว่าคบความโง่ไว้มากกว่าความฉลาด เพราะเคยได้มาแล้วนี่ก็ต้องเอาของเก่ามาใช้ให้ได้ เวลานี้ " มโนมยิทธิ " ที่ฝึกได้แล้วต้องทำให้เข้มข้น อย่าปล่อย เพราะมันเป็นก้าวแรกที่จะเข้าสู่ .. " อภิญญา "

วิธีปฏิบัติเบื้องต้น มีความสำคัญต้องทำ ให้ทรงกำลังใจตามนี้ คือ ไม่ต้องไปไล่หน้ากสิณ ทีแรกคิดว่าจะไล่กสิณเล่นโก้ ๆ พระท่านบอก

" ไม่จำเป็น! คนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องไปไล่กสิณ เพียงแค่กำลังใจเข้าถึงฌานเท่านั้นแหละ คือ เข้าถึงเต็มกำลัง อภิญญาเก่าจะเข้าทันทีใช้ได้หมดเลย... "

แต่ว่าต้องเป็น " พ.ศ. ๒๕๔๓ " ขึ้นไป ให้เริ่มใช้ตั้งแต่เวลานี้ เริ่มใช้ตั้งแต่เวลานี้จิตจะได้ทรงตัว ถ้าคนก็จะเป็นคนดี ถ้าพระก็จะเป็นพระดี ไอ้พระเลว ๆ ที่มันเลวมันไม่ได้ทำ ถ้าพระวัดนี้พระองค์ไหนเลวไม่พลาด " อเวจี " หรือ " โลกันตนรก "
อย่าลืมนะ! นี่วิธีปฏิบัติกำลังใจเพื่ออภิญญา

เมื่อตอนที่ " องค์ปฐม " ท่านมา ท่านบอกใช้อย่างนี้ ให้จับภาพพระพุทธเจ้าเป็นปกติ ให้จิตทรงกำลังฌาน ๔ เป็นปกติ ไอ้ทรงฌาน ๔ เป็นปกติ ฌาน ๔ นี่เวลาเราออกจากร่างกายนี่เราเป็นฌาน ๔ แล้ว แต่นั้นเป็นฌาน ๔ เบื้องต้นที่มีกำลังอ่อน ต้องใช้ให้มีกำลังเข้มข้น นั่นก็คือ นึกถึงภาพพระพุทธเจ้าเมื่อไหร่ นึกปั๊บเห็นทันที นึกจับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ชัดเจนแจ่มใส ตามกำลังให้ได้ทุกวัน ทุกวันและทุกเวลาที่เราต้องการ ไม่ใช่นั่งรอเวลาเงียบสงัด ไม่ใช่อย่างนั้น เดินไปเดินมา ทำงานอยู่นึกปั๊บให้เห็นเลย เห็นแล้วอธิษฐานพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงโตขึ้น ใหญ่ขึ้น สว่างกว่านี้ เล็กลง อยู่ข้างบน สูงมาก สูงน้อย เราทำอย่างนั้น อย่าคิดว่าเป็นการปรามาสพระรัตนตรัย ไม่ใช่ นี่อาตมาแนะนำเอง

ขอให้ทรงกำลังใจอย่างนี้ให้เป็นปกติ เพราะการเดินไปเดินมา พระก็ตาม เวลาเดินไปบิณฑบาต เดินไปทำงานทำอะไรอยู่ก็ตาม ให้เห็นภาพพระพุทธเจ้าเป็นปกติที่ต้องการจะเห็น ถ้าอย่างนี้ทุกคนจะอยู่ในเกณฑ์สำรวม ความวุ่นวายจะไม่มีอยู่ในจิต ความเลวของคนของพระจะไม่มี ญาติโยมสังเกตไว้นะ!

ถ้าพระองค์ไหนมันเลว มันไม่ทำแบบนี้หรอก ถ้าจับแบบนี้อารมณ์เลวไม่มี แล้วงานจะต้องเป็นไปตามปกติ นักเจริญกรรมฐานนี่เขาเคร่งครัดในการงาน เพราะต้องเป็นคนเคร่งครัดในกาลเวลา ถ้าไม่เคร่งครัดในกาลเวลามันทำไม่ได้ แม้แต่ในกรรมฐานเบื้องต้นเขาก็เคร่งครัดในกาลเวลาหรือการงาน

รวมความว่า ถ้าจับภาพพระให้เป็นปกติ สำหรับเรื่องกสิณไม่ใช่ของแปลก และจะลองเล่นกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เป็นอดิเรก อย่าใจร้อน..

อันดับแรก จับภาพพระพุทธเจ้าให้ชัดเจน ต้องฝึกตัวนี้ก่อน เดินไปเดินมานึกเมาอไรเห็นปั๊บทันที นอนหลับตื่นก็เห็นชัด ต้องอย่างนี้อภิญญา ไม่ใช่มานั่งทำ เขาเดินทำ เขาวิ่งทำกัน การทรงกำลังของสมาธิ เมื่อได้ทุกขณะแล้วอย่าใจร้อน เมื่อได้ตามความต้องการนึกเมื่อไรเห็นชัด ต่อจากนั้นไปก็เอากสิณอย่างใดอย่างหนึ่งมาเล่นเป็นงานอดิเรก กสิณลมนี่มันเล่นยาก ความจริงอยากจะให้เล่นกสิณลม กสิณลมนี่มันเหาะได้นะ โก้ดี แต่มันเล่นยาก ถ้าไม่ฉลาดนี่มันเล่นยาก เอาง่าย ๆ ดีกว่า เอาปฐวีกสิณก็ได้ หรือ อาโปกสิณก็ได้ เอาง่าย ๆ ..

ถ้าปฐวีกสิณ ก็จับดินขึ้นมา เอาดินสีอรุณขึงไว้ทำวงกลมให้โตพอที่ตามองเห็น แล้วไม่เห็นขอบวงกลม จับภาพให้ทรงตัว แต่ก็ไม่สะดวกอีก ต้องอาโปกสิณดีกว่า

อาโปกสิณ เล่นง่าย ถ้ามันทำได้อย่างใดอย่างหนึ่งมันได้หมด ถ้าอาโปกสิณเอาน้ำมาใส่แก้วหรือใส่ขัน จับภาพพระพุทธเจ้า เดินไปเดินมาก็เห็นชัด นั่งก็เห็นชัด พอจับภาพพระพุทธเจ้าเห็นชัดเจนแจ่มใส แพรวพราวเป็นระยับเป็นฌาน ๔ ทรงตัว ขอพระองค์โตขึ้น เล็กลง อย่างนี้สะดวกมากได้แน่นอน จิตไม่วอกแวกตามกำลัง ตั้งเวลาไว้ ๑๐ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที ให้ทรงตัวให้ได้ ถ้า ๓๐ นาทีมันไหลไป อย่างนี้จิตใช้ไม่ได้แล้ว ยังเล่นกสิณไม่ได้ ถ้ามันทรงตัวได้จริง ๆ ภาพทรงตัว เวลานั้นก็เอาน้ำมาตั้ง จับภาพพระพุทธเจ้าให้ชัดเจนแจ่มใสเต็มกำลังของฌาน ๔ คือ แพรวพราวเป็นระยับของฌาน ๔

หลังจากนั้นถอยหลังมา ขอกำลังบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า น้ำในแก้วหรือในขันนี้ขอให้แข็ง จิ้มไปตรงไหนตรงนั้นแข็ง แล้วเข้าฌาน ๔ ใหม่ จับภาพพระพุทธเจ้าใหม่ทำใจเฉยไว้ ถอยหลังมาอีกทีทรงจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิ อธิษฐานว่าน้ำนี้จงแข็ง แล้วจิ้มปั๊บมันแข็งหรือยัง ยังไม่แข็งก็แล้วไป เพราะเวลามันยังไม่ถึง ซ้อมไว้จนกว่าจะถึง " พ.ศ. ๒๕๔๓ " ทำไปทุกวัน ๆ เล่นแบบนี้ เล่นเป็นปกติ ไม่ช้าก็จะมีการทรงตัว พออธิษฐานไปอธิษฐานมา น้ำเกิดแข็งมาตามความชอบใจ เราต้องใช้เวลาอยู่ ยังเป็นกำลังของอภิญญาไม่ได้ ยังอ่อนมากไป

ถ้าจะเป็นกำลังของอภิญญาจริง ๆ ก็จับน้ำมา น้ำที่ไหนก็ตาม น้ำในแม่น้ำ น้ำในคลอง น้ำในบ่อก็ตาม นึกว่าน้ำที่จับไปจงแข็ง แหย่ปั๊บทันที แข็งทันที อย่างนี้เป็นตัวอภิญญาแน่ หลังจากนั้นก็ใช้กำลังของกสิณให้พอใจ กำลังของกสิณก็คือ :-

๑. ปฐวีกสิณ อธิษฐานของอ่อนให้เป็นของแข็ง อยากจะเดินบนน้ำก็อธิษฐานว่า เท้าที่เราก้าวไปตรงไหนให้น้ำแข็งเหมือนดิน เฉพาะที่เท้าก้าวนะ อย่าไปเสือกอธิษฐานให้หมดทั้งคลองนะ! มันไม่ถูก..การจราจรเขาเสีย อย่างนี้ก้าวไปได้สบาย อยากจะเดินไปในอากาศ อธิษฐานว่าเท้าที่ข้าพเจ้าก้าวไปในอากาศ เหยียบตรงไหนให้แข็งเหมือนดิน เดินได้สบาย...

๒. อาโปกสิณ ทำของแข็งให้เป็นของอ่อน หินมันแข็งทำให้เป็นของอ่อน เหล็กมันแข็งให้มันอ่อน แล้วฝนไม่ตกทำให้ฝนตกได้ทุกอย่าง

๓. เตโชกสิณ ไฟนี่! ถ้ามันหนาวเกินไป อธิษฐานเตโชกสิณ ให้มีความอุ่นแค่นั้นแค่นี้ ต้องการให้ไฟลุกล้อมใครเสียก็ได้ ใครพูดไม่ดีอธิษฐานให้ไฟล้อม มันเดินไม่ได้อยู่ตรงนั้นแหละ ถ้ามันไม่ขอขมาก็ไม่เลิกกัน อย่าไปเล่นแบบนี้นะ ถ้าไปเล่นแบบนี้กสิณเสื่อม หรือบางทีความมืดก็ใช้เตโชกสิณช่วยให้แสงเกิด

๔. วาโยกสิณ กสิณเหาะ! นึกอยากจะให้เราไปไหน นึกแป๊บเดียวมันจะไปถึงทันที นึกอยากจะให้ใครมาหาเรา ก็คิดถึงวาโยกสิณปั๊บหอบคนนั้นมา มันจะมานั่งปุ๊บนั่งข้างหน้าเลย เอาแค่นึกไม่ใช่ตั้งท่านะ ตั้งท่าใช้ไม่ได้

๕. ปีตกสิณ ถ้าของสีดำ สีแดงก็ตาม ต้องการคิดให้เป็นสีเหลือง สีทอง และแผ่นดินนี่ต้องการให้เป็นสีทองเมื่อไหร่ มันจะเป็นทองได้ทันที ไอ้บ้านหลังนี้ถ้าเป็นตึกเป็นไม้ เราคิดจะให้เป็นสีเหลือง สีทอง มันก็เป็น...

๖. โอทาตกสิณ โอทาตกสิณนี่ถ้าของมันขาว มันเขียว มันแดงนี่ ต้องการให้มันขาว นึกให้มันขาวมันจะขาวเลย

แต่ก็มีกสิณอีกเยอะ! รวมความว่ากำลังของกสิณทั้งหมดเป็นเรื่องเล็ก ๆ ถ้าเราทำเบื้องต้นได้
ฉะนั้น ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายเตรียมฝึกเพื่ออภิญญา เวลานี้จะเตรียมใช้กำลังใหญ่ไว้ได้เลย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าถ้าทำอย่างนี้มโนมยิทธิของทุกคนจะไม่มีคำว่าเสื่อม จะมีความทรงตัวแล้วจะเข้มแข็งขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังที่จะตัด " สังโยชน์ ๓ " ต้องทำให้ได้ อันนี้ไม่ใช่คำขอร้อง เป็น " คำสั่ง " ว่าคนที่ต้องการความดีถึง " นิพพาน " หรือ " อภิญญา " ก็ตาม ต้องทำ " สังโยชน์ ๓ " ให้ได้ คือ :-

๑. มีความรู้สึกไว้ทุกวัน เวลาตื่นเช้าว่าชีวิตนี้มันต้องตาย ถ้าตายแล้วเราไม่ยอมไปอบายภูมิ

๒. เราจะยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง เป็นกำลังใจของเราด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

๓. จะทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์

เท่านี้แหละ! แล้วหลังจากนั้นก็ใช้กำลังใจของพระอรหันต์ไว้ประจำใจ คือ ขึ้นชื่อว่ามนุษยโลกมันเป็นทุกข์เราไม่ต้องการมันอีก พรหมโลกกับเทวโลกสุขจริง แต่ไม่นาน ไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ .. " นิพพาน " อย่างนี้เป็นอารมณ์พระอรหันต์ รักษากำลังใจตามนี้ไว้ เมื่อถึงอายุขัยเมื่อไร ก่อนจะตายจะเป็นอรหันต์เมื่อนั้น เมื่อตายเมื่อไรก็ไปนิพพาน ...

ถ้ายังไม่ไปนิพพานเพียงใด ถ้าโอกาสมี ถ้าเราสามารถใช้อภิญญาได้ แต่ว่าการใช้อภิญญานี่ต้องใช้ให้ถูกต้อง พระพุทธเจ้าท่านห้ามพระ ถ้าไม่มีคนเห็นใช้ได้ ถ้ามีคนเห็นใช้ไม่ได้ แล้วก็มีประโยชน์มาก

สำหรับคำแนะนำการฝึกอภิญญาหก ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ สวัสดี

Paang
01-31-2006, 05:41 AM
<CENTER>การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๒</CENTER>

<CENTER><TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=right> (http://www.putthawutt.com/html/power0201.html)</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>
ท่านพระโยคาวจรทั้งหลายและบรรดาภิกษุสามเณรทั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อนี้ไปขอท่านทั้งหลายได้ตั้งใจสดับกรรมฐานพิเศษ สำหรับวันนี้จะแนะนำในด้านพระกรรมฐานพิเศษ แต่ทว่าเวลานี้พวกเรากำลังมีความสนใจในด้าน " ทิพจักขุญาณ " และด้านของ " อภิญญา " แต่ทว่าก่อนที่จะแนะนำหรือจะสอนกัน จะบอกกันเรื่อง " อภิญญาสมาบัติ " และ " วิชชาสาม "

สำหรับในตอนนี้ก็จะขอให้ท่านทราบจริยาเบื้องต้นเสียก่อน คือว่า อาการของการเจริญพระกรรมฐานในด้าน สุกขวิปัสสโกก็ดี เตวิชโชก็ดี ปฏิสัมภิทัปปัตโตก็ดี ทั้งหมดนี้ถ้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า คือ เป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ทั้งหมดนี้มีค่าเสมอกัน
คำว่า " มีค่าเสมอกัน " ก็เพราะว่าเป็นพระอริยเจ้าเท่ากันตัดกิเลสได้เสมอกัน ไปนิพพานได้เหมือนกัน แต่ทว่าคุณสมบัติพิเศษไม่เสมอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่มุ่งเฉพาะสุกขวิปัสสโกก็เป็นอรหันต์ที่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งหมด หมายความว่า ไม่ได้ฝึกมาในสายทิพจักขุญาณหรือว่าอภิญญาหกหรือปฏิสัมภิทาญาณ

ฉะนั้น หากท่านที่เป็นสาย " สุกขวิปัสสโก " จึงไม่รู้ไม่เห็นไม่สามารถที่จะบังคับจิตให้เห็นสวรรค์ เห็นพรหมโลก เห็นเทวดา เห็นพรหมได้

สำหรับท่านที่เจริญในด้าน " วิชชาสาม " สามารถจะได้ทิพจักขุญาณ คือ เห็นเทวดา เห็นพรหม และก็เห็นนรก เห็นสัตว์นรก เห็นเปรต เห็นอะไรต่าง ๆ ถ้ามีอารมณ์เข้าถึงพระโสดาบันก็สามารถจะเห็นพระนิพพานได้

สำหรับท่านผู้ทรงอภิญญามีอานุภาพมากกว่าวิชชาสาม สามารถจะทำอทิสสมานกายยกกายภายในโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นอภิญญาใหญ่ทรง " อภิญญาหก " ก็สามารถเอากายเนื้อไปในภพต่าง ๆ ได้ไม่เลือกสถานที่

สำหรับ " ปฏิสัมภิทาญาณ " มีความดีเป็นพิเศษ คือ มีความสามารถคลุมสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญทั้งหมด และก็ยังมีความรอบรู้ต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น สามารถจะรู้ได้ทุกภาษา เช่น ภาษาคน ภาษาสัตว์ มีความฉลาดในการขยายความสั้นให้ยาว ย่อเนื้อความยาวให้สั้นอย่างนี้เป็นต้น และก็มีอารมณ์ว่องไวมาก

อันนี้เป็นที่เปรียบเทียบเพื่อให้ท่านทั้งหลายเข้าใจ ที่นำมาพูดนี้ทำไมจึงได้นำมาพูด เพราะผมทราบ ทราบว่าในสำนักของเรายังมีคนที่มีความเข้าใจไม่ถูกต้องอีกเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสอนที่ผมสอนไว้ในปัจจุบันก็ดี ที่เป็นอดีตเป็นเทปบันทักไว้ก็ดี ที่เป็นหนังสือก็ดี และก็ปรากฏว่ายังมีหลายท่านฟังไม่รู้เรื่องบ้าง อ่านหนังสือไม่ออกบ้าง คำว่าฟังไม่รู้เรื่องอ่านหนังสือไม่ออกก็แสดงว่า หาความเข้าใจอะไรไม่ได้ ยังมีความเข้าใจผิดมีความเข้าใจพลาดอยู่มาก อันนี้ถือว่าเป็นโทษหนัก

คำว่า " เป็นโทษหนัก " ก็คือ จะเป็นคนมีมานะ มานะมันเป็นกิเลสหรือว่ากลายเป็นมิจฉาทิฏฐิมีความเข้าใจพลาด ถ้าเรามีความเข้าใจพลาด การปฏิบัติของเราก็พลาด ผลที่เราจะพึงได้ก็เป็นผลพลาด ถ้าพลาดหรือว่าตกมีความหมายยังไงก็เข้าใจดีอยู่แล้ว มันก็ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ถ้าเดินทางพลาด ดีไม่ดีลงนรกไปเลย

นี่ความสำคัญตัวมีความสำคัญมากอย่าสำคัญผิด ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า " อัตตนา โจทยัตตานัง " จงเตือนตนเองไว้เสมอ นี่ต้องจำ! ฟังได้แล้วต้องจำ! จำแล้วใช้ปัญญาพิจารณาใน " อิทธิบาท ๔ " ท่านบอกว่า

ฉันทะ มีความพอใจ
วิริยะ พากเพียรทำลายอุปสรรค
จิตตะ สนใจในสิ่งนั้นไม่วางมือ
วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าใจ

ถ้าอารมณ์ของท่านทั้งหลายทรงอยู่ในอารมณ์นี้ทั้งหมดก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะทรงอารมณ์ให้ได้ดีจริง ๆ พระกรรมฐานทรงตัวจะเป็นด้านสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโตก็ตาม อารมณ์จะต้องทรงบารมี ๑๐ ครบถ้วน " บารมี ๑๐ " นี่จะต้องมีให้เต็มกำลังใจไว้เสมอ และก็ต้องมี " จรณะ ๑๕ " ครบถ้วน ถ้ามิฉะนั้นการปฏิบัติของพวกท่านหาผลได้ยาก สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นของเก่าทั้งหมด ที่ผมนำมาพูด


http://www.putthawutt.com/pic/power004.jpg


ต่อไปนี้ก็จะเปรียบถึงด้านอารมณ์ที่เข้าถึงให้ฟัง พวกที่ได้ทิพจักขุญาณอย่างหนึ่ง ที่ได้อภิญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราฝึกกันด้านมโนมยิทธิอย่างหนึ่ง กับอารมณ์ของบุคคลที่เข้าถึงอุปจารสมาธิอันนี้ไม่เหมือนกัน อารมณ์ที่เข้าถึงอุปจารสมาธิสามารถจะเห็นภาพต่าง ๆ ได้บ้างในบางขณะ ไม่มีอารมณ์สามารถจะบังคับให้รู้ให้เห็นได้โดยเฉพาะ อย่างสมมติว่าเวลานี้เราอยากจะเห็นพระอินทร์ แล้วก็นั่งภาวนาพิจารณากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกหรือภาวนาจับนิมิต ดีไม่ดีจิตถ้ามันนึกอยากเห็นพระอินทร์ขึ้นมา อะไรมาก็ไม่รู้ ดีไม่ดีก็ถูกอสุรกายหลอก อุปจารสมาธินี่มีหลายท่าน

นี่ผมหมายถึงว่าเคยพบมามีหลายคน เมื่ออารมณ์จิตเข้าถึงอุปจารสมาธิเข้าใจว่าสำเร็จเสียแล้ว ดูเหมือนว่าผมจะเคยเขียนไว้ในหนังสือหลวงพ่อปาน ว่ามีสำนักหนึ่งมีคนเขาไปปฏิบัติกันมา เมื่อเขาผ่านมาแล้วอยู่บ้าน ๒ - ๓ เดือน เขาก็มาหาผม ถามว่า " หลวงพ่อช่วยตรวจดูทีสิว่า กรรมฐานของฉันน่ะมันเสื่อมไปแล้วหรือยัง? " ผมก็แปลกใจว่าไอ้กรรมฐานเสื่อมไม่เสื่อมนี่ไม่มีใครเขาถามชาวบ้านกันหรอก ตัวเองน่ะรู้ตัวของตัวเอง จึงถามว่า " โยมไปศึกษาที่ไหนมา? " เขาก็บอกสำนัก ถามว่า " อาจารย์บอกว่ายังไง? " แกก็เลยบอกว่า " อาจารย์บอกว่าสำเร็จแล้ว " จึงได้ถามว่า " อาการที่อาจารย์บอกว่าสำเร็จน่ะ โยมมีความรู้สึกเกิดขึ้นกับจิตประการใดบ้าง? "

โยมคนนั้นก็บอกว่า เวลานั่งบางครั้งเห็นภาพเทวดาบ้าง เห็นภาพวิมานบ้าง เห็นภาพอะไรต่ออะไรมาบ้างในบางขณะ หรือ บางทีก็พบทุกวันก็ยังได้ แต่เห็นแว๊บเดียวแล้วก็หายไป บางทีก็ตั้งอยู่ครู่หนึ่งก็หายไป จึงได้ถามว่า โยมสามารถบังคับจิตได้ไหม ว่าเดี๋ยวนี้เราต้องการเห็นนรก ต้องการเห็นเปรต ต้องการเห็นอสุรกาย ต้องการเห็นสัมภเวสี ต้องการเห็นเทวดา ต้องการเห็นพรหม ต้องการเห็นนิพพาน หรือว่าต้องการเห็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ที่ท่านนิพพานไปแล้ว โยมบอก " ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ " ถ้าไม่ได้เป็นแต่เพียงนั่ง ๆ ไปพอจิตสบายก็เห็นภาพ บางทีก็เห็นได้ทุกวันอันนี้ผมไม่ขัดคอ

ถ้าหากว่าเห็นได้ทุกวันขณะที่นั่งอยู่ ถ้าจิตเป็นสมาธิหรือว่าจะเห็นได้ทั้งวันก็ได้ แต่ต้องใช้เวลาที่เราตั้งจิตสงบ และก็ใช้เวลาบ้าง หมายความว่าอาจจะต้องใช้เวลาสัก ๒ - ๓ นาที เห็นภาพแล้วก็คุยกันไม่ได้ แว๊บหนึ่งก็หายไป ตั้งอยู่ครู่หนึ่งก็หายไป อาการอย่างนี้ไม่ใช่อาการของทิพจักขุญาณ หรือไม่ใช่อาการของอภิญญา เป็นอาการของอุปจารสมาธิและก็เป็นอาการของคนที่จิตยังไม่เข้าถึงปฐมฌาน นี่ขอท่านทั้งหลายจงจำไว้นะ! จำให้มันดีและก็จงอย่าหลงว่าเราได้ทิพจักขุญาณเสียแล้ว การที่จะได้ทิพจักขุญาณจะต้องทรงถึงฌาน ๔ คือ ความจริงทิพจักขุญาณนี่เขาอาจจะเริ่มได้ตั้งแต่อุปจารสมาธิ แต่ว่าต้องฝึกตรง เฉพาะที่เราเจริญพระกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ได้แล้วก็เห็นนิมิตนั่น เขาเรียกว่า " อุปจารสมาธิ " หรือว่า " อุปจารฌาน "

เมื่อจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิหรืออุปจารฌาน ก็สามารถที่จะได้ยินเสียงที่เป็นทิพย์ได้ สามารถที่จะเห็นภาพที่เป็นทิพย์ได้ แต่มันแว๊บเดียวคำสองคำก็หายไป และเราเองก็ไม่สามารถจะบังคับให้เจ้าของเสียงนั้นพูดต่อไปได้ เราไม่สามารถจะบังคับให้เจ้าของภาพนั้นทรงต่อไปได้ ในการเห็นใหม่มันก็ไม่ซ้ำกัน คุยกันก็ไม่ได้ เห็นกันนานก็ไม่ได้ อาการอย่างนี้เป็นการหลงผิดอย่างกับโยมที่มาถามนั่นแหละ เป็นอันว่าท่านศึกษายังไม่ขึ้นประถมปีที่ ๑ คือ " ปฐมฌาน " แต่ทว่าอาจารย์ก็บอกว่าสำเร็จเสียแล้ว

ฉะนั้น พวกเราก็เหมือนกัน คณะของพวกเรานี่ผมทราบว่ายังมีการหลงผิดกันอยู่มาก บางท่านไปประสบพบอารมณ์อย่างที่ผมว่ามานี้ แต่ก็จิตคิดไปว่าเราได้ดี คือ เราได้ทิพจักขุญาณ ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้รีบถอยหลังเสีย คำว่า ถอยหลัง หมายถึง ถอนความรู้สึกนั้นเสีย มันจะเกิดความเสียหายกับท่าน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าท่านจะไม่ก้าวเข้าไปสู่ความดี อารมณ์อุปจารสมาธินี่นักเจริญพระกรรมฐานจริง ๆ เขาไม่ใช้ จะประสบพบภาพอะไรได้ยินเสียงอะไรก็ตารม เขาไม่ใช้กันหรอก ยังถือว่าไม่ใช่สาระไม่ใช่แก่นสาร แต่ทว่าคนที่มีความทะนง จุดนี้แหละเป็นจุดสำคัญ ที่มีความทะนงทำลายตัวเองให้มีความพินาศไปจากกำลังของความดีที่จะพึงได้ จำไว้นะวันนี้จะพูดเฉพาะอาการ

