PDA

View Full Version : ใครจะแจงธรรมะอย่างเรามีไหม (เทศน์หลวงตามหาบัว 24 ม.ค. 49)


viBe
01-27-2006, 11:24 AM
จิตอันนี้จะอยู่ไหนมันจะเป็นของมันเอง เพียงแต่ช้าหรือเร็วต่างกัน ถ้าอยู่โดยลำพังเราก็หมุนติ้วเลย ถ้ามีนั้นมีนี้เหมือนจับปากกาทั้งเขียนทั้งจับ มีอะไรมาจะ ฮะ เหรอ จิตอันนี้เป็นอย่างนั้นนะ นิสัยแกใจเด็ดอยู่เราชม เด็ดเดี่ยว เฉียบขาด ไม่เช่นนั้นไม่ได้กิเลสเหยียบหัวเอา เร็วที่สุด มันต้องมีเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด ไม่อย่างนั้นไม่ทันกัน

นักภาวนาใดที่ตั้งสติดี นั่นหนะ จะตั้งตัวได้นะ สติเป็นสำคัญมาก คำนี้ย้ำแล้วย้ำเล่า สติ ลงสติจ่อไว้แล้วกิเลสเกิดไม่ได้นะ กิเลสจะเกิดเวลาเผลอ พอเผลอแพ็บ ความคิด สังขารนั่นหนะ กิเลสออกมาจากสังขาร สังขารเป็นเครื่องมือของกิเลส มันจะแพ็บออกไปเลยนะ พอออกไปมันจะคว้าเอาไฟมาหาเจ้าของ พอสติดีอยู่แล้ว ไม่เกิด นักภาวนาต้องสำคัญที่สติ ไม่มีสติภาวนาไปสักกี่ปี เท่านั้นแหละ ไม่ได้เรื่องอะไร เรื่องสตินี่สำคัญ ไม่ได้ห่างจากใจนะสติ สตินี้จ่อ อย่างนี้เรียกว่าสติ เช่นเราภาวนาบริกรรมคำอะไร ให้สติอยู่กับคำบริกรรม เรียกว่าสติ ให้รู้ตัวอยู่ตลอดเรียกว่าสัมปะชัญญะ เอาไปปฏิบัติดูซิหนะ เรื่องสติเราเชื่อว่านักภาวนา สติจับปั๊บไม่เผลอกิเลสมันจะเกิดไม่ได้ มันจะหนาแน่นขนาดไหนเกิดไม่ได้ มันดันออก ๆๆ สังขาร มันอยากคิดอยากปรุงของมัน คำบริกรรมของเราปิดช่องเอาไว้ไม่ให้ออก สติไว้อย่างนี้ ปิดช่องเอาไว้ กิเลสก็เกิดไม่ได้ ถ้าอันนี้ออก ปรุงพับ กิเลสออกแล้ว แล้วก็สร้างความรำคาญให้เจ้าของ ใครตั้งสติดี ผู้นั้นหละ นักภาวนาจะตั้งตัวได้ เมื่อสติขาดวรรค ขาดตอนนานๆ แล้วไม่เป็นท่า สติต้องจ่อ นี่แหละสติเบื้องต้นก็เป็นความจำเป็นอยู่แล้ว ผู้ที่จะตั้งใจเอามรรคเอาผลก็เถอะ เบื้องต้นตั้งสติให้ดี เหมือนกะว่าเกาะชายจีวรขอพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ถ้าผู้มีสติกับความเพียรจับติดๆ ตลอดๆ

