sukhawadee
01-19-2006, 12:13 PM
สติ สมาธิ ปัญญาhttp://developer.thai.net/ajahn.chah/clipart/036bChairSmile.jpg
...เรานั่งอยู่มันละเอียด มันสงบ สงบในองค์ของฌาน แม้ว่าเราเดินไปเดินมาเราก็มีสติอยู่ มันสงบได้เพราะว่ามันมีสติอยู่อันนั้นมันเป็นองค์ทำให้เกิดปัญญาเราจะต้องบำเพ็ญมันอยู่อย่างนี้ถ้าหากว่าเรามีสติสัมปชัญญะอยู่ คล้ายๆว่าเราหยุดเหมือนไม่หยุด เราเลิกเหมือนไม่เลิก เหมือนกับสายบัวนั้น จับสายบัวขึ้นมาแล้วหักพั๊บ มันก็ขาดจากกันนะ แต่ส่วนละเอียดของใยบัวนั้นมันยังติดต่อกันนะ นั่นมันติดต่อกันอยู่อย่างนั้น
เมื่อเราออกจากสมาธิแล้ว แต่สำนึกว่ายังไม่ออก มันออกแต่การพูด ส่วนความสำนึก ความรู้สึกของเราก็เหมือนกับสายบัวที่หักออกจากกันอย่างนี้ มันก็ขาดจากกัน แต่ส่วนละเอียดของสายบัวใยบัวนั้นยังติดต่อกันอยู่ อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ที่เราเรียกว่าเราเลิกจากสมาธิ มันไม่เลิก เป็นคำพูดโดยปริยาย ความเป็นจริง ความรู้สึกนึกคิดของเรานั้นนะ ความรู้สึกของเราในการกระทำเพียรนั้นมันยังติดต่อกันอยู่ เมื่อติดต่อกันอยู่เมื่อไร "สติ"ก็ยังมีอยู่ เมื่อสติมันมีอยู่ "สมาธิ" มันก็ยังมีอยู่ ประสบกับทุกข์เราก็รู้จัก ประสบสุขเราก็รู้จัก พอประสบอารมณ์ทุกข์ก็นำอารมณ์นั้นกลับมาบ้านพอจิตของเรากระทบอารมณ์ รู้สึกมีอารมณ์แล้วนะ มันก็กลับมาสู่ที่ของมัน อยู่กับที่นั่นแหละ เมื่อมีอารมณ์มากระทบอีกก็รู้อีก เมื่อรู้แล้วมันก็จัด "สมาธิ" ของมัน อยู่ในความสงบอย่างนี้ตลอดวัน ตลอดกลางวันกลางคืน มันจะเป็นอยู่อย่างนี้ ทำไมมันจะไม่เกิดปัญญาล่ะ มันก็เกิดซิ อาตมาเชื่อแน่ว่าคนเราปฏิบัติพรรษาสองพรรษานี้ การปฏิบัติอย่างแท้จริงอาจจะไม่ถึง ๑๕ วันเลย อยู่ไปสองพรรษาสามพรรษา...อยู่ไปอย่างนั้นแหละ แต่การปฏิบัติจริงๆอาจไม่ถึงสิบห้าวันเลยมั้ง มันขาดมันจะไม่ติดต่อ อาการของจิตที่มันติดต่อกันอย่างนี้ ปีหนึ่งจะมีกี่วันละ ถ้าเราไม่รู้จักอันนี้ โดยมากออกจากสมาธิแล้วนึกว่าออกก็ออกเลย จิตมันก็ไม่ติดต่อกัน มันไม่เกิดเป็นวงกลม
อาตมาเคยไปนั่งฟังพักเดียวเท่านั้น พระอาจารย์มั่นท่านพูดให้ฟังว่า "ขณะปฏิบัตินั้นจะต้องให้เป็นวงกลมนะท่านนะ"อาตมาได้ยินเสียงนั้นมากระทบ ท่านพูดว่า "เป็นวงกลม" เท่านั้น เกิดความรู้สึกหลายอย่าง วงกลมนี้กว้างไม่ถึง ๒ เมตร แต่ว่าวงกลมนั้นอาจจะยาวมากที่สุด เหมือนวงล้อของเกวียนนั้นแหละโคมันจะลากไปยาวจนกว่าเกวียนจะพังหรือโคจะตายนั่นแหละ มันไปสิ้นสุดตรงนั้น
ถ้าโคยังไม่ตาย เกวียนนั้นไม่พัง รอยเกวียนมันยาวไปไม่มีจบสักทีเลยฉะนั้นวงกลมเป็นอย่างนี้ มันยาวมันก็ออกจากวงกลม วงกลมนี้มันก็กลายเป็นความยาว ความยาวนั้นเมื่อเราพิจารณาแล้วมันจะเป็นวงกลม การภาวนาที่ท่านว่าให้เป็นวงกลมนั้นน่ะ คือให้มี "สติ" ติดต่อกันไม่มีเสร็จสักทีเลย คนเราหากว่าขาดสติแล้วก็เป็นบ้าเลย ขาดสติ ๕ นาที ก็เป็นบ้า ๕ นาที เอ้า!...ลองดูซิ ผู้มีสติคืนมานั้นจะหายบ้า เมื่อใครไม่มีสติควบคุมอยู่จะเป็นบ้าเลย ขาดไปชั่วโมงหนึ่งหรือสองวันสามวัน ก็เป็นบ้าชั่วโมงหนึ่งหรือสองวันสามวันทั้งนั้นแหละ "สติ" นี้เป็นของสำคัญมากกว่าเขามากที่สุดละ ดังนั้นอาตมาพิจารณาว่า การภาวนาเป็นวงกลมนี้ลึกซึ้งที่สุดที่พระอาจารย์มั่นท่านสอน แต่คนเราก็ไม่ฉลาด ไม่มีปัญญาถึงขนาดนั้น เมื่อเราเข้าใจในธรรมะของท่านข้อเดียว"มันเป็นวงกลม" วงกลมมันจะจบตรงไหนล่ะ มันติดต่อกันทั้งนั้นแหละ...วงกลมนี้ วงกลมมันยาวที่สุดนั่นแหละ มันกว้างที่สุดนั่นแหละ แล้วมันก็แคบที่สุดอีกแหละ มันรู้ทั่วถึง ทำไมปัญญามันจะไม่เกิด ถ้าพิจารณาอยู่ไม่หยุดวงกลมมันจะยาว ปัญญามันจะเกิดทุกแง่ทุกมุม เมื่อเราเห็นสภาพอย่างนี้อยู่ในจิตของเราแล้ว ก็ไม่มีอะไร มันรู้จักอารมณ์ทุกๆอย่างเมื่อเราตามรักษาอยู่ อย่างตรงนี้...ลานวัดของเราตรงแคบๆนี้ เราพยายามกวาดมันอยู่เสมอ พยายามกวาดมันอยู่ ใบไม้ใบไร่มันก็ไม่มีเมื่อเรากวาดไปแล้วก็ดูอยู่ ใบไม้ที่มันปลิวมาตกเมื่อไรเราก็รู้จักเราก็หยิบมันออกเสีย ก็เพราะเรารักษาอยู่
