PDA

View Full Version : สนทนาธรรม กับ พุทธบริษัท ๒


ปมิตา
01-16-2006, 06:34 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="95%" border=0><TBODY><TR><TD background=images/poem04.gif></TD><TD width=9></TD></TR><TR><TD background=images/poem06.gif></TD><TD bgColor=#ffffff><TABLE class=vablack10 cellSpacing=0 cellPadding=10 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><CENTER>สนทนาธรรม กับพุทธบริษัท ๒

ณ วัดกลางชูศรีเจริญสุข ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี


วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๒๕

http://www.dharma-gateway.com/image/rosebar-2.gif

(ยกแขนที่มี รอยสักให้ดู)

หลวงปู่ คิดว่ามันล่วงหล่นหมดแล้ว เราไม่เอาแล้ว เราเอาปัจจุบัน กายสงบ จิตสงบ ปัจจุบันจะเป็นทางโลกก็ดี ทางธรรมก็ดี เราไปได้... การปกครองประเทศนี่น่ะ ตำรวจกับทหารถูกกันง่าย ๆ ซะเมื่อไหร่ เราชอบใจตัวเดียวแหละ ตัว ห หมายชื่อ หลวงพ่อโหม ห-โหม เอาตำรวจกับทหารเข้ากันได้ถ้าสักข้อมือแล้วเข้ากันทะเลาะกันไม่ได้ ไปสงครามลูกระเบิดลงหัวไม่ถูก ฟ้าก็ไม่ผ่า ไม่ทะเลาะกัน มันมีศีลเสียแล้วจะทะเลาะกันได้อย่างไร ?

กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ สัมมาอาชีวะ มันอยู่ในตัวเองแล้วไม่ว่าการปกครองของฝ่ายคณะสงฆ์ หรือฝ่ายปกครองคณะรัฐบาลแก่งแย่งเรื่องไม่ลงกันนี่เอง เพราะ ไม่มีศีลขาดศีลตัวเดียว ศีลกับทานกับภาวนาอยู่ด้วยกัน อยู่ที่กายเดียว จิตเดียว จะไปแก้อดีตก็แก้ไม่ได้ มันผ่านไปหมดแล้ว หมดไปแล้ว กาลเวลาหมดไปแล้ว ไปแก้ที่อนาคตก็ยังไม่มา เอาเหตุปัจจุบัน กายเดียว จิตเดียว มันไม่ได้เบียดเบียนใครนี่ บริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์จิต กายสงบ จิตสงบ ก็มีศีลอยู่เอง ทาน ศีล ภาวนา แต่นี่มันไป ติดอยู่โน่นน่ะ ภาษาศีล ภาษาทาน ภาษาภาวนา กลับมาหาจิตก็ไม่พอ เอาวิปัสสนาญาณ ๙ ก็ยังไม่พอ ยังจะเอาวิปัสสนาญาณ ๑๖ อีก โอ๊ะ บริกรรมกันมากมาย

ศิษย์ เจ้าคุณโชดก ญาณ ๑๖

หลวงปู่ ไปเอามาจากพม่า

ศิษย์ หลวงปู่ไปเอาญาณมาจากอะไร ?

หลวงปู่ เอามาจากธรรมะ เอามาจากคนไม่ได้หรอก คนมันไม่เที่ยง เอาอย่างธรรมะมันถึง จะแน่ ไปไหนก็ธรรมะล่วงไปแล้วก็ธรรมะ ชีวิตอยู่ด้วยธรรมะก็แล้วนั่นแหละ ไปอยู่กับคนมันยุ่ง ยุ่งเหมือนตียง ยุงน้ำเค็มน่ะมันมาเป็นกอง ๆ มาตกตรงเขาย้อยนี่ เหมือนแมลงผึ้งไอ้รถสมุทรสาคร สมุทรสงครามน่ะเขามีลวดหน้าต่าง ทุกคันถ้าผ่านที่นี่ละก็ต้องปิดหน้าต่างมุ้งลวด ไอ้ยุงน้ำเค็มนี่มันดุเดือด พระไปบิณฑบาตตอนเช้าต้องเอาผ้าป่ายหน้า ป่ายตา มันกัดหัว กัดตา กัดหู

ศิษย์ กัดสอบอารมณ์... (หัวเราะ) กัดเป็นธรรมะ เราก็ดีเป็นธรรมะ

หลวงปู่ ดูว่าจะมีกรรมฐาน สงบกาย สงบจิต หรือเปล่า จะมีวิปัสสนาเห็นเกิดดับหรือเปล่า มันก็สอนให้มีกายเนื้อมันก็เป็นอย่างนี้ ก็อาหารมันไม่มี มันก็เอากายเนื้อต่อกายเนื้อนะซี อาหารมันเป็นยังงั้น ยุงเป็นมิจฉอาชีวะ เราเป็นสัมมาอาชีวะซะก็แล้วกัน เขาไม่เป็นเราก็เป็นเสีย เขาไม่ให้อภัยเราก็ให้อภัย เขาด่าสามวัน เราก็ถามว่า... “เออ ! มึงด่าใครวะ” เขาว่า “ด่ามึงนะซิ” เราก็ว่า “เออ! ด่ามึง ก็ด่ามึง ไม่ได้ด่ากูก็แล้วไป”

ศิษย์ สำคัญมันคอยคิดว่า ด่ากู จิตมันคิดว่า ด่ากู

หลวงปู่ มันก็คอยจะคิดว่ายังงั้น ถ้าไอ้คนฟังมันไม่ได้คิดว่าถูกด่ามันก็สบาย

ศิษย์ คิดได้อย่างหลวงปู่ว่ามันก็หมดเรื่อง

หลวงปู่ ไปเอาเรื่องของเขาทำไม เรื่องของเราก็มีอยู่กายกับจิตเท่านั้นแหละ แค่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำรวมไม่เป็นก็ตกลงมาจากอากาศเท่านั้น กระดองแตกตาย... เรื่องปากบอนขึ้นต้นไม้ อยู่ในเขตวันใกล้พระพุทธเจ้า อยากปากบอนว่าที่นี่ก็เทศน์ได้คนเขาก็จะให้เทศน์ให้ฟัง เออ...วันนี้ไม่ได้เตรียม ผัดไป ผัดมา เอ! ผัดไป ผัดมา ประชาชนเขาก็รู้ว่ามันโกหกกันนี่ ว่าจะเทศน์ไม่เห็นเทศน์ซักที่ จับไม้เรียวไล่เฆี่ยนวิ่งไปตกหลุมมูตร หลุมคูถ ในเชตวันก็อีก ยังมีคนปากบอนในอารามพระพุทธเจ้า ดีไม่ดีเอาซากศพไปซ่อนไว้พวกมิจฉาทิฐิ เอาไปซ่อนไว้ในกอดอกไม้ แล้วไปฟ้องพระเจ้าแผ่นดิน ปเสนทิโกศล ๆ ว่าสงสัยตรงไหนให้เจ้าหน้าที่ไปค้นตรงนั้น ค้นได้ซากศพในเชตวัน หาว่ากุลบุตรของพระพุทธเจ้าฆ่าคนเป็นให้ตาย