นี่ตั้งแต่ต้น ทีนี้พอถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติ มันก็มาจากสติที่ล้มลุกคุกคลานนั่นแหละไปสติปัญญาอัตโนมัติ คือสติปัญญาอัตโนมัตินี่หมายความว่าไม่ได้บังคับ ไม่ได้ผลักไม่ได้ใสให้มีความเพียร หากเป็นเองเหมือนลมหายใจเรานี้ มันหายใจของมันอยู่อย่างนั้น ชื่อว่าสตินี่รู้ตัวอยู่อย่างนั้น ต่อไปก็กับปัญญาก็กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ทีแรกนี่สติมาก่อน จากนั้นก็ปัญญา ปัญญามา ทีนี้มาแล้วก็เลยกลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ทั้งสติกับปัญญากลมกลืนเป็นอันเดียวกัน

เรื่องความเพียรมีหลายขั้นนี่นะ การพิจารณากรรมฐานก็มีหลายขั้น หลายตอน จะสักแต่ว่าทำ ไม่มีผู้แนะผู้บอกชัดเจนแน่นอน ก็ลำบากเหมือนกันนะ ทำไปงูๆปลาๆ ไม่ค่อยได้เรื่องนะ นี่ผู้แนะผู้สอนด้วยความแน่นอนหลักเกณฑ์มี จับได้ๆ ตามได้เร็ว ยิ่งสอนลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายก็สอนอย่างแน่นอน สอนอย่างแม่นยำ เพราะเราผ่านมาแล้วทั้งนั้น ที่นำมาสอนนี่ผ่านมาหมดแล้วทั้งนั้น เพราะนั้นจึงแน่นอน ไม่ผิด ที่นำมาสอน ผิดก็เป็นครูสอนเรามาแล้ว ถูกก็เป็นครูสอนเรา ยึดปั๊บๆ อะไรผิด ปล่อยปั๊บๆ นี่เป็นครูเป็นอาจารย์เรา จับมา บำรุงตัวเอง ต่อจากนั้นสอนคนอื่นก็ ไม่สงสัยจะผิดไปไหน

เรื่องสตินี่สำคัญทีเดียว มีอะไรที่ไปเกี่ยวข้องกับสติอีกนะ นี่มันเกี่ยวโยงกัน การทำความเพียรท่านบอกอุบายวิธีการหลายอย่างที่จะเป็นเครื่องพยุงความเพียรระหว่างสติ สมมติว่าเราฉันมากๆ ตั้งวันยังค่ำ ล้มวันอย่างค่ำ นี่ จะตั้งขนาดไหนก็ตั้งเถอะ ถ้าลงสังขารร่างกายอิ่มมากๆ อิ่มหนำสำราญนี้แล้ว สติจะล้มๆๆ ตั้งไม่อยู่ๆ นี่แหละตรงนี้นี่นะจำเอาไว้นะ เรื่องอาหารสำคัญมากนะ กับสติ คืออาหารมีกำลังวังชา กินไปมาก อาหารมีกำลังวังชา กิเลสหนาขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคะ ตัณหาหนาขึ้น ท่านทั้งหลายฟังเอานะ สอนเพื่อแก้จากสิ่งเหล่านี้จึงสอนให้ชัดเจน ถ้าลงฉันอาหารให้อิ่มหนำสำราญแล้ว สติก็มีแต่สอนกันอยู่นั้นแหละไม่ค่อยได้เรื่อง มันต้องผ่อนลง หาเหตุหาผลใส่กันอยู่เรื่อย ฉันน้อยทานน้อย ไม่ให้เต็ม***เต็มส่วน เป็นยังไงสติ แล้วอดเป็นยังไงสติ นี่หมายถึงนักปฏิบัติจริงๆ นักบวช มันต้องได้ปฏิบัติอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นไม่ได้ ไม่ถูก ไม่เป็นเรื่องแล้ว ความเพียรก็ว่าไปงั้นแหละ ความเพียรก็... อย่างนั้นแหละ ถ้าลงสติดีแล้วความเพียรนี้จะตั้งได้ๆ เรื่อยนะ จิตใจเรานี้ตั้งได้ด้วยสติ สติตั้งได้แล้วความเพียรจะค่อยหนาแน่นๆ ความสงบร่มเย็นของจิตก็จะมีขึ้น

