ปมิตา
01-13-2006, 08:55 AM
ธรรมหลวงปู่บุดดา ถาวโร
หลวงปู่บุดดา ถาวโร
โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดชีวิตกับธรรมะ กระทู้ 15459 โดยคุณ : ให้คิดแนวทางเหตุผลเอง 18 มิ.ย. 48
เกิดดับเป็นหน้าที่ ตาก็เกิดดับ หูก็เกิดดับ รูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะก็เกิดดับ ลมหายใจก็เกิดดับ วิตกวิจารก็เกิดดับ ตัวเวทนา ปัญญาก็เกิดดับ ไม่เกิดไม่ดับ คือ... ทำให้พ้นจากกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารที่มีอยู่ไม่ใช่ นามขันธ์คือตัวไม่เกิดไม่ดับ ตัวเกิด ดับจึงไม่มีสัตว์ไม่มีคนเข้าไปปน อวิชชาหมดแล้วจากจิตจากกายสมุทัยหมดจากกายหมดจากจิตด้วย นิโรธก็มีที่กายที่จิตด้วย สักกายนิโรธจิตนิโรธมีคู่กัน เชื่อกิเลสก็เป็นทุกข์นะซิ จิตของเราก็เป็นทุกข์ซิ กายของเราก็เป็นทุกข์ซิ ก็มันเป็นทุกข์จะไปเกิดมันทำไม ไปตายมันทำไม เกิดไม่ใช่ เรา ตายไม่ใช่เรา ถ้าอยู่กับศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ก็เป็นอรหันต์ไปได้เท่านั้น ศีลนี้แหละมันพาให้รู้อริยมรรค ๔ อริยผล ๔ ให้จิตไปอยู่กับศีล อยู่กับสมาธิ อยู่กับปัญญา อยู่กับธรรมะมันก็ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตายนะซิ พ้นเกิด พ้นตาย มีสุขก็เพราะศีล มีโภคสมบัติก็เพราะศีล ถึงนิพพานสมบัติก็เพราะศีล ไม่เชื่อศีลแล้วไปเชื่อใครล่ะ ไปเจอคนเกิดคนตายรึ! ก็โง่ซิ ฉลาด ก็ เชื่อศีลซิ ไม่มีใครช่วยเรานะ ไม่มีใครช่วยให้เราพ้นเกิดพ้นตายได้นะ ถ้าไม่พ้นเกิดพ้นตายก็ต้องทุกข์อยู่อย่างนี้แหละ กรรมวิบากวนเวียนอยู่นั่นแหละจะเอาหรือ?ถ้าใจยังมีทุกข์อยู่ ไม่ใช่ ธรรม ใจไม่ทุกข์ เป็นธรรมที่ไม่แปรผัน สมาธิที่แท้จริงต้องอยู่ในทุกอิริยาบถนั่ง นอน ยืน เดิน กินอาหาร ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ ทุกลมหายใจเข้าออกและเป็นอารมณ์ในปัจจุบัน
เพราะกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ นี่มันเป็นพื้นสนามหลวงให้วิชชา อวิชชา ให้กุศล อกุศลมาเล่นกีฬากันอยู่ทุกวัน ทุกเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก แต่ว่าเราเกิดมาในระหว่าง ๑๐ เดือนก็ไม่รู้เรื่อง ๑๐ ปีก็ไม่รู้เรื่องนั่นเอง ว่าสนามของกุศล อกุศลมันอยู่ที่ไหน เราก็เห็นแต่สนามภายนอก นั่นเอง สนามภายในนี่มันเป็นสนามของสัตว์โลกที่ต้องมาเกิด มาแก่ มาเจ็บ มาตายอยู่ในกามโลก รูปโลก อรูปโลกนี่อาศัยกายกรรมของพวกมนุษยโลก อาศัยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สวรรค เทวโลก อาศัยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม พรหมโลกนี่ สามโลกนี่มันอาศัย สนามเดียวกันนี่เอง สนามของมนุษย์นี่มันหยาบอย่างสนามของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของปู่ของย่าของตาของยายก็มีเพียงสัมมาทิฏฐิ สัมมาอาชีวะนั่นเอง ศีลก็เพียง ๕ ประการ ก็เป็นศีลโลกีย์เสียด้วย ไม่เหมือนโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมนั้นมีพระโสดา สกิทาคา อนาคา พระอรหันต์ สี่คู่แปดบุคคลนี่มีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาอาชีวะน่ะ ของท่านเป็นโลกุตระศีล ๕ กิโลกุตระ ศีล ๘ กิโลกุตระ ศีล ๑๐ กิโลกุตระนั่นเอง ท่านที่ข้ามความเกิดเจ็บตายได้
