PDA

View Full Version : ตามรอยหลวงตา : กัณฑ์ที่ 9 เทศน์ในที่ประชุมสงฆ์


Paang
01-02-2006, 09:45 AM
http://www.vision.caltech.edu/feifeili/101_ObjectCategories/lotus/image_0022.jpg

ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2505 โดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)

ที่อธิบายผ่านมาแล้วอนุศาสน์ข้อที่ 2 ข้อต้นว่า ปงฺ สุกุลจีวรํ เป็นต้น ท่านทั้งหลายบวชมาแล้ว พึงแสวงหาผ้าบังสุกุลที่เขาทอดทิ้ง ตามป่าช้า ตามถนนหนทาง นำมาปะติดปะต่อ ประชุมกันเข้าเป็นผืน สบง จีวร สังฆาฏิ พอได้ครองร่างและชีวิตสืบต่อเพศพรหมจรรย์ให้ เป็น ไปในวันหนึ่งๆ สมกับเพศสมณะซึ่งไม่ใช่นักฟุ่มเฟือยโก้เก๋ ครอง ตัวใน ปัจจัยสี่ด้วยความเป็นผู้มีธรรม คือความมักน้อยและสันโดษในปัจจัยสี่ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมในบริขารของพระเครื่องอาศัยชั่วคราว ส่วนค หบดีจีวร ที่ศรัทธาถวายด้วยมือก็พึงรับเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ทั้งเป็นความเบา ใจของศรัทธาผู้อุปัฏฐากดูแล

ข้อที่ 3 บิณฺฑิยาโลปโภชนํ เป็นต้น เรา บวชในพระศาสนาแล้ว อย่าเป็นผู้เกียจคร้าน จงบิณฑบาตมาฉั นด้วย กำลังปลีแข้งของตัวโดยความบริสุทธิ์ใจ บรรดาศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย ให้ด้วยความเต็มอกเต็มใจ ใส่บาตรให้เรา มาฉันตามสมณประเพณีซึ่ง ปราศจากการซื้อขาย จากการทำไร่ทำนาเหมือนอย่างประชาชน การ บิณฑบาตมา ฉันเป็นกิจวัตรชื่อว่าเป็นทางแห่งอาชีพที่บริสุทธิ์ของนักบวช พึงอุตส่าห์ทำอย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด ลาภเหลือเฟือคือของพิเศษอันอาจ เกิดมีขึ้นในบางกาล พึงเห็นว่าเป็น คราวสมัยจะพึงสงเคราะห์อนุเคราะห์ ประช าชน แต่อย่าทำตนให้มีความประมาทนอนใจและ ถือเป็นเกียรติ ในความเกิดขึ้นแห่งลาภสักการะ ทั้งหลายนั้น จะกลายเป็นว่า สกฺกาโร ปุริสงฺ หนฺติ ลาภสักการะสังหารโมฆบุรุษให้ตาย (ปลา ตายเพราะเหยื่อ ล่อ)

