View Full Version : พรหมวิหาร ๔
Paang
01-26-2006, 06:47 AM
<CENTER>คำนำ</CENTER><CENTER> </CENTER><DD>เจตนาที่ข้าพเจ้าพิมพ์หนังสือ พรหมวิหาร ๔ นี้ มีอยู่ว่า เมื่อประมาณ ๔ ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าได้ฟังเทปม้วนนี้และชอบมาก มีความตั้งใจว่า อยากจะทำเป็นหนังสือขึ้น จึงได้ถอดคำสอนของหลวงพ่อจากเทปพรหมวิหาร ๔ เป็นตัวหนังสือทั้ง ๓ ม้วน และได้บอกกับเพื่อน ๆ ว่า จะนำมาพิมพ์เป็นหนังสือแจกในงานวันเกิดของหลวงพ่อ คืนนั้นคุยกันบนรถขณะขับกลับจากในงานเป่ายันต์เกราะเพชร ทุกคนเห็นดีด้วย แต่เวลาขณะนั้นกระชั้นชิดที่จะพิมพ์ เพราะใกล้จะถึงงานวันเกิดหลวงพ่ออยู่แล้วจึงได้งดไป คิดว่าจะพิมพ์ในปีหน้า แต่ก็มีเหตุให้ต้องงดการพิมพ์ไปอีกจนข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่ได้พิมพ์ หนังสือเล่มนี้แล้ว <DD>
<DD>แต่ในต้นปี้นี้เอง ( ๒๕๓๓ ) ข้าพเจ้าก็ได้นำเงินส่วนนี้ที่คิดไว้ว่าจะใช้ในการพิมพ์ไปถวายหลวงพ่อ ได้กราบเรียนท่านว่า ช่วยในการพิมพ์หนังสือ หลังจากนั้นไม่นานก็คิดว่าวันเกิดปีนี้จะถวายอะไรพ่อดี ใจนั้นคิดแต่ว่าจะพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีก ต่อมาในวันอาทิตย์ที่ ๑๘ มิถุนายน ได้นัดพบกับเพื่อน ๆ ได้คุยกันว่าจะพิมพ์หนังสือเล่มนี้ เพื่อน ๆ บอกว่า คอยมานานแล้ว เมื่อไรจะพิมพ์เสียที จึงเป็นเหตุให้มีกำลังใจ พอต้นเดือนกรกฎาคม หลวงพ่อมาสอนกรรมฐานที่ซอยสายลม ข้าพเจ้าได้เข้าไปกราบขออนุญาต หลวงพ่ออนุญาต พวกเราคิดว่าจะขอต้นฉบับจากหลวงพ่อาจินต์ เพราะที่ข้าพเจ้าได้ถอดจากเทปนั้นใช้คำสะกดไม่ถูกต้อง เพื่อนเป็นผู้ติดต่อขอต้นฉบับจากหลวงพี่ ท่านเมตตากับพวกเรามาก ให้คำแนะนำและหาช่วยค้นหาต้นฉบับ รูปภาพ และติดต่อโรงพิมพ์ที่รับพิมพ์ในราคากันเอง <DD>
<DD>หนังสือเล่มนี้กว่าจะเสร็จลงได้ใช้เวลาประมาณ ๔ ปีจึงสำเร็จ ทั้งนี้ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อ และท่านผู้มีคุณทุกท่าน และผู้ที่พวกเราจะลืมเสียมิได้ คือ หลวงพ่ออาจินต์ที่ท่านให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างมาก ทั้งที่งานท่านก็มีมากอยู่แล้ว <DD>
<DD>ลำพังเรื่องพรหมวิหาร ๔ เพียง ๓ ม้วน ยังน้อยเกินไป จึงนำข้อคิดจากธรรมะในหนังสือธัมมวิโมกข์ มาลงเพิ่มเติมอีก และได้สรุปหัวข้อธรรมะที่สำคัญ เช่น บารมี ๑๐ สังโยชน์ ๑๐ กรรมบถ ๑๐ ฯลฯ เพิ่มเติมอีก เพื่อให้หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาสาระมากขึ้น <DD>
<DD>ผลบุญจากการพิมพ์หนังสือพรหมวิหาร ๔ นี้ ลูก ๆ ทุกคนขอถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และเป็นธรรมทาน หากผลบุญในการทำหนังสือเล่มนี้จะพึงมีกับลูก ๆ ทุกคน ลูก ๆ ขอถวายแด่องค์หลวงพ่อ กราบขอบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้โปรดสงเคราะห์และอนุเคราะห์ขันธ์ ๕ ของหลวงพ่อ ให้มีสุขภาพพลานามัยดี ปราศจากโรคภัยต่าง ๆ ที่คอยเบียดเบียน อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูก ๆ และผู้ที่ต้องการแสวงหาธรรมะเพื่อการหลุดพ้นต่อไป <DD>
<DD>สุดท้ายนี้ หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง จากการจัดพิมพ์หนังสือพรหมวิหาร ๔ นี้ ลูกขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว <TABLE width="100%"><TBODY><TR><TD align=left><TD align=right>ทองคำ</TD><TR><TD align=left><TD align=right>๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๓</TD></TR></TBODY></TABLE>
</DD>
Paang
01-26-2006, 06:51 AM
ตอนที่ ๑ ลักษณะของพรหมวิหาร
<DD>ท่านพระโยคาจรทั้งหลาย และบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เวลานี้ท่านได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อไปจงสำรวมใจตั้งใจสดับคำแนะนำใจการเจริญพระกรรมฐาน ขณะที่ท่านนั่งฟังอยู่ หูได้ยินเสียงทุกถ้อยคำ จิตมีความรู้สึกไปตามกระแสเสียง โดยไม่เอาจิตไปส่งในอารมณ์อย่างอื่น อย่างนี้ชื่อว่าอารมณ์ของท่านทรงสมาธิ การทรงสมาธิเพื่อการรับฟังเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา <DD>
<DD>และอีกประการหนึ่ง ขณะใดที่ท่านตั้งใจฟังเสียงธรรมะซึ่งไม่มีอารมณ์อื่นมารบกวน ขณะนั้นชื่อว่าจิตของท่านว่างจากกิเลส ถ้าบังเอิญจิตของท่านว่างจากกิเลสหู เนื่องจากหูฟังเสียงธรรมะอยู่เสมอ ๆ ต่อไปอารมณ์จิตจะชิน จะมีอารมณ์ว่างจากกิเลสจนชิน ในที่สุดกิเลสก็จะหมดไปจากจิตของท่านตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า <DD> <DD>
<CENTER>" สุสสูสัง ละภะเต ปัญญัง" : การฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา</CENTER>
<DD>ฉะนั้น เวลาที่ท่านฟังจงตั้งใจฟังด้วยความสงบ ถ้าบังเอิญจะให้มีกำไรยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่ท่านฟังและก็คิดตามไปด้วย เอาจิตน้อมยอมรับเหตุผลในการรับฟัง แต่ทว่าอย่ารับฟังด้วยการไร้ปัญญา ใช้ปัญญาพิจารณาไปด้วยว่าจริงหรือไม่จริง ถ้าหากว่าทำได้อย่างนี้<DD> <DD>บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงและภิกษุสามเณรทุกท่าน ถ้าหากว่าท่านมีกำลังของจิตพอและก็ไม่ละอารมณ์แบบนี้ ความเป็นพระอริยเจ้าย่อมง่ายสำหรับท่าน เพราะว่าการฟังทุกวันขณะที่ตั้งใจฟังด้วยความเคารพ จงคิดว่าเสียงที่ฟังนี้เป็นเสียงที่นำเอาพระธรรม คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามาสอน และจงจำไว้ให้ดีว่าเมื่อตอนที่พระพุทธเจ้าจะนิพพานทรงตรัสแก่พระอานนท์ว่า
<DD>" อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เมื่อเรานิพพานไปแล้ว พระธรรมวินัยที่เราสอนไว้จะเป็นศาสดาสอนเธอ "<DD>
<DD>คำว่า ศาสดา นี่แปลว่า ครู เป็นอันว่าเสียงที่ฟังอยู่จงคิดว่านี่เป็นกระแสเสียงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ความเป็นจริง แล้วจงอย่านึกว่าอาตมาเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง เราอย่าคิดอย่างนั้น คิดว่านี่เป็นเสียงของพระพุทธเจ้า พระธรรมนี่เป็นธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังสอนเราโดยตรง โดยน้อมจิตเข้าไปนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เวลานี้กำลังประทับอยู่เฉพาะหน้าของเราและก็กำลังพูดกับเราโดยตรง จิตจะชื่นบาน และก็ตั้งใจสดับฟังเสียงนั้นและก็คิดตาม แล้วคิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่เกินวิสัยสำหรับเรา ถ้าเกินวิสัยแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วไม่สอนเรา สร้างธรรมปีติให้เกิดในใจ สร้างกำลังใจคิดว่า เราสามารถ สมเด็จพระบรมโลกนาถจึงโปรด ถ้าคิดไว้อย่างนี้เสมอ บรรดาพุทธบริษัทคิดไว้และฟังบ่อย ๆ ถ้ามีเทปสำหรับฟัง ฟังไปเรื่อย ๆ ขณะใดใจตั้งอยู่ในการฟัง ตั้งใจ จิตจะว่างจากกิเลส ถ้ามันว่างบ่อย ๆ เพราะจิตเราไม่คบกิเลส กิเลสมันก็ไม่อยากคบกับจิตใจของเรา ในที่สุดจิตของเราก็จะกลายเป็นจิตที่บริสุทธิ์ กลายเป็นผู้หมดกิเลสไป <DD>
<DD>เอาละ สำหรับวันนี้ก็จะขอนำเอา พรหมวิหาร ๔ มาแนะนำกับบรรดาท่านพุทธบริษัทตามกำลังปัญญา การแนะนำกันนี่ จงอย่าคิดว่าเป็นการแนะนำละเอียดลออ ความจริงใช้เวลาอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าจะใช้ได้ ท่านฟังตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันตาย เรื่องพรหมวิหาร ๔ ก็ไม่จบ แต่ว่าการฟังนี่ถือว่าเป็นการให้รับฟังเพื่อใช้ปัญญาเท่านั้น คือว่าใช้ปัญญาพิจารณาไปด้วย ฟังด้วย ไม่ใช่ว่าจะอยู่ ๆ ก็จะมานั่งสอนกันซะจนจบอรหันต์กันในวันนี้ แต่ก็ว่าไม่ได้ คนที่รับฟังอยู่มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนดีฟังแล้วเกิดปัญญาใช้ปัญญาพิฆาตเข่นฆ่ากิเลส ก็เป็นของไม่หนัก แต่ว่าสำหรับคนไม่ดี ฟังแล้วก็มีหูคล้ายกับหูกะทะ มีตาเหมือนกระทู้ ทั้งนี้เพราะอะไร ตากระทู้มองอะไรไม่เห็น หูกะทะฟังอะไรไม่ได้ยิน สำหรับคนที่ตามองเห็น หูฟังได้ยิน แต่ไม่สนใจกับเสียงที่ฟัง คนประเภทนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงโปรด เพราะว่าโปรดมากเท่าไร คนประเภทนี้ก็ลงนรกมากเท่านั้น <DD> <DD>
<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic02/buddha10.jpg</CENTER>
<DD>ฉะนั้น บรรดาท่านทั้งหลายจะพิสูจน์ตัวของท่านได้ว่า ท่านรับฟังกันทุกวันวันละหลายครั้ง ท่านละความเลวได้มากน้อยเพียงใด จิตใจของท่านดีหรือว่าจิตใจของท่านเลว ต่อไปนี้ ธรรมะในด้านของพรหมวิหาร ๔ เป็นเครื่องวัดจิตใจว่าดีมาก หรือว่าเลวมาก คำว่า พรหมวิหาร วิหาร นี่ก็ แปลว่า ที่อยู่ พรหม นี่แปลว่า ประเสริฐ หมายความว่า เอาใจจับอยู่ในอารมณ์แห่งความประเสริฐ หรือ เอาใจไปขังไว้ในความดีที่สุด ที่เรียกกันว่าประเสริฐ ประเสริฐ นี่แปลว่า ดีที่สุด <DD> <DD>
พรหมวิหาร มี ๔ อย่าง คือ
<DD>
๑. เมตตา ความรัก
๒. กรุณา ความสงสาร
๓. มุทิตา มีจิตอ่อนโยนไม่อิจฉาริษยาใคร
๔. อุเบกขา วางเฉย
<DD>ความจริงพรหมวิหาร ๔ นี่เป็นธรรมะกลาง ที่ว่ากลางก็เพราะว่า ถ้าบุคคลใดมีอารมณ์ใจทรงอยู่ในพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ บุคคลนั้นจะมีศีลบริสุทธิ์ อยู่ตลอดเวลา จะมีจิตทรงฌานอยู่ตลอดเวลาและก็จะเป็นคนมีความฉลาดในด้านปัญญา สามารถตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้โดยง่าย ถ้าจะกล่าวกรรมฐานบทนี้เป็นกรรมฐานใหญ่ก็ว่าได้ นี่กล่าวกันโดยอีกนัยหนึ่งว่า พรหมวิหาร ๔ เป็นอาหาร <DD>
<DD>อาหารเลี้ยงศีลให้อ้วนมีกำลัง เป็นอาหารเลี้ยงสมาธิให้มีกำลัง อาหารเลี้ยงปัญญาให้มีความคมกล้า สามารถจะฟันจะฟาดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานเมื่อใดก็ได้ <DD>
<DD>ฉะนั้น ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านจะดีหรือว่าท่านจะเลว ท่านจะเป็นคนหรือท่านจะเป็นมนุษย์ ความจริงมนุษย์นี่เขาแยกไว้หลายอย่าง คำว่า มนุษย์ มนุสโส แปลว่า ผู้มีใจสูง มีศีลบริสุทธิ์ หรือว่ามีกรรมบถ ๑๐ บริสุทธิ์ มนุสสเทโว ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ว่ากำลังใจเป็นเทวดา คือ มี หิริ และ โอตตัปปะ มนุสสพรหมมา หมายความว่าร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ใจประกอบไปด้วยพรหมวิหาร ๔ อย่างนี้ตายแล้วเป็นพรหม <DD>
<DD>แล้วก็ มนุสสติรัจฉาโน ร่างกายเป็นมนุษย์ ใจไม่เคารพนับถือในสิทธิซึ่งกันและกัน ขาดความเมตตาปรานี ร่างกายเป็นมนุษย์ ใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตายแล้วเป็นสัตว์เดรัจฉาน มนุสสนิรยโก มนุษย์สัตว์นรก หมายความว่า คนประเภทนี้หาความดีอะไรไม่ได้ ไม่มีความรู้สึกตัว ไม่รู้ดี ไม่รู้ชั่ว ขาดความเมตตาปรานี คนประเภทนี้มีร่างกายเป็นมนุษย์ ใจเป็นสัตว์นรก <DD>
<DD>ในหมู่คณะของเราจะพอมีอยู่บ้างไหม ที่อยู่กันมาแล้วหลาย ๆ ปี ยังไม่หมดความเลว ยังบูชาความเลวว่าเป็นความดี เข้ากับคนนั้นก็ไม่ได้ เข้ากับคนนี้ก็ไม่ได้ ถืออารมณ์ใจตัวเป็นสำคัญ ถ้าเรามีความเลวอย่างนี้ ก็ตั้งหน้าตั้งตาจำไว้ว่า ถ้าเราตายคราวนี้ อีกหลายแสนกัปที่จะได้กลับมาเป็นมนุษย์ แล้วก็เป็นมนุษย์อีกหลายแสนวาระที่จะเป็นมนุษย์สมบูรณ์บริบูรณ์ จะต้องเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความลำบากยากแค้น มีแต่ความทุกข์กับโทมนัสตลอดเวลา ถ้าบังเอิญจะกลับเนื้อกลับตัวเสียจะได้เป็นคนกับเขาบ้าง ถ้าเป็นคนมันยังยุ่งเกิดมาในโลกก็รกโลก ถ้าเป็นมนุษย์ก็ยังสร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้ แต่ก็ไม่มีความดีอะไร ยังมีทุกข์ ไปเป็นเทวดาหรือพรหมก็พักทุกข์เล็กน้อย ไม่ช้าก็มาทุกข์ใหม่ ทุกคนเขาตั้งใจไปนิพพานกัน แต่เราทำไมตั้งใจเป็นสัตว์นรกหรือสัตว์เดรัจฉาน มันจะมีประโยชน์อะไร <DD>
<DD>ต่อนี้ก็ฟังกัน เพราะพรหมวิหาร ๔ นี่ความจริงไม่ต้องอธิบายมากก็ได้ แต่ทว่าเวลานี้ถือว่าเป็นการแนะนำกรรมฐานรวม อันดับแรกก่อนที่จะทรงพรหมวิหาร ๔ หรือว่าทำกรรมฐานทุกกองก็จงอย่าทิ้งอานาปานุสสติกรรมฐาน กับ พุทธานุสสติกรรมฐาน แม้แต่กำลังฟังอยู่นี่ก็เช่นเดียวกัน ควรจะกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ไปด้วย แล้วก็ตั้งใจฟัง เวลาฟังก็คิดว่าเวลานี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังประทับอยู่ข้างหน้าของเรา สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระมหากรุณาธิคุณมาหาเราถึงที่อยู่ และกระแสเสียงขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถยากที่เราจะบูชาให้ครบถ้วน ตั้งใจไว้อย่างนี้นะ ตั้งใจไว้อย่างนั้นนะ คิดว่าเสียงนี้เป็นเสียงของพระพุทธเจ้าแล้วก็พระองค์กำลังประทับอยู่ข้างหน้าของเรา ใจจะได้เป็นสุขจะได้มีอารมณ์ชุ่มชื้น คือไม่ใช่ว่าอาตมาจะมาอวดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะการทำใจอย่างนี้ จิตใจมันสบายมีความสุข แล้วจิตจะหมดกิเลสได้ง่าย <DD>
<DD>ต่อไปก็มาฟังพรหมวิหาร ๔ คือ <DD>
<DD>๑. เมตตา ความรัก คำว่า ความรัก ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าความรักที่ประกอบไปด้วยกามคุณเหมือนกับหนุ่มรักสาว สาวรักหนุ่ม หรือหญิงรักชาย ชายรักหญิง ปรารถนาจะครองคู่ นั่นเป็นเรื่องความรักเกี่ยวกับราคะและอำนาจของกิเลส ไม่ใช่พรหมวิหาร ๔ ที่เรามีความรักก็เพราะใจของเราเป็นคนใจดี มีความเมตตาปรานี มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าคนและสัตว์ หรือว่าคนทุกคนในโลก แม้แต่สัตว์เดรัจฉานที่เกิดมานี่ มีความรู้สึกเหมือนกัน รักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกันหมด เรามีความรักสุขฉันใด เขามีความรักสุขฉันนั้น <DD>
<DD>สำหรับ เมตตา ความรัก ต้องอยู่ในขอบเขตของความดี อย่ารักแบบโง่ ๆ ในคณะของเรานี่มีทั้งฆราวาสก็ดี พระก็ดี ที่มีเมตตาแบบโง่ ๆ นี่มีอยู่ ผมสลดใจมาก คือว่าบางทีเห็นพระบางองค์ เห็นฆราวาสบางคน พอฟังเสียงพูดในคำสงสัย ก็รู้สึกเสียดายแรงที่สั่งสอน เพราะอะไร เพราะว่าคนที่เขาได้ดีกันน่ะ เขาฟังแล้วก็คิด คิดแล้วจำ ไม่ใช่จะมาตั้งหน้าตั้งตาสงสัย ปัญญามี เพียงแค่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่รู้จักคิด นี่น่าเสียดาย สงสารองค์พระสมเด็จพระธรรมสามิสรที่ทรงทรมานพระกายมาถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัป รวบรวมความดีมาเพื่อแจกจ่ายแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท แล้วผมเองก็เสียดายแรงงานของผมเหมือนกัน เพราะตัวผมเองไม่เคยจะได้เรียนแบบนี้ ฟังคำสอนจากอาจารย์นิดหนึ่งก็ไปปฏิบัติให้ได้ ถ้าไม่ได้ เกินวิสัย ก็มาถามหน่อยหนึ่ง แล้วก็กลับไปทำ ถ้าทำสิ่งนั้นยังไม่ได้จะไม่ยอมกลับมาหาครูบาอาจารย์ อย่างกับบรรดาท่านทั้งหลายที่สงสัยว่า จำภาพพระพุทธรูป ลืมตาแล้วก็หลับตานึกถึงภาพ ภาพมันเลือนไปแล้วก็ลืมตาขึ้นมาดูใหม่ แค่นี้ก็ยังสงสัยกันว่าทำไมภาพนั้นจึงนึกเห็นไม่ชัด มันก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะถาม ถ้าใช้คำถามอย่างนี้ก็แสดงว่าเป็น บรมโง่ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กอมมือก็พอจะรู้ การจะจำภาพจะนึกถึงอะไรก็ตาม อยู่ ๆ จะให้อารมณ์มันแจ่มใสจำได้ถนัดไม่ได้ <DD>
<DD>ถ้าฝึกฝนเรื่อยไป อารมณ์นั้นมันก็ปรากฏ วันเวลาตั้งแต่ตื่นอยู่ถึงหลับจงอย่าทิ้งอารมณ์นั้น ทำอารมณ์ให้มันชิน คิดถึงภาพนึกว่าในสมัยที่เราเคยรักใคร่ที่ซึ่งเป็นคู่รัก เวลาหลับตาก็เห็น ลืมตาก็นึกเห็นภาพ หรือว่าถ้าเรามีบ้านอยู่ เราจากบ้านไปไหน เวลานึกถึงบ้านขึ้นมาเมื่อไหร่มันก็นึกเห็นภาพบ้านเมื่อนั้น จิตใจของเราไม่ลืมเลือน ไม่ปล่อยสติสตังให้มันพลั้งเผลอ นี่เขาทำกันอย่างนี้ มันเป็นของธรรมดา ๆ <DD>
<DD>สำหรับด้านอารมณ์เมตตานี่ก็เหมือนกัน ให้ใช้ปัญญาพิจารณาหาความเป็นจริง ไอ้เรื่องเมตตานี่มีความสำคัญ ถ้าเมตตาแบบโง่ ๆ มันมีภัยแก่ตัวเอง อย่าลืมว่าคนที่เราจะต้องมีความเมตตานะ <DD>
<DD>พระพุทธเจ้าแบ่งคนไว้เป็น ๔ จำพวก คือ
๑. อุคฆติตัญญู คนมีปัญญาดี
๒. วิปจิตัญญู ปัญญาต่ำมานิดหนึ่ง
๓. เนยยะ ท่านประเภทนี้พอสอนได้ แต่ต้องแนะนำบ่อย ๆ หน่อย นาน ๆ หน่อย อันนี้คน ๓ จำพวกนี้ พระพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ แต่พวก ปทปรมะ เอาดีไม่ได้ นี่องค์สมเด็จพระจอไตรเสด็จหลีก ไม่ทรงสั่งสอน จะถือว่าพระองค์ขาดเมตตาไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะสอนเขาเขาก็ไม่รับฟัง
<DD>
http://www.putthawutt.com/pic02/tasung83-08-01-2004.jpg
<DD>
<DD>สำหรับพวกเราก็เหมือนกัน ถ้าจะแสดงเมตตาจิต ก็ดูเสียก่อนว่าคนประเภทนั้นเราควรจะเมตตาไหม ถ้าเห็นว่าแนะนำแล้วไม่ได้ผล ก็จงอย่าสงเคราะห์คนประเภทนั้น หลีกไปเสีย อย่างพระพุทธเจ้าทรงหลีก ตัวอย่างก็มี อุปกาชีวก เป็นต้น เขาพบองค์สมเด็จพระบรมสุคต ไม่เชื่อพระสัพพัญญู สมเด็จพระบรมครูก็ไม่ทรงสั่งสอน นี่ดูเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ใครไปใครมาก็เมตตาเสียดะ เมตตาโง่ ๆ แบบนั้นน่ะจะสร้างความเดือดร้อน เหมือนกับเราจะให้ของเขาเขาไม่รับ ไปให้เขาทำไม ไม่ต้องไปอ้อนวอน ไม่ต้องไปแค่นเขาให้รับ
และอีกประการหนึ่ง วัดเรากำหนดระเบียบวินัยเป็นของสำคัญ จงอย่าเมตตาคนเกินกว่าระเบียบวินัย ดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดามีพระมหากรุณาไม่มีขอบเขต แต่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ก็วางวินัยไว้ลงโทษพระลงโทษเณร ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าถ้าไม่มีระเบียบวินัย คนนั้นเราเมตตาไม่ได้ เพราะเป็นคนเลว พระพุทธเจ้าทรงวางวินัยไว้กี่พันข้อ ๒๒๗ ข้อนี่มันยังไม่หมด ยังมีส่วนอภิสมาจารบ้าง ยังมีส่วนธรรมะบ้าง ที่พระองค์ทรงห้าม นี่เป็นอันว่าพระพุทธเจ้ามีพระมหากรุณาธิคุณก็จริงแหล่ แต่ทว่าทรงเลือกเอาแต่เฉพาะคนดีเท่านั้น ไม่ใช่เลวก็ทำ นี่เมตตาของเราเหมือนกัน ใครจะมาจากไหนก็ช่าง จะมียศฐาน์บรรดาศักดิ์ฐานะเช่นใดก็ช่าง ถ้าผิดระเบียบวินัย อันนี้เราจงถือว่านั่นเขาเป็นคนเลว ไม่ควรแก่การเมตตา จำไว้ให้ดีนะ
<DD>แม้แต่พระก็เหมือนกัน พระที่บวชอยู่พรรษานี้นะบางองค์ก็ลืมตัวไปก็มี จงระวังให้ดีนะว่าเราเป็นพระ ถ้าหากว่าผิดพระธรรมวินัยเกินไป ผมก็จะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงขับพระวักกลิได้ฉันใด ผมก็จะขับทั้งพระทั้งคนที่ไม่รักระเบียบวินัยเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าเหมือนกัน<DD> <DD>
<DD>นี่เป็นอันว่าเมตตาเราต้องมีขอบเขต คือ เมตตาเฉพาะคนดี ไม่ใช่ไปเมตตาคนเลว ไอ้คนเลวถ้าหากว่าจะดีได้เราเมตตาได้ ถ้าอย่างพวกเราที่อยู่ในที่นี้รับฟังกันอยู่ตลอดเวลายังเลวได้ละก็ ไม่ต้องเมตตาแล้ว คำสั่งคำเดียว คือ ไปจากที่นี่ แล้วก็ต้องไปทันที เพราะการที่จะติดตามคำสั่งสอนกันไม่มีแล้ว นี่เป็นอันว่าขอบเขตของการเมตตาปรานีนี่มีอยู่ ไม่ใช่สักแต่ว่าเมตตา ใครจะมาจากไหนก็ช่างในเมื่อเข้ามาในขอบเขตนี้จะต้องอยู่ในระเบียบทุกอิริยาบท จะถือว่าเป็นแขกมาไม่รู้ไม่ได้ ถ้าคนดีนี่เขาต้องเคารพในระเบียบวินัยของสถานที่ จะถือว่าอยู่ที่บ้านฉัน ฉันไม่ได้ทำอย่างนี้ ที่โน่นไม่ได้ทำอย่างนั้น นั่นมันที่อื่นไม่ใช่ที่นี่ ถ้าคนไม่รักระเบียบวินัยจงอย่าปรานี ช่วยกันจัดการไปให้พ้นทันที โดยไม่ต้องบอกผมก็ได้ แล้วคนประเภทนี้เป็นคนเลว <DD> <DD>
