PDA

View Full Version : สนทนาธรรม กับ พุทธบริษัท ๑


ปมิตา
01-16-2006, 06:28 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="95%" border=0><TBODY><TR><TD background=images/poem04.gif></TD><TD width=9></TD></TR><TR><TD background=images/poem06.gif></TD><TD bgColor=#ffffff><TABLE class=vablack10 cellSpacing=0 cellPadding=10 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><CENTER>สนทนาธรรม กับพุทธบริษัท ๑


http://www.dharma-gateway.com/image/rosebar-2.gif




ศิษย์ หลวงปู่เจ้าคะ การสมาทานศีล ๕ หรือศีล ๘ ที่ปฏิบัติกันตามปกตินั้นเราจะเลือกสมาทานเพียงบางข้อจะได้ไหมเจ้าคะ?

หลวงปู่ ไฮ้ ! ก็ต้องว่าตามหมวดเขาซิ ศีลโลกีย์น่ะ ๕ ก็ต้องว่าให้จบ ๕ ๘ ก็ต้องว่าให้จบ ๘ ซิ ศีล สมาทานก็ต้องว่าเป็นหมวด ๆ ไปอย่างนั้น ศีลบารมีเขาไม่ได้จัดเป็นหมวด ๆ นี่ ศีลบารมีก็ต้องมี ๑๐ ศีล อุปบารมีก็ ๑๐ ศีลปรมัตถบารมีก็มี ๑๐ ไม่ต้องสมาทาน ไม่ต้องมีหมวด ถ้าไม่จำกัดองค์ละก็ไปอยู่ศีลบารมี

ศิษย์ ถ้าศีล ๕ สมาทานเพียง ๔ ศีล ๘ ขอสมาทานเพียง ๗ จะได้ไหมเจ้าคะ?

หลวงปู่ คนมันว่าเอาเอง แต่ศีลไม่เป็นอย่างนั้น โลกีย์ก็โลกีย์ทั้ง ๕ โลกุตระก็ศีลพระโสดา ศีล ๕ ก็มีโลกีย์-โลกุตระคู่หนึ่ง ศีล ๕ ก็มีโลกีย์-โลกุตระ ศีลอุโบสถก็โลกีย์-โลกุตระคู่หนึ่ง ศีล ๑๐ โลกีย์ก็มี โลกุตระก็มี หมดเท่านั้นละหมวดศีลน่ะ กิเลสหมด แสดงหมวดศีลแล้วก็ดับอัตถวิมรรค ๘ คุ้มบารมี ๓๐ ทัศ

ศิษย์ ก็ถ้าไม่ปฏิบัติไม่ครบก็ไม่สำเร็จใช่ไหมเจ้าคะ

หลวงปู่ มันไม่ครบกับหมวดศีลเขา ศีลโลกีย์ก็ต้องมีศีล ๕ ศีลโลกุตระก็มี ๕ ต้องตามหมวดศีล หมวดศีลอยู่ศีลขันธ์ เป็นศีลทั้งนั้นแหละ ศีลขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตญาณสมณขันธ์ ธรรมขันธ์ก็ ๕ ขันธ์ก็ ๕ ๕ กับ ๕ ก็มาประทับอยู่ขันธ์ ๕ นี่เอง ธรรมขันธ์น่ะ ถ้าอย่างนั้นไม่เข้าหมวดเขา ไม่พูดกับปริยัติเขาไม่ได้ เขาไม่ให้เข้าสนามหลวงแล้ว ศีลไม่ครบองค์ ๕

ศิษย์ เวลาทำบุญหรือบริจาคทางต่าง ๆ นึกไม่ออกว่าจะอุทิศส่วนกุศลอย่างไร จิตเฉย นึกอยากเพียงต้องการทำบุญเท่านั้น อยากให้หลวงปู่ให้หลักในการทำจิตขณะนั้น

หลวงปู่ ก็นึกพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ซี เข้าหลักสูตรน่ะ ถ้าลืมหลักสูตรแล้วอุทิศไปไม่ถูกหลักมันเฉย ๆ มันเป็นโมหะแล้ว ถ้าอุทิศถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันพร้อมด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยทาน ด้วยศีล ด้วยภาวนา มันไม่พร้อมก็ไม่มีปัญญานะซี

ศิษย์ ถ้าจิตเฉย ๆ ไม่นึกอะไร ก็ไม่ได้ไปไปเลยใช่ไหมเจ้าคะ ?

