วชิรปัญญา
01-08-2006, 10:55 AM
เหนือเวทนาhttp://developer.thai.net/ajahn.chah/clipart/00EcMedGlod.jpg
การฟังธรรมที่จะให้เกิดประโยชน์นั้นต้องฟังด้วยความสงบเพราะจิตนี้ก็เหมือนกับเทปบันทึกเสียงถ้ามีเสียงอะไรมาปะปนรบกวนเสียงก็ฟังไม่ชัดความรู้ที่จะได้รับก็น้อยถ้าฟังธรรมในที่สงบด้วยจิตสงบก็จะมีแต่เสียงธรรมะอย่างเดียวคำพูดก็สะอาดฟังง่าย
การรับและปฏิบัติธรรมะย่อมชนะสิ่งทั้งปวง
ธรรมะที่เกี่ยวเนื่องกับการประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นธรรมะที่ให้ประโยชน์มากเพราะไม่ใช่ธรรมะเพื่อการฟังอย่างเดียวแต่เป็นธรรมะที่นำไปสู่การประพฤติปฏิบัติโดยตรงการประพฤติปฏิบัติที่จะให้ถูกต้องนั้นต้องรู้จักและเข้าใจเรื่องของกายกับใจเพราะกายกับใจนี่แหละที่พาให้สุขพาให้ทุกข์มันเกี่ยวเนื่องกันเป็นลูกโซ่ดังนั้นการปฏิบัติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
ถ้าหากได้ฟังธรรมแล้วแต่ไม่นำมาปฏิบัติก็เปรียบเสมือนว่าได้เพียงเปลือกไม้เท่านั้นยังไม่ได้ลิ้มรสผลของมันว่าเปรี้ยวหรือหวานอย่างไรการฟังธรรมโดยไม่นำมาปฏิบัติก็เหมือนกับการได้จับหรือถือผลไม้เท่านั้นยังไม่ได้กินไม่ได้ลิ้มรสมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเพราะได้แต่ถือเอาไว้แต่ไม่รู้จักรสชาดหรือความเอร็ดอร่อยของมันจะรู้ได้จริงก็ต่อเมื่อได้ลองรับประทานผลไม้นั้นด้วยตนเองซึ่งเมื่อรู้รสด้วยตนเองแล้วก็เป็นพยานในตัวเองได้ถ้ายังไม่รู้เองเห็นเองอย่างนี้ก็เท่ากับมีแต่พยานภายนอกคือคนที่เขาให้ผลไม้แล้วก็เชื่อไปตามที่เขาว่าซึ่งไม่ใช่ความเชื่อของตนเอง
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบอกว่าคนที่เชื่อแต่คนอื่นนั้นท่านไม่สรรเสริญท่านทรงสรรเสริญบุคคลที่รู้เป็นปัจจัตตังคือรู้เฉพาะตนเองเปรียบเหมือนอย่างคนที่ได้ลิ้มรสผลไม้ด้วยตนเองฉะนั้นเพราะถ้าได้ลิ้มรสด้วยตนเองแล้วจะไม่ต้องไปถามผู้อื่นว่าเปรี้ยวหรือหวานอย่างไรความสงสัยทั้งหลายก็หมดไปเพราะได้รู้ประจักษ์ในความจริงแล้วรู้อย่างทั่วถึงนี้คือคนที่รู้ธรรมะแล้วผู้บรรลุถึงธรรมะก็คือบุรุษที่บรรลุถึงความเปรี้ยวหวานของผลไม้นั่นเอง
การแสดงธรรมก็เพื่อให้รู้สิ่งต่างๆสี่ประการคือให้รู้จักทุกข์รู้จักเหตุเกิดของทุกข์รู้จักความดับทุกข์ให้รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์เมื่อรู้แจ่มแจ้งทั้งสี่ประการนี้แล้วมันก็หมดเพราะทุกข์เราก็รู้เหตุของทุกข์เราก็รู้ความดับทุกข์เราก็รู้ข้อประพฤติปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์นี้เราก็รู้เมื่อรู้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งทั้งสี่ประการอย่างนี้แล้วก็เรียกว่าจบปัญหาความสงสัยทั้งหลายก็หมดไป
สิ่งทั้งสี่ประการนี้เกิดอยู่ที่ไหน?ก็เกิดอยู่ที่กายกับใจของเรานี่เองไม่อยู่อื่นไกลหรอกแต่ทำไม่พระพุทธองค์จึงทรงแยกแยะธรรมะออกให้กว้างก็เพื่อจะอธิบายสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ให้ละเอียดเป็นอย่างๆออกไปเพื่อให้เรานำมากำหนดพิจารณา