อาการเช่นนี้ ลานวัดที่เรารักษานั้นมันก็จะไม่รกรุงรัง เพราะเรารักษา ตามรักษาอยู่ จิตใจเรานั้นมันจะสว่าง มันจะสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ก็เพราะว่าเรารักษามันอยู่ ไม่มีความประมาทอยู่ ...คนประมาทแล้วก็เหมือนคนตาย คนไม่ประมาทนั้นก็เหมือนคนไม่ตาย โอวาทครั้งสุดท้ายนั้นท่านกล่าวว่า "ภิกษุทั้งหลาย ท่านจงยังความไม่ประมาทให้เกิดขึ้น"ก็เนื่องจากการภาวนา มีความรู้สึกว่ามันเป็นวงกลม...ไม่หลงอารมณ์ ถ้าไม่หลงอารมณ์มันก็ต้องรู้อารมณ์ ถ้าเราไม่รู้อารมณ์เราก็หลงอารมณ์ ถ้าเราเป็นวงกลมอยู่แล้วนะมันก็รู้อารมณ์ เมื่อรู้อารมณ์มันก็ไม่หลงอารมณ์ในเวลานั้นเราอยู่ด้วย "สติสัมปชัญญะ" ตลอดกาล ตลอดเวลา
ถึงแม้ว่าเราจะจำวัดหลับไป...ตื่นขึ้นมา อันนี้มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ จะเดินเหินไปทางไหน มองดูจิตของเจ้าของว่ามันมีความรู้สึกเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ทำไมปัญญามันจะไม่เกิด ทำไมมันจะไม่รู้ ทำไมมันจะไม่เห็น ที่เราภาวนาว่าไม่รู้ไม่เห็น ก็เพราะว่าเราหนีจากที่นี่ เราดูที่ความจริงมันเป็นอยู่อย่างนี้สารพัดอารมณ์ทั้งหลายมันก็ไหลเข้ามาโดยไม่รู้สึกตัว รู้ก็รู้ไม่จริง รู้แต่อารมณ์ ไม่รู้จักแยกอารมณ์กับจิตของเราออก กรณีความรู้สึกอย่างนี้มันจะรู้อารมณ์รู้จิตของเรา อันนี้เป็นจิต อันนี้เป็นอารมณ์ อารมณ์มันเป็นอย่างนี้ จิตมันเป็นอย่างนี้ เราก็แยกออกจากกันได้ อันนี้มันเป็นกิเลส อันนี้มันไม่ใช่กิเลส อันนี้มันเป็นอารมณ์ อันนี้มันไม่ใช่อารมณ์ อันนี้เป็นความรู้ อันนี้เป็นจิต อันนี้เป็นอารมณ์ มันก็แยกออกเป็นส่วนๆ
ถึงแม้เราจะทำอะไรก็ช่างมันเถอะ ถ้ามีอารมณ์ เรารู้อารมณ์แล้วพูดไป พอพูดจบพั๊บมันก็กลับมาสู่บ้านเดิมของมัน มันไม่ส่งออกไปข้างนอก มันไม่วิ่งตามอารมณ์ไปทั่วทิศ ประโยชน์อันนี้ก็คือ กลับมาอยู่ที่ของมัน เหมือนกับแมงมุมน่ะ แมงมุมมันจะทำบ้านของมันเป็นตาข่ายใหญ่ๆ สำหรับจับสัตว์ไว้กิน เมื่อมันทำเสร็จแล้ว แมงมุมมันก็มาจับอยู่กลางบ้าน เฉยอยู่ เหมือนกับเศษอะไรอันหนึ่งที่มันทิ้งไว้อยู่ พอสัตว์แมลงต่างๆมันบินมาถูกเครื่องจับสัตว์ของมัน ถูกบ้านของมัน มันจะมีความกระเทือน แมงมุมก็ตื่นตัววิ่งออกไปจับเอาสัตว์ฆ่าแล้วเก็บไว้ เสร็จแล้วก็กลับมาอยู่ที่เก่าของมันอีก อยู่ไปๆ เมื่อแมลงบินมากระทบอีก มันก็รู้สึกอีกมันก็วิ่งออกไปจับเอาสัตว์นั้นมาอีก พอจับสัตว์ไว้ดีแล้ว มันก็กลับมาอยู่ที่เก่าของมันอีก
สติของเราก็เป็นอย่างนั้น พอมีสติอยู่มันรู้จักอารมณ์ธรรมชาติ ที่ว่าไม่ชอบใจก็รู้จัก รู้แล้วก็กลับมาอยู่ที่ของเรา อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ที่ชอบใจ มันก็รู้จัก รู้แล้วมันก็กลับมาอยู่ที่ของเราเสมอ อย่างนี้ตลอดเวลา อันนั้นธรรมชาติสัตว์มันเป็นอย่างนั้น มันจับอาหาร...มันจับสัตว์เป็นอาหาร อันนี้ก็เหมือนกันเรารู้จักอารมณ์แล้วก็ต้องอยู่อย่างนี้ เมื่อพูดแล้วทำแล้วก็กลับมาอยู่ที่ของเรา อย่างเราที่ทำงานอะไรต่างๆ เมื่อเราทำไป ความรู้สึกเราก็รู้จัก เพราะรู้อยู่เสมอ มันก็เป็นคนไม่ประมาทเท่านั้นแหละมันก็เป็นเรื่องที่ว่า ภาวนาอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ติดต่อกันเป็นวงกลมอย่างนั้น ที่มันจะพร่องอยู่ก็เรียกว่ามันไม่เอาจิตจดจ่อมัน วันนี้หนึ่งภาวนาให้เป็นวงกลม สองให้คัดเอาอันดีๆไป อะไรที่มากระทบก็ให้โยมคิดว่า...อันนี้มันไม่เที่ยง เอาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้นเป็นกัมมัฏฐานอยู่ในความรู้ของเจ้าของ ตรงนี้แหละ ตรงที่จะให้เกิดปัญญา ปัญญามันก็เกิดไปจากนี้ นอกเหนือนี้ไปเป็น "วิปัสสนา"
:u-v: สมมุติ กับ วิมุตติ