พระพุทธเจ้าว่าเรื่องนี้ไม่เกิน ๗ วัน มันก็หายไปเอง ไอ้พวกมิจฉาทิฐิมันหาว่าสาวกของพระพุทธเจ้ายังฆ่าคนได้อยู่ ไปค้นเอาซากศพมาได้ มันจะแกล้งกลั่นพระพุทธเจ้าแกล้งกลั่นไม่ได้ ก็แกล้งกลั่นพระสาวก ในกรุงเทพนี่ก็มี เขาขี่รถยนต์ไปใส่บาตรมันห่อเอาไส้เดือนมูตรคูถ ไปใส่บาตรให้พระองค์ใดถูกเข้าก็เป็นเคราะห์ร้าย

ในกรุงเทพมีแปลก ๆ คนใส่บาตรแกล้งกลั่นพระก็มีถ้าไม่ใช่พระ (พระปลอม) ท่าเป็นขี้เมาให้เขาจับได้ก็มี จับได้ในโรงฝิ่น โรงกัญชา โรงสุรา เดี๋ยวนี้ตำรวจเขาไม่ช่วยจับแล้ว ให้กรรมการกับพระเจ้าช่วยกันเอง พวกนั้นมันดื้อด้านไม่มีหิริโอตัปปะมันเป็นอหิริกัง แปลว่า ดื้อ อโนตัปปัง แปลว่า ด้าน ด้านไม่เอากิจวัดสงฆ์เลย ศีลธรรมไม่เอาเลย ได้แต่เอามิจฉาทิฐิประพฤติไปไม่ สำรวม กาย วาจา ให้กายสงบ จิตสงบ เขาได้เข้าสัมมาทิษฐิได้ง่าย ไอ้พวกสัตว์น่ะเห็นใครเขาได้ดีทนอยู่ไม่ได้มันมันไปเที่ยวเบียดเบียนเขา บางคราวพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านทุ่งนาพระอานนท์ติดตามเสด็จ กุมารทั้งหลายได้ทุบงูอยู่กลางทุ่งนา พระองค์ก็เลยถามว่า “กุมารทั้งหลายทำอะไรกัน ” “ทุบงู” “งูเป็นอะไร” เขาก็ว่า “งูมันร้าย มันกัดคนตาย” “แล้วมันจะหมดไปไหมล่ะ ? ” “ไม่หมด” “อยากให้หมดก็มานี่ซี” เทศน์กลางทุ่งนาน่ะ เทศน์ตามขบวนหมด “คนไม่ตีละหมดได้ งูน่ะตีเท่าไหร่ก็ไม่หมด คนตีต้องหยุดตี คนตีหยุด คนตีก็หมด งูก็หมด ไม่ถูกตี” เอาอย่างนี้ต่างหากล่ะ จะไปฆ่างูในโลกเราให้หมด มันจะหมดหรือ มันก็เกิดขึ้นมาเรื่อย มิจฉาทิฐิก็เหมือนกัน มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว พระพุทธเจ้าองค์ไหนก็แก้ไม่ได้แก้ไขแต่สัมมาทิฐิศิษย์ เรื่องแก่งแย่งแข่งดี อิจฉาริษยา มีมาตั้งแต่สมัยไหนก็ไม่รู้

หลวงปู่ โอ๊ย

ศิษย์ คงจะนานแล้ว

หลวงปู่ มีตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ พระองค์ได้แก้จิตนี่ แก้กายกับจิตนี่แหละ พระสาวกก็แก้กายกับจิตนี่ ก็...ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็แก้กายกับจิต เข้าถึงอริยสัจได้ เทศน์ ๕ วัน ได้โสดา ๕ องค์ เทศน์ไป ๆ ได้อรหันต์ ๕ องค์ เป็น ๖ องค์ รวมทั้งพระพุทธเจ้า แยกไปคนละที่เหมือนขยายเอาง่าย ๆ ขยายอริยสัจ ขยายอริยมรรค ๔ อริยผล ๔
คนรู้ง่าย ๆ เมื่อไหร่เล่า มันไม่ใช่โง่แต่มนุษยโลก สวรรคโลก เทวโลก ก็ยังโง่อยู่ ให้มิจฉาทิฐิไปรบกวนอยู่เรื่อย พรหมโลก รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ยังมีมิจฉาฌาน ฌานโลกีย์ มิจฉาทิฐิ เข้าไปแทรกได้ ไม่เหมือนฌานโลกุตระ โลกุตระเหลือสังโยชน์ ๗ เท่านั้นแหละ อย่างมากอนาคาเหลือสังโยชน์ ๕ ตัว ยิ่งเนิ่นช้า โลกุตระน่ะสังโยชน์ ๗ ก็พาให้ช้า สังโยชน์ ๕ ก็พาให้ช้า แก้สังโยชน์ก็แก้จิต อริยมรรคจิต อริยผลจิตมีวิมุติตัดสังโยชน์ ๓ วิมุติตัดสังโยชน์ ๕ วิมุติตัดสังโยชน์ ๑๐ คือว่า กิเลส กับ นิพพานต่างกัน

ศิษย์ กว่าจะถึงนิพพานนี่ยากจังนะครับหลวงปู่

หลวงปู่ ู่ หือ

ศิษย์ ยาก กว่าจะถึงนิพพานนี้ยาก

หลวงปู่ ยังไม่ถึงก็ยาก ถึงแล้วมันก็ยากอะไรล่ะ ไม่ได้ก้าวขาซักก้าว อริยมรรค ๔ สมบูรณ์แล้ว กิเลสนิพพานหมดแล้ว ขันธกิเลสนิพพาน ธาตุกิเลสนิพพาน ยังแต่ธาตุ พระพุทธเจ้า ธาตุพระธรรม ธาตุพระสงฆ์ ธาตุ ๑๘ ไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา ไม่มีเกิด ไม่มีตาย

ศิษย์ ทำยังไงจึงจะถึงนิพพานเร็ว ๆ ครับ หลวงปู่ ?