<DD>และอีกประการหนึ่ง คนพูดมากปากพล่อยทำลายศรัทธาของคน พระก็มี คนก็เหมือนกัน มีบ้างไหมพระของเรา มีปากเลว ๆ ไม่ได้ใช้ปัญญา คือ พูดก่อนคิด ใครเขาทำอะไรผิด ใครเขาทำอะไรถูก ต้องคิดว่าถ้าเขาทำด้วยเจตนาดีอันนี้เราควรให้อภัย การพลั้งพลาดเป็นของธรรมดา การมีความรู้สึกให้อภัยซึ่งกันและกัน รู้สึกสงสารในการพลั้งพลาด ทั้ง ๆ ที่เขาทำด้วยเจตนาดี แต่ว่ามันผิดไปบ้าง อันนี้เราก็ต้องมีจิตให้อภัย อย่างดีที่สุดก็ควรจะปลอบกำลังใจว่าเราทำผิดไปแล้ว วันหน้าความดียังมีอยู่ เพราะเราเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู เราก็ควรจะยับยั้งตนใช้ปัญญาเสียใหม่ สำหรับวันนี้เราก็คงจะได้กันแต่เพียงขอบเขตของการเมตตาเท่านั้น ความจริงแล้วละก็เรื่องเมตตานี่ไม่ต้องสอนกันก็ได้ แต่ว่าไม่สอนก็เห็นจะไม่ไหว เพราะว่าทั้งเก่าทั้งใหม่ มอง ๆ ดูแล้วบางท่านก็แสนดี แต่บางคนอยู่กับผมมาตั้ง ๑๐ ปี ก็ยังเอาดีไม่ได้ก็มี <DD> <DD>
<DD>นี่คนประเภทนี้เขาเรียกว่า มนุสสเปโต คือ มนุษย์เปรต หรือ มนุสสติรัจฉาโน มีร่างกายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นเดรัจฉาน เราจะสังเกตได้ว่าการเลี้ยงสัตว์ ถ้าคนใดคิดว่าหมาไม่จำเป็นต้องกินดี คนประเภทนี้ขาดความเมตตาปรานี อย่างนี้เรียกว่า มนุสสติรัจฉาโน แค่มนุษย์สัตว์เดรัจฉาน หรือ มนุสสเปโต กายเป็นมนุษย์ใจเป็นเปรต หรือ มนุสสนิรยโก ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นสัตว์นรก <DD> <DD>
<DD>เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัทและพระโยคาวจรทั้งหลาย วันนี้เราก็ได้แต่ขอบเขตของความเมตตาเท่านั้น แต่ยังไม่หมด แต่เวลามันหมด ต่อแต่นี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจงกำหนดใจตั้งอยู่ในความดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำรวจศีลให้บริสุทธิ์ว่าตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเวลานี้เรามีความบกพร่องในศีลบ้างหรือเปล่า <DD> <DD>
<DD>ประการที่ ๒ สำรวจกำลังใจของเรา ว่าเรามีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์หรือเปล่า <DD>
<DD>ประการที่ ๓ นึกถึงความตายหรือเปล่า </DD>
<DD>ประการที่ ๔ เห็นว่าโลกเป็นทุกข์ หาความสุขไม่ได้ ใจรักพระนิพพานหรือเปล่า ถ้าบกพร่องจุดใดจุดหนึ่ง รักษากำลังใจจุดนั้นให้สมบูรณ์ จะมีความสุข นั่นคือความเป็นอริยเจ้า <DD> <DD>
<DD>ต่อไปนี้ขอท่านทั้งหลายตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะเห็นว่าเวลานั้นสมควรจะยกเลิก
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR align=right><TD>สวัสดี</TD></TR></TBODY></TABLE>
<CENTER>( จากเทปเรื่อง พรหมวิหาร ๔ ปี ๒๕๒๑ )
( ม้วน ๑ หน้า ก )</CENTER>
</DD>
Paang
01-26-2006, 06:55 AM
ตอนที่ ๒ พรหมวิหารเป็นกรรมฐานเย็น
<DD>คำแนะนำเนื่องในการเจริญพระกรรมฐาย สำหรับการแนะนำในการเจริญพระกรรมฐานในวันนี้ ก็ขอนำเอาเรื่องของพรหมวิหาร ๔ มาแสดงแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท <DD> <DD>
<DD>สำหรับพรหมวิหาร ๔ นี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เป็นพระกรรมฐานกลางจริง ๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า พรหมวิหาร ๔ ย่อมเป็นกำลังของฌาน เป็นอาหารของศีล เป็นอาหารของฌาน และเป็นอาหารของวิปัสสนาญาน ทั้งนี้ก็เพราะว่า พรหมวิหาร ๔ เป็นกรรมฐานเย็น คือ ต้นเหตุของพรหมวิหาร ๔ ก็คือ <DD> <DD>
๑. ความรัก เมื่อเรามีความรักที่ไหน ต่างคนต่างรักกัน ใจก็เย็น
และข้อที่ ๒. พรหมวิหาร ๔ ที่เรียกกันว่า กรุณา มีความสงสาร ถ้าทุกคนต่างสงสารเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สงเคราะห์ซึ่งกันและกันก็เป็น อารมณ์เย็น ความเร่าร้อนมันก็ไม่มี
<DD>
<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic02/lp098.jpg</CENTER></DD><CENTER> </CENTER><CENTER></CENTER>
ประการที่ ๓. มุทิตา พรหมวิหาร ๔ มีปัจจัยให้เกิดความไม่อิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน มีการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และก็มีใจดี คือ ยินดีในบุคคลอื่นได้ดี เมื่อเห็นใครเขาได้ดีแล้วเราก็ยินดีด้วย ดีใจด้วย พร้อมรับเอาความดีของผู้ที่ทรงความดีแล้วมาปฏิบัติเพื่อผลของความดีของตน อันนี้อีกประการหนึ่งเป็นปัจจัยให้มีความเยือกเย็น
<DD>
และก็ประการที่ ๔. พรหมวิหาร ๔ มีอุเบกขา คำว่าอุเบกขาในที่นี้แบ่งเป็นหลายชั้น แต่จะขอพูดสั้นๆ ไว้ก่อน นั่นก็คือ มีอาหารวางเฉยต่ออารมณ์ ที่เข้ามากระทบใจ หมายความว่า ใครเขาจะด่า เขาจะว่า เขาจะนินทา เราก็เฉย จิตสบาย ใครจะชม ใครจะสรรเสริญ เราก็เฉย ไม่รู้สึก คำว่าไม่รู้สึกลอยไป ตามถ้อยคำของบุคคลนั้น จิตใจมีความเป็นปกติไม่ขึ้นไม่ลง ไม่หวั่นไหว อย่างนี้มันเป็นอาหารของความสุข
<DD>
<DD>
<DD>รวมคำว่าพรหมวิหาร ๔ นี้เป็นอารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิดความสุข นี่การบำเพ็ญบุญในพุทธศาสนา เราทำกันเพื่อความสุข คือ มีสุขทั้งที่มีชีวิตอยู่ ตายไปเกิดที่ไหนก็ตามมันก็มีความสุข ฉะนั้น<DD> <DD>พรหมวิหาร ๔ นี้จึงชื่อว่าเป็นอาหารใหญ่สำหรับใจในด้านของความดี <DD>
<DD>คนที่มีพรหมวิหาร ๔ สมบูรณ์ย่อมมีศีลบริสุทธิ์
<DD>คนที่มีพรหมวิหาร ๔ สมบูรณ์ย่อมมีฌานสมาบัติตั้งมั่น
<DD>คนที่มีพรหมวิหาร ๔ สมบูรณ์เพราะอาศัยใจเยือกเย็น ปัญญาก็เกิด <DD> <DD>
<DD>เมื่อพูดเพียงเท่านี้ หวังว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทที่มีกำลังใจใช้ปัญญา ก็จะได้ทราบชัดว่าพรหมวิหาร ๔ นี้เป็นพื้นฐานแห่งความเป็นพระอริยเจ้าแน่นอน แต่ว่าก่อนที่จะพูดอะไรอย่างอื่น ก็ขอเตือนพุทธบริษัทไว้ก่อนว่า การเจริญสมาธิ คำว่า สมาธิ ก็คือ การตั้งใจ จงตั้งใจไว้ในเขตของความเป็นพระอริยเจ้า อย่าตั้งใจส่งเดช มันจะเสียเวลา ขาดทุนเปล่า การตั้งใจไว้ในเขตความเป็นพระอริยเจ้า ก็คือ <DD> <DD>
๑. คิดไว้เสมอว่าชีวิตของเราจะต้องตาย และความตายไม่มีนิมิตไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีวันเวลาแน่นอนคนเกิดก่อนตายทีหลัง คนเกิดที่หลังตายก่อน ก็ถมไป คนเขาเกิดก่อนเราเขาตายก่อนเราก็ถมไป จงคิดว่าความตายจะมีแก่เราในวันนี้ แล้วก็พยายามสั่งสมความดี นั่นคือ ใช้ปัญญาพิจารณา ความดีของ พระพุทธเจ้า ความดีของพระธรรม ความดีของพระอริยสงฆ์ พิจารณาดูว่าควรเคารพนับถือไหม แล้วก็ต่อไปตั้งใจทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์
<DD>
<DD>
<DD>สำหรับศีล ๕ นี่เป็นศีลของพระโสดาบันกับสกิทาคามี สำหรับพระเณรต้องทรงศีลตามฐานะของตนให้บริสุทธิ์ แล้วก็มีจิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ จุดที่เราจะรู้ว่าเราเป็นพระโสดาบันหรือไม่ ก็อยู่ที่กำลังใจทรงศีลหรือเปล่า ถ้าศีล ๕ ของเราไม่บกพร่อง ใจรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ท่านเป็นพระโสดาบัน <DD> <DD>
<DD>ทีนี้การทรงสมาธิจิตนี่จะต้องทรงไว้ตรงนี้ ไม่ใช่ว่าไปนั่งภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ อิติปิ โส ภควา ส่งเดช อย่างนั้นน่ะเป็นของดีไม่ใช่ไม่ดี แต่ว่าดีไม่มาก หมายความว่าดีอย่างนั้น เราก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีที่สิ้นสุด จงเอาจิตจับจุดที่เราจะเกาะเข้าถึงพระนิพพานไว้ <DD> <DD>
<DD>อันดับแรกอย่างน้อยที่สุดในชีวิตนี้ก็ควรจะได้พระโสดาบัน ถ้าจิตใจของบรรดาท่านทั้งหลายคิดว่า การทรงความเป็นพระโสดาบันตามที่กล่าวมาแล้วเมื่อกี้นี้มีอยู่ในกำลังใจของท่าน หลังจากนั้นก็ก้าวไปจับจุดอรหันต์เลย คือ มีกำลังใจคิดว่าเราจะตัดกามฉันทะ ความพอใจในเพศ ด้วยอสุภกรรมฐาน กับ กายคตานุสสติ เราจะตัดความโกรธด้วยอำนาจพรหมวิหาร เราจะไม่ยึดถือทุกสิ่งทุกอย่างในโลก คือ ร่างกายของเรา ร่างกายของชาวบ้าน และก็วัตถุธาตุต่าง ๆ ว่าเราเป็นของเรา <DD> <DD>
<DD>เมื่อยังทรงชีวิตอยู่เราต้องหาเราต้องใช้ ตายไปแล้วก็เลิกกัน ไม่ต้องการอะไรกับมัน ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านตั้งใจไว้อย่างนี้ จึงจะสมกับเจตนาที่องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตั้งใจบำเพ็ญบารมีมาเพื่อสอนเรา ต้องใช้เวลาถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัป <DD> <DD>
<DD>สำหรับวันนี้ก็จะได้พูดถึง พรหมวิหาร ๔ ความจริงสิ่งนี้เป็นของไม่ยาก พรหมวิหาร ๔ หรือว่าอะไรก็คามความจริงจิตของเรามันคบกับความเลวมามาก ที่ว่าคบกับความเลวมามากน่ะ มันไม่ได้หมายความว่าจะคบแต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว เราเกิดกันมานับชาติไม่ถ้วน ถ้าจะใช้เวลาเป็นอสงไขยกัป มันก็นับอสงไขยกัปไม่ได้แน่นอน เพราะเวลานี้การเกิดการตายเราผ่านมาแล้วทุกระยะ มันไม่มีการสิ้นสุด เกิดเป็นมนุษย์มันก็เป็นทุกข์ เกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิมันก็เป็นทุกข์ เกิดเป็นเทวดาหรือพรหมก็ยังมีอารมณ์ไม่หมดทุกข์ เพราะว่าถ้าสิ้นบุญวาสนาบารมีก็จะต้องกลับมาเกิดเป็นคน หรือไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน วนไปเวียนมา อย่างนี้มันก็ไม่มีอาการหมดทุกข์ นี่เราทุกข์กันมาหาที่สิ้นสุดมิได้แล้ว เวลานี้มาพบศาสนาขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ทรงชี้ทางให้เราหมดทุกข์ คือ ก้าวเข้าไปสู่พระนิพพาน แล้วก็เริ่มต้นอย่าลืม อย่าทิ้งอานาปานุสสติกรรมฐาน เป็นการควบคุมอารมณ์ให้ทรงตัว แล้วก็อย่าลืมความตาย อย่าลืมเคารพในคุณพระรัตนตรัย อย่าลืมทรงศีลบริสุทธิ์ อย่าลืมนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ว่า เราจะตายคราวนี้เราจะไปนิพพาน ใครเขาจะหาว่าเราบ้าบอก็ช่าง การบ้าเพื่อแสวงหาความดีก็เป็นการสมควร ถ้าบ้าเพื่อแสวงหาความชั่วไม่ควรบ้า ถ้าจะบ้าไปนิพพาน นี่พยายามบ้าให้มาก มันจะได้มีความสุข <DD> <DD>
<DD>ทีนี้ดินแดนแห่งพระนิพพานที่เราจะไป จุดสำคัญจุดใหญ่อยู่ที่พรหมวิหาร ๔ ต้องฝืนกันหน่อยนะสำหรับกำลังใจ เพราะใจเรามันชั่วมานาน ชั่วเพราะอำนาจกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลธรรม <DD> <DD>กิเลส คือ อารมณ์วุ่นวายที่ไม่ตั้งอยู่ในความดี <DD>ตัณหา มีความทะยานอยากแบบโง่ ๆ อยากลักอยากขโมยเขา อยากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อยากแย่งคนรัก อยากโกหกมดเท็จ อยากดื่มสุราเมรัย ตะเกียกตะกายหาที่สุดมิได้ด้วยความโลภ นี่มันอยากเลว ตัณหามีกิเลสเข้ามาช่วยมันก็เลยอยากแบบนั้น
<DD>
อุปาทาน ยึดมั่นด้วยกำลังใจว่าทำอย่างนั้นเป็นของดี จึงเกิดการกระทำความชั่วขึ้น ที่เขาเรียกว่า อกุศลธรรม คือ ทำด้วยความไม่ฉลาด เราจึงมีความลำบาก มาถึงวันนี้
<DD>
<DD>
<DD>ต่อไปนี้เราตัดมันทิ้งเสียเถอะ อานาปานุสสติกรรมฐานพยายามทรงไว้ ให้จิตอยู่ในขอบเขตที่เราต้องการ มาพิจารณาคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระพิชิตมาร นั่นก็คือ เมตตา ความรัก ในพรหมวิหารข้อที่หนึ่ง ความจริงเป็นของง่ายนะ แต่ว่าการแผ่เมตตา ความรัก เรามีความรู้สึกนึกคิดอยู่เสมอว่าเราไม่เป็นศัตรูกับใครในโลกนี้ โลกหน้า โลกผี โลกเทวดา โลกนรก โลกสวรรค์ โลกพรหม เราไม่เป็นศัตรูกับใครทั้งหมด คิดเสียว่าอะไรก็ตามที่มันเกิดขึ้นกับเราทั้ง ๆ ที่เราทำความดี แต่ว่าผลสนอง ให้กับเราเป็นปัจจัยแห่งความเร่าร้อน นั่นถือว่าเราใช้หนี้กรรมเขาไป ชาตินี้เราไม่ได้ทำเขา ชาติก่อนเราคงทำเขา เมื่อเขาจะมารับผลของเขาคืน ก็คืนให้เขาไปตาม อัธยาศัย ใครเขาจะด่าเราก็เฉย ... ยิ้ม ... ว่าเราได้มีโอกาสใช้หนี้แล้ว ใครเขาจะนินทาเราก็ยิ้ม ใครเขาจะกลั่นแกล้งก็ช่าง ตั้งหน้าตั้งตาทำความดี และนอกจากนั้นก็มีจิตน้อมไปในเมตตา ว่า โอหนอ ... คนทั้งหลายเหล่านี้ ทำไมจึงได้โง่อย่างนี้ ถ้าเขาด่าเราแล้วเราก็ด่าตอบ เขาจะมีความสุขหรือความทุกข์ เราเป็นมิตรกับเขา เขามีความสุข เพราะเรากับเขารักกัน แต่ว่าถ้าเขาประกาศตนเป็นศัตรูกับเรา เราก็ไม่ประกาศตนเป็นศัตรู แต่ว่าตัวเขาเหล่านั้นเขาจะมีความสุขไหม เขาก็มีความทุกข์ เพราะว่าเขาคิดว่าเราเป็นศัตรูกับเขา เขาจะต้องระแวงอันตรายที่เราจะทำกับเขา นั่นแสดงว่าเขาสร้างความทุกข์ของเขาเอง <DD> <DD>
<DD>คนเลวกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะว่าการประกาศตนเป็นศัตรูกับคนอื่น บางทีคนอื่นยังไม่คิดว่าจะทำอันตรายเขา แต่เขาคิด เขาคิดว่าคนที่เขาด่าไว้ เขาว่าไว้ เขานินทาไว้ เขากลั่นแกล้งไว้ จะทำอันตรายกับเขา คนประเภทนี้ ใจของเขาไม่มีความสุข ใจเรามีความรู้สึกอย่างไร เราไม่เกลียด เราถือว่าเขาเป็นทาสของความชั่ว ความชั่วเป็นนายของเขา คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม แทนที่เราจะเกลียด เราก็รัก เมตตา คือความรักมีอยู่ ในด้านของกรุณา สงสารเขาว่าเขากับเราเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน เขาเกลียดทุกข์รักสุข แต่ว่าทำไมเขาจึงทำเหตุของความทุกข์ ก็เพราะว่าเขาเป็นคนโง่ หรือดีไม่ดีเขาก็เป็นคนบ้า โบราณท่านบอกว่า อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา ไม่ถือคนบ้า เราไม่ว่าคนเมา เราไม่โกรธเขาถึงแม้ว่าเขาจะโกรธ เราก็ยังมีความเมตตาปรานีเขา แต่ทว่าจงระวังในขณะใดที่เราไม่สามารถจะสงเคราะห์ให้เขาเข้าใจในความดีได้ ตอนนั้นเราต้องงดเว้นอย่าไปแนะนำ อย่าไปสรรเสริญ อย่าไปให้การช่วยเหลือ เพราะว่าอารมณ์ของเขาเศร้าหมอง ถ้าเราไปทำอย่างนั้นเขาจะคลั่งมาก เขาจะหาว่าเราประชดประชัน ตอนนี้ที่โอกาสที่เรายังช่วยเขาไม่ได้ เราก็วางตัวเฉยด้วยอำนาจของอุเบกขา ใจเราก็เป็นสุข ถ้าเขาด่ามา เขาแกล้งมาใจเราไม่โกรธ เราก็ควรจะภูมิใจว่าคุณธรรมสำคัญที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงให้กับเรา เราทรงได้แล้ว นั่นคือ เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร และก็อุเบกขา ตัวความวางเฉย นี่ด้านของอารมณ์ <DD> <DD>
<DD>ทีนี้สำหรับตัว กรุณา นี่ก็เหมือนกัน เมตตาตัวความรักที่เรามี แต่กรุณานี่ถ้าดีไม่ดีมันก็เกินขอบเขต เราจะสงสารเราจะเกื้อกูลเขา นี่ต้องดูให้เป็น การสมควร ไม่ใช่เกินพอดี ดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนที่พระเทวทัตรับฟังคำสั่งสอนของพระองค์ พระองค์ก็ทรงให้ การแนะนำสั่งสอนด้วยความเมตตาปรานีอย่างยิ่ง ต่อมาเมื่อพระเทวทัตเกิดความหยิ่งยะโส คิดทรยศจะกบฏต่อพระองค์ ตอนนี้พระพุทธเจ้าหยุดสอน เพราะว่าถ้าขืนสอนขืนสงเคราะห์ พระเทวทัตก็ไม่รับ พระองค์ก็ทรงอุเบกขาวางเฉยไว้ นี่ตัวกรุณานี่ต้องวางใจให้มันเหมาะสม คือ ความสงสารมีอยู่แต่โอกาสไม่สมควรนี่เราต้องเว้น <DD> <DD>
<DD>ข้อที่ ๓. มุทิตา การไม่อิจฉาริษยา เขาเป็นของดี จิตใจเราเป็นสุข เห็นใครเขาได้ดีก็ไปนั่งพิจารณาว่าฐานะเขาเสมอกับเรา ในขั้นเดิมมีความรู้เช่นเดียวกัน มีร่างกาย มีอาการ ๓๒ เหมือนกัน แต่ทำไมกิจการงานเขาจึงก้าวหน้าไปไกล เขาดีมาได้เพราะอะไร เขาดีเพราะความขยันหมั่นเพียร <DD> <DD>
ฉันทะ รักในงานนั้น
วิริยะ มีความเพียร
จิตตะ มีจิตใจจดจ่ออยู่ในการทำงาน
วิมังสา ก่อนจะทำ ก่อนจะพูด ก็ใช้ปัญญาพิจารณาก่อน
<DD>
<DD>
<DD>เมื่อเขาทรงคุณธรรม ๔ ประการอย่างนี้ ความดีพุ่งไปข้างหน้าของเรา เราก็ไม่อิจฉาเขา เราก็มานั่งมองว่า อ๋อ ... เขาทำแบบนี้หรือ ในเมื่อเขาดีได้เราก็ดีได้ เขาเกิดมาเป็นคน มีอวัยวะมีอาการ ๓๒ เราก็มีเท่าเขา มีมือมีเท้าเหมือนกัน มีจิตมีใจเหมือนกัน ถ้าเขาดีได้ด้วยประการดังนี้ เราก็จะดีบ้าง ไม่ใช่อิจฉาเขา หรือไม่ใช่แข่งกับเขา เห็นว่าผลของความดีเป็นปัจจัยของความสุข เราก็ทำตามเขา นี่เราว่ากันถึงการฝึกในเบื้องต้น แล้วความเมตตา กรุณา ทั้ง ๒ ประการนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงสอนว่า <DD> <DD>
http://www.putthawutt.com/pic02/buaborn.jpg
</DD>
ในอันดับแรก อย่าเพิ่งแผ่เมตตาไปในบุคคลที่เราคิดว่าเป็นศัตรู ต้องยับยั้งไว้ก่อน แผ่เมตตา คือความรัก กรุณา ความสงสาร ไปในบุคคลกลุ่มเดียวกันที่มีกำลังใจเสมอกัน เป็นกลุ่มคนที่เรารัก และกลุ่มคนที่เราไม่เกลียด ที่คิดว่าไม่เป็นศัตรู เพราะว่าอันดับแรก ถ้ามุ่งหน้าไปหาศัตรูละก็จิตมันจะหวั่นไหว จนเมื่อกำลังใจของเรามั่นคงดีแล้ว
ต่อไปเราก็มองดูองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ไม่เลือกบุคคลใด เพราะกำลังใจเข้มแข็ง ความจริงพระเทวทัตเป็น ศัตรูของพระองค์มานับแสนกัป หรือนับอสงไขยกัป พระพุทธเจ้าก็รู้ แต่ตอนที่พระเทวทัตเข้ามาขอบวชกับองค์สมเด็จพระบรมครู พระองค์ก็ไม่ทรงถือโกรธ กลับให้การอุปสมบท สอนให้ได้อภิญญาสมาบัติ
นี่น้ำพระทัยขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ เห็นศัตรูเป็นมิตร มีจิตประกอบไปด้วยความเมตตาปรานี สมเด็จพระชินสีห์ไม่ได้หวงไม่ได้ห้าม ไม่ได้กลั่นไม่ได้แกล้งเขา พระพุทธเจ้าทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น ตอนนี้นะต้องขอให้ใจมันสูงเสียก่อนนะ กำลังใจเข้มแข็งเสียก่อน
<DD>
<DD>ตอนนี้เราก็มาว่ากันถึงผลของพรหมวิหาร ๔ ถ้าความรักของเรามันทรงตัว ทรงจิตใจเห็นหน้าใครที่ไหนก็ตาม เราก็รักเหมือนกับรักตัวเรา จะเป็นชาติ เดียวกัน ภาษาเดียวกัน คนในชาติ ต่างชาติ ต่างภาษา ต่างประเทศ ต่างลัทธิ ต่างศาสนา ต่างอะไรทั้งหมดก็ช่าง พอมองเห็นหน้าก็คิดว่าโอหนอ ... เขานี่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย สำหรับเรา เรากับเขามีสภาวะความต้องการเหมือนกัน คือเกลียดทุกข์ แล้วก็รักสุข จิตเราก็มีความเมตตาปรานี ไม่คิดจะเป็นศัตรูกับเขา และนอกจากนั้น น้ำใจของเราก็คิดไว้เสมอว่าถ้าหากว่าเขามีทุกข์เมือไร ถ้าไม่เกินวิสัยสำหรับเรา เราจะสงเคราะห์ทันที นี่น้ำใจของเราเป็นอย่างนี้ แต่ว่าการสงเคราะห์ต้องดูว่า ควรหรือไม่ควร อย่าดีเกินไป เอาดีแค่พระพุทธเจ้า ใช้ปัญญาพิจารณาเสียก่อน อย่างกับคนที่เราให้การสงเคราะห์อนุเคราะห์ พึ่งพิงอาศัยในสถานที่ใกล้เคียง อาศัยมีอาชีพจากเราเป็นสำคัญ แต่ว่าเขาผู้นั้นยังปะกาศตนเป็นศัตรู อย่างนี้องค์สมเด็จพระบรมครูบอกว่า อย่าเพิ่งเมตตาเขา แต่ว่าเราก็ไม่ประกาศตนเป็นศัตรู จิตสงสารแต่ยังเกื้อกูลอะไรไม่ได้ เพราะว่ากำลังใจของเขายังเลว เขายังไม่ยอมรับ เหมือนกับฝนที่ตกลงมา แต่ทว่าชาวบ้านนำตะกร้าไปรองน้ำฝน ฝนจะเมตตาปรานี กับเขาเพียงใดก็ตามที ตะกร้ามันรับน้ำฝนไม่อยู่ นี่องค์สมเด็จพระบรมครูทรงคิดอย่างนี้ <DD> <DD>
ทีนี้ถ้าหากว่าความรัก ความเมตตา ความกรุณา คือความสงสาร เมตตา ได้แก่ ความรัก
<DD>
กรุณา ได้แก่ ความสงสาร
มุทิตา ได้แก่ จิตอ่อนโยน
อุเบกขา ได้แก่ ตัววางเฉย
<DD>
<DD>
<DD>๔ ประการนี้ ถ้าทรงอยู่ในจิต สิ่งที่จะเกิดกับเราก็คือ ๑. ความเป็นพระโสดาบัน ๒. สกิทาคามี ๓. อนาคามีจะมาอยู่กับเราได้ง่าย ๆ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่า เมตตากับกรุณาทั้ง ๒ ประการ ถ้ามีประจำใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน <DD>
<DD>
เรารักเราสงสาร เราฆ่าใครได้ไหม
เรารักเราสงสาร เราลักขโมยเขาได้ไหม
เรารักเราสงสาร เราแย่งคนรักเขาได้ไหม
เรารักเราสงสาร เราจะโกหกมดเท็จเขาได้ไหม
ถ้าเรารักเราสงสารกับคนที่เราอยู่ เราจะทำลายสติสัมปชัญญะของเราให้ฟันเฟือน โดยการดื่มน้ำเมาได้หรือเปล่า
<DD>
<DD>