"วิปัสสนา" นั้น มันจะรู้ถึง ไม่ใช่ไม่รู้ถึง ที่เรารู้กันทุกวันนี้มันรู้ไม่ถึง มันถึงเหลืออยู่ รู้ให้ถึง อันนี้เรารู้กันไม่ถึง อย่างกระโถนใบนี้ หรือถ้วยใบนี้ เรารู้กันทุกคน หรือ "ดอกไม้" อันนั้นรู้กันทุกคน ถ้าหากมีคนหนึ่งมาแกล้งพูดว่า อันนี้ "ผลไม้" เราก็จะไม่พอใจนะนี่ เพราะว่ามันเป็น "ดอกไม้" คนอื่นมาแจ้งว่าอันนี้"ผลไม้" ก็จะโต้เถียงกันนะอันนี้ โต้เถียงกัน คนที่เข้าใจว่าดอกไม้ก็ดี คนที่เข้าใจว่าผลไม้ก็ดี...เหมือนกัน คนสองคนนี้รู้ไม่ถึงจึงเถียงกัน ถ้ารู้ถึง "ดอกไม้" รู้ถึง "ผลไม้" คนทั้งสองมันจะไม่เถียงกัน ไม่เถียงยังไง? ถ้าเรารู้ว่าอันนี้มันดอกไม้ ถ้ารู้ถึงมันนะ ใครจะมาว่าอันนี้ผลไม้ เราก็สบาย หรือมีคนอื่นมาว่าใบไม้เราก็สบายมีคนหนึ่งพูดว่าดอกไม้...เราก็สบาย เพราะเรารู้ถึงมันทุกอย่าง
"ดอกไม้" นี้มันเกิดมาจากความสมมุติ คนสมมุติมาครั้งแรกสมมุติว่าชนิดนี้เป็นดอกไม้ แล้วก็ถือกันมาเรื่อยๆมา ใครจะมาว่าผลไม้ไม่ได้ ต้องทะเลาะกัน ถ้าคนแรกเขาสมมุติว่าดอกไม้นี้เป็นผลไม้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ชนิดนี้เขาเรียกว่าผลไม้ ไม่ใช่ดอกไม้ เราก็จะเรียกผลไม้เป็นดอกไม้ตลอดจนเดี๋ยวนี้ อันนี้ดอกไม้มันก็ไม่ใช่ ผลไม้มันก็ไม่ใช่ มันจะเป็นดอกไม้เพราะเราสมมุติขึ้นเดี๋ยวนี้ ถ้าสมมุติดอกไม้มันเป็นดอกไม้ ถ้าคนอื่นมาสมมุติว่าเป็นผลไม้ก็เป็นขึ้นเดี๋ยวนี้ อันนี้เราสมมุติในปัจจุบันเรียกว่าดอกไม้ คนอื่นเขาเรียกว่าผลไม้มันก็ขัดแย้งกับเรา คนหนึ่งว่าดอกไม้ คนหนึ่งว่าผลไม้ มันก็ทะเลาะกัน ทะเลาะกันเพราะคนสองคนไม่รู้ตามความเป็นจริงของมัน ถ้ารู้ตามความเป็นจริงว่าดอกไม้ผลไม้นี้เป็นของสมมุติขึ้นมา เป็นของสมมุติขึ้นมาเท่านั้น ถ้ารู้ถึงที่สุดแล้วดอกไม้นี้แหละผลไม้นี้มันไม่เป็นอะไร คนที่สมมุติว่าเป็นดอกไม้มันก็เพิ่งเป็นขึ้นเดี๋ยวนี้แหละ แต่ตัวดอกไม้มันก็ไม่เป็นอะไรอีกแหละ มันเป็นเพราะคนสมมุติขึ้นมา ถ้าเรารู้จักเช่นนี้ ใครจะว่าผลไม้เราก็สบาย เพราะเรารู้วัตถุอันนี้ถึงที่ของมัน รู้ใบไม้ถึงใบไม้รู้ผลไม้ถึงผลไม้ ใครเขาว่าผลไม้เราก็สบาย เขาจะบอกว่าอะไรเราก็สบาย เขาจะว่าดอกมันก็สบาย ทำไมมันถึงสบาย เพราะรู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว อันนี้เราติด "สมมุติ" ติด "อุปาทาน"ยึดมั่นถือมั่นตั้งแต่ไหนแต่ไรมา
เอาซิ...ดอกไม้อันนี้ ถ้ามีคนหนึ่งเขาพูดว่าผลไม้ ก็มัวแต่เถียงกันตลอดเวลา จนจะลงเอาเงินเอาทองกันเสียด้วยนะ ความเป็นจริงนั้นน่ะ อันนี้มันไม่เป็นอะไร มันถูกสมมุติขึ้นมา เป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรมันก็ไม่รู้เรื่อง มันเป็นภาพอันหนึ่งต่างหาก ถ้าเรารู้ตามความเป็นจริงมันแล้ว ใครจะว่าดอกไม้มันก็เหมือนกับผลไม้เรียกว่าผลไม้ก็เหมือนดอกไม้ เพราะรู้ถึงที่สุดของมัน เหตุมันก็ไม่เกิดขึ้นมา ถ้าเรารู้จักกันทุกคนเช่นนี้ ถ้าเป็น "สมมุติ" มันก็ขัดกัน ถ้าพูดถึง "วิมุตติ" นั้นมันไม่เป็นอะไร มันตรงเป็นอันเดียวกัน เอโกธัมโม เป็นอันเดียวกันเท่านั้น ไม่แย้งกันละ พระอริยบุคคลเจ้าทั้งหลายนั้นน่ะ อยู่สักพันองค์ก็ช่างเถอะ พูดขึ้นคำเดียวองค์เดียวก็รู้จักกันหมด ไม่ต้องแก่งแย่งกัน ไม่ต้องเถียงกัน ไม่ต้องขัดข้องอะไรกันแล้ว ท่านรู้จัก เหมือนเรียกดอกไม้ท่านก็รู้จักกันตามความเป็นจริงของมัน จะมาเรียกเป็นผลไม้ท่านก็รู้จักตามความเป็นจริงของมันแล้ว ใครจะมาเรียกใบไม้ท่านก็รู้จักตามความเป็นจริงของมันแล้ว ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับใครแล้ว มันลงกันอย่างนี้ มันพ้นจากอันนี้ไปแล้ว
อันนี้มันเป็นเรื่องสมมุติกัน ถ้าเรารู้อย่างนี้กันทุกคน เราก็พยายามให้เข้าใจกันอย่างนี้ มันถึงจะเห็น มันถึงจะถูกต้อง อย่างตาของเรานี้นะ...ตา เขาสมมุติว่าอันนี้เรียกว่าตา ก็เรียกตากันมาตลอดเวลา ทุกวันนี้ใครจะมาเรียกตาว่าเป็นหูมันก็ทะเลาะกันแล้วอันตัวได้ยินนี้ เพราะฉันยึดมั่นถือมั่นว่าอันนี้เป็นตานะ ท่านจะมาเรียกว่าหูหรือจะมาเรียกว่าจมูกนี่บ้าๆบอๆ มันก็ต้องเถียงกันละ ความเป็นจริงนั้น ถ้าคนเดิมเขาสมมุติว่าหูนี้เป็นตาเสีย ก็จะเรียกหูเป็นตามาจนทุกวันนี้ ก็ไม่มีใครขัดกันแล้ว