ข้อ 4 คิลานเภสัช คือยารักษาโรค คำว่า โรคหรือไข้เป็นได้ทั้งพระ และฆราวาสไม่เลือกหน้า เมื่อความจำเป็นเกิดขึ้น เรื่องจำเป็นจะต้อง แก้ไขก็ต้องมีขึ้นเป็นเงาเทียม ตัว แต่พึงรู้จักประมาณในการขอจากญาติ ในพระศาส นาหรือคนให้โอกาสแก่การขอ ให้เป็น ความดีที่สุด ความรู้ จักประมาณเป็นธรรมจำเป็น นักบวชควรมีประจำตนตลอดเวลา แล้วจะ เป็น สงฺฆโสภณา คือ นักบวชผู้งามและประดับเกียรติพระศาสนาให้เป็น สง่าราศี และเป็นที่นิย มยินดีของพุทธบริษัทและพาหิรชนทั่วๆ ไป ข้อ สำคัญของนักบวชจงระวังความเลยเถิดทุกกรณี คือกรณีขอทุกประเภท (เว้นบิณฑบาตอันเป็นกิจวัตรประจำวันของพระเณร) กรณีไปมาหาสู่ กรณีขอความร่วมมือจากประชาชนอย่าให้เ ป็นนิสัยไปทีเดียว พึงบริ- กรรมความรู้จักประมาณไว้ให้พร้อมมูลเวลาความจำเป็นเกิดขึ้นทุกกรณี บรรดาพระสาวกเมื่อได้สดับอนุศาสน์ธรรมจากพระองค์แล้ว น้อม รับไป ปฏิบัติด้วยความยินดีและสนใจอย่างยิ่ง ต่างปลี กออกหาที่วิเวกสงัด อยู่ ในป่าในเขาอันเป็นที่เปลี่ยว จะเป็นหรือตายไม่คำนึงในชีวิต แม้จะออก จากตระกูลต่างๆ มีตระกูลพระยามหากษัตริย์ เป็นต้น ก็ไม่นำเรื่องของ ตระกูลและยศศักดิ์เข้ามาแทรกสิงหัวใจให้เกิด ทิฐิมานะ พอที่จะตำหนิติ เตียนในสถานที่อยู่หรืออาหารปัจจัย ซึ่งบรรดาศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย ให้ด้วยศรัทธาตามกำลังความสามารถของเขา ซึ่งหามาได้ แล้วให้ทาน ไป สาวกท่านมีความยินดีในอาหารปัจจัยทุกประเภท เว ้นแต่จะผิดวินัย บริโภคใช้สอยไม่ได้ นอกนั้นสาวกทั้งหลาย เป็นที่พึงพอใจรับเพื่อยังชีวิต และความเพียรให้เป็นไปโดยสม่ำเสมอ มีความสนใจต่อความเพียรและ ข้อปฏิบัติ มีความสนใจต่อสถานที่ที่วิเวกสงัดซึ่งไม่พล ุกพล่านด้วยสิ่งรบ กวนทั้งหลาย มีความเพียรติดต่อทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่เห็น สิ่งใดที่มีคุณค่ายิ่งกว่าการบำเพ็ญ ตนให้พ้นจากทุกข์ บรรดาสาวกทั้ง หลายเห็นความพ้นทุกข์เท่านั้นว่าเป็นธรรมอันล ้นเหลือค่ายิ่งกว่า การ เวียนเกิดเวียนตายซึ่งเป็นผลมาจากการถูกหลอกของอวิชชาอันเป็นโรง งานผลิตทุกข์แก่สัตว์ทั้งโลกธาตุไม่มีวันจบสิ้น เมื่อสาวกมีความมุ่งมั่นต่อ แดนหลุดพ้นเต็มที่แล้ว เรื่องทิฐิมานะที่ ถือว่าออกมาจากตระกูลกษัตริย์ก็ ดี ทิฐิมานะอันเกิดจากความมั่งคั่งสมบูรณ์ก็ดี และทิฐิมานะอันเกิดจาก ความเฉลียวฉลาดเพราะการศึกษาเล่าเรียนมามากก็ดี สาวกทั้งหลายไม่ ยอมให้สิ่งเหล่านี้เข้าไปเคลือบแฝงในจิ ตใจได้ นอกจากความสนใจใคร่ ต่อปฏิปทาเครื่องดำเนินเพื่อยกจิตของตนให้พ้นจากทุกข์เท่านั้น ถึงกับ ได้ตรัสรู้ตามพระองค์ท่าน นับแต่องค์แรกจนถึงองค์สุดท้ายแห่งสาวกอรหันต์

เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านนักปฏิบัต ิทั้งหลายนำเรื่องของพระพุทธเจ้า และประวัติของสาวกอรหันต์มาสนใจว่าท่านปฏิบัติอย่างใดจึงได้รับผล เป็นที่พอใจ จนปรากฏเด่นแก่โลกทั้งหลายให้ได้สักการบูชา นับแต่ เทวดา ลงมาถึงมนุษย์ทุกชั้น ไม่มีใครรู้และ ฉลาดสามารถอย่างประเสริฐ เหนือพระพุทธเจ้ากับพระธรรมและพระสงฆ์ไปได้ ขอให้เราทุกท่าน โปรดทราบไว้อย่างนี้ ความท้อแท้อ่อนแอ ความเห็นแก่ปากแก่ท้อง ความ เห็นแก่หลับนอนเหล่านี้ไม่ใช่ทางประเสริฐและพ้นทุกข ์ พอจะสามารถยัง ธรรมอันประเสริฐให้ปรากฏในมโนทวาร คือหัวใจของเราได้ ความ เคลื่อนไหวไปมาทุกๆ อาการในอิริยาบถทั้งสี่พึงเป็นผู้สนใจต่อเหตุผลและสน ใจในความเคลื่อนไหวของตนตลอดเวลา อย่าให้ข้องแวะกับสิ่งใด ๆ ที่จะ เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้าและเป็นมลทินแก่ กาย วาจา ใจ ของตน จงเป็น ผู้ยินดีต่อความวิเวก ยินดีต่อการอยู่คนเดียว ทั้งเรื่องของกายและจิตใจ กับความเพียรเท่านั้น จงมีเข็มทิศคือความมุ่งมั่น ตั้งไว้เ พื่อความพ้นทุกข์ ทุกๆ อิริยาบถหรือทุกๆ ขณะจิตที่เคลื่อนไหว ผลจะพึงได้รับจะเป็นเช่น พระพุทธเจ้าและสาวกโดยไม่มีอะไรจะสามารถแยกออกได้ เพราะเป็น ทางสายเดียวกัน สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปโป เป็นต้น พระพุทธเจ ้าไม่ ประทานไว้เพื่อใคร นอกจากจะเพื่อพวกเราผู้มีข้อปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ประจำตนเท่านั้น เมื่อดำเนินตามร่องรอยที่ประทานไว้ ตลอดสถานที่ และวิธีประกอบตาม ที่อธิบายแล้วว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ เป็นต้น ผลที่ได้ รับจะไม่เป็นอย่างอื่นนอกจากความพ้นทุกข์และจากความเป็นสาวกของ พระพุทธเจ้าขึ้นในหลักธรรมชาติ คือความบริสุทธิ์ภายในใจ ขอให้สำนึก ตัวเสมอ ยืน เดิน นั่ง นอน เว้นแต่หลับ ซึ่งเป็นของเหลือวิสัย จงใคร่ต่อ สติปัญญาและความเพียรของตนเสมอไป เรื่องความหลุดพ้นจะปรากฏ ขึ้นที่ใจของตน