<DD>ในที่สุด ๕ ประการนี้เราทำไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าเรารักเราสงสาร คนที่เรารัก สัตว์ที่เรารัก ที่เราสงสาร เราฆ่าเราก็ฆ่าไม่ได้ เราตั้งใจจะทรมานทำร้าย เราก็ทำไม่ได้ เรารักเราสงสาร เราขโมยก็ไม่ได้ ขโมยยังไงก็รักเขานี่ สงสารเขานี่ ขโมยมาเขาก็อด เราก็ทำไม่ได้ เรารักเราสงสารเขา เขารักกันอยู่ เราจะไปแย่งคนรักเขาได้ยังไง รักสงสารแล้วต้องการให้เขามีความสุข ถ้าเราไปโกหกเขา เขาก็มีความทุกข์ เราทำไม่ได้ เป็นอันว่า การดื่มสุราเมรัยใช้ปัจจัยไม่เกิดประโยชน์เราก็ไม่ทำ <DD> <DD>
<DD>เป็นอันว่าเมตตากับกรุณาทั้ง ๒ ประการ เป็นปัจจัยให้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เป็นผู้ทรงศีล ๕ บริสุทธิ์ ถ้ากำลังใจสูงก็ทรงศีล ๘ บริสุทธิ์ เมื่อศีล ๕ บริสุทธิ์ไม่บกพร่อง จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ เรื่องความตายเราไม่ต้องพูดกันก็ได้ เพราะคนที่ทรงศีลบริสุทธิ์ เพราะคนรู้ตัวว่าจะตายอาศัยความดีของศีล เป็นสำคัญ ถ้าจิตของท่านก้าวไปอีกนิดหนึ่งคิดว่า การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารเป็นปัจจัยของความทุกข์ ความสุขจริง ๆ ก็คือนิพพาน จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ เพียงเท่านี้ องค์สมเด็จพระมหามุนีทรงตรัสว่า ท่านเป็พระโสดา หรือว่าสกิทาคามี เห็นหรือยังบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน พรหมวิหาร ๔ โผล่ขึ้นมาแผล็บเดียวก็ปรากฏก้าวฉับเข้าไปเป็นพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาหรือสกิทาคา <DD>
<DD>แต่สำหรับวันนี้เวลามันหมดเสียแล้ว ขอสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว จงตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใช้คำภาวนา และพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้เวลาที่ท่านเห็นสมควร
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR align=right><TD>สวัสดี</TD></TR></TBODY></TABLE>
<CENTER>( จากเทปเรื่อง พรหมวิหาร ๔ ปี ๒๕๒๑ )
( ม้วน ๑ หน้า ข )</CENTER>
</DD>
Paang
01-26-2006, 07:38 AM
ตอนที่ ๓ วิธีการทรงฌานในพรหมวิหาร ๔
<DD>ท่านโยคาวจรทั้งหลาย วันนี้บรรดาท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว โปรดตั้งใจสดับเรื่องราวของพรหมวิหาร ๔ ต่อไป <DD>
<DD>สำหรับการเจริญพระกรรมฐานเพื่อหวังมรรคผล หรือว่าเพื่อฌานสมาบัติ หรือว่าเพียงแค่จิตสงบ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน อย่าลืมกฎสำคัญในพระพุทธศาสนาที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสไว้ <DD>
<CENTER>" บุคคลใดที่คล่องในอิทธิบาท ๔ หมายความว่าเป็นผู้มีความชำนาญในอิทธิบาท ๔</CENTER><DD><CENTER> </CENTER><DD><CENTER>
บุคคลนั้นจะทำอะไรก็ตามจะมีผลสำเร็จทุกอย่าง "</CENTER>
<DD>ฉะนั้น ขอท่านทั้งหลายที่ตั้งใจสร้างความดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความดีที่ท่านทั้งหลายตั้งใจทำกัน นั่นก็คือ ความดีแห่งการหมดทุกข์ แต่ทว่า ท่านทั้งหลายจงอย่าลืมความรู้สึกของท่าน คือ สติสัมปชัญญะและปัญญา ก่อนที่จะพูดก่อนที่จะทำอะไร ใช้สติเป็นเครื่องระลึก ใช้สัมปชัญญะเป็นเครื่องรู้ตัว ใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเสียก่อน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าแม้แต่การสอนพระกรรมฐาน เราสอนกันอยู่เป็นปกติ ฟังกันเป็นปกติ แต่ก็มีความรู้สึกอยู่ว่าบางท่านขาดสติสัมปชัญญะอยู่มาก และบางรายก็ไร้ทั้งสติสัมปชัญญะและก็ปัญญา อาการที่แสดงออกมาจากการพูดก็ดี จากการกระทำก็ดี บางทีมันทำให้คนอื่นคลายศรัทธาปสาทะ การผิดพลาดในการปฏิบัติ ในงานย่อมมีเป็นของธรรมดา แต่ทว่าถ้าหากว่าท่านผู้นั้นทำไปเพราะอาศัยไม่มีเจตนาร้าย ก็ยังไม่ควรจะติ <DD>
<DD>และอีกประการหนึ่ง การจะติ หรือการจะแนะนำ การจะเตือน ก็จงใช้ปัญญาพิจารณาให้ดีเสียก่อนว่าเราควรจะพูดอย่างไรให้เพื่อนร่วมสำนักกันมีความเข้าใจว่าจริยาอย่างนั้น หรือการกระทำอย่างนั้นมันไม่ดี และก็ควรใช้วาจาประเภทสัมโมทนียกถา เราติแต่ว่าแกมชม หรือว่าชมแต่ว่าแกมติ ให้คนนั้นรู้สึกว่าการกระทำของเขาเป็นการกระทำผิด แต่ทว่าอย่าให้ถึงกับสะเทือนใจเกินไป เว้นไว้แต่ว่าถ้าใช้วาจาอย่างนี้ นิสัยคนหยาบย่อมไม่รับฟังไม่รับการปฏิบัติ นั่นจึงควรใช้วาจาที่หนัก เพราะว่านิสัยคนหยาบ ถ้าปลอบก็รู้สึกว่าจะไม่รู้สึกตัวก็ต้องใช้ขู่ตะคอก นี่เป็นเรื่องธรรมดา อย่างที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า " จริยาของเรา มี ๒ อย่าง คือ นิคคหะ ปัคคหะ ถ้าใครดีเราก็ชมเชย ถ้าไม่ดีเราก็ข่มขู่ " แต่ว่าจริยาที่องค์สมเด็จพระบรมครู ก่อนที่จะข่มขู่ด้วยอาการรุนแรง มักจะหาเหตุผลแวดล้อมมาพูดให้เข้าใจก่อน ถ้าไม่เชื่อ องค์สมเด็จพระชินวรก็ใช้ปัพพาชนียกรรม คือขับออกไปจากสถานที่ ดูตัวอย่างเช่น พระวักกลิ เป็นต้น ซึ่งสมเด็จพระทศพล ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้พระวักกลินั่งเฉย ๆ ชมเฉย ๆ อยู่ถึง ๓ ปี แต่ว่าพระวักกลิก็เอาความดีอะไรไม่ได้ ฉะนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาจึงลงโทษด้วยปัพพาชนียกรรม คือขับออกจากสำนัก <DD>
http://www.putthawutt.com/pic02/redrose01.jpg
<DD>
ฉะนั้น พวกเราเหล่าพุทธบริษัท คือ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ทุกคนจงรู้ตัวของตนว่าวาจาที่กล่าวออกไปก็ดี และการที่เราทำออกไปก็ดี มันดีหรือว่ามันเลว การทำลายจิตใจของบรรดาเพื่อนสหธรรมมิกด้วยกัน ให้ท้อแท้จากการบำเพ็ญกุศล นี่ชื่อว่าใจของเราหมองหม่นด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลธรรม หรือจะว่ากันไปอีกทีก็ขาดพรหมวิหาร ๔ ซึ่งเรากำลังศึกษากันอยู่
<DD>สำหรับพรหมวิหาร ๔ นี้ เมื่อคราวที่แล้วได้พูดมาถึงลักษณะของพรหมวิหาร และให้ตั้งใจไว้ในขั้นพระโสดาบัน คือว่า พรหมวิหาร ๔ นี้ ท่านบอกว่าต้องทรงฌาน คำว่าทรงฌานในพรหมวิหาร ๔ นี่ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทพึงทราบ ไม่ใช่เราจะไปนั่งภาวนาว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถ้านั่งภาวนาอย่างนี้ล่ะก็กี่แสนชาติ พรหมวิหาร ๔ ก็ไม่ทรงฌาน <DD>
<DD>สำหรับอารมณ์ที่จะทรงฌานให้เป็นปกติ นั่นก็คือ อานาปานุสสติกรรมฐาน เราจะควบกับพุทธานุสสติกรรมฐาน ธัมมานุสสติกรรมฐาน สังฆานุสสติกรรมฐาน หรือว่าอุปสมานุสสติกรรมฐานก็ได้ตามใจชอบ เวลาที่เราต้องการทรง จิตสงบ เมื่อจิตสงบแล้วก็ใช้อารมณ์มาคิด สำหรับพรหมวิหาร ๔นี้จะมีการทรงฌานเพราะอาการคิด คือใคร่ครวญน้อมจิตจากอารมณ์ชั่วมาเป็นอารมณ์ดี อารมณ์ชั่วก็คือ ความโหดร้าย คิดจะประทุษร้ายบุคคลอื่น คิดจะกลั่นแกล้งบุคคลอื่น เกลียดชัง หวังจะทำให้เขามีความทุกข์ แต่ทว่า พรหมวิหาร ๔ นี่เป็นปัจจัยแสวงหาความสุขทั้งเรา และทั้งเขา ความจริงเรื่องพรหมวิหาร ๔ นี้ ดูเหมือนว่าผมจะพูดมาสักหลายสิบครั้งแล้ว แต่ว่ายังมีบางท่านที่เป็นผู้ไร้ปัญญา ไร้สติสัมปชัญญะ ยังใช้สติสัมปชัญญะก็ดี ปัญญาก็ดี และก็ปราศจากความใคร่ครวญ พิจารณายังมีอยู่ อาการอย่างนี้น่าสงสารองค์สมเด็จพระบรมครู คือ พระพุทธเจ้าที่พร่ำสอนพวกเรามา กว่าจะได้สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ องค์สมเด็จพระพิชิตมารต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปจนกว่าบารมีจะเต็ม เอาความรู้อย่างนี้มาสอนเรา แต่ว่าถ้าพวกเราคนใดคนหนึ่งไม่คำนึงถึงความดีที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงสอน ก็เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องกลับไปลงอเวจีมหานรกตั้งต้นกันใหม่ <DD>
<DD>ต่อแต่นี้ไปจะกล่าวถึงวิธีการทรงฌานในพรหมวิหาร ๔ คือว่าจิตของเรามี ๒ อารมณ์ บางอารมณ์มันเป็นอารมณ์ชอบคิดบางคราว บางคราวชอบคิด แต่บางคราวชอบสงบ ถ้าเวลาที่จิตของเราต้องการความสงบ เราก็ยึดอานาปานุสสติกรรมฐานเป็นพื้นฐานให้จิตทรงตัว แต่การที่ท่านจะภาวนาว่าอย่างไรร่วมด้วยอันนี้ผมไม่ห้าม เพราะว่าคำภาวนาเป็นเครื่องโยงจิตให้ทรงสมาธิ บางท่านไม่ต้องการภาวนา ก็ใช้แต่เพียงกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกทั้ง ๒ แบบ คือ <DD>
<DD>- แบบมหาสติปัฏฐานสูตร หายใจเข้าหายใจออกรู้อยู่ หายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้นก็รู้อยู่อย่างนี้ตามแบบมหาสติปัฏฐานสูตร <DD>
<DD>- ถ้าตามแบบกรรมฐาน ๔๐ ใช้กำหนดรู้ลมหายใจ ๓ ฐาน เวลาหายใจเข้า ลมกระทบจมูกรู้ กระทบหน้าอกรู้ กระทบศูนย์เหนือสะดือรู้ เวลาหายใจออกลมกระทบศูนย์เหนือสะดือ กระทบหน้าอก กระทบจมูก หรือว่าริมฝีปากก็รู้ เอาจิตจับจุดเพียงแค่นี้ประเดี๋ยวจิตก็ทรงฌาน ถ้าหากว่าภาวนาว่ายังไงด้วยก็ตามใจหรือไม่ภาวนาเลยก็ตามใจ ทำเพื่อให้จิตสงบ ให้จิตทรงตัว <DD> <DD>
ทีนี้บางขณะจิตต้องการคิด ในพรหมวิหาร ๔ ต้องใช้อารมณ์คิด คิดหาเหตุผลว่าคนและสัตว์ทุกคนในโลกนี้ มีเรา เป็นต้น ไม่ต้องการความทุกข์ เราต้องการแต่ความสุข เราไม่ต้องการศัตรู เราต้องการความเป็นมิตร เรื่องคิดไม่ต้องไปคิดถึงคนอื่น คิดถึงเรา กิริยาเช่นใดหรือวาจาเช่นใดที่คนอื่นใดเขาทำกับเรา เราไม่ชอบ ก็จงมีความรู้สึกว่าอาการวาจาหรือกิริยาเช่นนั้น ถ้าเรากระทำกับคืนอื่น คนอื่นก็ไม่ชอบเหมือนกัน
<DD>นี่การศึกษาธรรมะในศาสนาขององค์สมเด็จพระทรงธรรม์เขาสอน เขาคิดเข้ามาหาตัว เอาใจเราเป็นเครื่องวัดว่าเราต้องการความเมตตาปรานีจากคนอื่นฉันใด บุคคลทั้งหลายก็ต้องการความเมตตาปรานีจากเราเหมือนกัน ตอนนี้เห็นว่าพอจะมีความเข้าใจ <DD>
<DD>ฉะนั้น อารมณ์ใจของเราก็คิดไว้เสมอว่าเราจะรักคน และรักสัตว์นอกจากตัวเรา เหมือนกับเรารักตัวเรา เราจะสงสารเขาเหมือนกับที่เราต้องการให้คนอื่นเขาสงสารเรา เราจะรักเขาเหมือนกับที่เราต้องการให้เขารักเรา เราจะสงสารเขาคือผู้อื่นทั้งหมดเหมือนกับเราต้องการให้เขาสงสารเรา เราจะไม่อิจฉาริษยาใครเมื่อบุคคลอื่นใดใครได้ดี หรือว่าสมมุติว่าถ้าเรามีลาภสักการะ เรามีความดี ถ้าคนอื่นมาแสดงความยินดีด้วยเราก็พอใจ ฉะนั้นเวลาที่ใครเขาได้ดี แทนที่เราจะอิจฉาริษยา เราก็พลอยยินดีกับความดีของเขา ทำใจให้มันสบายแบบนี้ <DD>
<DD>และอีกประการหนึ่ง จะมีอะไรก็ตามทีที่มันมีอารมณ์ขัดข้องใจเป็นไปตามสภาวะของโลก เช่น ความแก่ ความป่วย ความตาย อารมณ์ที่เราชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง นี่การพลัดพรากจากของคนรักของชอบใจมันเกิดขึ้น มันของประจำโลก ถือว่านี่เป็นเรื่องธรรมดา โดยคิดไว้เสมอว่า <DD>
<DD>เมื่อเกิดมาแล้วต้องมีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้
<DD>เราจะต้องมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา ไม่สามารถจะล่วงพ้นความป่วยไข้ไปได้
<DD>เราจะต้องมีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถจะล่วงพ้นความตายไปได้
<DD>เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบเป็นธรรมดา ไม่สามารถจะล่วงพ้นไปได้<DD>
<DD>ทำใจให้มันมีความรู้สึกว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นธรรมดา หรือเมื่ออาการอย่างนั้นปรากฏขึ้น อารมณ์เราก็ปกติ ไม่มีการหวั่นไหวใดๆ ทั้งหมด มีอารมณ์เฉย ๆ ไม่กระทบกระทั่งใจ <DD>
<DD>เป็นอันว่าอย่างนี้เรียกว่า อุเบกขา หรือว่าโลกธรรมใด ๆ มันเกิดขึ้น ความมีลาภเกิดขึ้นหรือลาภสลายตัวไป การได้ยศมา ยศสลายตัวไป ความสุขจากกามารมณ์โลกีย์วิสัยเกิดขึ้น สุขนั้นสลายไปมีทุกข์มาแทน ได้รับคำนินทา หรือได้รับคำสรรเสริญ อาการอย่างนี้เกิดขึ้นกับเรา เราก็มีความเฉย ๆ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถือว่าเป็นธรรมดาของชาวโลก เกิดมาอย่างนี้มันต้องกระทบกระทั่งไม่มีใครสามารถล่วงพ้นไปได้ อย่างนี้ชื่อว่า พรหมวิหาร ๔ ของเราครบถ้วน <DD>
<DD>ถ้าเราถูกนินทาว่าร้าย แทนที่เราจะโกรธ เรากลับสงสารคนที่เขาว่าเรา เขานินทาเรา เพราะว่านั่นเขาสร้างศัตรูเพื่อสร้างความทุกข์ และก็นั่งคอยดูว่าคนเขานินทาว่าร้ายเรา เขาจะหาความสุขอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจิตใจของเราทรงพรหมวิหาร ๔ อยู่เป็นปกติ ถ้าเขาคิดทำลายเราประเภทไหน อาการอย่างนั้นนั่นแหละมันจะเข้ากับเขาในไม่ช้า ที่โบราณท่านกล่าวว่า " การตบมือข้างเดียวไม่ดัง " หรือว่า " การถ่มน้ำลายรดฟ้ามันก็ลงหน้าตัวเอง " แทนที่เราจะโกรธ เรากลับสงสารว่าเขาไม่น่าจะทำอย่างนั้น
<DD>สำหรับอารมณ์จิตที่เป็นฌานในพรหมวิหาร ๔ ก็คือว่ามีอารมณ์อยู่อย่างนี้เป็นปกติ ไม่มีความหวั่นไหวต่ออาการใด ๆ ที่เข้ามากระทบกระทั่งใจ แทนที่จะเกลียด แทนที่จะโกรธ เราก็ยังมีเมตตา ความรัก เรามีความกรุณา ความสงสาร มีจิตอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาเขา เมื่อเขาพลาดพลั้งเราไม่ซ้ำเติม เฉย ถือว่าเป็นกฏของกรรม นี่ว่ากันโดยอาการของการทรงพรหมวิหาร ๔ ให้เป็นฌาน <DD>
<DD>คำว่า ฌาน นี้ไม่ใช่นั่งหลับตา ฌานนั่งหลับตาน่ะ มันฌานไม่จริง ฌานจริง ๆ นั้นก็คือว่า อารมณ์มันทรงอยู่เป็นปกติ หลับตาหรือลืมตา พูดอยู่ คุยอยู่ ทำงานอยู่ จิตใจเยือกเย็นมีความสุข ปรารถนาที่จะเกื้อกูลบุคคลที่มีความทุกข์ให้มีความสุข นี่ชื่อว่าฌานของพรหมวิหาร ๔ คือ อารมณ์ ๔ ประการนี่ต้องทรงตัวจะทรงตัวได้เพราะอะไร เพราะว่าใจของเราทรงอิทธิบาท ๔ คือ <DD>
<DD>ฉันทะ เรามีความพอใจในพรหมวิหาร ๔ <DD>
<DD>วิริยะ อาการอย่างไรที่เขาจะขัดข้อง คือความโหดร้ายของใจมันจะมีขึ้น อารมณ์อิจฉาริษยามันจะมีขึ้น อย่างนี้เราต้องใช้วิริยะ ความเพียร เตือนใจว่านั่นมันเป็นความเลวของจิต มันไม่ใช่สถานะที่สร้างความเป็นมิตร สร้างความสุข หาความทุกข์มาให้ตน อารมณ์ที่เป็นอกุศลอย่างนี้จะต้องไม่มีสำหรับเรา เพียรทำลายมันเสีย <DD>
<DD>จิตตะ เอาใจจดจ่อ มีความรู้สึกอยู่เสมอในเรื่องของความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อย่าไปท่องแบบนี้นะ เรื่องของความรัก ความสงสาร ความไม่อิจฉาริษยาใคร ใจวางเฉยต่ออารมณ์ทั้งปวง ดูตัวอย่างพระพุทธรูป ทำใจของเราให้เหมือนใจพระพุทธรูป พระพุทธรูปท่านยิ้มอยู่ตลอดเวลา หนาวก็ยิ้ม ร้อนก็ยิ้ม ใครเขาเอาอะไรไปถวายก็ยิ้ม เขาไม่ถวายก็ยิ้ม เขาด่าท่านก็ยิ้ม เขาชมท่านก็ยิ้ม พระพุทธรูปไม่มีจิตวิญญาณ แต่ทว่าเรามีจิตวิญญาณ ควรทำอาการของใจ คือ วางเฉยเช่นเดียวกับพระพุทธรูป นี่ว่ากันถึงอารมณ์ของการทรงฌานของพรหมวิหาร ๔ แต่ว่าการทรงฌานเพียงเท่านี้ยังดีไม่พอ เพราะอะไรดีไม่ได้ ยังไม่ใช่พระอรหันต์ นี่เราก็ต้องการให้มันดีไปกว่านั้น <DD> <DD> <DD>
<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic02/buddhafire01.jpg</CENTER>
<DD>ทีนี้เราพูดกันว่าเรื่องเมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร ต่อแต่นี้ไปเราก็สร้างความรัก สร้างความสงสารในตัวเราให้มาก ทำอารมณ์ก้าวเข้าไปสู่ความเป็นอนาคามี สำหรับพระสกิทาคามีนี่ผมไม่พูดถึง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าคนที่ทรงพรหมวิหาร ๔ ถ้าทรงพรหมวิหาร ๔ จริง ๆ นี่การเป็นพระโสดาบันกับสกิทาคามีอยู่ในกระเป๋า ไม่ต้องมีอะไรมาก พระอริยะ ๒ ระดับนี้อยู่ในกระเป๋าแน่นอน เป็นอันว่าได้กันแน่ไม่มีทางที่จะหลีกพ้นไปได้ ถ้าหากว่าทรงพรหมวิหาร ๔ จริง ๆ นะ ต้องเป็นพระอริยเจ้าขั้นนี้ได้จริง ๆ ถ้าทรงไม่จริงมันก็ลงนรกกันเท่านั้นแหละ ขาดพรหมวิหาร ๔ ตัวใดตัวหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรหมวิหาร ๔ นี่ถ้าเขาพร่องตัวใดตัวหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง นั่นคือเราลงนรกแน่ พรหมวิหาร ๔ ผมได้บอกแล้วว่าเป็นอาหารเลี้ยงจิตใจด้านศีล เลี้ยงสมาธิ เลี้ยงปัญญา เป็นอันว่าการเจริญของพรหมวิหาร ๔ นี้เป็นพระอรหันต์ง่ายที่สุด ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าแต่สภาพเย็น <DD>
<DD>ต่อไปเราก็มานั่งคิดเมตตาตัว เมตตาใจของเรา เมตตาคือความรักใจเรา กรุณา สงสารใจเรา มุทิตา พลอยยินดีกับใจของเรา อุเบกขา วางเฉยกับใจของเรา ผมพูดแบบนี้นี่ดีไม่ดีนักปราชญ์เขาจะหาว่าผมบ้า แต่ความจริงผมก็พร้อมแล้วที่จะยอมรับความเป็นบ้า เพราะอะไร เพราะผมบ้ามานานแล้ว ผมเป็นคนชอบบ้า และบ้าแบบไหนประเดี๋ยวจะคิดว่าออกนอกลู่นอกทาง คืออาการอย่างใดที่ชาวโลกเขาต้องการกัน ถ้าอาการอย่างนั้นเราไม่ทำอย่างเขา เขาก็หาว่าเราบ้า อย่างคนเขากินเหล้าเราไปนั่งพูดธรรมะ เขาก็หาว่าเราบ้า คนเขาคุยธรรมะกันอยู่ เราไปกินเหล้าในวงธรรมะ เขาก็หาว่าเราบ้า อาการอย่างไรถ้าไม่เหมือนสังคมนั้น ๆ เขาก็หาว่าเราบ้า ตอนนี้เราก็มาบ้ากัน บ้ารักใจตัวเอง บ้าสงสารตัวเอง บ้ายินดีกับใจของตัวเอง บ้าวางเฉยกับใจของตัวเอง บ้าตรงไหนล่ะ เราก็มานั่งเมตตาจิตของเราว่า โอหนอ ... การปรารถนาในกามารมณ์ ปรารถนาในการครองคู่ ที่เขาถือว่าการแต่งงานเป็นความสุขน่ะ เราต้องพิจารณาดูซิ คนที่เขาแต่งงานน่ะมันสุขหรือว่ามันทุกข์ ดูคนที่เขาแต่งงานแล้วกิจการ มันก็ต้องเพิ่มขึ้น ก่อนที่เขาจะแต่งงานกันเขาเลือกแล้ว สวยแล้ว ดีแล้ว วิเศษแล้ว แข็งแรงดีแล้ว แต่ว่าแต่ละคนทรงสภาพอย่างนั้นหรือเปล่า ไม่ช้าก็แก่ลงไปทุกวัน ๆ และคู่วิวาห์นั้นเขานั่งยิ้มกันอยู่ตลอดวันตลอดคืนหรือเปล่า ดีไม่ดีแกก็นั่งทะเลาะกันให้เราฟัง ถ้าเขามีลูกหลานขึ้นมา มันสร้างความสุขหรือว่าสร้างความทุกข์ หาความจริงกันก็แล้วกัน ดูของจริง คือของจริงเขามีให้เราดู ว่าคู่วิวาห์แต่ละคู่น่ะเขาสุขหรือว่าเขาทุกข์ มองหากันเอง <DD>
<DD>อยู่คนเดียวทำอะไรได้ตามใจชอบ ถ้ามีคู่ครอง เราจะต้องเอาใจใส่คู่ครอง จะทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างตามใจเราชอบไม่ได้ แล้วคู่ครองทุกคู่เขาเคยทะเลาะกันไหม คู่ครองทุกคู่เคยต้องลำบากยากเย็นเพราะอำนาจของคู่ครองมีไหม การมีบุตรมีธิดาน่ะมันมีความสุขหรือความทุกข์ มีบุตรธิดาคือมีลูกหญิงลูกชาย เป็นอันว่าการทั้งหลายเหล่านี้เป็นอาการของความทุกข์ ถ้าไม่รู้จักทุกข์ล่ะก็ไปนั่งจ้องมองดูเขาแล้วก็มาตัดสินใจกำลังใจเราว่า เราจะมาหลงใหลใฝ่ฝันกับกามารมณ์ด้วยเรื่องอะไร เพราะร่างกายของคนมีสภาพสกปรก หันเข้าไปจับกายคตานุสสติกรรมฐานและก็หันเข้าไปจับอสุภกรรมฐาน ตามที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น ตอนนี้เห็นจะไม่ต้องว่ามาก จนกระทั่งกำลังใจของเราคิดว่าคนทุกคนมีร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ร่างกายเต็มไปด้วยสภาพสกปรก การอยู่สองครองคู่เต็มไปด้วยความทุกข์มันหาความสุขไม่ได้ เราจะปล่อยใจของเราให้ไปหลงระเริงอยู่ในกามารมณ์เพื่อประโยชน์อะไร ถ้าเรารักใจของเรา เราก็ห้ามใจมันไว้ว่าสิ่งนี้มันเป็นทุกข์ ถ้าเราสงสารใจของเรา เราก็ห้ามใจมันไว้ว่า อย่าไปยุ่งกับความทุกข์ มันไม่ใช่แดนของความสุข ถ้าเราสามารถห้ามมันได้จิตมันทรงตัว จนกระทั่งไม่มีอารมณ์ เข้าไปเกี่ยวข้อง เราก็ยินดีกับจิตของเราที่เรียกว่า มุทิตา ต่อมาก็ใช้สังขารุเปกขาญาณ คือ อุเบกขา วางเฉย จนกระทั่งอารมณ์ของเรามีความรู้สึกว่า เห็นเพศ ตรงข้ามเรา ไม่มีความรู้สึกนึกจะรักอยากจะครองคู่ แต่จิตเมตตาจิตสงสารมีอยู่ ปรารถนาจะเกื้อกูลเขาให้มีความสุขในฐานะที่ทรงตัว <DD>
<DD>ถ้าจิตใจของท่านทั้งหลายสามารถทรงตัวได้อย่างนี้ ก็ชื่อว่าเข้าไป ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในการที่จะเป็นพระอนาคามี อย่าลืมนะ ค่อย ๆ ทำไปง่าย ๆ ถ้ามันไม่แน่ใจ ก็ต้องหันไปจับกายคตานุสสติกรรมฐาน กับ อสุภกรรมฐาน กับ สักกายทิฏฐิ บวกกัน ถอยหลังไปฟังตอนต้น ๆ ก็แล้วกัน พูดไปมันก็มากความเปล่า ๆ เพราะอธิบายมาแล้ว <DD>