เรียกตาเป็นหูเสียก็ไม่มีใครขัดกันแล้ว อันนี้มันเกิดจากสมมุติเท่านั้นแหละ ถ้าพ้น "สมมุติ" แล้ว มันก็เป็น "วิมุตติ" ก็ลงรอยอันเดียวกันเท่านั้นแหละ ไม่มีปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาหรอกเท่านี้แหละ มันเป็นอุปาทาน มันก็เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าตาจริงๆแหละ หูจริงๆ จมูกจริงๆ ถ้าไปถามจมูกมันจะรู้ว่ามันเป็นจมูกไหม? ไปถามตาดูซิ...ว่ามันจะเป็นตาไหม? ไปถามหูดูซิ...ว่ามันเป็นหูไหม? เราก็เป็นบ้าเรียกกันเท่านั้นแหละ ก็ทะเลาะกันเท่านั้นแหละ ทีนี้ถ้าเข้าใจอย่างนี้ มันก็สงบแหละ เขาจะเรียกอะไรฉันก็สบายใจ
:pnkytora: มนุษย์เป็นผู้มีใจสูง
บุคคลที่มีความทุกข์เกิดขึ้นได้ กิเลสมันชอบเป็นอย่างนั้นมันยังไม่ยอม ตัวมันไม่ยอมมันยังมีอยู่ ฉะนั้นเราจะต้องสอนกันไปเรื่อยๆ บางคนก็ติดว่าเราเป็นครูแล้วนะ เป็นครูแล้วไม่ต้องสอนกันหรอก...อย่างนี้ก็มี แต่ว่ามันยังไม่โต ใจมันไม่โต ใจมันไม่สูง ใจมันยังเป็นเด็กเล็กๆอยู่ ที่เราเห็นโตๆเพราะร่างกายมันโตไม่ใช่ว่าร่างกายมันโตแล้วมันดี ถ้าใจมันไม่ดีแล้ว มันก็โตไปไม่ได้ถ้าร่างกายโตมันดี มันก็ดีกว่าหมูเท่านั้นแหละ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงว่าคนเยาว์ เยาวชน...คนยังเยาว์ ท่านพูดถึงเรื่อง "จิตใจ"ทำไมมันจึงเยาว์ เพราะมันชอบทะเลาะกันอยู่ เช่น บางโรงเรียนเอานักเรียนมาอบรม ว่านักเรียนมันสอนยาก มันชอบทะเลาะกันแล้วก็ถามเรื่อยๆไปว่า มีครูกี่คน มีครูสัก ๔๐ คน เคยสามัคคีกันไหม? เคยขัดแย้งกันไหม? ไม่พูด อาตมาก็เลยว่า "เด็กนักเรียนมันสอนยาก มันทะเลาะกัน ก็ควรให้อภัยมัน เพราะมันเป็นเด็กนักเรียน แต่ครูทะเลาะกัน ไม่สามัคคีกัน ไม่ควรให้อภัยเพราะเป็นครูแล้วนี่"
ฉะนั้น เราจึงควรสอนเรื่อยไป จิตใจยังไม่ถึง "โสดาปัตติมรรค" เสียแล้วหรือเป็น "โสดาบันบุคคล" แล้วน่ะ มันยังตกนรกอยู่เรื่อย ชอบกระทำความผิดอยู่เรื่อยในใจนั่นน่ะ เห็นอยู่ว่ามันผิดก็อดไม่ได้ ไปทำจนได้ละ มันอยากทำอยู่นั่นแหละ มันไม่อยากหนี มีแต่อยากทำอยู่นั่นแหละ กลัวอย่างเดียว กลัวคนจะมาเห็น ถ้าจะทำอะไรก็มองหน้ามองหลัง กลัวคนจะเห็นเรา ถ้าคนไม่เห็นก็เลยทำ อันนี้ก็ดูถูกเจ้าของ คนที่ทำไม่ใช่คนหรือ? ไปดูแต่คนข้างนอกว่าเป็นคน ตัวที่เราทำผิดนี้ก็เป็นคนไม่รู้เรื่อง กลัวแต่คนจะเห็นเรา อันนี้ก็ดูถูกเรา เห็นเราไม่เป็นคน เลยทำความชั่วได้
ฉะนั้น พวกเราทั้งหลายก็ยังมีโอกาสที่จะฟังธรรมต่อไป มีโอกาสที่จะทำการปฏิบัติให้ดีขึ้นไป มองดูทุกคนที่มาที่นี่นะ คงรู้จักในใจเรามันมีอยู่ บางทีก็ทำอยู่แต่ไม่พูดเท่านั้นแหละ ให้รู้เอาเองนะ ถ้าบอกตามเป็นจริงแล้วมันครึ่งต่อครึ่ง แล้วที่มานั่งอยู่นี่หรือจะมากกว่านั้น มันถึงเป็นอย่างนี้ ถึงเนื้อแท้จริงๆมันนะ พระพุทธเจ้าท่านว่าคนน้อย มนุษย์มันน้อยที่ใจสูงๆ...มันน้อย มันยังมีอยู่เป็นธรรมดา ฉะนั้นเราจะบอกอะไรหรืออบรม...ความอบรมนั้นมันดี...เราได้ฟัง
พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญว่าร่างกายนี้ตัวมันใหญ่ท่านสรรเสริญที่ "ใจมันสูงขึ้น" ใจมันมีคุณธรรมสูงขึ้น ใจมีความละอายยิ่งขึ้น มีความกลัวยิ่งขึ้น มีความเห็นว่ามันผิดยิ่งขึ้น ให้เห็นชัดเจนท่านจึงเรียกว่าเป็นคนโต...คนใหญ่...คนสูง
พูดถึงพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ต้องเป็นโสดาบันบุคคล โสดาบันบุคคลแล้วอยู่ในบ้านก็ได้ ความคิดมันแตกต่างจากคนแล้ว คนนั้นไม่ต้องแนะนำ คือมันมีอะไรจะแนะนำตนเองอยู่เสมอแล้ว รู้จักผิด รู้จักถูก รู้จักการละการวาง อันนั้นไม่ต้องสอน ค่อยๆไป เรายังเห็นผิดมากหลาย ความเห็นถูกมันยังน้อย ฉะนั้นการมาอบรมหลายวันรำคาญใจ อยากจะกลับบ้าน การอบรมมันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรมาหรอก คือทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเปลี่ยน...สถานการณ์มันเปลี่ยนไป