หลวงปู่ ไปไม่ถูกซี ไม่ใช่กุสลาธรรมาเสียแล้วล่ะ มันเป็นอพยากัตตาธรรมาไปไม่ถูก หรอก ทานของพระเวสสันดร ตาชูชกเป็นผู้ไปรับทานอย่างเดียว พระเวสสันดรทานสองกุมารให้ ก็เพื่อตรัสรู้มุ่งหมายพระโพธิญาณนฤพาน แล้วท่านก็ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมได้ ผู้รับไม่สำคัญหรอก สำคัญผู้ให้ผู้ให้อย่างไม่เจตนา นางคนหนึ่งเป็นลูกสาวช่างหม้อปั้นดินเหนียวอยู่ พระเถระมาบิณฑบาต บิณฑบาตดินเหนียวจะเอาไปยากุฏิ ไม่รู้จักถามว่า ต้องการอะไรมายืนที่นี่ ต้องการดินเหนียว เอ้อ ! แต่ดินเหนียวก็ต้องมาบิณฑบาต ท่านไม่เจตนาจะเอาไปถึงไหนเลยหมิ่นประมาทท่าน ขัดไม่ได้ปั้นดินเหนียวทุ่มให้ ไม่ปรารถนาจะเอารูปทิพย์แต่มันได้น่ะ แต่ได้ตำหนิบิดตาเบือน มีปัญจะปาตำหนิอยู่หน้า ๕ แห่ง ใครก็ไม่ชอบเลยนางคนนี้ แต่อานิสงส์กัลป์ได้เนื้อทิพย์ กษัตริย์ไปขอกินน้ำ คั้นน้ำทับทิมใส่แก้วให้ ไปถูกนิ้ว ๆ เดียวเท่านั้น แหละเลยติดอกติดใจ ชาววังสู้ไม่ได้เนื้อทิพย์ ดินเหนียวเนื้ออ่อน ไม่ปรารถนาจะเอาเนื้อทิพย์มันได้ หน้าปัญจะ ๕ แห่ง ไม่ปรารถนาเอามันได้นั่นแหละ ทำไปซี ทำโดยประมาทของทานไม่รู้จักเหตุจักผล เป็นไปอย่างนั้น

พระเวสสันดรท่านรู้เหตุรู้ผล ตาชูชกไม่มีศีลก็ช่างมันซี ให้มันไปแล้วก็ส่งผลมาให้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ ผู้ทานรู้ ผู้ทานไม่รู้ต่างกัน ผู้รับเป็นอรหันต์แล้ว ผู้ให้ไม่รู้จักเอาดินเหนียวทุ่มใส่บาตรให้

อัปมาโนพุทโธ พระพุทธเจ้ามีประมาณเมื่อไรล่ะ ทำได้ทุกอย่างขึ้นชื่อว่าพระพุทธเจ้าอัปมาโนธรรมโม พระธรรมบันดาลได้ทุกอย่างอย่าว่าแต่พุทธนิมิตเลย ธรรมนิมิตก็มี อัปมาโนสังโฆไม่มีประมาณเมื่อไร ตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์มายุอยู่ พระภิกษุมา ๕๐๐ สั่งพระอานนท์ว่า ตถาคตยังไม่ว่าง ให้พระอานนท์ไปบอกว่า ให้คอยที่ป่าช้า อ้าว! พวกเราจะมาเฝ้า เข้าใจผิดว่าหมดสังโยชน์แล้ว หมดอนุสัยแล้ว แต่เจ้าของยังไม่รู้ว่า สังโยชน์มีที่ตัว อนุสัยมีที่ตัว พระพุทธเจ้าจังไม่ให้มาเฝ้าให้คอยที่ป่าช้านั่นพวกอิริยาบถยืน ยืนดูซากอสุภะ พอราคะสังโยชน์ปรากฏขึ้น ปฏิคะสังโยชน์ปรากฏขึ้น พระองค์จึงถือเอาเหตุนั้นไปแสดง ๒ ข้อเท่านั้น บรรลุทั้ง ๕๐๐ องค์ แล้วกลับมาจึงมาเฝ้าพระพุทธเจ้าได้นี่เห็นไหมล่ะ พุทธนิมิตน่ะนั่งอยู่ คันธกุฏีนี่ทำไมไปแสดงธรรมให้พระ ๕๐๐ องค์ในป่าช้า อิริยาบถยืนทั้ง ๕๐๐