ทีนี้มาพูดถึงคนที่เขาได้ทิพจักขุญาณ ทิพจักขุญาณนี่ก็ต้องวัดระดับเป็นฌานโลกีย์ เป็นพระอริยเจ้า คือ พระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความสว่างไสวแจ่มใสชัดเจนมั่นคงไม่เสมอกัน แต่นั่นก็ช่างเถอะผมจะไม่อธิบาย จะอธิบายแต่เพียงว่าท่านที่ได้ทิพจักขุญาณนั้นต้องฝึกฝนโดยตรงเฉพาะ เพราะว่าวิชาเฉพาะทิพจักขุญาณเขามีอยู่ คือ จับพลัดจับผลูอึกอักก็ให้มันได้โดยไม่ใช้วิชาเฉพาะนั้นไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ใช่สัพพัญญูวิสัย เราเป็นสาวก มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เมื่อถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วอะไร ๆ ก็ได้หมด สำหรับพระสาวกนี่จะต้องเรียนเฉพาะกิจ เว้นไว้แต่ว่าท่านผู้นั้นเคยได้ญาณนั้นมาแล้วในชาติก่อน แต่พอกำลังจิตเข้าถึงก็สามารถจะรู้ได้ แต่อย่างนั้นก็เป็นที่สังเกตไม่ยาก ผู้ที่เขาได้มาก่อนพอเจริญสมาธิจิตถึงฌานนิดเดียว ของเก่ากลับมาหมด อันนี้สังเกตไม่ยาก

เพียงได้ยินคำพูดคำเดียวก็รู้แล้ว่าท่านผู้นั้นมีทุนมาก่อนหรือว่าไม่มีทุนมาก่อน ถ้าเขามีทุนก่อนจะไม่มีวาจาที่เฝือออกมาแม้แต่คำเดียว นี่เรามาพูดกันถึงการฝึก อาการที่เขาได้ทิพจักขุญาณจริง ๆ นะเขารู้จริง ๆ แต่ว่าอาการรู้นี่จะต้องระวัง ถ้าเป็นพวกฌานโลกีย์นี่มีอารมณ์หลงมาก และ มีอุปาทานกินมาก ถ้าบุคคลผู้นั้นยังใช้กำลังใจของตนเองเป็นเครื่องได้ยิน เป็นเครื่องรับทราบจากเสียงและก็เป็นเครื่องเห็นภาพ ถึงแม้ว่าจะได้ทิพจักขุญาณก็ยังถือว่ายังใช้ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่ากำลังใจของท่านที่ยังไม่ถึงอรหัตผล ยังไง ๆ กิเลสมันก็ขวางหน้าท่านได้ ถ้ายิ่งได้ฌานโลกีย์ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ของดีจริง ๆ จะไม่มีทางได้ บางทีก็รู้ถูกรู้ผิด ถ้ามีอารมณ์คิดกำหนดไว้ก่อนนิดเดียวภาพหลอนก็จะปรากฎ นี่ว่ากันถึงฌานโลกีย์ แม้แต่พวกพระอริยเจ้าก็ตาม

ถ้ายิ่งเป็นพระอริยเจ้าด้วยแล้ว เขายิ่งไม่ไว้ใจตัวเองอย่างยิ่ง เมื่อได้ทิพจักขุญาณแล้วนับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป เขาก็ใช้กำลังใจติดต่อเฉพาะ คำว่า เฉพาะในที่นี้เฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หากว่าท่านจะถามว่าเราจะติดต่อพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ตอนนี้ผมก็ขอตอบว่า ให้ท่านฝึกทิพจักขุญาณให้คล่องเสียก่อน แล้วก็ทำใจของท่านให้เข้าถึงพระโสดาบันเสีย แล้วเวลาที่เราต้องการจะพบจะเห็นอะไร เขาใช้อารมณ์แบบนี้ ต้องสร้างนิมิตคือ ทิพจักขุญาณนั้นให้มีอารมณ์แจ่มใน คือ ดูใจของเราเองให้มันแจ่มใส ต้องเห็นกระแสจิตของตนเอง เห็นกระแสจิตของตัวเองแจ่มใสจนกระทั่งไม่มีสีอื่นเจือปน มีสีเป็นแก้วใสเป็นประกายสวยสดงดงาม นี่แสดงว่าจิตว่างจากกิเลสแล้ว จิตตัวนี้ว่างจากกิเลส ๆ ไม่ยุ่ง ถ้าจิตมีกิเลสมันยุ่งนิดเดียวเดี๋ยวมันก็ถูกหลอก

เมื่อจิตว่างจากกิเลสมีกระแสใสผ่องใสเต็มที่ ตอนนี้เราจะพบองค์สมเด็จพระมหามุนีได้ไม่ยาก และเราเห็นท่านก็แจ่มใส เห็นท่านได้แจ่มใสเวลาจะพูดจะคุยจะทูลถามอะไรพระองค์จะทรงตรัสอะไรก็ชัดเจน จะนั่งอยู่นานแสนนานเท่าไหร่ก็ได้จะพูดกันมากเท่าไหร่ก็ได้ นั่งอยู่ตรงนี้จะคุยกับสัตว์นรก คุยกับเปรต คุยกับอสุรกาย คุยกับพระยายม คุยกับเทวดา คุยกับพรหม คุยกับพระอริยเจ้าก็ได้ เหมือนกับนั่งอยู่ใกล้ ๆ กัน แต่อารมณ์ของทิพจักขุญาณนี่เขาใช้กันได้ทุกขณะ ไม่ใช่ต้องไปนั่งทำจิตให้เป็นสมาธิให้อารมณ์สบาย แล้วเห็นภาพว๊อบ ๆ แว๊บ ๆ ได้ยินเสียงบ้างอะไรบ้างนี่เป็นอารมณ์เฝือ

ผมมีความรู้สึกว่าในสำนักเรานี่อาการอย่างนี้ยังมีอยู่ทสั้ง ๆ ที่ฟังคำแนะนำกันอยู่ตลอด ผมเสียดายเวลาของพวกท่าน ว่ายังมีความไม่เข้าใจอะไรกันอยู่มาก มันเป็นเรื่องแปลกที่สุด ถ้าผมจะคิดว่าพวกท่านศึกษากันกับสมัยที่ผมศึกษาน่ะ ถ้าอากรอย่างนี้มันเป็นของแปลกมาก ที่ว่าแปลกก็เพราะว่าการรับคำสอนนี่ผมไม่เคยได้รับกันทุกวัน ๆ ละหลายครั้งอย่างนี้
คำสอนของครูบาอาจารย์นี่สอนครั้งเดียวผมจำตลอดชีวิต และก็ต้องทำให้ได้ ของเรายังเฝือกันอยู่มาก ฟังมากไปบางทีจะชินเกินไป ถ้าชินเกินไปมีการหลงใจหลงตัวของตัวเอง ก็เกิดความทะนงนึกว่าตัวเป็นผู้วิเศษ หรือว่าได้มรรคได้ผล ข้อนี้ต้องระวังให้มาก

http://www.putthawutt.com/pic/putt02.gif


และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่ได้ทิพจักขุญาณหรือวิชชาสาม นี่เขายังไม่กล้าไปแตะต้องกับพวกที่ได้มโนมยิทธิ พวกที่ได้มโนมยิทธินี่เขามีกำลังดีกว่ามาก ความสามารถเขาดีกว่ามาก เพราะว่าเขาเป็นอภิญญา ถ้าความสามารถเสมอกันพระพุทธเจ้าก็ไม่จัดไว้เป็นขั้น ๆ ไว้ในด้านความรู้พิเศษ ผู้ที่ได้มโนมยิทธิโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาเป็นพระอริยเจ้า จุดนี้เขาจะไม่มีการหลงเลย และพวกนี้เขาจะไม่มีความประมาท เขาจะไม่ยอมใช้อารมณ์จิตของเขาโดยเด็ดขาด ถ้าต้องการจะรู้อะไรนี่เขาจะทูลถามพระพุทธเจ้าหรือว่าถามเทวดาหรือถามพรหมองค์ใดองค์หนึ่งที่เคยให้สัญญากับเขาไว้ว่า ถ้าต้องการจะรู้อะไรถามฉัน ฉันจะบอกทุกอย่าง

แต่ถ้าจะถามว่าพวกได้อภิญญานี่เขาจะใช้อารมณ์รู้เองได้ไหม ก็ต้องตอบว่าเขาใช้อารมณ์รู้ได้ แต่ไม่มีใครเขาโง่ที่จะต้องใช้อารมณ์ตัวของเขาเอง เพราะว่าขึ้นชื่อว่าความสามารถ แต่ว่าเทวดาหรือพรหมที่จะถามต้องเป็นเทวดาหรือพรหมที่เป็นพระอริยเจ้า ถ้าเป็นเทวดาหรือพรหมที่ไม่ใช่พระอริยเจ้าก็ไม่ควรถาม เพราะว่าเทวดาก็ดี พรหมก็ดี ความสามารถไม่เสมอกัน ถ้าเป็นเทวดาไปจากทาน ไปจากศีล ไปจากการฟังเทศน์ ความสามารถก็น้อยกว่าเทวดาหรือพรหมที่ไปจากฌาน เทวดาหรือพรหมที่ไปจากฌานก็มีความสามารถน้อยกว่าเทวดาหรือพรหมที่เป็นพระอริยเจ้า เทวดาหรือพรหมที่เป็นพระอริยเจ้าก็จะต้องมีความสามารถเป็นขั้น ๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเราไปถามท่านที่เป็นพระอรหันต์ อันนี้ก็ถือว่าถึงที่สุด แต่ว่าท่านที่ได้อภิญญาสมาบัติจริง ๆ หรือว่าได้ทิพจักขุญาณจริง ๆ ส่วนมากเขายึดจุดพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ

นี่สำหรับวันนี้ไม่มีอะไรหรอก ให้คติไว้แต่เพียงว่าข้อเปรียบเทียบเท่านั้น ฉะนั้นขอท่านทั้งหลายที่ฝึกกรรมฐานไป จงอย่าหลงผิดคิดว่าเราดีเสียแล้ว ถ้าเราไปพบกับผู้ที่เขาได้มโนมยิทธิก็ดี ทิพจักขุญาณจริง ๆ ก็ดี แต่บังเอิญเราเข้าถึงอุปจารสมาธิ จงจำไว้ให้ดีนะว่าอุปจารสมาธิใช้กำลังจิตทันทีทันใดไม่ได้ จะต้องไปนั่งภาวนาพิจารณาจนกระทั่งอารมณ์จิตสบายจึงเข้าถึงอุปจารสมาธิ แต่ว่าภาพที่จะเห็นได้นั้นไม่ใช่ว่าตามใจตัวเอง เป็นภาพที่ลอยมาเฉย ๆ เป็นการบังเอิญ เหมือนกับเราเป็นง่อยหรือว่าเราเป็นคนสายตาสั้น เขาต้องมาให้เห็นหรือเขาต้องมาหาเรา จึงจะเห็นได้ หรือคุยกับเขาได้ ไม่เหมือนคนสายตายาว คือ ทิพจักขุญาณเหมือนคนสายตายาว สามารถจะมองไกลแสนไกลก็ได้ มองเมื่อไหร่ก็ได้ นี่เป็นจุดหนึ่งและโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ได้อภิญญาอย่าไปแตะต้องกับเขา นั่นเขายิ่งเก่งกว่า ดีกว่า แจ่มใสกว่าผู้ที่ได้ทิพจักขุญาณ

ฉะนั้น ขอบรรดาท่านทั้งหลาย ต่อจากนี้ไปจะแนะนำเรื่องการฝึกทิพจักขุญาณ และ มโนมยิทธิเป็นด้านของอภิญญา และก็ขอท่านทั้งหลายจงเข้าใจว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เลิกการทะนงในจิตเสีย ถ้าเรายังดีไม่เท่าเขาหรือว่าเราดีเท่าเขาหรือว่าเราดีเกินกว่าเขา จงวางอารมณ์เสีย มันเป็นมานะ ถ้ามีความรู้สึกอย่างนั้น ถ้าเรารู้ไม่จริงเห็นไม่จริง คนที่รู้ไม่จริงเห็นไม่จริงนี่สังเกตง่าย มักจะมีการทะนงตนถือความรู้สึกของตัวเองเป็นสำคัญ ใครเขาพูดอะไรมา ถามว่านั่นอุปาทานใช่ไหม การที่เห็นอาจจะเป็นภาพอุปาทาน เสียงที่ได้ยินเป็นอุปาทาน แต่ความจริง ถ้าจิตเข้าถึงทิพจักขุญาณแจ่มใสจริง ๆ ตามที่ผมพูดไม่มีสี หรือการถอดกายภายใจออกไปข้างนอก ที่เรียกกันว่า มโนมยิทธิประเภทนี้ ถ้าไปได้จริง ๆ คำว่าอุปาทานไม่มี แต่ว่ายังมีเหมือนกันบุคคลผู้หลงผิดมันไปไม่ได้ แต่เป็นจิตหลอน อย่างนี้มีอยู่
เอาละ ต่อไปนี้ขอบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู เวลาที่จะพูดมันก็หมดเสียแล้ว วันนี้ให้นัยไว้เท่านี้นะ จงอย่าลืม! อย่าทะนงตน เห็นคนอื่นเขาดีจงคิดว่าเขาทำอย่างไรจึงดี แล้วจึงทำตามเขา อย่าเอาอารมณ์แห่งโมหะเข้าไปผสมผสานทำตัวเป็นประธาน คือ ยึดยืดตัวคิดว่าเราเหนือเขาหรือดีกว่าเขา นั่นท่านจะจมปรก หมายความว่า จะไม่พบกับความดี

วิชชาสามก็ดี อภิญญาก็ดี ทั้ง ๒ ประการนี้ หากว่าใครปฏิบัติได้ การบรรลุมรรคผลถึงขั้นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ จะทำได้รวดเร็วกว่าสุกขวิปัสสโกมาก ถือว่าเป็นกรรมฐานที่ไม่ใช่ประเภทนั่งหลับตาเดิน ขอโทษ ไม่ใช่นั่งหลับตา ไอ้นั่งน่ะมันเดินไม่ได้ ขั้นสุกขวิปัสสโกนี่ความจริงเขาเรียกกันว่า การบรรลุอรหันต์แบบง่าย ๆ แต่ทว่ากำลังใจของเราผู้ปฏิบัติเวลานี้ไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา คำว่า " ไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา " ก็หมายความว่า พระวรกายขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะมานั่งพูดนั่งเทศน์ให้พวกเราฟังนั้นรู้สึกว่าไม่มีอยู่ แต่ว่าธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระบรมครูมี ยังมีครบถ้วนพอที่เราจะเป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ได้ แต่ทว่าสุกขวิปัสสโกนี้เหมือนกับคนหลับตาแล้วเอาผ้าดำโพกตาเดิน มันไม่สามารถจะเปลื้องความสงสัยของตัวเองได้ ถ้าบังเอิญเราได้สองในวิชชาสาม คือ ทิพจักขุญาณ และ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้ญาณทั้ง ๒ ประการนี้ก็เหมือนคนลืมตาเดิน คนลืมตามองเห็นทาง ตอนนี้ผมยังไม่พูดว่าเดินนะขออภัย เหมือนคนลืมตามองเห็นทาง สามารถจะรู้ได้ว่าทางโน้นไปทางไหน ทางนี้ไปทางไหน จะเปลื้องความสงสัยในการตัดสังโยชน์ของเราได้แบบง่ายกว่าสุกขวิปัสสโก แต่ถ้าหากว่าเราได้อภิญญาโดยเฉพาะอย่างยิ่งอภิญญาหกนี่รู้สึกว่าจะหนักไปเสียหน่อย ใช้เวลานาน เราใช้อภิญญาเล็กกัน คือ " มโนมยิทธิ " ถ้าเราสามารถทำมโนมยิทธิได้ สามารถถอด " อทิสสมานกาย " คือ กายจริง ๆ ของเราที่อยู่ข้างในนี้ไม่ใช่เปลือก ไอ้กายที่เห็นข้างนอกนี่มันเป็นกายเปลือก เอากายจริง ๆไปสู่สวรรค์ ไปสู่พรหมโลก ไปนรก ไปสู่แดนของเปรต สู่แดนของอสุรกาย หรือว่าถ้าจิตเข้าถึงโคตรภูญาณสามารถจะไปถึงพระนิพพานได้ แล้วก็ไปพบพระ พบเทวดา พบพรหม พบสัตว์นรก พบอะไรต่ออะไรก็ได้

Paang
01-31-2006, 05:44 AM
<CENTER>การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๒ (ต่อ)</CENTER>

<CENTER><TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=right></TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>
http://www.putthawutt.com/pic/orange.gif

ตอนนี้สำหรับ " มโนมยิทธิ " นี่ถ้าเราได้แล้วผลแห่งการบรรลุมรรคผลจะรวดเร็วกว่าวิชชาสามมาก คือ ใช้ปัญญา เวลาเล็กน้อยเท่านั้นเป็นการฝึก สำหรับด้านทิพจักขุญาณก็รู้สึกว่ายังมีประโยชน์เยอะ เพราะว่าเรานั่งอยู่ตรงนี้เราจะพูดกับเทวดาก็ได้ เราจะพูดกับพรหมก็ได้ เราจะพูดกับสัตว์นรก จะพูดกับเปรต อสุรกายก็ได้ จะพูดกับพระยายมก็ได้ แต่ทว่าเป็นคนประเภทตาดีแต่ขาเดินไม่ไหว กำลังใจดีกว่าปฏิบัติในขั้นสุกขวิปัสสโกมาก แต่ว่าความรวดเร็วในการจะได้มรรคผลช้ากว่าในด้านของอภิญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอภิญญานี่จะสอนขั้นมโนมยิทธิเท่านั้น จะไม่สอนถึงขั้นของอภิญญาหกซึ่งต้องใช้เวลามาก รู้สึกว่าจะช้า ดีไม่ดี ๙๐ ปีก็ยังไม่ได้ ถ้ากำลังใจไม่เข้มแข็ง

นี่ถ้าจะพูดกันถึงการสำเร็จมรรคผล ถ้าจะว่ากันถึงมรรคผลจริง ๆ การปฏิบัติในขั้นสุกขวิปัสสโกก็ดี เตวิชโชก็ดี ฉฬภิญโญก็ดี ปฏิสัมภิทัปปัตโตก็ดี ก็ใช้กำลังเสมอกัน คำว่า กำลังเสมอกันนี่ผมพูดมาเยอะ แต่รู้สึกว่านักปฏิบัติจะสนใจน้อยเกินไป นี่เห็นว่าสนใจน้อยเกินไป ผมจะรู้ได้เพราะความฉลาดหรือว่าความโง่ของพวกท่าน ถ้าหากว่าปฏิบัติกันจริง ๆ จะเป็นด้านไหนก็ตาม ถ้าจิตทรงสมาธิกันจริง ๆ อย่างที่ผมสอน ผมน่ะสอนพวกท่นไว้เสมอว่าอย่าให้เวลามันว่างจากอารมณ์ภาวนาหรือว่าการพิจารณา ถ้าอารมณ์ของเราไม่ใช้จิตอย่างอื่นหรือว่าเราใช้อารมณ์ของเราไปใช้จิตในการงาน ก็เอาจิตจับการงานนั้นด้วย คือ สมาธิจิต คือ ตั้งใจทำการงานนั้นโดยเฉพาะ แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณาด้วยตามแบบของ " อิทธิบาท ๔ "

อิทธิบาท ๔ นี่เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด เพราะว่าบรรดาพวกท่านทั้งหลายทิ้งอิทธิบาท ๔ เสียละก็ ผมให้ปฏิบัติไปอีกโกฏิชาติหรืออีกอสงไขยกัปมันก็ไม่ได้อะไรทั้งหมด เราฟังกันมาทุกวัน

ทีนี้การทำจิตไม่ว่าง ถ้าเราทำงานอยู่เอาจิตจับอยู่เฉพาะงาน แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณาดูกิจการงานที่เราทำน่ะด้วยปัญญาอีกทีหนึ่ง อย่าใช้ความโง่ทำงาน ไอ้ใช้ความโง่ทำงานน่ะ ไอ้งานมันมีเฉพาะหน้าก็ทำดุ่ย มันดีหรือไม่ดีมันผิดหรือมันพลาดหรือยังไง มันควรจะเร็วมันควรจะช้าจะรุกไล่ให้มันดี มันเร็วขึ้นละเอียดขึ้นยังไงไม่เข้าใจ ทำส่งไกป ผลมันก็ได้เหมือนกันแหละ แต่ว่าผลมันได้อย่างเดียว คือ ได้งานที่เป็นโลกียวิสัย

ถ้าเราใช้กำลังใจของเราในงานนั้นเป็นกรรมฐาน ทำไปด้วยและก็พิจารณามันไปด้วย จิตจับอยู่ในงานคิดว่าไอ้งานที่เราทำนี่ คนที่เขาทำงานอย่างเรานี่มันก็ทำมาตลอดทุกระยะ ตั้งแต่ต้นกัปหรือกัปไหน ๆ เขาก็ทำกัน และก็ทำกันแล้วมันก็ตายทุกคน แล้วผลงานที่เราทำเราทำดีที่สุด แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปมันก็เสื่อมไปทีละน้อย ๆ ผลที่สุดไอ้วัตถุที่เรามันก็พัง แล้วไอ้คนที่เขาเคยทำงานมาก่อนเรานี่มันก็พังเหมือนกัน แล้วเราจะมานั่งโง่เกิดเพื่อประโยชน์อะไร

นี่ใช้ปัญญาพิจารณาไปด้วย ถ้าทำกิจการงานที่ต้องใช้กำลังแรงงานใช้ปัญญาพิจารณาด้วยแล้วก็ความฉลาดมันก็เกิด ต้องใช้ดุลยพินิจว่าอย่างไหนมันจะดี อย่างไหนมันจะถูก อย่างไหนมันจะควร ความสามารถของเรามีอยู่แค่ไหน รู้ในความสามารถรู้ในกิจในการควรไม่ควร แล้วก็เปรียบเทียบกับชีวิต ไอ้ชีวิตของเรามันก็เหมือนงานที่เราทำ มันเพิ่มขึ้นมาทีละน้อย ๆ นี่ งานมันขึ้นมาทีละนิด ๆ ในที่สุดงานมันก็โต ในที่สุดมันก็ถึงที่สุด ชีวิตของเราก็เหมือนกัน มันเล็กขึ้นมาแล้วมันก็โตขึ้นไปถึงที่สุด คือ ร่างกายเมื่อถึงที่สุดไปไหนก็โทรมน่ะสิ พัง! เสื่อมลงไปทีละน้อย ๆ ในที่สุดก็พัง ถ้าสภาวะมันเป็นอย่างนี้เราจะเกาะมันไว้ทำไม ขันธ์ ๕

แต่ทว่าไอ้การไม่เกาะขันธ์ ๕ นี่ไม่ใช่ขี้เกียจทำการงาน ทำงานตามภาระ ทำงานตามหน้าที่ งานที่มันควรจะเสร็จให้มันเสร็จไป ใจมันจะได้ไม่ยุ่งเวลาที่พิจารณา นี่ถึงแม้ขั้นสุกขวิปัสสโกก็ต้องทำอย่างนี้ เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโตเขาก็ทำกันอย่างนี้

ทีนี้มาว่ากันถึงด้านภาวนา คือ ทรงสมาธิจิตหรือวิปัสสนาญาณ เมื่อเราเสร็จสิ้นจากการงานที่เราทำหรือดูหนังสือ หรืออะไรก็ตามเถอะ ถ้ายิ่งของเรานี่ได้กำไรมาก เทปเสียงมีอยู่ไม่ขาดสาย เมื่อว่างจากการงานเปิดเทปฟังเสียงไป หูก็ฟังเสียง ใจก็พิจารณาไปด้วย อย่าให้มันว่าง ถ้าไม่มีเทปฟังเสียง ไม่มีหนังสือดู เดินไปเดินมาอยู่จิตใจจับคำภาวนาและพิจารณาอยู่ตลอดเวลา เพียงเท่านี้ความฉลาดมันจะเกิดกับจิต เพราะว่าจิตเป็นสมาธิว่างจากนิวรณ์ ไอ้คนที่จิตโง่มีอารมณ์ฟุ้งที่มีความเข้าใจผิด นิวรณ์มันเข้ามาสิงใจถึงได้แสดงความโง่ ความไม่เข้าใจออกมา ถ้านิวรณ์มันหลุดออกไปจากใจ จิตมันก็เป็นฌาน ความฉลาดมันก็เกิด นี่ที่ผมรู้ พวกท่านนี่ผมรู้! จะเป็นพระ เป็นเณร อุบาสก อุบาสิกาก็ตาม ที่รู้ว่ายังไม่ฉลาด คือ ยังไม่ได้อะไรขึ้นมามากมายนัก หรือ บางท่านก็เลยไม่ได้อะไรเลย ก็เพราะว่าจิตไม่เอาจริง ถ้าเรื่องเอาจริงละมันได้ทุกคน ขอให้เอาจริง ๆ ตามที่แนะนำเถอะ! แต่ว่าฟังไปเลยเป็นธรรมดา ดีไม่ดีก็ฟังเป็นพิธี หรือดีไม่ดีก็เลยไม่ฟังเสียเลย ไอ้หูกระทะตากระทู้นี่ ไอ้หูกระทะฟังไม่ได้ยิน ตากระทู้มองดูอะไรไม่เห็น



<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic/power009.jpg</CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER>
นี่เป็นอันว่าต้องใช้กำลังจิตให้มันทรงตัวอยู่ตลอดเวลา วันนี้จะพูดถึงด้านทิพจักขุญาณก่อน ถ้าเราได้ ทิพจักขุญาณ แล้วเราก็ได้ จุตูปปาตญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ ปัจจุปปันนังสญาณ ยถากัมมุตาญาณ หมายความว่า เห็นผีเห็นเทวดาได้ รู้ว่าสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดที่ไหน คนและสัตว์ที่เกิดมาแล้วนี่มาจากไหน รู้วาระน้ำจิตของตน รู้วาระน้ำจิตของบุคคลอื่น สามารถระลึกชาติได้ รู้เหตุการณ์ในอดีตของคนและสัตว์ รู้เหตุการณ์ในอนาคตของคนและสัตว์และวัตถุ รู้ว่าปัจจุบันนี้ใครทำอะไรอยู่ ใครดีใครชั่ว รู้กฎของกรรมว่าคนที่ดีที่ชั่วนี่มีความสุขความทุกข์เพราะกรรมอะไรเป็นปัจจัย
นี่ถ้าเราได้ทิพจักขุญาณอย่างเดียวเหมือนได้ญาณ ๘ อย่างด้วย เพราะว่ามันเป็นญาณอันเดียวกันสุดแล้วแต่เราจะใช้