<DD>เอาล่ะ บรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว เวลานี้เวลาที่จะพูดหมดไปแล้ว ก็ขอยุติแต่เพียงเท่านี้ ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น อยู่ในอิริยาบถที่ท่านต้องการเห็นว่ามันเป็นความสุข จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR align=right><TD>สวัสดี</TD></TR></TBODY></TABLE>
<CENTER>( จากเทปเรื่อง พรหมวิหาร ๔ ปี ๒๕๒๑ )
( ม้วน ๒ หน้า ก )</CENTER>
</DD>
Paang
01-26-2006, 07:45 AM
ตอนที่ ๔ เมตตาตัวเราเอง
<DD>ท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อไปโปรดตั้งใจสดับเรื่องราวของพรหมวิหาร ๔ สำหรับพรหมวิหาร ๔ นี้ ได้พูดมาแล้วว่าเป็นกรรมฐานที่มีความสำคัญที่สุด บุคคลใดมีกำลังใจทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ คนประเภทนั้นตายแล้วหาอบายภูมิเป็นที่ไปไม่ได้ จะต้องกลายเป็นคนโง่ในอบายภูมิ คือไม่รู้จักตกนรก ไม่รู้จักเป็นเปรต ไม่รู้จักเป็นอสุรกาย ไม่รู้จักเป็นสัตว์เดรัจฉาน <DD>
<DD>แต่ถ้าจะบังเอิญเกิดมาเป็นคน ก็เป็นคนที่มีรูปร่างลักษณะสวยสดงดงามเป็นกรณีพิเศษ และก็จะอยู่ในเขตที่เพียบพร้อมด้วยความสุขสำราญ ถ้าเป็นเทวดาก็เป็นเทวดาที่มีบุญวาสนาบารมีมาก มีรัศมีกายผ่องใสเป็นพิเศษ ถ้าอารมณ์มั่นคงจริง ๆ พรหมวิหาร ๔ นี่เป็นปัจจัยให้เกิดเป็นพรหมนี่ว่ากันถึงด้านโลกีย์วิสัย คือมีพรหมวิหาร ๔ แบบชาวโลก <DD>
<DD>ทีนี้หากว่าจะใช้พรหมวิหาร ๔ นี้แบบชาวโลกุตตระ โลกเหมือนกัน แต่ว่าเหนือโลกขึ้นไป โลกุตตระ แปลว่า เหนือโลก ได้แก่ พระนิพพาน เป็นจิตระดับของพระอริยเจ้า ฉะนั้นการเจริญพรหมวิหาร ๔ จึงมีความสำคัญ <DD>
<DD>พรหมวิหาร ๔ นี่เป็นอารมณ์คิด เป็นอารมณ์ที่ใช้ปัญญามากกว่าการใช้อารมณ์ทรงตัว แต่ทว่าขอบรรดาท่านพุทธบริษัทและพระโยคาวจรทั้งหลาย จงอย่าทิ้งอารมณ์สมาธิ ที่เคยบอกไว้แล้วว่าการเจริญพระกรรมฐานกองใดก็ดี ถ้าทิ้งอานาปานุสสติกรรมฐานเสียแล้ว กรรมฐานกองนั้นก็เลอะ ๆ หรือว่าเละ คือ ใช้ไม่ได้ เพราะว่าสภาวะจิตของเราชอบกระสับกระส่ายมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ฉะนั้นอานาปานุสสติกรรมฐานเป็นกรรมฐานแก้อารมณ์ฟุ้งซ่านของจิต <DD>
<DD>นอกจากจะใช้อานาปานุสสติกรรมฐาน จะใช้อนุสสติอื่น ๆ หรือว่า กสิณ หรือว่า อสุภ ควบคุมก็ได้ตามใจชอบ แต่จุดใหญ่จริง ๆ ต้องยึดอานาปานุสสติกรรมฐานไว้เป็นอารมณ์ นี่เพื่อป้องกันจิตโยกโคลง คือหมายความว่า จิตมีความสะทกสะท้านมาก จิตไม่ทรงตัว ถ้าจิตของเราไม่ทรงตัวมีการหวั่นไหวมาก การเจริญพระกรรมฐานก็ไร้ผล <DD> <DD> <DD>
<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic02/roac16.jpg</CENTER><DD><CENTER> </CENTER>
<DD>คำว่า ไร้ผล ก็หมายความว่าการเจริญพุทธานุสสจิกรรมฐานนี่ไม่มีผล คือว่าบางคราวจิตเราจะกระสับกระส่ายมากเกินไป บางคราวจิตก็จะทรงตัวดีพอสมควร ฉะนั้นเพื่อให้จิตทรงตัวดี การเจริญพระกรรมฐานทุกอย่าง <DD>
<DD>อันดับแรก ถ้าจิตชอบคิด เราก็ใช้อารมณ์คิดก่อน คิดอยู่ในขอบเขตของอารมณ์ของกรรมฐานที่เราต้องการ ถ้าเห็นว่าคิดจะฟุ้งซ่านมากไป ก็ทิ้งอารมณ์คิดเสีย กลับมาจับอานาปานุสสติใหม่ พออารมณ์จิตสบายเราก็ใช้อารมณ์คิดต่อไป สลับกันไปสลับกันมาอย่างนี้ ไม่ช้ามรรคผลก็เกิด เพราะปัญญาเกิดขึ้นมาก <DD>
<DD>วันนี้ก็จะขอพูดถึงพรหมวิหาร ๔ ต่อจากเมื่อวานนี้ เมื่อวานนี้ดูเหมือนว่าจะพูดเรื่องการเมตตา กรุณา คือว่า ความรัก ความสงสารตัวเอง ความจริง การรักการสงสารนี่ พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า เราต้องรักเราต้องสงสารตัวเองให้มาก ถ้าเรารักเราสงสารตัวเองมากเพียงใด ความรักความสงสารในบุคคลอื่น ก็มีมากเพียงนั้น ถ้าเราจะเมตตาก็ต้องเมตตาตัวเราเองก่อน ถ้าเราจะกรุณาก็ต้องกรุณาตัวเราเองก่อน <DD>
<DD.ดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า p ก่อนที่พระองค์จะช่วยคนอื่นให้รู้เรื่องของนรก สวรรค์ พรหม และนิพพาน และก็สามารถจะสอนคนผู้นั้นให้ปฏิบัติเข้าถึงได้ สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงทำพระองค์ท่านให้เป็นพระอรหันต์ก่อน แล้วจึงช่วยคนอื่นให้มีความสุข ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ฉะนั้น เมตตานี่ก็เช่นเดียวกัน สมมุติว่าในอันดับต้นในสมัยที่เป็นโลกีย์วิสัย การที่เราเมตตาชาวบ้าน รักชาวบ้าน สงเคราะห์ชาวบ้าน ยินดีกับความดีของชาวบ้าน มีความวางเฉยเมื่อชาวบ้านเขาเพลี่ยงพล้ำเราไม่ซ้ำเติมนั้น หมายถึงว่าเรารักตัวของเราเอง ต้องการให้เราเองมีความสุข ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเราไม่ประกาศตนเป็นศัตรูกับใคร เรารักเขาเขาก็รักตอบ เราสงสารเขาเขาก็สงสารตอบ เราไม่อิจฉาเขาเขาก็ไม่อิจฉาตอบ เขาเพลี่ยงพล้ำเราไม่ซ้ำเติม เขาก็ไม่เกลียด อย่างนี้ชื่อว่าเรารักเราสงสารตัวเราเอง คือ เรามีมิตรที่ดีอยู่เสมอ นี่ว่ากันถึงด้านโลกีย์วิสัย<>
<DD>สำหรับเราตอนนี้เป็นตอนของพระอนาคามี เราจะรักเราจะสงสารเราตรงไหน พระอนาคามีนี่มีความสำคัญอยู่ ๒ ระดับ นั่นก็คือ กามฉันทะ กับ ปฏิฆะ สำหรับท่านที่ทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ ข้อที่เรียกว่า ปฏิฆะ ไม่มีความสำคัญ เพราะว่าเราลบล้างมามากแล้ว ส่วนที่หนักก็คือ กามฉันทะ คำว่า " กามฉันทะ " ก็หมายความว่า <DD>
<DD>มีความพอใจในรูปที่สวย
<DD>พอใจในเสียงที่เพราะ
<DD>พอใจในกลิ่นที่หอม
<DD>พอใจในรสอร่อย
<DD>พอใจในการสัมผัสระหว่างเพศ <DD>
<DD>เราพูดกันง่าย ๆ อันดับแรกก็มาพูดกันถึงว่า อยากมีสามี อยากมีภรรยา คิดว่ามันมีความสุข อันนี้เป็นอารมณ์คิด คิดว่าการแต่งงานมันมีความสุข ทีนี้ถ้าเรามีพรหมวิหาร ๔ เราก็มานั่งรักตัวเอง สงสารตัวเองเสียก่อน ว่าการมีคู่ครองจริง ๆ คนที่เขามีกันอยู่แล้วน่ะ เขามีความสุขหรือว่าเขามีความทุกข์ ไปนั่งพิจารณาหาความจริงให้พบ สัญญา ความจำของเรามี ปัญญา ความรอบรู้ของเรามี เราอย่ายอมให้จิตโง่เกินกว่ากิเลส อย่าให้กิเลสเข้ามาจูงจิตเราเป็นสำคัญต้องหักห้ามกำลังใจอย่างอาศัยที่เจริญสมาธิจิต โดยใช้อานาปานุสสติกรรมฐานเป็นตัวนำ นั่นก็หมายความว่าต้องการให้มีกำลังใจเข้มแข็ง <DD>
<DD>เรามานั่งดูคู่วิวาห์ที่เขาแต่งงานกัน วันที่จะแต่งงาน รู้สึกว่าจะมีความชุ่มชื่นใจมาก มีศักดิ์ศรี แต่ทว่าก่อนจะแต่งพอเริ่มรักกันเข้ามาแค่นี้ อารมณ์มัน ก็เริ่มเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะอะไร <DD>
<DD>อันดับแรก จิตเริ่มรัก ยังไม่ได้ตกลงในเรื่องรักแน่นอน อารมณ์มันก็เริ่มเป็นทุกข์แล้วว่า คิดว่าคนที่เราอยากจะรักเขาน่ะ เขาจะรักเราหรือเปล่า ใจเริ่มไม่สบาย ถ้าเห็นคนที่เราคิดว่าจะรักหรือกำลังรักเขาอยู่แต่ยังไม่ตกลงกัน เดินไปกับใคร ไปไหนมาไหนกับใคร ดีไม่ดีเขาไปกับพี่น้องของเขา เราก็คิดเสียว่าบางทีเขาจะไปกับคนอื่นเสียแล้ว เขารักคนอื่นเสียแล้ว อารมณ์มันก็ไม่เป็นสุข พอตกลงรักกันขึ้นมาได้ ความระแวงระไวมันก็มากขึ้น เกรงไปว่าความรักของเราจะไม่แน่นอน นี่มันเริ่มทุกข์ใจไม่สบาย นอนไม่หลับ พอเริ่มแต่งงานกันแล้ว อยู่ด้วยกันภาระหนักมันเกิดขึ้นได้ กิจการงานต่าง ๆ ที่เคยเกียจคร้านได้ ไม่ทำอะไรได้ หนาวก็นอน ร้อนก็นอน มีกินแค่นี้ก็พอ ไม่ต้องทำต่อไป แต่พอเริ่มแต่งงานเข้า มันต้องขยันมากขึ้น ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าเรามันเป็นคนสองคน นอกจากคนสองคนแล้ว ยังญาติทางฝ่ายสามี ญาติฝ่ายภรรยา เพื่อนฝ่ายสามี เพื่อนฝ่ายภรรยา เราก็จะต้องนั่งเอาใจ ฝ่ายละหลายสิบคน <DD>
<DD>นี่เริ่มภาระแห่งความทุกข์เกิดขึ้น นี่ในที่นี้ในเมื่อเป็นคนสองคนก็ต้องมีงานหนักมากขึ้น เพราะการจับจ่ายใช้สอยมันก็มากขึ้น และก็ยังต้องเป็นห่วงอารมณ์ซึ่งกันและกัน เกรงว่าจะเป็นที่ขัดเคืองซึ่งกันและกัน ต้องระมัดระวังอารมณ์ตัวเองมากขึ้น นี่ความทุกข์มันรัดตัวเข้ามามากทุกที <DD>
<DD>ต่อมาพอมีบุตรมีธิดาเกิดขึ้น ตอนนี้สิ ดีไม่ดีกำลังนอนหลับสบาย ๆ ในยามดึก พ่อเจ้าประคุณร้องขึ้นมาในเวลาดึก ทั้งพ่อทั้งแม่ก็ต้องลุกขึ้นมาทั้ง ๆ ที่นอนยังไม่เต็มตื่น อาการทางร่างกายก็จะเปลี้ยเพลียเพียงใดก็ตามที เพราะอาศัยความรักลูกสงสารลูกก็ต้องทำทุกอย่าง ถ้าลูกเกิดป่วยไข้ไม่สบายขึ้นมา ยามใดก็ดีก็ต้องรีบไปหาหมอ การไปหาหมอนะ ดีไม่ดีไปกลางค่ำกลางคืนถูกฆ่าตายเมื่อไรก็ได้ และกว่าจะเลี้ยงลูกโตขึ้นมาแต่ละคนต้องใช้กำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา กำลังทรัพย์เท่าไร ถ้าลูกเป็นคนดีก็รู้สึกว่าจะเป็นที่พอใจ ถ้าลูกเป็นเด็กร้ายอกตัญญูคุณพ่อคุณแม่ อย่างเด็กสมัยนี้ที่เขาพูดกันว่าบิดามารดา คือ พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจให้เขาเกิด เขาเกิดกันมาเอง พ่อแม่อาศัยมีความปรารถนาในกามารมณ์มากกว่า แล้วเขาจึงเกิดมา แล้วก็เอาใจออกห่างไปเป็นคนทำลายชาติหวังจะเปลี่ยนแปลงระบบความเป็นอยู่ของชาติให้เป็นทาสกันทั้งเมือง <DD>
<DD>อันนี้เคยพอมาแล้วนี่ พ่อแม่ถึงกับน้ำตาไหล เคยพบมาเป็นนักเรียนสตรีโรงเรียนที่มีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ พ่อเป็นนายทหาร อาจารย์ตักเตือนเธอเท่าไรก็ไม่เชื่อฟัง เขาเรียกว่าเป็นหัวซ้ายหัวขวาอะไรก็ไม่ทราบ ต่อมาท่านอาจารย์ก็คิดว่าบิดา มารดาคงจะตักเตือนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อเป็นนายพล จึงได้เชิญบิดามารดาไปเพื่อพบให้พูดกับลูก แต่พอเรียกลูกสาวมาพบบิดามารดา ลูกสาวไม่ยักไหว้พ่อไหว้แม่ ไหว้แต่ท่านอาจารย์ใหญ่ แล้วกลับพูดกับท่านอาจารย์ใหญ่ว่า ไปเรียกเขามาทำไม หนูพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง เขากับหนูพูดกันไม่รู้เรื่อง หนูคิดว่าเขากับหนูขาดกันแล้วตั้งแต่วันเกิด นี่ความจริงแกยังเรียนหนังสืออยู่ แกยังใช้เงินของพ่อของแม่อยู่ เครื่องแต่งตัวเครื่องเรียนทุกอย่างอาหารการบริโภคยังกินของพ่อของแม่อยู่ แกพูดอย่างนั้น ท่านผู้เป็นบิดาซึ่งเป็นนายพลกับมารดาถึงกับก้มหน้าน้ำตาไหล <DD>
<DD>นี่ถ้าหากว่าเราบังเอิญมีลูกเป็นอย่างนี้เข้า มันจะมีความสุขหรือมีทุกข์ และก็หวนกลับไปอีกที ความรักระหว่างคนที่จะแต่งงานกัน มักจะเพ่งกันอยู่เฉพาะในวัยที่มีความผ่องใสแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า แต่ว่าสภาพของคู่แต่งงานทั้งคู่จะทรงสภาพอย่างนั้นเป็นปกติหรือว่าเสื่อมลงไป สิ่งที่เรามองเห็นได้ง่ายคนที่เขาแต่งงานมาก่อน อย่างบิดามารดา ปู่ย่าตายายของเรานะ ท่านก็เป็นหนุ่มเป็นสาวกันมาก่อน แล้วเวลาที่เราจะเริ่มมีสภาวะพอจะแต่งงานกับเขาได้นี่ ท่านทั้งหลายเหล่านั้นหนุ่มสาวแล้วหรือยัง หรือว่าแก่ไปเสียแล้ว บางรายเราก็เห็นหง่อม ต้องเอาวิสัยของพระเรวัตมาใช้ ที่พระเรวัตที่บรรดาญาติฝ่ายหญิงซึ่งมีอายุ ๑๒๐ ปี หนังตกกระ หลังงอ ผมหงอก ตาฝ้า หูฟาง มารดน้ำสังข์ บรรดาญาติทั้งหลายก็บอกว่า " ขอเธอทั้งหลายจงครองคู่อยู่กันไป จนกระทั่ง แก่เฒ่าถือไม้เท้ายอดทอง เหมือนกับคุณยายของฝ่ายเจ้าสาว " <DD>
<DD>พระเรวัตมองดูแล้วก็ใจหาย ถามว่า " ต่อไปเจ้าสาวของผมจะมีสภาพอย่างนี้ไหม "
<DD>คนทั้งหลายก็บอกว่า " ถ้ามีอายุยืนอย่างนี้ ก็มีสภาพอย่างนี้เหมือนกัน " <DD>
<DD>พระเรวัตก็เลยตัดสินใจว่า เจ้าสาวของเราเวลานี้กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณผ่องใส แต่ต่อไปข้างหน้าต้องแก่อย่างนี้ก็ไม่เอาแล้ว ขอบอกศาลา เลยหนีบวช บวชแล้วก็เป็นพระอรหันต์ <DD>
<DD>นี่เราควรจะมีความเมตตา คือความรัก กรุณา ความสงสารตัวเอง ว่าเราจะแบกกายแบกใจของเราไปรับความทุกข์เรื่องในการแต่งงานเพื่อประโยชน์อะไร เพราะการแต่งงาน การมีสามี การมีภรรยา มีบุตรธิดา มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ เราจะแบกความทุกข์หาที่สุดมิได้จนกว่าจะตาย แล้วก็มานั่งนึกดูว่า สภาวะของร่างกายเราก็ดี ของเจ้าสาวเจ้าบ่าวก็ดี ร่างกายของแต่ละคนนี้หรือแม้ว่าคนอื่นก็เหมือนกัน มันเป็นทรัพย์สมบัติของเราจริง ๆ หรือว่าเป็นสมบัติของใคร ที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาท่านบอกว่า<DD>
<DD>" ร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ร่างกายมันเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ เข้ามาประชุมกัน มีอาการ ๓๒ มีวิญญาณธาตุ มีอากาศผสม มีจิตเข้ามาอาศัย จิตก็คือเรา " <DD> <DD>
http://www.putthawutt.com/pic02/original13.jpg
<DD>
<DD>ทีนี้ร่างกายทั้งหลายเหล่านี้ เราบังคับมันได้ไหม เราปรนเปรอมันทุกอย่าง ไม่ต้องการให้มันแก่ แล้วมันแก่ไหม เราไม่อยากให้มันป่วย มันจะป่วยไหมล่ะ เราไม่อยากให้มันตาย ห้ามมันได้ไหมในเรื่องความตาย
นี่ความจริง เนื้อแท้จริงเราก็ห้ามไม่ได้ ร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของเจ้าสาวเจ้าบ่าวก็ดีที่เรารัก คิดกันดูให้ดีว่าร่างกายของใครเป็นร่างกายที่สะอาด มีไหมคนที่เกิดมาแล้วตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตายไม่ต้องอาบน้ำชำระร่างกายเหมือนเทวดาเหมือนพรหมน่ะมีไหม เทวดากับพรหมนี่เขาเกิดขึ้นมาแล้วนับตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันจุติ เขาไม่มีเหงื่อ ไม่มีไคล ไม่มีสิ่งสกปรกในร่างกาย ร่างกายหอมตลอดเวลา
แล้วก็ร่างกายของมนุษย์เรานี่ มีสภาพอย่างนั้นไหม นั่งทำใจนึกให้ดีว่า ร่างกายที่เราอาศัยอยู่นี่มันแสนจะสกปรก มีทั้งอุจจาระ มีทั้งปัสสาวะ มีทั้ง น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง มันขังอยู่ในร่างกาย เรามองไม่เห็น แต่พอมันหลั่งไหลมาจากร่างกายนิดเดียว เราก็มีความรังเกียจคิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้สกปรก แต่ว่าบางทีเรามันเป็นคนลืมง่าย ถ้าสิ่งสกปรกผ่านไป ชำระร่างกายแล้ว เราก็นึกว่ามันสะอาด ข้อนี้องค์สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสอนว่า
<DD>" จงอย่าลืมเพราะมันเป็นความจริง ไม่ว่าร่างกายของชายหรือหญิงมันเต็มไปด้วยความสกปรก สกปรกและก็เสื่อมลงทุกวัน มีอาการเต็มไปด้วยความทุกข์ ด้วยการบริหารร่างกาย " มีความเหน็ดเหนื่อย เพราะต้องเลี้ยงร่างกายด้วยทรัพย์สิน จะกินก็ไม่สะดวก จะนอนก็ไม่สะดวก การแสวงหาทรัพย์ไม่ใช่ของง่าย กว่าจะได้มาต้องพบกับอุปสรรคทุกประการ เราทำงานกับผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาไม่ดีเราก็กลุ้ม หรือบางทีผู้บังคับบัญชาดี เพื่อนร่วมงานด้วยกันไม่ดีเราก็กลุ้ม เวลาป่วยไข้ไม่สบายจะพักจะผ่อนบ้าง ถ้าวันลาหรือไปลาผู้บังคับบัญชาเขาไม่ยอมให้ลา เราก็ลำบากกายลำบากใจ <DD>
<DD>เป็นอันว่าเราเกิดมาเป็นคนที่มันมีทุกข์ ถ้ายิ่งเราจะแสวงหาความสุขจากการแต่งงานแทนที่มันจะคลายความทุกข์ มันจะเพิ่มความทุกข์มากขึ้น ก็เป็นอันว่า เราไม่พบกับความสุข เราพบกับความทุกข์ แล้วก็มานั่งคิดในใจว่า เราเป็นคนมีเมตตา ความรัก เราเป็นคนมีความกรุณา ความสงสาร เราควรจะสงสารตัวเราไหม ถ้าเราคิดว่าเราจะรักใครสักคนหนึ่ง หวังผลในการแต่งงาน ถ้าแต่งงานแล้วมันเป็นความทุกข์ นี่เราควรจะแต่งงานหรือว่าไม่ควรจะแต่ง ถ้าหากว่าเราคิดว่ามันเป็นความสุข เราก็ควรแต่ง ถ้าคิดว่ามันเป็นความทุกข์เราก็ต้องสงสารตัวเราเองว่า แค่ตัวเราเองนี้เรายังแบกเกือบไม่ไหว และไม่สามารถทรงกำลังกายให้มันเป็นสุขอยู่ได้ ถ้าเราไปแบกอีกคนหนึ่งเข้ามาแล้ว วันต่อมาอีกหลายคน คือ ลูกสาว ลูกชาย ความทุกข์ใหญ่มันก็เกิด เราก็หันกลับมามีเมตตา ความรักตัวเอง กรุณา ความสงสารตัวเองว่า <DD>
<DD>" โอหนอ เราอยากโง่ไปทำไม ร่างกายของเราก็สกปรก ถ้าเราต้องการมีคู่ครอง ร่างกายของคู่ครองก็สกปรก เราคนเดียวแบกหนึ่งทุกข์ ทุกข์เท่านี้ คือ ขันธ์ ๕ ไปมีคู่ครองเข้า อีกคนหนึ่งก็แบกมาอีก ๕ ขันธ์ กลายเป็น ๑๐ ถ้ามีลูก มีหลาน มีเหลนออกมาไปกันใหญ่ " <DD>
<DD>องค์สมเด็จพระจอมบรมไตรโลกศาสดาทรงตรัสว่า
<CENTER>" ภารา หเว ปัญจขันธา " : " ขันธ์ ๕ ทั้งหลาย เป็นภาระอันหนัก "</CENTER><DD><CENTER> </CENTER>
คือ เราคนเดียวมี ๕ ขันธ์ หนักแค่นี้ ถ้าเพิ่มอีกคนเป็นขันธ์ ๑๐ เพิ่มอีกคนเป็นขันธ์ ๑๕ เพิ่มอีกคนเป็นขันธ์ ๒๐ มันจะหนักปานไหน ตอนนี้เราก็เริ่มรัก เริ่มสงสารตัว ขอตัดกำลังใจว่าจะไม่คิดพึงหาคู่ครอง เห็นโทษจากความรัก ในความปรารถนาที่มีคู่ครอง เพราะมันเป็นปัจจัยของความทุกข์ มันหาความสุขไม่ได้
<DD>โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ครองก็ดี เราก็ดี ย่อมทรุดโทรมลงไปทุกวัน ไม่ช้าก็จากกันด้วยความตาย ถ้าเรายังมีความหลงใหลใฝ่ฝันด้วยอำนาจตัณหาแบบนี้อีก เราก็ต้องเกิดอีก มันจะหาความสุขอะไรไม่ได้ ควรจะตัดสินใจแล้วก็จำพระบาลีของค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาไว้ว่า <DD> <DD>
" ปิยโต ชายเต โสโก ปิยโต ชายเต ภยัง " : " ความเศร้าโศกเสียใจเกิดจากความรัก ภัยอันตรายเกิดจากความรัก "
<DD>และสิ่งที่เรารัก มันจะอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัยหรือไม่ สมบัติของโลกมีความเกิดขึ้นในเบื้อต้น มีความเสื่อมไปในท่ามกลาง แล้วก็สลายทั้งหมด องค์สมเด็จพระบรมสุคตเห็นโทษอย่างนั้นสมเด็จพระมหามุนีจึงได้หนีพระนางพิมพากับพระราหุล ออกสู่มหาภิเนษกรมณ์บำเพ็ญตนเป็นพระอรหันต์หมดความทุกข์ มีแต่อารมณ์ความสุขฉันใด เราก็ขอตัดกำลังใจ คือ จะรักเรา และสงสารตัวเราเข้าไปว่า กรรมใดที่เนื่องจากกามารมณ์ เป็นปัจจัยของความทุกข์ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเราไม่ต้องการ เราจะแสวงหาความสุข คือ อยู่แต่ผู้เดียวตามที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า<DD> <DD>
<CENTER>" เอกายโน อยัง ภิกขเว มัคโค สัตตานัง วิสุทธิยา " เป็นต้น แปลว่า " ทางของบุคคลผู้เดียวเป็นทางเอก เป็นทางนำมาซึ่งความสุข "</CENTER>
<DD>เราก็พยายามจับเอากายคตานุสสติกรรมฐานกับอสุภกรรมฐานพร้อมกับสักกายทิฏฐิมาบวกกันเข้าว่าร่างกายนี่เป็นเพียงธาตุ ๔ มีสภาพสกปรก มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เป็นเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว ทำไมเราจึงไปรักร่างกายเขาเพื่อประโยน์อะไร เพราะมันเป็นปัจจัยของความทุกข์ หาความสุขไม่ได้ ถ้ากำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายมีความรักตัว สงสารตัว คิดอย่างนี้เป็นปกติ ไม่ช้ากำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านก็จะชนะอำนาจกามกิเลสเสียได้ จัดว่าเป็นครึ่งหนึ่งของพระอนาคามี ยังไม่หมดแต่เวลามันหมด<DD> <DD>
<DD>ต่อแต่นี้ไป ขอบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคตจงพยายามตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น อยู่ในอิริยาบถที่เห็นว่าสมควร ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควรว่าควรจะเลิก
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR align=right><TD>สวัสดี</TD></TR></TBODY></TABLE>
<CENTER>( จากเทปเรื่อง พรหมวิหาร ๔ ปี ๒๕๒๑ )
( ม้วน ๒ หน้า ข )</CENTER>
</DD>
Paang
01-26-2006, 07:53 AM
ตอนที่ ๕ พรหมวิหาร ๔ ตัดความโกรธ
<DD>ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับเวลานี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อนี้ไปก็ขอได้โปรดสดับเรื่องราว ของพรหมวิหาร ๔ <DD>