ท่านทรงแนะนำให้พิจารณาร่างกายออกเป็นอย่างๆเช่นพิจารณาผมขนเล็บฟันหนังเป็นต้นให้แยกแยะร่างกายออกมาเพื่อทำให้เห็นตามความเป็นจริงของร่างกายอย่างชำนิชำนาญให้รู้ยิ่งตามความเป็นจริงของสังขารอันนี้เพราะถ้าไม่รู้ตามเป็นจริงนี้แล้วเราก็จะไม่รู้จักทุกข์ไม่รู้จักเหตุของทุกข์ไม่รู้จักความดับทุกข์ไม่รู้ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ถ้าไม่รู้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่รู้ข้อปฏิบัติแล้วการฟังเทศน์ฟังธรรมทั้งหลายก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด
เมื่อใดเห็นธรรมเมื่อนั้นเห็นพระพุทธเจ้า
ธรรมะนั้นอยู่ที่ไหน?พระพุทธองค์ตรัสว่าธรรมะมีอยู่ทุกที่ทุกแห่งมีธรรมะอยู่ทุกที่ทุกสถานจะเป็นรูปมันก็เป็นธรรมะจะเป็นนามมันก็เป็นธรรมะเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควรเข้าใจว่าเราทั้งหลายนั้นเกิดอยู่กับธรรมะใกล้ชิดธรรมะอยู่ตลอดเวลา
ถ้าเราเข้าใจเช่นนี้แล้วก็จะเข้าใจต่อไปอีกว่าเราไม่ได้ห่างไกลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยเราอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์อยู่ตลอดเวลาแต่ทำไมเราจึงยังไม่เห็นท่านก็เพราะเรายังไม่ค่อยได้สนใจปฏิบัตินี่เองเพราะธรรมะคือพระพุทธ-เจ้าและพระพุทธเจ้าคือธรรมะ
พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า"ดูก่อนอานนท์..ให้ท่านทำให้มากเจริญให้มากปฏิบัติให้มากใครเห็นเราคนนั้นเห็นธรรมใครเห็นธรรมคนนั้นก็เห็นเรา"ซึ่งแสดงว่าเราไม่ห่างไกลจากพระพุทธเจ้าไม่ห่างไกลจากพระธรรมเพราะพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรมะและธรรมะก็คือพระพุทธเจ้า
เมื่อเจ้าฟ้าชายสิทธัตถะทรงถือกำเนิดขึ้นมาในโลกครั้งแรกก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะเหตุใด?เพราะในตอนนั้นท่านยังไม่ตรัสรู้ธรรมต่อเมื่อท่านทรงรู้สิ่งที่ควรรู้ด้วยการประพฤติปฏิบัติของท่านคือรู้สัจจธรรมรู้จักทุกข์รู้จักเหตุเกิดแห่งทุกข์รู้ความดับทุกข์รู้จักข้อประพฤติปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ท่านจึงทรงเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อเข้าใจธรรมะพระธรรมก็อยู่ที่ใจเรา
ฉะนั้นเมื่อเราถึงธรรมเราจะนั่งอยู่ที่ไหนเราก็รู้ธรรมะเมื่อเราเข้าใจในธรรมะพระพุทธเจ้าก็อยู่ที่ใจของเราพระ-ธรรมก็อยู่ที่ใจของเราข้อประพฤติปฏิบัติให้เกิดความเฉลียวฉลาดก็อยู่ที่ใจของเราเรียกว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติพร้อมด้วยกายวาจาจิตเช่นนี้แล้วเราจะเป็นผู้มองความดีความชั่วทั้งหลายด้วยความถูกต้องคือถูกต้องตามสัจจธรรมตามที่สมเด็จ-พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่านี่คือความจริงหรือมันเป็นความจริงของโลก
ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงทิ้งโลกคือทิ้งทั้งสรรเสริญทิ้งทั้งนินทาใครจะนินทาท่านก็ทรงรับว่ามันเป็นอย่างนั้นใครจะสรรเสริญท่านก็ทรงรับว่ามันเป็นอย่างนั้นเพราะทั้งสองอย่างนี้มันเป็นเรื่องของโลกทั้งนั้นจิตใจของท่านก็ไม่ทรงหวั่นไหวเพราะอะไร?...ก็เพราะท่านรู้จักทุกข์ก็สิ่งทั้งสองนี้ทำให้ท่านทรงเกิดทุกข์หากท่านไปทรงเชื่อเข้าทุกข์มันก็เกิดเท่านั้นแหละ
เมื่อทุกข์เกิดจิตก็กระสับกระส่ายไม่สบายอกไม่สบายใจเมื่อจิตวุ่นวายจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนก็มีแต่ความกระสับกระส่ายกระวนกระวายนั่นคือทุกข์
อะไรเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด?ก็เพราะเราไม่รู้ตามความเป็นจริงอย่างนั้นทุกข์มันก็เกิดแล้วจะดับทุกข์นั้นอย่างไรก็ไม่รู้จักไม่รู้จักวิธีดับอย่างถูกต้องคิดเอาเองว่าควรแก้ทุกข์อย่างนี้อย่างนั้นทุกข์ก็ยิ่งเกิดทวีขึ้นมาอีก
เมื่อใดมองเห็นสัจจธรรมก็จะพ้นทุกข์
ดังนั้นท่านจึงสอนว่าให้รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์คือน้อมธรรมะอันนี้เข้ามาในใจของเราให้มองเห็นว่าเป็นสัจจธรรมพิจารณาให้ละเอียดให้เห็นจริงจนเป็นพยานของตนเองได้พระพุทธเจ้าท่านทรงสรรเสริญบุคคลเช่นนี้บุคคลที่เป็นอิสระไม่รับทั้งดีไม่รับทั้งชั่วเพราะทั้งดีและชั่วเป็นเรื่องของโลกเมื่อเป็นเรื่องของโลกมันเป็นอารมณ์ถ้าหวั่นไหวไปตามอารมณ์ใจเรามันก็เป็นโลกคลำโลกอยู่ตลอดเวลาก็เรียกว่าไม่รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ทุกข์มันก็ยิ่งกำเริบขึ้นมาเท่านั้น
เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้แล้วก็จะรู้ว่าเรายังไม่ชนะใจตัวเองเรายังชอบเอาชนะคนอื่นมันก็แพ้ตัวเองเท่านั้นแต่ถ้าเราเอาชนะตัวเองมันก็จะชนะทั้งตัวเองชนะทั้งคนอื่นชนะทั้งอารมณ์ชนะทั้งรูปทั้งเสียงทั้งกลิ่นทั้งรสทั้งโผฏฐัพพะเป็นอันว่าชนะทั้งหมดอันนี้พูดถึงเรื่องภายนอกมันเป็นอย่างนั้นแต่เรื่องภายนอกมันก็ทำให้มาเป็นเรื่องภายในด้วยบางคนก็รู้แต่ภายนอกไม่รู้ภายในเช่นท่านพูดคำๆหนึ่งว่าให้เห็นกายในกายให้รู้กายแล้วก็ยังไม่พอให้รู้กายในกายอีกให้พิจารณากายแล้วก็ให้พิจารณากายในกายแล้วก็ให้พิจารณาจิตและพิจารณาจิตในจิตอีกเป็นต้น
ถ้าเราเป็นผู้ห่างเหินจากการภาวนาแล้วก็จะเก้อเขินหรือไม่เข้าใจรู้กายทำไม?กายในกายคืออะไร?ที่ให้รู้จิต?จิตนี้มันคืออะไร?ของในจิตนั้นมันคืออะไรก็เลยไม่รู้เรื่องเพราะเป็นผู้ไม่รู้จักทุกข์ไม่รู้จักเหตุของทุกข์ไม่รู้จักความดับทุกข์ไม่รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์สิ่งที่ควรดับทุกข์ไม่ดับมัวไปสนใจในสิ่งที่มันไม่ดับเช่นว่าเราคันที่ศีรษะอย่างนี้แล้วเราไปเกาที่ขามันก็ไม่ถูกจุดของมันมันก็ไม่หายนี้เรียกว่าไม่รู้จุดที่จะให้มันระงับความคันมันก็เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกับเมื่อความทุกข์เกิดขึ้นมาก็ไม่รู้จักดับมันข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์ก็ไม่รู้จักกันสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราทั้งหลายเก้อเขินมากเหลือเกินเพราะความที่ไม่รู้จัก
รูปเวทนาสัญญาสังขารเช่นร่างกายเรานี้ร่างกายที่เราเอามานั่งประชุมรวมกันอยู่นี้ที่มองเห็นได้ด้วยตานั้นถ้าเห็นแต่รูปร่างกายเช่นนี้อยู่เพียงเท่านี้มันจะเป็นเหตุให้ระงับความทุกข์หรือระงับเหตุให้เกิดความทุกข์นั้นไม่ได้เลยทำไม?ก็เพราะว่าเราเห็นแต่กายข้างนอกเรายังไม่เห็นกายข้างในเมื่อเห็นแต่ข้างนอกก็เห็นแต่ว่าเป็นของสะสวยเป็นแก่นสารไปหมดทุกอย่าง
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบอกว่าแค่นี้ไม่พอที่เห็นข้างนอกอย่างนี้เด็กๆมันก็เห็นได้สัตว์ทั้งหลายมันก็เห็นได้มันไม่ยากพอเห็นแล้วมันติดเห็นแล้วมันก็ไม่รู้เห็นแล้วมันก็ตะครุบๆแล้วมันก็กัดเราเท่านั้นแหละมันเป็นเสียอย่างนี้เพราะฉะนั้นจึงให้พิจารณากายไปในกายอะไรที่มีในกายก็ค้นหาดูซิว่ามีอะไรในกายให้เห็นว่าของในกายเรานี้มันมีอะไรอยู่บ้างที่เราเห็นกายภายนอกนั้นมันไม่ชัดเจนเห็นผมเห็นขนเห็นเล็บเห็นอะไรทั้งหลายก็มีแต่ของที่สะสวยไปทั้งนั้นมันเป็นเครื่องย้อมใจเราเพราะฉะนั้นท่านจึงว่าเห็นไม่ชัดเห็นกายก็ไม่ชัดท่านจึงให้มองข้างในให้เห็นภายในกาย
