Paang
01-02-2006, 10:43 AM
http://www.vision.caltech.edu/feifeili/101_ObjectCategories/lotus/image_0027.jpg
ผู้ถาม "มีคนเขาถามผมมาอย่างนี้ครับหลวงพ่อ แต่ผมไม่รู้จะตอบเขาว่าอย่างไร เขาถามว่าท่าน (ขอสงวนนาม) เป็นพระอริยะหรือเปล่าครับ..?"
"ก็ตอบไม่ยากนี่คุณ ให้ไปถามท่านเองซิ คนอื่นจะไปรู้เรื่องของตัวเองได้อย่างไรล่ะ มันเป็น ปัจจัตตัง
แล้วพระอริยะองค์ไหนท่านจะบอกเป็นพระอริยะ ไม่มีพระอริยะองค์ไหนบอกตนเองว่าเป็นพระอริยะ และก็ไม่มีพระที่ไม่ใช่พระอริยะองค์ไหนที่ไม่บอกตัวเองว่าเป็นพระอริยะ ใช่ไหม...ไอ้คนมีสตางค์มากๆ ทำจ๋อง ไอ้คนไม่ค่อยจะพอค่าก๋วยเตี๋ยวละเบ่ง
อันนี้ไปพยากรณ์ไม่ได้หรอก เราจะพยากรณ์เขาได้ยังไงเราไม่รู้จิตใจเขานี่ ใช่ไหม...
พระอริยะน่ะเขาดูจริยาไม่ได้ พระอริยะนี่ถ้าดูที่จริยาภายนอกผิดหมด เพราะพระอริยะนี่เป็นคนใจเปิด ถ้าเป็นพระอรหันต์เมื่อใดก็ดูเหมือนเด็กๆ ตอนเด็กๆ หรือก่อนบวชเป็นยังไงท่านจะใช้จริยานั้น เพราะเป็นพระไม่มีการผูกต่อไป จึงไม่มีมายา นิสัยเดิมๆ เป็นยังไงพระอริยะก็ใช้นิสัยนั้น ท่านปล่อยตามสบาย เพราะจิตท่านไม่มีอะไร
อย่างพระสารีบุตร ท่านไปกับพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์พอถึงลำราง พระองค์อื่นๆ ค่อยๆ ย่องไป พระสารีบุตรขัดเขมรโดดแพล้บ นั่นพระอัครสาวกเบื้องขวานะ ภายหลังมีพระถามพระพุทธเจ้าว่า
"ทำไมพระอัครสาวกเบื้องขวาจึงขัดเขมรโดด"
พระพุทธเจ้าบอก
"อย่าไปว่าท่านเลย ลูกตถาคตไม่มีอะไรหรอกก็มาจากลิง"
ที่นี้ที่คุณถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพระองค์นั้นองค์นี้เป็นพระอริยะ ถามคนอื่นมันจะถูกรึ ถ้าหากว่าคุณกินแกงแล้วถามคนอื่นว่า เค็มไหม...เขาจะรู้ไหม...?"
"เรื่องของความเป็นอริยะ เรื่องของฌานสมาบัติก็เหมือนกันมันเป็นเรื่องของจิตใจ ในเมื่อท่านไม่บอก เราก็รู้ไม่ได้
ไอ้เรื่องที่จะรู้ได้ต้องเป็นเรื่องของสัพพัญญู แปลว่ารู้ทั้งหมด รู้ทุกอย่างก็มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว พระสาวกไม่มีสิทธิ์จะตอบ"
ผู้ถาม "แล้วอย่างมีคนเขาถามว่า ควรจะไปไหว้พระองค์ไหนดี เราควรจะแนะนำเขาว่าอย่างไรครับ...?"
"ก็ต้องเป็นไปตามศรัทธา เขาศรัทธาที่ไหนไปที่นั่นปล่อยให้เป็นเรื่องจิตใจของเขา ถ้าคุณไปขัดคอเขาดีไม่ดีปากคอเยิน"
ผู้ถาม "ถ้าเขาถามถึงสำนักปฏิบัติ แล้วให้เลือกเล่าครับ...?"