หลวงปู่ ดูปัจจุบันบ่อย ๆ ซิ ถึงเองแหละ ปัจจุบันของกายดี ปัจจุบันของจิตดี อารมณ์ ๖ น่ะมันกระทบจิตภายนอก ๖ ภายใน ๖ อายตนะ ๑๒ มันรับผัสสะแล้วก็ถึงวิญญาณธาตุ ที่นี้เอ๊ะไม่เอาละวะ ล่วงไปแล้ว ร้อยวันไปแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่มีวันมีคืนนี่ เอกัคคตา กายเดียว เอกัคคตาจิตก็จิตเดียวนี่ มันข้ามปิติสุขไปอยู่เอกัคคตา มีอุเบกขาต่ออดีต อนาคตเสีย มีตัวปัจจุบันเอกัคคตากายไม่มีบาปมีกรรม เอกัคคตาจิตไม่มีอารมณ์ ๖ เหลืออารมณ์เดียวกายเป็นอารมณ์ของจิต กายเกิดดับ เป็นวิปัสสนาของจิต จิตเกิดดับเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา วิปัสสนาปัญญาตรัสรู้ที่ไหน ตรัสรู้ที่...อ้อ...กายสงบ จิตสงบ นี่เป็นตัวสมถะ กายจิตเกิดดับนี่ จิตสังขารไม่มีใครทำงาน สัญญากับเวทนาทำงานอยู่นี่กับสังขาร เกิดเป็นจิตเป็นเวทนา เกิดดับ เกิดดับ กายและจิตก็เกิดกดับ นี่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา วิปัสสนาเป็นตัวปัญญาสัมมาทิฐิ สัมมาอาชีวะมีอยู่นั่นในองค์มรรค ๘ พอเห็นกายกับจิตเกิดดับก็เป็นวิปัสสนาขององค์มรรค ๘ แก้ปัจจุบันต่างหากเล่า

แก้กิเลสมารก็แก้ที่ปัจจุบัน ขันธมารก็แก้ปัจจุบันไม่มีกิเลสมาร เกิดได้ก็แก้ได้ ขันธมารก็แก้ได้ที่ปัจจุบันมีสังขารมาร เทวบุตรมารจำแลงรูปต่าง ๆ เป็นอดีตล่วงแล้ว อนาคตยังไม่มาอีก ปัจจุบันก็ไม่เอากับมัน เดี๋ยวนี้ให้มันตายอย่างไรเล่า ลมหายใจออกยังไม่ตายหายใจเข้าไม่ตายไปกลัวตายทำไม ธรรมะไม่ตายยังอยู่นี่ อยู่ที่กายปัจจุบัน จิตปัจจุบันพุทธะก็อยู่นี้ ธรรมะก็อยู่นี่ สังฆะก็อยู่นี่ ปริยัติอยู่ปัจจุบัน ปฏิบัติก็ปัจจุบัน ปฏิเวธก็ปัจจุบัน เอโกธัมโม ธรรมมีอันเดียว ธรรมไม่เกิดไม่ตาย ก็เข้านิพพานตรงนี้ มันจะต้องไปยากอะไรเล่า พอถึงแล้วก็ไม่ตาย ก็เป็นนิพพานแล้ว มันจะไปยากอะไร
ศิษย์ ยากครับ ก็ยังว่ายากอยู่นั่นแหละ

หลวงปู่ ยังไม่เข้านิพพานนี่ถึงว่ายาก เข้าไปแล้วจะว่ายากอะไร ก็...มาแต่ไหนมาได้นั่งอยู่นี่เป็นปัจจุบัน

ศิษย์ ก็ยังตัดอดีต อนาคตไม่ออก

หลวงปู่ เดินแล้วจะไปเดินซ้ำอีกได้ยังไง ยืนแล้วนั่งก็แล้ว อาบน้ำ ถ่ายมูตร ถ่ายคูถแล้ว ใส่เสื้อผ้าแล้ว อาการของจิต จิต ๆ เดียวมีอาการตั้ง ๕๒ อนาคต ๕๒ ปัจจุบัน ๕๒ อดีต ๕๒ มาดูปัจจุบัน จิต ๆ เดียวมีอาการตั้ง ๕๒ ปัจจุบัน ๕๒ ไม่เอาด้วย มันก็หมดท่า แล้วไอ้พวกนั้นเขาชวนให้เราไปดูกีฬากับเขา ถ้าไปเล่นกีฬากับเขา คนดูกายเดียวจิตเดียวมันดูได้ ถ้าไม่มีกายเดียว จิตเดียว รับรองว่าไปเรียนปริยัติก็ฟุ้ง ปฏิบัติก็ฟุ้ง

มีนี่บางองค์น่ะ ไปเห็นป่าสงัด ร่มรื่น จะไปเจริญความสงบ ก็มากราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ว่าอย่างไปเลย คอยอุปัฏฐากเสียก่อน ลาที่ ๑ ก็ไม่ได้ไป ลาที่ ๒ ก็ไม่ได้ไป ลาครั้งที่ ๓ เออ! ก็คิดว่าจะเอาอย่างพระองค์ได้เร้อ พระองค์ไม่มีกิเลสตัณหา ข้าพระองค์ก็ยังมีเต็มตัวอยู่ ผลสุดท้ายตัดพ้อพระองค์ไป...ไปละ ไปคืนเดียวแล้วมันฟุ้งวิ่งกะเร่อกะร่า กลับมาวุ้ย ! ไปอยู่คนเดียวแหมมันฟุ้งจังเลย พระองค์ก็เลยเทศน์เรื่องนั้นแหละเลยบรรลุโสดาต่อหน้านั่นเอง จะให้ทำความเพียรกับพระองค์เองมันเป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ช่วยตรัสรู้ไม่ได้ พอจะมาบรรลุโสดาวันนั้นก็เอาละ มากราบทูลพระองค์ก็เลยเทศน์เดี๋ยวนั้นแหละ นี่พุทธวิสัยเป็นอย่างนี้

พระองค์จะบอกว่า อย่างเพิ่งไปเลย จะเทศน์ให้ฟังให้เป็นพระโสดาเฉพาะตรงหน้านี้แหละ ไม่เอาหรอกต้องไปโดนประสบการณ์ ต้องไปโดนฟุ้งเขาวิ่งกะเล่อกะล่ากลับมาบอกว่าอุ๊ย อยู่ไม่ไหวแล้วมันฟุ้ง พระองค์ก็เทศน์ให้สงบ พอสงบก็บรรลุ พระโสดา...

มีพระมา ๕๐๐ รูป “พระอานนท์ พระอาคันตุกะมา ๕๐๐ ต้อนรับให้ไปอยู่ ป่าช้า” บอกว่าพระองค์ยังไม่ว่าง พระองค์มีธุระอะไร มีแต่ธรรมะ มีธุระไม่ว่าง ก็อยู่กับธรรมะ ให้ไปยืนอยู่ป่าช้านั่นน่ะ เห็นศพใหม่ ๆ ก็เกิดราคะสังโยชน์ขึ้น เห็นซากศพเก่า ๆ ผุผังเป็นปฏิคะ ไม่อยากดู ไม่อยากเห็น อ้อ ราคะสังโยชน์เป็นอย่างนี้ ปฏิคะสังโยชน์เป็นอย่างนี้ พระองค์ก็เลยเปล่งรัศมีไปเทศน์ ยืนฟังอยู่ป่าช้านั่นแหละ เทศน์กัณฑ์เดียวบรรลุได้ ๕๐๐ พระองค์ให้พุทธนิมิตไปเทศน์แทนกายเนื้อ

ศิษย์ พระพุทธองค์รู้ว่า พระพวกนั้นต้องสำเร็จด้วยวิธีอย่างนั้นหรือ ?