...เรานั่งอยู่มันละเอียด มันสงบ สงบในองค์ของฌาน แม้ว่าเราเดินไปเดินมาเราก็มีสติอยู่ มันสงบได้เพราะว่ามันมีสติอยู่อันนั้นมันเป็นองค์ทำให้เกิดปัญญาเราจะต้องบำเพ็ญมันอยู่อย่างนี้ถ้าหากว่าเรามีสติสัมปชัญญะอยู่ คล้ายๆว่าเราหยุดเหมือนไม่หยุด เราเลิกเหมือนไม่เลิก เหมือนกับสายบัวนั้น จับสายบัวขึ้นมาแล้วหักพั๊บ มันก็ขาดจากกันนะ แต่ส่วนละเอียดของใยบัวนั้นมันยังติดต่อกันนะ นั่นมันติดต่อกันอยู่อย่างนั้น
เมื่อเราออกจากสมาธิแล้ว แต่สำนึกว่ายังไม่ออก มันออกแต่การพูด ส่วนความสำนึก ความรู้สึกของเราก็เหมือนกับสายบัวที่หักออกจากกันอย่างนี้ มันก็ขาดจากกัน แต่ส่วนละเอียดของสายบัวใยบัวนั้นยังติดต่อกันอยู่ อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ที่เราเรียกว่าเราเลิกจากสมาธิ มันไม่เลิก เป็นคำพูดโดยปริยาย ความเป็นจริง ความรู้สึกนึกคิดของเรานั้นนะ ความรู้สึกของเราในการกระทำเพียรนั้นมันยังติดต่อกันอยู่ เมื่อติดต่อกันอยู่เมื่อไร "สติ"ก็ยังมีอยู่ เมื่อสติมันมีอยู่ "สมาธิ" มันก็ยังมีอยู่ ประสบกับทุกข์เราก็รู้จัก ประสบสุขเราก็รู้จัก พอประสบอารมณ์ทุกข์ก็นำอารมณ์นั้นกลับมาบ้านพอจิตของเรากระทบอารมณ์ รู้สึกมีอารมณ์แล้วนะ มันก็กลับมาสู่ที่ของมัน อยู่กับที่นั่นแหละ เมื่อมีอารมณ์มากระทบอีกก็รู้อีก เมื่อรู้แล้วมันก็จัด "สมาธิ" ของมัน อยู่ในความสงบอย่างนี้ตลอดวัน ตลอดกลางวันกลางคืน มันจะเป็นอยู่อย่างนี้ ทำไมมันจะไม่เกิดปัญญาล่ะ มันก็เกิดซิ อาตมาเชื่อแน่ว่าคนเราปฏิบัติพรรษาสองพรรษานี้ การปฏิบัติอย่างแท้จริงอาจจะไม่ถึง ๑๕ วันเลย อยู่ไปสองพรรษาสามพรรษา...อยู่ไปอย่างนั้นแหละ แต่การปฏิบัติจริงๆอาจไม่ถึงสิบห้าวันเลยมั้ง มันขาดมันจะไม่ติดต่อ อาการของจิตที่มันติดต่อกันอย่างนี้ ปีหนึ่งจะมีกี่วันละ ถ้าเราไม่รู้จักอันนี้ โดยมากออกจากสมาธิแล้วนึกว่าออกก็ออกเลย จิตมันก็ไม่ติดต่อกัน มันไม่เกิดเป็นวงกลม
อาตมาเคยไปนั่งฟังพักเดียวเท่านั้น พระอาจารย์มั่นท่านพูดให้ฟังว่า "ขณะปฏิบัตินั้นจะต้องให้เป็นวงกลมนะท่านนะ"อาตมาได้ยินเสียงนั้นมากระทบ ท่านพูดว่า "เป็นวงกลม" เท่านั้น เกิดความรู้สึกหลายอย่าง วงกลมนี้กว้างไม่ถึง ๒ เมตร แต่ว่าวงกลมนั้นอาจจะยาวมากที่สุด เหมือนวงล้อของเกวียนนั้นแหละโคมันจะลากไปยาวจนกว่าเกวียนจะพังหรือโคจะตายนั่นแหละ มันไปสิ้นสุดตรงนั้น
ถ้าโคยังไม่ตาย เกวียนนั้นไม่พัง รอยเกวียนมันยาวไปไม่มีจบสักทีเลยฉะนั้นวงกลมเป็นอย่างนี้ มันยาวมันก็ออกจากวงกลม วงกลมนี้มันก็กลายเป็นความยาว ความยาวนั้นเมื่อเราพิจารณาแล้วมันจะเป็นวงกลม การภาวนาที่ท่านว่าให้เป็นวงกลมนั้นน่ะ คือให้มี "สติ" ติดต่อกันไม่มีเสร็จสักทีเลย คนเราหากว่าขาดสติแล้วก็เป็นบ้าเลย ขาดสติ ๕ นาที ก็เป็นบ้า ๕ นาที เอ้า!...ลองดูซิ ผู้มีสติคืนมานั้นจะหายบ้า เมื่อใครไม่มีสติควบคุมอยู่จะเป็นบ้าเลย ขาดไปชั่วโมงหนึ่งหรือสองวันสามวัน ก็เป็นบ้าชั่วโมงหนึ่งหรือสองวันสามวันทั้งนั้นแหละ "สติ" นี้เป็นของสำคัญมากกว่าเขามากที่สุดละ ดังนั้นอาตมาพิจารณาว่า การภาวนาเป็นวงกลมนี้ลึกซึ้งที่สุดที่พระอาจารย์มั่นท่านสอน แต่คนเราก็ไม่ฉลาด ไม่มีปัญญาถึงขนาดนั้น เมื่อเราเข้าใจในธรรมะของท่านข้อเดียว"มันเป็นวงกลม" วงกลมมันจะจบตรงไหนล่ะ มันติดต่อกันทั้งนั้นแหละ...วงกลมนี้ วงกลมมันยาวที่สุดนั่นแหละ มันกว้างที่สุดนั่นแหละ แล้วมันก็แคบที่สุดอีกแหละ มันรู้ทั่วถึง ทำไมปัญญามันจะไม่เกิด ถ้าพิจารณาอยู่ไม่หยุดวงกลมมันจะยาว ปัญญามันจะเกิดทุกแง่ทุกมุม เมื่อเราเห็นสภาพอย่างนี้อยู่ในจิตของเราแล้ว ก็ไม่มีอะไร มันรู้จักอารมณ์ทุกๆอย่างเมื่อเราตามรักษาอยู่ อย่างตรงนี้...ลานวัดของเราตรงแคบๆนี้ เราพยายามกวาดมันอยู่เสมอ พยายามกวาดมันอยู่ ใบไม้ใบไร่มันก็ไม่มีเมื่อเรากวาดไปแล้วก็ดูอยู่ ใบไม้ที่มันปลิวมาตกเมื่อไรเราก็รู้จักเราก็หยิบมันออกเสีย ก็เพราะเรารักษาอยู่