การฟังธรรมในครั้งพุทธกาลฟังด้วยความสนใจจริงๆ ฟัง แล้วก็ฝังลงที่จิต ไม่ได้ปล่อยให้เรี่ยราดหรือสักแต่ว่าฟังพอเป็นพิธี ตก มาสมัยทุกวันนี้ไม่ว่าใครๆ แม้เราผู้เป็นนักบวชอยู่ขณะนี้ การกระทำทุกๆ อย่างก็ยังจะกลายเป็นพิธี ถ้าไม่ได้สนใจและมีความมุ่งมั่นต่อความพ้น ทุกข์อย่างเต็มที่แล้ว อาการทุกอย่างมันจะกลายเป็นพิธีโดยไม ่รู้สึกตัว เช่นเดินจงกรมก็พอเป็นพิธีตามเวล่ำเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่จิตกับ สติจะสัมปยุตด้วยความเพียรหรือเปล่า ข้อนี้เป็นปัญหาที่น่าสงสัย เมื่อ เป็นเช่นนี้ผลที่ปรากฏขึ้นมาให้เราได้รับก็จะกลายเป็ นอื่นไปได้ เพราะ เหตุใด เพราะทั้งๆ ที่เราว่าเราเดินจง กรม แต่จิตกลายเป็นอื่นไป

http://www2.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=1703142225741

Paang
01-02-2006, 09:48 AM
สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบในธรรมส่วนละเอียดนั้น ได้แก่ความเห็นชอบ ใน ทุกข์ว่าเป็นของจริงอย่างหนึ่ง ความเห็นชอบในสมุทัยว่าเป็น ของจริงอย่าง หนึ่ง ความเห็นชอบในนิโรธว่าเป็นของจริงอย่างหนึ่ง และความเห็ นชอบใน มรรค คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ว่าเป็นของจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความเห็นชอบ โดยปราศจากการตำหนิติชมในอริยสัจและสภาวธรรมทั่วๆ ไป จัดเป็นสัมมา ทิฏฐิขั้นหนึ่ง

สัมมาทิฏฐิมีหลายขั้นตามภูมิของผู้ป ฏิบัติในธรรมขั้นนั้นๆ ถ้าสัมมาทิฏฐิ มีเพียงขั้นเดียว ปัญญาจะมีหลายขั้นไปไม่ได้ เพราะกิเลสความเศร้าหมองมี หลายขั้น ปัญญาจึงต้องมีหลายขั้น เพราะเหตุนี้เอง สัมมาทิฏฐิจึงมีหลายขั้น ตามที่ได้อธิบายผ่านม าแล้ว

ในปฏิปทาข้อ 2 ตรัสว่า สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ มี 3 ประการ คือ ดำริในทางไม่เบียดเบียน ดำริในทางไม่พยาบาทปองร้าย ดำริ เพื่อออก จากเครื่องผูกพัน 1