"เราก็เล่าเรื่องประวัติต่างๆ เท่าที่เราพอใจให้เลือกเอาจะวัดไหน
การปฏิบัตินี้ต้องเป็นไปตามภูมิเดิมหรือภูมิเก่า คือต้องเป็นไปตามสาย สายของใครของมัน และต้องบำเพ็ญบารมีร่วมกันมานับเป็นอสงไขยกัปนะ เขาถึงจะพอใจกัน ถ้าไม่งั้นมีอารมณ์สะกิดหน่อยเดียว เดี๋ยวก็สะดุด เพราะฉะนั้นให้เขาย่องๆ ไปดูก่อน เขาชอบที่ไหนก็เลือกที่นั่น อันนี้เป็นความจริงนะ
อย่างคุณพอใจสำนักใด คุณไปชวนคนอื่น ถ้าคนอื่นเขาไม่มา คุณไปว่าเขาไม่ดีไม่ได้ เพราะพูดให้เขาฟังรู้เรื่องไม่ได้ คุณฟังอย่างนี้รู้เรื่องแต่เขาไม่รู้
แต่ถ้าเขาไปหาอีกองค์หนึ่งเขาจะพอใจมาก เพราะว่าเป็นสายเดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาบางครั้งเราอาจคิดว่า แหม...ไอ้หมอนี่ เดี๋ยวไปที่นี่ เดี๋ยวไปที่โน่นเดี๋ยวไปที่นั่น ที่เขายังต้องไปหลายจุด เพราะยังหาพวกไม่พบถ้าเขาหาพวกของเขาพบเมื่อไรก็จอด ดีไม่ดีบางคนไปหาพระไม่สบายไม่สนุกไปเจอะเจ้าของเหล้า ร้องฮ้อ...ใช้ได้.."
ผู้ถาม : "ถ้ามีคนเขาบอกว่า หลวงพ่อเป็นพระอรหันต์หลวงพ่อเป็นพระปฏิสัมภิทาญาณ อย่างนี้คนพูดจะบาปไหมครับ..? "
"จะบาปอย่างไงล่ะ เป็นเรื่องของเขา เขาคิดในแง่ดีไม่บาป เขาจะเข้าใจว่าเป็นสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทาญาณ ไม่ใช่ของชั่วนี่ อารมณ์จิตเป็นกุศลต่างหากถ้ามาถามฉัน ฉันบอกเป็น พระหลวงตา เอาที่ไหนมาเป็นอรหันต์หน้าก็ย่น ตาก็สั้น ไม่เป็นเรื่อง ถ้าหันซ้ายหันขวาล่ะก็ได้
อย่าไปคิดยังงั้นเลยนะ ถ้านึกอย่างนั้น ถ้าผิดเข้าลำบาก ที่ว่าลำบากน่ะ ไม่ใช่ตกนรกนะ
เรานึกว่าเราพบพระสงฆ์เพื่อต้องการธรรมะดีกว่า คือ ว่าเราศึกษานี่เราศึกษาธรรมะตรงต่อพระพุทธ ไม่ใช่อาตมา เป็นพระพุทธเจ้านะ
ในเมื่อเรานึกถึงธรรมะเมื่อใดก็ได้เชื่อว่าเรานึกถึงพระพุทธเจ้าเมื่อนั้น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะพระพุทะเจ้าตรัสกับพระอานนท์ในวันปรินิพพานว่า
"อานนท์ จะเสียใจไปทำไม เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว คำสอนหรือพระธรรมวินัยนี่แหละจะเป็นศาสดาสอนเธอ"
ลูกหลานของหลวงพ่อควรจะจดจำประโยคนี้ไว้ เพราะชีวิตเป็นของไม่แน่นอน
สำหรับคำถาม คำตอบ ที่ได้รวบรวมมาก็ขอยุติแต่เพียงเท่านี้ หวังว่าท่านได้รับความพอใจเป็นอย่างมาก ขอความสุขและความโชคดี จงมีแด่ผู้อ่านทุกท่าน"
ที่มา http://www.banfun.com/buddha/ariya.html
ผู้ถาม "มีคนเขาถามผมมาอย่างนี้ครับหลวงพ่อ แต่ผมไม่รู้จะตอบเขาว่าอย่างไร เขาถามว่าท่าน (ขอสงวนนาม) เป็นพระอริยะหรือเปล่าครับ..?"
