PDA

View Full Version : เหนือเวทนา


วชิรปัญญา
01-08-2006, 10:55 AM
เหนือเวทนาhttp://developer.thai.net/ajahn.chah/clipart/00EcMedGlod.jpg


การฟังธรรมที่จะให้เกิดประโยชน์นั้นต้องฟังด้วยความสงบเพราะจิตนี้ก็เหมือนกับเทปบันทึกเสียงถ้ามีเสียงอะไรมาปะปนรบกวนเสียงก็ฟังไม่ชัดความรู้ที่จะได้รับก็น้อยถ้าฟังธรรมในที่สงบด้วยจิตสงบก็จะมีแต่เสียงธรรมะอย่างเดียวคำพูดก็สะอาดฟังง่าย

การรับและปฏิบัติธรรมะย่อมชนะสิ่งทั้งปวง


ธรรมะที่เกี่ยวเนื่องกับการประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นธรรมะที่ให้ประโยชน์มากเพราะไม่ใช่ธรรมะเพื่อการฟังอย่างเดียวแต่เป็นธรรมะที่นำไปสู่การประพฤติปฏิบัติโดยตรงการประพฤติปฏิบัติที่จะให้ถูกต้องนั้นต้องรู้จักและเข้าใจเรื่องของกายกับใจเพราะกายกับใจนี่แหละที่พาให้สุขพาให้ทุกข์มันเกี่ยวเนื่องกันเป็นลูกโซ่ดังนั้นการปฏิบัติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ถ้าหากได้ฟังธรรมแล้วแต่ไม่นำมาปฏิบัติก็เปรียบเสมือนว่าได้เพียงเปลือกไม้เท่านั้นยังไม่ได้ลิ้มรสผลของมันว่าเปรี้ยวหรือหวานอย่างไรการฟังธรรมโดยไม่นำมาปฏิบัติก็เหมือนกับการได้จับหรือถือผลไม้เท่านั้นยังไม่ได้กินไม่ได้ลิ้มรสมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเพราะได้แต่ถือเอาไว้แต่ไม่รู้จักรสชาดหรือความเอร็ดอร่อยของมันจะรู้ได้จริงก็ต่อเมื่อได้ลองรับประทานผลไม้นั้นด้วยตนเองซึ่งเมื่อรู้รสด้วยตนเองแล้วก็เป็นพยานในตัวเองได้ถ้ายังไม่รู้เองเห็นเองอย่างนี้ก็เท่ากับมีแต่พยานภายนอกคือคนที่เขาให้ผลไม้แล้วก็เชื่อไปตามที่เขาว่าซึ่งไม่ใช่ความเชื่อของตนเอง

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบอกว่าคนที่เชื่อแต่คนอื่นนั้นท่านไม่สรรเสริญท่านทรงสรรเสริญบุคคลที่รู้เป็นปัจจัตตังคือรู้เฉพาะตนเองเปรียบเหมือนอย่างคนที่ได้ลิ้มรสผลไม้ด้วยตนเองฉะนั้นเพราะถ้าได้ลิ้มรสด้วยตนเองแล้วจะไม่ต้องไปถามผู้อื่นว่าเปรี้ยวหรือหวานอย่างไรความสงสัยทั้งหลายก็หมดไปเพราะได้รู้ประจักษ์ในความจริงแล้วรู้อย่างทั่วถึงนี้คือคนที่รู้ธรรมะแล้วผู้บรรลุถึงธรรมะก็คือบุรุษที่บรรลุถึงความเปรี้ยวหวานของผลไม้นั่นเอง


การแสดงธรรมก็เพื่อให้รู้สิ่งต่างๆสี่ประการคือให้รู้จักทุกข์รู้จักเหตุเกิดของทุกข์รู้จักความดับทุกข์ให้รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์เมื่อรู้แจ่มแจ้งทั้งสี่ประการนี้แล้วมันก็หมดเพราะทุกข์เราก็รู้เหตุของทุกข์เราก็รู้ความดับทุกข์เราก็รู้ข้อประพฤติปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์นี้เราก็รู้เมื่อรู้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งทั้งสี่ประการอย่างนี้แล้วก็เรียกว่าจบปัญหาความสงสัยทั้งหลายก็หมดไป
สิ่งทั้งสี่ประการนี้เกิดอยู่ที่ไหน?ก็เกิดอยู่ที่กายกับใจของเรานี่เองไม่อยู่อื่นไกลหรอกแต่ทำไม่พระพุทธองค์จึงทรงแยกแยะธรรมะออกให้กว้างก็เพื่อจะอธิบายสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ให้ละเอียดเป็นอย่างๆออกไปเพื่อให้เรานำมากำหนดพิจารณา


ท่านทรงแนะนำให้พิจารณาร่างกายออกเป็นอย่างๆเช่นพิจารณาผมขนเล็บฟันหนังเป็นต้นให้แยกแยะร่างกายออกมาเพื่อทำให้เห็นตามความเป็นจริงของร่างกายอย่างชำนิชำนาญให้รู้ยิ่งตามความเป็นจริงของสังขารอันนี้เพราะถ้าไม่รู้ตามเป็นจริงนี้แล้วเราก็จะไม่รู้จักทุกข์ไม่รู้จักเหตุของทุกข์ไม่รู้จักความดับทุกข์ไม่รู้ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ถ้าไม่รู้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่รู้ข้อปฏิบัติแล้วการฟังเทศน์ฟังธรรมทั้งหลายก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด



เมื่อใดเห็นธรรมเมื่อนั้นเห็นพระพุทธเจ้า


ธรรมะนั้นอยู่ที่ไหน?พระพุทธองค์ตรัสว่าธรรมะมีอยู่ทุกที่ทุกแห่งมีธรรมะอยู่ทุกที่ทุกสถานจะเป็นรูปมันก็เป็นธรรมะจะเป็นนามมันก็เป็นธรรมะเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควรเข้าใจว่าเราทั้งหลายนั้นเกิดอยู่กับธรรมะใกล้ชิดธรรมะอยู่ตลอดเวลา

ถ้าเราเข้าใจเช่นนี้แล้วก็จะเข้าใจต่อไปอีกว่าเราไม่ได้ห่างไกลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยเราอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์อยู่ตลอดเวลาแต่ทำไมเราจึงยังไม่เห็นท่านก็เพราะเรายังไม่ค่อยได้สนใจปฏิบัตินี่เองเพราะธรรมะคือพระพุทธ-เจ้าและพระพุทธเจ้าคือธรรมะ

พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า"ดูก่อนอานนท์..ให้ท่านทำให้มากเจริญให้มากปฏิบัติให้มากใครเห็นเราคนนั้นเห็นธรรมใครเห็นธรรมคนนั้นก็เห็นเรา"ซึ่งแสดงว่าเราไม่ห่างไกลจากพระพุทธเจ้าไม่ห่างไกลจากพระธรรมเพราะพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรมะและธรรมะก็คือพระพุทธเจ้า


เมื่อเจ้าฟ้าชายสิทธัตถะทรงถือกำเนิดขึ้นมาในโลกครั้งแรกก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะเหตุใด?เพราะในตอนนั้นท่านยังไม่ตรัสรู้ธรรมต่อเมื่อท่านทรงรู้สิ่งที่ควรรู้ด้วยการประพฤติปฏิบัติของท่านคือรู้สัจจธรรมรู้จักทุกข์รู้จักเหตุเกิดแห่งทุกข์รู้ความดับทุกข์รู้จักข้อประพฤติปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ท่านจึงทรงเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



เมื่อเข้าใจธรรมะพระธรรมก็อยู่ที่ใจเรา


ฉะนั้นเมื่อเราถึงธรรมเราจะนั่งอยู่ที่ไหนเราก็รู้ธรรมะเมื่อเราเข้าใจในธรรมะพระพุทธเจ้าก็อยู่ที่ใจของเราพระ-ธรรมก็อยู่ที่ใจของเราข้อประพฤติปฏิบัติให้เกิดความเฉลียวฉลาดก็อยู่ที่ใจของเราเรียกว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติพร้อมด้วยกายวาจาจิตเช่นนี้แล้วเราจะเป็นผู้มองความดีความชั่วทั้งหลายด้วยความถูกต้องคือถูกต้องตามสัจจธรรมตามที่สมเด็จ-พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่านี่คือความจริงหรือมันเป็นความจริงของโลก

ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงทิ้งโลกคือทิ้งทั้งสรรเสริญทิ้งทั้งนินทาใครจะนินทาท่านก็ทรงรับว่ามันเป็นอย่างนั้นใครจะสรรเสริญท่านก็ทรงรับว่ามันเป็นอย่างนั้นเพราะทั้งสองอย่างนี้มันเป็นเรื่องของโลกทั้งนั้นจิตใจของท่านก็ไม่ทรงหวั่นไหวเพราะอะไร?...ก็เพราะท่านรู้จักทุกข์ก็สิ่งทั้งสองนี้ทำให้ท่านทรงเกิดทุกข์หากท่านไปทรงเชื่อเข้าทุกข์มันก็เกิดเท่านั้นแหละ
เมื่อทุกข์เกิดจิตก็กระสับกระส่ายไม่สบายอกไม่สบายใจเมื่อจิตวุ่นวายจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนก็มีแต่ความกระสับกระส่ายกระวนกระวายนั่นคือทุกข์

อะไรเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด?ก็เพราะเราไม่รู้ตามความเป็นจริงอย่างนั้นทุกข์มันก็เกิดแล้วจะดับทุกข์นั้นอย่างไรก็ไม่รู้จักไม่รู้จักวิธีดับอย่างถูกต้องคิดเอาเองว่าควรแก้ทุกข์อย่างนี้อย่างนั้นทุกข์ก็ยิ่งเกิดทวีขึ้นมาอีก



เมื่อใดมองเห็นสัจจธรรมก็จะพ้นทุกข์



ดังนั้นท่านจึงสอนว่าให้รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์คือน้อมธรรมะอันนี้เข้ามาในใจของเราให้มองเห็นว่าเป็นสัจจธรรมพิจารณาให้ละเอียดให้เห็นจริงจนเป็นพยานของตนเองได้พระพุทธเจ้าท่านทรงสรรเสริญบุคคลเช่นนี้บุคคลที่เป็นอิสระไม่รับทั้งดีไม่รับทั้งชั่วเพราะทั้งดีและชั่วเป็นเรื่องของโลกเมื่อเป็นเรื่องของโลกมันเป็นอารมณ์ถ้าหวั่นไหวไปตามอารมณ์ใจเรามันก็เป็นโลกคลำโลกอยู่ตลอดเวลาก็เรียกว่าไม่รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ทุกข์มันก็ยิ่งกำเริบขึ้นมาเท่านั้น

เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้แล้วก็จะรู้ว่าเรายังไม่ชนะใจตัวเองเรายังชอบเอาชนะคนอื่นมันก็แพ้ตัวเองเท่านั้นแต่ถ้าเราเอาชนะตัวเองมันก็จะชนะทั้งตัวเองชนะทั้งคนอื่นชนะทั้งอารมณ์ชนะทั้งรูปทั้งเสียงทั้งกลิ่นทั้งรสทั้งโผฏฐัพพะเป็นอันว่าชนะทั้งหมดอันนี้พูดถึงเรื่องภายนอกมันเป็นอย่างนั้นแต่เรื่องภายนอกมันก็ทำให้มาเป็นเรื่องภายในด้วยบางคนก็รู้แต่ภายนอกไม่รู้ภายในเช่นท่านพูดคำๆหนึ่งว่าให้เห็นกายในกายให้รู้กายแล้วก็ยังไม่พอให้รู้กายในกายอีกให้พิจารณากายแล้วก็ให้พิจารณากายในกายแล้วก็ให้พิจารณาจิตและพิจารณาจิตในจิตอีกเป็นต้น


ถ้าเราเป็นผู้ห่างเหินจากการภาวนาแล้วก็จะเก้อเขินหรือไม่เข้าใจรู้กายทำไม?กายในกายคืออะไร?ที่ให้รู้จิต?จิตนี้มันคืออะไร?ของในจิตนั้นมันคืออะไรก็เลยไม่รู้เรื่องเพราะเป็นผู้ไม่รู้จักทุกข์ไม่รู้จักเหตุของทุกข์ไม่รู้จักความดับทุกข์ไม่รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์สิ่งที่ควรดับทุกข์ไม่ดับมัวไปสนใจในสิ่งที่มันไม่ดับเช่นว่าเราคันที่ศีรษะอย่างนี้แล้วเราไปเกาที่ขามันก็ไม่ถูกจุดของมันมันก็ไม่หายนี้เรียกว่าไม่รู้จุดที่จะให้มันระงับความคันมันก็เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกับเมื่อความทุกข์เกิดขึ้นมาก็ไม่รู้จักดับมันข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์ก็ไม่รู้จักกันสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราทั้งหลายเก้อเขินมากเหลือเกินเพราะความที่ไม่รู้จัก
รูปเวทนาสัญญาสังขารเช่นร่างกายเรานี้ร่างกายที่เราเอามานั่งประชุมรวมกันอยู่นี้ที่มองเห็นได้ด้วยตานั้นถ้าเห็นแต่รูปร่างกายเช่นนี้อยู่เพียงเท่านี้มันจะเป็นเหตุให้ระงับความทุกข์หรือระงับเหตุให้เกิดความทุกข์นั้นไม่ได้เลยทำไม?ก็เพราะว่าเราเห็นแต่กายข้างนอกเรายังไม่เห็นกายข้างในเมื่อเห็นแต่ข้างนอกก็เห็นแต่ว่าเป็นของสะสวยเป็นแก่นสารไปหมดทุกอย่าง


สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบอกว่าแค่นี้ไม่พอที่เห็นข้างนอกอย่างนี้เด็กๆมันก็เห็นได้สัตว์ทั้งหลายมันก็เห็นได้มันไม่ยากพอเห็นแล้วมันติดเห็นแล้วมันก็ไม่รู้เห็นแล้วมันก็ตะครุบๆแล้วมันก็กัดเราเท่านั้นแหละมันเป็นเสียอย่างนี้เพราะฉะนั้นจึงให้พิจารณากายไปในกายอะไรที่มีในกายก็ค้นหาดูซิว่ามีอะไรในกายให้เห็นว่าของในกายเรานี้มันมีอะไรอยู่บ้างที่เราเห็นกายภายนอกนั้นมันไม่ชัดเจนเห็นผมเห็นขนเห็นเล็บเห็นอะไรทั้งหลายก็มีแต่ของที่สะสวยไปทั้งนั้นมันเป็นเครื่องย้อมใจเราเพราะฉะนั้นท่านจึงว่าเห็นไม่ชัดเห็นกายก็ไม่ชัดท่านจึงให้มองข้างในให้เห็นภายในกาย


แล้วก็ต้องมองเข้าไปอีกว่ากายที่อยู่ในกายนี้มีอะไรอยู่บ้างที่กายเนื้อกายหนังนี้มีอยู่อย่างนี้ในกายนั้นมันมีอะไรบ้างพิจารณาดูให้แยบคายเข้าไปเถอะเราก็จะเห็นว่าในกายนี้มันมีอะไรหลายๆอย่างสารพัดค้นเข้าไปดูแล้วก็แปลกใจทั้งนั้นแหละเพราะแม้แต่ของที่อยู่ในตัวของเราเราก็ไม่เคยเห็นเลยแต่เราก็เดินเราก็อุ้มมันไปนั่งรถก็อุ้มมันไปทั้งนั้นแหละแต่เรายังไม่รู้จักมันเลยว่ามันเป็นอะไรเป็นอย่างไรเหมือนเรารับของฝากเขามาเขาเอาห่ออะไรให้เราเราก็ไม่รู้จับได้ก็ยัดใส่ตระกร้าเดินมาเลยไม่ได้เปิดเมื่อไปเปิดดูแล้วจึงเห็นมีแต่อสรพิษทั้งนั้น


กายเรานี้ก็เหมือนกันเราเห็นแต่เปลือกนอกเราก็เห็นว่าสวยว่างามอะไรสารพัดอย่างจนลืมตัวลืมตนลืมอนิจจังลืมทุกขังลืมอนัตตาลืมอะไรๆทั้งนั้นถ้าเรามองเข้าไปข้างในนั้นมันไม่น่าดูเลยนะกายของเรานี้ถ้าเอาของที่สะอาดมาใส่มันก็สกปรก


นี้เรื่องภายนอกก็สกปรกภายนอกส่วนเรื่องภายในก็สกปรกภายในเหมือนกันเรื่องภายในมันก็ยิ่งน่าดูยิ่งกว่านั้นอีกดูเข้าไปข้างในสิในกายของเรามีอะไรบ้าง


ถ้าเราดูตามความเป็นจริงดูตามสัจจธรรมโดยไม่เข้าข้างตัวแล้วมันเห็นสิ่งที่น่าสลดน่าสังเวชน่าอะไรๆหลายๆอย่างมันน่าจะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายคำว่า"เบื่อหน่าย"ไม่ใช่ไปเกลียดไปโกรธมันนะแต่เป็นความกระจ่างของจิตเราเองเป็นความปล่อยวางเห็นว่าอันนี้ไม่มีสาระประโยชน์อะไรเลยไม่เป็นแก่นไม่เป็นสารอะไรเลยเราเห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาเรื่องของเขาเขาก็ตั้งของเขาอยู่อย่างนั้นใครจะไปอยากให้เขาเป็นอย่างไรเขาก็เป็นของเขาอยู่อย่างนั้นเองเราจะร้องให้ก็ดีเราจะหัวเราะก็ตามสังขารนี้ก็เป็นอย่างนี้สิ่งที่ไม่เที่ยงมันก็ไม่เที่ยงสิ่งที่ไม่สวยมันก็ไม่สวยมันเป็นอยู่อย่างนั้นแหละถึงคนจะรู้ถึงคนจะไม่รู้มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น

ดังนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราท่านจึงว่าเมื่อเราเห็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์เกิดขึ้นมาแล้วควรปล่อยเขาไปเสียเมื่อหูได้ยินเสียงก็ปล่อยเขาไปเสียเมื่อจมูกได้กลิ่นก็ปล่อยเขาไปเสียเมื่อรสมันเกิดขึ้นกับลิ้นของเราก็ปล่อยมันไปเสียเมื่อโผฏฐัพพะที่ถูกต้องด้วยกายเกิดขึ้นมาชอบใจไม่ชอบใจก็ปล่อยเขาไปเสียให้กลับไปที่เดิมของเขาเสียเรื่องธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจของเรานี้มันไม่ต้องอาศัยอะไรไม่ต้องอาศัยสัมผัสอะไรมันสัมผัสขึ้นที่ใจของมันเองเรียกว่าธรรมารมณ์หรือธรรมะกับอารมณ์เป็นส่วนดีก็เรียกว่ากุศลเป็นส่วนที่ชั่วก็เรียกว่าอกุศลสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ให้ปล่อยไปตามเรื่องของเขาเสียเรียกว่าเรารู้มันอย่างนี้แล้วสุขก็ดีทุกข์ก็ดีสารพัดอย่างอยู่ในรูปอันเดียวกันการทำใจให้สงบเช่นนี้เรียกว่าการภาวนา <ADDRESS>-------------</ADDRESS><ADDRESS>ขอบคุณที่มาค่ะ:pblob3: </ADDRESS><ADDRESS>http://developer.thai.net/ajahn.chah/thai/text/html/Beyond_Feelings.html</ADDRESS>