ดำริในทางไม่เบียดเบียนนั้นคือ ไม่คิ ดเบียดเบียนคนและสัตว์ ไม่คิด เบียดเบียนตน เองด้วย ไม่คิดให้เขาได้รับความทรมานลำบาก เพราะความ คิดของเราเป็นต้นเหตุ และไม่คิดหาเรื่องลำบากฉิบหาย ใส่ตนเองเช่น ไม่คิด จะกินยาเสพย์ติด มีสุรา ฝิ่น และเฮโ รอีน เป็นต้น

ดำริในทางไม่พยาบาท คือไม่คิดปองร้าย หมายฆ่าใครๆ ทั้งสัตว์และ มนุษย์ ไม่คิดเพื่อความชอกช้ำและฉิบหายแก่ใคร ไม่คิดให้เขาได้รับความเจ็บ ปวดบอบช้ำหรือล้มตายลงไป เพราะความคิดของเราเป็นเห ตุ และไม่คิดปอง ร้ายหมายฆ่าตัวเอง เช่นคิดฆ่าตัวเองด้วยวิธีต่างๆ ดังปรากฏในหน้า หนังสือพิมพ์เสมอ นี่คือผลเกิดจากความคิดผิด ตัวเองเคยมีคุณแก่ตัวและเป็น สมบัติ อันล้นค่าแก่ตัวเอง เพราะความคิดผิดจึงปรา กฏว่าตัวกลับเป็นข้าศึก แก่ตัวเอง เรื่องเช่นนี้เคยมีบ่อย พึงทราบว่าเป็นผลเกิดจากความดำริผิดทางผู้ รักษาตัวและสงวนตัวแท้ เพียงแต่จิตคิดเรื่องไม่สบายขึ้นภายในใจเท่านั้น ก็ รีบระงับด้วยความคิดผิดนั้นท ันทีด้วย เนกขัมมอุบาย ไหนจะยอมปล่อยความ คิดที่ผิดให้รุนแรงขึ้นถึงกับฆ่าตัวตาย เป็นตัวอย่างแห่งคนรักตัวที่ไหนมี

ความดำริเพื่อออกจากเครื่องผูกมัด นี่ถ้าเป็นความดำริทั่วๆ ไป ตนคิด ว่าอ่านการงานเพื ่อเปลื้องตนออกจากความยากจนข้นแค้น เพื่อความ สมบูรณ์พูนผลในสมบัติ ไม่อดอยากขาดแคลน ก็จัดเข้าในเนกขัมมสังกัปโปของ โลกประการหนึ่ง

ผู้ดำริให้ทานรักษาศีลภาวนา คิดสร้างถนนหนทาง ขุดบ่อน้ำ ก่อพระ เจดีย์ทำนุบำรุงปูชนียสถานที่ชำรุดทรุดโทรม สร้างกุฏิ วิหาร ศาลา เรือนโรง ต่างๆ โดยมุ่งกุศลเพื่อยกตนให้พ้นจากกองทุกข์ ก็จัดเป็นเนก ขัมมสังกัปโป ประการหนึ่ง

ผู้ดำริเห็นภัยในความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเกิดในสัตว์และสังขารทั่วๆ ไป ทั้งเขาทั้งเราไม่มีเวลาว่างเว้น เห็นเป็นโอกาสอันว่างสำหรับ เพศนัก บวชจะบำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เป็นไปได้ตามความหวัง ดำริจะบวช เป็นชีปะขาว เป็นพระ เป็นเณร นี ่ก็จัดเป็นเนกขัมมสังกัปโปประการหนึ่ง

นักปฏิบัติมีความดำริพิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานของตน เพื่อความ ปลดเปลื้องจิตออกจากนิวรณ์ธรรมทั้งหลาย โดยอุบายต่างๆ จากความ ดำริ คิดค้นไม่มีเวลาหยุดยั้งเพื่อเปล ื้องกิเลสทุกประเภท ด้วยสัมมาสังกัปโป เป็น ขั้นๆ จนกลายเป็นสัมมาสังกัปโปอัตโนมัติ กำจัดกิเลสเป็นขั้นๆ ด้วยความ ดำริคิดค้นตลอดเวลา จนกิเลสทุกประเภทหมดสิ้นไป เพราะความดำรินั้นๆ นี่ก็จัดเป็นสัมมาสังกั ปโปประการสุดท้ายแห่งการอธิบายปฏิปทาข้อที่สอง

ปฏิปทาข้อที่ 3 ตรัสไว้ว่า สัมมาวาจา กล่าววาจาชอบ นี่กล่าวชอบทั่วๆ ไปก็มี กล่าวชอบยิ่งในวงแห่งธรรมโดยจำเพาะก็มี กล่าวชอบตามสุภาษิตไม่ เป็น พิษเป็นภั ยแก่ผู้ฟัง กล่าวมีเหตุผลน่าฟังจับใจไพเราะเสนาะโสต กล่าว สุภาพอ่อน โยน กล่าวถ่อมตนเจียมตัว กล่าวขอบบุญขอบคุณต่อผู้มีคุณทุก ชั้นเหล่านี้ จัด เป็นสัมมาวาจา ประการหนึ่ง