"ก็ตอบไม่ยากนี่คุณ ให้ไปถามท่านเองซิ คนอื่นจะไปรู้เรื่องของตัวเองได้อย่างไรล่ะ มันเป็น ปัจจัตตัง
แล้วพระอริยะองค์ไหนท่านจะบอกเป็นพระอริยะ ไม่มีพระอริยะองค์ไหนบอกตนเองว่าเป็นพระอริยะ และก็ไม่มีพระที่ไม่ใช่พระอริยะองค์ไหนที่ไม่บอกตัวเองว่าเป็นพระอริยะ ใช่ไหม...ไอ้คนมีสตางค์มากๆ ทำจ๋อง ไอ้คนไม่ค่อยจะพอค่าก๋วยเตี๋ยวละเบ่ง
อันนี้ไปพยากรณ์ไม่ได้หรอก เราจะพยากรณ์เขาได้ยังไงเราไม่รู้จิตใจเขานี่ ใช่ไหม...
พระอริยะน่ะเขาดูจริยาไม่ได้ พระอริยะนี่ถ้าดูที่จริยาภายนอกผิดหมด เพราะพระอริยะนี่เป็นคนใจเปิด ถ้าเป็นพระอรหันต์เมื่อใดก็ดูเหมือนเด็กๆ ตอนเด็กๆ หรือก่อนบวชเป็นยังไงท่านจะใช้จริยานั้น เพราะเป็นพระไม่มีการผูกต่อไป จึงไม่มีมายา นิสัยเดิมๆ เป็นยังไงพระอริยะก็ใช้นิสัยนั้น ท่านปล่อยตามสบาย เพราะจิตท่านไม่มีอะไร
อย่างพระสารีบุตร ท่านไปกับพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์พอถึงลำราง พระองค์อื่นๆ ค่อยๆ ย่องไป พระสารีบุตรขัดเขมรโดดแพล้บ นั่นพระอัครสาวกเบื้องขวานะ ภายหลังมีพระถามพระพุทธเจ้าว่า
"ทำไมพระอัครสาวกเบื้องขวาจึงขัดเขมรโดด"
พระพุทธเจ้าบอก
"อย่าไปว่าท่านเลย ลูกตถาคตไม่มีอะไรหรอกก็มาจากลิง"
ที่นี้ที่คุณถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพระองค์นั้นองค์นี้เป็นพระอริยะ ถามคนอื่นมันจะถูกรึ ถ้าหากว่าคุณกินแกงแล้วถามคนอื่นว่า เค็มไหม...เขาจะรู้ไหม...?"
"เรื่องของความเป็นอริยะ เรื่องของฌานสมาบัติก็เหมือนกันมันเป็นเรื่องของจิตใจ ในเมื่อท่านไม่บอก เราก็รู้ไม่ได้
ไอ้เรื่องที่จะรู้ได้ต้องเป็นเรื่องของสัพพัญญู แปลว่ารู้ทั้งหมด รู้ทุกอย่างก็มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว พระสาวกไม่มีสิทธิ์จะตอบ"
ผู้ถาม "แล้วอย่างมีคนเขาถามว่า ควรจะไปไหว้พระองค์ไหนดี เราควรจะแนะนำเขาว่าอย่างไรครับ...?"
"ก็ต้องเป็นไปตามศรัทธา เขาศรัทธาที่ไหนไปที่นั่นปล่อยให้เป็นเรื่องจิตใจของเขา ถ้าคุณไปขัดคอเขาดีไม่ดีปากคอเยิน"
ผู้ถาม "ถ้าเขาถามถึงสำนักปฏิบัติ แล้วให้เลือกเล่าครับ...?"