แล้วก็ต้องมองเข้าไปอีกว่ากายที่อยู่ในกายนี้มีอะไรอยู่บ้างที่กายเนื้อกายหนังนี้มีอยู่อย่างนี้ในกายนั้นมันมีอะไรบ้างพิจารณาดูให้แยบคายเข้าไปเถอะเราก็จะเห็นว่าในกายนี้มันมีอะไรหลายๆอย่างสารพัดค้นเข้าไปดูแล้วก็แปลกใจทั้งนั้นแหละเพราะแม้แต่ของที่อยู่ในตัวของเราเราก็ไม่เคยเห็นเลยแต่เราก็เดินเราก็อุ้มมันไปนั่งรถก็อุ้มมันไปทั้งนั้นแหละแต่เรายังไม่รู้จักมันเลยว่ามันเป็นอะไรเป็นอย่างไรเหมือนเรารับของฝากเขามาเขาเอาห่ออะไรให้เราเราก็ไม่รู้จับได้ก็ยัดใส่ตระกร้าเดินมาเลยไม่ได้เปิดเมื่อไปเปิดดูแล้วจึงเห็นมีแต่อสรพิษทั้งนั้น
กายเรานี้ก็เหมือนกันเราเห็นแต่เปลือกนอกเราก็เห็นว่าสวยว่างามอะไรสารพัดอย่างจนลืมตัวลืมตนลืมอนิจจังลืมทุกขังลืมอนัตตาลืมอะไรๆทั้งนั้นถ้าเรามองเข้าไปข้างในนั้นมันไม่น่าดูเลยนะกายของเรานี้ถ้าเอาของที่สะอาดมาใส่มันก็สกปรก
นี้เรื่องภายนอกก็สกปรกภายนอกส่วนเรื่องภายในก็สกปรกภายในเหมือนกันเรื่องภายในมันก็ยิ่งน่าดูยิ่งกว่านั้นอีกดูเข้าไปข้างในสิในกายของเรามีอะไรบ้าง
ถ้าเราดูตามความเป็นจริงดูตามสัจจธรรมโดยไม่เข้าข้างตัวแล้วมันเห็นสิ่งที่น่าสลดน่าสังเวชน่าอะไรๆหลายๆอย่างมันน่าจะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายคำว่า"เบื่อหน่าย"ไม่ใช่ไปเกลียดไปโกรธมันนะแต่เป็นความกระจ่างของจิตเราเองเป็นความปล่อยวางเห็นว่าอันนี้ไม่มีสาระประโยชน์อะไรเลยไม่เป็นแก่นไม่เป็นสารอะไรเลยเราเห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาเรื่องของเขาเขาก็ตั้งของเขาอยู่อย่างนั้นใครจะไปอยากให้เขาเป็นอย่างไรเขาก็เป็นของเขาอยู่อย่างนั้นเองเราจะร้องให้ก็ดีเราจะหัวเราะก็ตามสังขารนี้ก็เป็นอย่างนี้สิ่งที่ไม่เที่ยงมันก็ไม่เที่ยงสิ่งที่ไม่สวยมันก็ไม่สวยมันเป็นอยู่อย่างนั้นแหละถึงคนจะรู้ถึงคนจะไม่รู้มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น
ดังนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราท่านจึงว่าเมื่อเราเห็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์เกิดขึ้นมาแล้วควรปล่อยเขาไปเสียเมื่อหูได้ยินเสียงก็ปล่อยเขาไปเสียเมื่อจมูกได้กลิ่นก็ปล่อยเขาไปเสียเมื่อรสมันเกิดขึ้นกับลิ้นของเราก็ปล่อยมันไปเสียเมื่อโผฏฐัพพะที่ถูกต้องด้วยกายเกิดขึ้นมาชอบใจไม่ชอบใจก็ปล่อยเขาไปเสียให้กลับไปที่เดิมของเขาเสียเรื่องธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจของเรานี้มันไม่ต้องอาศัยอะไรไม่ต้องอาศัยสัมผัสอะไรมันสัมผัสขึ้นที่ใจของมันเองเรียกว่าธรรมารมณ์หรือธรรมะกับอารมณ์เป็นส่วนดีก็เรียกว่ากุศลเป็นส่วนที่ชั่วก็เรียกว่าอกุศลสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ให้ปล่อยไปตามเรื่องของเขาเสียเรียกว่าเรารู้มันอย่างนี้แล้วสุขก็ดีทุกข์ก็ดีสารพัดอย่างอยู่ในรูปอันเดียวกันการทำใจให้สงบเช่นนี้เรียกว่าการภาวนา <ADDRESS>-------------</ADDRESS><ADDRESS>ขอบคุณที่มาค่ะ:pblob3: </ADDRESS><ADDRESS>http://developer.thai.net/ajahn.chah/thai/text/html/Beyond_Feelings.html</ADDRESS>