หลวงปู่ ต้องยืนฟังอยู่ในป่าช้า ได้โลกียฌานเสียก่อน มันจึงจะเชื่อธรรมะ มันเข้าใจว่า หมดกิเลสแล้วก็จะมาเฝ้า มีสังโยชน์ตั้ง ๑๐ ตัว อนุสัย ๗ ตัว จะมาเฝ้าได้ยังไง พระองค์บอกว่า มันยังไม่ว่างก็พูดอย่างนั้น ว่าไม่ว่าง ใช้คำพูดว่า “ไม่ว่าง” พอโดนหลอกให้ไปคอยอยู่ป่าช้า พระองค์ก็ตามไปเทศน์ซิ ก็บรรลุอยู่โน้น คราวนี้ภิกษุณีมาอีก ๕๐๐ จะมาเฝ้า ก็ให้ไปยืนคอยอยู่ที่ป่าช้าโน่น พรองค์ไปเทศน์โน่นพวก ๕๐๐ , ๕๐๐ น่ะ พอรู้แล้วง่ายสองวันบรรลุได้ตั้งพันหนึ่ง...บางคนนี่ยังยาก หลายเดือน หลายปีก็แล้ว

ศิษย์ ท่านพูดเป็นนัย ๆ บอกว่ายังไม่ว่าง

หลวงปู่ บอกว่าไม่ว่างเพราะอะไร เพราะว่าพระองค์มัวอยู่กับธรรมะนั่นแหละ

ศิษย์ ที่จริงคนที่ไปนั้นยังไม่ว่าง

หลวงปู่ ไม่ว่างจากทางโลก ไม่ว่างจากทางอนุสัย พวก ๕๐๐ ไม่ว่างทั้งนั้น สังโยชน์เต็ม ๑๐ อนุสัยเต็ม ๗ กิเลส ๑๐ ตัว มันยังไม่ว่าง

ศิษย์ ตอนนี้แขกมาหาหลวงปู่เยอะ ๆ ก็บอกว่า ยังไม่ว่าง (หัวเราะ) แล้วยังไง...เอาละทีนี้..

หลวงปู่ ก็ต้องบอกว่า...แกละ มันยังไม่ว่าง

หลวงปู่ ก็ อาคันตุกะมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ๕๐๐ ไม่เห็นเณรน้อย อยู่หน้าคันธกุฏิ เณร ๗ ขวบน่ารักจริงก็เลยจับหัวเล่น เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ๆ ถามว่า “เออ อาคันตุกะ มาวันนี้ ๕๐๐ เห็นมหาเถระยืนหน้าคันธกุฏิไหม ?” “เอ...ไม่มีพระพุทธเจ้าข้า เห็นมีแต่เณรน้อยอยู่องค์เดียว” “นั่นแหละมหาเถระ” ออกมาเลยต้องขอขมาลาโทษ จับตัวพระอรหันต์เล่นได้หรือ นี่ไม่ถามไม่รู้มันขนาดนั้นแหละ พระพุทธเจ้าต้องบอกเหตุผลให้รู้ซิ

ศิษย์ ผมยังไม่รู้

หลวงปู่ ก็เพราะยังไม่รู้นะซี ก็ต้องบอกให้รู้

ศิษย์ ก็เพราะยังไม่รู้นะซี ผมเองก็ยังโกรธหลวงปู่อยู่บ่อย ๆ ไป

หลวงปู่ ความโกรธถมไปไม่อยู่ ไปอยู่กับความไม่โกรธ มันก็เห็นเป็นโกรธน่ะซิ

ศิษย์ หลวงปู่ครับ ทำอย่างไรถึงให้กายสงบจิตสงบได้เร็ว ?

หลวงปู่ ก็ให้ดูที่ปัจจุบันน่ะซี มันสงบจากอดีต อนาคตแล้ว

ศิษย์ หลวงปู่ละก็ให้ดูปัจจุบันซะเรื่อย

หลวงปู่ กายกับจิตอยู่กับปัจจุบัน เอกัคคตากาย เอกัคคตาจิต เฉพาะหน้า ๆ ไปมัวบริกรรมอยู่จะเป็นเอกัคคตา กาย เอกัคคตาจิตได้ยังไง กรรมฐาน ๔๐ บริกรรมเข้า คนไม่เข้าใจไม่มี ปัญญาก็ฟุ้ง วิปัสสนาญาณ ๙ นี่ไปเจริญเข้าแล้ว บริกรรมเข้าเถอะเดี๋ยวก็ฟุ้ง

หลวงปู่ ฟุ้ง ก็แค่ศรัทธานี่ ถ้าขาดสติก็ฟุ้งทั้งนั้น ศรัทธา สติ ปัญญา ญาณ วิชา สัมมาญานังก็ไม่ฟุ้ง ถ้ากายสงบได้ จิตสงบได้ ศรัทธามีสติคุมซะแล้ว มีปัญญา ญาณ วิชา มีวิมุติเข้าแล้วก็หมดเรื่องอดีต อนาคต ปัจจุบันหมด พระพุทธเจ้าไม่ติดข้างหน้าข้างหลัง ปัจจุบันพระอรหันต์ จะตรัสรู้ก็ต้องปล่อย ปล่อยทั้งอดีต ปล่อยทั้งอนาคต ปล่อยทั้งปัจจุบันเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ทุกข์แท้ ๆ ไปข้องทุกข์ทำไม ไปแบกทุกข์ทำไม พอเข้าหากายเดียว จิตเดียว เฉพาะหน้าเท่านั้น ทุกข์ไม่มี ทุกข์กาย ทุกข์จิตไม่มี มันก็เข้าได้ สัมมาญานัง สัมมาวิมุติ ได้ซิ มันได้ปัจจุบันต่างหากล่ะ

ศิษย์ ผมก็อยากเอาเหมือนกันละ เอโกธัมโม บางทีจิตมันพอฟังไปแล้วก็จะเอา แต่ขอให้ถูกรางวัลที่ ๑ ซะก่อนแล้วถึงจะพอ