วชิรปัญญา
01-08-2006, 11:15 AM
จิตกับภาวนา



การภาวนาคือการทำให้สงบเมื่อสงบแล้วก็คือทำให้รู้การทำให้สงบหรือทำให้รู้นี้ต้องลงมือปฏิบัติกายกับจิตสองอย่างนี้ไม่ใช่อื่นความเป็นจริงสิ่งที่กล่าวนี้มันเป็นสิ่งละสิ่งเช่นรูปก็เป็นส่วนหนึ่งเสียงก็เป็นส่วนหนึ่งกลิ่นก็เป็นส่วนหนึ่งรสก็เป็นส่วนหนึ่งโผฏฐัพพะก็เป็นส่วนหนึ่งธรรมารมณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งแต่ละอย่างนี้ก็เป็นคนละส่วนๆอยู่แต่ท่านก็ให้เรารู้จักมันเสียแยกสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ออกสรุปเป็นสุขทุกข์บ้างสุขเกิดขึ้นมาก็เป็นทุกเวทนาทุกข์มันเกิดขึ้นมาก็เรียกทุกข-เวทนาเรื่องสุขกับทุกข์

ท่านก็จัดไว้เพื่อให้แยกมันออกจากจิตจิตก็คือผู้รู้เวทนานั้นคืออาการที่มันสุขหรือทุกข์ชอบใจไม่ชอบใจเป็นต้นเมื่อจิตของเราเข้าไปเสวยในอาการเหล่านั้นเรียกว่าจิตของเราเข้าไปยึดหรือหมายมั่นหรือสำคัญมั่นหมายในความสุขนั้นในความทุกข์นั้นนั่นเองการที่เราเข้าไปหมายมั่นนั้นก็คือเรื่องของจิตอาการที่มันสุขหรือทุกข์นั้นคืออาการของเวทนาที่เป็นความรู้นั้นเรียกว่าจิตของเราที่ชื่อว่าสุขหรือทุกข์นั้นมันเป็นเวทนาถ้ามันสุขก็เรียกว่าสุขเวทนาถ้ามันทุกข์ก็เรียกว่าทุกขเวทนา



การแยกจิตกับเวทนา


ที่ว่าจิตกับเวทนานั้นท่านให้เรารู้จักแยกมันออกจากกันคำที่ว่าแยกออกไม่ใช่ว่าเอาไปทิ้งไว้คนละอย่างคนละทีแต่ให้เราแยกโดยวิธีที่ทำจิตเราให้สงบเช่นคนที่ทำสมาธิให้ถึงที่เป็นต้นเมื่อจิตสงบแล้วก็พิจารณาแยกมันเสียเพราะความสงบนั้นมันล้นเหลือสุขนี้มันก็เข้าไปไม่ได้เข้าไม่ถึงทุกข์นี้ก็เข้าไปไม่ถึงนี้คือที่ว่าเวทนามันแยกอย่างว่าเรานั่งสมาธิถ้าความสงบมันเข้ามาก่อนเวทนาเกิดทีหลังเวทนามันก็เดินเข้าไม่ถึงจิตก็ไม่รับรู้เวทนามันแยกกันอยู่ในตัวของมันเองกับกายนั้นพิจารณาให้รู้ว่าจิตที่เห็นเวทนานั้นเราเข้าไปยึดไหม?ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นมานั้นเราเข้าไปยึดไหม?เราก็จะรู้ว่าจิตของเรามันเป็นเช่นนี้จะรู้ว่าสุขมันเป็นอย่างนี้ทุกข์มันเป็นอย่างนี้เวทนามันเป็นอย่างนี้มันก็เป็นคนละเรื่องกันอยู่

จะเปรียบก็คล้ายกับว่าน้ำมันกับน้ำว่ามันปนอยู่ในขวดเดียวกันก็ปนได้แต่มันแยกที่อยู่กันมันจะร่วมขวดกันก็ได้แต่มันไม่ซึมซาบเข้าด้วยกันแม้จะปะปนกันอยู่น้ำมันก็เป็นน้ำมันน้ำท่าก็เป็นน้ำท่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นเพราะว่ามันมีน้ำหนักต่างกันมันจึงแยกกันอยู่อย่างนั้นนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น


ถ้าปกติของจิตเราก็ไม่สุขไม่ทุกข์เมื่อเกิดเวทนาเข้ามาก็เกิดสุขทุกข์อย่างนี้ถ้าเรามีสติอยู่ก็จะรู้ว่าอันนี้เรียกว่าสุขที่เป็นสุขนั้นมันก็สุขอยู่แต่จิตรู้ว่าสุขนั้นไม่เที่ยงมันก็ไม่ไปหยิบเอาสุขอันนั้นสุขนั้นมีอยู่ที่ไหนมีอยู่แต่มันอยู่นอกจิตไม่มีฝังอยู่ในดวงจิตแต่ก็รู้ได้ชัดเจนหรือเมื่อทุกข์เกิดขึ้นมาถ้ามันแยกเวทนาได้มันไม่รู้จักทุกข์หรือ?รู้มันรู้จักทุกข์แต่ว่าจิตมันก็เป็นจิตเวทนามันก็เป็นเวทนาจิตนั้นจะไม่ไปยึดทุกข์มาแบกไว้ว่าทุกข์ว่านี้มันเป็นทุกข์นี่ก็เพราะเราไม่ไปยึดให้เกิดเป็นความสำคัญมั่นหมาย


สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงแยกด้วยความรู้ท่านทรงมีทุกข์ไหม?อาการของทุกข์นั้นท่านทรงรู้มันแต่ท่านไม่ไปสำคัญมั่นหมายมันท่านทรงรู้อย่างนี้ก็เรียกว่าท่านทรงแยกทุกข์ออกแยกเวทนาออกความสุขตามธรรมชาติรู้ไหม?ความสุขนั้นมีแต่ท่านทรงรู้ว่าสุขนั้นเป็นพิษถ้าเราไม่รู้จักมันท่านก็ไม่ไปสำคัญมั่นหมายสุขนั้นว่าเป็นตัวเป็นตนสุขนั้นมีอยู่หรือ?มันมีอยู่ด้วยความรู้แต่ไม่มีอยู่ในจิตใจของท่านเช่นนี้ก็รู้ได้ว่าท่านแยกสุขแยกทุกข์ออกจากจิตของท่านแยกเวทนาออกจากจิตของท่านทั้งที่มีอยู่ด้วยกันนั่นแหละ


คำที่กล่าวว่าพระพุทธองค์และพระอริยเจ้าของเราท่านตัดกิเลสแล้วท่านฆ่ากิเลสแล้วนี้ไม่ใช่ท่านไปฆ่ากิเลสหรอกถ้าท่านฆ่ากิเลสหมดแล้วเราก็คงไม่มีกิเลสน่ะสิเพราะท่านฆ่าไปหมดแล้วความจริงท่านไม่ได้ฆ่ามันแต่ท่านรู้แล้วท่านก็ปล่อยมันไปตามเรื่องของมันใครโง่มันก็ไปจับเอาคนนั้นแหละท่านรู้เฉพาะใจของท่านว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นพิษท่านก็เขี่ยมันออกไปสิ่งที่ทำให้ท่านเกิดทุกข์ท่านก็เขี่ยมันออกไปไม่ได้ฆ่ามันหรอกคนที่ไม่รู้ว่าท่านเขี่ยออกกลับเห็นว่าดีก็ไปตะครุบเอาเออ..อันนี้ดีนี่ก็ตะครุบเอาความเป็นจริงพระ-พุทธเจ้าท่านทิ้ง