ทีนี้สำหรับกำลังใจในด้านปฏิบัตินี่เขาทำกันยังไง? วิธีฝึกทิพจักขุญาณนี่มีหลายแบบ แบบตามปกติเขาใช้ " กสิณ " กัน นี่พระพุทธเจ้าทรงตรัส แต่ก็มีแบบลัดอีกแบบหนึ่ง คือ แบบลัดนี่มีเยอะ แต่ทว่าผมจะพูดแต่เพียงแบบเดียว นี่ว่ากันแค่ทิพจักขุญาณกันก่อนนะ แต่ก็ใช้กำลังใจเหมือนกัน ถ้าหากท่านจะฝึกมโนมยิทธิก็ต้องใช้กำลังใจแบบนี้เหมือนกัน คือ กำลังใจที่ทรงสมาธิน่ะมันเท่ากันสุดแล้วแต่เราจะเลือกว่าเราจะปฏิบัติทางไหนเท่านั้น ไม่ใช่สุกขวิปัสสโกก็ทำเหยาะแหยะ ๆ ๆ อย่างนี้ไม่ใช่สุกขวิปัสสโกแล้ว เป็นทุกขวิปัสสโก กว่าจะได้มันก็แสนลำบาก กำลังใจน่ะใช้เสมอกันสุดแล้วแต่จะเลือกผลเท่านั้น เหมือนกันงานที่เราทำ ถ้าอยากจะสร้างบ้านสร้างเรือน อยากจะสร้างตึก สร้างถนน อยากจะปั้นหม้อ อยากจะปั้นตุ่ม อยากจะปั้นน้ำให้เป็นตัว

มันต้องใช้กำลังเท่ากัน มีความขยันหมั่นเพียรเท่ากัน " ฉันทะ " มีความพอใจเท่ากัน " วิริยะ " มีความเพียรเท่ากัน " จิตตะ " เอาจิตใจจดจ่อเหมือนกัน " วิมังสา " ใช้ปัญญาพิจารณาเหมือนกัน

ทีนี้มาว่ากันถึง " ทิพจักขุญาณ " ทิพจักขุญาณนี่ผมฝึกมาในด้านลัด แต่ผมฝึกจริง ๆ น่ะ ผมฝึกมันหมดไม่ว่าอีท่าไหนผมฟัดหมด กรรมฐาน ๔๐ ท่านถามผมสิ กองไหนที่ผมไม่ได้ไม่มี แล้วมหาสติปัฎฐานสูตรจุดไหนที่ผมไม่ได้ไม่มี ผมทำยังไง ผมทำบ้า ๆ บอ ๆ อย่างที่ผมอธิบายให้ท่านฟัง ผมจะไม่ยอมปล่อยเวลาแม้แต่หนึ่งวินาทีของจิตให้มันว่างจากการคำภาวนาหรือพิจารณา ทำงานเอางานเป็นกรรมฐาน เดินเอาเดินเป็นกรรมฐาน นั่งเอานั่งเป็นกรรมฐาน นอนเอานอนเป็นกรรมฐาน ดูหนังดูภาพยนตร์หรือว่าดูมโหรสพต่าง ๆ ผมเอามโหรสพเป็นกรรมฐาน ฟังเสียงคนพูดฟังเสียงคนร้องเพลง ฟังเสียงดนตรีผมเอาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นกรรมฐาน เห็นพืชผักเอาเป็นกรรมฐานทั้งหมด เอาเป็นกรรมฐานยังไง ตั้งใจฟังเสียงเป็นสมาธิเป็นสมถะ ใช้จิตพิจารณาว่าคนก็ดีสัตว์ก้ดี ไอ้ที่แสดงมโหรสพกันอยู่ และภาพที่มันเห็นนี่ หรือวัตถะธาตุต่าง ๆ มันเป็น " อนิจจัง " มันเป็นของไม่เที่ยง อย่างพวกนักแสดง

แหม..เวลาออกมาข้างนอกแต่งตัวโก้เป็นเจ้าเป็นนาย คนเป็นขี้ข้าท่าทางหมอบราบคาบแก้วกลัวกันเหลือเกิน ออกกำลังปฏิบัติตามกัน แต่พอเข้าไปในโรง ดีไม่ดีไอ้ตัวนายเป็นลูกไล่ของตัวขี้ข้า นี่มันเที่ยงที่ไหน มันไม่เที่ยง เขาต้องใช้ใจอย่างนี้

ตอนนี้ก็มาพูดกันถึงว่าเราจะเดินสายทิพจักขุญาณค่อย ๆ ว่ากันทีละขั้น ถามว่าท่านจะฝึกมโนมยิทธิหรือ นอนภาวนา นั่งภาวนา เดินภาวนาไปเลย นะมะ พะธะ ว่ากันไปเลย อย่าให้เวลามันว่าง อย่าให้จิตมันว่าง จะได้เลิกกันเสียที ไอ้ความเห็นผิด ไอ้การรู้ผิด ไอ้การเข้าใจผิดน่ะ เลิกกันเสียที ถ้าได้มโนมยิทธิน่ะ เขาแก้อารมณ์กันข้างบนโน่น เขาขึ้นไปเที่ยวกันบนสวรรค์ เที่ยวกันบนพรหม เที่ยวกันบนนิพพาน ถ้าจิตเข้าถึง แล้วแก้อารมณ์มันง่าย ใช้อารมณ์แว๊บเดียวเดี๋ยวเดียวเป็นขั้นนั้นขั้นนี้ไปเลย

ตอนนี้ มาว่าถึงคนที่มีกำลังใจไม่เข้าถึงมโนมยิทธิ มาว่ากันถึงทิพจักขุญาณ ผมสอนไว้แล้วว่า

พุทธัง เมฆนิมิต จิตตัง มะอะอุ
ธัมมัง เมฆนิมิต จิตตัง อุอะมะ
สังฆัง เมฆนิมิตจิตตัง อะมะอุ

นี่เป็นแบบลัด คลุมหมดวิชชา ๘ ที่สมาทานกันนี่ ถ้าทำอันนี้ได้ทำได้หมด เวลาเขาทำเขาทำกันยังไง ให้จับภาพพระพุทธรูปหรือจับภาพพระสงฆ์ เป็นพระใช้ได้หมด เวลาภาวนาไปเดินไป นั่งอยู่ นอนอยู่ ยืนอยู่ก็ตาม ภาวนาให้มันติดใจให้มันโผล่ขึ้นมาในใจเสมอ ถ้าจิตเว้นว่างจากอารมณ์อย่างอื่น ให้คำภาวนานี้มันโผล่ขึ้นมาเลย แล้วก็จิตนึกถึงภาพพระให้มันเป็นปกติ นึกเห็นนะ ไม่ใช่พระลอยมา นี่พวกเราที่ยังติดภาพลอยกันอยู่เยอะ ภาพลอยนี่เขาไม่ใช้นะ มันต้องใช้อารมณ์จิตที่เป็นสมาธิ นึกเห็นภาพพระ จะเอาไว้ในอกก็ได้ จะเอาไว้ข้างนอกก็ได้ แต่ผมเองนิยมเอาไว้ในอกหรือว่าในสมอง นึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งอยู่ในอกหรืออยู่ในสมอง ถามว่ามันทำยากหรือมันทำง่าย ผมต้องตอบว่ามันไม่ยากถ้าเราแน่ใจซะอย่าง ถ้าเรามีอิทธิบาท ๔ ซะอย่างมันไม่มีอะไรยาก ความเข้มแข็งของจิต ต้องคิดว่าคนอื่นน่ะ เขากินข้าวเราก็กินข้าว เขามีมือ ๆ ละ ๕ นิ้ว เราก็มีมือ ๆ ละ ๕ นิ้ว เขาฟังภาษามนุษย์รู้เรื่องเราก็ฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง เขามีกำลังใจได้เราก็มีกำลังใจได้ นี่..ความท้อแท้มันต้องไม่มี มี " วิริยะ " อยู่ในใจ " จิตตะ " อารมณ์จะไม่ยอมปล่อยคำภาวนา และภาพพระพุทธรูปหรือภาพพระสงฆ์ที่เราจับไว้ " วิมังสา " ใช้ปัญญาพิจารณาไปด้วยว่า

โอ้หนอ.. ที่เราภาวนานี่มันถูกหรือไม่ถูก ภาพพระที่เรานึกเข้าไว้นี่มันถูกหรือไม่ถูก เห็นภาพลอยมานี่ต้องใช้ปัญญา สัญญาและปัญญาคู่กัน สัญญาคือจำไว้ว่าครูห้ามยึดถือภาพที่ลอยมาเป็นอันขาด อยากจะมาก็เชิญมา อยากจะไปก็เชิญไป คำภาวนาว่าอย่างไรที่เราเริ่มต้น ใช้อย่างนั้นเป็นปกติ ไม่ยอมเปลี่ยนเด็ดขาด ภาพพระพุทธรูปหรือภาพพระสงฆ์ที่เรากำหนดไว้ภายในอกหรือว่าในสมอง เราจะไม่ยอมให้ภาพนั้นเคลื่อนจากอารมณ์ของจิต ใหม่ ๆ มันก็ลำบากนิดหนึ่งไม่เห็นมันยากเยิกอะไร เอาจริงเอาจังน่ะไม่มีอะไรมันยาก ไอ้ที่ยากน่ะมันคนไม่จริง สักแต่ว่าอยากอย่างนั้น สักแต่ว่าอยากอย่างนี้ ถ้าลงอยากล่ะพัง ไม่ต้องไปนั่งอยากไม่ต้องไปนั่งนึก เอามันเลย จิตปักคิดว่าพระพุทธรูปองค์นี้แหละเราจะถือเป็นอารมณ์สำหรับนึก นึกถึงเมื่อเวลาภาวนา เดินไปเดินมา ไปบิณฑบาตทำกิจการงานทำอะไรก็ตาม คุยอยู่ก็ตาม ว่างนิดจิตนึกถึงภาพพระองค์นั้นภาวนาจิตขึ้นมา

นี่เป็นอันว่า ให้อารมณ์มันติดอย่างนี้จริง ๆ ทีนี้หากบังเอิญภาพพระที่เรานั่ง เรานึกถึงภาพพระนั่งแต่ภาพพระจะกลายเปลี่ยนเป็นนอน เป็นยืน เป็นเดิน จับภาพพระพุทธ ภาพพระพุทธจะหายไปจะกลายเป็นภาพพระสงฆ์อารมณ์จะเสียก็ช่าง จะเป็นพระสีขาว สีดำ สีแดงก็ช่าง เราจับภาพพระให้เป็นภาพพระก็แล้วกัน อิริยาบถท่านจะเปลี่ยน ภาพจากกระแสจะเปลี่ยนไปยังไงก็ช่าง ถ้าจับภาพได้อย่างนี้จริง ๆ ได้ทุกเวลาตามที่เราต้องการ อาการอย่างนั้นจะเริ่มเป็น
อุปจารสมาธิ เมื่อจิตเริ่มเป็นอุปจารสมาธิ อารมณ์แห่งทิพจักขุญาณมันก็จะเริ่มเกิด ถ้าภาพนั้นไม่สดสวยน่ะ เป็นภาพธรรมดา ภาพพระพุทธที่เราเคยเห็นก็เป็นภาพพระพุทธรูป บางทีก็เห็นเป็นนั่งบ้างเป็นนอนบ้าง อย่าเอาภาพลอยมานะ เอาใจนึกเห็น อย่างนี้เขาเรียกว่า วิปัสสนึก เอาจิตนึกเห็นไว้ แล้วอย่าไปอวดวิเศษน่ะว่านั่นเป็นอุปาทานอุปาเทินนะ..

แหม.. อวดดีนี่ไม่ว่า แต่ไอ้อวดเลวนี่สิมันระยำ จำแบบจำแผนเขาไว้ให้ดี ว่าที่เขาได้มานี่เขาทำกันยังไง ถ้าหากว่าเราเก่งจริง ๆ น่ะ ไม่ต้องมาฝึกหรอก มันก็ดีมาตั้งแต่ท้องแม่แล้ว ไอ้ที่เขาทำกันได้เนี่ยเขาทำกันอย่างนี้ ถือว่า แหม..มันเป็นอุปาทานอย่างนั้นอย่างนี้ หูได้ยินเสียงเป็นอุปาทาน ตาที่พึงใจที่เห็นอารมณ์ได้หลับตาแล้วเห็นภาพได้เป็นอุปาทาน มันไม่ใช่อุปาทาน
คำว่า " อุปาทาน " หมายถึงว่า สิ่งที่เราคิดไว้ก่อน เราเห็นไว้ก่อน แล้วเวลาที่ทำสมาธิไป ไอ้สิ่งเหล่านั้นมันปรากฏขึ้น อย่างกับเคยเห็นภาพเทวดาที่เขาเขียนตามผนังโบสถ์ไม่มีเสื้อ นางฟ้าไม่มีเสื้อ เทวดาไม่มีเสื้อ อารมณ์แว๊บหนึ่งภาพลอยมาเทวดาไม่มีเสื้อ นี่แหละตัวอุปาทาน ไอ้ตัวที่จิตมันยึดอยู่ ถ้าอารมณ์เราเป็นสมาธิจริง ๆ จิตจับภาพพระเป็นปกติ แต่บางขณะจิตหายแว๊บลงไป สิ่งอื่นมันสะดุดขึ้นมาปรากฏในขณะที่จิตเป็นสมาธิ นั่นเป็นของแท้ ไม่ใช่อุปาทานนะ

อันนี้พูดกันถึงด้านทิพจักขุญาณก่อน แต่ถ้าหากว่าท่านจะฝึกมโนมยิทธิก็ต้องใช้อารมณ์อย่างนี้ อารมณ์มันต้องใช้เท่ากัน ทั้ง ๔ อย่างนี่บอกแล้ว สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ใช้อารมณ์อย่างเดียวกัน ความเข้มแข็งของจิตเหมือนกัน แต่เว้นไว้แต่จะเลือกทางเดินกันเท่านั้น ทีนี้ ถ้าหากว่าภาพของท่านเข้าถึงอารมณ์อุปจารสมาธิ ตอนนี้อารมณ์เริ่มเป็นทิพย์ จิตเริ่มเป็นทิพย์ จะเริ่มมีอาการไหวตัวขึ้นมาในด้านลักษณะของทิพจักขุญาณ เดี๋ยวก่อน ผมขอพูดต่อไปก่อน ยังไม่อธิบายหรอกตอนนี้ ถ้าต่อไปอาการภาพพระที่เราเห็น มีสภาพผ่องใสจับได้เป็นปกติ คำว่าปกติ นึกภาวนาขึ้นมาเมื่อไหร่ นึกถึงเห็นภาพพระทันที ไม่เสียเวลาแม้แต่หนึ่งวินาที นี่จิตต้องคล่องอย่างนี้นี่ตามวิสุทธิมรรคท่านว่า จิตต้องเป็นนวสี นวสี ก็คือ การคล่อง

ถ้าการคล่องอย่างนี้เกิดขึ้น อารมณ์แห่งทิพจักขุญาณสามารถใช้ได้ เริ่มใช้ได้แต่ว่ายังไม่ดี วิธีใช้ทำยังไง ทีนี้วันนี้ผมจะพูดถึงอาการแห่งทิพจักขุญาณที่มันเกิดขึ้นอันดับต้น มันจะเกิดขึ้นแบบนี้ก่อน คือว่า เวลาเรานอนภาวนาไป เวลาภาวนานอนภาวนาจับภาพพระเรื่อยไป พอใกล้จะหลับ มันครึ่งหลับครึ่งตื่น หรือว่าตื่นขึ้นมาครึ่งหลับครึ่งตื่น ไม่เต็มที่ มันจะเกิดนิมิตแว๊บหนึ่งขึ้นปรากฏ นิมิตนั่นจะเป็นนิมิตอะไรก็ตาม จิตมันจะบอกเลยว่านิมิตอันนี้จะเป็นภาวะอันนั้นเกิดขึ้น มันจะมีอะไรเกิดขึ้นใจเราต้องเชื่อจุดนี้ทันที อย่าไปคิดตอนหลังไม่ได้ แล้วจุดนั้นมันจะตรง เอาละ สำหรับวันนี้หมดเวลาแล้ว สวัสดี

Paang
01-31-2006, 05:47 AM
<CENTER>การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๓</CENTER>

<CENTER><TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=right> (http://www.putthawutt.com/html/power0301.html)</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>
ท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย และบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสมาทาน ขอให้ท่านตั้งใจสมาทานด้วยความจริงใจหรือว่าด้วยศรัทธาแท้ อย่าถือว่าเป็นประเพณี ถ้าขณะใดที่จิตของท่านทั้งหลายถือคำสมาทานเป็นประเพณี คำว่า สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีในท่าน หรือคำว่าสมณะย่อมไม่มีในท่าน


<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic/power005.jpg</CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER>
ทั้งนี้เพราะว่าอะไร เพราะว่าสักแต่ว่าพูด สักแต่ว่ากล่าว กล่าวตามประเพณี ถ้าเราถือกันจริง ๆ ถ้าเราถือกันจริง ๆ คำหนึ่งมีว่า " อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจัจชามิ " ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าขอมอบกาย ถวายชีวิต แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้อยคำนี้จะเป็นจริงตามคำที่ท่านกล่าวหรือไม่ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายดู " อิทธิบาท ๔ " และ " บารมี ๑๐ " ทั้งสองประการนี้ประจำจิตของท่านอย่างมั่นคงหรือเปล่า

ถ้าว่าทั้งสองประการนี้ไม่มีอยู่ในใจของท่านหรือว่ามีแต่สักแต่ว่ามี มีอารมณ์บกพร่องอยู่บ้างหรืออยู่มาก ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทีนี้ขอให้ท่านทั้งหลายวัดใจของท่านแบบนี้ มรรคผลต่าง ๆ จะมีขึ้นมาได้ต้องอาศัย " อิทธิบาท ๔ " และ " บารมี ๑๐ " แต่ขาดเหตุทั้งสองประการทั้งหลายเหล่านี้แล้วท่านทั้งหลายจะไม่มีผลอะไรเลย

ฉะนั้น ขอทุกท่านจงตั้งใจรักษากำลังใจของท่านให้มั่นคงอยู่ใน " อิทธิบาท ๔ " และ " บารมี ๑๐ "

ถ้าหากว่าจิตของท่านมั่นคงจริง ๆ จะเป็นสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ทั้ง ๔ ประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เกินวิสัยของท่าน แล้วก็จงอย่าถือเอาตนเองไปวัดกับใครว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขา คิดว่าเราดีกว่าเขาก็เป็นการทะนงตัวเกินไป คิดว่าเราเสมอเขาก็รู้สึกว่าจะมีจิตหยาบเกินไป คิดว่าเราเลวกว่าเขาก็รู้สึกว่าจะทำลายความดีของตนมากเกินไป เป็นแต่เพียงคิดว่าถ้าเราสามารถทรงความดี ๒

ประการนี้ไว้ได้ เราก็เป็นคนหนึ่งที่มีความสามารถที่จะทำคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามาทำลายกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานได้ ข้อนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ท่านทั้งหลายยังมีการลดหลั่นระหว่างการทรงกำลังใจเพราะด้วยเหตุนี้เป็นสำคัญ

วันนี้ก็จะขอพูดต่อเรื่อง " ทิพจักขุญาณ " ก็โปรดจำไว้ให้ดีนะว่าจะเป็นสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ๔ อย่างนี้ใช้กำลังใจเสมอกัน ถ้าอารมณ์ใจของท่านอ่อนแอพลาดใน " อิทธิบาท ๔ " พลาดใน " บารมี ๑๐ " ผมขอพยากรณ์ไว้เลยว่าไม่มีทางได้อะไรเลย แม้แต่ฌานโลกีย์ก็จะไม่มีในจิตของท่าน เป็นอันว่า เมื่อคืนนี้มาพูดค้างไว้ในด้านทิพจักขุญาณ ว่ากำลังใจของเราเข้าถึงอุปจารสมาธิ สำหรับทิพจักขุญาณนี้อย่าลืมนะครับว่ามีแบบปฏิบัติอยู่มาก

สำหรับ" อาทิกัมมิกบุคคล " หมายความว่า คนไม่เคยได้มาในชาติก่อน เพิ่งเริ่มต้นในการกระทำ ตามแบบวิสุทธิมรรคท่านให้ใช้เตโชกสิณ อาโลกกสิณ หรือ โอทาตกสิณเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติให้เกิดทิพจักขุญาณ นี่ว่ากันตามแบบ ถ้าหากว่าตามแบบปฏิบัติก็ถือว่าเราจะใช้อะไรก็ได้มาเป็นกสิณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเอาพระพุทธรูปมาเป็นกสิณเราก็ใช้ได้ ถ้าหากว่าเป็นคนที่เคยได้มาแล้วในชาติก่อน เพียงเป็นแต่สร้างอารมณ์จิตให้ถึงอุปจารสมาธิ ทิพจักขุญาณก็เกิด...

ทีนี้สำหรับแนวการปฏิบัติที่ผมแนะนำท่านว่าใช้คำภาวนาว่า

พุทธัง เมฆะนิมิต จิตตัง มะอะอุ
ธัมมัง เมฆะนิมิต จิตตัง อุอะมะ
สังฆัง เมฆะนิมิต จิตตัง อะมะอุ

ถ้าฟังอย่างนี้แล้วบางทีไปคุยกับใครเขา เขาก็จะคิดว่าผมสอนนอกลู่นอกทาง แต่ความจริง อันนี้เขาปฏิบัติกันได้ดีมามากและก็ปฏิบัติได้ผลมาแล้ว ก็เป็นอันว่า ถึงอนุสสติทั้ง ๓ ประการ คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ แล้วเวลาที่ปฏิบัติต้องใช้อารมณ์เข้มแข็ง การใช้อารมณ์อ่อนแอนี่ไม่ได้ ต้องให้จิตจับภาพพระพุทธรูปหรือพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งไว้เป็นสำคัญ อย่างนี้เราผ่อนกันไม่ได้เลย กำลังใจจุดนี้จะต้องใช้เหมือนกันทั้งพวกฝึกวิชชาสาม อภิญญาหก และ ปฏิสัมภิทาญาณ ใช้กำลังเท่านกัน แม้แต่สายสุกขวิปัสสโกก็เช่นเดียวกัน ใจเสมอกัน แต่ว่าแยกวิธีปฏิบัติเพื่อความรู้พิเศษเท่านั้น

สมมติว่าท่านทั้งหลายสามารถทำใจเข้าถึงอุปจารสมาธิ คือ นั่งอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่ นอนอยู่ ทำอะไรก้๖ม จิตสามารถนึกถึงภาพพระที่ท่านกำหนดไว้ แต่ว่าภาพพระที่ท่านกำหนดไว้โปรดจำไว้ด้วยว่า บางทีเรากำหนดเป็นภาพพระนั่ง ดีไม่ดีนึกเห็นเป็นพระนอนไปเสียแล้ว ไม่ใช่วาดเอาเองนะ ต้องจิตนึกขึ้นมาแล้วเห็นภาพนั้นชัด ถ้าทางที่ดีก็น้อมเอาภาพพระนั้นมาไว้ในอกมันจะดีมาก บางทีเรานึกถึงภาพพระพุทธรูปไว้ พระพุทธรูปกลายเป็นพระสงฆ์ไปเสียแล้ว พระพุทธรูปนั่งกลายเป็นพระสงฆ์ยืน หรือพระสงฆ์นั่ง พระสงฆ์นอน อย่างนี้จงถือว่าใช้ไม่ได้ บางทีเรานึกถึงภาพพระสีเหลืองแต่กลายเป็นสีขาวไปเสียบ้าง เป็นสีคล้ำไปเสียบ้าง อะไรก็ตามใจ
ท่าน ขอให้จิตมันจับไว้ได้ก็แล้วกัน


http://www.putthawutt.com/pic/phorsodpaknam.gif


อันดับแรกนี่เราต้องการเรียกว่า วิปัสสนึก คือ นึกขึ้นมาเมื่อไหร่นึกเห็นภาพได้ทันที อย่างนี้เขาเรียกว่าสร้างภาพขึ้นในอก ที่อย่างวัดปากน้ำภาษีเจริญที่บอกว่าให้สร้างดวงขึ้นในอกก็แบบเดียวกัน แต่ทีนี้ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายสามารถจับเอาภาพพระเข้าไว้ในอกได้ นี่ต้องมีความเข้มแข็งนะ เพราะไอ้ตอนนี้เป็นเรื่องของอภิญญาแล้ว ผมจะไม่พูดแบบที่เรียนปฏิบัติกันมาตามก่อน ๆ ตามสายก่อน ๆ เอากันตรงไปตรงมาต้องให้ได้จริง ๆ เมื่อจิตของท่านสามารถจับภาพพระนี้ได้จริง ๆ จะนึกขึ้นมาเวลาไหนเห็นได้จริง ๆ ไม่ใช่ลอยมานะ อย่าลืม ภาพลอยนี่เขาไม่ใช้ นี่เราใช้กำลังใจของเราให้เป็นทิพย์

ทิพจักขุญาณ แปลว่า ผู้มีความรู้คล้ายตาทิพย์ ไม่ใช่เอาลูกตาไปเป็นทิพย์ มองภาพลอยไปลอยมาอันนี้ใช้ไม่ได้เลย อันนี้เมื่อเราจับภาพนี้ได้ ตอนนี้อารมณ์ทิพจักขุญาณก็เกิด อารมณ์จิตเริ่มเป็นทิพย์แต่ก็เกิดแบบมัว ๆ เพราะอะไร เพราะภาพพระที่เราเห็นน่ะมันชัดหรือไม่ชัด เพราะภาพพระที่เราจับน่ะมันเป็นเครื่องวัดกำลังใจของเราว่าจิตเราเป็นทิพย์แจ่มใสหรือไม่แจ่มใส

นี่แล้วเราอย่าเอาเข้าไปเทียบกับพวก " มโนมยิทธิ " เขานะ ทิพจักขุญาณนี่ใช้ได้ผลแต่จะให้คล่องแคล่วแจ่มใสเหมือน " มโนมยิทธิ " นี่ไม่ได้ กำลังยังอ่อนกว่ากันเป็น ๑๐๐ เท่า แต่ทว่ามีผล ผลที่จะพึงได้ คือ พิสูจน์คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทุกจุด ถ้าอารมณ์ของท่านเข้าถึงจุดนี้

อันดับแรกที่อารมณ์ของทิพจักขุญาณมันจะเกิด มันเกิดแบบนี้ก่อน คือว่า เราใช้อารมณ์จริง ๆ ยังไม่ได้ เพราะว่ากำลังจิตยังอ่อนอยู่ เมื่อเรานอนภาวนาไป สมมติว่ามีเรื่องอะไรที่มีการขัดข้องแล้วเราต้องการจะรู้ บันทึกไว้เขียนไว้ หรือนึกไว้ตอนกลางวันก็ได้ แต่อย่าให้เรื่องนั้นมันยุ่งยากนัก เอาเฉพาะจุด เวลาจะนอนเราก็ภาวนาเรื่อยไปจนหลับ ถ้าจับพระได้เป็นปกติ เวลาใกล้จะหลับเวลาครึ่งหลับครึ่งตื่นหรือว่าเวลาตื่น ๆ ไม่เต็มที่ ตอนนี้จะเกิดนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น

คำว่า นิมิต นี่ผมไม่ได้หมายไม่เจาะจง อาจจะเห็นรูปวัว รูปควาย รูปม้า รูปช้าง สีขาว สีเขียว สีแดง คน อะไรก็ช่างเถอะ! ถ้าเกิดนิมิตอย่างนั้นเกิดขึ้น

แต่ว่าขอเตือนอีกนิดหนึ่งว่า ถ้าเราคิดว่าเราอยากจะรู้เรื่องอะไรก็ตั้งใจไว้เสียก่อนว่า เราต้องการรู้เรื่องนี้ เวลาที่ภาวนาต้องทิ้งอารมณ์นั้นทันที เอาจิตจับเฉพาะคำภาวนาหรือจับภาพพระ พร้อมกันนั้นก็จับลมหายใจเข้าออกไปด้วย ต้องทำให้ได้นะ อันนี้อย่าสักแต่ว่าไม่ได้ สักแต่ว่าทำได้บ้างไม่ได้บ้าง จับได้บ้างไม่ได้บ้าง อย่างโน้นพลาด อย่างนี้อยู่ไม่ได้แน่ นี่เป็นเรื่องจริงใจ

ในเมื่อภาพนิมิตเกิดขึ้นอารมณ์มันจะบอกทันที ว่านิมิตนี้บอกว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็บันทึกจดเอาไว้ มันจะตรงตามความเป็นจริง นี่หมายความว่าทิพจักขุญาณอย่างอ่อน แล้วถ้าเราไม่ทิ้งอารมณ์นั้น เราทรงอารมณ์ไว้เสมอ อารมณ์จิตเริ่มแจ่มใสขึ้น การจับพระทรงตัวคล่องขึ้น เห็นชัดขึ้น นึกเห็นน่ะไม่ใช่ว่าลอยมาเห็น พวกลอยมาเห็นนี่ใช้ไม่ได้นะ ผมไม่ให้คะแนนเลยเพราะว่าผมปฏิบัติมาแล้ว ผมรู้ว่าอะไรมันดีอะไรไม่ดี

คนที่จับภาพลอยนี่เป็นอารมณ์อุปาทาน ภาพลอยนั่นมันเป็นแต่เพียงจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิ ไม่ได้เห็นสิ่งที่เป็นทิพย์ แต่ว่าถ้าไปจับคิดว่าเป็นทิพจักขุญาณก็เหลว ไม่ใช่น่ะ คนละเรื่อง นี่น่ะเฝือกันเสียมาก ไอ้เรื่องนี้

นี่หากว่าจิตมันจับอารมณ์มันดีขึ้น ทิพจักขุญาณสูงขึ้น ถ้าเราอยากจะรู้อะไรขึ้นมาเราก็นึกจับภาพพระนั้นก่อน อย่าลืมนะ อันนี้ทิ้งไม่ได้นะ! กำหนดจิตจับคำภาวนาจากภาพพระนั้นก่อน เมื่อเห็นภาพพระจะเป็นภาพพระอะไรก็ช่าง ให้เป็นภาพพระก็แล้วกัน แล้วก็สังเกตดูว่าเราเห็นแจ่มใสหรือไม่แจ่มใส การเห็นภาพพระชัดเจนแค่ใดเราก็เห็นภาพสิ่งที่เราต้องการชัดเจนเท่านั้น

สมมติว่าเราอยากจะรู้ว่านาย ก. คนนี้ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน จงลืมความประพฤติเขาเสีย ความประพฤติในปัจจุบันหรือก่อนที่เขาจะตาย เขาทำอะไรทำดีทำชั่วอะไรอยู่ที่ไหน ทิ้งอารมณ์เสียให้หมด ถ้าไปเกาะอารมณ์นั้น นั่นแหละอุปาทานมันกิน

สมมติว่าเคยเห็นเขาลักเขาขโมยเขาปล้นเขายื้อแย่งฆ่าปลาฆ่าสัตว์ อารมณ์อย่างนี้นจะบอกตัวเอง อุปาทานบอกว่า นายคนี้จะต้องตกนรก นี่เป็นอุปาทานแน่ คิดว่านานย ก. ก็คือ นาย ก. และนาย ก. จะมีความประพฤติชั่วอะไรไม่สนใจ จับคำภาวนาให้จิตเป็นอุปจารสมาธิหรือเป็นฌาน ให้เป็นเอกัคคตารมณ์อารมณ์ทรงอยู่เสมอ อยู่อย่างเดียวคืออารมณ์ทรงไว้อย่างเดียว คำว่าอย่างเดียวในที่นี้หมายความว่าจับพระได้ จับภาพพระกับคำภาวนาและก็ลมหายใจเข้าออก เห็นภาพพระชัดเท่าไหร่ แล้วก็จงกำหนดไว้ว่า ข้าพเจ้าอยากจะรู้ว่านาย ก. ตอนนี้อยู่ที่ไหน เพียงเท่านี้แหละ ภาพนาย ก. ก็จะปรากฏชัดเจนเท่ากับภาพพระที่เราเห็น นี่เป็นวิธีฝึกใหม่ ๆ นะ

ถ้าหากว่าจิตเห็นเขา บังเอิญาเราเห็นเขาฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นคนเลว เมากินสุรายาเมา แต่ภาพนั้นกลายเป็นภาพนาย ก. เฉย ๆ เหมือนคนธรรมดาแก่หรือว่าเด็กหรือว่าหนุ่ม ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วจงมีความรู้สึกว่า นั่นเป็นภาพเดิมที่นาย ก. แสดงให้เรารู้จัก ยังไม่ใช่ภาพแท้ในปัจจุบัน ต้องกำหนดจิตถามนาย ก. ว่า ( พูดกันด้วยใจนะ เอาใจพูดกัน ตอนนี้เริ่มเป็นทิพย์แล้ว )
ถามว่าปัจจุบันนี้นานย ก. อยู่ที่ไหน แล้วมีสภาพความจริงเป็นยังไง รูปร่างหน้าตา ภาพนาย ก. เดิมก็จะหายไป จะกลายเป็นภาพปัจจุบัน เขาอาจจะเป็นเทวดาก็ได้ เขาอาจจะเป็นพรหมก็ได้ ถ้าท่านจะถามว่าเป็นเทวดาหรือพรหมได้ยังไง ก็เพราะว่าเวลาก่อนที่เขาจะตายน่ะ ใจเขานึกอะไร ดูอย่าง ท่านสุปฏิฐิตเทพบุตร ท่านสร้างกรรมอันลามกทุกอย่างทุกประเภท แต่ว่าก่อนจะตายใจท่านนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชั่วขณะเดียว ท่านก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก แล้วฟังพระพุทธเจ้าเทศน์อีกจบเดียวก็ได้พระโสดาบัน

ฉะนั้น ก่อนที่อยากจะรู้อะไร อย่าไปสืบประวัติเดิมเขา ไม่ต้องไปสืบ ถ้าขืนสืบอุปาทานมันกิน มันกินตรงไหน นึกถึงภาพเขาฆ่าสัตว์ เราก็นึกว่านาย ก. นี่ต้องลงนรกล่ะ ทีนี้ภาพสัตว์นรกมันก็เกิดน่ะซิ อย่างนี้เขาเรียก " อุปาทาน " จำไว้ให้ดีนะ ว่าคำว่าอุปาทานน่ะใช้กันเฟ้อมาก ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอุปาทาน ถ้าหากว่านาย ก. ลงนรก เราจะเห็นภาพนาย ก. อยู่ในนรก มีโทษประการใด ไฟเผา สรรพาวุธสับฟัน หรือตะกายต้นงิ้ว แย่ก ๆ ๆ หรือว่าตกอยู่ในกระทะทองแดง เราจะเห็นชัดเท่ากับที่เราเห็นภาพพระ นี่ผมถือว่าเป็นอันดับต้น

แต่ทว่าการเห็นอันดับแรกนี่ หากว่าจิตเราทรงฌานไม่ดี บางทีพอนึกจะถาม ภาพนั้นมันหายไปเสียแล้ว พอภาพนั้นหายไป เราก็ตั้งท่าใหม่นึกถึงอารมณ์นั้นจับอารมณ์เดิม พออารมณ์ทรงตัวภาพนั้นก็จะเกิด พอถามคำหนึ่งภาพหายไปเสียอีก นี่เป็นวิธีฝึก แต่ว่าการฝึกนี่ไม่แน่นะ บางคนก็ปรี้ดปร้าดได้ถึงจุดปลายทางเลย นี่ผมพูดตามลักษณะที่จะเกิด ทีนี้ทำยังไง เราจะพูดกันได้ล่ะ ต้องหัดตั้งเวลาที่ผมเคยบอกท่านไว้ว่าตั้งเวลานี่ทำยังไง เวลานี่ใช้แบบง่าย ๆ เอาลูกประคำมาชัก ๑๐๘ ลูก คือ ๑๐๘ จบที่ภาวนา ตอนนี้จับภาพพระไปด้วยใน ๑๐๘ จบนี่เราจะไม่ยอมให้จิตคิดถึงเรื่องอะไรทั้งหมด ถ้ายังไม่ครบ ๑๐๘ จบ ถ้ามันคิดขึ้นมาก่อนมีอารมณ์แทรก ก็เริ่มต้นมันใหม่ ใช้อิทธิบาทเข้าหั่นมันล่ะทีนี้ ใช้อิทธิบาทกับบารมี ๑๐ เข้าหั่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิบาท " ฉันทะ " พอใจ " วิริยะ " เพียรต่อสู้กับอุปสรรค " จิตตะ " เอาจิตเข้าจดจ่อในเหตุนั้น " วิมังสา " ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญไปด้วย ว่าเราภาวนาถูก ภาวนาจบหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้อะไรมาก เราว่ากันถึงฌาน ให้ทรงอารมณ์ให้ ๑๐๘ ใช้อารมณ์เท่าไหร่ แสดงว่าเราทรงสมาธิได้เวลาเท่านั้น เราก็สามารถจะพูดกับผีเทวดา หรือ พรหมเท่าเวลาที่เราเคยทรงไว้ นี่เป็นอันดับต้น และก็ในอันดับต้นนี้จะมีลักษณะแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือ เวลานั่งอยู่ คุยอยู่ ทำอะไรอยู่โดยไม่ได้คิดภาวนาเลย แต่จิตเวลานั้นมันจะตกไปอยู่ถึงอุปจารสมาธิพอดี จิตจะมีความรู้สึกว่าเหตุอย่างนั้นเหตุอย่างนี้จะปรากฏ เอ๊ะ! หรือว่าเป็นภาพปรากฏแต่จิต รู้ว่าภาพนี้เป็นเหตุอันนั้นอันนี้ อันนี้ต้องเชื่อทันทีและห้ามคิดห้ามไตร่ตรอง ห้ามใคร่ครวญเอามาแก้ไข หรือว่าถ้าจิตมันพลาดเลยไปจากนั้นแล้วอารมณ์มันไม่ใช่ทิพย์ ไปใคร่ครวญแก้ไขพิจารณามันก็ไม่ถูก

นี่อีกประการหนึ่ง บางทีกำลังคุยกับเพื่อน อ่านหนังสือหรือทำงานอยู่มันง่วงนอน ง่วงนอนทนไม่ไหว นั่นแสดงว่าเทวดาหรือพรหมหรือว่าพระท่านจะบอกอะไรแล้ว ก็มันทนไม่ไหวจริง ๆ ก็ต้องไปนอน พอล้มตัวนอนพั๊บ ภาพนิมิตเกิดจิตบอกทันทีว่าอะไรมันจะมีมา แล้วก็เท่านั้นแหละ อาการง่วงมันจะหายไป แล้วเราก็ต้องเชื่อทันทีว่านี่เหตุนั้นมันจะพึงบังเกิด นี่ว่ากันถึงตอนต้น ๆ นะ อันนี้เราพูดกันละเอียด ๆ หน่อย เพราะว่าจะพูดกันด้านอภิญญาเลยทีเดียวนี่ ผมก็ไม่จำเป็นต้องพูดเพราะใช้กำลังเท่ากัน ไอ้เราก็พูดไว้ทั้ง ๒ อย่างเพราะบางท่านก็มีกำลังใจถึงขั้นมโนมยิทธิเกือบอภิญญา บางท่านมีกำลังใจไม่ถึง แต่ทว่าถ้าใช้กำลังใจแบบนี้แล้วก็ไปฝึกมโนมยิทธิด้วยก็กล้วยเลย

นี่ผมพูดถึงว่าการภาวนาว่า " พุทธัง เมฆนิมิต จิตตัง " แต่บังเอิญท่านไม่เอาอย่างนั้น ท่านไปล่อ " นะมะ พะธะ " เข้ามีหวังใช้ได้เลย แต่ทว่าถ้าจิตเข้าถึงระดับนี้ กำลังจะเริ่มขยับ ๆ มันเรียกว่า " อภิญญา " ยังไม่บินนะ ทำเริ่มไหวตัวนิด ๆ เหมือนกับต้นไม้ที่ถูกลมหน่อย ๆ ทีนี้กำลังจิตของท่านเป็นกำลังจิตของฌาน คำว่า ฌานนี่ผมจะไม่อธิบาย ผมพูดมาจนเหนื่อยแล้ว จิตของฌานอารมณ์มันทรงตัว ผมไม่พูดถึงอุปจารสมาธิเบื้องสูง

พออารมณ์มันทรงตัวขึ้นมาหมดความรำคาญ ใจสบาย จับภาพพระได้นานภาพพระแจ่มใสขึ้น แบบนี้เราไม่ต้องไปฝึกแบบกสิณ และก็สามารถจับภาพพระได้สัก ๕ นาทีหรือ ๑๐ นาที ใสชัดขึ้นกว่าเก่า ตอนนี้เราก็ต้องทำให้คล่อง ทางที่ดีเวลาเช้ามืดตื่นขึ้นมา ต้องพยายามเช้ามืดนี่มีเวลาที่มีความสำคัญมาก เพราะตอนหัวค่ำนี่เราเหนื่อยมาตลอดวัน มีภาระ ถึงแม้ว่าไม่มีภาระอะไรอยู่อย่างอื่นมากไม่แบกไม่หาม เราก็ต้องทำโน่นทำนี่ คุยกับคนนั้นคนนี้มีภารกิจ อ่านหนังสือหนังหาจิตใจมันก็เหนื่อยเหมือนกัน ประสาทมันเหนื่อย

ฌานนี่ต้องอาศัยกำลังกายเป็นสำคัญนะ อย่าลืม ถ้าหากว่าร่างกายของเรามันทรุดด้านประสาทมันทรุดไปนิดเดียว บางทีเราไม่รู้สึกตัวว่ามันทรุด เห็นมันยังดี ๆ อยู่ แต่อารมณ์มันมัวไปเสียแล้ว นี่ต้องรู้ไว้ด้วยนะ!

แล้วก็ประการที่สอง สำหรับพระ สามเณร พระเป็นอาบัติมันก็มัว ถ้าไม่มีอาบัติมันไม่มัว อันนี้เราจับตัวของเราได้ดี มันจะต้องระมัดระวังเรื่องอาบัติ ถ้าอาบัติใหญ่ล่ะก็พังไปเลย อย่างสังฆาทิเสสนี่ไม่มีหวัง สังฆาทิเสสหรือปาราชิกนี่หมดหวังไปเลย ตั้งแต่นิสสัคคิยปาจิตตีย์ไปถึงปาจิตตีย์นี่มันเริ่มมัว ถ้าเป็นการป้องกันไว้ละก็ เวลาก่อนที่จะสมาทานเรานั่งอยู่กับเพื่อนกัน เราก็บอกว่า วันนี้เราตรวจจิตดูซิ ตั้งแต่ตอนเช้าถึงตอนนี้จิตอารมณืเรามันเสียจุดไหนบ้างในด้านของอาบัติ

ถ้ามันเสียเราก็บอกเพื่อนพระ บอกวันนี้จิตผมมัวหมองไปเสียแล้ว ผมเลวไปเสียหน่อยไปละเมิดจุดนั้นจุดนี้เข้า ผมจะพยายามตั้งใจจะไม่ทำอย่างนี้อีก จะไม่พูดอย่างนี้อีก จะไม่คิดอย่างนี้อีก บอกเขาตรง ๆ เป็นภาษาไทย ๆ นั่นแหละ แม้ว่าใจของเราคิดว่าจะระมัดระวังไม่ยอมให้อาการอย่างนี้ที่มันเป็นอาบัติเกิดขึ้น จิตทรงตัวไว้แต่ถ้าเรายังไม่ได้ฌานสมาบัติจริง ๆ มันอดเผลอไม่ได้เป็นของธรรมดา อันนี้ผมไม่ตำหนิแต่ขอให้ท่านตำหนิตัวของท่านเองไว้ว่า เราไม่ยอมพลาดเรื่องอาบัติ

http://www.putthawutt.com/pic/shinebuddha.gif


ถ้าวันไหนอาบัติไม่กินวันนั้นแจ่มใส วันไหนไม่เพลียวันนั้นแจ่มใส วันไหนร่างกายไม่ทุพพลภาพหมายความด้านประสาททรงตัว วันนั้นก็แจ่มใส

นี่เวลาเช้ามืดจับภาพพระด้วยคำภาวนาด้วยลมหายใจเข้าออกด้วย ยังไม่ต้องการรู้อะไรทั้งหมด ไอ้การจับภาพใช้คำภาวนากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกให้มันทรงให้ดี ให้ทรงตัวดีจริง ๆ เมื่อทรงตัวดีจริง ๆ บังเอิญมันสว่างเสียก่อนถึงเวลาบิณฑบาต เอ้า! ก็ไม่ต้องรู้อะไรมันถ้าจิตมันทรงตัวดีจริง ๆ ภาพพระแจ่มใสตามกำลังที่เราพึงได้ อย่างนี้จิตสบายเป็นเอกัคคตารมณ์มีอารมณ์แนบแน่น

พอใกล้เวลาที่ต้องออกบิณฑบาต ก็นึกน้อมจิตนึกไปว่า เอ๊ะ! วันนี้ตั้งแต่เช้ายันค่ำ จะมีอะไรมาผ่านเราบ้างหรือเปล่า อารมณ์ที่ถูกใจหรืออารมณ์ที่ไม่ถูกใจมีใครบ้างหนอ ผู้ชายกี่คนผู้หญิงกี่คนที่มาทำให้เราไม่สบายใจ หรือทำให้เราสบายใจ หรือว่าจะมีเหตุอะไรเกิดขึ้น จิตมันก็จะบอกนี่เรียกว่าใช้จิตกันก่อนนะ

แต่เนื้อแท้จริง ๆ เขาไม่ใช้จิตนะ ใช้จิตน่ะซวย เขาเอาจิตนึกถึงภาพพระ ถามภาพพระว่าวันนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วอารมณ์ของจิตนั่นแหละมันจะบอกขึ้นมาเอง ถ้าพระท่านบอกว่าอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็จดไว้ ถ้าจับภาพพระนิมิตแล้วอารมณ์จิตมันก็บอกเข้ามาเองแล้วก็จดไว้ ผมรับรองเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีอะไรผิด

เป็นอันว่า ขอบรรดาท่านทั้งหลายที่มีความประสงค์จะพึงให้ได้ทิพจักขุญาณ นั่นก็คือ ขอให้ท่านทั้งหลายจงใช้กำลังใจของท่านให้มั่นคง เรื่องความมั่นคงของจิตนี่มีความสำคัญมาก เพราะว่าการรักษากำลังใจึงแม้ว่าจะฝึกแบบไหนทั้งหมด ก็มีผลเสมอกัน ตามที่กล่าวมาแล้ว ก็หมายถึงว่ากำลังใจของท่านเข้าสู่อุปจารสมาธิหรือว่าอุปจารฌาน ความจริงทิพจักขุญาณนี่สามารถจะใช้กำลังจิตได้ตั้งแต่อุปจารสมาธิ แต่ทว่าไม่สามารถจะพูดกับเทวดาหรือพรหมหรือว่าใครต่อใครได้ตามอัธยาศัย <TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><TD align=right></TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
01-31-2006, 05:50 AM
<CENTER>การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๓ (ต่อ)</CENTER><CENTER> </CENTER>

<CENTER><TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=right></TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>
วันนี้ขอแนะนำในการตั้งกำลังใจของท่าน คือว่า ในอันดับแรกขอให้ตั้งใจจับภาพพระ การจับภาพพระนี่ ก็หนักใจอยู่นิดหนึ่ง ที่เราจะบังคับให้มีสภาพแจ่มใสหรือไม่แจ่มส ก็เอาแค่ว่าเราสามารถบังคับให้แจ่มใสได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำลังกายกำลังใจ จะนั่งอยู่ จะยืนอยู่ จะเดินอยู่ จะนอนอยู่ จะทำอะไรอยู่ก็ตามเห็นภาพพระอยู่ภายในอก มีความแจ่มใสสว่าง ถ้าเห็นเห็นแก้วธรรมดา แก้วใสหรือว่าแก้วมัว หากว่าเป็นแก้วละก็จิตนั้นเริ่มเข้าถึงฌาน ๔ ถ้าเป็นแก้วใส
สะอาดจัดว่าเป็นฌาน ๔ ละเอียด

http://www.putthawutt.com/pic/all01.jpg


นี่พูดกันถึงด้านอารมณ์จิตที่เป็นโลกียวิสัย ถ้าบังเอิญจิตใจของบรรดาท่านทั้งหลายมีวิปัสสนาญาณพอสมควร สภาพความใสของแก้วทั้งภาพพระจะเป็นประกายออก ถ้าหากว่าเป็นอรหันต์จะเห็นเป็นดาวทั้งดวง เป็นประกายทั้งดวง มีความสวยสดงดงามเป็นกรณีพิเศษ นี่ว่ากันถึงแบบฉบับที่จะพึงทำได้ ทีนี้สมมติว่าท่านทั้งหลายทำจิตได้ขนาดนี้ก็ดีหรือว่ายังทำจิตได้ไม่ถึงขนาดนี้ เป็นแต่เพียงจับภาพพระได้ทรงตัว แต่ต้องระมัดระวังหน่อยนะครับ ถ้าการกำหนดรู้อยู่ที่ภาพพระเป็นสำคัญ ถ้าภาพพระสดใสดีเราก็เห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ดีตามภาพพระ ถ้าเราเห็นภาพพระมัวเราเห็นก็เห็นมัวเหมือนกัน

ประการต่อไป ความสำคัญก็มีอยู่ว่า การทรงอารมณ์ให้คงที่หมายความว่า การฝึกอารมณ์ให้ทรงตัว การตั้งเวลาของอารมณ์นี่มีความสำคัญมาก เมื่อจิตของท่านสามารถเห็นพระเป็นแก้ว ภาพพระนะอย่าลืม! ภาพพระเป็นแก้วใสมาก หรือ ใสน้อยหรือว่าอยู่ในขั้นอุปจารสมาธิ ชื่อว่าเราเห็นอะไรได้ทุกอย่าง

ทีนี้ ต่อไปนี้ก็เป็นการใช้กำลังใจ ตัวนี้เป็นการสำคัญขึ้นอยู่กับกำลังความกล้าของจิต ความกล้าของจิตที่เราจะใช้ วิธีใช้เราก็ใช้แต่อย่างนี้ อันดับแรกเราใช้ทิพจักขุญาณ ไอ้ความจริงทิพจักขุญาณถ้าได้แล้วเราต้องหมั่นใช้ให้คล่อง ถ้าหากว่านาน ๆ ใช้ก็มีสภาพเฝือ อันดับแรกลองใช้กำลังของเราดูก่อน เราต้องสังเกตไว้ให้ดีนะครับ ถ้าหากว่าใช้แบบไหนได้ผลดี ตั้งอารมณ์ไว้แบบไหนได้ผลดีละก็ใช้ตามนั้น แล้วก็จงอย่าใช้ประเภทที่เรียกว่า สุกเอาเผากิน อย่างนี้เสียหามามากมายแล้ว

สำหรับฌานโลกีย์นี่เสียง่าย ว่าก่อนที่ต้องการเห็นภาพอะไร ก็ตั้งใจจับภาพพระให้ใสที่สุดดีที่สุดเท่าที่เราจะพึงทำได้ อันนี้ก็พูดมาแล้วตั้งแต่ขั้นอุปจารสมาธิ แล้วก็กำหนดรู้สิ่งนั้นต่อไป
ความจริงการปฏิบัติแบบนี้ดี แต่ว่ายังมีอุปาทานอยู่มาก ยังมีการพลาดอยู่มาก ก็ขอแนะนำในเรื่องของที่จะไม่พลาดเลยทีเดียว เพราะฟังดูแล้วมันเสียเวลา ถ้าเราต้องการใช้อำนาจทิพจักขุญาณเพื่อให้เห็นสวรรค์ เห็นนรก เห็นพรหมโลก หรือเห็นว่าคนที่อยู่ในมนุษย์นี่อยู่ที่ไหน หรือว่าเห็นสิ่งทั้งหลายใด ๆ ที่เขาซ่อนไว้ เราก็เอาใจจับภาพพระ เห็นภาพพระแจ่มใสก็นึกถามว่าสิ่งที่เราต้องการน่ะอยู่ที่ไหน เป็นอะไร อันดับแรกจะเกิดจากความรู้สึกของจิต แต่ความรู้สึกของจิตตอนนี้จะเห็นเป็นภาพขึ้นมาเลย จะมีความรู้สึกเป็นภาพว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นว่า เทวดาองค์นั้นรูปร่างอย่างนั้น เทวดาองค์นี้รูปร่างอย่างนี้ หรือพรหมองค์นั้นรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้