<DD>สำหรับการเจริญพระกรรมฐาน บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ขอได้โปรดจงอย่าทิ้งอารมณ์ของอานาปานุสสติกรรมฐาน หรือว่าคำภาวนาใด ๆ ที่สามารถ ทำกำลังใจของท่านให้พ้นจากความฟุ้งซ่านของจิต หมายความว่า จิตเอาอารมณ์อื่นเข้าคิดแทนการฝึกสมาธิ เมื่อจิตมีกำลังควบคุมด้วยอำนาจของสมาธิแล้ว เมื่อจิต เยือกเย็นปัญญาก็เกิด <DD>
<DD>เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การเจริญพระกรรมฐานที่ทำกันได้ดีก็เพราะว่า <DD>
<DD>๑. ถ้าจิตต้องการคิด เราก็หาทางคิดในขอบเขตในวงการของกรรมฐานบทนั้น ๆ ถ้าเห็นว่าจิตซ่านออกไป กำลังใจคุมไม่อยู่ อย่างนี้องค์สมเด็จพระบรมครู ทรงแนะนำให้ทิ้งอารมณ์คิดเสีย หันมาจับอานาปานุสสติกรรมฐาน คือ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ถ้ากำลังจิตเป็นสุขทรงตัวดี ที่เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์สบายใจ ไม่สอดส่ายไปหาอย่างอื่นก็หันเข้าไปใช้การพิจารณาใหม่ เพราะทำกันแบบนี้ผลดีจึงเกิด ถ้าหากว่าทำกันประเภทส่งเดชมันก็ใช้อะไรไม่ได้ <DD>
<DD>แล้วอีกประการหนึ่ง อารมณ์สมาธิก็ดี อารมณ์คิดก็ดี คิดหมายถึงว่า ต้องคิดอยู่ในขอบเขตของวงการกรรมฐานที่เราต้องการ ก็จงอย่ามีแต่เฉพาะเวลาที่เรา ใช้อารมณ์สงัดหรือว่าเวลาที่สงัด เช่นตั้งเวลาไว้ว่าเวลาสองทุ่มบ้าง สามทุ่มบ้าง ตีหนึ่งบ้าง ตีสองบ้าง ถ้าใช้เฉพาะเวลาอย่างนี้ละก็บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่มีผล กำลังใจของเราที่เรียกกันว่าสมาธิ คือ การทรงกำลังจิต ให้มันคิดอยู่ในขอบเขตของกรรมฐานที่เราต้องการ ว่ากันตามปกติ ก็คือทั้งวัน ถ้าจิตเรามีงานอย่างอื่นก็ทำอย่างอื่นไป จิตว่างจากงานนั้นเมื่อไร ก็หันเข้ามาจับอารมณ์พระกรรมฐาน อย่างนี้ทั้งสมถะและวิปัสสนาจะมีผลแก่ท่านโดยรวดเร็ว แล้วก็เกินคาด<DD> <DD>
<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic02/lp034.jpg</CENTER>
<DD>อย่างที่บรรดาท่านพุทธบริษัทใช้อารมณ์ฝึกมโนมยิทธิก็ดี ฝึกทิพพจักขุญาณก็ดี ที่ได้ยากนั้นก็หมายความว่าทิ้งอารมณ์ คือ ไม่ทรงอารมณ์ไว้ นี่อย่างหนึ่ง <DD>
<DD>และประการที่ ๒ เวลาที่กระทำ ตั้งใจคิดอยากจะเห็น คิดอยากจะไปเกินไป จัดว่าอุทธัจจะในนิวรณ์ ๕ ประการ อย่างนี้ไม่ได้ผล เขาต้องใช้คำภาวนาให้จิตมันทรงตัว ถ้าจิตทรงตัวมีอารมณ์เป็นสมาธิ สมาธิเกิดขึ้นเมื่อไร จิตมีอารมณ์เป็นทิพย์เมื่อนั้น ถ้าต้องการทิพพจักขุญาณ พอเข้าถึงอุปจารสมาธิชั้นสูง อันดับสูงใกล้จะถึงปฐมฌาน ผลก็เกิด ถ้าต้องการมโนมยิทธิ ถ้าจิตทรงฌาน ๔ เมื่อไร ผลก็เกิด ผลจะเกิดหรือไม่เกิด มันอยู่ตรงนี้ คือ วันทั้งวันเราไม่ทิ้งอารมณ์นั้น ผลมันก็จะเกิด ไม่ใช่ว่าจะมาเลือกเวลากันเฉพาะเวลาฝึก เฉพาะเวลาฝึกเราจึงจะใช้อารมณ์นั้น อย่างนี้นานหน่อย ที่ได้เร็วก็หมายความว่าต้องเป็นคนที่เคยได้มาแต่ในกาลก่อน<DD>
<DD>สำหรับวันนี้ก็จะขอพูดเรื่องพรหมวิหาร ๔ คือมี
<DD>เมตตา ความรัก
<DD>กรุณา ความสงสาร
<DD>มุทิตา จิตใจอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร
<DD>อุเบกขา วางเฉย <DD>
<DD>วันนี้เห็นจะเป็นการควบคุมของพระอนาคามี ความจริงท่านทั้งหลายที่ทรงพรหมวิหาร ๔ เริ่มมาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งชนในระดับนี้ การทรงพรหมวิหาร ๔ ของท่านทรงตัวกว่าจะมาถึงพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบันนั้น พรหมวิหาร ๔ มันดีแล้ว เพราะอะไร เพราะว่าถ้าไม่ดี เป็นพระโสดาบันไม่ได้ แต่ว่าคนที่ทรงพรหมวิหาร ๔ ถ้ามีความจริงจัง เขาก็คิดว่าเริ่มต้นขั้นประถมของพรหมวิหาร ๔ ควรเป็นพระโสดาบัน ไม่ใช่ฌานโลกีย์ <DD>
<DD>นี่การเจริญพระกรรมฐานต้องรู้จุด คือต้องรู้จุดที่เราจะต้องลง ไม่ใช่เป็นนักบินที่ไม่รู้จักสนามบินที่จะลง ถ้าไม่รู้จักสนามบินที่จะลง ไม่ช้าน้ำมันหมด ตกลงมาตาย อย่างกับนักเจริญพระกรรมฐานทั้งหลายหาจุดไม่ได้ก็ว่ากันเรื่อยไป คุยกันถึงเรื่องนั่งนาน ภาวนานาน เดินนาน ยืนนาน นั่งนาน เอานาน ๆ เข้าว่ากัน ไม่มีอะไรเป็นผล ผลมันอยู่ที่จิตบริสุทธิ์หรือที่จิตทรงตัว คือ ผลจริง ๆ ที่เราต้องการ ก็คือ ความเป็นพระอริยเจ้า อย่างเลวที่สุดเราควรจะเป็นพระโสดาบัน นี่ผมพูดตามความต้องการของพระพุทธเจ้า อย่างดีที่สุด เราต้องการความเป็นพระอรหันต์ <DD>
<DD>ฉะนั้น หากว่าท่านผู้ตั้งใจทรงพรหมวิหาร ๔ อย่าลืมนะครับว่านักปฏิบัติ ไม่ว่าปฏิบัติทางโลก ทางธรรม ชั้นต่ำ ชั้นสูง ถ้าขาดอิทธิบาท ๔ ก็ไม่มีทางมีผล <DD>
<DD>อิทธิบาท ๔ คือ <DD>
<DD>ฉันทะ มีความพอใจในอารมณ์ที่เราต้องการ คือในกรรมฐานอารมณ์ใด อารมณ์หนึ่งที่เราต้องการ พอใจ คือ จิตนึกถึงอยู่เสมอ เหมือนกับชายหนุ่มหญิงสาว ที่เริ่มรักกัน ก็นั่งนึกถึงกันอยู่ตลอดเวลา จะอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล ก็นึกอยู่ถึงกันได้เสมอ นี่ฉันทะ ความพอใจ<DD>
<DD>ประการที่สอง วิริยะ ความเพียร ในเมื่อไม่มั่นใจว่าเขาจะรักเราแน่ ก็ต้องเพียรทำทุกอย่างเพื่อให้เขารัก และอยู่ไกลแสนไกลสักปานใดก็ตาม ก็ต้องเพียร เข้าถึงกันให้ได้ ข้อนี้ฉันใด การเจริญพระกรรมฐานก็เหมือนกัน เพราะกำลังใจเรากลับจากอารมณ์แห่งความชั่ว มาเป็นอารมณ์ของความดี มันก็ต้องต่อสู้ <DD>
<DD>สมมุติว่าไอ้ความชั่วมันเข้ามาครองจิตอยู่ก่อน เราจะเอาความดีเข้ามาครองเมื่อภายหลัง ผู้ครองก่อนก็ต้องประกาศสงครามกัน เราก็ต้องใช้ความพยายามห้ำหั่นตัวร้ายที่ครองในจิตใจของเราให้พินาศไปให้ได้ นี่เป็นความเพียร เราจะไม่ยอมแพ้ วันนี้แพ้พรุ่งนี้สู้ใหม่ เวลานี้แพ้ เวลาหน้าสู้ใหม่ คำว่าแพ้หมายถึง การทรงกำลังใจ มันทรงไม่อยู่ก็แพ้ แพ้ก็เลิก ซ่านเกินไปก็เลิก เมื่ออารมณ์สบาย ตั้งท่าว่ากันใหม่ อย่างนี้ไม่ช้าไม่นานเท่าไร เราก็ชนะ <DD>
<DD>๓. จิตตะ เอาใจจดจ่ออยู่ในอารมณ์นั้นตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ เห็นไหมล่ะ <DD>
<DD>๔. วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญว่าการปฏิบัติการใช้อารมณ์แบบนี้ ถูกต้องตามคำแนะนำของครูบาอาจารย์ คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนแล้วหรือยัง ถ้าไม่ถูกต้องตามนั้นแสดงว่าใช้ไม่ได้ ต้องใช้หลัก ๔ ประการนี้คุมใจอยู่ตลอดเวลา ความจริงที่พูดไป ถามว่ายากไหม ผมไม่เห็นยากเลย ถ้าเราเป็นคนเอาจริงเสียอย่าง ไม่มีอะไรจะยาก ไอ้คำว่ายากนี่ก็หมายความว่า กำลังใจไม่มีความจริง หาจริงไม่ได้ สักแต่ว่าทำผลุบ ๆ โผล่ ๆ นี่เป็นประเภทศรัทธาหัวเต่า ผลุบเข้าผลุบออกแบบนี้มันไม่ได้ ทำศาสนาเขาเสื่อมเสียด้วย <DD>
<DD>ต่อแต่นี้ไปก็มาพูดกันถึงการ เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา จิตอ่อนโยน อุเบกขา วางเฉย ตัวนี้ถ้ามีจริง ๆ จัง ๆ เป็นกำลังของฌานทรงตัวและจิตน้อมเข้าไปถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ เริ่มต้นก็เป็น พระโสดาบัน กับ สกิทาคามี <DD>
<DD>ตอนนี้มาว่ากันถึงเรื่องของพระอนาคามี ได้กล่าวมาแล้วว่า เราควรจะมีความรักในจิตใจของเรา ว่าจงอย่ามัวเมาในกามคุณ ๕ เพราะว่าการมัวเมาใน กามคุณ ๕ คือ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สมผัสระหว่างเพศ ไม่ได้สร้างประโยชน์ ไม่ได้สร้างความสุข มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ คนที่เขาแต่งงานกันน่ะ เห็นไหมว่าเขาทะเลาะกันน่ะมีบ้างหรือเปล่า เวลาก่อนที่จะแต่งงานกัน เลือกแล้วเลือกอีก สวยหรือไม่สวย ดีหรือไม่ดี แหม ... เลือกกันจ้ำจี้จ้ำไช เลือกน้อยเลือกใหญ่ สืบสาวราวเรื่อง สืบตระกูลกันไม่หวาดไม่ไหว พอแต่งงานกันไม่เท่าไร ทะเลาะกันแล้ว ไอ้ความทุกข์ทั้งหลายอย่างอื่นมันก็ติดตามเข้ามา นี่ความสวยความสง่าผ่าเผย ที่ต้องการในลำดับแรก ในที่สุดความเศร้าหมองมันเกิด ทรุดโทรมลงไปทุกวัน ๆ ดูคนที่เขาแต่งงานกันผ่านระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปี แล้วไปขอดูรูปถ่ายที่เขาถ่ายเมื่อ วันแต่งงานน่ะมันคล้ายคลึงกันไหม ดีไม่ดี เราอาจจะจำไม่ได้ คิดว่าผีหลอกก็ได้ มันทรุดโทรมขนาดนั้น มีลูกมีเต้าออกมามันมีความสุขหรือความทุกข์ แบกภาระเรื่อง การเลี้ยงลูกอย่างหนัก ในที่สุดต่างคนต่างตาย และร่างกายของคนที่เรารัก มันสกปรกหรือว่าสะอาด <DD>
<DD>ตอนนี้เราต้องรักจิตของเรา เรียกว่า เรารักตัวเรา คือ จิตคิดว่า อารมณ์อย่างนี้ อาการอย่างนี้ มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ เราแสวงหาความสุข ทำไมจึงจะ ก้าวเข้าไปสู่ในกฎของกามคุณ มันดึงชาวบ้านให้เขาทุกข์ยากลำบาก ต้องพลัดพรากจากกัน " ปิยโต ชายเต โสโก " องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า " ความเศร้าโศกเสียใจเกิดจากความรัก " พอพลัดพรากจากกันตามกฎของธรรมดาเท่านั้นแหละ ร้องไห้งอแง ทำไมจึงไม่คิดว่าคนเราเกิดมาแล้วมันต้องตาย ญาติผู้ใหญ่คนอื่นเขาตายให้ดู ทำไมจึงไม่มอง ไปคิดว่าไอ้คนที่เรารัก ของที่เรารัก มันจะอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย พอจากกันหน่อยตามกฎธรรมดาก็ร้องไห้ อันนี้น่าสังเวชจิต<DD>
<DD>นี่เราใช้เมตตา คือ อารมณ์แห่งความคิดรักตัวเอง ว่าจงอย่าก้าวเข้าไปหาความทุกข์ประเภทนั้นเลย จงใช้อสุภกรรมฐาน กับ กายคตานุสสติกรรมฐาน เข้ามา พิจารณาแล้วก็จับมรณานุสสติกรรมฐาน คือ ความตาย เข้ามาร่วมด้วยช่วยคิดว่า ไอ้สิ่งสกปรกของร่างกายเราก็ดี ร่ายกายเขาก็ดี เมื่อมันอยู่ ประคองกันอยู่ตลอดกาลตลอดสมัยไปได้หรือเปล่า หรือว่ามันตายในวันสุดท้าย ก็ปรากฏว่ามันตาย ถ้ามันตายจากกันจะไปสร้างความลำบาก อยู่คนเดียวไม่ดีกว่าหรือ <DD>
<DD>ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า " เอกายโน อยัง ภิกขเว มัคโค สัตตานัง วิสุทธิยา " ซึ่งแปลเป็นใจความตามเนื้อความว่า " ทางของบุคคลผู้เดียวจัดว่าเป็นทางเอก เป็น ทางนำมาซึ่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง " <DD>
<DD>นี่หมายความว่า แค่ตัวเราคนเดียวเท่านั้นมันก็ทุกข์ พระพุทธเจ้ายังแย้งเข้ามาอีกว่า ไอ้ร่างกายของเราที่เรียกกันว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา นี่มันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา นี่เราไม่ต้องการเขา แล้วก็เลยไม่ต้องการเราเสียด้วย คำว่าเราในที่นี้คือร่างกาย เราจริง ๆ ไม่ใช่กาย กายเป็นเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว เราคือ อทิสสมานกาย หรือที่เราเรียกกันว่าจิต เข้ามาสิงสถิตอยู่ในกาย ใช้กายเป็นที่อยู่ ใช้กายเป็นแดนอาศัย จะทำอะไรจะพูดอะไรก็ใช้กายพูด จะใช้กายทำ เราจริง ๆ ไม่ใช่กาย คือ จิต ที่มีความรู้สึกนึกคิดอะไรต่ออะไรต่าง ๆ นั่นคือเรา <DD> <DD> <DD>
<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic02/waterfall.gif</CENTER>
<DD>แล้วก็มองดูร่างกายว่า มันเป็นเรา เป็นของเราไหม มองเห็นไม่ยาก ตามที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า ร่างกายมันเป็นธาตุ ๔ คือ ตัณหาสร้างขึ้น อาศัยธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ มีอากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ <DD>
<DD>คำว่า วิญญาณธาตุ ที่เราเรียกกัน ประสาท คือ ความรู้สึก แล้วจิตก็ใช้ทำงานต่าง ๆ เกิดขึ้นมาแล้วมันก็ทรุดโทรมลงไปทุกวัน มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน มีความหิวความกระหายตลอดเวลา ไม่ช้ามันก็ตาย ถ้ามันเป็นเราจริง เป็นของเราจริง มันจะตายได้ยังไง <DD>
<DD>เป็นอันว่าปลงใจเสียว่าร่างกายของเราก็สกปรก มันทรุดโทรมทุกวัน มันเป็นของไม่ดี กายนี้เราไม่ต้องการมันอีก และกายคนอื่นเราก็ไม่ต้องการ วัตถุธาตุใด ๆ ที่จะเป็นสมบัติต่อไปในเบื้องหน้าไม่มีสำหรับเรา คือ ชาติหน้า ชาตินี้ต้องมี มันต้องกินต้องใช้ ถ้าตายจากชาตินี้เมื่อไรก็เลิกกัน ถ้าคิดอย่างนี้มันก็เลย เป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์กันไปเลย พระอรหันต์เขาคิดแค่นี้ ตอนนี้เราเอาแค่ตัดกามฉันทะกันก่อน <DD>
<DD>ย้อนกล่าวถึงกามฉันทะ ( อนาคามีก็ต้องปฏิฆะอีกอันหนึ่ง ) คือระงับกามฉันทะได้ ตัวนี้ไม่ระงับนะ ตัดขาดไปเลย ความรู้สึกในเพศก็ไม่มี เจอะหน้าคนที่เรา เคยรัก ลักษณะอย่างนี้เราเคยรัก เจอะสีสันวรรณะที่สวยสดงดงามที่เราเคยชอบ ฟังเสียงที่เราเคยหลง ดมกลิ่นที่เราเคยปรารถนา แตะรสที่เราต้องการว่าอร่อย เหลือเกิน สัมผัส<DD> <DD>ระหว่างเพศที่เราต้องการ อาการอย่างนี้ไม่ปรากฏในจิต มีความรู้สึกอยู่ว่ารูปก็ดี รูปสวยมันโกหก เดี๋ยวมันก็พัง เสียงเพราะมันโกหก ไอ้เสียงเพราะ ๆ นี่ไม่แน่หรอก วันนี้เราได้ฟังเสียงหวาน ๆ ชื่นใจ ประโลมใจ พูดจาดี สละสลวยช่วยให้มีความสุข แต่ดีไม่ดีประเดี๋ยวแกก็ด่าส่ง จะไปสนอะไรกับเสียง
<DD>ไอ้กลิ่นก็เหมือนกัน กระทบจมูกแล้วก็หายไป อย่างรสนี่สัมผัสปลายลิ้นกับกลางลิ้นมีความรู้สึก พอถึงโคนลิ้นก็หายไป การสัมผัสร่างกายซึ่งกันและกัน ทุกสิ่งทั้ง ๕ ประการไม่ได้สร้างความสุข ไม่ได้สร้างความทรงตัว เราได้มาทั้งหมดเราก็แก่ไปทุกวัน มันไม่ได้ห้ามความแก่ เราได้มันมาทั้งหมด เราก็มีการป่วยไข้ มีความทุกข์ มีความเหน็ดเหนื่อย ไม่ได้ช่วยให้เราหายเหนื่อย เราได้มันมาแล้วเราก็ตาย ไปคบมันทำไม เลิก พูดกันอย่างย่อ ๆ <DD>
<DD>ต่อนี้ไปก็ว่ากันถึงปฏิฆะ คือความกระทบกระทั่งอารมณ์ ความจริงท่านที่ทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นพระอนาคามีง่าย ผมอยากจะบอกว่าบุคคลใดมีความชำนาญ ในพรหมวิหาร ๔ ผมไม่อยากจะบอกว่า ท่านได้เป็นพระโสดาบันเมื่อนั่น เป็นสกิทาคามีเมื่อมีนี่ ผมไม่อยากจะพูดอย่างนี้ ผมอยากจะพูดว่า บุคคลใดถ้าทรง พรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ คนนั้นควรจะเริ่มต้นเป็นพระอริยเจ้าด้วยพระอนาคามี เห็นไหม พรหมวิหาร ๔ นี่คุณประเสริฐมาก <DD>
<DD>ตอนนี้เรามาพูดถึงปฏิฆะ คือ การที่ไม่ชอบใจ อารมณ์ที่มันไม่ชอบใจที่มันเกิดขึ้นกับเรา เราก็มานั่งคิดว่าทำไมเราถึงไม่ชอบใจวาจาที่เขากล่าว จริยาที่เขา แสดงออก มันมีเหตุมีผลอะไร และมันดีไหมการแสดงความไม่ชอบใจนี่ มันดีหรือมันชั่ว ถ้าไม่ชอบใจเล็กมันก็บ้าเล็ก ไม่ชอบใจใหญ่มันก็บ้าใหญ่ คือว่าไม่ชอบใจเล็ก จิตมันโกรธ อารมณ์ขุ่น หน้ามันชักนิ่ว ผมไม่สวย อาการที่แสดงออกก็ไม่งาม นี่เริ่มบ้าเล็ก ถ้าไม่ชอบใจใหญ่ มันทนไม่ไหว ปากด่ามือตี <DD>
<DD>นี่เป็นอันว่าบ้าใหญ่ คือไม่ชอบใจใหญ่ และอารมณ์ที่ไม่ชอบใจมันเป็นปัจจัยของความสุขหรือความทุกข์ นั่งนึกอารมณ์ที่ไม่ชอบใจนี่มันเป็นปัจจัยของ ความทุกข์ ไม่ใช่ความสุข ทุกข์ตรงไหนล่ะ ถ้าโกรธเขาขึ้นมาแล้วกินไม่ได้นอนไม่หลับ คิดไว้เสมอว่าเมื่อไรกูจะฆ่ามึงให้ได้หนอ เมื่อไรเราจะทำร้ายมันให้ได้ เมื่อไรเราจะแกล้งให้มันฉิบหายเสียให้ได้ นั่งคิดนอนคิด คิดมากเท่าไรอารมณ์ฟุ้งซ่าน ใจก็ไม่เป็นสุขมีแต่ความเร่าร้อน นอนก็เลยไม่หลับ เมื่อนอนไม่หลับมันก็กิน ไม่ได้ แล้วใครตายก่อนล่ะ คนที่ถูกโกรธตายก่อน หรือว่าคนที่โกรธตายก่อน ถ้าบังเอิญคนที่เขาถูกโกรธเขายังไม่รู้ เขานอนหลับสบาย กินได้นอนหลับ จิตเป็นสุข เราก็มีแต่อารมณ์กระสับกระส่ายหาความสบายไม่ได้ มีแต่ความเร่าร้อน เมื่อนอนไม่หลับกินไม่ได้ ร่างกายมันทรุดโทรมผ่ายผอมลงไปทุกวัน ประสาทก็เริ่มมีอาการ เสื่อม จิตมีกำลังใช้มากเกินไป ประสาททนไม่ไหว ในที่สุดก็โทรม โทรมแล้วก็ตาย มีประโยชน์ไหม <DD>
<DD>ถ้าสมมุติว่าเราจะฆ่าเขาได้นี่ เราจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ คนที่ทำให้เราไม่ชอบใจ ฆ่ามันเสียเลย ไม่เอาไว้เฉพาะหน้า ขืนอยู่ร่วมโลกกันไม่มีความสุข ถ้าเราฆ่าได้โดยสะดวก เขาไม่ต่อสู้ ก็ลองนึกถอยหลังมาว่ามันจะสุขหรือมันจะทุกข์ เพราะคนในโลกนี้ไม่มีแต่เขากับเราสองคน มันมีคนอื่นอยู่ด้วย ถ้าเราไปฆ่าเขาตาย ญาติพี่น้องของเรา เพื่อนที่รักของเขา ก็จะสร้างความแค้นเคืองให้เกิดขึ้นกับเรา <DD>
<DD>ทีนี้เราก็ต้องคอยหลบคอยระวัง เกรงว่าเขาจะมาแก้มือ หรือมิฉะนั้นคนที่รับอาสาแก้มือที่มีความสำคัญก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องจับเราไปขังหาว่าเป็น อาชญากร หมดอิสรภาพ หมดความสุข และต่อไปเจ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการ คือศาล ก็ตัดสินเข้าคุกเข้าตะราง หรือถูกประหารชีวิต <DD>
<DD>นี่อาการที่เราโกรธและทำได้ตามความประสงค์ของเรา มันก็เป็นความทุกข์ เราจะนั่งโกรธทำอะไรกันล่ะ ก็คนที่เขาทำไม่ดีเพราะทางกาย พูดไม่ดีเพราะ ทางวาจา ก็คนผู้นั้นมันคนบ้า เราก็นั่งคิดว่าไอ้พวกคนบ้านี่จะไปถือมันทำไม โบราณท่านบอกว่า " อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา " เขาบ้าอะไร บ้าอำนาจวาสนา อยากจะ เป็นคนเก่ง บ้าความอิจฉาริษยาคนอื่น อยากจะดีแต่ผู้เดียว <DD>
<DD>ก็รวมความว่าบ้าทำลายความสุข คือ ทำลายความเป็นมิตร คนประเภทนี้ปัญญาไม่มีจะคิด มีแต่อารมณ์บ้าเข้าครองใจ ไอ้คนบ้าประเภทนี้ มันไม่มีความสุข มันมีแต่ความทุกข์ตลอดกาลตลอดสมัย ทำไมเราจะต้องบ้าตาม <DD>
<DD>ตอนนี้ต้องหันหาเมตตาตัวเราเองก่อนว่า โอหนอ คนนี้ช่างโง่เหลือเกิน เขาไม่น่าจะทำลายความเป็นมิตรของเรา ถ้าเขาเป็นมิตรกับเราเขายังมีความสุข เขาจะไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องทุกข์ เพราะเราไม่ได้เป็นศัตรู การที่เขาประกาศเป็นศัตรูกับเรานี่ เขาตัดความสุขกับคนไปพวกหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะเรา เพราะพรรคพวก ของเราอีกหลายคนที่ต้องเกลียดเขา เป็นศัตรูกับเขา ถ้าเราไปโกรธกับเขาด้วย มันจะช่วยให้มีความสุขไหม มันก็ไม่มีความสุข อาการที่เขาแสดงออกด้วยความ ไม่พอใจ มันสร้างให้เราแก่เร็วลงไปไหม ถ้าเราอ้วนอยู่ มันทำให้ผอมหรือเปล่า เราเป็นคนร่างกายแข็งแรง ทำให้เราป่วยหรือเปล่า ถ้าเราไม่รับเสียอย่างเดียว ทุกสิ่ง ทุกอย่างไม่มีอะไรมาถึงเรา เรานอนเป็นสุข แกอยากจะด่าบ้าไปคนเดียว แกก็ด่าไปคนเดียว มันบ้านี่ ยิ่งนินทาว่าร้ายเขามากเท่าไร ชาวบ้านเขาก็เกลียดมากเท่านั้น เราก็เฉยเสีย <DD>
<DD>ต้องดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า ใครว่าอะไรท่านก็เฉย ตัวเฉยตัวนี้แสดงว่า พรหมวิหาร ๔ ตัวสุดท้ายเราก็นำมาใช้ เรานึกเมตตาว่าคนนี้ไม่ควรจะสร้างศัตรู สงสาร คิดว่าถ้าเขาเป็นมิตรกับเราเขาจะมีความสุข นี่เขาต้องมีความทุกข์เพราะประกาศตนเป็นศัตรูกับเรา ใช้ข้อท้าย อุเบกขา เข้ามาระงับกับอารมณ์ของใจ ว่าใคร จะบ้ายังไงก็ช่างเขา เราจะไม่ดีเราจะไม่ชั่วเพราะคนรักหรือคนเกลียด เราจะดีหรือจะชั่ว จะมีความสุขหรือความทุกข์ ที่อาศัยความสงบในจิต คือไม่รับทั้งชั่ว ไม่รับทั้งดี คือว่า ไม่รับทั้งคำสรรเสริญ และนินทาเป็นสำคัญ เราจะขอยึดคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดา คือ อุเบกขา ความวางเฉย ทำใจให้เป็นสุข นึกสนุกว่า โอหนอ ... โลกนี้ยังมีคนบ้าอยู่มาก ถ้าหากว่าเราบ้าตามเขาเมื่อไร ตายเราก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ <DD>