พุทธนิมิตไม่ใช่มีครั้งเดียวเท่านั้น ภิกษุฯอีก ๕๐๐ ก็ต้องไปยืนอยู่ป่าช้าเหมือนกันในสมัยพุทธมารดายังอยู่ชั้นดุสิต ไปแสดงธรรมกับเทวดา อภิธรรม ๘ คัมภีร์ ตอนเช้าลงมารับบิณฑบาตพระสารีบุตร ๒ ชั่วโมง ใครเทศน์แทนล่ะ พุทธนิมิตนั่นเอง นิมิตของพระพุทธเจ้า เทวดาลืมตากระพริบเมื่อไหร่ล่ะ ๓ เดือนน่ะฟังธรรมไม่ลุกจากที่ตาก็ไม่กระพริบ จะไปเอาหม้อข้าวหม้อแกงที่ไหนมาถวายบิณฑบาต ต้องมารับของพระสารีบุตรนี่ ในระหว่าง ๒ ชั่วโมงมาต้องมานี่ ทางโน้นเทวดาฟังธรรมพุทธนิมิตไม่ใช่ไม่มี พุทธนิมิตมี ธรรมนิมิตมี จึงอยู่ในอัปมาโนพุทโธน่ะ ใครอยากรู้ไปอ่านพระไตรปิฎก ไปสนามหลวงเขาแปลไม่ถึง อัปมาโนธรรมโม อัปมาโนสังโฆ สวดแล้วก็เททั้งหมดมาบัดนี้ คนเขาไม่เคยเห็นพุทธนิมิต ธรรมนิมิต สังฆนิมิต แค่กสิณ ๑๐ เขาก็เห็นแต่ภายนอก ๓๐ อนุสติ ๑๐ เป็น ๔๐ ธรรมฐาน ๔๐ เห็นแต่ภายนอก ในใบลานในกระดาษโน่น มันอยู่ที่นี่ มันอยู่ที่จิตนี่อีก ๔๐ ภายนอก ๔๐ ภายใน รวมเป็น ๔๐ จึงลงกันได้ ต้องโทรศัพท์เบอร์เดียวกัน สถานีเดียวกัน โทรศัพท์เบอร์เดียวกัน จึงพูดกันได้ ไปพูดสนามหลวงเขาไม่รู้หรอก กรรมฐาน ๔๐ มันอยู่ตรงไหน เขาไปอ้างโน่นใบลานโน่น ในกระดาษโน่น ๔๐ มันอยู่โน่น มันได้แต่ข้างนอก ๔๐ ข้างในไม่มี มันจะลงกันได้เหรอ เดี๋ยวมันทะเลาะกัน ไปพูดขึ้นในสนามหลวงเขาก็ไม่ให้กินน้ำแข็งเขาหรอก เขาก็ไล่หนีเท่านั้นแหละ ก็มันอ่านธรรมานุปัสนสติปัฏฐาน ภายในก็ดี ให้รู้ว่าเกิดขึ้นให้รู้ว่าตั้งอยู่ให้รู้ว่าเสื่อมไป ภายนอกก็ดี ธรรมเกิดขึ้นได้ ตั้งอยู่ได้เสื่อมไปได้ทั้งภายนอกและภายในนี้กรรมฐาน

ทำไมจึงอ้างแต่ภายนอกล่ะภายในมันมีอยู่แล้ว พุทธะภายในก็มี พุทธะภายนอกก็มี ทำไมไม่อ้างให้หมดเป็นคู่ ๆ กันไปล่ะ ก็เพราะไม่รู้ภาษาใจ รู้แต่ภาษาหนังสือ ก็เถียงกันตายโหงทุกประเทศนั่นแหละ พูดกับคนพูดยาก พุดกับธรรมะง่ายกว่า มนุสธรรมเขาก็มีชอบแล้ว สัมมาทิฐิเทวธรรมเขาก็มีชอบสัมมาทิฐิจึงพูดกันได้ พรหมธรรมเขาก็มีชอบสัมมาทิฐิ โลกุตตรธรรมสัมมาทิฐิของพระโสตา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ พูดกันได้ทุกหมวด เอาภาษาคนไปข้ามภาษาธรรมตกอเวจีวันละ ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้งไม่รู้จักไปค้านธรรมะของพระพุทธเจ้าได้หรือ มันอวดดีว่าเรามีธรรมะ อวดดีว่า รู้ดีกว่าพระพุทธเจ้านั่นแหละมันไปอเวจีแล้วละ กายกรรมมันอยู่วจีกรรมยังอยู่ แต่มโนกรรมไปแล้ว

ศิษย์ หลวงปู่ครับ นิพพานของโลกุตระเป็นอย่างไรครับ

หลวงปู่ มันหมดอาสวะซี อวิชาสวะไม่เหลือ

ศิษย์ นิพพานที่แท้จริงละครับ

หลวงปู่ นิพพานที่แท้จริงมันดับอาสวะหมด ไม่มีอวิชาสวะ ไม่มีอวิชาสังโยชน์ ไม่มีอวิชานุสัย หมดไม่เหลือ

ศิษย์ จิตยังอยู่ไหมครับ

หลวงปู่ จิตปรมัตถ์ไป เจตสิกปรมัตถ์ รูปปรมัตถ์

ศิษย์ ยังอยู่แต่ไม่เสนอคำเรียกใช่ไหมครับ

หลวงปู่ ยังอยู่แต่ว่ามันเกิดดับ มันเป็นสังคตะไป ไม่ใช่สัตว์ คน สังคตะธรรม สังคตะธรรมมีอยู่อสังคตะธรรมมีอยู่ วิราคะธรรมมีอยู่ แต่ไม่ใช่สัตว์ คนเท่านั้น

ศิษย์ หมดสมมุติ หมดความยึดถือใช่ไหมครับ

หลวงปู่ มันไม่มีอวิชาสวะ ไม่มีอวิชาสังโยชน์ ไม่มีอวิชานุสัยละก็ กิเลสกรรมวิบากมันไม่มี จิตไม่มีนามรูปของขันธ์แล้ว มันเหนือนามรูปของขันธ์หมดแล้ว สังคตะมันเหนือขันธ์ ๕ อสังคตะมันเหนือขันธ์ ๕ วิราคะธรรมก็เหนือขันธ์แล้ว ขันธ์ ๕ ยังมีนามรูปยังติดต่อกันได้อยู่ อายาตนะธาตุนี่ ขันธ์ ๕ นี่ ส่วนนิพพานไม่เกิดไม่ดับนี่ จิต เจตสิก รูปปรมัตถ์นี้มันเกิดดับเป็นอสังคตะธรรม ไม่มีสัตว์มีคน ไม่มีภพไม่มีชาติ ส่วนเกิดดับเป็นสังคตะธรรม ไม่เกิดไม่ดับเป็นอสังคตะธรรม วิราคะธรรมไม่มีราคะ หมดราคะไปถึงโลกุตตระแล้วนั่น ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ จะมาเผาแล้วเขาติด ไม่ได้แล้ว

ศิษย์ โกกุตตรนิพพานนั้นปราศจากวิญญาณ ๆ ในที่นี้หมายความว่าอย่างไรครับ ?

หลวงปู่ วิญญาณขันธ์น่ะ วิญญาณขันธ์ ก็เป็นนามขันธ์อยู่แล้ว

ศิษย์ จิตเดิมอยู่แต่ปราศจากความยึดถือหรือครับ ?

หลวงปู่ จิต เจตสิก รูป เป็นปรมัตถ์ไปหมด จิ เจ รุ นิ เป็นปรมัตถ์ธรรม

ศิษย์ ที่ว่าจิตนั้นเป็นแต่ลม เป็นลม เมื่อดับไปแล้วลมหมดไป จิตก็หมดไป ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่านิพพานก็สูญหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ ผมเข้าใจไม่ถูก