การฟังธรรมที่จะให้เกิดประโยชน์นั้นต้องฟังด้วยความสงบเพราะจิตนี้ก็เหมือนกับเทปบันทึกเสียงถ้ามีเสียงอะไรมาปะปนรบกวนเสียงก็ฟังไม่ชัดความรู้ที่จะได้รับก็น้อยถ้าฟังธรรมในที่สงบด้วยจิตสงบก็จะมีแต่เสียงธรรมะอย่างเดียวคำพูดก็สะอาดฟังง่าย
การรับและปฏิบัติธรรมะย่อมชนะสิ่งทั้งปวง
ธรรมะที่เกี่ยวเนื่องกับการประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นธรรมะที่ให้ประโยชน์มากเพราะไม่ใช่ธรรมะเพื่อการฟังอย่างเดียวแต่เป็นธรรมะที่นำไปสู่การประพฤติปฏิบัติโดยตรงการประพฤติปฏิบัติที่จะให้ถูกต้องนั้นต้องรู้จักและเข้าใจเรื่องของกายกับใจเพราะกายกับใจนี่แหละที่พาให้สุขพาให้ทุกข์มันเกี่ยวเนื่องกันเป็นลูกโซ่ดังนั้นการปฏิบัติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
ถ้าหากได้ฟังธรรมแล้วแต่ไม่นำมาปฏิบัติก็เปรียบเสมือนว่าได้เพียงเปลือกไม้เท่านั้นยังไม่ได้ลิ้มรสผลของมันว่าเปรี้ยวหรือหวานอย่างไรการฟังธรรมโดยไม่นำมาปฏิบัติก็เหมือนกับการได้จับหรือถือผลไม้เท่านั้นยังไม่ได้กินไม่ได้ลิ้มรสมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเพราะได้แต่ถือเอาไว้แต่ไม่รู้จักรสชาดหรือความเอร็ดอร่อยของมันจะรู้ได้จริงก็ต่อเมื่อได้ลองรับประทานผลไม้นั้นด้วยตนเองซึ่งเมื่อรู้รสด้วยตนเองแล้วก็เป็นพยานในตัวเองได้ถ้ายังไม่รู้เองเห็นเองอย่างนี้ก็เท่ากับมีแต่พยานภายนอกคือคนที่เขาให้ผลไม้แล้วก็เชื่อไปตามที่เขาว่าซึ่งไม่ใช่ความเชื่อของตนเอง
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบอกว่าคนที่เชื่อแต่คนอื่นนั้นท่านไม่สรรเสริญท่านทรงสรรเสริญบุคคลที่รู้เป็นปัจจัตตังคือรู้เฉพาะตนเองเปรียบเหมือนอย่างคนที่ได้ลิ้มรสผลไม้ด้วยตนเองฉะนั้นเพราะถ้าได้ลิ้มรสด้วยตนเองแล้วจะไม่ต้องไปถามผู้อื่นว่าเปรี้ยวหรือหวานอย่างไรความสงสัยทั้งหลายก็หมดไปเพราะได้รู้ประจักษ์ในความจริงแล้วรู้อย่างทั่วถึงนี้คือคนที่รู้ธรรมะแล้วผู้บรรลุถึงธรรมะก็คือบุรุษที่บรรลุถึงความเปรี้ยวหวานของผลไม้นั่นเอง
การแสดงธรรมก็เพื่อให้รู้สิ่งต่างๆสี่ประการคือให้รู้จักทุกข์รู้จักเหตุเกิดของทุกข์รู้จักความดับทุกข์ให้รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์เมื่อรู้แจ่มแจ้งทั้งสี่ประการนี้แล้วมันก็หมดเพราะทุกข์เราก็รู้เหตุของทุกข์เราก็รู้ความดับทุกข์เราก็รู้ข้อประพฤติปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์นี้เราก็รู้เมื่อรู้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งทั้งสี่ประการอย่างนี้แล้วก็เรียกว่าจบปัญหาความสงสัยทั้งหลายก็หมดไป
สิ่งทั้งสี่ประการนี้เกิดอยู่ที่ไหน?ก็เกิดอยู่ที่กายกับใจของเรานี่เองไม่อยู่อื่นไกลหรอกแต่ทำไม่พระพุทธองค์จึงทรงแยกแยะธรรมะออกให้กว้างก็เพื่อจะอธิบายสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ให้ละเอียดเป็นอย่างๆออกไปเพื่อให้เรานำมากำหนดพิจารณา