<DD>ถ้าทำกำลังใจของเราเป็นสุข ไม่ถือคนบ้า ไม่ว่าคนเมา ช่างเขา เขาอยากจะตกนรกเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นคนที่ใช้การไม่ได้ต่อไป ข้างหน้า มันเป็นเรื่องของเขา เราขอเอาความสุข คือ ยอมจิตสงบ ไม่ยอมรับนับถือวาจาของคนชั่วประเภทนั้น คิดตามแบบขององค์สมเด็จพระภควันต์ที่ตอบกับพราหมณ์ พราหมณ์ด่าพระพุทธเจ้า หาว่าพระพุทธเจ้าแพ้เพราะไม่ตอบ พระพุทธจ้าทรงตรัสว่า " ฉันคิดว่าคนที่ด่าฉัน แล้วฉันด่าตอบ ฉันคิดว่าฉันเลวกว่าคนที่เขาด่าฉัน " นี่เป็น อันว่าคนที่ด่าเรา ว่าเรา ทำให้เราไม่ชอบใจเขาแล้ว เราจงอย่าเลวมากกว่าเขา ถ้าเราไม่ยอมรับเสียเพียงใด เขาก็เลวแต่ผู้เดียว <DD>
<DD>เป็นอันว่าถ้าจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทคิดไว้อย่างนี้ ความเป็นพระอนาคามีก็เกิดขึ้นกับท่าน จะรู้ได้ต่อเมื่อบุคคลใดด่า จิตเรามีความสุข ไม่สะทกสะท้านในคำด่า เมื่อเขายังด่ามากออกท่ามาก เราจงคิดว่า โอ๊ย ไอ้นี่มันบ้ามากอย่างนี้ เราไม่เอาด้วย ไม่ยอมบ้าแล้ว อย่างนี้ชื่อว่าท่านปฏิบัติตามกระแส พระสัทธรรมเทศนาของสมเด็จพระประทีปแก้ว อาศัยพรหมวิหาร ๔ เป็นพระอนาคามีได้สบาย <DD>
<DD>เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เวลาการที่จะแสดงกันพูดกันก็หมดแต่เพียงเท่านี้ สำหรับต่อไปนี้ ขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควร
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR align=right><TD>สวัสดี</TD></TR></TBODY></TABLE>
<CENTER>( จากเทปเรื่อง พรหมวิหาร ๔ ปี ๒๕๒๑ )
( ม้วน ๓ หน้า ก )</CENTER>
</DD>
Paang
01-26-2006, 08:01 AM
ตอนที่ ๖ ตัดสังโยชน์ ๑๐ เป็นพระอรหันต์
<DD>ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับเวลานี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อนี้ไปขอท่านทั้งหลายได้โปรดตั้งใจสดับ ในเรื่องของเมตตา คือ พรหมวิหาร ๔ ในขั้นสุดท้าย ความจริงพรหมวิหาร ๔ นี่ ผมได้พูดไว้แล้วว่า ถ้าหากว่าท่านผู้ใดตั้งใจจริง มีอิทธิบาท ๔ คือ <DD>
<DD>ฉันทะ มีความพอใจ
<DD>วิริยะ มีความพากเพียรต่อสู้กับอารมณ์ที่เป็นข้าศึก
<DD>จิตตะ สนใจฝักใฝ่เรื่องนั้นอย่างแท้จริง คือ พรหมวิหาร ๔
<DD>วิมังสา ใช้ปัญญาดูว่าอารมณ์ที่ผ่านมาภายนอก เป็นอารมณ์ของความดี หรือว่าเป็นอารมณ์ของความชั่ว ถ้าเป็นอารมณ์ของความดีเราก็รับ ถ้าเป็นอารมณ์ของความชั่วเราก็ไม่รับ <DD>
<DD>ถ้าจิตของบรรดาท่านทั้งหลายทรงอิทธิบาท ๔ นี้ครบถ้วน สำหรับพรหมวิหาร ๔ ก็จะสามารถทำให้ท่านทั้งหลายเป็นพระอรหันต์ได้โดยรวดเร็ว <DD>
<DD>จงอย่าลืมธรรมะอีกข้อหนึ่งว่า เราจะแก้กิเลสตัวไหน กิเลสตัวนั้นมันเข้ามายุ่งกับใจเราเสมอ เพราะมันเป็นข้าศึก ถ้าหากว่าเราจะแก้ความโลภ ทรัพย์สมบัติ มันจะเกิดขึ้นมามากโดยที่คาดไม่ถึง ถ้าจิตของเราไปติดทรัพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านั้น แสดงว่าเราก็แพ้กิเลส
<DD> <DD>ถ้าหากว่าเราจะแก้ราคะ ความรักในเพศ หรือความสวยสดงดงามนั่น จะพบกับแขกที่มีเพศตรงกันข้าม มีลักษณะท่าทางสวยงามสง่าผ่าเผย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สิน มีจริยาเพียบพร้อมเป็นที่น่ารักมายั่วยวน ถ้าจิตใจของเราไม่คล้อยตามไป ชื่อว่าเราชนะ ถ้าเราคล้อยตามไป มีความพอใจ เราก็แพ้แก่กิเลส
<DD>เวลานี้บรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์กำลังเจริญพรหมวิหาร ๔ มี <DD>
<DD>เมตตา ความรัก
<DD>กรุณา ความสงสาร
<DD>มุทิตา มีจิตอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร
<DD>อุเบกขา วางเฉยต่ออารมณ์ของความชั่ว <DD>
<DD>ในขณะที่เราทรงพรหมวิหาร ๔ นี่ เพื่อเป็นการตัดกิเลสตัวสำคัญ คือ โทสะ ก็จงระมัดระวังว่า อาการที่มันจะเกิดโทสะขึ้นอย่างไม่คาดฝัน มันจะมีมาถึงเรา อยู่เฉย ๆ อาจจะมีคนแกล้งมาหาเรื่องก็ได้ เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ผมประสบมามากในขณะที่ฝึก แต่ว่าเราก็ผ่านมาได้แบบสบาย ๆ ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับกำลังใจ หรือว่า อิทธิบาท ๔ อย่างเดียว <DD>
<DD>สำหรับวันนี้จะเห็นว่า จะไม่พูดอารัมภบทมากเพราะเป็นวันจบการเจริญพรหมวิหาร ๔ ของท่าน ผมได้กล่าวมาแล้วถึงขั้นอนาคามีผล คือว่า การเจริญพรหมวิหาร ๔ เป็นพระอนาคามีไม่ยาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเรามีเมตตา ความรัก รักใคร รักเรานี่แหละเป็นสำคัญ กรุณา ความสงสาร เราสงสารใคร เราสงสารตัวเรา มุทิตา มีจิตอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยา คือไม่มีอารมณ์เครียด ในเมื่อความดีมันเข้ามาถึง อุเบกขา วางเฉย เฉยต่ออารมณ์ภายนอก เฉยต่ออารมณ์ภายใน เฉยต่ออารมณ์ของขันธ์ ๕ <DD>
<DD>ความจริงการเจริญพรหมวิหาร ๔ นี่เป็นพระอรหันต์ได้ง่าย ที่ผมว่ารักเราน่ะก็เพราะอะไร คือว่าถ้าจิตของเราไปติดในกามฉันทะ ก็ชื่อว่าเราเป็นคนไม่รักตัวเราเอง เพราะว่ากามฉันทะเป็นกามคุณ ๕ ได้แก่ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ อันนี้มันเป็นของไม่ดี อะไรที่ไหนมันสวยจริง <DD>
<DD>กลิ่นที่ไหนมันหอมเสมอ รสที่ไหนมันอร่อยเลิศตลอดวันตลอดสมัย สัมผัสเป็นเหตุเกิดความสุขใจ แต่มันทุกข์อะไรบ้าง นี่มันเป็นของไม่ดี ถ้าเรารักตัวเราจริง ๆ เราก็ไม่ไปยุ่งกับราคะ คือ ความรัก <DD>
<DD>และสำหรับโลภะ คือความโลภ ความร่ำรวยมันเป็นของดีหรือว่ามันเป็นของเลว เป็นเหตุนำมาซึ่งความสุขหรือเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ เรามองกันจริง ๆ คนที่รวยก็แก่ ก็ป่วย ก็ตาย ด้วยกันทุกคน แล้วก็มีอารมณ์เร่าร้อน ทรัพย์สินทั้งหลายที่เขารวบรวมไว้ได้ ไม่มีใครนำไปได้เมื่อเวลาตาย หากว่าเราไปติดรวยก็แสดงว่าเราไม่รักตัวเอง การที่เราจะรักตัวเองเราต้องเป็นคนวางภาระในความต้องการร่ำรวยเสีย <DD>
<DD>นี่มาอารมณ์โกรธ อารมณ์โกรธนี่เป็นอารมณ์ของความเร่าร้อนไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย เราจะฆ่าเขาเขาก็ตาย เราจะแกล้งให้เขามีทุกข์เขาก็มี ถ้าเราไม่ฆ่าเขาเขาก็ตาย เราไม่กลั่นแกล้งให้เขามีทุกข์เขาก็ทุกข์อยู่แล้ว ฉะนั้นจะต้องไปทำทำไม ถ้าเรารักตัวเราเองก็อย่าสร้างโทสะ ความโกรธให้มันเกิดขึ้น มันสร้างความเร่าร้อนเปล่า ๆ ไม่ได้เกิดประโยชน์ ใครจะบ้าก็ปล่อยให้เขาบ้าไปตามเรื่องตามราว <DD>
<DD>เป็นอันว่าคนที่ทำให้เราโกรธ เราคิดว่านั่นเขาบ้า เขาบ้าตรงไหน บ้าชีวิต บ้าฐานะ บ้าความเป็นอยู่ เพราะอะไร เพราะคนโกรธก็มีอาการเหมือนคนบ้านั่นเอง ยามปกติคนทุกคนต้องการความสงบเสงี่ยม ต้องการความเรียบร้อย แต่ทว่า ความโกรธเกิดขึ้น สติสัมปชัญญะแห่งความดีมันก็หายไป มันก็เหลือแต่ความเลว มันหลั่งไหลมานอกหน้า นี่ถ้าเราสงสารตัวเอง เราก็จงอย่าโกรธ เพราะถ้าเราไม่โกรธ เราไม่บ้า <DD> <DD>
<TABLE height=410 width=300 align=left border=0><TBODY><TR><TD><CENTER>http://www.putthawutt.com/pic02/DSC00020.jpg
มูลนิธิอุบลธรรมรังสี ถ.พุทธมณฑลสาย 4</CENTER>
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พราหมณ์ด่าพระพุทธเจ้าต่อหน้าธารกำนัล องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ก็ทรงเฉย
พราหมณ์ชี้หน้าบอกว่า " พระสมณโคดม แกแพ้ข้าแล้ว "
พระพุทธเจ้าทรงถามว่า " แพ้ตรงไหน "
พราหมณ์จึงตอบว่า " ฉันด่าแก แกไม่ด่าตอบข้า ก็แพ้ข้า "
สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสว่า " พราหมณะ ดูก่อนพราหมณ์ ตถาคตคิดว่าถ้าใครเขาด่าตถาคต ถ้าตถาคตไปด่าตอบคนนั้น แสดงว่าตถาคตน่ะเลวกว่าคนนั้น "
เป็นอันว่าพระพุทธเจ้าทรงด่าพราหมณ์อย่างหนัก พราหมณ์มีปัญญารู้สึกตัว คิดว่าตัวผิดไปเสียแล้ว จึงนั่งกระหย่งถวายนมัสการองค์สมเด็จพระประทีปแก้วแล้วกล่าวว่า
" ภาษิตที่ท่านตรัสวันนี้เป็นของดีมาก ประเสริฐมาก คล้ายกับหงายหม้อที่กำลังคว่ำอยู่ ให้ปากชูขึ้นรับน้ำฝน " แล้วจึงได้น้อมจิตใจของตนขอบวชในพุทธศาสนา เพราะอาศัยรู้ตัวว่าชั่วของพราหมณ์ ไม่ช้าพราหมณ์ก็ได้สำเร็จอรหันต์เป็นพระอริยบุคลเบื้องสูงในพระพุทธศาสนา
<DD>นี่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่มี เราควรจะศึกษากัน จงคิดว่าคนที่มีความโกรธ คือ คนบ้า บ้าในชีวิต บ้าในฐานะ เมาในศักดิ์ศรี ซึ่งมันไม่เป็นของดี ไม่เป็นของจริง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกขัง ถ้าเราเมา มันก็เป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา ในที่สุดเราก็ตาย จะแบกยศถาบรรดาศักดิ์ไปทางไหนกัน <DD>
<DD>เป็นอันว่าเรื่องของการเจริญพรหมวิหาร ๔ นี่ เป็นอรหันต์ง่าย เป็นอรหันต์เพราะว่าเรารักตัวของเราเอง เราสงสารตัวของเราเอง เรารักตัวเอง ก็คือ เราไม่ทำความชั่ว เพราะความชั่วเป็นเหตุแห่งความเร่าร้อน เราสงสารตัวเรา เราก็ระวังไม่ให้ความชั่วมันเกิดขึ้น <DD>
<DD>ข้อที่ ๓. มีจิตอ่อนโยน คือกำลังจิตไม่แข็งกระด้าง ใครเขาทำดีทำชั่วช่างเขา เราพยายามรักษากำลังใจของเราให้บริสุทธิ์ <DD>
<DD>อุเบกขา วางเฉยต่ออารมณ์ทั้งหมด อารมณ์ที่มันมาจากกระแสเสียงก็ดี มาจากอาการทางกายก็ดี ทั้งอารมณ์ภายนอกและอารมณ์ภายใน อารมณ์ภายนอก หมายถึงว่า <DD>
<DD>ตาสัมผัสรูป ไม่สนใจในรูป
<DD>หูสัมผัสเสียง ไม่สนใจในเสียง
<DD>จมูกสัมผัสกลิ่น ไม่สนใจในกลิ่น
<DD>ลิ้นสัมผัสรส ไม่สนใจในรส
<DD>กายสัมผัสแตะต้อง ไม่มีความสนใจในการสัมผัส <DD>
<DD>นี่เรียกว่าเป็นอารมณ์มาจากทั้งภายนอกและภายใน อารมณ์ภายนอก เราชอบใจในรูป ชอบใจในเสียง อารมณ์ภายในนี่กำลังใจที่เข้าไปชอบ เห็นว่ารูปสวย เราชอบ นั่นล่ะรูปเป็นอารมณ์ภายนอก ความรู้สึกเป็นอารมณ์ภายใน เราวางเสียให้หมด <DD>
<DD>ถ้าเรารักตัวเรา นี่ถ้าเราเจริญพรหมวิหาร ๔ จริง ๆ พระพุทธเจ้ากล่าวว่า " ถ้าเราจะรักใครนะ เราต้องรักตัวเราก่อน ถ้าเราสงสารเขา เราก็สงสารเราก่อน เราจะช่วยเขาเราต้องช่วยตัวเราก่อน " อย่างภาษิตโบราณที่ท่านกล่าวว่า " ถ้าจะเอาเตี้ยไปอุ้มค่อม มันก็ไม่มีความหมายอะไร " ต่างคนต่างเตี้ยด้วยกัน คนที่จะอุ้มคนขึ้นมาได้ให้มันพ้นพื้นดิน คนที่อุ้มต้องมีกายสูงกว่าใหญ่กว่าบุคคลที่ถูกการอุ้มฉันใด แม้แต่การปฏิบัติในพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาก็เหมือนกัน เราจะทำให้ชาวบ้านเขาเป็นสุข เราต้องทำใจของเราให้ถึงความสุขเสียก่อน <DD>
<DD>มาตอนนี้เราก็มาพูดกันว่า เราจะทำยังไงล่ะมันถึงจะสุขจริง ๆ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง ทุกวันที่เราลืมตาขึ้นมา จงมองดูพรหมวิหาร ๔ เป็นอันดับแรก แล้วก็ดูอิทธิบาท ๔ ดูบารมี ๑๐ ทั้ง ๔ ประการนี้ให้มันอยู่ครบถ้วน แล้วก็ จรณะ ๑๕ <DD>
<DD>จากนั้นไปเมื่อจิตใจของเราสบาย เราก็มานั่งไล่เบี้ยสังโยชน์ ๑๐ ประการ ตอนนี้เรามานั่งไล่เบี้ยกันแล้ว สังโยชน์ ๑๐ ประการเบื้องต้น คือ ๕ อย่างที่มีความร้ายแรงและหนัก เราผ่านมาแล้ว ได้แก่<DD>
<DD>สักกายทิฏฐิ อันดับต้นมีความรู้สึกว่าเราจะตาย <DD>
<DD>วิจิกิจฉา การสงสัยในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีในเรา คือ คำว่าไม่สงสัยหมายความว่าพระพุทธเจ้าห้ามอย่างไหน เราละอย่างนั้น ทรงสนับสนุนอย่างไหน ก็ปฏิบัติอย่างนั้น มีในเราแล้ว <DD>
<DD>สีลัพพตปรามาส นี่เรามีศีลบริสุทธิ์ <DD>
<DD>กามฉันทะ เราตัดมันได้แล้วจากอนาคามี <DD>
<DD>ปฏิฆะ อารมณ์ที่เข้ามากระทบใจ คือ บุคคลใดที่เขาจะกลั่นแกล้งให้สร้างความโกรธ เราไม่โกรธในเขา ให้อภัยท่าน อย่างนี้เราชนะมันได้แล้ว <DD>
<DD>ต่อแต่นี้ไปก็ทบทวนสังโยชน์อีก ๕ ประการ ที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วกล่าวว่า " เรื่องนี้เป็นอนุสัย " มันเป็นกำลังใจที่ทำยากสักนิดหนึ่ง สังโยชน์ ๕ ประการ คือ <DD>
<DD>๑. รูปราคะ การหลงใหลใฝ่ฝันในรูปฌาน คือเมาในการเข้าฌาน เห็นว่าการเข้าฌานนี่เป็นของประเสริฐ เป็นของเลิศ เป็นของดี พอที่จะโอ้อ้วดใครต่อใครว่าเรา ทรงฌานได้ดี ใช้เวลานาน การเมาในรูปฌานอย่างนี้ไม่ดีแน่ เพราะว่ารูปฌานก็ดี อรูปฌานก็ดี ทั้งสองประการนี้ เป็นเพียงแต่บันได หรือว่า เครื่องรองรับที่จะก้าวไปสู่พระนิพพาน ถ้าจิตใจของเรายับยั้งอยู่แค่รูปฌานและอรูปฌานมันก็ใช้ไม่ได้ คือว่า ท่านทั้งหลายถ้าจะทิ้งรูปฌานและอรูปฌาน <DD>
<DD>โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าได้รูปฌานหรือว่าได้อรูปฌานด้วยก็ตาม ได้ฌานอะไรก็ตาม จะต้องทรงฌานไว้เสมอ ไม่ใช่ว่าถ้าเราจะไม่เมาในรูปฌานและอรูปฌาน นั่นเราไม่เกาะในรูปฌานและอรูปฌาน มันก็ไม่ถูก เรื่องฌานนี้ต้องเกาะ แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังทรงใช้ ในสมัยที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระที่เป็นพระอรหันต์ทุกองค์ ก็ต้องทรงฌานเป็นปกติ แต่ว่า ฌานของพระอริยเจ้าเรียกว่า โลกุตตรฌาน กำลังฌาน " ฌานัง " แปลว่า " การเพ่ง " หรือว่า " การตั้งใจ " กำลังใจพ้นจากสภาวะของโลก นั่นก็คือไม่ติดอยู่ในกามฉันทะ ไม่ติดอยู่ในโลภะ ไม่ติดอยู่ในความโกรธพยาบาท ไม่ติดอยู่ในความหลง เป็นกำลังฌานที่ตั้งใจตรงโดยเฉพาะพระนิพพาน <DD>
<DD>ฉะนั้น การที่ไม่ติดอยู่ในรูปฌานและอรูปฌาน แทนที่จะติดอยู่โดยเฉพาะว่ารูปฌานและอรูปฌานเป็นของดี สามารถทรงกำลังจิตให้มั่นคง จิตเราจะตั้งตรง ไว้เฉพาะรูปฌานและอรูปฌาน อย่างนี้เราไม่เอา เราก็เปลี่ยนเป็นว่าใช้กำลังใจให้เป็นฌาน แต่ฌานนี้อยู่ในอุปสมานุสสติกรรมฐาน คือ เอาอุปสมานุสสติกรรมฐานเข้ามาเป็นอารมณ์ อุปสมานุสสติกรรมฐาน ก็คือ นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ เห็นว่าโลกเป็นทุกข์ เทวโลกและพรหมโลกเป็นสุขจริงแต่สุขไม่นาน หมดบุญวาสนา บารมีเมื่อไรก็ต้องลงกลับมาเกิดกันใหม่ มันก็ยุ่งกันอีก เป็นทุกข์ เราไม่ต้องการ <DD>
<DD>ฉะนั้น ฌานในที่นี้ให้ตั้งไว้ในอุปสมานุสสติกรรมฐาน จิตใจมีความพอใจในพระนิพพานเป็นอารมณ์ อย่างนี้ชื่อว่าไม่หลงในรูปฌานและอรูปฌานนะ </DD>
<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic02/lp020.jpg</CENTER>
<DD>ต่อไปก็ มานะ การถือตัวถือตน ทรงตรัสว่า " อย่าถือตัวเกินไป " คำว่า ถือตัวเกินไปน่ะ มันเกินพอดี ไอ้ตัวน่ะต้องถือ รักษาศักดิ์ศรีในฐานะของตน เวลานี้ เราเป็นคนจะไปกินข้าวกับหมาน่ะมันก็ไม่ได้ หรือว่าถ้าเราในฐานะพุทธศาสนิกชน ถ้าเราเป็นพระ เราจะไปวิ่งเล่นกับเด็ก มันก็ไม่สมควร หรือว่าถ้าเราเป็นเณร เราจะกิน ข้าวเย็น ขึ้นต้นไม้เล่นเหมือนลิงมันก็ใช้ไม่ได้ อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายเป็นผู้ทรงศีล จะทำตนอย่างกะชาวบ้านที่เข้าปราศจากศีลมันก็ไม่ถูก <DD>
<DD>นี่คำว่าถือตัวนี้พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า " อย่าถือตัวจนเกินไป " คำว่า " เกินไป " มันก็แสดงว่ายังมีคำว่าถืออยู่ คือให้ถืออยู่ให้สมควรแก่ฐานะที่เราทรงอยู่ ไม่ใช่ไปรังเกียจชาวบ้าน เห็นว่าเราเลวกว่าเขา เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา คนนั้นชั่วคนนี้ดี ปล่อยเขา เราทรงอารมณ์ไว้ตามอัธยาศัย คือ ในฐานะที่เราเป็นนักพรต</B> ทรงเนกขัมมบารมี แปลว่า ถือบวช <DD>
<DD>คำว่า เนกขัมมบารมี แปลว่า ถือบวชนี่ บวชจะห่มผ้าเหลืองหรือไม่ห่มผ้าเหลืองก็ได้ นุ่งผ้าลาย นุ่งผ้าสีก็ได้ แต่ว่าถ้าใจเป็นพระ ใจปราศจากกิเลส พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า พระ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นมาท่านก็เรียกว่าพระ คือ เริ่มเข้าเขตของความดี ที่เรียกว่า ประเสริฐ ฉะนั้น การถือตัวถือตนที่เรียกว่า มานะ จงวางเสีย แต่ว่าจงถือไว้แต่พอสมควรแก่ฐานะของตน <DD>
<DD>ดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระทศพล พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระพุทธเจ้า เป็นจอมอรหันต์ ท่านก็วางพระองค์ของท่านให้เหมาะสมในฐานะเป็นพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่ทรงถือสาหาความใคร ใครจะเอาอาหารดีมาให้พระองค์ พระองค์ก็ฉัน อาหารที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าเลว ให้มาแล้วพระองค์ก็ฉัน เวลาฉันก็ไม่เคยจะต้องหาแท่นที่ประทับเสมอไป ที่ไหนก็ได้ อย่างนางปุณทาสี เอาแป้งจี่ คือ เอาปลายข้าวกับรำผสมกัน ตำให้แหลก ชุบน้ำทำเป็นแผ่น ปิ้งแล้วก็ห่อชายพกมา เมื่อสวนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เธอถวายสมเด็จพระเด็จพระจอมไตรก็ทรงรับ ก็เห็นว่าเธอแก้ออกมาจากชายพก แล้วก็ใส่บาตร พระพุทธเจ้าก็รับ ไม่ได้รังเกียจ <DD>
<DD>เธอก็นึกว่า พระพุทธเจ้าคงจะฉันของดีจากบ้านเศรษฐีมหาเศรษฐี หรือวังพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ให้พระอานนท์ปูผ้าสังฆาฏิตรงข้างทาง แล้วก็ทรงฉันแป้งจี่เดี๋ยวนั้น นางปุณทาสีดีใจเกือบตาย ในที่สุดก็ฟังพระธรรมเทศนานัยของพระพุทธเจ้าเพียงแค่สั้น ๆ เธอก็ได้พระโสดาบัน นี่ เห็นไหมล่ะ <DD>
<DD>นี่เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าก็ทรงถือพระองค์ว่าเป็นพระพุทธเจ้า วางลีลาให้เหมาะสม แต่ทว่าไม่ถือตัวเกินไปจนกระทั่งคนเขาให้อะไรตามทางก็ไม่รับ ให้ของเลวไม่กิน นั่นพอนางปุณทาสีนึกเท่านั้น สมเด็จพระภควันต์ทรงนั่งที่ตรงนั้นแล้วก็ฉันเลย อย่างนี้ถ้าเราจะมองกันไป สำหรับคนเมาในชีวิต เมาในศักดิ์ศรี จะเห็นว่าองค์สมเด็จพระมหามุนีนี่น่ากลัวจะไม่เป็นเรื่อง วางตนไม่เหมาะสม ทั้ง ๆ ที่ความจริงท่านวางตนเหมาะสมแล้ว ท่านไม่ได้ไปคลุกคลีกับนางปุณทาสี ไม่ได้จับมือถือแขน แต่ทว่าพระองค์ทรงโปรดปรานว่าเธอเป็นคนจน เธอทำบุญเท่านี้ก็ดีแล้ว ขึ้นชื้อว่าทำบุญทำกุศล ลูขัง วา ปะณีตัง วา ของประณีตก็ตาม หรือว่าของเลวก็ตาม ของเขาราคาถูก ถ้าใจของท่านผู้ทำบุญมีจิตเป็นกุศลจริง ๆ ก็มีอานิสงส์มาก <DD>
<DD>นี่การวางตัวต้องดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค โดยเฉพาะอีกท่านหนึ่งก็คือ พระสารีบุตร พระสารีบุตรนี่เป็นเสน่ห์ของคนทุกชั้น ตั้งแต่คนแก่หงำเหงือกไปจนถึงเด็กเล็ก ๆ ท่านวางตัวสม่ำเสมอ เข้าไปในที่ใดก็ทำตัวเสมอกับบุคคลนั้น เข้าไปบ้านไหนก็ตามเด็กเล็กก็จูงหน้า ดึงแขน ดึงขา ดึงหน้า ดึงหลัง บางคนก็ขี่คอห้อยคอ โหนคอก็ตามใจชอบ พระสารีบุตรไม่ว่าอะไร ท่านรักษากำลังใจของเด็ก ถือว่าเป็นคนเข้าถึงคนเป็นคนดี <DD>
<DD>นี่การกระทำอย่างพระสารีบุตรนี้ ก็ควรจะเอาตัวอย่าง แต่ทว่าอย่าไปเล่นกับเด็ก เราแสดงถึงความเมตตากับเด็ก นี่เป็นการวางตัวนะ ถ้าทำได้อย่างนี้ก็แสดงว่า เราหมดการถือตัวถือตน เป็นการตัดสังโยชน์มาทั้ง ๘ ข้อ ใกล้จะเป็นพระอรหันต์ <DD>
<DD>ต่อไปองค์สมเด็จพระทศพลกล่าวว่า อุทธัจจะ ความฟุ้งของจิต เห็นไหมล่ะ เคยบอกแล้วว่าเป็นอนาคามียังมีอารมณ์ฟุ้ง และการฟุ้งของอนาคามีนี่ไม่ได้ฟุ้งลง มันฟุ้งขึ้น หรือฟุ้งทรงตัว ก็ได้แก่กาลบางครั้ง อาจจะมีอารมณ์คิดว่า เราทรงความเป็นอนาคามีแล้วนี่ องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรกล่าวว่า " เราตายจากความเป็นคนแล้วไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม เราก็บำเพ็ญบารมีนิพพานบนนั้น " ดีไม่ดีจิตจะคิดสั้งลงไปนิดว่า " ช่างมันเหอะ เอาแค่นี้ก็พอ " แต่ทว่าชีวิตของเรายังมีอยู่ เราจะรอเพื่อทำในกาลต่อไปน่ะไม่สมควร การทำงานทุกอย่างให้เสร็จเดี๋ยวนี้นั่นแหละดี <DD>
<DD>ฉะนั้น อารมณ์ฟุ้งของพระอนาคามีมีแค่นี้ และก็ตัดใจโดยเฉพาะ ใช้อุปสมานุสสติกรรมฐานเป็นอารมณ์ มีความนิยมว่าเราต้องการนิพพานในชาตินี้ จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ไม่มุ่งหวังอะไรทั้งหมด มนุษยโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี เทวโลกก็ดี ไม่เป็นที่นิยมสำหรับเรา อย่างนี้ถือว่าตัดอารมณ์ฟุ้งเสียได้แล้ว สบาย <DD>