ทีนี้สติ สำหรับเราเองก็ได้พิจารณาแล้ว อดนอนก็อด ในธุดงค์13 ท่านแสดงไว้ เนสัชชิ ไม่นอนบ้าง แต่การอดอาหารท่านบอกไว้ในบุพพสิกขามี แต่ในธุดงค์13 ไม่มี ออกมาจากไหนก็มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า อืม ในปุพพสิกขาท่านสอนไว้ว่า ถ้าอดอาหารเพื่อโอ้เพื่ออวดตน ว่าอดว่าทนได้ นี่ปรับอาบัติทุกกฎ ท่านแสดงไว้ ถ้าอดเพื่ออรรถ เพื่อธรรม เพื่อชำระกิเลส อดเถิด เราตถาคตอนุญาต นี่ อดเพื่อโอ้เพื่ออวดเป็นเรื่องของกิเลส ท่านจึงตัดทันที ปรับโทษตลอด ในคัมภีร์มีอย่างนั้น คัมภีร์ก็คือองค์ศาสดาอยู่ในคัมภีร์ จะอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นที่ท่านอนุญาตเอาไว้ว่าที่ธุดงค์13 ข้อเหล่านี้ ให้เราเลือกว่าข้อใดๆ ในธุดงค์13 ตามจริตนิสัย แต่การอยู่ในป่า การอยู่ในป่าช้านี่เป็นพื้นฐานอยู่แล้วในธุดงค์13 นะ เช่นอดนอนนี้ นี่แยกออกไป เราก็เคยแล้วอดนอน อดไปกี่คืนๆ อดไปเท่าไรๆ ยิ่งทื่อเข้าๆ ตลอดทื่อไปหมดทั้งตัว เอ้า! มันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรนี่วะ หยุด! ไม่เอา เห็นว่าไม่ถูกกับนิสัยของเรา ธรรมะท่านวางไว้กลางๆแล้ว แล้วแต่นิสัยของใครจะถูกกับอะไร เอาไปปฏิบัติ ทีนี้เรื่องอดอาหารนี่ มานี้จับนี้ติดๆ เลย ตั้งแต่ออกแต่ทีแรกแล้ว เพราะมันได้ผลๆ อดมากเท่าไร ร่างกายจะก้าวขาไม่ออก แต่จิตนี้เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า สตินี้แน่วๆๆ นี่หนะ มันเห็นผลนี่ ส่วนความอิ่มของเรานี่ร่างกายของเรากินให้อิ่มเมื่อไรมันก็อิ่มเราก็ได้กำลังได้มาทันที แต่กำลังทางด้านธรรมะมันยากนะ เราอดจน จะเดินไปบิณฑบาตในหมู่บ้านเขาไม่ถึง นี่อ่อนขนาดไหนร่างกายนี่ พอฉันเสร็จแล้วกลับมานี่ ม้าแข่งสู้ไม่ได้ เข้าใจไหมกำลังวังชาดีดผึงทันที แต่ใจไม่ได้ดีดนะ ลำบากนะเพราะต้องพยุงทางใจให้มาก เพราะเราตั้งใจจะมุ่งต่อภาวนาจิตใจโดยถ่ายเดียว อาหาร กำลังทางร่างกายเมื่อไรก็ได้มันไม่ยากอะไร มันสำคัญที่ใจ ทีนี้เมื่อมันอดไปตลอดไม่ได้ก็คือว่า ร่างกายก็เป็นเครื่องมือสำหรับบำเพ็ญ ถ้าอด มันตายไปซะนี่จะว่าไง ไปไม่รอด มันขาดประโยชน์นะ ก็ต้องมีอดบ้าง อิ่มบ้าง ฟัดกันไป พอมี ร่างกายมีกำลังบ้าง ทีนี้ก็ผ่อนลง ทางจิตให้มีกำลังหนุนจิตเข้าไป นี่หละวิธีการภาวนาท่านทั้งหลายจำเอานะ นี่ผ่านมาหมดแล้วนะนี่ ไม่ใช่ธรรมดานะ การภาวนานี่ทดสอบตัวเอง ร้อยสันพันคมกิเลส เราจึงได้รู้ เวลาเรามาพินิจพิจารณาบวกลบคูณหารตัวเอง จะออกช่องไหนๆ สำหรับเราเองอดอาหารแม่นยำ ทีนี้เวลาอดไปมากๆ มันก็จะตาย ก็ต้องอิ่มบ้าง แน่ะ! มีอดมีอิ่ม ฟัดมันไปเลยนะ ไม่ให้มันอดมากเกินไป ร่างกายมันจะพังก่อน ถ้าให้ร่างกายมากร่างกายก็จะทับจิตอีกแระ ต้องได้พยุงอย่างนี้ ให้พากันจำเอา

viBe
01-27-2006, 11:27 AM
สตินี่มันขึ้นอยู่กับนี้แหละขึ้นกับอาหารนะ ถ้าอาหารมากๆแล้ว ร่างกายนี้นะ มันคึกคะนองนะ คำว่าคึกคะนอง เราพูดเหล่านี้เราพูดเป็นธรรมล้วนๆ เวลาเราฉันมากๆ เข้าไปเวลาอิ่มหนำสำราญมากๆแล้ว ไม่เป็นท่านะ ภาวนา เดี๋ยวภายในมันจะรู้นะ ภายในจิตมันไม่แสดงออกทางร่างกายแหละ ภายในจิตนี้มันจะยิบแย็บๆ ไม่ยิบแย็บไปไหนหละ มันไปหาตัวผู้ตัวเมียนั่นหนะเข้าใจไหม ไปหากามกิเลส มันจะยิบแย็บๆ มันรู้แล้วนะ เพียงยิบแย็บในจิต มันรู้แล้ว ก็มันจะฆ่านี่นะ นี่ก็พลิกใหม่ๆ อยู่เรื่อย เพราะฉะนั้นอาหารจึงได้ผ่อนตลอดเวลา เมื่อผ่อนแล้วธรรมะก็ก้าวได้ๆ นี่วิธีการปฏิบัติ การพูดอย่างนี้หยาบไหม ท่านทั้งหลายพิจารณาซิ กิเลสตัวนี้มันอยู่กับใคร มันมีอยู่กับทุกคน การแก้กิเลสตัวนี้ไม่เอาอุบายวิธีนี้มาใช้ แล้วเอาอุบายไหน ว่ามาซิ ถ้าว่าพูดหยาบหนะ จะปล่อยให้กิเลสเหยียบหัวไปตลอดเหรอ ฮืม นี่ได้ทดลองดูทุกอย่างๆ แล้ว สำหรับเราเองนิสัยเรามันไปทางอาหารจึงได้ทนทุกข์ทรมานมาก จนกระทั่งท้องเสีย ท้องเสียเราก็ไม่สนใจ ถ่ายออกซะถ่ายจนหมด ก็ไม่สนใจ เพราะจิตมันมุ่งมั่นต่อธรรมมากที่สุด ขอให้ธรรมได้มีกำลัง เป็นที่พอใจ มันก็หมุนติ้วๆๆ ไปเรื่อย

คำว่าอดอาหารนี่นะ มันดีทุกขั้นนะ ขั้นหยาบๆ ก็ตั้งสติได้ ขั้นละเอียดเข้าไปกว่านั้นจิตใจแน่นหนามั่นคงเท่า ทีนี้ขั้นปัญญา อดอาหารมากเข้าไปเท่าๆไรๆ สติปัญญายิ่งหมุนคล่องตัว นั่นหนะ เรื่องผ่อนอาหารสำหรับผู้ถูกจริตนะ เป็นอย่างนั้น แล้วสตินี้เป็นพื้นฐาน สตินี้จะเผลอไม่ได้ เป็นพื้นฐานต่อกัน จนก้าวเข้าสู่ขั้นมหาสติมหาปัญญา ออกจากสติที่เราตั้งล้มลุกคุกคลานไปเรื่อยๆ ต้องทำต้องสังเกตพิจารณาเจ้าของ ไม่เช่นนั้นไม่ได้เรื่องนะ นักภาวนา ที่โลเลๆ อยู่นั้น คือหาหลักยึดไม่ได้ ภาวนาเลยโลเล จากนั้นเลยโลเลออกไปข้างนอก เลยกลายเป็นโลกไปหมดใจ ถ้าใจมุ่งต่อธรรมอยู่แล้วต้องเป็นอย่างที่ว่านี้ผู้ปฏิบัติต้องสังเกตตัวเอง เราเป็นอาจารย์สอนหมู่เพื่อนต้องหาอุบายวิธีการ เช่นอย่างอดอาหาร อันนี้ไม่ใช่คำสั่ง อันนี้ไม่ใช่คำสอน เป็นคำบอกเล่าธรรมดาๆ ตามจริตนิสัยของใครที่ชอบ จากนั้นก็ย้อนเข้ามาตัวเอง สำหรับนิสัยของผมแล้วชอบการอดอาหาร เป็นคำบอกเล่าธรรมดาแทรกอยู่ในคำสอนนั่นแหละ ทีนี้พอมันได้ผลได้ประโยชน์แล้ว กลายเป็นคำสอนเข้ามาแล้ว แล้วกลายเป็นคำสั่งเข้ามา เข้าใจไหม เมื่อได้ผลแล้ว เป็นคำสอน คำสอนแล้วก็เป็นคำสั่งเด็ดขาดๆ เข้าไปเรื่อย นั่น ธรรมเป็นอย่างนั้นนะ สตินี้เวลาล้มลุกคุกคลานมันก็เป็น ตั้งพับ ล้มผอยๆ เวลาจะตั้งให้อยู่หาอุบายวิธีเสริม เช่นผ่อนอาหาร หรืออดนอนตามจริตนิสัยเพื่อสติดีขึ้นก็เอ้า! ทำลงไปๆ ทีนี้พอสติตั้งได้แล้ว เอ้าหละทีนี่ เร่งเลยๆ อย่างที่ว่าสติกับปัญญาเป็นอันเดียวกันๆ ไม่มีเวลาเผลอนี่ นี้มันเป็นธรรมชาติของมัน ไม่ต้องบังคับ สติปัญญาอัตโนมัติคือความเพียรอัตโนมัติ นี่ๆ กิเลสจะพังแล้วนี่ พอก้าวออกไปนี้แล้วกิเลสพังทั้งนั้น กิเลสจะเกิดใหม่ขึ้นมาไม่มี ขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี่ กิเลสเกิดใหม่ไม่ได้ ที่เกิดมีอยู่แล้ว ก็คอยจะดับลงๆๆ

แต่ขั้นที่สติปัญญาจะเป็นอัตโนมัตินี่ ต้องฟัดกับกามกิเลสให้หนักก่อนนะ เอ้า! พูดให้ฟังชัดๆ พิจารณาร่างกายนี่แหลกไปหมดเลย แหลกๆ ตลอด นี่เรียกว่าพิจารณาอสุภะ อสุภัง พิจารณาร่างกาย ใครก้าวเดินทางด้านกายคตาสติ พิจารณาได้มาเท่าไร ผู้นั้นจะอาจหาญๆ ในทางจิตใจนี้จะอาจหาญเรื่อยๆ ไป ฟังให้ดีนะทุกคน! เรานำความจริงมาพูดให้ถูกต้อง ไม่ผิด ที่พูดมานี่ นี่ได้ฟัดพอแล้วนะ ฮืม เวลาเราพิจารณาทางอสุภะอสุภังนี่นะ มันคล่องตัวของมันดีแล้ว มองดูสัตว์ดูคนดูหญิงดูชายนี่ มันเป็นกองกระดูกไปหมดเลยนะ ถ้าเป็นเนื้อก็แดงโร่ไปหมด หนังไม่มี มองเห็นนี่มันทะลุเข้าไปข้างในก่อนแล้ว นี่หละปัญญา พิจารณาทะลุ เข้าไปทะลุ เข้าออกๆ เหมือนเขาคลาดกลับไปกลับมาจนมูลคลาดมูลไถแหละละเอียด ควรแก่การปักดำ มันก็ปักดำเอง อันนี้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ ร่างกายนี้มันก็แหลกลงไป จนกระทั่งคล่องตัว ร่างกายนี้ มองเห็นสัตว์ บุคคลอะไรมันไม่ได้เป็นหญิงเป็นชายนะ อำนาจของสติปัญญาแก่กล้าแล้วมันทะลุเข้าไปหมดเป็นกองหนังกองกระดูกหมด