viBe
01-27-2006, 11:24 AM
จิตอันนี้จะอยู่ไหนมันจะเป็นของมันเอง เพียงแต่ช้าหรือเร็วต่างกัน ถ้าอยู่โดยลำพังเราก็หมุนติ้วเลย ถ้ามีนั้นมีนี้เหมือนจับปากกาทั้งเขียนทั้งจับ มีอะไรมาจะ ฮะ เหรอ จิตอันนี้เป็นอย่างนั้นนะ นิสัยแกใจเด็ดอยู่เราชม เด็ดเดี่ยว เฉียบขาด ไม่เช่นนั้นไม่ได้กิเลสเหยียบหัวเอา เร็วที่สุด มันต้องมีเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด ไม่อย่างนั้นไม่ทันกัน
นักภาวนาใดที่ตั้งสติดี นั่นหนะ จะตั้งตัวได้นะ สติเป็นสำคัญมาก คำนี้ย้ำแล้วย้ำเล่า สติ ลงสติจ่อไว้แล้วกิเลสเกิดไม่ได้นะ กิเลสจะเกิดเวลาเผลอ พอเผลอแพ็บ ความคิด สังขารนั่นหนะ กิเลสออกมาจากสังขาร สังขารเป็นเครื่องมือของกิเลส มันจะแพ็บออกไปเลยนะ พอออกไปมันจะคว้าเอาไฟมาหาเจ้าของ พอสติดีอยู่แล้ว ไม่เกิด นักภาวนาต้องสำคัญที่สติ ไม่มีสติภาวนาไปสักกี่ปี เท่านั้นแหละ ไม่ได้เรื่องอะไร เรื่องสตินี่สำคัญ ไม่ได้ห่างจากใจนะสติ สตินี้จ่อ อย่างนี้เรียกว่าสติ เช่นเราภาวนาบริกรรมคำอะไร ให้สติอยู่กับคำบริกรรม เรียกว่าสติ ให้รู้ตัวอยู่ตลอดเรียกว่าสัมปะชัญญะ เอาไปปฏิบัติดูซิหนะ เรื่องสติเราเชื่อว่านักภาวนา สติจับปั๊บไม่เผลอกิเลสมันจะเกิดไม่ได้ มันจะหนาแน่นขนาดไหนเกิดไม่ได้ มันดันออก ๆๆ สังขาร มันอยากคิดอยากปรุงของมัน คำบริกรรมของเราปิดช่องเอาไว้ไม่ให้ออก สติไว้อย่างนี้ ปิดช่องเอาไว้ กิเลสก็เกิดไม่ได้ ถ้าอันนี้ออก ปรุงพับ กิเลสออกแล้ว แล้วก็สร้างความรำคาญให้เจ้าของ ใครตั้งสติดี ผู้นั้นหละ นักภาวนาจะตั้งตัวได้ เมื่อสติขาดวรรค ขาดตอนนานๆ แล้วไม่เป็นท่า สติต้องจ่อ นี่แหละสติเบื้องต้นก็เป็นความจำเป็นอยู่แล้ว ผู้ที่จะตั้งใจเอามรรคเอาผลก็เถอะ เบื้องต้นตั้งสติให้ดี เหมือนกะว่าเกาะชายจีวรขอพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ถ้าผู้มีสติกับความเพียรจับติดๆ ตลอดๆ
นี่ตั้งแต่ต้น ทีนี้พอถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติ มันก็มาจากสติที่ล้มลุกคุกคลานนั่นแหละไปสติปัญญาอัตโนมัติ คือสติปัญญาอัตโนมัตินี่หมายความว่าไม่ได้บังคับ ไม่ได้ผลักไม่ได้ใสให้มีความเพียร หากเป็นเองเหมือนลมหายใจเรานี้ มันหายใจของมันอยู่อย่างนั้น ชื่อว่าสตินี่รู้ตัวอยู่อย่างนั้น ต่อไปก็กับปัญญาก็กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ทีแรกนี่สติมาก่อน จากนั้นก็ปัญญา ปัญญามา ทีนี้มาแล้วก็เลยกลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ทั้งสติกับปัญญากลมกลืนเป็นอันเดียวกัน