สัมมาวาจาที่ชอบยิ่งในวงแห่งธ รรมโดยจำเพาะนั้น คือกล่าวในสัล- เลขธรรม เครื่องขัดเกลากิเลสโดยถ่ายเดียว ได้แก่กล่าวเรื่องความมักน้อยใน ปัจจัยสี่เครื่องอาศัยของพระ กล่าวเรื่องความสันโดษ ยินดีตามมีตามได้แห่ง ปัจจัยที่เกิดขึ้นโดยชอบธรรม กล่าวเรื่องอสั งสักขณิกา ความไม่คลุกคลีมั่วสุม กับใครๆ ทั้งนั้น วิเวกตา กล่าวความสงัดวิเวกทางกายและทางใจ วิริยารัมภา กล่าวเรื่องการประกอบความเพียร กล่าวเรื่องการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ กล่าว เรื่องทำสมาธิให้เกิด ก ล่าวเรื่องการอบรมปัญญาให้เฉลียวฉลาด กล่าวเรื่อง วิมุตติคือความหลุดพ้นและกล่าวเรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ ความรู้เห็นอันแจ้ง ชัดในความหลุดพ้น นี่จัดเป็นสัมมาวาจาส่วนละเอียด การกล่าวนั้นไม่ใช่ กล่าว เฉยๆ กล่าวรำพัน กล่าวรำพึง กล่าวด้วยความสนใจและความพออกพอใจ ใคร่ ต่อการปฏิบัติในสัลเลขธรรมจริงๆ

ในปฏิปทาข้อ 4 ตรัสไว้ว่า สัมมากัมมันโต การงานชอบ การงาน ชอบทั่วๆ ไปประการ 1 การงานชอบในธรรมประการ 1 การงานทำโดยชอบ ธรรมไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง เช่น การทำนา ทำสวน การซื้อขายแลก เปลี่ยน เหล่านี้จัดเป็นการงานชอบ การปลูกสร้างวัดวาอารามและการให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ก็จัดเป็นการงานชอบแต่ละอย่างๆ เป็นสัมมา กัมมันโตประการ 1 การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ก็จัดเป็นการงานชอบ ความ เคลื่อน ไหวของกาย วาจา ใจ ทุกอาการ พึงทราบว่าเป็นกรรมคือการกระ ทำ การทำด้วยกาย พูดด้วยวาจา และคิดด้วยใจ เรียกว่าเป็น กรรม คือ การกระทำ ทำถูกพูดคิดถูกเรียกว่า สัมมากัมมันตะ การงานชอบ

คำว่าการงานชอบมีความหมายกว้างขวางมาก แล้วแต่ท่านผู้ฟังจะ น้อมไปใช้ในทางใด เพราะโลกกับธรรมเป็นคู่เคียงกันมาเหมือนแขนซ้ายแขน ขวาขอ งคนคนเดียว จะแยกโลกกับธรรมจาก กันไปไม่ได้ และโลกก็มีงานทำ ธรรมก็มีงานทำด้วยกัน ทั้งนี้ เนื่อง จากภาวะของคนและการประกอบไม่ เหมือนกัน การงานจะให้ถูก รอยพิมพ์อันเดียวกันย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นผู้อยู่ใ น ฆราวาสก็ขอ ให้ประกอบการงานถูกกับภาวะของตน ผู้อยู่ในธรรมคือนักบวช เป็นต้นก็ขอ ให้ประกอบการงานถูกกับภาวะของตน อย่าให้การงานและ ความเห็นก้าวก่าย ไขว้เขวกันก็จัดว่าต่างคนต่างสัมมากัมมันตะ การงานชอบด้ วย กัน โลกและ ธรรมก็นับวันจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นโดยลำดับ เพราะต่างท่านต่าง ช่วยกันพยุง

ปฏิปทาข้อ 5 ตรัสไว้ว่า สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีพชอบ การเลี้ยงชีพด้วย การรับประทานธรรมดาของมนุษย์และสัตว์ทั่วๆ ไปประการหนึ่ง การหล่อ เลี้ยงจิตใจด้วยอารมณ์อันเกิดจากเครื่องสัมผัสประการหนึ่ง การหล่อเลี้ยง จิตใจด้วยธรรมเป็นขั้นๆ ประการหนึ่ง