"เราก็เล่าเรื่องประวัติต่างๆ เท่าที่เราพอใจให้เลือกเอาจะวัดไหน
การปฏิบัตินี้ต้องเป็นไปตามภูมิเดิมหรือภูมิเก่า คือต้องเป็นไปตามสาย สายของใครของมัน และต้องบำเพ็ญบารมีร่วมกันมานับเป็นอสงไขยกัปนะ เขาถึงจะพอใจกัน ถ้าไม่งั้นมีอารมณ์สะกิดหน่อยเดียว เดี๋ยวก็สะดุด เพราะฉะนั้นให้เขาย่องๆ ไปดูก่อน เขาชอบที่ไหนก็เลือกที่นั่น อันนี้เป็นความจริงนะ
อย่างคุณพอใจสำนักใด คุณไปชวนคนอื่น ถ้าคนอื่นเขาไม่มา คุณไปว่าเขาไม่ดีไม่ได้ เพราะพูดให้เขาฟังรู้เรื่องไม่ได้ คุณฟังอย่างนี้รู้เรื่องแต่เขาไม่รู้
แต่ถ้าเขาไปหาอีกองค์หนึ่งเขาจะพอใจมาก เพราะว่าเป็นสายเดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาบางครั้งเราอาจคิดว่า แหม...ไอ้หมอนี่ เดี๋ยวไปที่นี่ เดี๋ยวไปที่โน่นเดี๋ยวไปที่นั่น ที่เขายังต้องไปหลายจุด เพราะยังหาพวกไม่พบถ้าเขาหาพวกของเขาพบเมื่อไรก็จอด ดีไม่ดีบางคนไปหาพระไม่สบายไม่สนุกไปเจอะเจ้าของเหล้า ร้องฮ้อ...ใช้ได้.."
ผู้ถาม : "ถ้ามีคนเขาบอกว่า หลวงพ่อเป็นพระอรหันต์หลวงพ่อเป็นพระปฏิสัมภิทาญาณ อย่างนี้คนพูดจะบาปไหมครับ..? "
"จะบาปอย่างไงล่ะ เป็นเรื่องของเขา เขาคิดในแง่ดีไม่บาป เขาจะเข้าใจว่าเป็นสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทาญาณ ไม่ใช่ของชั่วนี่ อารมณ์จิตเป็นกุศลต่างหากถ้ามาถามฉัน ฉันบอกเป็น พระหลวงตา เอาที่ไหนมาเป็นอรหันต์หน้าก็ย่น ตาก็สั้น ไม่เป็นเรื่อง ถ้าหันซ้ายหันขวาล่ะก็ได้
อย่าไปคิดยังงั้นเลยนะ ถ้านึกอย่างนั้น ถ้าผิดเข้าลำบาก ที่ว่าลำบากน่ะ ไม่ใช่ตกนรกนะ
เรานึกว่าเราพบพระสงฆ์เพื่อต้องการธรรมะดีกว่า คือ ว่าเราศึกษานี่เราศึกษาธรรมะตรงต่อพระพุทธ ไม่ใช่อาตมา เป็นพระพุทธเจ้านะ
ในเมื่อเรานึกถึงธรรมะเมื่อใดก็ได้เชื่อว่าเรานึกถึงพระพุทธเจ้าเมื่อนั้น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะพระพุทะเจ้าตรัสกับพระอานนท์ในวันปรินิพพานว่า
"อานนท์ จะเสียใจไปทำไม เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว คำสอนหรือพระธรรมวินัยนี่แหละจะเป็นศาสดาสอนเธอ"
ลูกหลานของหลวงพ่อควรจะจดจำประโยคนี้ไว้ เพราะชีวิตเป็นของไม่แน่นอน
สำหรับคำถาม คำตอบ ที่ได้รวบรวมมาก็ขอยุติแต่เพียงเท่านี้ หวังว่าท่านได้รับความพอใจเป็นอย่างมาก ขอความสุขและความโชคดี จงมีแด่ผู้อ่านทุกท่าน"
ที่มา http://www.banfun.com/buddha/ariya.html