ถ้าหากว่าเราสามารถทรงกำลังจิตได้นาน เราก็จะพูดกับเทวดาหรือพรหมหรือท่านที่เห็นได้ตามอัธยาศัย อันนี้ต้องหมั่นฝึก ต่อไปถ้าเราใช้จุตูปปาตญาณ แต่ความจริงถ้าฝึกจิตจนคล่องเดินไปเดินมาก็ใช้ตลอดเวลา วิธีใช้หมายความว่าจับภาพเห็นพระอยู่ตลอดเวลา คำว่าตลอดเวลาสำหรับท่านที่ยังไม่เคยทำได้จะรู้สึกว่ามีความลำบาก คิดว่าไม่ไหวแล้วทำไม่ได้แล้วท่านี้ แต่ความจริงทำได้ครับ ถ้าอารมณ์คล่องจริง ๆ มันไม่มีอะไรหนัก เหมือนกับเราเรียนหนังสือ เดิมทีเดียวตัว ก. ตัวเดียวก็เขียนไม่ไหว แต่ถ้าคล่องจริง ๆ จะเขียนอะไรก็ได้ แต่ก่อนต้องฝึกแบบนี้ กำลังนั่งอยู่ทำงานอยู่พูดคุยอยู่ใช้กำลังจิตได้ทันที คือ ใช้กำลังจิตให้เห็นภาพพระได้และรู้ทันทีในเรื่องนั้น ๆ
ต่อไปก็เป็นเรื่อง จุตูปปาตญาณ ที่สมาทานกัน จุตูปปาตญาณ นี่คือ รู้ภาวะของคนที่ตายไปแล้วไปเกิดที่ไหนหรือว่าคนและสัตว์ที่มาเกิดนี่เดิมทีมาจากไหน อันนี้เป็นของไม่ยาก ถ้าคล่องในทิพจักขุญาณแล้วก็ไม่มีอะไรยากเหมือนกัน จะเห็นว่านาย ก. นาย ข. นาย ค. นี่ที่เขาตายไปแล้ว อย่าไปดูประวัติเขาตามที่พูดมาแล้วในวันก่อน ว่าอย่าสนใจในประวัติ เราก็พยายามต้องการรู้อย่างเดียว โอ้หนอ..คนนี้เขาตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ก็เราอยากจะทราบ เมื่อทราบแล้วสมมติว่าเราจะลองจิตของเราเองดูก็ได้ จับภาพพระให้แจ่มใสดีแล้วก็กำหนดรู้ว่าคนนี้เขาไปอยู่ที่ไหน หรือคนที่มานั่งคุยกับเรานี่เดิมทีเกิดมาจากไหน ก่อนจะเกิด จิตจะมีอารมณ์บอกแล้วภาพจจะปรากฏกับจิต

แต่ทว่าวิธีนี้อย่าใช้เลยครับ ถ้าขืนใช้ล่ะก็ไม่ช้าอุปาทานกิน เราใช้จิตจับภาพพระให้เห็นแจ่มใสแล้วกำหนดจิตถามภาพพระ เขาเรียกว่าภาพนิมิตสินะ ถามภาพพระ ๆ ก็จะบอก ความรู้สึกเกิดขึ้นมาในจิต จะบอกว่าคนนี้เดิมทีมาจากนั่นมาจากนี่ แต่ตอนนี้ถ้าสภาวะจิตอารมณ์จิตบอกว่ามาจากไหน จิตจะเห็นเป็นภาพว่าเขาเกิดในชาตินั้น ในขณะที่ก่อนที่เขาจะมาเกิดเขามีสภาวะเป็นยังไง เราสามารถจะสอบสวนประวัติได้ หรือว่าตายไปแล้วไปอยู่ที่ไหน อาศัยอะไรเป็นบาปเป็นกรรม สภาวะของเขาเป็นยังไง ถ้าเราเห็นภาพพระสดใสเราก็เห็นเหมือนกับเราดูหนังนั่นเอง ถ้าดูภาพยนตร์ก็ภาพยนตร์พากย์ รู้ภาวะการณ์ต่าง ๆ ได้หมด อันนี้เป็นจุตูปปาตญาณ ก็คือ มาจากทิพจักขุญาณ

ต่อไปก็เป็น ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติถอยหลัง พอจับภาพพระสดใสดีแล้ว ก็ลองกำหนดจิตคิดว่า ชาติก่อนที่เราจะมาเกิดนี้เราเป็นอะไร ถ้าภาพนั้นปรากฏ เราก็พิจารณาดูว่า ภาพที่ปรากฏนั่นน่ะมีอะไร ใครเป็นพ่อใครเป็นแม่ รูปร่างหน้าตาของเราจะเป็นยังไง ใครเป็นสามีภรรยามีบุตรธิดาเท่าไหร่ ลองใช้กำลังของจิต แต่ทว่าผมว่าทิ้งเสียดีกว่า นี่ผมว่าตามแบบนะ

ถ้าตามวิธีปฏิบัติ ถ้าหากว่า ๆ ตามแบบนี่เหนื่อยเกือบตาย ถอยหลังไปทีละชาติ ๆ มันก็ไปได้แต่ไปได้แบบช้า ๆ ถ้าหากว่าใช้วิธีลัดใช้อารมณ์จนคล่อง และก็ต้องการอยากจะรู้ว่าที่เราเกิดมานี้เกิดมาแล้วกี่ชาติ เป็นคนหรือว่าเกิดเป็นสัตว์กี่ชาติ เกิดในสัตว์นรก เป็นเทวดา เป็นพรหมกี่ชาติ ถามพระเลย อย่างนี้ง่ายกว่า

แต่วิธีที่ผมเล่นมาผมเล่นแบบนี้ แต่เมื่อก่อนนี้ก็ถอยหลังไปทีละชาติ ๆ เหมือนกัน มันเหนื่อยเกือบตาย ดูเหมือนว่าผมลองเล่นถอยหลังอยู่ประมาณ ๗ ชาติ ไอ้ ๗ ชาติน่ะเป็นไปด้วยความฝืด ต่อมาก็เอาใหม่ ไม่เอาล่ะ! เดินไปถ้าเห็นคนเขายากจนเข็ญใจ นึกจิตจับภาพพระนึกถามเลยว่า เคยเกิดเป็นคนจนลำบากแบบนี้มาแล้วกี่ชาต ก็จะปรากฏว่ามีความรู้สึกขึ้นมาในใจ เหมือนกับพระท่านตอบมาเท่านั้นชาติ แต่ละชาติเป็นยังไง ความรู้สึกมันจะเห็นภาพแต่ละชาติที่เรามีความลำบาก หรือมีความสบายอยู่ในฐานะเช่นนั้น ต้องการรู้ใครที่เป็นภรรยา สามี บิดา มารดา ภาพนั้นก็ปรากฏ นี่สบายดีผมก็เล่นอย่างนี้ ต่อไปถ้าผมเห็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นสุนัขก็ดี เป็นวัวก็ดี เป็นควายก็ดี ช้าง ม้า ไม่ว่าอะไรทั้งหมด

ผมชอบซน ๆ ก็นึกดู เอ๊ะ! นี่เราเคยเป็นสัตว์เช่นนี้บ้างหรือเปล่า ก่อนจะรู้พอนึกพั๊บจิตมันก็จับพระทันทีเพราะมันคล่อง ต้องเล่นให้คล่อง ไอ้ภาพที่เราเคยเกิดเป็นสัตว์ประเภทนี้มันจะโผล่ขึ้นหน้าสลอน นี่หมายความว่าไอ้หน้าสลอนน่ะมันแต่ละหน้าน่ะหนึ่งชาติ ถ้าสิบชาติมันก็สิบหน้า ร้อยชาติมันก็ร้อยหน้า ถ้าท่านทั้งหลายจะถามว่านับไหวหรือ ก็ต้องบอกว่าเวลานั้นสภาพของจิตเป็นทิพย์ ไม่ต้องไปนั่งนับหรอก พึ๊บมารู้ รู้ประมาณจำนวนทันที ถ้าต้องการรู้เราเป้นเทวดาหรือพรหมมีสภาวะเช่นไรก็ทำอย่างงั้นแหละ อย่างนี้ก็เป็นวิธีที่ง่ายดีและก็แม่นยำ คือ นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ

สำหรับเจโตปริยญาณ ผมอยากให้ท่านคล่องตรงนี้ เจโตปริยญาณ นี่ท่านบอกว่าสามารถรู้วาระน้ำจิตของคนอื่นหรือว่าวาระน้ำจิตของเรา เนื้อแท้จริง ๆ เราต้องการรู้วาระจิตของเราเป็นสำคัญ คือ อารมณ์จิต ดูใจของเราว่าสภาพใจของเราผ่องใสหรือไม่ผ่องใส สีของจิตมี ๖ อย่าง แต่เอาอย่างโดยย่อมี ๓ อย่างพอ นี่เป็นแนวปฏิบัติ เรื่องจิตของเรานี้จะต้องฝึกดูทุกวัน ถ้าฝึกดูจิตของเราทุกวัน ตื่นขึ้นมาเช้ามืดทำใจให้สบายแล้วก็ดูใจของตน และเมื่อเวลาดูใจน่ะต้องพยายาม

ถ้าใจมีสีแดงแสดงว่าเรามีความดีใจในด้านวัตถุหรือว่าอารมณ์ที่เป็นโลกียวิสัย ถ้าใจมีสีมัวหรือสีดำหมายถึงว่าความวุ่นวายของจิต ถ้าใจเป็นสีแก้วหมายความว่าจิตโปร่งจากกิเลส การดูจิตนี่มีความสำคัญมาก ดูของเราอย่าไปดูของเขา เรื่องดูของเขามันดูง่านย ดูของเรามันดูยาก พยายามซักซ้อมการดูจิตให้คล่อง แล้วพยายามไล่สีให้หมด ถ้าจิตมันมีสีแดงก็นึกว่าเรามีความดีใจเพราะเหตุอะไรเป็นสำคัญ พอรู้เหตก็ขับไล่เหตุนั้นไป ถือว่าไม่เป็นสาระไม่เป็นแก่นสาร

ถ้าจิตมันมีสีมัวมานึกถึงว่าอารมณ์เรามัวเพราะอะไร พอรู้แล้วก็ขับมันไป ถือว่าทุกอย่างในโลกมันเป็นของธรรมดา ทำไมจะต้งอมาดีใจ ทำไมจะต้องมาเสียใจกับเรื่องของโลกียวิสัย สิ่งใดที่มันกระทบกระทั่งใจมันก็ผ่านไปแล้ว นั่นมันเป็นอดีต และก็สิ่งที่ยังไม่ถึงมันเป็นอนาคต ปัจจุบันนี่เราต้องมีอารมณ์แจ่มใสอยู่เสมอ อารมณ์จะต้องทรงตัว จิตจะต้องเป็นแก้วอยู่ตลอดเวลา ถ้าจิตของเราเป็นแก้วธรรมดา แสดงว่าจิตของเราอยู่ในขั้นของ " ฌานโลกีย์ "

อันนี้มันเร็วนี่ครับ วิธีนี้การปฏิบัติเร็วมาก การเข้าเป็นพระอริยเจ้าก็เร็ว แต่ว่ายังสู้มโนมยิทธิเขาไม่ได้นะ ไกลกันมากความว่องไวไกลมากต้องใช้เหนื่อยมาก ทีหลังเราก็ต้องการที่จะทำจิตของเราให้เข้าถึง " โลกุตตรฌาน " คือ เป็นพระอริยเจ้า การศึกษาตอนนี้ก็ศึกษากับพระนั่นเองแหละ ไม่ต้องนั่งอ่านตำราให้มันลำบาก วันทั้งวันจิตใจจับพระไว้เป็นปกติ แล้วศึกษกับท่านว่าทำยังไงเราจึงจะเป็นพระโสดาบัน ภาพพระนิมิตเขาบอกเอง แล้วจะทำยังไงจะเป็นสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์

อันดับแรก ถ้ากำลังจิตของเรายังอ่อน จับอารมณ์พระโสดาบันก่อน ถามท่าน หรือว่า เรารู้แบบฉบับแล้วก็ศึกษากับท่านโดยจุดที่ว่ายังอ่อน ว่าเวลานี้จิตของเราอ่อนจุดไหน ท่านจะแก้ไขจุดไหน พระจะบอกเองว่าจะแก้จุดนั้นจุดนี้ แล้วเราก็แก้ ๆ ด้วยความตั้งใจจริง ถ้าควบคุมจิตอยู่อย่างนี้ ๒ - ๓ วันเท่านั้นแหละ อารมณ์จิตจะเป็นประกายแพรวพราวออกมา ถ้าเป็นพระโสดาบันก็จะเป็นประกายโดยรอบประมาณสัก ๑ ใน ๔ ถ้าจิตเราเริ่มเป็นวิปัสสนาญาณเข้าใจ ใจเริ่มเป็นวิปัสสนาญาณ จิตโดยรอบจะเป็นประกายเล็กน้อย คือ วงรอบ ๆ ของจิต

ต่อไปเราก็ศึกษาข้ามขั้นไปเลย อย่างน้อยที่สุดเราก็ต้องการพระอนาคามี พระอนาคามีนี่เราก็รู้แล้วว่าต้องตัดกามฉันทะกับปฏิฆะ เราก็ถามว่าการตัดกามฉันทะกับปฏิฆะอย่างไหนที่เราจะต้องตัดก่อน เพราะเรารู้ไม่ได้ว่าจิตของเราอ่อนตรงไหน ท่านก็จะบอกจุด ดีไม่ดีท่านก็บอกจุดตัดปฏิฆะเลย คือ ความโกรธความพยาบาท

และถ้าใจเรายังคล่องทั้ง ๒ อย่าง ท่านก็จะแนะจุดการตัดทั้ง ๒ อย่าง แล้วก็ปฏิบัติตามท่าน โดยการควบคุมอารมณ์จิตของเราไว้เป็นปกติ จิตมันจะใสขึ้นมาเป็นประกายแพรวพราว จนกระทั่งรู้สึกว่ามีแกนสีแดงหรือว่ามีแกนสีขาวนิดหน่อย

ตอนนี้อารมณ์ในกามฉันทะความต้องการในเพศ หรือ ปฏิฆะความกระทบกระทั่งในจิตจะไม่มี ถ้าตอนถึงอนาคามีนี่ต้องลองนะ ลองดู .. สิ่งไหนที่เราเห็นว่าสวย เราเคยเห็นว่าสวยเราไปทดสอบอาการอย่างนั้นให้ไปพบจุดนั้น ๆ เมื่อเห็นเข้าแล้วเห็นมันเกิดความสะอิดสะเอียนในร่างกายของคนและวัตถุนั้น ๆ ว่าเนื้อแท้จริง ๆ มันไม่มีอะไรสวย มันเป็นของน่าเกลียดโสโครกจนอารมณ์ชิน แล้วก็ดูใจของเราทุกวัน วันทั้งวันน่ะดูมันเรื่อยไป ใจมันจะไม่เปลี่ยนแปลง มันจะไม่เศร้าหมองลงไป ใจจะโสสะอาดเป็นประกายเล็กน้อย อย่างนี้ชื่อว่าทรงความเป็น " อนาคามี "

ทีนี้ถ้าเราจะปฏิบัติในขั้นอรหัตผล อรหัตผลนี่มีสังโยชน์อยู่ ๕ คือ :-
๑. รูปราคะ ติดในรูปฌาน
๒. อรูปราคะติดในอรูปฌาน
๓. มานะ ติดในความถือตัวถือตน
๔. อุทธัจจะ อารมณ์ฟุ้ง
๕. อวิชชา ติด" ฉันทะ " กับ " ราคะ " คือ พอใจโลกนี้ เทวโลก และ พรหมโลก
แล้วก็ถามพระว่าจะตัดจุดไหนมันถึงจะเร็ว ท่านก็จะบอก บอกแล้วก็ตัดจุดนั้น ถ้าเราตั้งใจจริงนี่สภาพแบบนี้สามารถตัดอารมณ์ที่ท่านบอกได้ภายใน ๗ วัน หรือ ๑๕ วัน นี่นะครับ การฝึกทิพจักขุญาณมีประโยชน์อย่างนี้



<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic/power007.jpg</CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER>
นี่รู้จิตของเราไม่ต้องการไปรู้จิตของคนอื่น เรื่องจิตของคนอื่นอย่าไปยุ่ง เขาจะดีจะเลวมันเป็นเรื่องของเขา เรื่องตัวของเราสำคัญ เมื่อเราสามารถชำระจิตของเราได้จับจิตของเราได้แล้ว เรื่องจิตของคนอื่นมันง่ายกว่าจิตของเรา เพียงเขาบอกชื่อคนนั้นคนนี้มา ถ้าเราต้องการรู้คนนี้อยู่ระดับไหนจะเห็นจิตทันที ขุ่นหรือใส เป็นประกายหรือเปล่า จะรู้สภาวะการณ์ปรากฏของเขาว่า เวลานี้เขาทรงธรรมอยู่ในขั้นไหน หรือว่ากำลังใจของเขาเป็นสัตว์นรกนี่เรารู้ได้

ต่อไปก็เป็นเรื่องของ อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ ปัจจุปปันนังสญาณ นี่เป็นเรื่องเล็ก ๆ ครับ รู้เรื่องราวในอดีตของคนว่าคนและสัตว์นี่เมื่อก่อนเขาเป็นอะไร ในสมัยเด็กเขารวยเขาจน เขาดีหรือเขาเลว อันนี้เรื่องเล็ก ๆ ผมไม่อธิบาย อนาคตังสญาณ รู้ต่อไปข้างหน้าว่าเขาจะมีภาวะเป็นยังไง ปัจจุปปันนังสญาณ เวลานี้เขาดีหรือเขาเลว อันนี้ไม่ยาก ถ้ารู้ใจของเราแล้วก็รู้ใจของเขา แล้วก็รู้สภาวะที่ผ่านมา แต่ว่าเรื่องหยาบ ๆ อย่าต้องการรู้นะครับ มันไม่ใช่วิสัย รู้แล้วความดีจะเสีย

ต่อไปก็เป็น ยถากัมมุตาญาณ ความจริงเรื่องนี้มันรู้พร้อมกันทีเดียว แต่ผมอธิบายเป็นขั้น ๆ ตามแบบ ยถากัมมุตาญาณ เห็นคนที่เขามีความลำบากโดยละเอียด อันนี้เราก็จะรู้ได้ว่าความลำบากความทุกข์ความยากที่เขามีอยู่ในปัจจุบันเพราะโทษทัณฑ์แห่งความชั่วอะไรเป็นสำคัญที่เขาสร้างไว้ในชาติก่อน หรือเมื่อชาติปัจจุบันที่เขามีความสุขมีแต่ความร่ำรวย มีแต่ความรื่นเริงเพราะอาศัยอะไรเป็นสำคัญ นี่ดูของเขานะ แต่ของเขาน่ะอย่าดูให้มันมากนัก ดูของเราดีกว่า ดูของเราว่าอยู่ดี ๆ นี่ชาวบ้านเขามาด่าอาศัยกรรมอะไรเป็นปัจจัย ถ้าคิดว่าเราชาติก่อนน่ะเราไม่เคยทำกับเขา ชาตินี้เราก็ไม่เคยทำกับเขาให้เขาได้รับความสะเทือนใจ แต่ว่าเขามาด่าเรามันอาจจะเป็นกรรมของเขาก็ได้ เมื่อเขาอยู่ดี ๆ กรรมที่เป็นอกุศล เขามาด่าเราเขาลงนรกเล่นโก้ ๆ คนทุกข์ที่มีอกุศลกรรมที่เข้ามาบังใจนี่

ที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า " ปทปรมะ " เช่นเดียวกับ พระเทวทัต อันนี้มองความดีไม่เห็น เห็นแต่ความชั่วอย่างเดียว มีสภาพที่แก้ไขไม่ได้ ในเมื่อเราคอยจับอารมณ์ของเรา มันสุขมันทุกข์เพราะอะไร แต่ความสุขความทุกข์จะเกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไอ้ตัวธรรมดาเข้ามาได้นี่ อรหันต์ก็เข้ามาถึง แล้วคำด่าก็เฉย ๆ ถือว่าเราดีนี่เขาด่าทำไม เราไม่มีโทษมีทัณฑ์ เอ้า! เราถูกด่าเป็นความชั่วของเขา ช่างเขา! ต่อมามีใครเขาชม ไอ้คำชมนี่คำชมมันก็เฉยในเมื่อมันไม่มีสาระแก่นสาร จับใจของเราให้สะอาดอยู่ตลอดเวลา นี่ความจริงไม่น่าจะจบวันนี้ แต่ก็ขอจบ แล้วก็ใช้การพิจารณาแบบนี้เป็นสำคัญ

รวมความว่าเราเรียนทิพจักขุญาณเพื่อรู้วาระน้ำจิตของตน ไอ้เรื่องวาระน้ำจิตของบุคคลอื่นนี่มีความไม่สำคัญ ข้อนี้มีความสำคัญอยู่ว่า วันทั้งวันต้องดูกระแสใจของเราตลอดวัน หากท่านจะถามว่าดูได้ยังไง ผมก็ต้องตอบว่าไม่ยาก ถ้าอยากจะรู้เมื่อไหร่เห็นใจเมื่อนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจับภาพพระเสียก่อน ถ้าถึงเวลาคล่องจริง ๆ นะครับ ใจจับภาพพระและจับภาพกระแสจิต แว้บ!เดียวมันได้ทันที นี่แหละการฝึกวิชชาสามมันก็อยู่กันแค่นี้ ผมกล่าวโดยย่อนะเพื่อเป็นบรรทัดฐาน หากว่าบรรดาพวกท่านปฏิบัติได้ก็จะรู้สึกว่าที่กล่าวมานี้ไม่มีอะไรยากเลย และก็เป็นการทำให้เราเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าเข้าโดยง่าย ซึ่งคล่องกว่าสุกขวิปัสสโกมาก สำหรับวันนี้ก็หมดเวลาเสียแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ สวัสดี

Paang
01-31-2006, 05:55 AM
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=right></TD></TR></TBODY></TABLE>
http://www.putthawutt.com/pic/power006.jpg




<CENTER>ฝึกมโนมยิทธิแบบใหม่</CENTER><CENTER> </CENTER>
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD width=550>"หลวงพ่อครับ ฝึกมโนมยิทธิแบบใหม่ นี่รู้สึกว่าจะไวกว่าฝึกพวกวิชชาสามไหมครับ .. ?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"ไวกว่าสิ! เพราะว่าวิชชาสามต้องใช้กำลังใจสูงมาก มักจะมีอารมณ์สงสัยอยู่เสมอ จะต้องมีอารมณ์เข้มข้นจริง ๆ มโนมยิทธินี่ไวกว่า เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของอภิญญา แต่ที่ฝึกเวลานี้บวกกับวิชชาสามด้วย รู้สึกว่าง่ายดี ทำที่ไหนก็ได้เหมือนกัน แต่ว่ามโนมยิทธิจริง ๆ แบบเก่า ฝึกให้เหมือนกัน แต่คนรับไม่ไหว ความเข้มข้นสูงกว่าแบบใหม่นี้ แต่ว่ามันผลเท่ากัน เราเดินไป เขาไปรถ มันก็ไปถึงเหมือนกันใช่ไหม เห็นอะไรก็ได้เหมือนกัน รู้เหมือนกัน ผลต้องการคือ เห็นจริงและสัมผัสรู้เรื่องได้จริง"

</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=0 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"แล้วเมื่อไรอภิญญาจะขึ้นครับ?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>หลวงพ่อ : <TD>"รอไปสัก ๒๐ ปี ตอนนั้นจะเฟื่อง เวลานี้กำลังใจคนรับได้แค่วิชชาสาม เลยไปนิดก็มโนมยิทธิ มโนมยิทธินี่เป็นพื้นฐานของอภิญญา อภิญญาห้านะ ถ้าอภิญญาหกก็เป็นพระอริยะแล้ว แล้วตอนนั้นคุณพยายามคลำพระให้ดี อย่าไปคลำแข้งนะ"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"คลำยังไงครับ..?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>หลวงพ่อ : <TD>"นั่นน่ะสิ! ต้องสังเกตดูก่อน ดูพระที่ได้อภิญญาแล้วก็เป็นฌานโลกีย์ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปอย่าไปคลำไม่ได้ผลหรอก ท่านไม่เล่นแล้ว องค์ไหนได้อภิญญาหกก็บูชาเอาบุญก็แล้วกัน อภิญญาห้าก็พอแหย่ไปแหย่มาได้ เพราะยังอยากเก่งอยู่นี่ นั่ง ๆ นึกโมโหคว้าขี้หมาเป็นทองคำขว้างหน้าเลย เราก็โมโหเก็บใส่กระเป๋าไปเลย ดีไหม?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"ดีแน่ครับ.."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>หลวงพ่อ : <TD>"ต้องอีกสัก ๒๐ ปีนะ ท่านพูด ตอนปี ๒๕๒๑ แต่ไม่นับปีนั้นนะ ท่านบอกอีก ๒๐ ปี อภิญญาหกจะเข้าฟูจัด เข้าใจว่าต่อจากนั้นไปอีก ๒๐ ปี ปฏิสัมภิทาญาณขึ้นแน่ มันต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ ลงไม่ได้ "

</TD></TR></TBODY></TABLE>

อยากได้อภิญญา
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=0 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"กราบเท้านมัสการหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกอยากเรียนถามหลวงพ่อว่า การที่เราฝึกมโนมยิทธิแล้ว โดยใช้ภาพพระพุทธรูปแก้วใสของหลวงพ่อจับเป็นกสิณกับใช้ภาพองค์สมเด็จพระพุทธชินราชจะได้ผลเหมือนกันหรือไม่ เพราะผมตั้งใจแล้วว่าอนาคตผมเอาอภิญญาหกให้ได้ขอรับ"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>หลวงพ่อ : <TD>"เอาแน่หรือ? เอาแน่นะ..."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"อ้อ! มโนมยิทธินี่ถ้าพูดถึงว่าจับพระพุทธรูปใส..."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>หลวงพ่อ : <TD>"ได้ ๒ อย่าง อะไรก็ได้ อภิญญานี่ต้องได้กสิณทั้ง ๑๐ นะ อย่าทำเตาะแตะส่งเดชไป กสิณทั้ง ๑๐ นี่ต้องคล่องทั้งหมด แล้วก็เดินหน้าถอยหลังได้ เข้าฌานสลับฌานได้ ทำสลับฌานได้ ยากแล้วนะ เอางี้สิ! ถ้าฝึกต้องการอภิญญาหก ฝึกไปนิพพานง่ายกว่าเยอะ! ดีกว่าเยอะ! ไม่ได้เกิดประโยชน์"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"ความจริงมโนมยิทธิก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว.."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>หลวงพ่อ : <TD>"ก็แค่นั้นแหละ! ได้อภิญญาหกก็แค่นั้นแหละ ไปได้เท่ากัน "

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"แต่ฆราวาสได้แค่ ๕ หรือ ๖ ก็ได้ครับ..."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right width=68>หลวงพ่อ : <TD>"ถ้า ๖ ต้องเป็นพระอริยเจ้านะ อันที่ ๖ อาสวขยญาณไงล่ะ! ความจริงเอาแค่เป็นพระอริยะดีกว่า อภิญญาเฉย ๆ จะทำอะไรกัน ได้มโนมยิทธิก็ถมเถไปแล้ว.. "

</TD></TR></TBODY></TABLE>


จิตจับวิหารแก้ว
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=0 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"หลวงพ่อครับ ขณะที่ผมไป วัดท่าซุง เดินบ้าง วิ่งบ้าง เล่นบ้าง แล้วปรากฏว่าอารมณ์จิตไปจับอยู่ที่ วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร แป๊บเดียวเท่านั้นเอง ก็ปรากฏว่า สามารถขึ้นไปที่เมืองพระนิพพานเข้าวิมานตัวเองได้ ที่จะเรียนถามก็คือว่า อารมณ์ที่ไปอย่างนี้เป็นอุปจารสมาธิหรือเป็นฌาน ๔ ขอรับ..?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"ไอ้นั่นเป็นฌาน ๔ ด้วย เป็นอภิญญาด้วย ใหญ่มากนะ คนนี้เคยได้มาก่อนนี่ ชาติก่อนเข้าได้มาก่อน เป็นฌาน ๔ ด้วย! เป็นอภิญญาด้วย!"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>ผู้ถาม : <TD>"นี่เขาไม่ได้ธัมมะธัมแมะเลยครับ"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"ไม่จำเป็น! ของเก่าเขา จิตไปจับนี่มันเป็นสมาธิ อย่าลืมนะ! ฌานจะเกิดขึ้นเพราะกำลังสมาธิ หรือวิ่งไปวิ่งมาจิตจับอารมณ์อยู่ อารมณ์มันทรงตัว อารมณ์เดียวก็เป็นฌาน ฌานน่ะของไม่ยาก ก็ต้องเข้าใจนะ และการเคลื่อนไหวไปได้นะเป็นอภิญญา คนที่ได้ฌาน ๔ ทุกคนถือว่าเป็นอภิญญา วิชชาสามไม่แน่นะ วิชชาสามคนหนึ่งก็แสนยาก นี่ขั้นอภิญญา ถ้าไปได้เป็นอภิญญา ของเขานี่ดีมาก .."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>ผู้ถาม : <TD>"ก็เป็นอันว่าเป็นบุญของคนนี้นะ เอ๊! แปลกนะ คนที่วิ่ง ๆ นี่ไม่น่าจะต้องใช้สมาธิง่าย ๆ เลย ไปเร็ว!"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"วิ่ง ๆ มันเป็นจงกรม จงกรม แปลว่า เดิน จงกรมเมื่อฉันฝึกทีแรก เดินเบา ๆ ต่อมาก็เดินธรรมดา หนัก ๆ เข้าวิ่ง ให้จิตทรงตัว นี่อย่าลืมว่าขณะที่เขาวิ่งอยู่จิตเขาจับที่วิหารแก้ว จิตไปจับอารมณ์เดียว นั่นเป็นจงกรมอย่างหนัก อย่างสูง ไม่ใช่เรื่องเบา ก็แสดงว่าชาติก่อนเคยได้มาแล้ว ของเก่า..."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>ผู้ถาม : <TD>"คนที่ฝึกมโนมยิทธินี่ ส่วนมากที่ได้ไวเพราะของเก่าหรือครับ?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"ของเก่าทั้งนั้นแหละ! ของใหม่ไม่ได้ ถ้าคนฝึกใหม่ก็ต้องอีกแสนชาติ นี่เป็นเรื่องจริงนะ ถ้าจะได้นิพพานนี่แสนชาติไม่แน่.."