เรื่องความเพียรมีหลายขั้นนี่นะ การพิจารณากรรมฐานก็มีหลายขั้น หลายตอน จะสักแต่ว่าทำ ไม่มีผู้แนะผู้บอกชัดเจนแน่นอน ก็ลำบากเหมือนกันนะ ทำไปงูๆปลาๆ ไม่ค่อยได้เรื่องนะ นี่ผู้แนะผู้สอนด้วยความแน่นอนหลักเกณฑ์มี จับได้ๆ ตามได้เร็ว ยิ่งสอนลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายก็สอนอย่างแน่นอน สอนอย่างแม่นยำ เพราะเราผ่านมาแล้วทั้งนั้น ที่นำมาสอนนี่ผ่านมาหมดแล้วทั้งนั้น เพราะนั้นจึงแน่นอน ไม่ผิด ที่นำมาสอน ผิดก็เป็นครูสอนเรามาแล้ว ถูกก็เป็นครูสอนเรา ยึดปั๊บๆ อะไรผิด ปล่อยปั๊บๆ นี่เป็นครูเป็นอาจารย์เรา จับมา บำรุงตัวเอง ต่อจากนั้นสอนคนอื่นก็ ไม่สงสัยจะผิดไปไหน
เรื่องสตินี่สำคัญทีเดียว มีอะไรที่ไปเกี่ยวข้องกับสติอีกนะ นี่มันเกี่ยวโยงกัน การทำความเพียรท่านบอกอุบายวิธีการหลายอย่างที่จะเป็นเครื่องพยุงความเพียรระหว่างสติ สมมติว่าเราฉันมากๆ ตั้งวันยังค่ำ ล้มวันอย่างค่ำ นี่ จะตั้งขนาดไหนก็ตั้งเถอะ ถ้าลงสังขารร่างกายอิ่มมากๆ อิ่มหนำสำราญนี้แล้ว สติจะล้มๆๆ ตั้งไม่อยู่ๆ นี่แหละตรงนี้นี่นะจำเอาไว้นะ เรื่องอาหารสำคัญมากนะ กับสติ คืออาหารมีกำลังวังชา กินไปมาก อาหารมีกำลังวังชา กิเลสหนาขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคะ ตัณหาหนาขึ้น ท่านทั้งหลายฟังเอานะ สอนเพื่อแก้จากสิ่งเหล่านี้จึงสอนให้ชัดเจน ถ้าลงฉันอาหารให้อิ่มหนำสำราญแล้ว สติก็มีแต่สอนกันอยู่นั้นแหละไม่ค่อยได้เรื่อง มันต้องผ่อนลง หาเหตุหาผลใส่กันอยู่เรื่อย ฉันน้อยทานน้อย ไม่ให้เต็ม***เต็มส่วน เป็นยังไงสติ แล้วอดเป็นยังไงสติ นี่หมายถึงนักปฏิบัติจริงๆ นักบวช มันต้องได้ปฏิบัติอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นไม่ได้ ไม่ถูก ไม่เป็นเรื่องแล้ว ความเพียรก็ว่าไปงั้นแหละ ความเพียรก็... อย่างนั้นแหละ ถ้าลงสติดีแล้วความเพียรนี้จะตั้งได้ๆ เรื่อยนะ จิตใจเรานี้ตั้งได้ด้วยสติ สติตั้งได้แล้วความเพียรจะค่อยหนาแน่นๆ ความสงบร่มเย็นของจิตก็จะมีขึ้น