เป็นกองสกปรกโสมมไปในร่างกายนั้น นี่หละปัญญา เป็นได้ด้วยกัน ถ้าฝึก ไม่ฝึกไม่ได้ ใจต้องอาศัยการฝึก ฝึกสติ ฝึกปัญญา ต่อไปแล้วก็กระจาย มองไปไหนไม่มี ว่าหญิงว่าชาย ไม่มี มีแต่กองกระดูกๆ หรือกองเนื้อกองหนังกองอสุภะในร่างกายของคนๆนั้นทั้งหญิงทั้งชาย นี่คือทางวิปัสสนา แก่กล้าเข้าไปแล้วเป็นอย่างนั้น ทีนี้เอาเข้าไปแล้วจนกระทั่งอันนี้ขาดสะบั้นลงหมดเลย นี่เราจะพูดตอนนี้เป็นตอนชุลมุนวุ่นวายการพิจารณาอสุภะอสุภังนี่เป็นการพิจารณาที่หนักมากนะ ทีนี้เมื่อมันคล่องตัวแล้วๆ เรื่องอสุภะอสุภังมันจะรู้เอง อันนี้เราบอกไม่ได้ ให้เป็นเรื่องเจ้าของเองว่า ราคะตัณหามันจะขาดตอนไหน มันจะขาดด้วยอสุภะอย่างเดียวไม่ได้ มันมีสาเหตุอีกอันหนึ่ง อสุภะนี่เป็นปากเป็นทางที่จะเข้าหาทางฆ่ากิเลสราคะตัณหานี่แหละได้ คือต้องพิจารณาอันนั้นให้คล่อง เมื่อคล่องตัวแล้วมันจะฟัดจะเหวี่ยงกันเอง ทีนี้ก็หมุนเข้ามาๆ อสุภะ อสุภังนี้กลายเป็นใจดวงเดียวหมดเลย เหล่านั้นอสุภะอสุภังมันเป็นนอกไปแล้วนี่ ตัวอสุภะจริงๆ อสุภังจริงๆ มันเป็นขึ้นกับใจตัวเอง มันหมุนเข้ามาๆ ใจกิเลยกลืนเอาอสุภะที่ใจ ใจทั้งดวงเป็นอสุภะทั้งหมด แต่มันเอานั้นมาหลอกเฉยๆ แต่เป็นทางเดินเข้ามานะ เวลาผ่านไปแล้วเรียกว่านั้นเป็นหลอก เวลาการดำเนินถูกต้องนะ พอเข้านี่แล้วๆ ใจมันก็มาเป็นอสุภะอสุภัง ใจเป็นผู้หลอกตัวเอง ใจเป็นผู้ยึดตัวเอง เอากันหละนี่ ทีนี้มันก็ปัดผึงเลย นี่เรียกว่า อสุภะอสุภังนี่ขาดสะบั้นออกไปแล้ว ก็เข้ามาสู่ใจอันเดียวแล้ว นี่หละราคะขาดตรงนี้ เอ้า! ฟังให้มันชัดนะ ขาดตรงนี้ พอมันเข้าถึงใจแล้ว ราคะอะไรขาดสะบั้นไปหมดเลย ทีนี้มันก็หมุนอยู่ที่ใจ ฝึกซ้อมกันที่ใจที่มาของอสุภะอสุภังมันมาเป็นที่ใจๆ มันกลืนเข้ามาแล้วนี่ เข้ามาสู่ใจนี้ ใจพอปรุงขึ้นเรื่องอะไรมันเป็นขึ้นที่ใจ ภาพข้างนอกไม่มีๆ แต่ก่อนภาพข้างนอกเป็นสำคัญนะ จ้าๆ ไปที่ไหนเห็นแต่กองกระดูก ทีนี้กองกระดูกกลืนเข้ามาๆ หาใจของเรา พอมาปั๊บอะไรเกิดขึ้นที่ใจ กองกระดูกเกิดขึ้นที่ใจ อสุภะอสุภังอะไรเกิดขึ้นที่ใจๆ อ๋อนี่ กิเลสอยู่ที่นี่ ราคะตัณหามันเกิดที่นี่ ดับที่นี่ นั่น มันรู้ ฝึกซ้อมจนกระทั่งมันละเอียดลออ ทีนี่นะ เอาอสุภะนั่นหนะ ฝึกจนกระทั่งใจนี้ อสุภะอสุภังพอปรุงขึ้นปั๊บแยกไม่ทัน พอปรุงขึ้นปั๊บดับปุ๊บๆๆ ทีนี้เราจะแยก