อย่างสุขยังงี้ท่านก็เขี่ยออกเราก็เห็นว่าดีก็ตะครุบเอาเลยจับใส่ย่ามไปเลยว่าของดีของเราความเป็นจริงนั้นท่านรู้เท่ามันเมื่อสุขเกิดขึ้นมาท่านก็รู้ว่ามันเป็นสุขแต่ท่านไม่มีสุขท่านก็รู้อยู่ว่าอันนี้มันเป็นสุขแต่ท่านไม่ไปสำคัญมั่นหมายว่ามันเป็นตัวเป็นตนว่าเป็นของเขาว่าเป็นของเราทั้งนั้นอย่างนี้ท่านก็ปล่อยมันไปทุกอย่างก็เหมือนกัน

ความเป็นจริงสุขเวทนาทุกขเวทนากับจิตของเรานั้นมันเป็นคนละอย่างกันอย่างเดี๋ยวนี้เรานั่งอยู่นี่มันก็สบายนะแต่ถ้ามีไม้สักท่อนหนึ่งที่เราอยากได้เราไปแบกมันมันก็หนักนะท่อนไม้นี้มันก็คือเวทนานี่แหละตัวความอยากได้ท่อนไม้คือตัวจิตของเราที่เข้าไปแบกท่อนไม้มันก็หนักใช่ไหม?มันหนักถ้าคนมีปัญญาแม้หนักเขาก็ไม่ทุกข์รู้จักปล่อยมันเมื่อมันหนักเต็มที่เขาก็ปล่อยมันถ้าท่อนไม้นั้นมันมีประโยชน์จะเอาไปใช้ประโยชน์ก็ให้รู้ทันมันหากรู้อย่างนั้นมันก็ค่อยยังชั่วไม้มันจะได้ไม่ทับตายอย่างนี้จิตนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น



ทุกข์สุขมีโทษเสมอกัน


อาการของจิตคือสุขเวทนาทุกขเวทนาสารพัดอย่างนั้นมันเป็นอารมณ์มันเป็นส่วนโลกถ้าจิตรู้แล้วงานที่เป็นสุขท่านก็ทำได้งานที่เป็นทุกข์ท่านก็ทำได้เพราะอะไร?ก็เพราะท่านรู้จักสุขรู้จักทุกข์ตามที่เป็นจริงถ้าคนที่ไม่รู้จักสุขไม่รู้จักทุกข์นั้นก็จะเห็นว่าสุขกับทุกข์นั้นมันคนละระดับมันคนละราคากัน

ถ้าผู้รู้ทั้งหลายแล้วท่านจะเห็นว่าสุขเวทนากับทุกข-เวทนามันมีราคาเท่าๆกันถ้าไปยึดในสุขนั่นก็คือบ่อเกิดของทุกข์ทุกข์มันก็จะเกิดขึ้นมาเพราะอะไร?นี้เพราะว่าสุขมันก็ไม่เที่ยงมันแปรไปมาเมื่อสุขนี้มันหายไปทุกข์มันก็เกิดขึ้นมาดังนี้เป็นต้น


พระพุทธองค์ท่านทรงรู้ว่าสุขทุกข์นี้มันเป็นโทษสุขทุกข์จึงมีราคาเท่ากันดังนั้นเมื่อสุขทุกข์เกิดขึ้นท่านจึงปล่อยวางได้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันมีราคาเสมอเท่ากันทั้งนั้นเพราะฉะนั้นจิตใจของท่านจึงเป็นสัมมาปฏิปทาเห็นสิ่งทั้งสองนี้มีทุกข์โทษเสมอกันมีคุณประโยชน์เสมอกันทั้งนั้นและสิ่งทั้งสองนี้ก็เป็นของที่ไม่แน่นอนตกอยู่ในลักษณะของธรรมะว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์เกิดแล้วดับไปทั้งหมดเป็นอย่างนี้เมื่อท่านเห็นเช่นนี้สัมมาทิฐิก็เกิดขึ้นมาเป็นสัมมามรรคจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนก็ตามหรือความรู้สึกนึกคิดทางจิตนั้นจะเกิดขึ้นมาก็ตามท่านก็รู้ว่าอันนี้เป็นสุขอันนี้เป็นทุกข์เสมอเลยทีเดียวท่านไม่ได้ยึด


พระบรมศาสดาของเรานั้นเมื่อตรัสรู้มาใหม่ๆท่านเทศนาเรื่องกามสุขัลลิกานุโยโคอัตตกิลมถานุโยโคภิกษุทั้งหลายกามสุขัลลิกานุโยโคนั้นทางมันหย่อนอัตตกิลมถานุโยโคนั้นทางมันตึงอันนี้ที่มันเล่นงานท่านมาตลอดทางจนถึงวันที่ท่านตรัสรู้ธรรมะเพราะทีแรกท่านไม่ได้ปล่อยมันพอท่านทรงจับตรงนี้ได้ก็ทรงปล่อยวางแล้วจึงได้แสดงปฐมเทศนาให้สาวกฟังเลยว่ากามสุขัลลิกานุโยโคนั้นสมณะอย่าพึงเดินไปอันนั้นไม่ใช่ทางของสมณะคือใครไปติดใครไปยึดไปสำคัญมั่นหมายอยู่ในกามนี้มันก็วุ่นวายความสงบไม่มีในที่นั้นสมณะเกิดขึ้นไม่ได้ท่านว่าทางนี้อย่าเดิน


ส่วนอัตตกิลมถานุโยโคนั้นทางนี้มันก็เ**้ยมโหดรุนแรงทางนี้ก็อย่าเดินไปสมณะไม่อยู่ที่นี่ความสงบไม่มีอยู่ที่นี่สมณะไม่เคยเกิดในทางนี้ความสงบไม่อยู่อย่างนี้คือทั้งสุขและทุกข์นี้สมณะอย่าเดินไปสุขก็อย่าลืมตัวทุกข์ก็อย่าเดินไปให้รู้ทันมันมันจะเกิดทุกข์ก็ให้รู้ว่าจะเกิดทุกข์เมื่อรู้จักทุกข์ก็รู้ทางที่จะให้เกิดทุกข์และรู้จักความดับทุกข์หรือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ข้อปฏิบัตินี้คือการภาวนานี้เอง