การแสวงหาอาชีพโดยชอบธรรมปราศจากการปล้นสะดมฉกลักของ ใครๆ มาเลี้ยง ชีพ หาได้มาอย่างไรก็บริโภคเท่าที่มี พอเลี้ยงอัตภาพไปเป็น วันๆ หรือจะมีมากด้วยความชอบธรรมก็จัดเป็น สัมมาอาชีโว ประการหนึ่ง

ใจได้รับความสัมผัสจากสิ่งภายนอกคือ รูปหญิงชาย เสียง กลิ่น รส ความสัมผั สของหญิงชาย และสิ่งของที่ถูกกับจริตชอบ เกิดเป็นอารมณ์เข้า ไปหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความแช่มชื่นเบิกบานหายความโศกเศร้ากันแสง มีแต่ความรื่นเริงบันเทิงใจกลายเป็นอายุวัฒนะขึ้นมา แต่ถ้าแสวงผิดทาง ก็ กลายเป็นพิษเครื่องสังหารใจ นี่ก็จัดเป็นสัมมาอาชีพสำหรับโลกผู้มีมัตตัญญุ ตา รู้จักประมาณและขอบเขตที่ควรหรือไม่ควร

ทีมา http://www2.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=1748529493808

Paang
01-02-2006, 09:50 AM
การบำรุงจิตใจด้วยธรรมะคือ ไม่นำโลกที่เป็นยาพิษเข้ามารังควานใจ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ กระทบ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสธรรมา รมณ์ ให้พึงพิจารณาเป็นธรรมเสมอไป อย่าให้เกิดความยินดียินร้ายจะ กลายเป็นความฝืดเคืองขึ้นภายในใจ การพิจารณาเป็นธรรมจะนำอาหาร คือโอชารสแห่งธรรมเข้ามาหล่อเลี้ยงหัวใจ ให้มีความชื่นบานด้วยธรรม ภายในใจ ให้มีความชุ่มชื่นด้วยความสงบแห่งใจ ให้มีความชุ่มชื่นด้วย ความเฉล ียวฉลาดแห่งปัญญา ไม่แสวงหาอารมณ์อันเป็นพิษเข้ามา สังหารใจของตน พยายามนำธรรมเข้ามาหล่อเลี้ยงเสมอ อายตนะภายในมี หู ตา เป็นต้น กระทบกับอายตนะภายนอกมีรูป เสียง เป็นต้น ทุกขณะที่ สัมผัสจงพิจารณาเป็นธรร มคือความรู้เท่าและปลดเปลื้องด้วยอุบาย เสมอไป อย่าพิจารณาให้เป็นเรื่องของโลกแบบจับไฟเผาตัวเอง จะกลาย เป็นความร้อนขึ้นที่ใจ จงพยายามกลั่นกรองอารมณ์ที่เป็นธรรมเข้าไป หล่อเลี้ยงจิตใจอยู่ตลอดเวลา อาหาร คือโอชารสแห่งธรรมจะหล่อเลี้ยง และรักษาใจให้ปลอดภัยเป็นลำดับ ที่อธิบายมานี้จัดเป็นสัมมาอาชีวะ ประการหนึ่ง

ปฏิปทาข้อ 6 ตรัสไว้ว่า สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ ท่านว่า เพียรในที่สี่สถานคือเพียรระวังอ ย่าให้บาปเกิดขึ้นในสันดานหนึ่ง เพียร ละบาปที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปหนึ่ง เพียรยังกุศลให้เกิดขึ้นหนึ่ง และ เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วอย่าให้เสื่อมสูญไปหนึ่ง โอปนยิโก น้อมเข้า ในหลักธรรมที่ตนกำลังปฏ ิบัติได้ทุกขั้น แต่ที่นี่จะน้อมเข้าในหลักสมาธิ กับปัญญาตามโอกาสอันควร พยายามระวังรักษาจิตที่เคยฟุ้งซ่านไปตาม กระแสแห่งตัณหาเพราะความโง่เขลาฉุดลากไปหนึ่ง ความดิ้นรนกวัด แกว่งของจิตที่เคยเป็นมา จงพยา ยามทรมานให้หายพยศด้วยอำนาจสติ และปัญญาเป็นเครื่องฝึกทรมานหนึ่ง ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นธรรมแก้ กิเลสทุกประเภท จงพยายามอบรมให้เกิดขึ้นกับใจของตน ถ้าต้องการ ไปนิพพานดับไฟกังวลให้สิ้นซาก จงอย่าเห็น ศีล สมา ธิ ปัญญา เป็น กรวดเป็นทราย ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกๆ ขั้นได้ปรากฏขึ้นกับตนแล้ว อย่า ยอมให้หลุดมือไปด้วยความประมาท จงพยายามบำรุงศีล สมาธิ ปัญญา ทุกๆ ขั้นที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญเต็มที่จนสามารถแปรรูปเป็ น มรรคญาณ ประหารกิเลสแม้อนุสัยให้สิ้นซากลงเสียที แดนแห่งวิมุตติพระ นิพพานที่เคยเห็นว่าเป็นธรรมเหลือวิสัยจะกลายเป็นธรรมประดับใจทันที ที่กิเลส สิ้นซากลงไป