อันนั้นอันนี้ เป็นนี้ไม่ได้นะ พอตั้งปั๊บ ดับปุ๊บๆ ดับที่ใจๆ หลายครั้งหลายหนแหลกเข้าไปๆ สุดท้ายว่างไปหมดเลย อสุภะไม่มี นะเห็นไหมหละ อสุภะเริ่มไม่มีแล้วตั้งแต่นี้ แต่ยังไม่เด็ดขาดนะ อืม จากนั้น นี่หละกองชุลมุน ความเพียรของผู้ละกิเลส มีกามกิเลสเป็นต้น หนักอยู่ตรงนี้หละ หนักมากทีเดียว มันชุลมุน จะเรียกสติปัญญาอัตโนมัติก็ไม่ถูก อันนี้มันชุลมุนยิ่งกว่านั้นอีก ไม่มีจังหวะจะโคน ไม่ว่าอะไรพอสันลงสัน พอคมลงคม ลงตลอด มันฟันกันไม่หยุดไม่ถอยเรียกว่าชุลมุน พออันนี้มันขาดไปแล้วมันก็เป็นสติปัญญาอัตโนมัตแล้วนี่ เอาอันนี้มาฝึกซ้อมเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดสภาพของร่างกาย อสุภะอสุภังหมดปัญหาไปเลยว่างไปเลย นี่ทีนี้หมด จิตใจทีนี้เริ่มไม่มีอสุภะอสุภังแล้ว ตั้งขึ้นปั๊บดับๆๆ จากนั้นก็มีแต่นามธรรมความคิดปรุงของจิตคิดดีก็ดับ คิดชั่วก็ดับ คิดขึ้นที่ใจ ดับลงที่ใจ ๆ ใจมันมีอะไรเป็นต้นเหตุของสังขาร ก็มีอวิชชาหนะ ไหลไปสู่อวิชชา สุดท้ายก็ไปพังที่อวิชชา ขาดสะบั้นลงไปเลย ความคิดความปรุงเลยมีแต่เป็นขันธ์ล้วนๆ ไปเสียหนะ แต่ก่อนความคิดความปรุงเป็นกิเลส เพราะกิเลสมันเอาขันธ์เป็นเครื่องมือใช้ พอกิเลสขาดไปแล้ว ขันธ์ก็เป็นธรรมดา อย่างขันธ์พระอรหันต์เป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่มีกิเลส ความคิดความปรุงสัญญาอารมณ์อะไรเหล่านี้สักแต่ว่ารู้ๆ มันไม่เป็นกิเลส เพราะใจไม่เป็นกิเลส เพราะใจหมดแล้ว นั่น เป็นขั้นๆ นะ การพิจารณา ตั้งแต่ฟากเลยอสุภะอสุภังไปแล้วเรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ ทีนี้มีแต่จะหมุนลิ่วๆ เลย หมุนเรื่อยๆ ไป แล้วสุดท้ายก็นิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ ไม่ได้หลับได้นอนกลางคืนกลางวันเพลินตลอดๆ มันเป็นอัตโนมัตินี่นะ นอนไม่หลับตลอดรุ่งก็มี กลางวันมันจะไม่หลับอีก เพราะมันหมุนของมัน ที่จะให้พ้นทุกข์ เหมือนว่านิพพานอยู่ชั่วเอื้อม ก็พุ่งๆ สุดท้ายก็พังไปเลย หมด ทีนี้หมดโดยประการทั้งปวง ดังที่ได้พูดเมื่อวานนี้ว่าอสุภะอสุภังไม่มีในจิตพระอรหันต์ จะมีมาอะไร สิ่งเหล่านี้มันก็มีแต่สมมติ ผ่านไปหมดแล้วก็เป็นวิมุตติแล้ว แล้วสิ่งเหล่านี้มันก็มีแต่สมมติ ผ่านไปแล้วจะเอาสมมติมาจากไหน จะเอาอสุภะอสุภังมาจากไหน ฟังให้ดีนะ!