สุขทุกข์เป็นเพียงสักว่าเท่านั้น


พูดง่ายๆก็เรียกว่าเราต้องเป็นผู้มีสติคือมีความรู้ความระลึกอยู่เสมออยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้เราคิดอะไรอยู่เราทำอะไรอยู่เรามีอะไรอยู่เดี๋ยวนี้เราดูอย่างนี้มีสติอยู่เสมอว่าเราอยู่อย่างไรเรารู้ตัวอยู่ว่าขณะนี้เรามีอะไรอยู่กำลังคิดอะไรกำลังสุขหรือกำลังทุกข์ผิดหรือถูกอยู่เดี๋ยวนี้ที่เราปรารภสิ่งทั้งหลายอยู่อย่างนี้ปัญญามันก็เกิดขึ้นมาแล้วนั่นระลึกได้อยู่รู้ได้อยู่มันก็วิ่งไปหาปัญญาปัญญาก็เกิดขึ้นมาเราก็วิพากษ์วิจารณ์พิจารณาเราจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนอยู่ก็ตามทีมีความรู้อยู่อย่างนั้นตลอดเวลามันก็รู้จักผิดรู้จักถูกรู้จักพอดีรู้จักไม่พอดีเมื่ออารมณ์ที่พอใจเกิดขึ้นมาอยู่นี้เราก็รู้จักเราไม่ไปสำคัญมั่นหมายมันมันสักแต่ว่าสุขเมื่อทุกข์เกิดขึ้นมามันเป็นอัตตกิลมถานุโยโคเราก็รู้ว่าเออ...อันนี้ไม่ใช่ทางของสมณะเรียกว่าสักว่าทุกข์สักว่าสุขเป็นของ"สักว่า"เท่านั้นอย่างนี้ก็เรียกว่าเราสามารถแยกจิตกับเวทนาออกจากกันได้แล้วถ้าจิตเราฉลาดเราก็ไม่ไปยึดแต่วางเป็นผู้รู้เฉยๆรู้เท่าแล้วปล่อยไปตามสภาวะอันนั้นลักษณะของจิตกับเวทนาทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้

แม้ว่าเราเจ็บป่วยขึ้นมาเราก็ยังรู้สึกว่าเวทนามันก็เป็นเวทนาจิตมันก็เป็นจิตเป็นคนละอย่างกันอยู่รู้จักเจ็บไหม?รู้จักรู้จักสบายไหม?รู้จักแต่เราไม่ไปอยู่ในความสบายและความไม่สบายนั้นอยู่แต่ในความสงบสงบอย่างไรสงบจากความสบายนั้นสงบจากความทุกข์นั้นอันนี้ชี้ให้เห็นอย่างนี้เพราะมันไม่มีตัวตนจะอยู่อย่างไรก็ไม่ได้มันก็ต้องอยู่อย่างนี้แหละคือหมายความว่าท่านไม่มีสุขไม่มีทุกข์ท่านรู้ว่ามันทุกข์อยู่เหมือนกันแต่ท่านไม่ไปแบกมันไว้เวทนานั้นมันไม่เกิด

อย่างนี้ถ้าหากว่าปุถุชนเราก็จะว่ามันเป็นเรื่องแปลกแต่จะเป็นปุถุชนก็ช่างเถอะให้เรามุ่งไปตรงนั้นเลยทีเดียวมันมีอยู่อย่างนั้นจิตมันก็เป็นส่วนจิตอยู่อย่างนั้นเราพบสุขทุกข์ก็ให้เห็นว่ามันเป็นส่วนสุขทุกข์อยู่อย่างนั้นไม่มีอะไรกับมันมันแยกกันอยู่ไม่ใช่ว่ามันปนกันอยู่ถ้ามันปนกันเราก็ไม่รู้ทั่วถึงมันเท่านั้นแหละความเป็นจริงลักษณะอันนี้มันแยกกันอยู่นี้คือเรื่องของกายกับจิตแม้ว่ามันจะรวมกันอยู่อย่างนี้ก็ตามอย่างว่าบ้านเรากับเราที่อยู่ในบ้านมันก็เนื่องกันอยู่อย่างนั้นแหละถ้าบ้านของเรามีอันเป็นไปจิตเราก็เป็นทุกข์เพราะถือเป็นเจ้าของความจริงก็มันคนละคนนี่อันหนึ่งมันเจ้าของบ้านอันหนึ่งมันบ้านมันเป็นอยู่อย่างนั้นเองของมันมันไม่ใช่อันเดียวกันดังนั้นจิตก็ดีเวทนาก็ดีถึงเราจะพูดแยกมันออกอย่างนี้ก็ตามแต่ความจริงมันก็แยกของมันอยู่แล้วคือเพียงเรามารู้ตามเป็นจริงของมันเท่านั้นมันรู้จักแยกของมันเองมันเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้วที่ไปเห็นว่ามันไม่แยกก็เพราะว่าเราไปยึดมั่นถือมั่นมันด้วยเราไม่รู้ตามเป็นจริงมันก็คุมกันอยู่อย่างนั้นแหละ


ก็เหมือนช้อนที่เราซดแกงนั่นแหละแกงมันก็เป็นอย่างหนึ่งถ้าคนเรารู้จักว่าอันนี้เป็นแกงอันนี้เป็นช้อนมันก็สบายนะเอาซดน้ำแกงแล้วก็เอามันวางไว้มันก็สบายถ้าเราไปแบกช้อนอยู่มันก็ลำบากสิไม่เห็นช้อนเป็นช้อนไม่เห็นแกงเป็นแกงไม่เห็นเวทนาเป็นเวทนาไม่เห็นจิตเป็นจิตมันก็ยุ่งเท่านั้นแหละ