หลวงปู่ พระบางองค์เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เดินทางผ่านป่าสูงป่าสงัด ทีนี้ไอ้คนบ้านนี้มันออกจากบ้าน มันวิ่งออกจากบ้าน มันผ่านไปเห็นพระก็ดีใจ มันจะเข้าป่าสูง มันกลัวนี่ มันสงัดนี่ พอมันยิ้มดีใจแลเห็นพระ พระแลเห็นไรฟันเข้าเท่านั้นแหละ เอ๊ะ ไอ้ผู้ยิ้มเป็นโครงกระดูก ไอ้ผู้เห็นก็เป็นโครงกระดูก เลยตัดสังโยชน์อนุสัยขาด อ้อ...เวลาได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์นี่กำลังเดินทางมาเห็นไรฟันมันก็ได้เท่านั้นเอง

ศิษย์ ไม่ได้หลับตาบริกรรม

หลวงปู่ ไปนั่งอะไร องค์นี่เขาได้อิริยาบถเดิน เขาได้ตอนนั้น ..เห็นฟัน ผู้ยิ้มก็เห็นเป็นโครงกระดูก ผู้เห็นก็เห็นโครงกระดูก วูบ ๆ วาบ ๆ หายหมด ได้ตอนเดิน ตอนยืนนั่นเอง ก็พระอานนท์นั่นยังไงล่ะ ได้ตอนจะเข้าสังคายนา...ทั้งที่ท่านได้โสดมาตั้ง ๘๐ ปีแล้ว...

ศิษย์ เห็นยิ้ม แต่ไม่เคยเห็นโครงกระดูก มันไม่ยังงั้นซิครับ เห็นยิ้มบ่อย ๆ มันสวย

หลวงปู่ เป็นมิจฉาทิฐิ เหมือนเณรน่ะ ได้ฌานโลกีย์เหาะมาทางอากาศ เห็นเขาทอผ้าอยู่ เอ๊ะสวยนี่ เลยตกตุ๊บลงมา อยากจะมาอยู่ด้วย โอ๊ยมาอยู่ด้วยไม่ได้หรอก พ่อเณรกลับ วัดซะ กลับไม่ได้กายหนัก เหาะไม่ได้ฌานเสื่อม

ศิษย์ จิตกำหนดหน่อยเดียวฌานเสื่อมเลยเชียวเหรอครับ ?

หลวงปู่ อ้าวไปกำหนดรูปเขากำลังทอผ้าเท่านั้นแหละ ตกตุ๊บลงมาเลย ฌานโลกีย์มันเชื่อ ไม่ได้

ศิษย์ ผมตกบ่อย ๆ ผมตกอยู่เรื่อย (หัวเราะ) ทำยังไงไม่ให้ตกล่ะครับ

หลวงปู่ มียักษ์ตนหนึ่งเป็นมิจฉาทิฐิ มันไปบนอากาศได้แล้วมีเพื่อนยักษ์อีกตน สัมมาทิฐิ อย่าไปตีนะ อันตรายนะ ห้ามที่ ๑ ก็จะตี ห้ามที่ ๒ ก็จะตี ห้ามที่ ๓ ไม่ฟังตีเป้งลงไป จมดินไปโน่น ไปเกิดในอเวจีเลย มิจฉาทิฐินำยักไปตกอเวจี ไปตีพระสารีบุตร ผู้ไม่ทำบาปทำกรรมอะไร สะเทือนถึงพระโมคคัลลานะ มีพระอรหันต์อาพาธบ้างไหม มี..มีบนศีรษะนิด ๆ นั่นแหละ เข้าในที่สงัดน่ะแหละ นิโรธมันรักษาเอาไว้ รูปฌานโลกุตระ อรูปฌานโลกุตระ อภิญญา ๖ รักษาไว้ ตะบองเหล็กตีภูเขาสูง ตั้งโยชน์ ตีแหลกจมบนดินหมด นี่ไปตีพระสารีบุตรโกนผมใหม่ ๆ ด้วย ดันอยู่ในป่าองค์เดียว ไปตี ตูม! จมดินลงไปผู้ตีก็เลยจมดินไปเกิดอเวจีโน่น ไอ้อดีตไม่เคยมี อนาคตไม่เคยมี มามีขึ้นหนอ

ศิษย์ โลกุตรฤทธิ์นี่มีฤทธิ์เยอะนะ ไม่ทำอะไรเขาหรอก แต่ถ้าใครมาทำร้ายแล้วทำให้ผู้นั้นย่อมยับไป

หลวงปู่ ย่อยยับไปเลย ไปทำร้ายพระสาวก ไปทำร้ายพระพุทธเจ้า ไปทำลายสงฆ์ แล้วก็กลับมาทำลายตัวเองผู้ทำลาย ไปแกล้งกลั่นแล้ว จะเป็นโทษไปเอง แต่พระอรหันต์ท่านไม่มีโทษด้วย

ศิษย์ เป็นยักษ์จริง ๆ หรือฮะ หลวงปู่ครับ ที่ไปตีศีรษะพระสารีบุตร ?

หลวงปู่ ก็ไอ้ยักษ์มันมาทางอากาศนี่น่ะ ยักษ์ก็มีมิจฉาทิฐิ สัมมาทิฐิคู่กัน อมนุษย์ก็มีสัมมาทิฐิ มิจฉาทิฐิเที่ยวไป มันเที่ยวไปเจอะไอ้กุมารอยู่ในเตียง มันมีมิจฉาทิฐิต่อมนุษย์มันจะปักคอกุมารในเตียง แล้วไอ้สัมมาทิฐิมันรู้ว่าไม่ได้ อันตราย อย่าไปทำนะ ห้ามที่ ๑ ก็ไม่ฟัง ห้ามที่ ๒ ห้ามที่ ๓ จะไปหักคอ เออ! ปวดศีรษะ เหมือนกับจะแตกไปน่ะ เลยไปเอาอาหารมาให้ ก็เลยพ้นโทษกันไป โน่นมันกระโดดข้ามกำแพงเอาอาหารในวัง ก็ภาชนะเขาใส่อาหารเป็นถาดทองคำ ถ้าขืนไปตีเข้าศีรษะก็แตก ๗ เสี่ยงตาย
กุมารนั่นมีอะไร เกิดมามี นโม นโม นโม โลกียฌานมันก็อย่างนั้น ทีนี้เช้ามาเขาก็หาถาดทองคำไม่เห็นไปเห็นอยู่ใต้เตียงก็เลยไปจับเอาพ่อกุมารนั่น จับมาก็เอาถาดทองคำออกไป กุมารนี่มีบุญ เอากุมารมาเลี้ยงไว้ในวัง เอาพ่อแม่มาเลี้ยงไว้ด้วย แล้วเลยได้โลกียทรัพย์ ไม่ต้องไปลากเข็นไม้แห้งในป่า ความที่เจริญ นโม นโม นโม กุศลโลกีย์ยังได้ปัจจุบันทันตาเห็นถึงขนาดนั้น

ศิษย์ เอ ยักษ์เป็นมิจฉาทิฐิกิเลสตั้งเยอะ ทำไมมันจึงเหาะได้ ?