<DD>ต่อมาองค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงตรัสว่าตัดอวิชชา อวิชชานี่แยกเป็นธรรมะออกได้ ๒ อย่าง คือ ฉันทะ กับ ราคะ ไม่ยาก ถึงตรงนี้ไม่มีอะไรยาก มันหมดแล้ว ฉันทะกับราคะ ก็คือ <DD>
<DD>ฉันทะ มีความพอใจในความเป็นมนุษย์ มีความพอใจเป็นเทวดา มีความพอใจเป็นพรหม อย่างนี้ไม่มีสำหรับเรา <DD>
<DD>ราคะ เห็นว่ามนุษยโลกสวย เทวโลกสวย พรหมโลกสวย ไม่มีสำหรับเรา เราต้องการพระนิพพาน อารมณ์อย่างนี้จะตัดได้อย่างไร ตัดได้เฉพาะอาศัยอารมณ์เมตตาจิต คือ มีอารมณ์เย็น <DD>
<DD>หวนกลับเข้าไปตัดจุดเดียว ไม่ต้องตัดทั้งหมด คือ ตัดจุดเดียวที่ สักกายทิฏฐิ มาพิจารณาร่างกายว่าร่างกายมันเป็นเรา เป็นของเราหรือเปล่า ร่างกายมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา อธิบายมามากแล้ว มันเป็นธาตุ ๔ ธาตุ ๔ นี่มันมีการเกิน แล้วก็มีการเสื่อม แล้วก็มีการสลายตัว และร่างกายนี้มันไม่เป็นเรา ไม่เป็นของเรา แล้วร่างกายของคนอื่นล่ะ ถ้าเราไปรักเขาไปแต่งงานกับเขา ไปอยู่กับเขา มันจะอยู่กันได้ตลอดกาลตลอดสมัยไหม แล้วมีอะไรบ้างที่ร่างกายของเขาจะพยุงร่างกายของเราไม่ให้แก่ พยุงร่างกายของเราไม่ให้ป่วย พยุงร่างกายของเราไม่ให้มีทุกข์ มันทำได้ไหม ทำไม่ได้ <DD>
<DD>ฉะนั้น เมื่อร่างกายมันไม่ใช่ของเรา เราก็ไม่สนใจในมันเสีย จะสนใจทำไม ไม่ช้ามันก็พัง จะตายเมื่อไรก็เชิญ เมื่อมันตายเสียได้เมื่อไร เราไปนิพพานเมื่อนั้น <DD>
<DD>นี่ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ในตอนนี้ต้องทบทวนสังโยชน์ ๑๐ ประการอยู่เสมอ เรียกว่าทบทวนกันทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทบทวนข้อต้น คือว่า ร่างกายเป็นเราหรือไม่ใช่เรา โอ๊ะ! ไม่ใช่เรานี่ เป็นธาตุ ๔ เป็นเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว แล้วเราจะเกาะมันเพื่อประโยชน์อะไร มันเดินเข้าไปหาความตาย เราก็รู้ คนอื่นเขาตายให้เห็นเป็นครูถมไป ชาตินี้ชาติเดียวเป็นชาติสุดท้ายที่เราจะเมากายแบบนี้ ร่างกายของคนอื่นเราก็ไม่ถือเป็นสาระ สมบัติทั้งปวงในโลกทั้งหมด ปรากฏว่ามันไม่ใช่ของเรา ตายแล้วเอาไปไม่ได้ ปล่อยมันไป มันจะไปทางไหนก็ตามใจมัน จิตใจของเราก็ไม่มีการผูกพันในร่างกายของเราด้วย ไม่มีความผูกพันในร่างกายของบุคคลอื่นด้วย ไม่มีความผูกพันในวัตถุธาตุทั้งหลายด้วย คิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีชีวิตอยู่ก็ใช้มัน ตายแล้วก็เลิกกัน จิตก็เป็นสุข <DD>
<DD>อารมณ์ในตอนนี้เป็นอารมณ์ที่เข้าถึงอรหันตผล บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน อารมณ์จะมีความเบา จะกระทบกับอารมณ์อะไรทั้งหลายก็ตาม มันมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า เป็นธรรมดา ถูกเขาด่าก็ถือว่าคนที่เกิดมาในโลกนี้ไม่พ้นการนินทาด่าว่า เป็นธรรมดาของชาวโลก พอประสบกับคำสรรเสริญก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา คือ จิตใจไม่หวั่นไหว ใจปกติ ที่ท่านบอกว่า สำหรับบัณฑิตมีอารมณ์ไม่ขึ้นไม่ลง คือ ไม่หวั่นไหวไม่โกรธ เขาด่าก็ไม่โกรธ เขาชมก็ไม่ยินดี เพียงเท่านี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ขึ้นชื่อว่าพรหมวิหาร ๔ ช่วยให้ได้เป็นอรหันต์ได้ ฉะนั้น สำหรับพรหมวิหาร ๔ ก็ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ จบแล้ว <DD> <DD>
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR align=right><TD>สวัสดี</TD></TR></TBODY></TABLE>
<CENTER>( จากเทปเรื่อง พรหมวิหาร ๔ ปี ๒๕๒๑ )</CENTER><DD><CENTER> </CENTER><DD><CENTER>
( ม้วน ๓ หน้า ข )
</CENTER><DD><CENTER></CENTER>
<DD><CENTER></CENTER><DD><CENTER>" ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ... ตถาคต "</CENTER><DD><CENTER>
</CENTER>
<DD><CENTER>
</CENTER>
<CENTER><TABLE borderColor=#000066 width="80%" bgColor=#3399ff border=1><TBODY><TR><TD vAlign=center>
<DD>" เขาด่ามาเราก็ไม่ด่าไป เขาโกรธมาเราก็ไม่โกรธไป อยากจะด่ายังไงก็เชิญด่า อยากจะโกรธยังไงก็เชิญโกรธ ไอ้คนด่าคนโกรธบ้าไปคนเดียว เมื่ออยากจะบ้าฉันไม่เกี่ยว บุคคลใดผู้ชนะความโกรธชื่อว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก คนที่ไม่โกรธตอบนั่นแหละคนดี "
<DD>" บุคคลใดผู้ชนะความโกรธชื่อว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก แต่ความโกรธที่เราจะชนะได้ยากนี้ ต้องอาศัยพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ หรือว่าทรงฌานในกสิณ ๔ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจึงจะเป็นผู้ชนะ "
<DD>พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า " นินทา ปสังสา " นินทาและสรรเสริญเป็นธรรมดาของโลก เขาสรรเสริญว่าเราดี ถ้าเราเลว มันก็ไม่ดีไปตามคำที่เขาพูด เขานินทาว่าเราเลว ถ้าเราดี เราก็ไม่เลวไปตามคำเขาพูด
<CENTER>( จากเรื่อง จรณะ ๑๕ ในธัมมวิโมกข์ ฉบับ ๓๒ ปี ๒๕๒๖ )</CENTER>
</DD></TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>
</DD>
Paang
01-27-2006, 08:47 AM
ข้อคิดจากธรรมะ อานิสงส์ ๑๑ ประการจากการเจริญพรหมวิหาร ๔
<DD>พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมเป็นที่อยู่ของพรหม คำว่า พรหม แปลว่า ประเสริฐ เป็นอันได้ความว่า คุณธรรม ๔ อย่างนี้ เป็นคุณธรรมที่ทำผู้ประพฤติปฏิบัติให้เป็นผู้ประเสริฐ คือ เป็นมนุษย์ประพฤติธรรม ๔ ประการนี้ ก็เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐโดยคุณธรรม ถ้าตายจากมนุษย์ก็เป็นเทวดาผู้ประเสริฐโดยบุญญาธิการ คือไปเกิดบนชั้นพรหม นอกจากความประเสริฐโดยธรรมในสมัยที่เป็นมนุษย์แล้วท่านว่าคุณธรรม ๔ ประการนี้ ยังให้อานิสงส์เป็นความสุขแก่ผู้ปฏิบัติถึง ๑๑ ประการ ตามที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค ดังต่อไปนี้ <DD> <DD>
<DD>๑. สุขัง สุปฏิ นอนหลับเป็นสุข เหมือนนอนหลับในสมาบัติ
<DD>๒. ตื่นขึ้นมาก็มีความสุข มีอารมณ์แช่มชื่นหรรษา ไม่มีความขุ่นมัวในใจ
<DD>๓. นอนฝันก็ฝันเป็นมงคล มิฝันเห็นสิ่งลามก
<DD>๔. เป็นที่รักของมนุษย์ เทวดา พรหม และภูตผีทั้งปวง
<DD>๕. เทวดาและพรหม จะรักษาให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
<DD>๖. จะไม่มีอันตรายจากเพลิง ไม่มีอันตรายจากสรรพาวุธและยาพิษ
<DD>๗. จิตจะตั้งมั่นในอารมณ์สมาธิเป็นปกติ สมาธิที่ได้ไว้แล้วจะไม่เสื่อม จะเจริญรุดหน้ายิ่งขึ้น
<DD>๘. มีดวงหน้าผุดผ่องเป็นปกติ
<DD>๙. เมื่อจะตาย จะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สติมิฟั่นเฟือน
<DD>๑๐. ถ้ามิได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ เพราะทรงพรหมวิหาร ๔ นี้ผลแห่งการเจริญพรหมวิหาร ๔ นี้ก็จะส่งผลให้ไปเกิดในพรหมโลก
<DD>๑๑. มีอารมณ์แจ่มใส จิตใจปลอดโปร่ง ทรงสมาบัติวิปัสสนา และทรงศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นปกติ
<DD>รวมอานิสงส์การทรงพรหมวิหาร ๔ มี ๑๑ ประการด้วยกัน ต่อนี้ไปจะได้นำหัวข้อพรหมวิหาร ๔ มากล่าวไว้เพื่อศึกษา </DD>
<DD><DD>
<CENTER><TABLE bgColor=#ffcc55 border=1><TBODY><TR align=middle><TD>หัวข้อพรหมวิหาร ๔</TD><TR><TD>๑. เมตตา ความรัก อันเนื่องด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอารมณ์เนื่องด้วยกิเลสที่นับเนื่องในกามารมณ์ร่วมในความรู้สึก</TD><TR><TD>๒. กรุณา ความสงสารปรานี มีความประสงค์จะสงเคราะห์ให้พ้นทุกข์</TD><TR><TD>๓. มุทิตา ความมีจิตชื่นบาน พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คือ ไม่มีจิตริษยาเจือปน</TD><TR><TD>๔. อุเบกขา มีอารมณ์เป็นกลางวางเฉย ไม่เอียงซ้ายเอียงขวา คือทรงความเป็นธรรม</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>
<DD> <DD> <DD>คำอธิบายในพรหมวิหาร ๔ นี้ ไม่น่าจะต้องอธิบายมาก เพราะเป็นธรรมประจำใจ ชินหูเป็นปกติแล้ว จะขอย้ำเพื่อความแน่ใจไว้สักเล็กน้อย ตามธรรมเนียม ของนักเขียน จะไม่เขียนเลยก็จะเสียธรรมเนียม
<DD><DD>๑. เมตตา แปลว่า ความรัก หมายถึง ความรักที่มุ่งเพื่อปรารถนาดี แต่ต้องไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ จะเป็นผลตอบแทนทางกำลังใจหรือวัตถุก็ตาม จึงจะตรงกับคำว่าเมตตาในที่นี้ ถ้าทำไปแล้วหวังผลตอบแทนบุญคุณด้วยการแสดงออกของผู้รับเมตตา หรือหวังตอบแทนด้วยวัตถุ ความต้องการอย่างนั้นถ้าปรากฏในความรู้สึก เป็นเมตตาที่เจือด้วยอารมณ์กิเลส ไม่ตรงต่อเมตตาในพรหมวิหารนี้ <DD>
<DD>ลักษณะของเมตตา ควรสร้างความรู้สึกคุมอารมณ์ไว้ตลอดวันว่า เราจะหวังสร้างความเมตตาสงเคราะห์ เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่มีในโลกนี้ทั้งมวล เราจะไม่ สร้างความสะเทือนใจ ความลำบากกายให้เกิดขึ้นแก่คนและสัตว์ เพราะความสุขความทุกข์ของคนและสัตว์ทั้งมวล เราถือเป็นภาระของเราที่จะต้องสงเคราะห์หรือสบับสนุน ความทุกข์มีขึ้น เราจะมีทุกข์เสมอด้วยเขา ถ้าเขามีสุข เราจะสบายใจกับเขาด้วย มีความรู้สึกรักคนและสัตว์ทั่วโลกเสมอด้วยรักตนเอง<DD> <DD>
<DD>๒. กรุณา แปลตามศัพท์ว่า ความสงสาร หมายถึงความปรานี ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ ความสงสารปรานีนี้ก็มีอาการไม่หวังผลตอบแทนเช่นเดียวกับเมตตา มุ่งหน้าสงเคราะห์คนและสัตว์ที่มีความทุกข์อยู่ให้หมดทุกข์ตามกำลังกาย กำลังปัญญา กำลังทรัพย์เท่าที่จะทำได้ <DD> <DD>
<DD>ลักษณะกรุณา ก็คือการสงเคราะห์ในการให้ ปันด้วยวัตถุตามกำลังที่พอจะช่วยได้ ถ้าวัตถุของเรามีไม่พอ ก็พยายามแสวงหามาสงเคราะห์โดยธรรม คือ หามาโดยชอบธรรม ทั้งนี้หมายความว่า ถ้าผู้ที่จะสงเคราะห์ขัดข้องทางวัตถุ ถ้าตนเองแสวงหามาได้ไม่พอเหมาะพอดี ก็แนะนำให้ผู้หวังสงเคราะห์ไปหาใครคนใดคนหนึ่งที่คิดว่าเขาจะสงเคราะห์ เป็นการชี้ช่องบอกทาง ถ้าเขาขัดข้องด้วยวิชา ก็สงเคราะห์บอกกล่าวให้รู้ตามความรู้ ถ้าตนเองรู้ไม่ถึงก็แนะนำให้ไปหาผู้ที่เราคิดว่ามีความรู้พอบอกได้ <DD> <DD>
<DD>๓. มุทิตา แปลตามศัพท์ว่า มีจิตอ่อนโยน หมายถึงจิตที่ไม่มีความอิจฉาริษยาเจือปน มีอารมณ์แจ่มใสแช่มชื่นตลอดกาลเวลา เห็นใครได้ดีก็ผ่องใสชื่นอกชื่นใจ มีอาการคล้ายกับตนพลอยได้ด้วย ทั้งนี้อารมณ์ของท่านมีมุทิตาประจำใจนั้นคิดอยู่เสมอว่า ถ้าคนทั้งโลกมีโชคดีด้วยทรัพย์และมีความเฉลียวฉลาดเหมือนกันทุกคนแล้ว โลกนี้จะเต็มไปด้วยความสุขและเยือกเย็น ปราศจากภยันตรายทั้งมวล คิดยินดีให้ชาวโลกทั้งมวลเป็นผู้มีโชคดีตลอดวันและคืน อารมณ์พลอยยินดีนี้ต้องไม่เนื่องเพื่อผลตอบแทน ถ้าหวังการตอบแทนแม้แต่เพียงคำว่าขอบใจ อย่างนี้เป็นมุทิตาที่อิงกิเลส ไม่ตรงต่อมุทิตาในพรหมวิหารนี้ ความแสดงออกถึงความยินดีในพรหมวิหาร ไม่หวังผลตอบแทนด้วยกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น <DD> <DD>
<DD>๔. อุเบกขา แปลว่า ความวางเฉย ไม่ใช่เฉยตลอดกาลใครจะเป็นอย่างไรก็เฉย ความวางเฉยในพรหมวิหารนี้หมายถึงเฉยโดยธรรม คือ ทรงความยุติธรรม ไม่ลำเอียงต่อผู้ใดผู้หนึ่งที่จะต้องได้รับทุกข์หรือรับสุข พร้อมกันนั้นก็มีอารมณ์ประกอบด้วยความเมตตาปราณี พร้อมที่สงเคราะห์ในเมื่อมีโอกาส <DD> <DD>
<DD>พรหมวิหาร ๔ นี้ ขออธิบายเพียงย่อ ๆ ไว้เพียงเท่านี้เพราะเป็นธรรมที่ชินหูชินใจทุก ๆ คนอยู่แล้ว พูดมากไปก็ชวนรำคาญมากกว่าชวนฟัง <DD> <DD><DD>
<CENTER>(จากคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน)</CENTER>
</DD>
Paang
01-27-2006, 08:50 AM
ข้อคิดจากธรรมะ อิทธิบาท ๔
<DD>ได้พูดถึงวิธีการต่าง ๆ มามาก ต่อแต่นี้ไปจะพูดถึงกฎบังคับตายตัวในพระพุทธศาสนาอีกอย่างหนึ่งที่นักปฏิบัติไม่ว่าระดับใดต้องยึดถือเป็นกฎบังคับ สำหรับการ ปฏิบัติ ถ้าทิ้งอิทธิบาท ๔ นี้เสียแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่มีทางสำเร็จผลสมความปรารถนา แต่ถ้าท่านผู้ใดทรงการปฏิบัติตามในอิทธิบาท ๔ นี้แล้ว สมเด็จพระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสรับรองผลว่าต้องสำเร็จสมความมุ่งหมายทุกประการ แม้ท่านหวังพระนิพพานในชาตินี้ก็หวังได้แน่นอน ใจความในอิทธิบาท ๔ มีดังนี้ <DD>
<DD>๑. ฉันทะ มีความพอใจในปฏิปทาที่ปฏิบัติโดยสม่ำเสมอ <DD>
<DD>๒. วิริยะ มีความพากเพียรพยายามไม่ท้อถอย <DD>
<DD>๓. จิตตะ สนใจในข้อวัตรปฏิบัตินั้นเนืองนิจ <DD>
<DD>๔. วิมังสา ใคร่ครวญพิจารณาในข้อวัตรปฏิบัตินั้นโดยถูกต้อง<DD>
<DD>กฎ ๔ อย่างนี้ ท่านเรียกว่า อิทธิบาท แปลว่า เข้าถึงความสำเร็จ หมายความว่า ท่านนักปฏิบัติท่านใดจะปฏิบัติในสมถะหรือวิปัสสนาก็ตาม ถ้าท่านมีแนวความคิดรักใคร่สนใจในข้อวัตรปฏิบัติ มีความพากเพียรไม่ท้อถอย สนใจใคร่อยู่เป็นปกติ พิจารณาสอบสวนทบทวนปฏิปทาที่ปฏิบัติแล้วว่าเหมาะสมถูกต้องประการใดหรือไม่เพียงใด ต่อไปควรจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมถูกต้อง ปฏิบัติได้อย่างนี้ สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่า ไม่มีอะไรที่จะทำไม่ได้ไม่สำเร็จ อิทธิบาท ๔ ประการนี้นักปฏิบัติ ต้องยึดไว้เป็นหลักปฏิบัติประจำใจ ไม่มีพระอรหันต์องค์ใดที่จะละเลยไม่ยึดถืออิทธิบาท ๔ นี้เป็นหลักปฏิบัติประจำใจ แม้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเองก็ทรงยึด อิทธิบาทนี้เป็นกฏในการปฏิบัติเช่นเดียวกัน ขอท่านนักปฏิบัติทุกท่านจงยึดอิทธิบาทนี้เป็นหลักชัยประจำใจไว้เสมอ </DD><DD> </DD><DD>
<CENTER>จากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๗๐ หน้า ๑๔๔ (ข้อคิดจากธรรมะ)</CENTER></DD>
Paang
01-27-2006, 08:54 AM
ข้อคิดจากธรรมะ บุคคลผู้ประพฤติถูกแต่อมกิเลส
<DD>นิโครธปริพาชกทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระองค์ตรัสถึงบุคคลผู้ประพฤติเพื่อการละกิเลสไว้มากมาย อยากจะทราบว่าจะทำอย่างไรให้การปฏิบัตินั้นเข้าถึง ความบริสุทธิ์ผุดผ่องใสครบถ้วนบริบูรณ์ <DD>
<DD>๑. พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า นิโครธะ ผู้มีการประพฤติปฏิบัติเพื่อการตัดกิเลส ทำถูก ทำตรงตามวิถีทางการละการตัดกิเลส แต่จิตใจยึดมั่นถือมั่น ดีใจ คิดว่า การปฏิบัติเพียงเท่านี้ดีแล้วจบแล้ว ไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ ก็เป็นอุปกิเลส คือ เข้าไปกอดความชั่วของผู้นั้น <DD>
<DD>๒. คนที่ปฏิบัติถูก ปฏิบัติตรงนั้นยึดมั่นถือมั่นในปฏิปทานั้น ยกตนข่มผู้อื่นว่า " ฉันดีกว่าเธอนะ " อย่างนี้ก็มีกิเลสท่วมหัว <DD>
<DD>๓. ผู้ปฏิบัติถูก ผลเกิดจากการปฏิบัติพอสมควร เมื่อมีคนสรรเสริญก็ติดในคำสรรเสริญ เขาให้ลาภก็ติดในลาภ อย่างนี้ก็เป็นผู้เข้าไปกอดความสกปรกของกิเลสไว้ <DD>
<DD>๔. ผู้ปฏิบัติถูก ผลของการปฏิบัติมีพอควร เมาในผลของการปฏิบัตินั้น คิดว่าเท่านี้พอแล้ว ก็เป็นอันว่าตกอยู่ในหลุมอุจจาระ คือ อุปกิเลส <DD>
<DD>๕. ผู้ปฏิบัติถูก ได้ลาภ ได้รับคำสรรเสริญ ติดในลาภและสรรเสริญ เลยเอาความมีลาภและมีคนสรรเสริญ ข่มขู่ ยกตนข่มผู้อื่น โดยคิดว่าพวกเธอมีลาภไม่เท่าฉัน ฉันรวยกว่า ฉันมีคนเคารพมากกว่านะ อย่างนี้ท่านก็ถือว่ามีความสกปรก คือ กิเลสเลยหัว เช่นเดียวกันเหมือนกปิลภิกขุ และสุนัขปากเปราะ <DD>
<DD>๖. ผู้ปฏิบัติถูก มีผลปฏิบัติพอสมควร มีคนเคารพนับถือมาก เขานำลาภสักการะมาถวายมากมาย ลืมสติลืมตัว เลือกรับของ อะไรที่ตนชอบก็บอกว่าอย่างนี้ใช้ได้ ที่ไม่ชอบก็บอกว่าอย่างนี้ผิดวินัย พระพุทธเจ้าห้ามรับ ไม่หวังเจริญศรัทธาตามปกติ ท่านก็ตรัสว่ามีอุปกิเลสมาก คือ ความเลวเหลือล้น <DD>
<DD>๗. ผู้ปฏิบัติถูก แต่เมาในโภชนะ คือ อาหาร คิดว่าอาหารประเภทนี้ควร อาหารประเภทนี้ไม่ควร เลือกเฉพาะที่ชอบใจ เพราะติดในรสอาหาร ท่านกล่าวว่า ยังสะสม ความชั่วของอุปกิเลสไว้มาก
<DD>๘. ผู้ปฏิบัติถูก เมื่อได้รับความเคารพนับถือจากพระมหากษัตริย์หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นต้น ลืมตัวหลงคิดว่าตนมีศักดิ์ศรีสูงส่งกว่าคนที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นต้น ไม่ได้เข้าไปแสดงความเคารพสักการะ ท่านก็ว่าผู้นั้นเป็นผู้สะสมอารมณ์ชั่ว คือ อุปกิเลส <DD>
<DD>๙. ผู้ปฏิบัติถูก ริษยาผู้อื่นว่ากินไม่เลือก รับไม่เลือก เพราะท่านเหล่านั้นมีคนเคารพและได้ลาภสักการะ ก็เกิดอารมณ์ริษยา ท่านว่าเขาเป็นผู้สะสมชั่ว คือ อุปกิเลส ไว้มาก <DD>
<DD>๑๐. ผู้ปฏิบัติถูก มีผลบ้างเบื้องต้นเห็นท่านอื่นที่ปฏิบัติมีผลดีกว่า มีคนเคารพมาก ก็หาทางโพทนาด่าว่าเปรียบเปรย (นินทา) ให้เกิดความเสื่อมเสียหรือเสียหาย ท่านว่า คนเช่นนี้เป็นจอมสะสมความชั่ว คือ มีอุปกิเลสมาก <DD>
<DD>๑๑. พระองค์ตรัสว่า ผู้ปฏิบัติเพื่อละกิเลส นั่งสมาธิ จริยาแสดงว่าท่านี้ฉันทำสมาธินะ หรือแต่งกายเป็นการแสดงออกให้เข้าใจชัดว่า ฉันเป็นนักปฏิบัติเพื่อตัด กิเลสนะ (ข้อนี้ผู้เขียนคิดว่า ท่านที่นิยมสวมลูกประคำจะเข้าข่ายนี้หรือไม่ ... ) ท่านว่า การแสดงตนอย่างนี้เป็นการโชว์เพื่ออวด ท่านว่ามีอุปกิเลสมาก <DD>
<DD>๑๒. และบางพวกชอบอวดว่า "ฉันนิยมปฏิบัติอย่างนี้นะ ... " บ้าง บางพวกปกปิดจริยาชั่วทำตัวเรียบร้อยด้วยมรรยาท และบางพวกมักโกรธ ผูกโกรธ คือ อาฆาต บางพวกชอบลบหลู่ ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด ขับไล่ มีจริยากระด้างถือตัวจัด มีความปรารถนาลามก มีอารมณ์เห็นผิดคัดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ เป็นต้น ท่านกล่าวว่า เป็นผู้สะสมกิเลส คือความชั่วไว้สูงเลยหัว </DD><DD> </DD><DD> </DD><DD>
<CENTER>จากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๗๔ หน้า ๑๔๓ (ข้อคิดจากธรรมะ)</CENTER></DD>
Paang
01-27-2006, 08:59 AM
ข้อคิดจากธรรมะ นินทา - สรรเสริญ
<DD>การนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน <DD>
<DD>เรื่องนินทาและสรรเสริญ คือว่า การนินทา การสรรเสริญมันมีประจำโลก ถ้าหากว่ายังอยู่ในโลกเพียงใด มันก็ต้องพบกับคำนินทาและสรรเสริญ คนประเภท ไหนบ้างจะถูกนินทาและสรรเสริญ และคนประเภทไหนจะไม่ถูกนินทาไม่มีสรรเสริญ ก็คนที่ไม่ถูกนินทาไม่ถูกสรรเสริญก็คนพวกเดียว คือ พวกไม่เคยเกิด เขายัง ไม่รู้จัก ใช่ไหม ฉะนั้นคนที่เกิดมาแล้วย่อมถูกนินทาและสรรเสริญ แม้แต่พระพุทธเจ้าถูกนินทายังน้อยไป อย่างพราหมณ์ ๔ คน แกด่าต่อหน้าเรื่องนินทาพระพุทธเจ้า มีเยอะ ท่านทำถูก เขาทำผิดไม่เป็นไร ทีนี้คนที่อาศัยท่าน นินทาท่านซิ <DD>
<DD>มีครั้งหนึ่ง ทรงพาพระสงฆ์เสด็จไป เวลานั้นก็มีปริพาชกพวกหนึ่ง มีสุปปิยปริพาชก เป็นหัวหน้า ผู้เป็นลุง นันทมาณพ เป็นหลาน เป็นรองหัวหน้า พาบรรดา ปริพาชกติดตามไป พระพุทธเจ้าพักตรงไหน พระอรหันต์พักตรงไหน เขาก็พักใกล้ ๆ ทั้งนี้เพราะอะไร ตอนเช้าพระไปบิณฑบาต คนใส่บาตรพระ พวกเขาก็เดินตามหลัง พลอยได้ด้วย ถ้าหากว่าไม่เดินตามพระ เดินตามลำพังไม่มีใครใส่บาตรให้กิน แกก็อาศัยพระพุทธเจ้า อาศัยพระอรหันต์ทุก ๆ วันเดินตามไปเรื่อย ๆ <DD>
<DD>ต่อไปเดินไปถึง เมืองนาลันทา กับ เมืองราชคฤห์ ต่อกัน ในช่วงเส้นต่อกัน พระพุทธเจ้าก็พักตรงนั้น บรรดาสุปปิยปริพาชกกับบริวารก็พักใกล้ ๆ เดินตามไป ธรรมดา พระสงฆ์ถ้าอยู่ใกล้ ๆ พระพุทธเจ้า ก็ยิ่งสำรวมมากขึ้น ที่ไปนั้นโดยส่วนใหญ่เป็นพระอรหันต์ ที่เป็นพระปุถุชนก็มีอยู่ และทุกท่านบวชหวังดี ประสงค์ดี ก็มีการ สำรวมใช่ไหม ในระหว่างที่พักอยู่ พระก็มีอาการสำรวมตามปกติ ทีนี้บรรดาปริพาชก เขาไม่ค่อยจะมีระเบียบวินัย เล่นกันบ้าง ล้อกันบ้าง หยอกกันบ้าง เวลาเดินไป พระก็สำรวม ปริพาชกเล่นกัน หยอกล้อกัน <DD>