ท่านทรงแนะนำให้พิจารณาร่างกายออกเป็นอย่างๆเช่นพิจารณาผมขนเล็บฟันหนังเป็นต้นให้แยกแยะร่างกายออกมาเพื่อทำให้เห็นตามความเป็นจริงของร่างกายอย่างชำนิชำนาญให้รู้ยิ่งตามความเป็นจริงของสังขารอันนี้เพราะถ้าไม่รู้ตามเป็นจริงนี้แล้วเราก็จะไม่รู้จักทุกข์ไม่รู้จักเหตุของทุกข์ไม่รู้จักความดับทุกข์ไม่รู้ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ถ้าไม่รู้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่รู้ข้อปฏิบัติแล้วการฟังเทศน์ฟังธรรมทั้งหลายก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด
เมื่อใดเห็นธรรมเมื่อนั้นเห็นพระพุทธเจ้า
ธรรมะนั้นอยู่ที่ไหน?พระพุทธองค์ตรัสว่าธรรมะมีอยู่ทุกที่ทุกแห่งมีธรรมะอยู่ทุกที่ทุกสถานจะเป็นรูปมันก็เป็นธรรมะจะเป็นนามมันก็เป็นธรรมะเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควรเข้าใจว่าเราทั้งหลายนั้นเกิดอยู่กับธรรมะใกล้ชิดธรรมะอยู่ตลอดเวลา
ถ้าเราเข้าใจเช่นนี้แล้วก็จะเข้าใจต่อไปอีกว่าเราไม่ได้ห่างไกลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยเราอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์อยู่ตลอดเวลาแต่ทำไมเราจึงยังไม่เห็นท่านก็เพราะเรายังไม่ค่อยได้สนใจปฏิบัตินี่เองเพราะธรรมะคือพระพุทธ-เจ้าและพระพุทธเจ้าคือธรรมะ
พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า"ดูก่อนอานนท์..ให้ท่านทำให้มากเจริญให้มากปฏิบัติให้มากใครเห็นเราคนนั้นเห็นธรรมใครเห็นธรรมคนนั้นก็เห็นเรา"ซึ่งแสดงว่าเราไม่ห่างไกลจากพระพุทธเจ้าไม่ห่างไกลจากพระธรรมเพราะพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรมะและธรรมะก็คือพระพุทธเจ้า
เมื่อเจ้าฟ้าชายสิทธัตถะทรงถือกำเนิดขึ้นมาในโลกครั้งแรกก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะเหตุใด?เพราะในตอนนั้นท่านยังไม่ตรัสรู้ธรรมต่อเมื่อท่านทรงรู้สิ่งที่ควรรู้ด้วยการประพฤติปฏิบัติของท่านคือรู้สัจจธรรมรู้จักทุกข์รู้จักเหตุเกิดแห่งทุกข์รู้ความดับทุกข์รู้จักข้อประพฤติปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ท่านจึงทรงเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อเข้าใจธรรมะพระธรรมก็อยู่ที่ใจเรา
ฉะนั้นเมื่อเราถึงธรรมเราจะนั่งอยู่ที่ไหนเราก็รู้ธรรมะเมื่อเราเข้าใจในธรรมะพระพุทธเจ้าก็อยู่ที่ใจของเราพระ-ธรรมก็อยู่ที่ใจของเราข้อประพฤติปฏิบัติให้เกิดความเฉลียวฉลาดก็อยู่ที่ใจของเราเรียกว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติพร้อมด้วยกายวาจาจิตเช่นนี้แล้วเราจะเป็นผู้มองความดีความชั่วทั้งหลายด้วยความถูกต้องคือถูกต้องตามสัจจธรรมตามที่สมเด็จ-พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่านี่คือความจริงหรือมันเป็นความจริงของโลก
ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงทิ้งโลกคือทิ้งทั้งสรรเสริญทิ้งทั้งนินทาใครจะนินทาท่านก็ทรงรับว่ามันเป็นอย่างนั้นใครจะสรรเสริญท่านก็ทรงรับว่ามันเป็นอย่างนั้นเพราะทั้งสองอย่างนี้มันเป็นเรื่องของโลกทั้งนั้นจิตใจของท่านก็ไม่ทรงหวั่นไหวเพราะอะไร?...ก็เพราะท่านรู้จักทุกข์ก็สิ่งทั้งสองนี้ทำให้ท่านทรงเกิดทุกข์หากท่านไปทรงเชื่อเข้าทุกข์มันก็เกิดเท่านั้นแหละ
เมื่อทุกข์เกิดจิตก็กระสับกระส่ายไม่สบายอกไม่สบายใจเมื่อจิตวุ่นวายจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนก็มีแต่ความกระสับกระส่ายกระวนกระวายนั่นคือทุกข์
อะไรเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด?ก็เพราะเราไม่รู้ตามความเป็นจริงอย่างนั้นทุกข์มันก็เกิดแล้วจะดับทุกข์นั้นอย่างไรก็ไม่รู้จักไม่รู้จักวิธีดับอย่างถูกต้องคิดเอาเองว่าควรแก้ทุกข์อย่างนี้อย่างนั้นทุกข์ก็ยิ่งเกิดทวีขึ้นมาอีก
เมื่อใดมองเห็นสัจจธรรมก็จะพ้นทุกข์
ดังนั้นท่านจึงสอนว่าให้รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์คือน้อมธรรมะอันนี้เข้ามาในใจของเราให้มองเห็นว่าเป็นสัจจธรรมพิจารณาให้ละเอียดให้เห็นจริงจนเป็นพยานของตนเองได้พระพุทธเจ้าท่านทรงสรรเสริญบุคคลเช่นนี้บุคคลที่เป็นอิสระไม่รับทั้งดีไม่รับทั้งชั่วเพราะทั้งดีและชั่วเป็นเรื่องของโลกเมื่อเป็นเรื่องของโลกมันเป็นอารมณ์ถ้าหวั่นไหวไปตามอารมณ์ใจเรามันก็เป็นโลกคลำโลกอยู่ตลอดเวลาก็เรียกว่าไม่รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ทุกข์มันก็ยิ่งกำเริบขึ้นมาเท่านั้น
เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้แล้วก็จะรู้ว่าเรายังไม่ชนะใจตัวเองเรายังชอบเอาชนะคนอื่นมันก็แพ้ตัวเองเท่านั้นแต่ถ้าเราเอาชนะตัวเองมันก็จะชนะทั้งตัวเองชนะทั้งคนอื่นชนะทั้งอารมณ์ชนะทั้งรูปทั้งเสียงทั้งกลิ่นทั้งรสทั้งโผฏฐัพพะเป็นอันว่าชนะทั้งหมดอันนี้พูดถึงเรื่องภายนอกมันเป็นอย่างนั้นแต่เรื่องภายนอกมันก็ทำให้มาเป็นเรื่องภายในด้วยบางคนก็รู้แต่ภายนอกไม่รู้ภายในเช่นท่านพูดคำๆหนึ่งว่าให้เห็นกายในกายให้รู้กายแล้วก็ยังไม่พอให้รู้กายในกายอีกให้พิจารณากายแล้วก็ให้พิจารณากายในกายแล้วก็ให้พิจารณาจิตและพิจารณาจิตในจิตอีกเป็นต้น
ถ้าเราเป็นผู้ห่างเหินจากการภาวนาแล้วก็จะเก้อเขินหรือไม่เข้าใจรู้กายทำไม?กายในกายคืออะไร?ที่ให้รู้จิต?จิตนี้มันคืออะไร?ของในจิตนั้นมันคืออะไรก็เลยไม่รู้เรื่องเพราะเป็นผู้ไม่รู้จักทุกข์ไม่รู้จักเหตุของทุกข์ไม่รู้จักความดับทุกข์ไม่รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์สิ่งที่ควรดับทุกข์ไม่ดับมัวไปสนใจในสิ่งที่มันไม่ดับเช่นว่าเราคันที่ศีรษะอย่างนี้แล้วเราไปเกาที่ขามันก็ไม่ถูกจุดของมันมันก็ไม่หายนี้เรียกว่าไม่รู้จุดที่จะให้มันระงับความคันมันก็เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกับเมื่อความทุกข์เกิดขึ้นมาก็ไม่รู้จักดับมันข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์ก็ไม่รู้จักกันสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราทั้งหลายเก้อเขินมากเหลือเกินเพราะความที่ไม่รู้จัก
รูปเวทนาสัญญาสังขารเช่นร่างกายเรานี้ร่างกายที่เราเอามานั่งประชุมรวมกันอยู่นี้ที่มองเห็นได้ด้วยตานั้นถ้าเห็นแต่รูปร่างกายเช่นนี้อยู่เพียงเท่านี้มันจะเป็นเหตุให้ระงับความทุกข์หรือระงับเหตุให้เกิดความทุกข์นั้นไม่ได้เลยทำไม?ก็เพราะว่าเราเห็นแต่กายข้างนอกเรายังไม่เห็นกายข้างในเมื่อเห็นแต่ข้างนอกก็เห็นแต่ว่าเป็นของสะสวยเป็นแก่นสารไปหมดทุกอย่าง
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบอกว่าแค่นี้ไม่พอที่เห็นข้างนอกอย่างนี้เด็กๆมันก็เห็นได้สัตว์ทั้งหลายมันก็เห็นได้มันไม่ยากพอเห็นแล้วมันติดเห็นแล้วมันก็ไม่รู้เห็นแล้วมันก็ตะครุบๆแล้วมันก็กัดเราเท่านั้นแหละมันเป็นเสียอย่างนี้เพราะฉะนั้นจึงให้พิจารณากายไปในกายอะไรที่มีในกายก็ค้นหาดูซิว่ามีอะไรในกายให้เห็นว่าของในกายเรานี้มันมีอะไรอยู่บ้างที่เราเห็นกายภายนอกนั้นมันไม่ชัดเจนเห็นผมเห็นขนเห็นเล็บเห็นอะไรทั้งหลายก็มีแต่ของที่สะสวยไปทั้งนั้นมันเป็นเครื่องย้อมใจเราเพราะฉะนั้นท่านจึงว่าเห็นไม่ชัดเห็นกายก็ไม่ชัดท่านจึงให้มองข้างในให้เห็นภายในกาย