ทีนี้สติ สำหรับเราเองก็ได้พิจารณาแล้ว อดนอนก็อด ในธุดงค์13 ท่านแสดงไว้ เนสัชชิ ไม่นอนบ้าง แต่การอดอาหารท่านบอกไว้ในบุพพสิกขามี แต่ในธุดงค์13 ไม่มี ออกมาจากไหนก็มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า อืม ในปุพพสิกขาท่านสอนไว้ว่า ถ้าอดอาหารเพื่อโอ้เพื่ออวดตน ว่าอดว่าทนได้ นี่ปรับอาบัติทุกกฎ ท่านแสดงไว้ ถ้าอดเพื่ออรรถ เพื่อธรรม เพื่อชำระกิเลส อดเถิด เราตถาคตอนุญาต นี่ อดเพื่อโอ้เพื่ออวดเป็นเรื่องของกิเลส ท่านจึงตัดทันที ปรับโทษตลอด ในคัมภีร์มีอย่างนั้น คัมภีร์ก็คือองค์ศาสดาอยู่ในคัมภีร์ จะอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นที่ท่านอนุญาตเอาไว้ว่าที่ธุดงค์13 ข้อเหล่านี้ ให้เราเลือกว่าข้อใดๆ ในธุดงค์13 ตามจริตนิสัย แต่การอยู่ในป่า การอยู่ในป่าช้านี่เป็นพื้นฐานอยู่แล้วในธุดงค์13 นะ เช่นอดนอนนี้ นี่แยกออกไป เราก็เคยแล้วอดนอน อดไปกี่คืนๆ อดไปเท่าไรๆ ยิ่งทื่อเข้าๆ ตลอดทื่อไปหมดทั้งตัว เอ้า! มันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรนี่วะ หยุด! ไม่เอา เห็นว่าไม่ถูกกับนิสัยของเรา ธรรมะท่านวางไว้กลางๆแล้ว แล้วแต่นิสัยของใครจะถูกกับอะไร เอาไปปฏิบัติ ทีนี้เรื่องอดอาหารนี่ มานี้จับนี้ติดๆ เลย ตั้งแต่ออกแต่ทีแรกแล้ว เพราะมันได้ผลๆ อดมากเท่าไร ร่างกายจะก้าวขาไม่ออก แต่จิตนี้เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า สตินี้แน่วๆๆ นี่หนะ มันเห็นผลนี่ ส่วนความอิ่มของเรานี่ร่างกายของเรากินให้อิ่มเมื่อไรมันก็อิ่มเราก็ได้กำลังได้มาทันที แต่กำลังทางด้านธรรมะมันยากนะ เราอดจน จะเดินไปบิณฑบาตในหมู่บ้านเขาไม่ถึง นี่อ่อนขนาดไหนร่างกายนี่ พอฉันเสร็จแล้วกลับมานี่ ม้าแข่งสู้ไม่ได้ เข้าใจไหมกำลังวังชาดีดผึงทันที แต่ใจไม่ได้ดีดนะ ลำบากนะเพราะต้องพยุงทางใจให้มาก เพราะเราตั้งใจจะมุ่งต่อภาวนาจิตใจโดยถ่ายเดียว อาหาร กำลังทางร่างกายเมื่อไรก็ได้มันไม่ยากอะไร มันสำคัญที่ใจ ทีนี้เมื่อมันอดไปตลอดไม่ได้ก็คือว่า ร่างกายก็เป็นเครื่องมือสำหรับบำเพ็ญ ถ้าอด มันตายไปซะนี่จะว่าไง ไปไม่รอด มันขาดประโยชน์นะ ก็ต้องมีอดบ้าง อิ่มบ้าง ฟัดกันไป พอมี ร่างกายมีกำลังบ้าง ทีนี้ก็ผ่อนลง ทางจิตให้มีกำลังหนุนจิตเข้าไป นี่หละวิธีการภาวนาท่านทั้งหลายจำเอานะ นี่ผ่านมาหมดแล้วนะนี่ ไม่ใช่ธรรมดานะ การภาวนานี่ทดสอบตัวเอง ร้อยสันพันคมกิเลส เราจึงได้รู้ เวลาเรามาพินิจพิจารณาบวกลบคูณหารตัวเอง จะออกช่องไหนๆ สำหรับเราเองอดอาหารแม่นยำ ทีนี้เวลาอดไปมากๆ มันก็จะตาย ก็ต้องอิ่มบ้าง แน่ะ! มีอดมีอิ่ม ฟัดมันไปเลยนะ ไม่ให้มันอดมากเกินไป ร่างกายมันจะพังก่อน ถ้าให้ร่างกายมากร่างกายก็จะทับจิตอีกแระ ต้องได้พยุงอย่างนี้ ให้พากันจำเอา