หลวงปู่ นิพพานไม่สูญ แต่อาสวะสูญได้ เอ้อ! อาสวะมันหมดได้ อวิชาตัณหา อุปาทาน กิเลสกรรมวิบากมันหมดได้ แต่สังคตะ อสังคตะ วิราคะธรรมมันไม่หมด แต่บารมี ๓๐ ทัศน์ที่พระพุทธเจ้าสร้างบารมีมา บารมีเป็นของไม่ตาย แต่ว่าส่วนตัวบุญพระโพธิสัตว์ ต้องเปลี่ยนแปลงไงล่ะ ถ้าเป็นตัวอยู่กับพระเวสสันดรก็ไม่ได้ตรัสรู้ซี ถ้าไปยืนตัวเป็นมหากษัตริย์อยู่ ก็ไม่ได้ตรัสรู้ต้องออกจากมหากษัตริย์ไปค้นคว้าอยู่ ๖ ปี แล้วจึงสิ้นอาสวะ จึงได้ตรัสรู้นั่นล่ะ รับรองว่าเป็นพระพุทธเจ้าได้น่ะ พระพุทธเจ้าบางองค์อายุไม่เท่ากันนะ พวกอดีตอายุ แสนหนึ่งก็มี แปดหมื่นก็มี มาองค์ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี

ศิษย์ หลวงปู่ครับ เจ้าคุณอุบาลีท่านตัดสังโยชน์หมดกี่ตัวครับ ?

หลวงปู่ ท่านไม่บอกสักทีหรอก เทศน์จนขาหัก ท่านชำนาญทางกุตระ ทางโลกีย์ ท่านชำนาญแสดงสองภาค แต่ท่านไม่ปฏิญญานตนว่าตัดสังโยชน์ได้สิบนี่ ท่านเพียงถือไตรสรณาคมน์โลกุตระนั่นแน่ะก็ไปดูซิ ไปดูสรณเกษมนะ เสนะสรณาคมน์นั่นน่ะ วิสัชชนาอยู่ ในนั้น ท่านไปรับรองเอาตัวนั้น ท่านไปรับรองไตรสรณาคมน์ของพระอรหันต์เมื่อไหร่ล่ะ มันไตรสรณาคมน์ของพระโสดาต่างหากล่ะ

ศิษย์ หลวงปู่ครับที่เขาว่า เที่ยวเมืองนิพพานน่ะ เขาไปเที่ยวกันจริงหรือเปล่าครับ ?

หลวงปู่ เที่ยวไปแต่ปริยัตินะซี มันพูดเอาเองภาคปริยัตินี่ไปเที่ยวได้ซิ ภาคปฏิเวธไปเที่ยวที่ไหนล่ะ มันมีบอกเมื่อไหร่ล่ะ ปริยัติเป็นภาษาธรรมต่างหาก

ศิษย์ เขาสงสัย ที่หลวงพ่อฤาษีท่านสอนมโนมยิทธิแบบใช้ฤทธิ์ทางใจไปเจ้าคะหลวงปู่

หลวงปู่ นั่นมันเรื่องพุทธนิมิต ธรรมนิมิต สังฆนิมิต ก็ตามใจซี นิมิตมีอยู่ หลับตาลืมตาก็มี มีของพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าแสดงนิมิตได้ ธรรมนิมิตได้ สังฆนิมิตได้ ให้กามโลกเห็นกัน ให้รูปโลกเห็นกัน ให้อรูปโลกเห็นกันนะ พระอรหันต์ไม่มีทิพย์จักษุเห็นเมื่อไรล่ะ ในมหาสมัยสูตร ในป่ามหาวันน่ะไปอ่านสูตร แปลดูซิ อยู่ในป่ามหาวัน พระสงฆ์หมู่ใหญ่มีตั้ง ๑,๐๐๐ กว่า ทำไมมุ่งหน้าไปประชุม ณ ป่ามหาวัน ไปน้อมนมัสการพระพุทธเจ้าล่ะ เทวดา ๖ ชั้นมาหมด พรหม ๒๐ ชั้นมาหมด ยักษ์กับมนุษย์ทำไมไม่รังแกกันล่ะ ครุฑกับนาคไม่รังแกกันล่ะ ก็ไม่เพราะอำนาจพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพหรือ

คนมันอยากเห็นเทวดาชั้นโน้น ชั้นนี้มนุสธรรมอยู่ที่จิตเดียว เทวธรรมอยู่จิตเดียว พรหมธรรมมันอยู่จิตเดียว โลกุตตรธรรมมันอยู่จิตเดียว จิตนี่ละมันรับธรรมะนอกจากกายกับจิตแล้วจะไปรับที่ไหนล่ะ ที่นี่มันรับพระไตรปิฏกไว้ตั้งสามปิฏกนะ กายกับจิตนี่น่ะพระไตรปิฏกในได้อย่างไรล่ะ คนไปถามหายังไง พระพุทธเจ้ารู้นรก ๒ ชั้น นรกชั้นนอก นรกชั้นใน สวรรค์ชั้นนอก สวรรค์ชั้นใน นิพพานชั้นนอก นิพพานชั้นในน่ะ เขาอ่านกันยังงั้นล่ะนี่ เออ! ชั้นในมันยังจะเหลือหรือกิเลส เกิดตายจะเหลือเหรอ ชาติภาพจะเหลือหรือ มันก็ไม่เหลือซี มันต้องมีภายนอกภายในพิสูจน์กันดูอย่างนั้นซี
นิพพานไม่ใช่รูปขันธ์ ไม่ใช่นามขันธ์ มันเหนือรูปขันธ์ นามขันธ์ แต่สร้างบารมีมาก็เอาเป็นเครื่องสร้างมือสร้างบาตรมีต่างหากล่ะ นามรูปนี่นะ เมื่อได้ตรัสรู้แล้วเอาไปเมื่อไรล่ะ บารมี ๓๐ ทัศ ไม่ใช่ตัวขันธ์ ๕ มันเหนือขันธ์ ๕ มาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็เหลือขันธ์ ๕ พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเหลือขันธ์ ๕ พระสาวกทุกองค์ทั้งชายหญิงตรัสรู้แล้ว หมดสังโยชน์แล้ว หมดอนุสัยแล้ว ยังเหลือขันธ์ ๕ เขายังเขียนรูปโลกไว้ให้ดู คนภพหนึ่งไปดันรูปโลก คนภพหนึ่งขึ้นนั่งบนโลกยังไงล่ะ มีแต่พวกพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์เท่านั้นที่ขั้นนั่งบนโลกน่ะ ขันธ์โลกมันถูกรองนั่ง มนุสธรรมก็โลกีย์ เทวธรรมก็โลกีย์ พรหมธรรมก็โลกีย์ มันขึ้นเหนือโลกไม่ได้ มิจฉาทิฐิไปดันโลก สัมมาทิฐิก็นั่งขี่โลก โลกุตตรภูมิเมื่อจิตหมดสังโยชน์และอนุสัยแล้วขึ้นนั่งโลก ใครจะดีกว่ากันล่ะ สัตว์โลกมันรู้โลกต่ำโลกสูงเมื่อไรล่ะ นอกจากอริยมรรคฌาน ๔ ชั้น จึงไปขึ้นเหนือโลกได้

ในนี้ก็สามโลก ภายนอกก็มีสามโลก ใครล่ะมันยอมรับเป็นสัตวโลกมันจะเป็นคนดีทั้งนั้น มันไปเถียงถึงพระพุทธเจ้า มันด่าถึงพระพุทธเจ้าไม่ใช่ด่าแต่พวกเราเดี๋ยวนี้มันด่ามาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว มันคิดจะฆ่าพระพุทธเจ้ามาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว คนไม่เอาเรื่องเอาราว คนละศาสนา คนมิจฉาทิฐิมันไปเกิดที่ไหน ก็ไปเกิดอเวจีโน่นซิ

สัมมาทิฐิมาเกิดเป็นมนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรมก็ข้ามไปโลกุตตระธรรมจึงจะไปนิพพานถึง เขาเดินทางนี้ต่างหากล่ะ สัมมาทิฐิกับมิจฉาทิฐิต่างกัน กายเดียว จิตเดียว แต่สัมมาทิฐิต้องมาอาศัยนี่ รูปเดียว นามเดียว นี่ละ ก็ดูเดรัจฉานกับคนซี เทวดาก็อาศัย ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ อาศัยรูปธาตุนี่ละ พระพุทธเจ้า ก็บิณฑบาตในโลกมนุษย์นี้ พระปัจเจกพุทธเจ้าก็บิณฑบาตในโลกมนุษย์นี้ พระอรหันต์ก็บิณฑบาตในโลกมนุษย์นี้ โลกอื่นเขาใส่บาตรเมื่อไหร่ล่ะ เอ้อ!

ศิษย์ หายสงสัยแล้วครับ

http://www.dharma-gateway.com/image/bar-red-lotus-small.jpg
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/



</CENTER>

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/poem07.gif></TD></TR><TR><TD></TD><TD background=images/poem09.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>