</TD></TR></TBODY></TABLE>


อยากจะได้อภิญญาหก
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=0 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกได้มาฝึกมโนมยิทธิที่ซอยสายลม แล้วปรากฏว่าชัดเจนแจ่มใสดีเป็นอย่างมาก แต่ว่าความโลภของลูกอีกสิ มันอยากจะได้ให้ดีกว่านั้น วงเล็บ คือ อยากจะได้อภิญญาหก วันหนึ่งลูกขึ้นไปพบพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ท่านบอกว่าเคยเป็นพ่อของลูกมาช้านาน ท่านสอนกสิณทั้ง ๑๐ กองในเวลาเดียวกัน แล้วบอกว่าเอ็งต้องใช้เตโชกสิณ จะได้ดีเป็นอย่างมาก ลูกอยากจะเรียนถามหลวงพ่อว่าถ้าลูกฝึกเหมือนอย่างข้างบน โดยฝึกข้างล่างอย่างนี้แล้ว ชาตินี้จะมีโอกาสได้อภิญญาหกหรือเปล่าครับ?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"เป็นยังไงฝึกข้างบนฝึกข้างล่าง ฝึกข้างล่างเป็นไง ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสมา ทำตามนั้นนะ อย่าถามคนอื่น.."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>ผู้ถาม : <TD>"หลวงพ่อครับ ฆราวาสนี่มีสิทธิ์ได้อภิญญาหกหรือครับ?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"โอ๊ย! เยอะแยะไป อภิญญหกนั่นหมายความว่า ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป เรียกอภิญญาหก ถ้าอภิญญาฌานโลกีย์แค่อภิญญาห้า ใช่ไหม... "อาสวขยญาณ" นั่นคือ ตัดกิเลสได้พระโสดาบันขึ้นไป ถือว่าตัด!"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>ผู้ถาม : <TD>"งั้นคนที่ถามนี่ก็มีสิทธิ์สิครับ"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"ก็ต้องทำตามท่านสั่ง อย่าเบี้ยว! การฝึกอภิญญาต้องใช้ความกล้าและบ้ามาก ๆ คือ เอาจริงเอาจัง ไม่เหลาะแหละจึงจะได้ผล สมัยก่อนพระอภิญญามีเยอะ ปัจจุบันก็เยอะแต่ท่านอยู่ในป่า แต่ก็ระวังให้ดี! ได้อภิญญาแล้วยังไม่ตัดกิเลสก็มีสิทธิ์ไปนรกได้ เช่น พระเทวทัต
"วิธีตัดกิเลส" คือ ต้องตัดสังโยชน์ขั้นแรกคือ สังโยชน์ ๓ เป็นพระโสดาบันและพระสกิทาคามี"

</TD></TR></TBODY></TABLE>


ฝันว่าเหาะได้
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=0 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"ภาวนา สัมปจิตฉามิ แล้วหลับไป ปรากฏว่า ฝันว่าเหาะได้เสมอ ๆ อย่างนี้แสดงว่า ในอนาคตจะได้อภิญญาหรือเปล่าคะ..?</B>"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"ปัจจุบันนี้ก็ได้แล้วนะ... อภิญญาต้องใช้เวลาหลับ แต่ความจริงฝันว่าเหาะได้ ถ้าเอาความฝันนะ เขาถือว่างานที่ต้องการนั้นสำเร็จผล แต่ถ้าฝันว่าเหาะได้ ความจริงกำลังใจเริ่มดีแล้ว ทำไปเรื่อย ๆ นะ"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>ผู้ถาม : <TD>"ที่ในหนังสือ ธัมมวิโมกข์ เขียนไว้บอกว่า ถ้าภาวนาไปเรื่อย ๆ วันละ ๑ ชั่วโมง จะมีผลคล้ายอภิญญา"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"คือท่านเจ้าของท่านบอกอย่างนั้น คาถาบทนี้ไปได้ที่ นิวซีแลนด์ นอนอยู่ที่ เมืองควีนทาวน์ ท่านบอกให้ ท่านบอกว่าเป็นคาถาของอภิญญา ใครเขากลั่นแกล้งเราด้วยกรณีใด ๆ ก็ตาม เขาได้รับผลนั้นโดยฉับพลัน ถ้ากำลังใจดีนะ
แล้วท่านบอกว่าใช้กำลังเรื่อย ๆ ไปวันหนึ่งประมาณ ๑ ชั่วโมง นั่งก็ได้ นอนก็ได้ ทำเรื่อย ๆ ไป พอถึงที่สุดก็เหาะได้ ไม่ใช่ลอยเฉย ๆ นะ เหาะนี่ต้องการจะไปไหนมันไปได้ ถ้าลอยดีไม่ดีหล่นตุ๊บ! ข้างทาง ลอยก็เหมือนเขาจับโยน จะลงที่ไหนบังคับไม่ได้ ถ้าเหาะนี่เราบังคับได้

ถ้าเหาะได้เมื่อไร อภิญญาทั้ง ๑๐ เข้าครบถ้วนเมื่อนั้น ไม่ใช่ได้แต่เหาะอย่างเดียว "สัมปจิตฉามิ" เป็นคาถาอภิญญารวม นั่นหมายความว่า คนนั้นต้องได้อภิญญาในชาติก่อน เอามารวมใช้นั่นเอง แบบนะมะพะธะ นี่ก็เป็นมโนมยิทธิรวมเหมือนกัน เป็นอภิญญาเล็กรวม ถ้าไม่เคยได้มาก่อนนั้นต้องฝึกกสิณ ๑๐ ให้คล่องตัว แล้วมาฝึกอภิญญาใหม่

ทีนี้เราไม่ต้องใช้ เพราะเคยฝึกได้ในชาติก่อน ก็เอามารวมใช้ทีเดียว ค่อย ๆ เรียกมา อย่างอภิญญาใหญ่ก็เหมือนกัน แสดงว่า คนเริ่มมีกำลังใจเข้มแข็งขึ้น ท่านจึงให้คาถาบทนี้"

</TD></TR></TBODY></TABLE>

<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic/power008.jpg</CENTER><CENTER> </CENTER>

สัมปจิตฉามิ
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=0 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"เวลาท่องคาถา "สัมปจิตฉามิ" ท่องไปไม่เกิน ๑๐ ครั้ง มีความรู้สึกว่าเงียบหายไปทุกที เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ทำใหม่ก็ปรากฏว่าเป็นอย่างนี้อีก ก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร และจะแก้ไขอย่างไรดีเจ้าคุ..?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"เป็นเพราะมันเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องแก้ไขอย่างไร ก็ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะจิตเข้าถึงฌานที่ ๒ ขึ้นไป ตอนที่ภาวนาอยู่ จิตอยู่ที่ฌาน ๑ พอจิตเข้าถึงฌานที่ ๒ ก็ตัดภาวนา อันนี้ดีมากนะ ไม่ใช่เลว เก่ง! คนนี้ต้องถือว่าเก่งมาก เข้าถึงฌาน ๒ ตัวไม่ภาวนาคือ ฌาน ๒ , ๓ , ๔ นี่ไม่ภาวนา ให้มันตัดเองนะ เราอย่าไปช่วยตัดเข้า อย่างนี้ดีมาก ปล่อยตามนั้นนะ ทำจิตเป็นฌานไม่ช้าจะเป็นผลในที่สุด ยังไงจะไปวัดท่าซุงไม่ต้องใช้รถก็ได้ ถ้าถึงที่สุด.."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>ผู้ถาม : <TD>"ไปได้หรือครับ?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"ได้แน่! อันนี้ตรงเป๋ง!"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>ผู้ถาม : <TD>"แหม..ได้ตอนนี้ก็ดี น้ำมงน้ำมันแพง แป๊บเดียวถึง..."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"ถ้าถึงขั้นนั้น อภิญญาเข้าทั้งหมด ถือว่าเป็นคาถาอภิญญาของท่าน ถ้าทำถึงจุดปลายทางนะคือ อภิญญาห้า ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเป็นอภิญญหก นี่ท่านมาแนะนำให้ อย่างพวกเราเคยผ่านมาแล้ว เป็นของสำหรับคนที่ได้มาแล้วจึงจะมีผล คนที่ทำไปเรื่อย ๆ ตามนั้นนะ แล้อย่าอยากนึกได้อภิญญานะ ตัวฟุ้งซ่านนะ นึกเอ๊ะ! กูจะเกาะล่ะวะ ๆ เลยอดเหาะเลย.."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>ผู้ถาม : <TD>"เกิดเหาะไปวัดท่าซุงได้ แต่กลับไม่ได้ล่ะครับ?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"ถ้าเหาะนี่ต้องไปได้มาได้ ไม่ใช่ปีติ ถ้าอุพเพงคาปีติ ลอยไปที่ใดที่หนึ่ง ปีติเคลื่อนมาไม่ได้ แต่อันนี้มันบังคับได้เลย ตามใจชอบ ดีไม่ดีไปโลกอังคาร พระศุกร์ พระเสาร์ แข่งกับฝรั่ง ฝรั่งลงทุนมาก เราไม่ต้องลงทุนเลย บางครั้งเผลอไม่ทันจุดธูป แป๊บเดียวถึง"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>ผู้ถาม : <TD>"ข้างในไปหรือข้างนอกไป หรือไปทั้งข้างในข้างนอกครับ?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"อันนี้ไปได้หมด ขี้เข้อไปหมด ตัวนี้อภิญญาใหญ่ นี่คาถาอภิญญาใหญ่นะ สำหรับคนที่ได้มาในชาติก่อน อภิญญาใหญ่ถ้าหากคนที่ไม่ได้มาในชาติก่อน ต้องเริ่มด้วยกสิณ ๑๐ อันนี้สำหรับคนที่เคยได้มาแล้วนะ.."

</TD></TR></TBODY></TABLE>

ทำยุบหนอฝึกอภิญญา
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=0 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"ผู้ที่เจริญกรรมฐานแบบยุบหนอพองหนอ เขาจะมีโอกาสได้อภิญญาหรือไม่ครับ?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"ทำไมจะไม่ได้ "หนอ ๆ " นี่อย่าลืมว่าเขาอานาปานุสสตินะ เป็นแม่บทใหญ่ของกรรมฐาน ต้องการให้อภิญญา ถ้าหากว่าสมาธิเข้าถึงฌาน ๔ แล้วก็หลบอารมณ์นิดหนึ่ง เข้าไปจับองค์ของกสิณ นี่หมายถึงไม่เคยฝึกอภิญญามาก่อน ถ้าหากว่าคนนี้เคยฝึกอภิญญามาก่อน ถ้าจิตเข้าถึงฌาน ๔ อภิญญาจะเข้าทันที ต้องฌาน ๔ ทรงตัว นั่นหมายความว่า ฌาน ๔ ต้องการทำเมื่อไรก็ได้ ออกฌานเมื่อไรก็ได้ อย่างนี้อภิญญาก็เข้าเลย ไม่ต้องฝึกอภิญญานี่หมายความว่าต้องได้มาในชาติก่อนนะ ถ้าไม่ได้มาในชาติก่อนก็ต้องฝึกกันใหม่ ฝึกอานาปาแล้วก็ต่อด้วยกสิณ ๑๐ อย่าง"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>ผู้ถาม : <TD>"อย่างนั้นที่ลูกศิษย์หลวงพ่อมาฝึกปุ๊บได้แป๊บนี่ก็เพราะ..."

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ :
<TD>"นั่นเขาเคยได้มาก่อน ที่เราฝึกนี่เราฝึกคนที่ได้มาก่อนต่างหากล่ะ ได้จนมีการคล่องตัวแล้ว แบบคนที่มีการอ่านหนังสือคล่องแคล่ว ส่งเข้าป่า ๓๐ ปี ไม่มีหนังสือเลย กลับมาโยนหนังสือให้อ่านก็อ่านหนังสือออก ใช่ไหม.."


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ภาวนา " สัมปจิตฉามิ " กับ " พุทโธ "
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=0 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"หลวงพ่อครับ ผมเคยภาวนา "สัมปจิตฉามิ" ตอนนั่งรถเมล์บ้าง ตอนนั่งสมาธิที่บ้านบ้าง ภาวนาไปได้สัก ๑ อาทิตย์ ก็ฝันว่าได้ทำบุญกับหลวงพ่อที่บ้านซอยสายลมนี้ หลวงพ่อได้เรียกชื่อผมและบอกให้ภาวนา "พุทโธ" ดีกว่านะ สั้น ๆ ง่าย ๆ แต่มีผลมาก และผมได้รับปากหลวงพ่อ ฝันเช่นนี้แสดงว่าผมมีนิสัยแบบสุกขวิปัสสโก ไม่ใช่แบบที่ฝึกอภิญญามาก่อนใช่หรือไม่ครับ ?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"เปล่า! นั่นเขาเกรงว่าจะลืมพระพุทธเจ้า แต่ความจริง "สัมปจิตฉามิ" ก็ดี "สัมปติจฉามิ" นี่ก็เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน เพราะคาถา ๒ บทนี้พระพุทธเจ้าบอกเอง จะเป็นอะไรก็ตาม ภาวนาอย่างไรก็ตาม ถ้านึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนก็เป็นพุทธานุสสติกรรมฐานทั้งนั้น ทั้งนี้ที่เขาบอกอย่างนั้นเกรงว่าจะลืมไป ให้ใช้เวลาสลับกัน เวลายามปกติภาวนาว่า "พุทโธ" สบายใจแล้วต่อด้วย "สัมปจิตฉามิ" ก็ได้ ขึ้นต้นไว้ก่อนนะ ท่านเกรงจิตจะไม่มั่นคงเท่านั้นเอง ไม่มีอะไร
"สัมปจิตฉามิ" ท่องเข้าไปเถอะ! ชาติก่อนจะทรงอภิญญาหรือไม่ก็ตาม ภาวนาไป ๆ อภิญญาก็มา อภิญญานี่เก่าไม่มีทำใหม่เกิดได้ ในครัวข้าวสุกไม่มีเราหาใหม่ได้นะ ดี! ภาวนาไปเถอะ! อย่าลืมขึ้น "พุทโธ" เสียก่อน คาถาที่พระพุทธเจ้าบอก พอจิตสบายก็ต่อเลย
คือว่า วันเวลาใกล้เข้ามาแล้ว ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เข้าเขตอภิญญาจะมา ต้องเพาะกำลังใจไปก่อน คำว่า "มา" หมายความว่ากำลังจิตของคนจะเข้าถึงความเข้มข้น ต้องทำก่อน ถ้าทำเวลานั้นก็ช้าไป ต้องทำเรื่อย ๆ ไปนะ..
แล้วก็ "สัมปจิตฉามิ" เป็นคาถาผลัก ผลักทุกอย่าง เหตุร้ายใด ๆ ที่เขาจะเข้ามาหาเรา จะถูกผลักไปหาเจ้าของ แต่เราไม่ยอมรับ ไม่ใช่บาป "สัมปจิตฉามิ" นี่ว่าไป ๆ ฉันนี่เป็นห่วง พอเลย พ.ศ. ๒๕๔๒ ไ ปแล้วนะ นั่ง ๆ แบบนี้คุยกัน หลวงพ่อว่า ลูกเอ๊ย! หลวงพ่อจะสร้างแบบนั้นแบบนี้ ลอยหายหมด หลวงพ่อแย่..อ้อ..เราต้องใช้เหมือนกันนะ พอขยับตัวปั๊บ เราใช้คาถาดึงกระเป๋ามาก่อน ต้องแก้กัน ถ้าไม่กลับมาเงินทั้งหมดรวบเอาเลย"

</TD></TR></TBODY></TABLE>

ภาวนา " นะมะ พะธะ "
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=0 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width=68>ผู้ถาม : <TD>"หนูมีปัญหาอันหนึ่ง คือ ก่อนนอนก็ภาวนา "นะมะ พะธะ" แล้วก็หลับไปเลย มีอยู่วันหนึ่งนะคะ ตอนใกล้เช้าค่ะ มีความรู้สึกว่าไม่ได้หลับ แต่มีความรู้สึกว่าจิตมันจะออกไป แต่ไม่ยอมลอยขึ้นไปข้างบน แล้วอยู่ ๆ ก็ดึงลงไปข้างล่างเลยค่ะ ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากจะให้ลง มันเป็นเพราะอะไรคะ .. ?"

</TD><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"ถ้าดึงลงข้างล่าง ก็ให้มันดึงไป ไปเที่ยวนรก ถ้าปล่อยตัวหลุดแบบนั้นเป็นตัวอภิญญาแท้ คือ " นะมะ พะธะ " ที่เราทำเวลานี้นะ ถ้ามันถึงจุดมันจะออก จุดออกของเขาจริง ๆ มันเหมือนกับตัวเราออกไปเลย มันออกไปจริง ๆ
ทีนี้มันจะดิ่งลงก็ให้มันลงไป อารมณ์อันหนึ่งเขาออาจจะบังคับให้ไปดูนรกข้างล่างว่าเป็นยังไง แต่ไปแล้วไม่ต้องกลัวว่ากลับมาไม่ได้นะ กว่าจะกลับก็เช้า
ทีหลังตั้งใจไว้ก่อนว่า ถ้าออกได้จะขอไปพระนิพพาน แล้วไปจะหาแม่ หาปู่ แต่ว่าการตั้งใจไว้ก่อน เวลาภาวนาก็อย่านึกถึงท่านนะ ทิ้งเลย ถ้าออกปั๊บมันจะพุ่งไปเลย ขณะที่ภาวนาเราต้องทิ้งอารมณ์อยากจะไปนิพพาน จะไปหรือไม่ไปไม่สำคัญ แต่ทำใจให้สบายนี่มันจะไปได้ ซึ่งซ้อมแบบนั้นน่ะดีแล้ว มันจะเคลื่อนได้ดี.."

</TD></TR></TBODY></TABLE>

ครูสอนมโนมยิทธิ

http://www.putthawutt.com/pic/power010.jpg

<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right>หลวงพ่อ : <TD>"พวกที่ได้มโนมยิทธิแล้วนี่ ถ้าไม่เป็นครูสอนเขา ของเรามันจางง่าย พยายามสอนเขา ถ้าเราเริ่มสอนเขาจะได้ระมัดระวังตัวเอง คือ เราจะได้ฝึกฝนตัวเอง การสอนเขามันมีประโยชน์มาก มันได้ ๒ อย่าง
ประการที่ ๑ การทรงตัว การคล่องแคล่ว แจ่มใส มันจะเกิดขึ้น
ประการที่ ๒ ได้ "ธรรมทาน" เป็นการเร่งรัดบารมีเดิมให้มันแจ่มใสเร็วขึ้น เพราะธรรมทานมีอานิสงส์สูงมาก คือว่า ผลที่เราจะพึงได้ แทนที่จะ ๑๐ ปี อาจจะเหลือ ๓ ปี อานิสงส์สูงมาก
สอนเขาใหม่ ๆ มันอาจจะงงก็ได้ ถ้าตามทันหรือไม่ทันไม่สำคัญ ให้มีความเข้าใจเรื่องตั้งอารมณ์เอาไว้ เพราะเราผ่านมาเรารู้ใช่ไหม ถ้าเราไปถึงที่นั่นแล้ว เผอิญเราตามไม่ทัน ก็กวดไปทีหลังได้ ถามความรู้สึก ถ้าเขาไม่รู้สึกก็แก้อารมณ์ที่ขัดข้องให้ ถ้าเป็นครูสอนเขา สมเด็จฯ ท่านก็จะช่วยมากขึ้น คือว่าเป็นครูสอนเขา ให้ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าตรง บอกว่า การสอนก็ดี การติดตามก็ดี ขอเป็นภาระของพระองค์ บางทีเราจะพูดสิ่งที่เราไม่เคยคิดไว้เลย ถ้าพูดไปนั้นมันเหมาะสมสำหรับบุคคลผู้นั้นก็ต้องใช้แบบนั้นนะ พอเริ่มก็ขออาราธนาท่าน ขอเป็นภาระของพระองค์ จะเป็นผลดีแก่ผู้ที่รับฝึกต่อไป
สำหรับการฝึกมโนมยิทธิแบบเต็มอัตรา จะลองซ้อม ๆ ที่บ้านก็ได้ แต่เครื่องบูชาครูนี่ขาดไม่ได้นะ มีดอกไม้ ๓ สี ธูป ๓ ดอก เทียนหนัก ๑ บาท ๑ เล่ม สตางค์ ๑ สลึง ต้องตั้งไว้ทุกครั้งที่ทำการภาวนา หายใจเข้า นะมะ หายใจออก พะธะ เฉย ๆ โดยไม่ต้องการรู้การเห็นอะไร ทำเป็นสมาธิ ถ้ามันจะเต้นจะรำก็ปล่อยมันเลย การเต้นนี่มันจะเริ่มต้นตั้งแต่อุปจารสมาธิ แต่บางคนก็ไม่เต้นเลย
พอถึงฌาน ๔ มันก็เลิกเต้น เพราะกำลังของจิตทรงตัว จะสังเกตได้ถ้ามันจะมีความสว่าง คือ เห็นจุดข้างหน้าขาวโพลน เป็นทางไปไกล เป็นทางขาวใหญ่ ถ้าเห็นข้างหน้าก็ลองใช้กำลังใจพุ่งจิตไปตามสายของทางนั้น คิดว่าเราไปล่ะ พอนึกว่าไปล่ะ ถ้ากำลังจิตของเราพอมันก็ไป พอมันออกไปแล้ว มันไม่ใช่ออกไปแบบความฝัน มันจะออกไปแบบชนิดมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เหมือนกับออกจากตุ่มหรือกระบอก หรือเหมือนกับถอดไส้หญ้าปล้องออกจากหญ้าปล้อง ออกไปแล้วไปได้ชัดสว่างเหมือนกลางวัน มันจะเหลียวหน้าเหลียวหลังมาดูได้ มาดูไอ้โลกต่าง ๆ จะเห็นตัวเรานี่นั่งโด่อยู่ ดูแล้วก็เป็นคนสองคน

ต่อไปถ้าฉันสร้างที่ใหม่เสร็จ จะต้องพักการเดินทางออกต่างจังหวัด จะลองเอาคนที่ได้แล้วนี่แหละ มาฝึกแบบเต็มอัตรา คนที่ได้แล้วนี่ไม่ยาก ได้ใหม่หรือไม่ได้ไม่สำคัญ แต่ถ้าไม่เต็มแบบก็ยังดี ได้ผลเท่ากันนั่นแหละ แต่แบบนี้กำลังสูงหน่อย เอาละ ฉบับนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ไว้พบกันใหม่ฉบับหน้า...สวัสดี"

</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
01-31-2006, 05:59 AM
<CENTER>เกณฑ์อภิญญา</CENTER>
ปี ๒๕๒๑ ที่ฝึกมโนมยิทธิท่านให้ลดกำลัง ท่านบอกว่า "จากนี้ไปอีก ๒๐ ปี ( ๒๕๔๑ ) อภิญญาหกจะขึ้น"
"เพื่อนหลวงพ่ออีก ๒ องค์ อยู่หรือเปล่าครับหลวงพ่อ?"
อยู่...!
"ยังมีชีวิตอยู่หรือครับ?"
มี! แต่เขาอยู่ในป่า..


<CENTER> </CENTER><CENTER>http://www.putthawutt.com/pic/power016.jpg</CENTER><CENTER> </CENTER>
"ไม่มาบ้านเลยหรือครับ?"

มาไม่ได้ เป็นคำสั่งของครูบาอาจารย์ตั้งแต่บวช สั่งว่าอายุ ๑๐ พรรษา แล้วให้ออกป่าเข้าป่า ห้ามเข้าบ้านจนกว่าจะตาย..

"ทีนี้ถ้าเขาอยู่จะทำประโยชน์อะไรได้ล่ะครับ?"
มีประโยชน์มากเชียวล่ะ! คือ พระที่นิยมป่ามีอยู่

"หลวงพ่อช่วยชี้แจงหน่อยเถอะครับ?"