นักภาวนาใดที่ตั้งสติดี นั่นหนะ จะตั้งตัวได้นะ สติเป็นสำคัญมาก คำนี้ย้ำแล้วย้ำเล่า สติ ลงสติจ่อไว้แล้วกิเลสเกิดไม่ได้นะ กิเลสจะเกิดเวลาเผลอ พอเผลอแพ็บ ความคิด สังขารนั่นหนะ กิเลสออกมาจากสังขาร สังขารเป็นเครื่องมือของกิเลส มันจะแพ็บออกไปเลยนะ พอออกไปมันจะคว้าเอาไฟมาหาเจ้าของ พอสติดีอยู่แล้ว ไม่เกิด นักภาวนาต้องสำคัญที่สติ ไม่มีสติภาวนาไปสักกี่ปี เท่านั้นแหละ ไม่ได้เรื่องอะไร เรื่องสตินี่สำคัญ ไม่ได้ห่างจากใจนะสติ สตินี้จ่อ อย่างนี้เรียกว่าสติ เช่นเราภาวนาบริกรรมคำอะไร ให้สติอยู่กับคำบริกรรม เรียกว่าสติ ให้รู้ตัวอยู่ตลอดเรียกว่าสัมปะชัญญะ เอาไปปฏิบัติดูซิหนะ เรื่องสติเราเชื่อว่านักภาวนา สติจับปั๊บไม่เผลอกิเลสมันจะเกิดไม่ได้ มันจะหนาแน่นขนาดไหนเกิดไม่ได้ มันดันออก ๆๆ สังขาร มันอยากคิดอยากปรุงของมัน คำบริกรรมของเราปิดช่องเอาไว้ไม่ให้ออก สติไว้อย่างนี้ ปิดช่องเอาไว้ กิเลสก็เกิดไม่ได้ ถ้าอันนี้ออก ปรุงพับ กิเลสออกแล้ว แล้วก็สร้างความรำคาญให้เจ้าของ ใครตั้งสติดี ผู้นั้นหละ นักภาวนาจะตั้งตัวได้ เมื่อสติขาดวรรค ขาดตอนนานๆ แล้วไม่เป็นท่า สติต้องจ่อ นี่แหละสติเบื้องต้นก็เป็นความจำเป็นอยู่แล้ว ผู้ที่จะตั้งใจเอามรรคเอาผลก็เถอะ เบื้องต้นตั้งสติให้ดี เหมือนกะว่าเกาะชายจีวรขอพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ถ้าผู้มีสติกับความเพียรจับติดๆ ตลอดๆ
นี่ตั้งแต่ต้น ทีนี้พอถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติ มันก็มาจากสติที่ล้มลุกคุกคลานนั่นแหละไปสติปัญญาอัตโนมัติ คือสติปัญญาอัตโนมัตินี่หมายความว่าไม่ได้บังคับ ไม่ได้ผลักไม่ได้ใสให้มีความเพียร หากเป็นเองเหมือนลมหายใจเรานี้ มันหายใจของมันอยู่อย่างนั้น ชื่อว่าสตินี่รู้ตัวอยู่อย่างนั้น ต่อไปก็กับปัญญาก็กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ทีแรกนี่สติมาก่อน จากนั้นก็ปัญญา ปัญญามา ทีนี้มาแล้วก็เลยกลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ทั้งสติกับปัญญากลมกลืนเป็นอันเดียวกัน