อาการเช่นนี้ ลานวัดที่เรารักษานั้นมันก็จะไม่รกรุงรัง เพราะเรารักษา ตามรักษาอยู่ จิตใจเรานั้นมันจะสว่าง มันจะสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ก็เพราะว่าเรารักษามันอยู่ ไม่มีความประมาทอยู่ ...คนประมาทแล้วก็เหมือนคนตาย คนไม่ประมาทนั้นก็เหมือนคนไม่ตาย โอวาทครั้งสุดท้ายนั้นท่านกล่าวว่า "ภิกษุทั้งหลาย ท่านจงยังความไม่ประมาทให้เกิดขึ้น"ก็เนื่องจากการภาวนา มีความรู้สึกว่ามันเป็นวงกลม...ไม่หลงอารมณ์ ถ้าไม่หลงอารมณ์มันก็ต้องรู้อารมณ์ ถ้าเราไม่รู้อารมณ์เราก็หลงอารมณ์ ถ้าเราเป็นวงกลมอยู่แล้วนะมันก็รู้อารมณ์ เมื่อรู้อารมณ์มันก็ไม่หลงอารมณ์ในเวลานั้นเราอยู่ด้วย "สติสัมปชัญญะ" ตลอดกาล ตลอดเวลา
ถึงแม้ว่าเราจะจำวัดหลับไป...ตื่นขึ้นมา อันนี้มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ จะเดินเหินไปทางไหน มองดูจิตของเจ้าของว่ามันมีความรู้สึกเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ทำไมปัญญามันจะไม่เกิด ทำไมมันจะไม่รู้ ทำไมมันจะไม่เห็น ที่เราภาวนาว่าไม่รู้ไม่เห็น ก็เพราะว่าเราหนีจากที่นี่ เราดูที่ความจริงมันเป็นอยู่อย่างนี้สารพัดอารมณ์ทั้งหลายมันก็ไหลเข้ามาโดยไม่รู้สึกตัว รู้ก็รู้ไม่จริง รู้แต่อารมณ์ ไม่รู้จักแยกอารมณ์กับจิตของเราออก กรณีความรู้สึกอย่างนี้มันจะรู้อารมณ์รู้จิตของเรา อันนี้เป็นจิต อันนี้เป็นอารมณ์ อารมณ์มันเป็นอย่างนี้ จิตมันเป็นอย่างนี้ เราก็แยกออกจากกันได้ อันนี้มันเป็นกิเลส อันนี้มันไม่ใช่กิเลส อันนี้มันเป็นอารมณ์ อันนี้มันไม่ใช่อารมณ์ อันนี้เป็นความรู้ อันนี้เป็นจิต อันนี้เป็นอารมณ์ มันก็แยกออกเป็นส่วนๆ
ถึงแม้เราจะทำอะไรก็ช่างมันเถอะ ถ้ามีอารมณ์ เรารู้อารมณ์แล้วพูดไป พอพูดจบพั๊บมันก็กลับมาสู่บ้านเดิมของมัน มันไม่ส่งออกไปข้างนอก มันไม่วิ่งตามอารมณ์ไปทั่วทิศ ประโยชน์อันนี้ก็คือ กลับมาอยู่ที่ของมัน เหมือนกับแมงมุมน่ะ แมงมุมมันจะทำบ้านของมันเป็นตาข่ายใหญ่ๆ สำหรับจับสัตว์ไว้กิน เมื่อมันทำเสร็จแล้ว แมงมุมมันก็มาจับอยู่กลางบ้าน เฉยอยู่ เหมือนกับเศษอะไรอันหนึ่งที่มันทิ้งไว้อยู่ พอสัตว์แมลงต่างๆมันบินมาถูกเครื่องจับสัตว์ของมัน ถูกบ้านของมัน มันจะมีความกระเทือน แมงมุมก็ตื่นตัววิ่งออกไปจับเอาสัตว์ฆ่าแล้วเก็บไว้ เสร็จแล้วก็กลับมาอยู่ที่เก่าของมันอีก อยู่ไปๆ เมื่อแมลงบินมากระทบอีก มันก็รู้สึกอีกมันก็วิ่งออกไปจับเอาสัตว์นั้นมาอีก พอจับสัตว์ไว้ดีแล้ว มันก็กลับมาอยู่ที่เก่าของมันอีก
สติของเราก็เป็นอย่างนั้น พอมีสติอยู่มันรู้จักอารมณ์ธรรมชาติ ที่ว่าไม่ชอบใจก็รู้จัก รู้แล้วก็กลับมาอยู่ที่ของเรา อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ที่ชอบใจ มันก็รู้จัก รู้แล้วมันก็กลับมาอยู่ที่ของเราเสมอ อย่างนี้ตลอดเวลา อันนั้นธรรมชาติสัตว์มันเป็นอย่างนั้น มันจับอาหาร...มันจับสัตว์เป็นอาหาร อันนี้ก็เหมือนกันเรารู้จักอารมณ์แล้วก็ต้องอยู่อย่างนี้ เมื่อพูดแล้วทำแล้วก็กลับมาอยู่ที่ของเรา อย่างเราที่ทำงานอะไรต่างๆ เมื่อเราทำไป ความรู้สึกเราก็รู้จัก เพราะรู้อยู่เสมอ มันก็เป็นคนไม่ประมาทเท่านั้นแหละมันก็เป็นเรื่องที่ว่า ภาวนาอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ติดต่อกันเป็นวงกลมอย่างนั้น ที่มันจะพร่องอยู่ก็เรียกว่ามันไม่เอาจิตจดจ่อมัน วันนี้หนึ่งภาวนาให้เป็นวงกลม สองให้คัดเอาอันดีๆไป อะไรที่มากระทบก็ให้โยมคิดว่า...อันนี้มันไม่เที่ยง เอาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้นเป็นกัมมัฏฐานอยู่ในความรู้ของเจ้าของ ตรงนี้แหละ ตรงที่จะให้เกิดปัญญา ปัญญามันก็เกิดไปจากนี้ นอกเหนือนี้ไปเป็น "วิปัสสนา"
:u-v: สมมุติ กับ วิมุตติ