มันมีอยู่ปีหนึ่ง พ.ศ. ๒๕๑๒ ปีนั้นโจรจะปล้นบ้านเขา บ้านใครก็ไม่ทราบ แต่บังเอิญแกมาหาฉันก่อน ฉันก็ไม่รู้ว่าแกเป็นโจรมาก่อน เพราะวันนั้นมีคนอยู่ กำลังนั่งคุยกันอยู่ประมาณสัก ๓๐ คนเศษ เจ้าหมาของฉัน ๒ ตัวมันนอนอยู่เฉย ๆ เจ้าสองคนนี้แต่งตัวดีมาก พอเข้ามาหมาก็เตรียมจะกัดท่าเดียว ก็ต้องจับ

บอก "ไอ้หนู! หลบไปก่อน เข้าไปพักก่อน"
พอแขก ๓๐ คนเขากลับ ก็ให้เอาหมาไปขัง แล้วเรียกไอ้สองคนมา พอมานั่ง ก็ถามว่า
"ไอ้หนู! มีใครเขาชวนมึงไปปล้นที่ไหนบ้างหรือเปล่า!"
"ถ้าเปล่าก็ดีแล้ว วันนี้แกตาย .. คืนนี้น่ะตาย ๓ คน ตายเพราะปืนตำรวจ แกสองคนคืนนี้ต้องตายด้วย .."
หน้าซีดเลย มันนึกว่าเราเป็นหมอดู แต่ความจริงเราเป็นหมอเดา หมาดูไว้ก่อน เดาตามหมา ลักษณะหมามันบอกว่าต้องเป็นคนร้าย คนทั้ง ๓๐ คนมาหมามันนอนเฉย ไอ้นั่นเข้ามาแต่งตัวเรียบร้อย เขาก็มาดี หมามันจะกัด ถ้าเราเลี้ยงหมาจริง ๆ เราจะรู้หมามีประโยชน์มาก มีสัญชาติญาณพิเศษ และผลที่สุดแกก็ยอมรับ
และแกก็ถามว่า "ผมรับปากเขาแล้วนี่ จะทำอย่างไร"
ก็บอกว่า "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไม่มีใครเขาเอาคนป่วยไปปล้น เธอกลับไปนี่ไปซื้อยาธาตุน้ำแดงคนละขวด เอาไปจะกินหรือเทเสียคนละครึ่งก็ได้นะ ถ้าไอ้พวกนั้นมันชวน บอกว่า วันนี้ปวดท้อง มันก็ไม่เอาไป"
แกก็ไปทำตามนั้น พออีก ๒ - ๓ วัน แกกลับมาใหม่ แกบอกว่า "คืนนั้นจริงครับ ตาย ๓ คนจริง ๆ แต่ผมไม่ได้ไป"
ก็บอกว่า "นั่นซิ! เอ็งไม่ได้ไป ถ้าเอ็งไปเอ็งตัวร้ายนี่เสร็จ!!..."
ได้ทีขี่หมาไล่ส่ง ไม่มีแพะใช่ไหม หาแพะไม่ได้ ว่าหมาก่อน มันวิ่งเร็วกว่า และก็ถามว่า "จะเลิกไหม?"
"อยากจะเลิกครับ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร?"
ก็บอกว่า "บวชสิ!..."
แกบอว่า "ไม่มีทุน.."
แกก็ยอม และให้ไปเอา เจ้าคุณธรรมโสภิต มาเป็นอุปัชฌาย์ พอบวช แกอยู่ได้พรรษากว่า ๆ พอเดือนที่สองก็ลากลับจังหวัดอุบลฯ พรรษานั้นแกเจริญกรรมฐานทุก ๆ คืนรู้สึกว่าทำได้ดีมาก พอจะสองปีแกพาเพื่อนมาอีก รวมทั้งหมดเป็น ๑๐ คนด้วยกัน
ถามว่า "มาทำไม?"
บอกว่า "อยากจะศึกษาวิชาอยู่ในป่าครับ"
แกบอก "พร้อมแล้วครับ"
ก็ให้เขาศึกษาวิชาที่อยู่ในป่า และก็ถามว่า "ไอ้เพื่อนทั้งหมดที่มานี่ลายพาดกลอนเหมือนกันใช่ไหม?"
เขาก็บอกว่า "ใช่ครับ"
คำว่า "ลายพาดกลอน" หมายความว่าเป็นพวกโจร เป็นอันว่าจับโจรเป็นพระหมด ในฐานะที่แกเคยเป็นมาก่อน ก็พูดให้ฟังไว้เลย
พอเขาศึกษาไปแล้ว เขาก็หายไปเลยไม่กลับมา เมื่อปี ๒๕๑๙ ไปสุโขทัยกับ ท่านหญิงวิภาวดี ช่วงนั้นพื้นที่เป็นเกาะ มีภูเขาล้อมรอบ นอน ๆ อากาศมันหนาว ทีนี้พอนอนไปคนเขาก็หลับกันหมด ประมาณว่า ๑ ทุ่ม คนก็หลับ เขาหลับหรือไม่หลับไม่ทราบนะ เขาเงียบกันหมดเราก็เข้าใจว่าหลับ และไอ้สองเสือเขาก็ย่องมา ( หลวงพ่อลิงเล็ก หลวงพ่อลิงขาว ) ไอ้สองเสือก็คือสององค์ ที่อยู่ในป่านั่นน่ะ เขาก็มา เขาเดินมาถึงเขาก็ถามว่า
"เฮ้ย! มึงหนาวไหม?"
บอกว่า "กูไม่หนาวว่ะ! ขันธ์ ๕ มันหนาว"
ใช้ศัพท์ภาษาไทยแท้ เขาบอกว่า
"ความจริงมันหนาวมากกว่านี้นะ แต่กูใช้เตโชกสิณช่วยให้บรรเทาความหนาว"
ถามว่า "แกมากี่คนล่ะ?"
เขาบอกว่า ที่มาทั้งหมดล้อมรอบเขามา ๘ องค์ รวมเขาอีก ๒ ด้วยนะ นั่งคุยกันสักพักเขาบอกว่า
"ลูกศิษย์แกเก่งจริงว่ะ!"
ถามว่า "ใคร?"
"ไอ้ลายพาดกลอน ๑๐ ตัวน่ะ!"
แหม...มันอยู่ป่ามันรู้ว่าเราเรียกไอ้ลายพาดกลอนได้ ไอ้พวกนั้นไม่พูดสักคน เขาตัดสินใจออกป่าแน่นอน พวกนี้เขาก็ไปสอน เลยได้อภิญญาหมด ก็เลยเป็นพระไม่รู้จักเกิด ในป่าเขาก็มีอยู่เยอะ ไม่ใช่น้อยนะ พวกอรัญวาสีนะ อรัญวาสีแท้ ๆ เขามีอยู่ ฉะนั้นพวกที่ได้อภิญญาเวลานี้ก็ไมเหมาะสมกับการอยู่บ้าน เพราะอยู่บ้านเขาหาว่าพระบ้า เขาหาว่าพระเล่นกล


http://www.putthawutt.com/pic/power012.jpg


"ท่านจะมีอายุยืนมากกว่า ๗๐ หรือเปล่าครับ?"
อายุมันก็ยืนมั่งนอนมั่ง ถ้ายืนเฉย ๆ มันก็เมื่อย อายุจะยาวหรือไม่ยาวไม่สำคัญ แค่อายุขัยธรรมดา อายุนี่มันเกินไม่ได้หรอก ถ้าจะเกินได้ก็ต้องมีกิจมีความจำเป็นอย่างหนึ่ง และเวลานี้อาจจะจำเป็นก็ได้ เพราะความจำเป็นมีอยู่ เนื่องจากว่าศาสนาก็กำลังรวมตัวเข้ามาใช่ไหม ถ้าพวกนี้รีบตายกันเสียหมด ใครจะช่วยล่ะ คนที่ขึ้นมาใครจะทำเวลานี้ความเข้มข้นของบารมีของคนหนักขึ้นทุกวัน

ที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า

"หลังจากกึ่งพุทธกาลแล้ว พุทธศาสนาจะรุ่งเรืองอีกวาระหนึ่ง และก็จะมีพระอริยเจ้ามากคล้ายสมัยพระองค์อยู่"

ปี ๒๕๒๑ ที่ฝึก "มโนมยิทธิ" ท่านให้ลดกำลัง ท่านบอกว่า "จากนี้ไปอีก ๒๐ ปี ( ๒๕๔๑ ) อภิญญาหกกำลังจะขึ้น .." หมายความว่า อภิญญาหกจะเข้า จะบำเพ็ญอภิญญาหกกันได้

คำว่า "เข้า" หมายความว่า กำลังใจคนรับอภิญญาหกได้ ทีนี้ถ้าหากว่าพวกนี้รีบตายไปเสียก่อน ไปไม่ได้แล้ว ถ้าหากท่านรีบตายไปเสียก่อนแล้ว จะมีใครใช่ไหม คือว่า พวกที่จะได้อภิญญาหกขึ้นมา มันต้องมีครูที่ได้อภิญญาหกสอน ไปเอาครูวิชชาสาม เอาไอ้คน ป.๓ มาสอน ม.๘ มันก็เสร็จล่ะ! ใช่ไหม...สวัสดี*

Paang
01-31-2006, 06:01 AM
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=right></TD></TR></TBODY></TABLE><CENTER><TABLE borderColor=#6633ff cellSpacing=1 cellPadding=2 width="65%" border=2><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>http://www.putthawutt.com/pic/power013.jpg <TD align=middle bgColor=#3399ff>
..เรื่อง..
หลวงพ่อท่านเป็นผู้ปูพื้นฐานไว้เพื่อรับ "อภิญญาหก"

</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><CENTER> </CENTER>
พวกลาพุทธภูมินี่ พวกพุทธภูมิใกล้เต็มนี่ลาอีกเยอะ วันนั้นพบกันแล้ว เลยถามท่านว่า
"พระพุทธศาสนาอยู่ถึง ๕,๐๐๐ ปี มันจะอยู่กันได้ยังไง? ก็ตั้งระยะไว้ยาว"
ท่านบอกว่า "ที่ตั้งระยะไว้ยาวนี่เพราะพุทธภูมิยังต้องลาอีกหลายช่วง เป็นช่วง ๆ "
แต่พวกลานี่พวกเต็มทั้งนั้นนะ พวกลานี่หมายความว่าชาตินี้เขาเต็ม แต่ว่ามันเหลืออีกนิดเดียว แต่นี่เราตัดเฉย ๆ จะไม่เอาล่ะ ก็เพราะว่าถ้าพวกไม่ใกล้เต็ม ไม่ใกล้เต็มนี่ไม่ไหว ดันไม่ไหว มันแบบจะทำปริญญาอีกสองเดือนลาออกใช่ไหม แบบพวกนั้นน่ะ ไอ้อะไรมันก็หมดแล้วเหลือแต่ทำวิทยานิพนธ์ใช่ไหม โดยมากต้องเป็นพวกนี้ ท่านบอก ถามท่าน ทำไม ท่านบอกไม่งั้นกำลังสู้ไม่ได้ กำลังที่เข้าไปต่อต้านนี่นะ เข้าไปช่วยหักล้าง ไอ้ความรอบ ๆ มันไม่พอ ถามท่าน ก็สงสัยเห็นสั่งสร้างตำรานี่ ตำรานี่สร้างไม่หมด จะเรียนกันไม่หวัดไม่ไหว ท่านก็บอก สร้างไปตามขั้นตามกำลังของคนในสมัยของเรา

ทีแรกก็ตอนต้นเตาะแตะ ๆ หนักเข้า ๆ ก็มากขึ้นถึงที่สุด คือ เวลานี้ตำราถึงที่สุดแล้ว พอตำราถึงที่สุดก็มาเริ่มฝึกมโนมยิทธิปูพื้นฐานไว้รับ "อภิญญาหก" ไอ้อภิญญาหกนี่ไม่ใช่สมัยของเราฝึกนะ ต้องไปอีกรุ่นหนึ่ง พวกรุ่นโน้นเขามาฝึกกัน "พวกเรานี่" ทัน! ถ้าแกยังไม่ตาย ทัน! เวลาฝึกไม่ใช่ฉันฝึก ฉันแค่ปูพื้นฐานไว้เพื่อรับ "อภิญญาหก" นักเรียนเตรียม "มโนมยิทธิ" นี่นักเรียนเตรียม "อภิญญาหก"

กำลังใจคนมันเข้าไม่ถึงนี่ แค่สุกขวิปัสสโกก็ส่ายหน้าด๊อกแด๊ก ๆ ไปขั้นเตวิชโชเมื่อก่อนก็สอนใครไม่ได้ใช่ไหม นี่กำลังใจมันต้องดีไปตามลำดับ "อภิญญาหก" นี่ต้องเข้มแข็งจริง ๆ ถ้าไม่เข้มแข็งจริง ๆ อย่าไปเอาเลย พังหมดไม่ได้อะไรเลย คือ ไม่ได้อะไรเลยจริง ๆ นะ เพราะว่า หนึ่ง กสิณ ๑๐ ต้องได้ฌาน ๔ หมด ว่าได้ฌาน ๔ ไม่ใช่ฌานทิ้งอย่างที่ทำ ๆ กันนี่ นี่มันเรียกฌานทิ้ง กสิณ ๑๐ นี่ต้องคล่อง นึกจะเข้าเมื่อไรได้ทันที จะต้องไม่เสียเวลาแม้ถึงวินาที นึกปั๊บเข้าฌานได้ตาม มันไม่ใช่ไป ๑ , ๒ , ๓ , หนึ่ง สอง สาม นี่มันไม่ยาก ว่า ๑ , ๔ , ๓ อะไรนี่ เข้าฌานตามลำดับฌาน ตามลำดับกสิณ เข้าฌาน ๑ , ๒ , ๓ , ๔ เข้าฌานตามลำดับฌาน ตามลำดับกสิณ ว่าเรื่อยกสิณกองเข้า ๑ , ๒ , ๓ , ๔ ไปไล่แล้วก็ย้อน ๔ , ๓ ,๒ , ๑ ก็ว่าขึ้น ๆ ลง ๆ สนุก! ต้องคล่องจี๋ฌาน หลังจากนั้นก็เข้าฌานสลับฌานสลับกสิณ เลยหลับเลย ไม่ใช่สลับ มันหลับ ( หัวเราะ ) อย่างนี้มั้นต้องอาศัยความเข้มแข็ง ตอนสลับฌานสลับกสิณนี่ ยุ่งเลย! ต้องคล่องจี๋ทุกขณะ ไม่ใช่ว่าหนึ่งปั๊บจับสัก ๕ นาทีได้ เขี่ยตก ต้องปึ๊บได้! ปวดท้องขี้เต็มที่เข้าฌานได้ อันนั้นจริง ๆ น่ะ วิ่งไปเดินไปนี่จิตเป็นฌานทันที แล้วนี่ก็ต้องทำเป็นปกติ เป็นปกติอย่างนั้นแล้วจึงหันมาจับอภิญญาอีกที อันนี้มันยังไม่เป็นอภิญญานะ ต้องหันมาจับอภิญญาอีกทีหนึ่งเสร็จ แค่หนวดหงอกไม่เป็น ฟันงอกฟันหักหมดแล้วงอกออกมาใหม่
ความจริงอภิญญหาห้านี่น่าจะฝึกบ้างนะ สำคัญตอนได้วาโยกสิณน่ะซิ เหาะลิ่ว ๆ เอ๊ะ! ไปนึกถึงปฐวีกสิณแล้วแข็งตื้อลงไม่ได้แล้ว ( หัวเราะ ) เมื่อก่อนยังนั่งนึก ๆ เอ๊ะ! พระท่านเข้ากสิณนี้ออกกสิณนั้น ถ้าจะเหาะใช้วาโยกสิณ ถ้าจะยืนอยู่บนอากาศใช้ปฐวีกสิณ มันคงยุ่งบรรลัย ไอ้นี่เขาทำได้จริง ๆ มันนึกเอาเฉย ๆ นึกปั๊บมันขึ้นทันทีเป็นทันที ไอ้จิตพอนึกปั๊บมันติดฌาน ๔ ทันที มันก็เป็นทันที สมัยนี้ใครทำได้ สบาย ไปหากินสนามหลวง ( หัวเราะ ) ใช่ไหม เอ้า! เก็บคนละสิบบาทถ้าไม่ให้มือยาวล้วงกระเป๋าเลย ( หัวเราะ ) ใช่ไหม หากินเท่านี้ก็พอ หากินด้านล้วงกระเป๋า ทำมือยาว ๆ ใครไม่สนใจล้วงกระเป๋า ฮึ! หรือเสกเองดีกว่านะ เสกเองก็เป็นแบงก์ครึ่งใบสิ!

ถ้าหากว่าถ้าเขาใช้อภิญญาจะไปต้องทำอะไร จะไปหาทรัพย์สินทำไม ไม่ได้เกิดประโยชน์ เพราะอะไร ต้องการอะไรก็มีจะหาสตังค์ทำไม ใช่ไหม ต้องการมีบ้านโตขนาดไหนก็สำเร็จ อยากจะมีบ้านแก้วก็ได้ อย่างพวกไอ้เบื้อกที่อยู่ชายป่านี่ ที่เขาอยู่กันน่ะ มีบ้านมีช่องที่ไหน ฝนตกก็ไม่เปียก อยากจะให้มีบ้านมันก็มี ไม่อยากให้มีบ้านมันก็ไม่ต้อง ฝนตกไม่ให้เปียกมันก็ไม่เปบียก เอ้า! ฝนอยากตกมา ฉันเดินเฉย ๆ ตกก็ตกสิวะ ไม่ใช่เปียกมันก็ไม่เปียกใช่ไหม และเขาก็อยู่กันอย่างเป็นสุข ก็เลยไม่ต้องทำอะไร ดีไม่ดีเดี๋ยวญวนมาตี เอาไฟล้อมส่งใช้เตโชกสิณใช้ไฟล้อมใช่ไหม ไอ้พวกนั้นอดข้าวตาย ตกนรกอีกแล้ว ( หัวเราะ ) อ้อ..ให้มันกินไฟได้ หิวมาให้ไฟเป็นเนื้อก้อน กินได้

นี่ถ้าหากนี่เขาทำได้นะ ถ้าเขาทำได้มันไม่บาปเขาทำแน่ แต่ก็ทำไม่ได้ หากเขาทำได้ช่วยกันได้แบบนั้น สมัยพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องช่วยไว้เยอะ ใช่ไหม แต่กฎของกรรมมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างพวกศากยะ ที่ถูกฆ่านี่ท่านก็ต้องปล่อยไปตามกำลังของกรรม ไม่ใช่คิดว่าจะไปดักไอ้ ๒๐ มันก็เขาไม่เกี่ยว

เพราะพวกอภิญญาหกเขาต้องมาอีกพวกหนึ่ง พวกสอนอภิญญาหกน่ะเขาจะมาอีกชุดต่างหาก พวกเราพวกปูพื้นฐาน พวกสอนนักเรียนเตรียม โน่น! อภิญญาหกเขาต้องหนุ่ม ไม่งั้นมันเล่นไม่ไหวหรอก จะมาจากพวกไหน พวก "พุทธภูมิ" ทั้งนั้นแหล่ะ! ก็ต้องเป็นพวก "พุทธภูมิ" ที่มีอารมณ์เข้ม!!...

ไอ้นี่มันพัง พุทธพัง ( หัวเราะ ) คือว่า พุทธภูมิที่มีอารมณ์เข้ม อย่างพุทธภูมิที่เต็มในชาตินี้ตัดปลายนิดเดียวแต่ว่าพุทธภูมิเขาช่วยกันได้ และพวกเรียนต่อนี้ต้องเป็นพุทธภูมิหมด แต่หัวหน้าต้องเข้มแข็ง หัวหน้าที่ฝึกอภิญญามันต้องคล่องอภิญญา ไม่คล่องฝึกเขาไง อภิญญาน่าสนุกดีนะ! เล่นกลสนุก! ถ้าฝึกอภิญญาหกนี่ต้องบ้า ๆ บวม ๆ อภิญญาห้า หลวงน้า! คนดีทำไม่ได้ต้องคนบ้า ก็ทุกอย่างทำแล้วก็ต้องพลาด ดีไม่ดีก็หล่นตุ๊บตั๊บ ๆ ไปตามเรื่องตามราว ก็เรียกว่าทุกอย่างทู้ซี้ทุกอย่าง ถ้าพวกอภิญญาห้าเข้ามานี่ พวกหนังสือพิมพ์โจมดีว่าบ้าอีกหลายเดือน เอ้า! พวกนี้บ้า ๆ บวม ๆ เขาทำเหมือนบ้าน่ะใช่ไหม ทำในสิ่งที่เขามันทำไม่ได้ และทำในสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ คือว่าทำสิ่งที่เขาทำไม่ได้ เขาก็หาว่าบ้า ๆ บวม ๆ ก็มีเรื่องเสียอยู่เรื่อง ถ้าพระได้น่ะมันวงแคบ มันช่วยเขาได้ยาก เรื่องบ้านเมืองน่ะ มันช่วยได้นิดเดียว ถ้าฆราวาสเขาได้นี่ดี แต่ว่าได้อยู่ในช่วงฌานโลกีย์นะ


http://www.putthawutt.com/pic/power011.jpg


"สงคราม" มานี่ แกเข้าเตโชกสิณ เอาไฟล้อมเท่านั้นแหละ ไม่งั้นก็เข้านีลกสิณเดินไม่เห็นอะไร มืดตื้อ .. เดินชนกันตายเลย

"หลวงพ่อคะ ตอนนั้นยังต้องใช้ผู้มีฝีมือช่วยบ้านเมือง บ้านเมืองไม่เจริญถึงช่วย.."
เปล่า ๆ พูดถึงว่าถ้าจะช่วยบ้านเมืองในด้าน "สงคราม" มันใช้ได้ยาก คือ พระนี่ต้องอยู่ในขอบเขตเพื่อการ "ตัดกิเลส" เท่านั้น ถ้าจะเอา "อภิญญา" ไปช่วยก็ช่วยในการเจริญ "ศรัทธา" ให้เขาเกิดความเชื่อมั่น คือว่าทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ให้เห็นเป็นอัศจรรย์ และศรัทธามันก็เกิดได้เท่านั้นเอง

ฉะนั้น สมัยนี้ไม่มีความจำเป็น อย่างสมัยโน้น พระโมคคัลลาน์ นี่ พาหุงสหัสฯ พระโมคคัลลาน์รบกันต้องหลายเรื่องในบท พาหุงฯ ไอ้นั่นเป็นนาคนี่เป็นครุฑตีกัน ไม่รู้พระโมคคัลลาน์นี่ก็ฟังเรื่องแล้วก็เหมือนเรื่องโกหกอีกนั่นแหละ พระทำไมไปรับกับเขายังงั้น แต่ว่าไม่ได้ไปรบให้ตาย พอสู้ไม่ได้ก็เกิดศรัทธา เกิดสงครามใหญ่ ก็หลวงน้า! ที่พระพุทธเจ้าเป็นพระธรรมาธิราชน่ะ นี่สงครามใหญ่ล่ะ แม่ทัพใหญ่เล่นเองเลย รบกับ พระยาชมภูบดี น่ะ รบกับพระยาชมภูบดี ฑูตคนแรกที่ส่งไปก็คือ พระอินทร์ เป็นราชฑูต
"พระยาชมภูบดีนี่เป็นมนุษย์ใช่ไหมคะ?"

เป็นมนุษย์ เป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ท่านเก่งคล้าย ๆ พระเจ้าจักรพรรดิราช แต่ไม่ถึงมีเกือกแก้ว มีพระขรรค์แก้วเหมือนกัน แต่ไม่ถึงพระเจ้าจักรพรรดิราช เหาะไปเหาะมาเห็นปราสาทพระเจ้าพิมพิสารสวย เอ๊ะ! ปราสาทของใครสวยกว่าปราสาทกู ไม่ชอบใจเสียแล้ว ลงมาพระขรรค์ฟันยอดปราสาท ฉับเข้าให้! ด้วยอำนาจพระพุทธานุภาพ พระขรรค์บิ่น ( หัวเราะ ) พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบันนี่ พระขรรค์บิ่นทำไง โมโหยกเท้ากระทืบยอดปราสาท ยอดปราสาทตำรองเท้าทะลุไปอีก เลยกลับไปบ้าน เอาอวิตาศร แผลงมา "จงไปร้อยหูพระเจ้าพิมพิสาร" ไอ้อวิตาศรยันเข้ามาก็ร้องผิ่ง ๆ กูจะร้อยหูมึง ๆ

พระเจ้าพิมพิสารเห็นท่าไม่ได้การณ์ พระพุทธเจ้าบอกไม่เป็นไร ทำวาโยกสิณหอบศรไป ท่านเข้าวาโยกสิณไม่ต้องไปตั้งท่า พอนึกปั๊บลมหอบศรไป และทราบว่าพระเจ้าชมภูบดีจะเป็นพระอรหันต์ เชิญพระอินทร์มา สั่งให้ไปเชิญพระเจ้าชมภูบดีมา และทางนี้ก็เนรมิตหมด เป็นเมืองแก้วแพรวพราว สวยมีกำแพงเจ็ดชั้น ตั้งแต่กำแพงทองแดงไปถึงกำแพงแก้วเจ็ดประการ ไอ้ถนนทั้งหมดก็เป็นแก้วทั้งหมด แพรวพราว มีอัครมหาเสนาบดี โอ้! ไม่มีพระเลย หาพระไม่มีพระ แต่งตัวแพรวพราวระยิบระยับ

พระอินทร์ไปแปลงเป็นมนุษย์ไปเชิญพระยาชมภูบดี ไปก็ไม่นั่ง เทวดานี่ ก็เล่นเต๊ะต๊ะ ๆ ๆ หนักเข้าแกก็ไม่ยอมมา ไม่ยอมมาพระอินทร์ขว้างจักร จักรลากขามาลงจากแท่น ( หัวเราะ ) โอ้ย ๆ ๆ กลัวแล้ว ๆ ๆ ยอม..จะไป ไป ๆ เอาจักรออกสิ! แกไม่เอาจักรออก ออกไม่ได้ พอจักรออกก็ไม่ไป นี่ถึงจะแน่! ( หัวเราะ ) กูไม่ไปกูไม่กลัว อีตอนเทศน์ตอนนี้สนุก! ถ้าเทศน์ ๓ ธรรมาสน์น่ะ ถ้าหากว่าคอถูก ๆ คอน่ะ ลิเกอย่ามาปะทะเลย ไม่อยู่

เดี๋ยวพอมานั่งแท่น กูไม่ไป! ไม่ไปพระอินทร์เอาใหม่ ขว้างพึ๊บไฟไหม้ปราสาทหมด เอาจักรลากขามานอกปราสาท เผาปราสาทอีก เอ๊ะ! แกเผาบ้านเผาเมือง ฑูตไหนว่ะ? ผลที่สุดหนัก ๆ เข้าก็ไม่ไหวต้องไป แกไม่ตามไปเสียศักดิ์ศรี เสียศักดิ์ศรีทำไง ก็เวลาไปด้วยกำลังจตุรเสนายศใหญ่ พระอินทร์ก็ยอมไป กลับไปกราบทูลให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าส่งเณรมาองค์เดียว เณรอนาคามีได้อภิญญา เอามารับเป็นทหาร เป็นพลทหารแน่ะ! แต่งตัวเป็นพลทหารยืนรับ แกเข้าไปยศใหญ่ ไอ้เมืองนี้ แหม..ส่งไอ้พลทหารมารับไม่สมศักดิ์ศรี

ทหารไปรับบอกว่า "ท่านต้องลงมาก่อน..เมืองพระเจ้าธรรมาธิราชอย่าขี่ช้างเข้ามาไม่ได้ เป็นเมืองที่มีบุญญาธิการศักดิ์ศรีใหญ่ ท่านเป็นราชาคนจน"

"ไม่ลง!..ไม่ลงซะอย่างจะว่าไง?" นั่งช้างทำท่าเก๊ก กระชากลงจากคอช้าง แหม..ไอ้ทหารเมืองนี้มันไม่มีมารยาท ( หัวเราะ ) สู้ไม่ได้น่ะ สู้ก็สู้ไม่ได้ ไอ้ทหารเมืองนี้ไม่มีมารยาท ( หัวเราะ ) "แกเป็นทหารชั้นไหน?" บอก "พลทหารครับ!" ถาม "ทำไมเมืองนี้ ข้าเป็นพระราชาจึงส่งพลทหารมา" บอก "แค่พลทหารนี่ ท่านก็ยังมีกำลังยังสู้ไม่ได้ ถ้าเอานายสิบมาท่านตาย.." เอาละสิ! เอ้า! เดินไปทางนี้ แกก็ไปแกก็บ่นพึมพำ ๆ เดินไปพอเข้าเขตถนน ขัดเขมรแล้วสิ พลทหารถาม "ขัดเขมรทำไม?" บอก "แม่น้ำต้องลุยน้ำ" บอก "ไม่ใช่ ถนน!" ค้าน "ถนนห่าอะไร? แม่น้ำ!" บอก "ถนนแก้ว!" โอ้โฮ!! ไอ้เมืองบ้านี่ เอาแก้วมาทำเป็นถนน ( หัวเราะ )

พอถึงร้านแล้วก็มีเมียพระอินทร์ พวกนางฟ้าเขามาตั้งขายของ แกก็เป็นนางฟ้าเสียจริง ๆ พวกนั้น แกก็ทำเนื้อหนาหน่อยน่ะ เอ้าแล้วเข้าไปจีบแม่ค้า ยังไม่ได้จีบเข้าไปทีแรก ไปเห็นเมียพระอินทร์นี่ซิสวย...