ทำงานโดยไม่มีเจ้าของทำงานโดยเป็นนิโรธธรรม นิพพานธรรม กิเลสมันเหนื่อย ธรรมะไม่เหนื่อยปฏิบัติก็ศีลซิ ศีล ๕ เป็นอย่างไรล่ะ ยิ่งชีวิตซิ ศีล ๕ สมุทเฉทซิ ไม่ต้องสมาทานซิ ศีล ๕ โลกุตระแหละเป็นสมุทเฉททุกองค์ ถ้าท่านไม่มีธรรมะอยู่ ท่านก็วุ่นวายซิ ถ้าไม่มีธรรมะก็ร้อนใจซิ
อธิศีล ศีลอยู่ที่จิต อธิจิตรับได้ทั้งศีลทั้งสมาธิด้วย อธิปัญญารับได้ทั้งปัญญาด้วย ถ้าหากไม่มีกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะมาแต่อดีตแล้ว อยู่ในห้องก็เป็นคนไม่ได้ ในวินัยปีฏกห้ามไว้ไม่ให้ฆ่ามนุษย์ ทั้งในครรภ์และนอกครรภ์เป็นบาป กฎหมายสัมมาทิฏฐิ มนุษย์ธรรมมีมาแต่ในท้อง นอกท้องก็มี มนุษย์อย่างนี้คือมนุษย์ที่จะต้องรับพระธรรมเทศนาของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไปรับถึงเทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม เพราะพื้นเดิมมีกาย วาจา จิตแล้วกายกรรมสาม ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เรียกว่า กายกรรมสาม วจีกรรมสี่ ไม่ได้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เป็นสัมมาวาจาอยู่ในตัวของมันเอง ศีลโลกุตระอยู่ที่จิต มีศีลห้า ก็จบโสดาได้ ศีลแปดออกจากกามจบถึงอนาคาได้ ศีลสิบจบอรหัตผลได้ ศีล 227 เป็นศีลปกครองคณะสงฆ์เขา
http://www.dharma-gateway.com/image/bar-red-lotus-small.jpg
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/
หลวงปู่บุดดา ถาวโร
โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดชีวิตกับธรรมะ กระทู้ 15459 โดยคุณ : ให้คิดแนวทางเหตุผลเอง 18 มิ.ย. 48
เกิดดับเป็นหน้าที่ ตาก็เกิดดับ หูก็เกิดดับ รูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะก็เกิดดับ ลมหายใจก็เกิดดับ วิตกวิจารก็เกิดดับ ตัวเวทนา ปัญญาก็เกิดดับ ไม่เกิดไม่ดับ คือ... ทำให้พ้นจากกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารที่มีอยู่ไม่ใช่ นามขันธ์คือตัวไม่เกิดไม่ดับ ตัวเกิด ดับจึงไม่มีสัตว์ไม่มีคนเข้าไปปน อวิชชาหมดแล้วจากจิตจากกายสมุทัยหมดจากกายหมดจากจิตด้วย นิโรธก็มีที่กายที่จิตด้วย สักกายนิโรธจิตนิโรธมีคู่กัน เชื่อกิเลสก็เป็นทุกข์นะซิ จิตของเราก็เป็นทุกข์ซิ กายของเราก็เป็นทุกข์ซิ ก็มันเป็นทุกข์จะไปเกิดมันทำไม ไปตายมันทำไม เกิดไม่ใช่ เรา ตายไม่ใช่เรา ถ้าอยู่กับศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ก็เป็นอรหันต์ไปได้เท่านั้น ศีลนี้แหละมันพาให้รู้อริยมรรค ๔ อริยผล ๔ ให้จิตไปอยู่กับศีล อยู่กับสมาธิ อยู่กับปัญญา อยู่กับธรรมะมันก็ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตายนะซิ พ้นเกิด พ้นตาย มีสุขก็เพราะศีล มีโภคสมบัติก็เพราะศีล ถึงนิพพานสมบัติก็เพราะศีล ไม่เชื่อศีลแล้วไปเชื่อใครล่ะ ไปเจอคนเกิดคนตายรึ! ก็โง่ซิ ฉลาด ก็ เชื่อศีลซิ ไม่มีใครช่วยเรานะ ไม่มีใครช่วยให้เราพ้นเกิดพ้นตายได้นะ ถ้าไม่พ้นเกิดพ้นตายก็ต้องทุกข์อยู่อย่างนี้แหละ กรรมวิบากวนเวียนอยู่นั่นแหละจะเอาหรือ?ถ้าใจยังมีทุกข์อยู่ ไม่ใช่ ธรรม ใจไม่ทุกข์ เป็นธรรมที่ไม่แปรผัน สมาธิที่แท้จริงต้องอยู่ในทุกอิริยาบถนั่ง นอน ยืน เดิน กินอาหาร ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ ทุกลมหายใจเข้าออกและเป็นอารมณ์ในปัจจุบัน
เพราะกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ นี่มันเป็นพื้นสนามหลวงให้วิชชา อวิชชา ให้กุศล อกุศลมาเล่นกีฬากันอยู่ทุกวัน ทุกเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก แต่ว่าเราเกิดมาในระหว่าง ๑๐ เดือนก็ไม่รู้เรื่อง ๑๐ ปีก็ไม่รู้เรื่องนั่นเอง ว่าสนามของกุศล อกุศลมันอยู่ที่ไหน เราก็เห็นแต่สนามภายนอก นั่นเอง สนามภายในนี่มันเป็นสนามของสัตว์โลกที่ต้องมาเกิด มาแก่ มาเจ็บ มาตายอยู่ในกามโลก รูปโลก อรูปโลกนี่อาศัยกายกรรมของพวกมนุษยโลก อาศัยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สวรรค เทวโลก อาศัยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม พรหมโลกนี่ สามโลกนี่มันอาศัย สนามเดียวกันนี่เอง สนามของมนุษย์นี่มันหยาบอย่างสนามของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของปู่ของย่าของตาของยายก็มีเพียงสัมมาทิฏฐิ สัมมาอาชีวะนั่นเอง ศีลก็เพียง ๕ ประการ ก็เป็นศีลโลกีย์เสียด้วย ไม่เหมือนโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมนั้นมีพระโสดา สกิทาคา อนาคา พระอรหันต์ สี่คู่แปดบุคคลนี่มีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาอาชีวะน่ะ ของท่านเป็นโลกุตระศีล ๕ กิโลกุตระ ศีล ๘ กิโลกุตระ ศีล ๑๐ กิโลกุตระนั่นเอง ท่านที่ข้ามความเกิดเจ็บตายได้
ทำงานโดยไม่มีเจ้าของทำงานโดยเป็นนิโรธธรรม นิพพานธรรม กิเลสมันเหนื่อย ธรรมะไม่เหนื่อยปฏิบัติก็ศีลซิ ศีล ๕ เป็นอย่างไรล่ะ ยิ่งชีวิตซิ ศีล ๕ สมุทเฉทซิ ไม่ต้องสมาทานซิ ศีล ๕ โลกุตระแหละเป็นสมุทเฉททุกองค์ ถ้าท่านไม่มีธรรมะอยู่ ท่านก็วุ่นวายซิ ถ้าไม่มีธรรมะก็ร้อนใจซิ
อธิศีล ศีลอยู่ที่จิต อธิจิตรับได้ทั้งศีลทั้งสมาธิด้วย อธิปัญญารับได้ทั้งปัญญาด้วย ถ้าหากไม่มีกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะมาแต่อดีตแล้ว อยู่ในห้องก็เป็นคนไม่ได้ ในวินัยปีฏกห้ามไว้ไม่ให้ฆ่ามนุษย์ ทั้งในครรภ์และนอกครรภ์เป็นบาป กฎหมายสัมมาทิฏฐิ มนุษย์ธรรมมีมาแต่ในท้อง นอกท้องก็มี มนุษย์อย่างนี้คือมนุษย์ที่จะต้องรับพระธรรมเทศนาของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไปรับถึงเทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม เพราะพื้นเดิมมีกาย วาจา จิตแล้วกายกรรมสาม ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เรียกว่า กายกรรมสาม วจีกรรมสี่ ไม่ได้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เป็นสัมมาวาจาอยู่ในตัวของมันเอง ศีลโลกุตระอยู่ที่จิต มีศีลห้า ก็จบโสดาได้ ศีลแปดออกจากกามจบถึงอนาคาได้ ศีลสิบจบอรหัตผลได้ ศีล 227 เป็นศีลปกครองคณะสงฆ์เขา
http://www.dharma-gateway.com/image/bar-red-lotus-small.jpg
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/