หลวงปู่ อ้าว ฌานโลกีย์มันเลือกหน้าใคร มนุษย์ อมนุษย์มันก็มี ยักษ์มันก็มี มันไปได้ อิทธิฤทธิ์มันไปได้ โลกีย์มีอิทธิฤทธิ์นี่ โลกุตรฤทธิ์ยังยิ่งกว่าทศกัณฑ์กับทหารเอกของพระลักษณ์พระราม น่ะมาสู้บุญฤทธิ์ได้หรือ พวกอิทธิฤทธิ์น่ะ ทศกัณฐ์ กุมภกัณฐ์ ๒ พี่น้องถูกศรล้างผลาญโคตรยักษ์หมด...หมดแล้วฝ่ายบุญฤทธิ์ก็สัมมาทิฏฐิฌานโลกีย์นั่นแหละล้างมิจฉาทิฏฐิโลกีย์ได้ ไปโลกุตตรสัมมาทิฐิ อาชีวะ ก็มีตั้งแต่ อริยมรรค ๔ อริยผล ๔ สวดเช้าเย็น สัมมาอาชีวะน่ะ สัมมาอาชีวะ สิ้นอาสวะ มนุษยโลกก็สวด สวรรค์เทวโลก พรหมโลกก็สวดได้ สวดแล้วได้เป็นปริยัติไป ไม่ได้เป็นปฏิเวธ ของพระอรหันต์ เป็นปฏิเวธนี่ สัมมาอาชีวะน่ะ ยังอยู่โลกีย์ละก็ยาก ยังติดอยู่อดีต อนาคตก็ยาก ถ้าปัจจุบันก็ง่าย ง่ายกว่าอดีตอนาคต สัมมาทิฐิเดินหน้าละก็ไปสู่มรรคผลนิพพาน มิจฉาทิฐิเดินหน้าละก็ไปกันท่าเขา เขาให้เดินหลังก็ไปดึงน่องเขาไว้ นี่มิจฉาทิฐิมันเป็นอย่างงั้นแหละ ไปอยู่ข้างหน้าก็ไปไม่ถูกกันท่าเขากีดทางเขา เขาให้เดินหลังหรือก็ดึงน่องเขาไว้อีก เอ มันอย่างนี้นา นี่แหละพวกกิเลสละก็มีมารยามาก ไปไม่ถูกเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ไม่มีสัมมาทิฏฐิ กิเลสมารกั้นความดี มันบรรลุมรรคผลนิพพานไม่ได้
ศิษย์ พวกโลกีย์มันมีทั้งนั้น เต็มไปหมด

หลวงปู่ เวลามันมีก็เต็ม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวลามีทานศีลภาวนาขึ้นก็มีสัมมาทิฐิเต็ม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ศิษย์ ไอ้พวกนั้นมันหายไปหมดหรือยังไง

หลวงปู่ เวลานอนหลับน่ะ มันไม่ได้คิดถึงข้างหน้า ข้างหลัง ก็นอนหลับเงียบ ไม่ฝัน ถ้าหลับครึ่ง ๆ กลาง ๆ ละก็เอาเชียว เดี๋ยวฝันดีบ้างฝันร้ายบ้าง นี่มันไม่เข้ากายเดียวจิตเดียว ไม่เข้ากายปัจจุบัน จิตปัจจุบัน มันจะเข้าสัมมากายกรรม มโนกรรม วจีกรรม เข้าสัมมอาชีวะได้ต้องหัดเข้าฌานโลกีย์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไอ้นี่มนุษย์ธรรมสมบัติก็ไม่รู้เทวธรรมสมบัติก็ไม่รู้ พรหมธรรมสมบัติก็ไม่รู้ ไม่รู้แล้วก็จะไปรู้ โลกุตตรธรรมสมบัติได้ยังไงเล่ามันต้องรู้ผ่านไปเสียก่อน

ศิษย์ ฟังหลวงปู่แล้วเวียนหัว มันยากส์

หลวงปู่ มันต้องฟังเทศน์องค์ที่ ๒ นั่นละ เทศน์องค์ที่ ๑ โบสถ์หลังหนึ่งก็ไม่พอนั่ง ศาลา ๓ ห้อง ๕ ห้อง ๙ ห้อง ก็ไม่พอนั่ง “แหม! เจ้าคุณนี้เทศน์ดีจัง” “เทศน์ดียังไง ผมซี่เทศน์ดีกว่านั่นผมเทศน์กัณฑ์เดียวหมดศาลาเลย ไม่เหลือสักคนเดียว คนลงหมดศาลาเลย” มันก็ถูกทุกองค์น่ะแหละ องค์เทศน์ดีน่ะคนมาก องค์เทศน์หมดสงสัย คนไม่มีเลยเทศน์กัณฑ์เดียวหมดเลย หมดศาลา ๙ ห้อง เขาหมดสงสัยเขาก็ไม่มา ไอ้ที่เทศน์แล้วเขายังสงสัยเขาก็มาอีกน่ะซิ ก็รับแขกไม่รู้จักจบ จะเอายังไงเจ้าคุณเหมือนกัน เทศน์เหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน องค์ก่อนนั้นเทศน์คนมามาก เต็มศาลา ๙ ห้อง องค์ เทศน์องค์ที่ ๒ หมดศาลาเลย นิโรโธหมด

ศิษย์ มันจะไม่นิโรธซิครับหลวงปู่ มันจะเป็นแบบเขาไม่อยากมา คือ เขาไม่ชอบฟัง
หลวงปู่ นั่นคนฟังมันเป็นเองตะหากล่ะ เทศน์ก็เทศน์ฝ่ายธรรมะ คนนั่นมันชอบฟัง ไอ้ที่หลังนี่มันหมดความสงสัยมันก็ไม่มานะซี

ศิษย์ เอ...นี่ เจ้าคุณอุบาลี กับใครล่ะ เจ้าคุณอุบาลีเทศน์คนติด เจ้าคุณอะไรล่ะเทศน์คนไม่ติด

หลวงปู่ เจ้าคุณเทพ น้องชายท่านน่ะแหละ

ศิษย์ เทศน์คนไม่ติด

หลวงปู่ เทศน์แล้วมันไม่มา มันหมดสงสัย องค์หนึ่งเทศน์คนมาทุกวันพระ องค์นี่เทศน์กัณฑ์เดียวคนหมดศาลาเลย

ศิษย์ หลวงปู่ก็น่ากลัวจะเทศน์ไม่ถูกหรอก เพราะว่าคนมาเรื่อย ๆ มากขึ้นเรื่อย มาอยู่นี่คนก็เยอะขึ้น ไม่หมด ไม่หายสงสัย