การปฏิบัติทั้งหมดเป็นเรื่องของจิต


ถ้าเราคิดกันได้เช่นนี้จะยืนมันก็แยกกันอยู่จะเดินจะนั่งจะนอนมันก็แยกกันอยู่มันก็มีสุขทุกข์สลับซับซ้อนกันอยู่ทุกเวลานั่นเองดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงทรงให้เราภาวนาการปฏิบัติภาวนานี้เป็นของสำคัญรู้เฉยๆไม่พอหรอกรู้เกิดจากการปฏิบัติที่จิตสงบกับรู้ที่เราเรียนมานั้นมันไกลกันอยู่มากทีเดียวมันไกลกันมากรู้ในการศึกษาเล่าเรียนนั้นมันไม่ใช่จิตของเรารู้รู้แล้วมันตะครุบไว้เก็บไว้ทำไม?เก็บไว้เพื่อให้มันเสียเสียแล้วก็ร้องให้ถ้าเรารู้แล้วก็มีการปล่อยวางรู้ว่ามันเป็นอย่างนั้นเราก็ไม่ลืมตัวเมื่อถึงคราวทุกข์เจ็บไข้มาเราก็ไม่หลงบางคนคิดว่าเออ..ปีนี้ฉันเป็นไข้ตลอดปีนะไม่ได้ภาวนาเลยนี้คือคำพูดของคนที่โง่ที่สุดเลยคนเป็นไข้คนจะตายนี้มันควรจะรีบภาวนายิ่งขึ้นอันนี้ยิ่งไปพูดว่าเราไม่มีเวลาภาวนาเสียแล้วความเจ็บมันก็เกิดขึ้นมาความทุกข์มันก็เกิดขึ้นมาความไม่ไว้ใจในสังขารเหล่านั้นมันก็มีมาแล้วก็ยังเข้าใจว่าเรายังไม่ได้ภาวนาพระพุทธองค์ท่านไม่ตรัสอย่างนั้นท่านตรัสว่านั่นแหละมันกำลังถูกที่ที่เราปฏิบัติละจวนจะเจ็บจะไข้จะตายยิ่งเร่งยิ่งรู้ยิ่งเห็นสัจจธรรมมันเกิดเดี๋ยวนั้นแหละถ้าเราไปคิดเช่นนั้นมันก็ลำบากนะ

บางคนก็คิดว่าไม่มีโอกาสมีแต่การงานทั้งนั้นไม่มีโอกาสที่จะภาวนาเคยมีอาจารย์หลายคนมาที่นี่อาตมาถามว่าทำอะไรเขาตอบว่าสอนเด็กมีงานมากสารพัดอย่างวุ่นไม่มีเวลาจะภาวนาอาตมาถามว่าเมื่อสอนเด็กนักเรียนน่ะคุณมีเวลาหายใจไหม?มีครับอ้าว...ทำไมมีเวลาหายใจล่ะ?ที่ว่าสอนเด็กอยู่งานมันยุ่งนี่คุณห่างไปไกลไป

ความเป็นจริงเรื่องปฏิบัติมันเป็นเรื่องของจิตเรื่องความรู้สึกไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปวิ่งไปเต้นอะไรมากมายเป็นเรื่องความรู้สึกเท่านั้นลมหายใจนั้นเราทำงานอยู่เราก็หายใจเรื่อยไปเราพยายามแต่เพียงให้มีสติให้รู้เท่านั้นพยายามเรื่อยๆเข้าไปให้เห็นชัดเข้าไปการภาวนาก็เหมือนกันฉันนั้นถ้าเรามีความรู้สึกอยู่อย่างนี้จะทำงานอะไรอยู่ก็ตามเถอะมันจะยิ่งทำให้การทำงานเหล่านั้นทำอย่างรู้ผิดชอบอยู่เสมอนี้ให้คุณเข้าใจเสียใหม่อาตมาบอกเขาอย่างนี้เวลาที่จะภาวนานั้นมันเยอะคุณเข้าใจไม่ถึงเฉยๆหรอกนอนอยู่ก็หายใจได้ใช่ไหม?อยู่ที่ไหนก็หายใจได้ทำไมมันจึงมีเวลาล่ะถ้าคุณคิดอย่างนี้ชีวิตของคุณก็มีราคาเท่ากับลมหายใจแล้วมันจะอยู่ที่ไหนก็มีเวลาความรู้สึกนึกคิดมันเรื่องของนามธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องของรูปธรรม


ดังนั้นเพียงแต่ให้มีสติอย่างเดียวเท่านั้นก็จะรู้จักความผิดชอบอยู่ตลอดกาลทั้งการยืนเดินนั่งนอนเหล่านั้นเวลามันเยอะไปเราไม่ฉลาดในเรื่องเวลาของเราเองอันนี้ให้คุณเอาไปพิจารณาดูมันเป็นอย่างนี้




เมื่อแยกจิตและเวทนาออกได้ก็มีความฉลาดในจิต


เรื่องเวทนานี้เราจะหนีมันไปไหนไม่ได้เราต้องรู้มันเวทนาก็สักแต่ว่าเวทนาสุขก็สักแต่ว่าสุขทุกข์ก็สักแต่ว่าทุกข์มันเป็นของสักว่าเท่านั้นแหละแล้วเราจะไปยึดมั่นถือมั่นมันทำไมถ้าจิตเราฉลาดแล้วเพียงคิดเท่านี้มันก็แยกเวทนาออกไปจากจิตได้เวทนานี้สักว่าเวทนามันก็เห็นสักว่าเท่านั้นทุกข์มันก็สักว่าทุกข์สุขมันก็สักว่าสุขมันก็แยกกันเท่านั้นแหละแล้วมันมีอยู่ไหม?มีแต่มันมีอยู่นอกใจมันมีด้วยความไม่ยึดมั่นถือมันไม่ได้ไปทำความสำคัญมั่นหมายกับมันมีแล้วมันก็คล้ายๆกับว่ามันไม่มีเท่านั้นเองแหละ

นี้เรียกว่าการแยกเวทนาออกจากจิตเพราะรู้ว่าจิตมันเป็นอย่างไรเวทนามันเป็นอย่างไรจิตก็คือตัวที่เข้าไปรู้ในสุขเป็นตัวที่ละเอียดเข้าไปแล้วตามเข้าไปให้รู้ว่าสุขนั้นมันแน่หรือเปล่าทุกข์นั้นมันแน่หรือเปล่าเมื่อเราตามเข้าไปเช่นนี้ปัญญามันก็เกิดขึ้นที่จิตมันก็แยกสุขทุกข์ออกสุขมันก็กลายเป็นว่าสักว่าทุกข์มันก็กลายเป็นว่าสักว่าไม่เห็นมีอะไรอะไรมันก็เป็นของสักว่าเท่านั้นเรามีความรู้อยู่อย่างนี้ตลอดต้นจนปลายเท่านั้นจิตของเรามันก็ปล่อยวางแต่ไม่ใช่ปล่อยวางด้วยความไม่รู้นะมันวางและก็รู้อยู่ไม่ใช่วางด้วยความโง่ไม่ใช่วางเพราะไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นคือวางเพราะรู้เห็นตามความเป็นจริงว่ามันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นนี้เรียกว่าเห็นธรรมชาติหรือเห็นของธรรมดา

เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้วเราก็เป็นผู้ชำนาญในจิตรู้จักตามรักษาจิตฉลาดในจิตของตนฉลาดในการรักษาจิตของตนเพราะฉะนั้นเมื่อฉลาดในจิตก็ต้องฉลาดในอารมณ์เมื่อฉลาดในอารมณ์ก็ย่อมฉลาดในโลกอย่างนี้เป็นต้นนี้เป็นโลกวิทูพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลกอยู่ท่ามกลางสิ่งที่มันยุ่งยากท่านก็รู้ในสิ่งที่มันยุ่งนั้นแหละโลกนี้เป็นของวุ่นวายทำไมพระพุทธเจ้าท่านจึงทรงรู้แจ้งโลกได้?นี้ให้เราเข้าใจว่าธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ไม่มีอะไรที่จะเหนือความสามารถของพวกเราทั้งหลายนั่นเอง


เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้จิตเป็นจิตเวทนาเป็นเวทนาเท่านี้มันก็แยกกันออกเป็นคนละอย่างคนละตอนจิตมันก็พ้นได้สบายอารมณ์มันก็เป็นอย่างนั้นของมันเองเกิดแล้วก็ดับไปเท่านั้นมันเกิดแล้วก็ดับไปดับแล้วก็เกิดแล้วก็ดับมันก็เป็นอยู่เท่านั้นเรารู้แล้วเราก็ปล่อยให้มันไปตามเรื่องของมันอยู่อย่างนั้นอย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้รู้เห็นตามที่เป็นจริงอันนี้ปัญหามันก็จะจบลงที่ตรงนี้เพราะฉะนั้นแม้เราจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนก็ขอให้มีการประพฤติปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดกาล




ความสงบเป็นบ่อเกิดของปัญญา


เรื่องที่ถึงคราวนั่งสมาธิเราก็ทำไปให้เข้าใจว่าการทำสมาธิก็เพื่อให้เกิดความสงบความสงบนั้นมันจะเพาะกำลังให้เกิดเท่านั้นแหละไม่ใช่ว่านั่งสมาธิเพื่อจะตามไปเล่นอะไรมากมายหรอกดังนั้นการทำสมาธิก็ต้องให้มันสม่ำเสมอการทำวิปัสสนาก็คือการทำสมาธินั่นเองแหละบางแห่งเขาก็ว่าบัดนี้เราทำสมาธิต่อไปเราจึงจะทำวิปัสสนาบัดนี้เราทำสมถะเป็นต้นอย่าให้มันห่างกันอย่างนั้นสิสมถะนี้แหละคือบ่อเกิดของปัญญาปัญญานี้ก็คือผลของสมถะจะไปถือว่าบัดนี้เราทำสมถะต่อไปเราจะทำวิปัสสนาอย่างนั้นมันแยกกันไม่ได้หรอกมันจะแยกกันได้ก็แต่คำพูดเหมือนกับมีดเล่มหนึ่งนะคมมันก็อยู่ข้างหนึ่งสันมันก็อยู่อีกข้างหนึ่งนั่นแหละมันแยกกันไม่ได้หรอกถ้าเราจับด้ามมันขึ้นมาอันเดียวเท่านั้นมันก็ติดมาทั้งคมทั้งสันนั่นแหละ

ความสงบนั้นมันก็ให้เกิดปัญญาในตรงนั้นให้เข้าใจว่ามันเป็นท่อนฟืนดุ้นเดียวกันนั่นแหละมันมีมาจากไหนล่ะ?มันไม่มีพ่อแม่เกิดมานะธรรมะจะเกิดขึ้นที่ไหน?ศีลก็คือพ่อแม่ของธรรมะนี้คือสงบหมายความว่าความผิดทางกายทางใจมันไม่มีเมื่อไม่มีมันก็เป็นศีลและมันก็ไม่เดือดร้อนเพราะมันไม่มีความผิดทีนี้เมื่อไม่เดือดร้อนความสงบระงับมันก็เกิดขึ้นมานี้คือจิตเกิดความสงบขึ้นมาแล้วในตัวของมันเอง




ศีลสมาธิปัญญาเป็นทางเดินสู่พระนิพพาน


อันนี้ท่านจึงว่าศีลก็ดีสมาธิก็ดีปัญญาก็ดีมันเป็นทางของพระอริยเจ้าจะดำเนินเข้าไปสู่พระนิพพานมันเป็นอันเดียวกัน

ถ้าพูดให้สั้นเข้ามาศีลก็ดีสมาธิก็ดีปัญญาก็ดีมันเป็นอันเดียวกันศีลก็คือสมาธิสมาธิก็คือศีลสมาธิก็คือปัญญาปัญญาก็คือสมาธิก็เหมือนมะม่วงใบเดียวกันนั่นแหละเมื่อมันเป็นดอกขึ้นมามันก็ดอกมะม่วงเมื่อเป็นลูกเล็กๆก็เรียกว่าผลมะม่วงเมื่อมันโตขึ้นมามันก็เรียกว่ามะม่วงลูกโตมันโตขึ้นไปอีกก็เป็นมะม่วงห่ามเมื่อมันสุกก็คือมะม่วงสุกมันก็มะม่วงลูกเดียวกันนั่นแหละมันเปลี่ยนๆๆๆไปมันจะโตมันก็โตจากเล็กเมื่อมันเล็กมันก็เล็กไปหาโตจะว่ามะม่วงคนละใบก็ได้จะว่าใบเดียวกันก็ถูก

ศีลก็ดีปัญญาก็ดีมันก็เกี่ยวเนื่องกันอยู่อย่างนั้นผลที่สุดแล้วก็ต้องเป็นมรรคเดินทางเข้าไปสู่กระแสของพระ-นิพพานมะม่วงตั้งแต่เป็นดอกมาเป็นต้นมันก็ดำเนินไปถึงที่มันสุกก็พอแล้วนี่ให้เราเห็นเช่นนี้ถ้าเราเห็นเช่นนี้เราก็ไม่ว่ามันเขาจะเรียกให้เป็นอะไรก็ช่างมันเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วมันจะแก่จะเป็นอะไรไปก็ตามพิจารณาไปเถอะ


บางคนก็ไม่อยากจะแก่แก่แล้วก็น้อยใจงั้นก็อย่ากินมะม่วงสุกสิจะอยากให้มะม่วงสุกทำไมล่ะเมื่อสุกไม่ทันเราก็เอามันไปบ่มไม่ใช่หรือ?ถึงเราจะแก่ก็ไม่ต้องบ่นน้อยใจบางคนก็ร้องให้กลัวว่ามันจะแก่ตายยังงั้นมะม่วงสุกก็ไม่ต้องกินสิกินดอกมะม่วงดีกว่านี้แหละถ้าเราคิดอย่างนี้มันก็เห็นธรรมะกระจ่างออกมาเราก็สบายมีแต่จะตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติไปเท่านั้น <ADDRESS>----------------</ADDRESS><ADDRESS>สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2542 วัดมาบจันทร์</ADDRESS><ADDRESS></ADDRESS>