เรื่องความเพียรมีหลายขั้นนี่นะ การพิจารณากรรมฐานก็มีหลายขั้น หลายตอน จะสักแต่ว่าทำ ไม่มีผู้แนะผู้บอกชัดเจนแน่นอน ก็ลำบากเหมือนกันนะ ทำไปงูๆปลาๆ ไม่ค่อยได้เรื่องนะ นี่ผู้แนะผู้สอนด้วยความแน่นอนหลักเกณฑ์มี จับได้ๆ ตามได้เร็ว ยิ่งสอนลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายก็สอนอย่างแน่นอน สอนอย่างแม่นยำ เพราะเราผ่านมาแล้วทั้งนั้น ที่นำมาสอนนี่ผ่านมาหมดแล้วทั้งนั้น เพราะนั้นจึงแน่นอน ไม่ผิด ที่นำมาสอน ผิดก็เป็นครูสอนเรามาแล้ว ถูกก็เป็นครูสอนเรา ยึดปั๊บๆ อะไรผิด ปล่อยปั๊บๆ นี่เป็นครูเป็นอาจารย์เรา จับมา บำรุงตัวเอง ต่อจากนั้นสอนคนอื่นก็ ไม่สงสัยจะผิดไปไหน
เรื่องสตินี่สำคัญทีเดียว มีอะไรที่ไปเกี่ยวข้องกับสติอีกนะ นี่มันเกี่ยวโยงกัน การทำความเพียรท่านบอกอุบายวิธีการหลายอย่างที่จะเป็นเครื่องพยุงความเพียรระหว่างสติ สมมติว่าเราฉันมากๆ ตั้งวันยังค่ำ ล้มวันอย่างค่ำ นี่ จะตั้งขนาดไหนก็ตั้งเถอะ ถ้าลงสังขารร่างกายอิ่มมากๆ อิ่มหนำสำราญนี้แล้ว สติจะล้มๆๆ ตั้งไม่อยู่ๆ นี่แหละตรงนี้นี่นะจำเอาไว้นะ เรื่องอาหารสำคัญมากนะ กับสติ คืออาหารมีกำลังวังชา กินไปมาก อาหารมีกำลังวังชา กิเลสหนาขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคะ ตัณหาหนาขึ้น ท่านทั้งหลายฟังเอานะ สอนเพื่อแก้จากสิ่งเหล่านี้จึงสอนให้ชัดเจน ถ้าลงฉันอาหารให้อิ่มหนำสำราญแล้ว สติก็มีแต่สอนกันอยู่นั้นแหละไม่ค่อยได้เรื่อง มันต้องผ่อนลง หาเหตุหาผลใส่กันอยู่เรื่อย ฉันน้อยทานน้อย ไม่ให้เต็ม***เต็มส่วน เป็นยังไงสติ แล้วอดเป็นยังไงสติ นี่หมายถึงนักปฏิบัติจริงๆ นักบวช มันต้องได้ปฏิบัติอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นไม่ได้ ไม่ถูก ไม่เป็นเรื่องแล้ว ความเพียรก็ว่าไปงั้นแหละ ความเพียรก็... อย่างนั้นแหละ ถ้าลงสติดีแล้วความเพียรนี้จะตั้งได้ๆ เรื่อยนะ จิตใจเรานี้ตั้งได้ด้วยสติ สติตั้งได้แล้วความเพียรจะค่อยหนาแน่นๆ ความสงบร่มเย็นของจิตก็จะมีขึ้น
ทีนี้สติ สำหรับเราเองก็ได้พิจารณาแล้ว อดนอนก็อด ในธุดงค์13 ท่านแสดงไว้ เนสัชชิ ไม่นอนบ้าง แต่การอดอาหารท่านบอกไว้ในบุพพสิกขามี แต่ในธุดงค์13 ไม่มี ออกมาจากไหนก็มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า อืม ในปุพพสิกขาท่านสอนไว้ว่า ถ้าอดอาหารเพื่อโอ้เพื่ออวดตน ว่าอดว่าทนได้ นี่ปรับอาบัติทุกกฎ ท่านแสดงไว้ ถ้าอดเพื่ออรรถ เพื่อธรรม เพื่อชำระกิเลส อดเถิด เราตถาคตอนุญาต นี่ อดเพื่อโอ้เพื่ออวดเป็นเรื่องของกิเลส ท่านจึงตัดทันที ปรับโทษตลอด ในคัมภีร์มีอย่างนั้น คัมภีร์ก็คือองค์ศาสดาอยู่ในคัมภีร์ จะอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นที่ท่านอนุญาตเอาไว้ว่าที่ธุดงค์13 ข้อเหล่านี้ ให้เราเลือกว่าข้อใดๆ ในธุดงค์13 ตามจริตนิสัย แต่การอยู่ในป่า การอยู่ในป่าช้านี่เป็นพื้นฐานอยู่แล้วในธุดงค์13 นะ เช่นอดนอนนี้ นี่แยกออกไป เราก็เคยแล้วอดนอน อดไปกี่คืนๆ อดไปเท่าไรๆ ยิ่งทื่อเข้าๆ ตลอดทื่อไปหมดทั้งตัว เอ้า! มันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรนี่วะ หยุด! ไม่เอา เห็นว่าไม่ถูกกับนิสัยของเรา ธรรมะท่านวางไว้กลางๆแล้ว แล้วแต่นิสัยของใครจะถูกกับอะไร เอาไปปฏิบัติ ทีนี้เรื่องอดอาหารนี่ มานี้จับนี้ติดๆ เลย ตั้งแต่ออกแต่ทีแรกแล้ว เพราะมันได้ผลๆ อดมากเท่าไร ร่างกายจะก้าวขาไม่ออก แต่จิตนี้เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า สตินี้แน่วๆๆ นี่หนะ มันเห็นผลนี่ ส่วนความอิ่มของเรานี่ร่างกายของเรากินให้อิ่มเมื่อไรมันก็อิ่มเราก็ได้กำลังได้มาทันที แต่กำลังทางด้านธรรมะมันยากนะ เราอดจน จะเดินไปบิณฑบาตในหมู่บ้านเขาไม่ถึง นี่อ่อนขนาดไหนร่างกายนี่ พอฉันเสร็จแล้วกลับมานี่ ม้าแข่งสู้ไม่ได้ เข้าใจไหมกำลังวังชาดีดผึงทันที แต่ใจไม่ได้ดีดนะ ลำบากนะเพราะต้องพยุงทางใจให้มาก เพราะเราตั้งใจจะมุ่งต่อภาวนาจิตใจโดยถ่ายเดียว อาหาร กำลังทางร่างกายเมื่อไรก็ได้มันไม่ยากอะไร มันสำคัญที่ใจ ทีนี้เมื่อมันอดไปตลอดไม่ได้ก็คือว่า ร่างกายก็เป็นเครื่องมือสำหรับบำเพ็ญ ถ้าอด มันตายไปซะนี่จะว่าไง ไปไม่รอด มันขาดประโยชน์นะ ก็ต้องมีอดบ้าง อิ่มบ้าง ฟัดกันไป พอมี ร่างกายมีกำลังบ้าง ทีนี้ก็ผ่อนลง ทางจิตให้มีกำลังหนุนจิตเข้าไป นี่หละวิธีการภาวนาท่านทั้งหลายจำเอานะ นี่ผ่านมาหมดแล้วนะนี่ ไม่ใช่ธรรมดานะ การภาวนานี่ทดสอบตัวเอง ร้อยสันพันคมกิเลส เราจึงได้รู้ เวลาเรามาพินิจพิจารณาบวกลบคูณหารตัวเอง จะออกช่องไหนๆ สำหรับเราเองอดอาหารแม่นยำ ทีนี้เวลาอดไปมากๆ มันก็จะตาย ก็ต้องอิ่มบ้าง แน่ะ! มีอดมีอิ่ม ฟัดมันไปเลยนะ ไม่ให้มันอดมากเกินไป ร่างกายมันจะพังก่อน ถ้าให้ร่างกายมากร่างกายก็จะทับจิตอีกแระ ต้องได้พยุงอย่างนี้ ให้พากันจำเอา