ในปฏิปทาข้อ 7 ตรัสไว้ว่า สัมมาสติ ความร ะลึกชอบ ได้แก่ การ ตั้งสติระลึกตามประโยคความเพียรของตน ตนกำหนดธรรมบทใดเป็น อารมณ์ของใจ เช่น พุทโธ หรืออานาปานนัสติ เป็นต้น ให้มีสติระลึก ธรรมบทนั้นๆ หรือตั้งสติกำหนดให้สติปัฏฐานสี่ คือ กาย เวทนา จิ ต ธรรม ทั้งกำหนดเพื่อสมาธิ ทั้งการพิจารณาเพื่อปัญญา ให้มีสติความ ระลึกในประโยคความเพียรของตนทุกๆ ประโยค จัดเป็นสัมมาสติที่ชอบ ข้อหนึ่ง

ปฏิปทาข้อ 8 ตรัสไว้ว่า สัมมาสมาธิ คือสมาธิที่ชอบ ได้แก่ส มาธิที่ สัมปยุตปัญญา ไม่ใช่สมาธิแบบหัวตอ และไม่ใช่สมาธิที่ติดแน่นทั้งวันทั้ง คืน ไม่ยอมพิจารณาทางด้านปัญญาเลย โดยเห็นว่าสมาธิเป็นธรรม ประเสริฐพอตัว จนเกิดความตำหนิติโทษปัญญา หาว่าเป็นของเก๊ไปเสีย สมาธิประเภทนี้เรียกว่า มิจฉาสมาธิ ไม่จัดเป็นสมาธิที่จะทำบุคคลให้พ้น จากทุกข์ไปโดยชอบธรรม ส่วนสมาธิที่จะเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์นั้น ต้องกำหนดลงไปในหลักธรรมหรือบทธรรมตามจริตชอบ ด้วยความมีสติ กำกั บรักษาจนจิตรวมลงเป็นสมาธิได้ และจะเป็นสมาธิประเภทใดก็ตาม เมื่อ รู้สึกจิตของตนสงบหรือหยุดจากการคิดปรุงต่างๆ รวมอยู่เป็นเอก เทศอันหนึ่งจากสิ่งแวดล้อมทั้งหลายจนกว่าจะถอนขึ้นมา จัดเป็นสมาธิที่ ชอบ และ ไม่เหมือนสมาธิซึ่งรวมลงไปแล้วไม่ทราบกลางวันกลางคืน เป็น ตายไม่ทราบทั้งนั้น เหมือนคนตายแล้ว พอถอนขึ้นมาจึงระลึกย้อนหลัง ว่า จิต รวมหรือจิตไปอยู่ที่ไหนไม่ทราบ นี่เรียกว่าสมาธิหัว ตอ เพราะ รวมลงแล้วเหมือนหัวตอไม่มีความรู้สึกสมาธิประเภทนี้จง พยายามละเว้นแม้ที่เกิด ขึ้นแล้วรีบดัดแปลงเสียใหม่ สมาธิที่กล่าวนี้เคย มีในวงนักปฏิบัติด้วยกัน วิธีแก้ไขคือ หักห้ามอย่าให้รวมลงตามที่เคย เป็นม าจะเคยตัวตลอดกาล จงบังคับให้ท่องเที่ยวในสกลกายโดยมี สติบังคับเข้มแข็ง บังคับให้ท่องเที่ยวกลับไปกลับมาและขึ้นลงเบื้องบน เบื้องล่างจนควรแก่ปัญญา และมรรคผลต่อไป

ส่วนสัมมาสมาธิเมื่อจิตรวมลงไป แล้วมีสติรู้ประจำอยู่ในองค์สมาธิ นั้น เมื่อถอนขึ้นมาแล้วควรจะพิจารณาทางปัญญาในสภาวธรรมส่วน ต่างๆ ที่มีอยู่ในกาย ในจิต ก็พิจารณาในโอกาสอันควร สมาธิกับปัญญา ให้เป็นธรรมเกี่ยวเนื่องกันเสมอไป อย่าปล่อย ให้สมาธิเดินเหินไปแบบไม่ มองหน้ามองหลังโดยไม่คำนึงถึงเรื่องอะไรทั้งนั้น