"วิปัสสนา" นั้น มันจะรู้ถึง ไม่ใช่ไม่รู้ถึง ที่เรารู้กันทุกวันนี้มันรู้ไม่ถึง มันถึงเหลืออยู่ รู้ให้ถึง อันนี้เรารู้กันไม่ถึง อย่างกระโถนใบนี้ หรือถ้วยใบนี้ เรารู้กันทุกคน หรือ "ดอกไม้" อันนั้นรู้กันทุกคน ถ้าหากมีคนหนึ่งมาแกล้งพูดว่า อันนี้ "ผลไม้" เราก็จะไม่พอใจนะนี่ เพราะว่ามันเป็น "ดอกไม้" คนอื่นมาแจ้งว่าอันนี้"ผลไม้" ก็จะโต้เถียงกันนะอันนี้ โต้เถียงกัน คนที่เข้าใจว่าดอกไม้ก็ดี คนที่เข้าใจว่าผลไม้ก็ดี...เหมือนกัน คนสองคนนี้รู้ไม่ถึงจึงเถียงกัน ถ้ารู้ถึง "ดอกไม้" รู้ถึง "ผลไม้" คนทั้งสองมันจะไม่เถียงกัน ไม่เถียงยังไง? ถ้าเรารู้ว่าอันนี้มันดอกไม้ ถ้ารู้ถึงมันนะ ใครจะมาว่าอันนี้ผลไม้ เราก็สบาย หรือมีคนอื่นมาว่าใบไม้เราก็สบายมีคนหนึ่งพูดว่าดอกไม้...เราก็สบาย เพราะเรารู้ถึงมันทุกอย่าง
"ดอกไม้" นี้มันเกิดมาจากความสมมุติ คนสมมุติมาครั้งแรกสมมุติว่าชนิดนี้เป็นดอกไม้ แล้วก็ถือกันมาเรื่อยๆมา ใครจะมาว่าผลไม้ไม่ได้ ต้องทะเลาะกัน ถ้าคนแรกเขาสมมุติว่าดอกไม้นี้เป็นผลไม้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ชนิดนี้เขาเรียกว่าผลไม้ ไม่ใช่ดอกไม้ เราก็จะเรียกผลไม้เป็นดอกไม้ตลอดจนเดี๋ยวนี้ อันนี้ดอกไม้มันก็ไม่ใช่ ผลไม้มันก็ไม่ใช่ มันจะเป็นดอกไม้เพราะเราสมมุติขึ้นเดี๋ยวนี้ ถ้าสมมุติดอกไม้มันเป็นดอกไม้ ถ้าคนอื่นมาสมมุติว่าเป็นผลไม้ก็เป็นขึ้นเดี๋ยวนี้ อันนี้เราสมมุติในปัจจุบันเรียกว่าดอกไม้ คนอื่นเขาเรียกว่าผลไม้มันก็ขัดแย้งกับเรา คนหนึ่งว่าดอกไม้ คนหนึ่งว่าผลไม้ มันก็ทะเลาะกัน ทะเลาะกันเพราะคนสองคนไม่รู้ตามความเป็นจริงของมัน ถ้ารู้ตามความเป็นจริงว่าดอกไม้ผลไม้นี้เป็นของสมมุติขึ้นมา เป็นของสมมุติขึ้นมาเท่านั้น ถ้ารู้ถึงที่สุดแล้วดอกไม้นี้แหละผลไม้นี้มันไม่เป็นอะไร คนที่สมมุติว่าเป็นดอกไม้มันก็เพิ่งเป็นขึ้นเดี๋ยวนี้แหละ แต่ตัวดอกไม้มันก็ไม่เป็นอะไรอีกแหละ มันเป็นเพราะคนสมมุติขึ้นมา ถ้าเรารู้จักเช่นนี้ ใครจะว่าผลไม้เราก็สบาย เพราะเรารู้วัตถุอันนี้ถึงที่ของมัน รู้ใบไม้ถึงใบไม้รู้ผลไม้ถึงผลไม้ ใครเขาว่าผลไม้เราก็สบาย เขาจะบอกว่าอะไรเราก็สบาย เขาจะว่าดอกมันก็สบาย ทำไมมันถึงสบาย เพราะรู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว อันนี้เราติด "สมมุติ" ติด "อุปาทาน"ยึดมั่นถือมั่นตั้งแต่ไหนแต่ไรมา
เอาซิ...ดอกไม้อันนี้ ถ้ามีคนหนึ่งเขาพูดว่าผลไม้ ก็มัวแต่เถียงกันตลอดเวลา จนจะลงเอาเงินเอาทองกันเสียด้วยนะ ความเป็นจริงนั้นน่ะ อันนี้มันไม่เป็นอะไร มันถูกสมมุติขึ้นมา เป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรมันก็ไม่รู้เรื่อง มันเป็นภาพอันหนึ่งต่างหาก ถ้าเรารู้ตามความเป็นจริงมันแล้ว ใครจะว่าดอกไม้มันก็เหมือนกับผลไม้เรียกว่าผลไม้ก็เหมือนดอกไม้ เพราะรู้ถึงที่สุดของมัน เหตุมันก็ไม่เกิดขึ้นมา ถ้าเรารู้จักกันทุกคนเช่นนี้ ถ้าเป็น "สมมุติ" มันก็ขัดกัน ถ้าพูดถึง "วิมุตติ" นั้นมันไม่เป็นอะไร มันตรงเป็นอันเดียวกัน เอโกธัมโม เป็นอันเดียวกันเท่านั้น ไม่แย้งกันละ พระอริยบุคคลเจ้าทั้งหลายนั้นน่ะ อยู่สักพันองค์ก็ช่างเถอะ พูดขึ้นคำเดียวองค์เดียวก็รู้จักกันหมด ไม่ต้องแก่งแย่งกัน ไม่ต้องเถียงกัน ไม่ต้องขัดข้องอะไรกันแล้ว ท่านรู้จัก เหมือนเรียกดอกไม้ท่านก็รู้จักกันตามความเป็นจริงของมัน จะมาเรียกเป็นผลไม้ท่านก็รู้จักตามความเป็นจริงของมันแล้ว ใครจะมาเรียกใบไม้ท่านก็รู้จักตามความเป็นจริงของมันแล้ว ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับใครแล้ว มันลงกันอย่างนี้ มันพ้นจากอันนี้ไปแล้ว
อันนี้มันเป็นเรื่องสมมุติกัน ถ้าเรารู้อย่างนี้กันทุกคน เราก็พยายามให้เข้าใจกันอย่างนี้ มันถึงจะเห็น มันถึงจะถูกต้อง อย่างตาของเรานี้นะ...ตา เขาสมมุติว่าอันนี้เรียกว่าตา ก็เรียกตากันมาตลอดเวลา ทุกวันนี้ใครจะมาเรียกตาว่าเป็นหูมันก็ทะเลาะกันแล้วอันตัวได้ยินนี้ เพราะฉันยึดมั่นถือมั่นว่าอันนี้เป็นตานะ ท่านจะมาเรียกว่าหูหรือจะมาเรียกว่าจมูกนี่บ้าๆบอๆ มันก็ต้องเถียงกันละ ความเป็นจริงนั้น ถ้าคนเดิมเขาสมมุติว่าหูนี้เป็นตาเสีย ก็จะเรียกหูเป็นตามาจนทุกวันนี้ ก็ไม่มีใครขัดกันแล้ว