แล้วก็ต้องมองเข้าไปอีกว่ากายที่อยู่ในกายนี้มีอะไรอยู่บ้างที่กายเนื้อกายหนังนี้มีอยู่อย่างนี้ในกายนั้นมันมีอะไรบ้างพิจารณาดูให้แยบคายเข้าไปเถอะเราก็จะเห็นว่าในกายนี้มันมีอะไรหลายๆอย่างสารพัดค้นเข้าไปดูแล้วก็แปลกใจทั้งนั้นแหละเพราะแม้แต่ของที่อยู่ในตัวของเราเราก็ไม่เคยเห็นเลยแต่เราก็เดินเราก็อุ้มมันไปนั่งรถก็อุ้มมันไปทั้งนั้นแหละแต่เรายังไม่รู้จักมันเลยว่ามันเป็นอะไรเป็นอย่างไรเหมือนเรารับของฝากเขามาเขาเอาห่ออะไรให้เราเราก็ไม่รู้จับได้ก็ยัดใส่ตระกร้าเดินมาเลยไม่ได้เปิดเมื่อไปเปิดดูแล้วจึงเห็นมีแต่อสรพิษทั้งนั้น
กายเรานี้ก็เหมือนกันเราเห็นแต่เปลือกนอกเราก็เห็นว่าสวยว่างามอะไรสารพัดอย่างจนลืมตัวลืมตนลืมอนิจจังลืมทุกขังลืมอนัตตาลืมอะไรๆทั้งนั้นถ้าเรามองเข้าไปข้างในนั้นมันไม่น่าดูเลยนะกายของเรานี้ถ้าเอาของที่สะอาดมาใส่มันก็สกปรก
นี้เรื่องภายนอกก็สกปรกภายนอกส่วนเรื่องภายในก็สกปรกภายในเหมือนกันเรื่องภายในมันก็ยิ่งน่าดูยิ่งกว่านั้นอีกดูเข้าไปข้างในสิในกายของเรามีอะไรบ้าง
ถ้าเราดูตามความเป็นจริงดูตามสัจจธรรมโดยไม่เข้าข้างตัวแล้วมันเห็นสิ่งที่น่าสลดน่าสังเวชน่าอะไรๆหลายๆอย่างมันน่าจะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายคำว่า"เบื่อหน่าย"ไม่ใช่ไปเกลียดไปโกรธมันนะแต่เป็นความกระจ่างของจิตเราเองเป็นความปล่อยวางเห็นว่าอันนี้ไม่มีสาระประโยชน์อะไรเลยไม่เป็นแก่นไม่เป็นสารอะไรเลยเราเห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาเรื่องของเขาเขาก็ตั้งของเขาอยู่อย่างนั้นใครจะไปอยากให้เขาเป็นอย่างไรเขาก็เป็นของเขาอยู่อย่างนั้นเองเราจะร้องให้ก็ดีเราจะหัวเราะก็ตามสังขารนี้ก็เป็นอย่างนี้สิ่งที่ไม่เที่ยงมันก็ไม่เที่ยงสิ่งที่ไม่สวยมันก็ไม่สวยมันเป็นอยู่อย่างนั้นแหละถึงคนจะรู้ถึงคนจะไม่รู้มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น
ดังนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราท่านจึงว่าเมื่อเราเห็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์เกิดขึ้นมาแล้วควรปล่อยเขาไปเสียเมื่อหูได้ยินเสียงก็ปล่อยเขาไปเสียเมื่อจมูกได้กลิ่นก็ปล่อยเขาไปเสียเมื่อรสมันเกิดขึ้นกับลิ้นของเราก็ปล่อยมันไปเสียเมื่อโผฏฐัพพะที่ถูกต้องด้วยกายเกิดขึ้นมาชอบใจไม่ชอบใจก็ปล่อยเขาไปเสียให้กลับไปที่เดิมของเขาเสียเรื่องธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจของเรานี้มันไม่ต้องอาศัยอะไรไม่ต้องอาศัยสัมผัสอะไรมันสัมผัสขึ้นที่ใจของมันเองเรียกว่าธรรมารมณ์หรือธรรมะกับอารมณ์เป็นส่วนดีก็เรียกว่ากุศลเป็นส่วนที่ชั่วก็เรียกว่าอกุศลสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ให้ปล่อยไปตามเรื่องของเขาเสียเรียกว่าเรารู้มันอย่างนี้แล้วสุขก็ดีทุกข์ก็ดีสารพัดอย่างอยู่ในรูปอันเดียวกันการทำใจให้สงบเช่นนี้เรียกว่าการภาวนา <ADDRESS>-------------</ADDRESS><ADDRESS>ขอบคุณที่มาค่ะ:pblob3: </ADDRESS><ADDRESS>http://developer.thai.net/ajahn.chah/thai/text/html/Beyond_Feelings.html</ADDRESS>