ถามทหาร "นี่พระมเหสีพระเจ้าธรรมาธิราชใช่ไหม?" ( หัวเราะ ) บอก "ไม่ใช่ แม่ค้าแผงลอย.." ( หัวเราะ ) แม่ค้าแผงลอยจริง ๆ น่ะ คนนั้นก็ร้อง คนนี้ก็ร้อง พระราชาคนจน นี่เจ้าค่ะ! นั่นเจ้าค่ะ! แหม..เดินไป พอเข้าถึงประตูแรกปั๊บมีพระอรหันต์แต่งตัวเป็นนายประตู สวยกว่าแกมาก ทำท่าจะเข้าไปกราบ นึกว่าพระเจ้าธรรมาธิราช พลทหารบอก "ไม่ใช่ นายประตูนายทหารเฝ้ายาม.." ( หัวเราะ ) แหม..แย่เรื่อย เข้าไปถึงประตูทองแดง ประตูทองคำ ประตูแก้ว เข้าไปก็แพรวพราวไปหมด ท่านก็มอง แหม..วิจิตรพิศดาร

แกก็เข้าไปถึงกลุ่มใหญ่ปั๊บ มีพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร มีเป็นพระมหาอำมาตย์น่ะ มีใครต่อใคร ไม่มีพระเลยหาพระไม่ได้ พระเจ้าธรรมาธิราชทรงสง่า คนนำบอก "นี่พระเจ้าธรรมาธิราช" พอเห็นพระเจ้าธรรมาธิราชก็เกิดขัตติยมานะ ถือว่าตัวมีฤทธิ์มาก ก็ตั้งท่าจะสู้ เดินองอาจเข้าไป แกบอกว่าเอ้า! นั่งลงกราบถวายบังคม

บอก "เราเป็นพระราชาเอกในโลก ไม่มีใครมีอานุภาพเท่า คำว่าไหว้ไม่มีในที่นี้"
แหม..เต๊ะท่าเสียแล้ว คำว่าไม่มีมันเล่นก็ไม่ยาก พระโมคคัลลาน์ดีดมือทีเดียวหมอบเลย ( หัวเราะ ) ไม่ใช่หมอบ ฟุบ! ไอ้เมืองห่านี่ แหม..มีลมวูบ ( หัวเราะ ) แกนั่งด่าตลอด เจี๊ยวจ๊าว ๆ ผลที่สุดก็ถึงพระพุทธเจ้า ท่านก็ว่าทำไมถึงไม่มา แกก็ว่าอะไรต่ออะไรป้วนเปี้ยนไปตามเรื่องตามราว ผลที่สุดก็เอางี้ซิ จะให้เรากลัวก็ต้องแสดงฤทธิ์ให้ดูก่อน

พระพุทธเจ้าบอกก็ดี จะได้รู้ว่าใครเก่งหรือไม่เก่ง ท่านมีอะไรว่ามาเลย เขาขว้างจักร ขว้างจักรไปผลุบเข้ากระบอกไปเลย ( หัวเราะ ) แผลงศร! พอแผลงศร พระพุทธเจ้าท่านก็เอาด้วย แกก็แผลงบ้าง หนักเข้า ๆ ๆ ก็สิ้น ศรสู้กันตีมาตีไปตีไปตีมา ไอ้ศรของพระยาชมภูบดีสู้ไม่ได้ หลบเข้ากระบอก หลบเข้าก็ตีกระบอกพัง ( หัวเราะ ) วิ่งไปทางไหนก็ตีซะหักหมดเลย ป่นปี้หมดเลย และแกก็ทำทุกอย่าง แกเล่นจนแกหมดอาวุธนะ แผลงศร! ใช้พระขรรค์ควงให้เกิดไฟ เกิดลม! มันก็ด้านหมด หนักเข้า ๆ ๆ หมดท่า...

อ้ะ! ท่านเอามั่ง บอกท่านเอามั่ง เราหมดแล้ว พระพุทธเจ้าเข้าเตโชกสิณล้อม ไฟใกล้เข้า ๆ ๆ ก็ร้องเจี๊ยก ( หัวเราะ ) ร้องเจี๊ยกกลัวแล้ว ๆ ถามกลัวแน่หรือ บอกกลัวแน่ กลัวแน่ก็ไฟหาย เอ๊ะ! ไฟหายเป็นไง บอกที่นี่เขาจุดง่าย บอกที่นี่ไฟจุดง่ายดับง่าย ถ้าหากว่าอวดทะนงต่อไป ทีนี้ไฟจะไหม้ไปครึ่งตัว ไม่ไหม้หมดซะด้วย ไหม้ครึ่งตัว พูดไปพูดมาพระพุทธเจ้าท่านก็พูดดี ก็ชักเลื่อมใส เลื่อมใสว่าเชิญมาทำไม ตอนนั้นเลยบอกว่เห็นว่าเป็นคนดี เราต้องการความเป็นมิตร ไม่ต้องการความเป็นศัตรู ไอ้เมืองของท่านน่ะเราจะยึดเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแค่ทหารเลวคนเดียวก็ยึดได้ เราส่งพลทหารชั้นเลวไปคนเดียวท่านก็ต่อต้านไม่ได้ ท่านจะมาสู้อะไรกับใคร ท่านมีฤทธิ์อำนาจจริง ๆ แต่ว่ามีสภาพเหมือนพระราชาคนง่อย ดูทหารของเราทุกคน กองทัพของท่านทั้งทัพมีจตุรงคเสนา ทหารของเราคนเดียวเท่านั้นจะสังหารได้ จะเอากับใครล่ะ!
แหม..ท่านท้ารบ! ชักไม่กล้าสู้ คุยไปคุยมาคุยมาคุยไป นี่พระพุทธเจ้าท่านใช้ธรรมะ ตอนนี้ท่านเล่นธรรมะแล้ว เลื่อมใสถามว่าไอ้ฤทธิ์อำนาจอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะสามารถทำได้ไหม พระพุทธเจ้าท่านบอก นี่เราพร้อมจะให้อยู่แล้วที่ไปเชิญมานี่ ความจริงต้องการจะให้ฤทธิ์ให้อำนาจแบบนี้ ถามให้แน่นะ ท่านบอกแน่ แน่แล้วจะขอศึกษา บอกได้เลย แต่ว่าการศึกษานี่เราจะต้องแต่งตัวเหมือนกันนะ ท่านก็เป็นอันว่าตกลง ตกลงศึกษา พอตกลงแน่นอนปั๊บ! เมืองหายหมด..กลายเป็นป่า พระเจ้าธรรมาธิราชนี่ห่มจีวรเสียแล้ว เอ๊ะ! นี่มันเป็นยังไงกันแน่! ท่านก็เลยบอก ถ้าจะศึกษาต้องแต่งตัวแบบนี้ ผลที่สุดท่านก็เลยบวช เอหิภิกขุไง ก็ให้การศึกษาจบเดียวเป็นอรหันต์ไปเลย ( หัวเราะ ) นี่ก็ทำได้แล้วแต่ว่าถ้าเทศน์มันยาว ถ้าเทศน์มันต้องไปรับอีตอนที่พระอินทร์ไปเป็นฑูตก็ฟัดกัน ฮากันไม่ไหวแล้ว นี่กลับมาขึ้นช้างโด่เด่ ตอนนี้สิอีตอนชมตลาด โอ้โฮ! ยังงี้ต้องแสดงหนัง ฮึ!..สวัสดี*

Paang
01-31-2006, 06:02 AM
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=right></TD></TR></TBODY></TABLE><CENTER><TABLE borderColor=#ffcc33 cellSpacing=1 cellPadding=3 width="65%" border=2><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffff66>เรื่อง..คาถาสนองกลับผู้กระทำไสยศาสตร์ "สัมปจิตฉามิ"
</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><CENTER> </CENTER>
คาถาบทนี้ พระ องค์ที่ ๑๐ มาบอกหลวงพ่อในขณะที่หลวงพ่อพักอยู่ที่เมืองควีนทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๒๙ เวลา ๐๕.๐๐ น.
ก่อนนอนหลวงพ่อนอนภาวนาเป็นปกติ ตื่นขึ้นมามีอาการปากขยับไม่ได้ มือขยับไม่ได้ รู้สึกอึดอัด คล้ายเป็นอัมพาต แต่ใจสบาย พระ องค์ที่ ๑๐ มาบอกว่า

"เวลานี้มีคนคิดทำให้เธอเป็นแบบนี้"

และท่านให้เห็นตัวผู้ทำชัดเจน พระ องค์ที่ ๑๐ ให้ภาวนาว่า "สัมปจิตฉามิ" จึงคลายตัว คาถาบทนี้ไม่ได้ให้ใช้เฉพาะหลวงพ่อเท่านั้น อนุญาตให้พุทธบริษัทศิษยานุศิษย์และลูกหลานหลวงพ่อใช้ได้ด้วย

ก่อนนอนภาวนา ให้ตั้ง นะโม ๓ จบ และต่อด้วย พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

และสวด อิติปิ โส ฯ ๓ จบ จึงภาวนาเรื่อย ๆ ในขณะที่ภาวนาให้ทำใจสบาย ๆ ผลของคาถาบทนี้ จะมีผลต่อผู้สั่ง ผู้รับคำสั่ง ผู้ร่วมมือ และผู้กระทำไสยศาสตร์มายังเราโดยฉับพลัน

ผลพิเศษ ถ้าตั้งใจรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ หรือ ตั้งใจรักษากรรมบถ ๑๐ ได้ครบถ้วน สามารถระงับนิวรณ์ได้ ภาวนาวันละ ๑ ชั่วโมงเป็นเวลา ๓ เดือนติดต่อกัน จะมีผลคล้าย "อภิญญา"

หมายเหตุ "สัมปจิตฉามิ" อ่านว่า สัม - ปะ - จิต - ฉา - มิ คาถาบทนี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิเท่านั้น ไม่มีผลสำหรับผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ พระโมคคัลลาน์ท่านมายืนยันว่า คาถาบทนี้เป็นคาถาอภิญญา บอกว่าคนที่ได้อภิญญามาในชาติก่อน ถ้าใช้คาถาบทนี้ของเก่าจะรวมตัว คือว่า ทำไป ๆ ถ้าเข้าถึงผรณาปีติจะรู้สึกว่าตัวไม่มีเหลือแต่หน้า ต่อไปก็ไม่มีอะไรเหลือเลย หน้าก็ไม่มี ถ้าทำได้เช่นนี้บ่อย ๆ ไม่ช้าก็รวมตัวจะไปไหนก็ได้ เที่ยวต่างประเทศเรื่องเล็ก ฆราวาสทำได้ทุกอย่าง แต่พระห้ามแสดงต่อหน้าคน

<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic/power019.jpg</CENTER><CENTER> </CENTER>
อย่างท่านปิณโฑลภารทวาชะ เป็นต้นบัญญัติ ถูกห้ามเพราะอะไร เพราะถ้าไปทำอย่างนั้น คนก็ไม่ต้องการธรรมะ ต้องการพระแสดงปาฏิหาริย์ ถ้าขอให้พระแสดงปาฏิหาริย์ พระทำให้ คนนั้นตายแล้วเกิดใหม่ต้องไปเป็นทาสเขา ๕๐๐ ชาติ ถ้าพระไม่ทำให้แล้วโกรธก็เลยลงนรก พระพุทธเจ้าจึงทรงห้าม แต่ว่าพระที่อยู่ในป่าท่านมีความจำเป็นก็ใช้ได้ แต่ต้องไม่ให้คนเห็น อย่างพระที่เข้านิโรธสมาบัติ ออกมาแล้วปั๊บร่างกายต้องการอาหารก็ต้องดู เราจะไปหาที่ไหน เห็นหน้าคนที่จะให้ปั๊บก็เหาะไปทันที แต่ต้องไม่ให้คนเห็น พอเห็นว่าคนจะเห็นก็ต้องลงเดิน ถ้าเหาะจริง ๆ แล้วไวมาก ตามบาลีว่าที่พระโมคคัลลาน์ขึ้นไปดาวดึงส์ในคราวนั้น บอกว่า "แค่ลัดนิ้วมือเดียว"ความจริงไวกว่านั้น แต่ศัพท์ภาษาไทยไม่รู้จะใช้อะไร ความจริงนึกก็ถึงเลย ..สวัสดี*

Paang
01-31-2006, 06:05 AM
<CENTER>อภิญญาปฏิบัติ</CENTER>

<CENTER><TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=right> (http://www.putthawutt.com/html/power1001.html)</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>
" อภิญญา ๕ "

๑. อิทธิฤทธิญาณ มีความรู้ในการแสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ
๒. ทิพโสตญาณมีความรู้เหมือนหูทิพย์
๓. เจโตปริยญาณรู้วาระจิตของคนและสัตว์
๔. จุตูปปาตญาณรู้ว่าสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิด ณ ที่ใด
๕. ปุพเพนิวาสนุสสติญาณระลึกชาติหนหลังได้

๕ ข้อข้างบนนี้ ท่านรวมเรียกว่า "อภิญญา" เพราะมีความรู้เกินกว่าสามัญชนจะพึงทำได้ อภิญญาทั้ง ๕ นี้เป็นโลกียวิสัย โลกียชนสามารถจะปฏิบัติ หรือฝึกหัดจิตของตนให้ได้ ให้ถึงได้ทุกคน ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกวาสนาบารมี แต่เลือกเอาเฉพาะผู้ทำถูก ทำจริง และทำดี ถ้าทำจริง ทำถูก และทำแต่พอดีแล้ว ได้เหมือนกันหมด เว้นเสียแต่ท่านผู้รู้นอกลู่นอกทางเท่านั้น ที่จะทำไม่พบไม่ถึง ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า เมื่ออภิญญานี้เป็นของคนทุกชั้นทุกวรรณะแล้ว ทำไมนักปฏิบัติกรรมฐานสมัยนี้มีดื่น สำนักกรรมฐานก็ก่อตั้งกันขึ้นเหมือนดอกเห็ด ทำไมเขาเหล่านั้นไม่มีใครได้อภิญญา? ถ้าท่านถามอย่างนี้ ก็ขอตอบว่า ที่เขาได้เขาถึงในปัจจุบันนี้ก็มีมาก แต่เขาไม่กล้าแสดงตนให้ท่านทราบ เพราะดีไม่ดีท่านนั่นแหละจะหาว่าเขาบ้า ๆ บอ ๆ เสียก็ได้ ที่ปฏิบัติกันเกือบล้มเกือบตายไม่ได้ผลอะไรเลยแม้แต่ปฐมฌานก็มี ที่ไม่ปรากฏผลก็เพราะเขาปฏิบัติไม่ถูก

บางสำนักไม่แต่เพียงปฏิบัติไม่ถูกอย่างเดียว ยังแถมสร้างแบบสร้างแผนปฏิบัติเป็นของตนเอง แล้วแอบอ้างว่าเป็นของพระพุทธเจ้า ทำการโฆษณาคุณภาพแล้วก็สอนกันไปตามอารมณ์ ตามความคิดความนึกของตัว พอทำกันไปไม่กี่วันก็มีการสอบเลื่อนชั้นเลื่อนลำดับ แล้วออกใบประกาศรับรองว่าคนนั้นได้ชั้นนั้น คนนี้ได้ชั้นนี้ ครั้นพิสูจน์กันเข้าจริง ๆ ปรากฎว่าไม่ได้อะไรเลย แม้แต่อุปจารฌานก็ไม่ได้ แล้วยังแถมมีจิตคิดผิด หลงผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสียอีก กรรมหนักแท้ ๆ

ในบางสำนักก็ให้ชื่อสำนักของตนเป็นสำนักวิปัสสนา แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาสอนไปตามลัทธิของตน ถูกหรือผิดไม่รู้ แล้วแถมยังคุยเขื่องอีกว่าพวกฉันเป็นพวกวิปัสสนา ฉันไม่ใช่สมถะ พวกสมถะต่ำ ไปนิพพานยังไม่ได้ ส่วนวิปัสสนาของฉันเป็นทางลัดไปนิพพานโดยตรงเลย น่าสงสารแท้ ๆ ช่างไม่รู้เก้ารู้สิบเอาเสียเลย ความรู้เรื่องไปนิพพานนั้น พระพุทธเจ้าสอนไว้ชัดเจน ไม่ได้ปิดบังอำพรางแต่ประการใด ท่านสอนว่า ผู้ที่มุ่งพระนิพพานนั้น ในขั้นต้นต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต ที่เรียกว่า "อธิศีลสิกขา"

เมื่อปรับปรุงศีลอันเป็นเครื่องระงับความชั่วทางกาย วาจาได้แล้ว ก็ให้เข้ามาปรับปรุงใจ ใจนั้นมีสภาพดิ้นรนกลับกลอก ไม่อยู่นิ่ง คล้ายลิง ให้ผูกใจมัดใจให้มีสภาพคงที่มั่นคงเสียก่อน โดยหาอุบายฝึกใจให้จับอยู่ในอารมณ์เดียว คือ คิดอะไรก็ให้อยู่ในวัตถุนั้น ไม่สอดส่ายไปในวัตถุอื่น ที่เรียกว่า "สมาธิ" หรือเรียกตามชื่อของกรรมฐานว่า "สมถะกรรมฐาน" เป็นอุบายสงบใจ การทำใจให้สงบนี้ จะโดยวิธีใดก็ตาม เรียกว่า สมถะทั้งนั้น อุบายที่ทำให้ให้สงบระงับไม่ดิ้นรนนี้ พระพุทธเจ้าทรงวางแบบไว้ถึง ๔๐ แบบ จัดเป็นกลุ่มได้ ๗ กลุ่ม

กลุ่มที่ ๑ เอาไว้ปราบพวกรักสวยรักงาม เรียกว่า "ราคะจริต"
กลุ่มที่ ๒ เอาไว้ปราบพวกใจร้ายอำมหิต เรียกว่า "โทสะจริต"
กลุ่มที่ ๓ เอาไว้ปราบพวกหลงงมงาน เรียกว่า "โมหะจริต"
กลุ่มที่ ๔ เอาไว้ปราบพวกเชื่อง่ายไม่มีเหตุผล เรียกว่า "ศรัทธาจริต"
กลุ่มที่ ๕ เอาไว้ปราบพวกช่างคิดช่างนึก ตัดสินใจไม่เด็ดขาด เรียกว่า "วิตกจริต"
กลุ่มที่ ๖ เอาไว้ปราบพวกฉลาดเฉียบแหลม เรียกว่า พุทธจริต
กลุ่มที่ ๗ เป็นกรรมฐานกลาง ปฏิบัติได้ทุกพวก


http://www.putthawutt.com/pic/power018.jpg

เมื่อสามารถระงับใจให้อยู่ในอารมณ์อันเดียวได้นาน ๆ พอจะใช้งานด้านวิปัสสนาได้ ที่เรียกว่า ได้ฌานที่ ๑ - ๒ - ๓ - ๔ ตามลำดับอย่างนี้เรียกว่า "อธิจิตสิกขา" เป็นการเตรียมการณ์ลำดับที่ ๒ แล้วจึงเอาจิตที่มีสมาธิตั้งมั่นจนถึงลำดับฌานแล้วนี่แหละไปวิจัยด้านวิปัสสนา


คำว่า "วิปัสสนา" นั้นแปลว่า รู้แจ้งเห็นจริง หรือ ถ้าจะพูดตามภาษานิยมก็เรียกว่า ยอมรับนับถือตามความเป็นจริง ไม่ฝืนกฎธรรมดานั่นเอง แล้วก็พวกวิปัสสนาลัดทุ่งลัดป่า ที่ไม่ยอมปรับปรุงศีล ไม่ปรับปรุงสมาธิที่เรียกว่าสมถะ แล้วเอาอะไรมาเป็นวิปัสสนา เห็นสำเร็จมรรคผล ซื้อไร่ซื้อนา รับจำนำจำนองกันให้ยุ่งไปหมด อย่างนี้เรียกว่าถึงมรรคถึงผลแล้วหรือ น่าขายขี้หน้าชาวต่างชาติต่างศาสนา เขามาประเดี๋ยวเดียวเขาก็คว้าเอาของดีไปหมด เราอยู่ในเมืองพระพุทธศาสนา มัวทำตนเป็นปีศาจอย่างนี้ ในที่สุดก็ไปทำให้พระยายมมีงานมากขึ้น

<CENTER>ฝึกอภิญญาปฏิบัติ</CENTER><CENTER> </CENTER>
เพื่อย่นเวลาอ่านให้สั้นเข้า จึงใคร่จะให้ท่านผู้อ่านได้รู้ได้เห็นวิธีฝึกใจเพื่อได้อภิญญาเสียเลย แล้วจึงจะได้เขียนถึงวิธีเตรียมการณ์ไว้ท้ายบท

อภิญญาที่ ๑ อิทธิฤทธิญาณ อภิญญาที่ ๑ นี้ ผู้ประสงค์จะฝึกท่านให้เรียนกสิณ ๑๐ ให้ชำนาญจากอาจารย์ผู้สอนเสียก่อน ถามวิธีฝึกและข้อเคล็ดลับต่าง ๆ ให้เข้าใจ เมื่อขณะฝึกนั้นถ้ามีอะไรสงสัยให้รีบหารืออาจารย์ อย่าตัดสินเองเป็นอันขาด ข้อสำคัญที่สุดก็คือ เมื่อจะเรียนนั้นดูอาจารย์เสียก่อนว่าได้แล้วหรือเปล่า ถ้าอาจารย์ไม่ได้ก็จงอย่าไปขอเรียนเลย เคยเห็นพาลูกศิษย์ลูกหาไปผิดลู่ผิดทาง เลอะเทอะกันมาแล้ว เมื่อเห็นอาจารย์ได้จริงแล้วก็เรียนเถิด ท่านคงไม่พาเข้ารกเข้าป่า

เมื่อทำกสิณได้ชำนาญทั้ง ๑๐ อย่างแล้ว ท่านให้พยายามเข้าฌานตามลำดับฌาน แล้วเข้าฌานตามลำดับกสิณ แล้วเข้าฌานสลับฌาน แล้วเข้าฌานสลับกสิณ ทำให้คล่องนึกจะเข้าเมื่อไรเข้าฌานได้ทันที นอนหลับพอรู้สึกตัวก็เข้าฌานได้ทันที กำลังเดิน กำลังทำงาน กำลังพูด อ่านหนังสือ ดูมหรสพ หรือในกิจต่าง ๆ ที่กำลังทำอยู่ เมื่อคิดว่าเราจะเข้าฌานละก็เข้าได้ทันที อย่างนี้เรียกว่าได้อภิญญาที่ ๑ แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ตามความพอใจ

อภิญญาที่ ๒ ทิพโสตญาณ ญาณหูทิพย์นี้ ท่านให้เข้าฌานในกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ได้ เป็นกรรมฐานที่มีอภิญญาเป็นบาท คือ กรรมฐานกองนี้ทรงคุณถึงฌานที่ ๔ ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่า ทำไมกรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น ทรงคุณไม่เสมอกันหรืออย่างไร ขอตอบว่ากำลังของกรรมฐานทั้ง ๔๐ ไม่เท่ากัน เช่น อนุสสติ ๓ คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ เป็นต้น ทรงกำลังได้เพียงอุปจารฌาน กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ จตุธาตุ ๔ เป็นต้น ทรงกำลังได้ถึงฌานที่ ๔ ฌานที่ ๔ นี้เป็นฌานที่มีอภิญญาเป็นบาท เพราะทรงอภิญญาไว้ได้

กำลังของกรรมฐานไม่เท่ากันอย่างนี้ ท่านจึงให้เลือกกรรมฐานเข้าฌาน เข้าให้ถึงฌานที่ ๔ แล้วถอยจิตออกจากฌานให้ตั้งอยู่เพียงอุปจารฌาน แล้วคิดคำนึงถึงเสียงที่ได้ยินมาแล้วในเวลาก่อน ๆ ในระยะแรกให้คำนึงถึงเสียงที่ดังมาก ๆ เช่น เสียงกลอง เสียงระฆัง เสียงหวูดรถไฟ เรือยนต์ แล้วค่อยคำนึงถึงเสียงที่เบาลงมาเป็นลำดับ จนถึงเสียงกระซิบ และเสียงมดปลวก ซึ่งปกติเราจะไม่ได้ยินเสียง คำนึงด้วย