สรุปความแล้ว สติ สมาธิ ปัญญา ทั้งสามนี้เป็นธรรมเกี่ยวเนื่อง กัน โดยจะแยกจากกันให้เดินแต่อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ สมาธิก ับ ปัญญาต้องผลัดเปลี่ยนกันเดิน โดยมีสติเป็นเครื่องตามรักษาทั้งสมาธิและ ปัญญา

นี่แลปฏิปทาทั้ง 8 ที่ได้อธิบายมา โดยอิงหลักธรรมบ้าง โดย อัตโนมัติบ้าง ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ ถึงสัมมาสมาธิ พึงทราบว่า เป็นธรรม หลายชั้น แล้วแต่ท่านผู้ฟังจะนำไปปฏิบัติตามภูมิแห่งธรรมและความ สามารถของตน

ในปฏิปทาทั้ง 8 ประการนี้ ไม่เลือกว่านักบวชหรือฆราวาส ใครสนใจปฏิบัติให้บริบูรณ์ได้ ผล คือวิมุตติ และวิม ุตติญาณทัสสนะ เป็นสมบัติอันล้ำค่าของผู้นั้น เพราะ ศีล สมาธิ ปัญญา รวมอยู่ในมรรค นี้ และเป็นเหมือนกุญแจไขวิมุตติทั้งสองให้ประจักษ์กับใจอย่างเปิดเผย

อนึ่ง ท่านนักปฏิบัติอย่าพึงเข้าใจว่าวิมุตต ิกับวิมุตติญาณทัสสนะ ทั้งสองนี้แยกกันไปอยู่ในที่ต่างแดนหรือแยกกันทำหน้าที่คนละขณะ ที่ถูก ไม่ใช่อย่างนั้น เขาตัดไม้ให้ขาดด้วยขวาน ขณะไม้ขาดจากกัน ตาก็มอง เห็น ใจก็รู้ว่าไม้ท่อนนี้ขาดแล้วด้วยขวาน เห็ นด้วยตา กับรู้ด้วยใจ เกิด ขึ้นในขณะเดียวกันฉันใด วิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะก็ทำหน้าที่รู้เห็น กิเลสขาดจากใจ ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ในขณะเดียวกันฉันนั้น จากนั้น แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร ให้ยุ่งยากอีกต่อไป เพราะปัญหายุ่งยากก็คือ ปัญหากิเลสกับใจเท่านั้นที่ใหญ่ยิ่งในไตรภพ เมื่อปล่อยใจอันเป็นปัญหาใหญ่ ที่สุดแล้ว กิเลสซึ่ง เป็นสิ่งอาศัยอยู่กับใจก็หลุดลอยไปเอง ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ วิมุตติญ าณทัสสนะ ก็ปล่อยวางไว้ตามเป็น จริงเรียกว่า ต่างฝ่ายต่างจริง แล้วก็หมดคดีคู่ความลงเพียงเท่านี้

วันนี้ได้อธิบายธรรมให้แก่นักปฏิบัติทั้งหลาย โดยยกสมเด็จพระผู้มี พระภาคและพระสาวกทั้งหลายมาเป็นแนวทา งให้ท่านทั้งหลายฟัง จะได้ ตั้งเข็มทิศคือ ข้อปฏิบัติของตนๆ ให้เป็นไปตามพระองค์ท่านโดยไม่ลด ละ เมื่อ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นธรรมที่ท่านทั้งหลายบำเพ็ญได้บริบูรณ์ แล้ว วิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นองค ์พระนิพพานก็จะเป็นของ ท่านทั้งหลายอย่างไม่มีปัญหา

เพราะเหตุนั้น ธรรมทั้งหมดที่ได้กล่าวในวันนี้ ท่านผู้ฟังทุกๆ ท่าน จงเข้าใจว่ามีอยู่ในกายในใจของเราทุกท่าน ขอให้น้อมธรรมเหล่านี้เข้ามา เป็นสมบ ัติของตน ทั้งการดำเนินเหตุทั้งผลที่ปรากฏขึ้นจากเหตุอันดีคือ วิมุตติพระนิพพานจะเป็นของท่านทั้งหลายในวันนี้วันหน้าโดยนัยที่ได้ แสดงมา ขอยุติลงด้วยเวลาเพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

ที่มา http://www2.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=1520398390292