<DD>ทีนี้เวลากลางคืน พระสงฆ์ทั้งหลายก็เจริญพระกรรมฐาน มีอารมณ์เงียบสงัด ถึงเวลาดึก ก็ต่างคนต่างนอน ต่างคนต่างจำวัด บรรดาพระสงฆ์ก็จำวัดล้อม พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ท่ามกลาง ทรงจำวัดในท่าสีหไสยาสน์ ก็เงียบ สุปปิยปริพาชกตื่นขึ้นมาตอนดึก เห็นพระเงียบ ไม่มีเสียงปรากฏ ดูลูกหลานบริษัทบริวาร ของตน นอนกรนบ้าง น้ำลายไหลบ้าง ก่ายกันบ้าง แกก็ย่องไปดูพระ คิดว่าพระคงจะหนีไปแล้ว ก็เห็นพระอยู่ทุกองค์ มีพระพุทธเจ้าเสด็จบรรทมอยู่ในท่ามกลาง ต่างองค์ต่างเรียบร้อยนอนสนิท มาดูบริวารของตน ก่ายกันบ้าง กรนบ้าง อะไรบ้าง ตามเรื่องตามราว เมื่อเห็นจริยาท่าทางของบริวารของท่านสู้พระไม่ได้ แทนที่ แกจะตำหนิตัวเองว่าไม่สามารถอบรมบริษัทให้ดีได้ กลับไปนั่งนินทาพระพุทธเจ้าตลอดคืน เห็นไหม เขาดีกว่า อาศัยกินด้วยนะนั่นน่ะ บิณฑบาตตามจึงได้กิน ถ้าพูดภาษาเราก็เป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณคน <DD>
<DD>ต่อมา หลานชาย นันทมาณพ ได้ยินเสียงลุงขึ้นมานินทาพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์ นันทมาณพก็ลุกขึ้นมาสรรเสริญพระพุทธเจ้า สรรเสริญพระสงฆ์ เอาซินะ สองคนนี้ถ้ารุ่นราวคราวเดียวกันชกปากกันแน่ แต่เผอิญลุงแก่กว่า ไม่กล้าชก ด่าอย่างเดียว <DD>
<DD>เป็นอันว่า การนินทาและสรรเสริญของ ๒ คนนี้ก็ทราบไปถึงหูชาวบ้าน พอตอนเช้าพระไปบิณบาต ชาวบ้านก็เล่าให้พระฟังว่า เมื่อคืนนี้ สุปปิยปริพาชก นั่งนินทาพระรัตนตรัย เขานินทาหมด นินทาตัวพระพุทธเจ้า นินทาคำสอนของพระพุทธเจ้า นินทาพระสงฆ์สาวงของพระพุทธเจ้าหมดพระรัตนตรัย สำหรับ นันทมาณพ สรรเสริญพระรัตนตรัยตลอดคืนเหมือนกัน เป็นอันว่าลุงกับหลานมีความเห็นไม่ตรงกัน ชาวบ้านก็เล่าให้พระฟัง พระท่านก็แค่ฟัง ฟังมาแล้วท่านก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พอฉันข้าวเสร็จ พอเวลาพระพุทธเจ้าเทศน์ พระก็เข้าไปพร้อมกัน พระบางองค์ก็กราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบว่า เมื่อคืนนี้สุปปิยปริพาชกนินทาพระรัตนตรัย แต่ว่านันทมาณพสรรเสริญพระรัตนตรัย ทั้งสองนี้นินทาและสรรเสริญอยู่ตลอดคืน พระพุทธเจ้าก็เลยเทศน์เรื่องนี้ ท่านบอกว่า <DD> <DD>"ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นินทา ปสังสา การนินทาและสรรเสริญทั้งสองประการนี้ เป็นธรรมดาของชาวโลก"
<DD>
<DD>ชาวโลกทั้งหมดที่เกิดมานี้ต้องพบกับคำนินทาและสรรเสริญ ท่านก็เลยตรัสว่า การนินทาและสรรเสริญทั้งสองประการไม่มีอะไรเป็นผล ถ้าเราเป็นคนดี เขานินทาว่าเราเป็นคนชั่ว เราก็ไม่ชั่วไปตามปากเขาพูด ถ้าเราเป็นคนชั่ว เขาสรรเสริญว่าเราเป็นคนดี เราก็ไม่ดีไปตามปากเขาพูด ฉะนั้นความดีหรือความชั่วอยู่ที่ผลแห่งการปฏิบัติ ถ้าเราปฏิบัติดีเราก็ดี เราปฏิบัติเลวเราก็เลว ก็รวมความว่า ขอบรรดาภิกษุทั้งหลาย อย่าสนใจคำนินทาและสรรเสริญ คือ ไม่สนใจกับคำสรรเสริญที่เขาว่าเราดี เราไม่สนใจกับคำนินทาว่าเราชั่ว<DD>
<DD>เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า จงอย่าสนใจทั้งคำนินทาและสรรเสริญ เขาสรรเสริญเราว่าดี อย่าหลงคำสรรเสริญ ถ้าหลงคำสรรเสริญ จะตกอยู่ในความประมาท เขานินทาว่าเราเลว ก็อย่าไปกลุ้มใจกับคำนินทา คำว่าดีหรือชั่วมันอยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่ผลการปฏิบัติ </DD><DD> </DD><DD> </DD><DD>
<CENTER>จากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๑๐๐ หน้า ๑๓๔ (ข้อคิดจากธรรมะ)</CENTER></DD>
Paang
01-27-2006, 09:01 AM
ข้อคิดจากธรรมะ คำนินทา
<DD>เราเกิดมาเป็นคน เกิดมาเพื่อพบกับคำนินทา ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า <DD>
<DD>นัตถิ โลเก อนินทิโต
<DD>คนที่ไม่ถูกนินทาเลย ไม่มีในโลก คนที่บุญใหญ่ ถูกนินทาใหญ่ คนที่มีบุญเล็ก ถูกนินทาเล็ก อย่างพระพุทธเจ้า เขาไม่นินทานะ เขาด่าต่อหน้าเลยนะ โดนหนักกว่าเรามาก นั่นแหละท่านผู้มีบุญใหญ่ ด่าแหลก เห็นไหมล่ะ ... ? <DD>
<DD>เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับบุญกุศล ชาตินี้ชาติหน้าอะไรหรอก มันเป็นกฏธรรมดา เราเกิดมาแล้วถูกนินทาแน่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปนะ อีกประการหนึ่ง ขอให้คิดว่าคนที่นินทาคนก็ดี คนด่าคนก็ดี เป็นลักษณะของคนบ้า เราก็ไม่ถือคนบ้า ไม่ว่าคนเมาก็หมดเรื่อง ให้เขาบ้าเพียงฝ่ายเดียว <DD>
<DD>อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตอบพราหมณ์ พระพุทธเจ้าท่านกำลังเทศน์อยู่ พราหมณ์โมโหที่ลูกศิษย์ของแกสรรเสริญพระพุทธเจ้า แกรู้ก็ไปชี้หน้าด่า พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยปล่อยให้แกเทศน์แทน ตามพระบาลีท่านบอกว่า ด่าแบบทาสกรรมกรด่ากัน ด่าไปด่ามาแกเหนื่อยแกก็หยุดแล้วชี้หน้า <DD>
<DD>" พระสมณโคดม แกแพ้ข้าแล้ว "
<DD>พระพุทธเจ้าถามว่า " ตถาคตแพ้เธอตรงไหนเล่า ... ? " ท่านพูดเรียบๆ นะ <DD>
<DD>พราหมณ์ตอบว่า " ข้าด่าแก แกไม่ด่าตอบนี่หว่า " <DD>
<DD>พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า " พราหมณ์ ตถาคตมีความรู้สึกว่า ถ้าใครโกรธตถาคตมา ตถาคตโกรธตอบ ตถาคตเลวกว่าคนนั้นนะ " <DD>
<DD>โดนน็อคเลย อีตานั่นนั่งทรุดเลย ยกมือไหว้ กล่าวว่า " วาจาของท่านเป็นสุภาษิต เหมือนกับหงายของที่คว่ำมารับน้ำค้าง " <DD>
<DD>ท่านก็เลยขอบวช บวชแล้วได้เป็นอรหันต์ แบบนี้ถึง ๔ คนด้วยกัน ไม่ทราบว่าทำบุญอะไร ด่าพระพุทธเจ้าเป็นอรหันต์ อย่าไปเอาเข้านะ นี่เพิ่งได้แค่ ๔ คน แต่อย่าไปว่าท่านนะ ท่านเป็นอรหันต์ไปนิพพานหมดแล้ว <DD>
<DD>ไอ้นี่แหละการนินทาเราหลบไม่ได้ ต้องถือว่า ตามคติของพระพุทธเจ้าตรัสกับพระสงฆ์ ระหว่างพระองค์เดินไปกับพระสงฆ์ เมืองนาลันทา กับ กรุงราชคฤห์ ต่อกัน ที่พราหมณ์นำคณะตามไป ท่านลุงนินทาพระพุทธเจ้า หลานสรรเสริญพระพุทธเจ้า ตอนเช้าไปบิณฑบาต ชาวบ้านเขาก็เล่าให้ฟัง พระกลับมาฉันข้าวแล้วก็ไป เฝ้าพระพุทธเจ้า และเล่าให้พระพุทธเจ้าฟัง พระพุทธเจ้าก็บอกว่า <DD>
<DD>" พวกเธอทั้งหลาย จงอย่าสนใจในวาจาทั้งสอง คือนินทาและสรรเสริญ ถ้าเราดีเขานินทาว่าเลว เราก็ไม่เลวไปตามเขาพูด ถ้าเราเลวเขาสรรเสริญว่าดี เราก็ ไม่ได้ดีไปตามคำเขาพูด เราจะดีหรือเลวอยู่ที่การประพฤติและปฏิบัติเท่านั้น " <DD>
<DD>พูดสั้น ๆ เท่านี้พระพวกนั้น ได้บรรลุมรรคผล นี่ต้องถือตามคตินี้นะ ถ้าไปคิดว่าเกิดมาชาตินี้ถูกนินทาแล้วกลุ้มใจตายลงนรกแน่ <DD>
<DD>หลวงพ่อถูกด่าทุกวัน บางทีป่วยแล้วยังได้ยินเสียงด่า เราก็นอนฟังสบาย เราไม่เหนื่อย คนด่าเหนื่อย โอ ... หนักมาก ฉันเจอมาเยอะ คนโชคดีเหมือนกัน เป็นลูกพระพุทธเจ้านี่ แต่เขายังด่าไกล ๆ แต่พระพุทธเจ้า ท่านด่าใกล้ ๆ พระพุทธเจ้าถูกด่ากราดเลยนะ </DD><DD> </DD><DD>
<CENTER>จากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๑๐๑ หน้า ๑๔๓ (ข้อคิดจากธรรมะ)</CENTER></DD>
Paang
01-27-2006, 09:04 AM
ข้อคิดจากธรรมะ ความโกรธ
<DD>จะขอเอาเรื่องเลว ๆ ว่าด้วยความโกรธมาเล่าสู่กัน แต่ไม่ใช่เรื่องของฉันนะ เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าซึ่งมีในพระสุตตันตปิฎก สังยุตนิกาย สัคคาทวรรค เล่มที่ ๑๕ ฉบับสยามรัฐ หน้า ๒๒๔ <DD>
<DD>เรื่องของความโกรธไม่ใช่พระพุทธเจ้าโกรธ คนอื่นเขาโกรธพระพุทธเจ้า เขาโกรธแล้วไม่พอ เขายังด่พระพุทธเจ้าด้วย ท่านกล่าวว่า " สมัยหนึ่งองค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพักอยู่ในมหาวิหาร ชื่อว่า เวฬุวัน วิหารนี้สมัยนั้นเป็นสวน เป็นที่พระราชทานเหยื่อกระแตของพระเจ้าแผ่นดินมคธ ทรงพระนามว่า พระเจ้า พิมพิสาร "<DD>
<DD>ท่านกล่าวว่า มีพราหมณ์คนหนึ่งมีนามว่า ภาวทวาชโคตร ท่านออกจากเรือนแล้วไปบวชเป็นบรรพชิตในสำนักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อน ของท่านคนหนึ่ง เป็นพราหมณ์เหมือนกัน ชื่อ อโคสกทวาชะ ได้ยินข่าวว่าเพื่อนไปบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าก็โกรธ <DD>
<DD>หนอยแน่ พระสมณโคดม ตัวถือสิทธิอย่างหนึ่ง เพิ่งมาใหม่ มาแสดงตัวเด่น เอาเพื่อนของเราไปบวช อันนี้ใช้ไม่ได้ แกโกรธจัด ตามพระบาลีกล่าวว่า อโคสกทวาชพราหมณ์ เข้าไปเฝ้าองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ เข้าไปก็ตั้งใจจะไปด่าพระพุทธเจ้า ครั้นไปถึงแล้ว ก็ด่าองค์สมเด็จพระบรมครู อย่างชาวบ้านเขาด่ากัน ท่านบอกว่าด่าแบบหยาบ ๆ เหมือนกับคนที่ไม่ใช่คนเขาด่ากัน <DD>
<DD>สมเด็จพระจอมไตรแก้ยังไง ? <DD>
<DD>พระพุทธเจ้าฟังอย่างนั้นแล้ว ก็ทรงตรัสกับอโคสกพราหมณ์ว่า " ดูกร พราหมณ์ ท่านมีความสำคัญอย่างไรในความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้ามิตรและอำมาตย์ ที่เป็นญาติสายโลหิตของท่านเคยมาหาท่านบ้างไหม ? " <DD>
<DD>อโคสกทวาชพราหมณ์ ก็ตอบว่า " พระสมณโคดมผู้เจริญ ... " การเรียกชื่อแบบนี้ นี่เขาแสดงอาการเหยียดหยามนะ ท่านบอกว่า " มิตร อำมาตย์ ญาติสาย โลหิต ผู้เป็นแขกของข้าพระองค์ย่อมมาในกาลบางคราว " <DD>
<DD>นี่ผู้แปลบอกว่า ข้าพระองค์ นะ แต่ความจริงเขาไม่พูดข้าพระองค์ เพราะเขาโกรธ <DD>
<DD>สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสถามว่า " ดูกร พราหมณ์ ท่านมีความสำคัญในข้อนั้นเป็นไฉน ท่านจัดของเคี้ยว ของบริโภค หรือว่าของดื่ม ต้อนรับมิตร และอำมาตย์ญาติสายโลหิต ผู้เป็นแขกเหล่านั้นบ้างหรือไม่ " <DD>
<DD>พราหมณ์แกก็บอกว่า " มี พระสมณโคดม ทำไมจะไม่มี เขามาก็ต้อนรับซิ ในบางคราวถ้าแขกไกลหน่อยเราก็รับ ถ้าใกล้หน่อยเราก็ไม่รับ " <DD>
<DD>พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า " ก็ถ้ามิตรและอำมาตย์หรือแขกที่มาหานั้นเขาไม่รับของเคี้ยว ของบริโภค และน้ำดื่มที่ท่านจัดให้นั้น ของทั้งหลายเหล่านั้นมัน จะเป็นของใครล่ะ " <DD>
<DD>พราหมณ์แกก็ตอบว่า " ถ้าเขาไม่รับ ไอ้ของเหล่านั้นก็เป็นของผมตามเดิม จะเป็นของใครล่ะ "<DD>
<DD>องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงได้ทรงตรัสว่า " ดูกร พราหมณ์ ข้อนี้ก็อย่างเดียวกั น ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าอยู่ ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธอยู่ ท่านหมายมั่นอาฆาตมาด ร้ายเราผู้ไม่อาฆาตอยู่ เราก็ไม่คยคิดว่าจะรับ เรื่องการด่าของท่าน เรื่องการด่านี้เป็นของท่านแต่ผู้เดียว "<DD>
<DD>แล้วก็ทรงตรัสต่อไปว่า " ดูกร พราหมณ์ ผู้ใดด่าตอบบุคคลผู้ด่าอยู่ โกรธตอบบุคคลผู้โกรธอยู่ หมายมั่นหรือคิดอาฆาตมาดร้ายต่อบุคคลผู้อาฆาตมาดร้าย อยู่ ผู้นี้เรากล่าวว่าย่อมบริโภคด้วยกัน " <DD>
<DD>บาลีท่านว่าอย่างนั้นนะ หมายความว่า เลวด้วยกัน เดี๋ยวจะไม่เข้าใจ <DD> <DD>
<CENTER>http://www.putthawutt.com/pic02/light.jpg</CENTER><DD><CENTER> </CENTER>
<DD>เป็นอันว่าเขาด่ามาเราก็ด่าไป เขาโกรธมาเราก็โกรธไป เขาเลว เราก็เลว ไอ้ความโกรธ ความด่า นี่มันเลว คนที่ด่าคนน่ะ อย่านึกว่าเขาดีนะ เขาเลว ในเมื่อ เขาเลวแล้วเราก็อย่าเลวตอบ ไอ้สภาพความเลวของเขาคล้าย ๆ กับสุนัขเน่า สุนัขเน่ามันเหม็น มันเลว ไม่มีใครเขาต้องการ เรามีสภาพเหมือนกับใบตอง ถ้าสุนัขเน่า ลอยมา เราเอาใบตองไปห่อสุนัขเน่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่เน่ามันมีกลิ่นเหม็นติดใบตอง ใบตองจะไม่เน่าหรือไม่มีกลิ่นฉันใด ถ้าเขาด่าเรา เราด่าเขา มันก็เน่าเท่ากัน ฉะนั้น เมื่อเขาด่าเรามาเขาเลว ก็ขอให้เขาเลวแต่ผู้เดียว เราอย่างไปนั่งเลวกับเขา <DD>
<DD>ท่านกล่าวต่อไปว่า " ดูกร พราหมณ์ เรื่องมีการด่า เป็นต้น เป็นของท่านแต่ผู้เดียว ท่านผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้รับไว้ เราไม่ได้รับ "<DD>
<DD>เอาละซิ ตอนนี้ยุ่ง ท่านกล่าวว่า " พระราชา อำมาตย์ พร้อมด้วยบริษัทชาวบ้าน อยู่ที่นั้นด้วยนะ "<DD>
<DD>พราหมณ์กล่าวว่า " นี่ พระสมณโคดม บริษัทของท่านมีพระราชาเป็นต้น ย่อมทราบว่าพระสมณโคดมผู้เจริญว่าเป็นพระอรหันต์ ก็เมื่อท่านเป็นอรหันต์ เช่นนั้น ทำไมท่านจึงโกรธเราอยู่ล่ะ <DD>"
<DD>พระพุทธเจ้าตอบว่ายังไง ? <DD>
<DD>องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า " พราหมณ์ ผู้ไม่โกรธ ฝึกฝนตนดีแล้ว มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้ชอบ สงบ คงที่ ความโกรธ จะมีมาจากไหน คนใดโกรธตอบ บุคคลผู้โกรธแล้วผู้นั้นเป็นผู้อาฆาตกว่าบุคคลนั้นเอง " <DD>
<DD>หมายความว่าถ้าเขาโกรธเรา และเราโกรธตอบ เราก็เลวกว่าเขา นี่ท่านด่าแบบประเภทผู้ดีจริง ๆ เพราะการที่บุคคลนั้นไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ขึ้นชื่อว่าย่อมชนะสงครามอันบุคคลชนะได้โดยยาก <DD>
<DD>ผู้ใดรู้อยู่ว่าผู้อื่นโกรธ แล้วมีสติสงบเสียได้ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมประพฤติประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ แก่ตนเองและบุคคลอื่น เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ ของตนและบุคคลอื่น คนทั้งหลายที่มีความโง่ ไม่มีความฉลาดในธรรม ย่อมมีความสำคัญว่าบุคคลนั้นเป็นผู้เขลา <DD>
<DD>นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตอบพราหมณ์แบบนี้จำไว้ให้ดีนะ <DD>
<DD>ถ้าเขาด่าเราแล้วเราไม่ด่าตอบ เขาก็จะคิดว่าเรานี่กลัวเขา เราโง่กว่าเขา เราควรจะด่าตอบ แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่คิดอย่างนั้น ท่านคิดว่าถ้าใครเขาโกรธเรา เราไม่โกรธตอบ ใครเขาด่าเราเราไม่ด่าตอบ เราเป็นผู้ที่ชนะสงครามที่ชนะได้โดยยาก <DD>
<DD>ก็หมายความสงครามที่จะต้องต่อสู้ ต่อล้อต่อเถียงซึ่งกันและกัน มันมาจากความโกรธ การที่เขาโกรธเรา เราไม่โกรธตอบ เขาด่าเรา เราไม่ด่าตอบ เพราะ ความโกรธเป็นสำคัญ บุคคลนั้นจะต้องมีคุณธรรม ๒ ประการ ประจำใจหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ <DD> <DD>
๑. พรหมวิหาร ๔ มี
<DD>เมตตา ความรัก
<DD>กรุณา ความสงสาร
<DD>มุทิตา มีจิตอ่อนโยน
<DD>อุเบกขา มีจิตวางเฉย <DD> <DD>๒. กสิณ อย่างมดอย่างหนึ่ง คือ
<DD>
<DD>กสิณสีเขียว
<DD>กสิณสีแดง
<DD>กสิณสีเหลือง
<DD>กสิณสีขาว
<DD>ในเมื่อท่านทรงฌานทั้ง ๒ ประการเหล่านี้เป็นฌานเบื้องต้น เป็นฌานเล็ก ๆ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ชนะสงคราม คือ ความโกรธ ชื่อว่าเป็นผู้ทรงความดีหนัก <DD>
<DD>ในเมื่อไม่โกรธ ความเดือดร้อนมันก็ไม่มี ผู้โกรธก็เดือดร้อนแต่ผู้เดียว ยิ่งโกรธแล้วเขาไม่โกรธตอบ ความเผาผลาญของใจมันก็แบกผู้เดียว บุคคลอีกฝ่าย หนึ่งเขาก็ไม่ร้อนด้วย ถูกเผาคนเดียว ร้อนคนเดียว <DD>
<DD>นี่จำให้ดีนะ ความยั่วยุให้โกรธ มันมีอยู่เสมอในที่ทุกสถาน ฉะนั้นบรรดาท่านที่เป็นนักปฏิบัติจงดูพระพุทธดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ถ้าจิตใจของเราฝึกฝนดีแล้ว คือ ทรงพรหมวิหาร ๔ ดีแล้ว จนเป็นฌานสมาบัติเอาอย่างต้นนะอย่างเล็ก ๆ เราจะไม่แสดงอาการโกรธตอบและยิ่งกว่านั้น องค์สมเด็จ พระภควันต์ ทรงตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหารเป็นอรหันต์ คือ เป็นยอดอรหันต์ จะโกรธตอบ ท่านกลับกล่าวว่า <DD>
<DD>" คนที่ไม่โกรธตอบนั่นน่ะเป็นคนดี คนโกรธตอบเป็นคนเลว "
<DD>จำไว้ตรงนี้แล้วก็นำไปประพฤติปฏิบัติ ทำกายทำใจให้พร้อมนะ
<DD>ท่านจงอย่านึกว่าท่านจะไม่ถูกเขาด่า
<DD>จงอย่าคิดว่าจะไม่ถูกใครเขาแกล้ง
<DD>จงอย่าคิดว่าจะไม่มีใครเขาเบียดเบียนท่าน <DD>
<DD>และจงอย่าคิดว่าอารมณ์โกรธ จะไม่เกิดขึ้นกับใจของท่าน ถ้าคิดแบบนี้ก็ประมาทเกินไป <DD>
<DD>เป็นอันว่า เรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายก็โดนมาแล้วทุกคน เวลาเขาด่ามาเราก็ด่าไป เขาโกรธมาเราก็โกรธไป มันเป็นความสุขหรือความทุกข์ เราก็จะเห็นได้ว่า มัน เป็นความทุกข์ ไม่ใช่ความสุข <DD>
<DD>ทีนี้เราลองมาคิดว่า เขาด่ามาเราไม่ด่าไป เขาโกรธมาเราก็ไม่โกรธไป อยากจะด่ายังไงเชิญ อยากจะโกรธก็เชิญโกรธ ใจเราก็เป็นสุข สบายอารมณ์ ใจก็ สดชื่น คนด่าคนโกรธก็บ้าไปคนเดียวเท่านั้น เมื่อเขาอยากจะบ้า ก็บ้าไป เราก็ไม่บ้า <DD>
<DD>อันดับแรก เราจะต้องใช้ ขันติ คือ ความอดใจ หรือ อุเบกขา พยายามวางเฉย ในตอนต้นก็ควรใช้คำว่าพยายามวางเฉยพยายามอดกลั้น พออดกลั้นนาน ๆ พยายามนาน ๆ เข้า ความเคยชินมันก็เกิดอารมณ์เฉย เป็นอุเบกขาปกติ อยากจะด่าก็ด่า อยากจะว่าก็ว่า อยากจะโกรธก็โกรธของนาย ฉันไม่เกี่ยว <DD>
<DD>เป็นอันว่า พราหมณ์นั้นเมื่อได้ฟังกระแสพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส จึงกราบทูลองค์สมเด็จพระจอม ไตรบรมศาสดาว่า <DD>
<DD>" ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปแก่คนมีที่อยู่ในความมืด หรือคนที่มีจักษุบอดทำให้เห็นทางได้ ข้าพระองค์นี้ขอถือพระองค์ผู้เจริญ ขอถือ พระธรรม และขอถือพระสงฆ์เป็นที่พึ่งตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์ขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระองค์ผู้เจริญ " <DD>
<DD>เป็นอันว่า ท่านอโคสกทวาชพราหมณ์ก็บวช ภายในไม่ช้าก็บรรลุอรหันตผล <DD>
<DD>เอาละท่านพุทธศาสนิกชน และพระโยคาวจรทั้งหลายขอเตือนใจว่า ท่านทั้งหลายจะทรงความดีในเขตของพระพุทธศาสนาก็จงอย่าลืมพระวาจาขององค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า <DD> <DD>
<CENTER>" บุคคลใดชนะความโกรธ ชื่อว่าบุคคลนั้น เป็นผู้ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก "</CENTER>
<DD>แต่ความโกรธที่เราจะชนะได้ ก็ต้องอาศัยพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ หรือว่าทรงฌานในกสิณ ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จึงจะเป็นผู้ชนะเบื้องต้น หากว่าชนะ ความโกรธได้แล้ว ก็ได้ชื่อว่า เดินเข้าไปสู่พระนิพพาน </DD><DD> </DD><DD>
<CENTER>จากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๑๐๒ หน้า ๑๔๐ (ข้อคิดจากธรรมะ)</CENTER></DD>
Paang
01-27-2006, 09:07 AM
ข้อคิดจากธรรมะ คุณธรรมของผู้ใหญ่
<DD>คำว่า ผู้ใหญ่ ไม่ใช่คนแก่ ไปถืออายุเป็นสำคัญนี้ไม่ได้ ผู้ใหญ่นี้ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ของอายุ ผู้ใหญ่นี้อยู่ในเกณฑ์ของคุณธรรม คือ ทรงพรหมวิหาร ๔ แล้ว ก็ละอคติ ๔ นี้เรียกว่า ผู้ใหญ่ <DD>
<DD>พรหมวิหาร ๔ มีความรัก รักเสมอกัน กรุณา มีความสงสาร สงสารเสมอกัน มุทิตา ไม่อิจฉาริษยา เมื่อคนทุกคนหรือใครคนใดคนหนึ่งได้ดี เรายินดีกับ ความดีของบุคคลนั้น อุเบกขา ถ้าสิ่งใดเกินวิสัยเกิดขึ้น ถ้าปรากฏก็เป็นอันว่าเราวางเฉยเพราะมันเป็นสิ่งเกินวิสัย นี่ไม่ยาก <DD>
<DD>นี่ผู้ใหญ่ก็ต้องทรงคุณธรรม ๔ ประการ แล้วก็ต้องเว้นความเลว ๔ ประการ คือ อคติ แปลว่า ลำเอียง <DD> </DD>ลำเอียงเพราะความรัก
ลำเอียงเพราะความโกรธ
ลำเอียงเพราะความกลัว
ลำเอียงเพราะความหลง
<DD><CENTER> </CENTER>
<DD>ไอ้นี่ทำไม่ดี เวลาขอบำเหน็จไม่ให้ ไอ้เจ้านี่ดีแต่รับราชการอยู่ที่สำนักงาน มาที่บ้านนี่อะไรใช้ไม่ได้เลย ปีนี้ไม่ขอบำเหน็จให้ อย่างนี้เขาเรียกว่าลำเอียงเพราะความรัก ลำเอียงไม่ขอให้เพราะความรัก <DD>