สอนอย่างนี้หนะสอนชัดเจน ถอดมาจากหัวใจมาสอนนี่หนะ คัมภีร์ใบลาน สาธุ เราไม่ได้ประมาท เรียนไปเท่าไรๆ ไม่พ้นความสงสัยนะ ค้นพระไตรปิฎกนี่ก็... ดิ่งเลยหละเรา ไม่ถอย เพราะค้นนี่เพื่อจะหาหลักเกณฑ์การปฏิบัติ มีแต่ค้นหาตามหลักความจริง เวลาออกปฏิบัตินี้จะไม่ได้ดูหนังสือเหล่านี้ เราดูอันนี้ แล้วแบกคัมภีร์ภายในใจอันนี้แล้วไปเลย ไปปฏิบัติ นั่นหละ อันนี้มันก็ยังไม่แน่นอน ให้เราเอาคัมภีร์มาแจงในภาคปฏิบัติของเรา รู้ขึ้นๆ เห็นขึ้นภายในใจ รู้ไปตรงไหนละกิเลสตรงนั้น ทีนี้ธรรมเกิด เข้าใจไหมหละ ที่เรียนในคัมภีร์หนะความจำเกิด

เรียนไปเท่าไรๆ ความจำเกิด พอปฏิบัติธรรมเกิดกิเลสเกิด กิเลสเกิด ธรรมฟัดกิเลสขาดสะบั้น เอากันหละเรียกว่ารบกัน จนกระทั่งขาดสะบั้นไปหมดแล้ว ทีนี้ไม่มี ผลสุดท้ายจะว่า พระอรหันต์ท่านไม่มีอสุภะอสุภัง ไม่มีกรรมฐาน ผ่านไปหมดแล้ว เหล่านี้มันเป็นทางเดิน จะเอากรรมฐานมาจากไหน กรรมฐานก็เป็นทางเดิน ใช่ไหมหละ ผ่านไปหมดแล้วมันก็ไม่มีกรรมฐานซิ ที่มีก็คือนิพพาน แนะ เท่านั้นเอง พูดให้ชัดเจน พากันจำให้ดีนะ สอนด้วยความแม่นยำ พูดเท่านั้นนะ พอ ตั้งสามโมงแล้ว พูดไปพูดมา เรื่องอะไรต่ออะไรไม่รู้หละ พากันจำเอานะ ธรรมะนี้มันไม่ค่อยมีนะในคัมภีร์ ภาคปฏิบัติ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นที่ใจ คัมภีร์ขึ้นที่ใจ แล้วก็เปิดใจออกไปเป็นพระไตรปิฎก องค์ท่านแท้ๆ แล้ว พระไตรปิฎกอยู่ในนี้หมดเลย (ท่านชี้เข้ามาที่ใจ) เป็นอย่างนั้นแหละ หมดแล้วนะทีนี่ ... ให้พร (หัวข้อชื่อเทศน์มีตอนที่ท่านพูดท้ายเทศน์ ครับ)



ที่มา http://larndham.net/index.php?showtopic=18540