เรียกตาเป็นหูเสียก็ไม่มีใครขัดกันแล้ว อันนี้มันเกิดจากสมมุติเท่านั้นแหละ ถ้าพ้น "สมมุติ" แล้ว มันก็เป็น "วิมุตติ" ก็ลงรอยอันเดียวกันเท่านั้นแหละ ไม่มีปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาหรอกเท่านี้แหละ มันเป็นอุปาทาน มันก็เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าตาจริงๆแหละ หูจริงๆ จมูกจริงๆ ถ้าไปถามจมูกมันจะรู้ว่ามันเป็นจมูกไหม? ไปถามตาดูซิ...ว่ามันจะเป็นตาไหม? ไปถามหูดูซิ...ว่ามันเป็นหูไหม? เราก็เป็นบ้าเรียกกันเท่านั้นแหละ ก็ทะเลาะกันเท่านั้นแหละ ทีนี้ถ้าเข้าใจอย่างนี้ มันก็สงบแหละ เขาจะเรียกอะไรฉันก็สบายใจ
:pnkytora: มนุษย์เป็นผู้มีใจสูง
บุคคลที่มีความทุกข์เกิดขึ้นได้ กิเลสมันชอบเป็นอย่างนั้นมันยังไม่ยอม ตัวมันไม่ยอมมันยังมีอยู่ ฉะนั้นเราจะต้องสอนกันไปเรื่อยๆ บางคนก็ติดว่าเราเป็นครูแล้วนะ เป็นครูแล้วไม่ต้องสอนกันหรอก...อย่างนี้ก็มี แต่ว่ามันยังไม่โต ใจมันไม่โต ใจมันไม่สูง ใจมันยังเป็นเด็กเล็กๆอยู่ ที่เราเห็นโตๆเพราะร่างกายมันโตไม่ใช่ว่าร่างกายมันโตแล้วมันดี ถ้าใจมันไม่ดีแล้ว มันก็โตไปไม่ได้ถ้าร่างกายโตมันดี มันก็ดีกว่าหมูเท่านั้นแหละ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงว่าคนเยาว์ เยาวชน...คนยังเยาว์ ท่านพูดถึงเรื่อง "จิตใจ"ทำไมมันจึงเยาว์ เพราะมันชอบทะเลาะกันอยู่ เช่น บางโรงเรียนเอานักเรียนมาอบรม ว่านักเรียนมันสอนยาก มันชอบทะเลาะกันแล้วก็ถามเรื่อยๆไปว่า มีครูกี่คน มีครูสัก ๔๐ คน เคยสามัคคีกันไหม? เคยขัดแย้งกันไหม? ไม่พูด อาตมาก็เลยว่า "เด็กนักเรียนมันสอนยาก มันทะเลาะกัน ก็ควรให้อภัยมัน เพราะมันเป็นเด็กนักเรียน แต่ครูทะเลาะกัน ไม่สามัคคีกัน ไม่ควรให้อภัยเพราะเป็นครูแล้วนี่"
ฉะนั้น เราจึงควรสอนเรื่อยไป จิตใจยังไม่ถึง "โสดาปัตติมรรค" เสียแล้วหรือเป็น "โสดาบันบุคคล" แล้วน่ะ มันยังตกนรกอยู่เรื่อย ชอบกระทำความผิดอยู่เรื่อยในใจนั่นน่ะ เห็นอยู่ว่ามันผิดก็อดไม่ได้ ไปทำจนได้ละ มันอยากทำอยู่นั่นแหละ มันไม่อยากหนี มีแต่อยากทำอยู่นั่นแหละ กลัวอย่างเดียว กลัวคนจะมาเห็น ถ้าจะทำอะไรก็มองหน้ามองหลัง กลัวคนจะเห็นเรา ถ้าคนไม่เห็นก็เลยทำ อันนี้ก็ดูถูกเจ้าของ คนที่ทำไม่ใช่คนหรือ? ไปดูแต่คนข้างนอกว่าเป็นคน ตัวที่เราทำผิดนี้ก็เป็นคนไม่รู้เรื่อง กลัวแต่คนจะเห็นเรา อันนี้ก็ดูถูกเรา เห็นเราไม่เป็นคน เลยทำความชั่วได้
ฉะนั้น พวกเราทั้งหลายก็ยังมีโอกาสที่จะฟังธรรมต่อไป มีโอกาสที่จะทำการปฏิบัติให้ดีขึ้นไป มองดูทุกคนที่มาที่นี่นะ คงรู้จักในใจเรามันมีอยู่ บางทีก็ทำอยู่แต่ไม่พูดเท่านั้นแหละ ให้รู้เอาเองนะ ถ้าบอกตามเป็นจริงแล้วมันครึ่งต่อครึ่ง แล้วที่มานั่งอยู่นี่หรือจะมากกว่านั้น มันถึงเป็นอย่างนี้ ถึงเนื้อแท้จริงๆมันนะ พระพุทธเจ้าท่านว่าคนน้อย มนุษย์มันน้อยที่ใจสูงๆ...มันน้อย มันยังมีอยู่เป็นธรรมดา ฉะนั้นเราจะบอกอะไรหรืออบรม...ความอบรมนั้นมันดี...เราได้ฟัง
พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญว่าร่างกายนี้ตัวมันใหญ่ท่านสรรเสริญที่ "ใจมันสูงขึ้น" ใจมันมีคุณธรรมสูงขึ้น ใจมีความละอายยิ่งขึ้น มีความกลัวยิ่งขึ้น มีความเห็นว่ามันผิดยิ่งขึ้น ให้เห็นชัดเจนท่านจึงเรียกว่าเป็นคนโต...คนใหญ่...คนสูง
พูดถึงพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ต้องเป็นโสดาบันบุคคล โสดาบันบุคคลแล้วอยู่ในบ้านก็ได้ ความคิดมันแตกต่างจากคนแล้ว คนนั้นไม่ต้องแนะนำ คือมันมีอะไรจะแนะนำตนเองอยู่เสมอแล้ว รู้จักผิด รู้จักถูก รู้จักการละการวาง อันนั้นไม่ต้องสอน ค่อยๆไป เรายังเห็นผิดมากหลาย ความเห็นถูกมันยังน้อย ฉะนั้นการมาอบรมหลายวันรำคาญใจ อยากจะกลับบ้าน การอบรมมันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรมาหรอก คือทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเปลี่ยน...สถานการณ์มันเปลี่ยนไป