หลวงปู่ เทศน์ให้คนมามาก ๓ พรรษาแล้ว คนมาไม่ขาด

ศิษย์ ไม่หายสงสัย

หลวงปู่ ปิ่นโตมาวันพระละร้อย ไอ้เขาเทศน์ก่อนนั่น คนหมดสงสัยเขาก็ไม่มา กฐินเขาก็ ไม่มี ผ้าป่าก็ไม่มี แต่นี่กฐินปีนี้ ผ้าป่าปีนี้ดูจะมากกว่าปีกลายนี่น่ะ ภิกษุเหมือนกัน สามเณรเหมือนกัน บิณฑบาตได้ก็มี บิณฑบาตไม่ได้ก็มี มีคราวหนึ่งพระกัสสป ที่ตำบลเจดีย์ ใกล้ภูเขาแต่ก่อนพระกัสสปบิณฑบาตได้มาก ย้ายไปตำบลอื่นชะนาน ทีนี้พระไปตั้งเสนาสนะใหญ่อยู่ใกล้ภูเขานะ ไปกวนอุปกรณ์เขาบ่อย ๆ หนักเข้าเขาเห็นพระเข้าไปในบ้าน เขาคิดว่าพระจะไปกวนอุปกรณ์ของเขาเลยปิดประตูเสีย
ทีนี้พระกัสสปไป เอ ที่นี่เคยบิณฑบาตง่ายทำไมวันนี้ปิดประตูกันหมด ไม่มีใครใส่บาตร ไปนั่งค้นเหตุผลอยู่ อ้อ เสนาสนะใหญ่กวนเขา เขาไม่รับใส่บาตร เรื่องนี้ทราบถึงพระพุทธเจ้าให้ทำลายเสนาสนะใหญ่ แล้วสร้างแค่ ๙ คืบ สร้างใหญ่แล้วกวนคนอื่น
ศิษย์ กวนไม่รู้จักประมาณ

หลวงปู่ เจ้าคุณปัญญานันทะเอามาเทศน์บ่อย ๆ ไป พวกมิจฉาทิฐิ บวชแล้วก็ยังมีมิจฉา ทิฐิอยู่ ไม่รู้จักสัมมาทิฐินี่เขาเบื่อไอ้พวกมิจฉาทิฐิ มันทำอะไรทำด้วยโลภะทำให้เป็นภิกษุกวนบ้าน สามเณรกวนเมือง พวกโลภะนี่ ส่วนรุ่นเก่า ๑๐ โกฏิ ท่านไม่ทำเสนาสนะอะไร หนีไปอยู่ป่าหมด เหลือพระนาคเสนอยู่องค์เดียว เทศน์องค์เดียวเรียกพระได้ ๘ หมื่นองค์ มันเป็นยังงั้นแหละ มีมาทุก ๆ คราว อดีตก็มี ปัจจุบันก็มี อนาคตก็มี มันแทรกแซงกันอยู่อย่างนั้น อวิชชาเป็นปัจจัย ก็เป็นปัจจัยการ... ถ้าวิชชาเป็นปัจจัย มันเข้าสู่นิพพานสมบัติ มันต่างกัน อวิชชาเป็นปัจจัยเวียนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ส่วนวิชชาเป็น นิโรธ นิพพานนัง ทำความเพียรเพื่อความหลุดพ้นมันคนละสายกัน หน้ามือ หลังมือเป็นคนละหน้า

ศิษย์ ผมฟังบ่อยยังไม่ค่อยแจ่มแจ้ง ไม่ค่อยเข้าใจ หน้ามือ หลังมือ ที่หลวงปู่คุยให้ฟัง

หลวงปู่ อ้าว หน้ามือก็ดูเอาซิ ดูปัจจุบันน่ะซี คว่ำมือแล้วมันจะเห็นหน้ามือยังไง หงายมือแล้วมันจะเห็นหลังเหรอ อ้อ มันอยู่คนละที่กันนี่ วิชชา อวิชชา มันก็มาอาศัยจิตกันเองแหละมาอาศัยกาย วิชชาคืออาการของจิต อวิชชาก็อาการของจิต ในสนามหลวงไม่เอานี่ ขึ้นต้นก็อวิชชาปัจจยา ปัจจยาการ ต้องกำจัดปัจจยาการ พอหมวดที่ ๒ อวิชชา กับ อาสวะดับอวิชชา ตัณหา อุปาทาน กิเลส กรรม วิบาก ก็ดับไปเป็นแถวหมด ปฐมสังคายนาต้องทำเป็นหมวด ๆ หมวด ๑๐๐ กอง เหลืออาการ ๓๒ นิรุตขันติ นิโรธ นิรุตขันติต้องรักษากัน อวิชชาเป็นปัจจัยไปสู่อบายมุข ถ้าอวิชชาเป็นปัจจัยทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปสู่นิรุตขันติ เป็นปัจจัยกัน ปัจจัย ๒๔ มี ๒ อย่าง อวิชชาเป็นปัจจัยให้วนอยู่ในภพทั้งสาม วนอยู่ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน วิชชาเป็นปัจจัยให้หลุด หลุดจากอดีต อนาคต หลุดจากปัจจุบัน นิรุตขันติ นิโรโธ นิพพานนัง นี่ไม่รู้กายรู้จิตเป็นโทษเหมือนอวิชชา ไม่รู้กายกับจิต ปัจจุบันจะไปเอาแต่ปริยัติก็ฟุ้ง ไปเอาผัสสะทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภายนอก ๖ ภายใน ๖ เป็น ๑๒ อนาคตก็ ๑๒ ปัจจุบันก็ ๑๒ ก็ฟุ้งละซิ อดีตก็ ๑ ปัจจุบันก็ ๑ อนาคตก็ ๑ ก็เข้าถึงนิโรโธ นิพพานัง กายก็มี ๑ จิตก็มี ๑ นี่ อริยมรรคก็มี ๑ มัวแต่บรรยายอยู่ไม่ทันกิเลสแล้ว (หัวเราะ)

ศิษย์ ยังไม่หมดสงสัย

หลวงปู่ แค่แคว้นอินเดียก็ยังบวชไม่ได้ พระรุ่นเก่าบวชแล้ว ไม่มีใครซ่อม ไม่มีใครบวชแทน เสนาสนะทิ้งหมด พระพุทธรูปก็ทิ้งเกะกะหมด ต้องเอาพระต่างประเทศไปอยู่พระไตรปิฎกก็เอาจากลังกา กับ พม่า น่ะ มาอยู่กับไทย ไทยก็แจกเขาไปทุกประเทศ พระไตรปิฎกใครแปลเป็นภาษาไทยก็ยังเถียงกันอยู่ ยังไม่ลงกัน
ถ้าขึ้นพระวินัยปิฎกก็หมดกิเลส ขึ้นสุตตันตปิฎกก็หมดกิเลส ขึ้นอภิธรรมปิฎกก็จิต เจ รุ นิ ก็มีแต่จิต เจตสิก รูป นิพพาน สามปิฎกเอาไว้เป็นแม่บทให้พวกปริยัติเรียนปฏิบัติก็ปฏิบัติตาม จิต เจตสิก รูป นิพพาน ย่อไม่เป็นเอาแต่พิสดารมันก็หลงเท่านั้นไม่เหมือนพระกัจจายนะ แสดงย่อก็ได้ แสดงพิสดารก็ได้

ศิษย์ ผู้สิ้นอาสวะแล้ว แสดงยังไงก็ศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่สิ้นแสดงเท่าไร ๆ ก็ไม่ขลังไม่ศักดิ์สิทธิ์

หลวงปู่ ปฏิเวธมีชื่อมีเสียงอะไรเล่า เหมือนกับแสดงภาคปริยัติปฏิบัตินี่เล่า มีชื่อมีเสียง สมมุติ บัญญัติก็อยู่ที่นี่พอสิ้นอาสวะแล้ว มันมีตัวมีตนเมื่อไรเล่า มีแต่นิโรโธ นิพพานนัง มีธรรมล้วน ๆ มันแสดงอาการเมื่อไร มีเกิดมีดับเมื่อไรสังขตะเป็นอาการเกิดดับของนามรูป อสังขตะมันเกิดดับเมื่อไรล่ะ วิราคะธรรมมันมีราคะเมื่อไรล่ะ วิราคะไม่ติดใครนี่ พระพุทธเจ้าทุกองค์ไม่ติดใคร พระอรหันต์ทุกองค์ไม่ติดใคร ไม่ติดข้างหน้าข้างหลัง ราคะไม่มีในตา ในหู ในจมูก ในลิ้น ในกาย ในใจ เรียกว่าธรรมมันสอน มีแต่รูปนาม รูปนามมันเกิดดับ ขันธ์ ๔ ก็เกิดดับขันธ์ ๑ ก็เกิดดับ ขันธ์ ๕ ก็เกิดดับ อยู่กับศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุติขันธ์ และวิมุติญาณทัศนะขันธ์อยู่กับธรรมขันธ์ ไม่เกิดไม่ดับพระพุทธเจ้าสอนให้รู้ธรรมะ ให้อยู่กับธรรมะต่างหากล่ะ ไม่ให้คว่ำบาตร สอนทั้งมนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม สอนทั้งเสขธรรม อเสขธรรม ความไม่ประมาทมีในปัจฉิมโอวาท ปัจฉิมสาวกองค์นั้นได้โสดาแล้วให้พระอานนท์เป็น อุปัชฌมาย์แทน รีบกระทำความเพียรในค่ำวันนั้น พอใกล้รุ่งก็มาเฝ้าพระพุทธเจ้าทัน อัสสาสะปัสสาสะ พระพุทธเจ้าแสดงปฐมสาวกน่ะ ขยาย พระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม ให้มากขึ้น ๆ มีสาวกมากขึ้น ปัจฉิมสาวกนี่รวมไปถึงไม่ประมาทในสังขารทั้งปวง เพราะสังขารเรามันเกิดดับ เฝ้าอยู่นั่นมีพระอรหันต์ พระโสดา พระอานนท์อยู่นั่นน่ะซิ พระอานนท์ก็ต้องไปเข้าปฐมสังคายนา พระอานนท์ตอนนี้ตัดสังโยชน์ ๗ ได้ ไม่นอนซะก่อนมันก็วุ่นอยู่นั่นแหละมีการงานมาก พระอานนท์นั่นแหละ มีธุระมาก ร้อยกองพระสัทธรรมอยู่ ตอนวันจะเข้าสังคายนา เดินก็แล้ว นั่งก็แล้ว ยืนก็แล้ว พักซะหน่อยเน้อ พอเอนพับนั่นน่ะสังโยชน์ ๗ ก็ขาดหมด พอเข้าปัฐวีธาตุไปโผล่ที่อาสนะ พระอรหันต์ก็หมดสงสัยแล้ว

ศิษย์ พระอานนท์สิ้นอาสวะตอนนอน
หลวงปู่ อิริยาบถ ๔

ศิษย์ กำลังจะนอน กำลังเอนลงนอน แหม! ผมก็นอนบ่อย ไม่เบาเลย

หลวงปู่ นอนลง แต่ไม่วาง เอากิเลสไปนอนด้วยนี่

ศิษย์ กลางวันก็นอน กลางคืนก็นอน ไม่เบาเลย หนักขึ้นแถว ๆ ป่าไผ่ก็นอนจัง

หลวงปู่ ดีซี่ นอนมาก ๆ จะได้รู้ รู้ว่านอนเป็นยังงี้ คนหนึ่งเอาสายสร้อยผูกคอไว้ แล้วนอนหลับ สายสร้อยก็ยังอยู่ในคนนั่นแหละ ยังไม่ได้ตัดสังโยชน์ ตื่นขึ้นมา เอ๊ะสายสร้อยก็ยังคล้องคออยู่นี่หลังไปก็คล้องคออยู่นั่น พวกนอนติดสังโยชน์ ๑๐ อนุสัย ๗ นอนหลับก็มีกิเลส ตื่นขึ้นมากิเลสก็ยังคล้องคออยู่ ผูกติดคออยู่นั่นเอง
ศิษย์ ทำไงให้มันเบา โปร่ง โล่ง ห่างไกลซะที

หลวงปู่ ต้องไปฟังเทศน์ท่านเจ้าคุณปัญญานันทะบ่อย ๆ ละซิ

ศิษย์ ฟังหลวงปู่ไม่หายสงสัย ฟังไปแล้วมันเป็นของละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีร์ภาพ แล้วมาดูเรื่องของเรามันยังหยุมหยิม ยุ่งยาก ยุ่งยากมาก ห่างไกล

หลวงปู่ เราอย่าไปมองแต่ในวัด ถ้าเราออกไปเล่นอารมณ์ ๖ ได้ โอ้แก้ไม่ไหวแล้วในวัดนี่ ไปมองในบ้านในเมือง ก็ไอ้โห ไม่ไหวละนี่ มองกายมองจิตเทศน์กัณฑ์เดียวก็หมดศาลา ๙ ห้อง เทศน์หลายกัณฑ์หลายทีคนมาแน่นวัดหมด ไม่หมดสงสัย เทศน์เป็นกัณฑ์ ๆ ก็แปลกนะ

http://www.dharma-gateway.com/image/bar-red-lotus-small.jpg
ที่มา http://www.dharma-gateway.com

</CENTER>



</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>