Paang
01-02-2006, 09:45 AM
http://www.vision.caltech.edu/feifeili/101_ObjectCategories/lotus/image_0022.jpg
ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2505 โดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
ที่อธิบายผ่านมาแล้วอนุศาสน์ข้อที่ 2 ข้อต้นว่า ปงฺ สุกุลจีวรํ เป็นต้น ท่านทั้งหลายบวชมาแล้ว พึงแสวงหาผ้าบังสุกุลที่เขาทอดทิ้ง ตามป่าช้า ตามถนนหนทาง นำมาปะติดปะต่อ ประชุมกันเข้าเป็นผืน สบง จีวร สังฆาฏิ พอได้ครองร่างและชีวิตสืบต่อเพศพรหมจรรย์ให้ เป็น ไปในวันหนึ่งๆ สมกับเพศสมณะซึ่งไม่ใช่นักฟุ่มเฟือยโก้เก๋ ครอง ตัวใน ปัจจัยสี่ด้วยความเป็นผู้มีธรรม คือความมักน้อยและสันโดษในปัจจัยสี่ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมในบริขารของพระเครื่องอาศัยชั่วคราว ส่วนค หบดีจีวร ที่ศรัทธาถวายด้วยมือก็พึงรับเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ทั้งเป็นความเบา ใจของศรัทธาผู้อุปัฏฐากดูแล
ข้อที่ 3 บิณฺฑิยาโลปโภชนํ เป็นต้น เรา บวชในพระศาสนาแล้ว อย่าเป็นผู้เกียจคร้าน จงบิณฑบาตมาฉั นด้วย กำลังปลีแข้งของตัวโดยความบริสุทธิ์ใจ บรรดาศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย ให้ด้วยความเต็มอกเต็มใจ ใส่บาตรให้เรา มาฉันตามสมณประเพณีซึ่ง ปราศจากการซื้อขาย จากการทำไร่ทำนาเหมือนอย่างประชาชน การ บิณฑบาตมา ฉันเป็นกิจวัตรชื่อว่าเป็นทางแห่งอาชีพที่บริสุทธิ์ของนักบวช พึงอุตส่าห์ทำอย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด ลาภเหลือเฟือคือของพิเศษอันอาจ เกิดมีขึ้นในบางกาล พึงเห็นว่าเป็น คราวสมัยจะพึงสงเคราะห์อนุเคราะห์ ประช าชน แต่อย่าทำตนให้มีความประมาทนอนใจและ ถือเป็นเกียรติ ในความเกิดขึ้นแห่งลาภสักการะ ทั้งหลายนั้น จะกลายเป็นว่า สกฺกาโร ปุริสงฺ หนฺติ ลาภสักการะสังหารโมฆบุรุษให้ตาย (ปลา ตายเพราะเหยื่อ ล่อ)
ข้อ 4 คิลานเภสัช คือยารักษาโรค คำว่า โรคหรือไข้เป็นได้ทั้งพระ และฆราวาสไม่เลือกหน้า เมื่อความจำเป็นเกิดขึ้น เรื่องจำเป็นจะต้อง แก้ไขก็ต้องมีขึ้นเป็นเงาเทียม ตัว แต่พึงรู้จักประมาณในการขอจากญาติ ในพระศาส นาหรือคนให้โอกาสแก่การขอ ให้เป็น ความดีที่สุด ความรู้ จักประมาณเป็นธรรมจำเป็น นักบวชควรมีประจำตนตลอดเวลา แล้วจะ เป็น สงฺฆโสภณา คือ นักบวชผู้งามและประดับเกียรติพระศาสนาให้เป็น สง่าราศี และเป็นที่นิย มยินดีของพุทธบริษัทและพาหิรชนทั่วๆ ไป ข้อ สำคัญของนักบวชจงระวังความเลยเถิดทุกกรณี คือกรณีขอทุกประเภท (เว้นบิณฑบาตอันเป็นกิจวัตรประจำวันของพระเณร) กรณีไปมาหาสู่ กรณีขอความร่วมมือจากประชาชนอย่าให้เ ป็นนิสัยไปทีเดียว พึงบริ- กรรมความรู้จักประมาณไว้ให้พร้อมมูลเวลาความจำเป็นเกิดขึ้นทุกกรณี บรรดาพระสาวกเมื่อได้สดับอนุศาสน์ธรรมจากพระองค์แล้ว น้อม รับไป ปฏิบัติด้วยความยินดีและสนใจอย่างยิ่ง ต่างปลี กออกหาที่วิเวกสงัด อยู่ ในป่าในเขาอันเป็นที่เปลี่ยว จะเป็นหรือตายไม่คำนึงในชีวิต แม้จะออก จากตระกูลต่างๆ มีตระกูลพระยามหากษัตริย์ เป็นต้น ก็ไม่นำเรื่องของ ตระกูลและยศศักดิ์เข้ามาแทรกสิงหัวใจให้เกิด ทิฐิมานะ พอที่จะตำหนิติ เตียนในสถานที่อยู่หรืออาหารปัจจัย ซึ่งบรรดาศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย ให้ด้วยศรัทธาตามกำลังความสามารถของเขา ซึ่งหามาได้ แล้วให้ทาน ไป สาวกท่านมีความยินดีในอาหารปัจจัยทุกประเภท เว ้นแต่จะผิดวินัย บริโภคใช้สอยไม่ได้ นอกนั้นสาวกทั้งหลาย เป็นที่พึงพอใจรับเพื่อยังชีวิต และความเพียรให้เป็นไปโดยสม่ำเสมอ มีความสนใจต่อความเพียรและ ข้อปฏิบัติ มีความสนใจต่อสถานที่ที่วิเวกสงัดซึ่งไม่พล ุกพล่านด้วยสิ่งรบ กวนทั้งหลาย มีความเพียรติดต่อทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่เห็น สิ่งใดที่มีคุณค่ายิ่งกว่าการบำเพ็ญ ตนให้พ้นจากทุกข์ บรรดาสาวกทั้ง หลายเห็นความพ้นทุกข์เท่านั้นว่าเป็นธรรมอันล ้นเหลือค่ายิ่งกว่า การ เวียนเกิดเวียนตายซึ่งเป็นผลมาจากการถูกหลอกของอวิชชาอันเป็นโรง งานผลิตทุกข์แก่สัตว์ทั้งโลกธาตุไม่มีวันจบสิ้น เมื่อสาวกมีความมุ่งมั่นต่อ แดนหลุดพ้นเต็มที่แล้ว เรื่องทิฐิมานะที่ ถือว่าออกมาจากตระกูลกษัตริย์ก็ ดี ทิฐิมานะอันเกิดจากความมั่งคั่งสมบูรณ์ก็ดี และทิฐิมานะอันเกิดจาก ความเฉลียวฉลาดเพราะการศึกษาเล่าเรียนมามากก็ดี สาวกทั้งหลายไม่ ยอมให้สิ่งเหล่านี้เข้าไปเคลือบแฝงในจิ ตใจได้ นอกจากความสนใจใคร่ ต่อปฏิปทาเครื่องดำเนินเพื่อยกจิตของตนให้พ้นจากทุกข์เท่านั้น ถึงกับ ได้ตรัสรู้ตามพระองค์ท่าน นับแต่องค์แรกจนถึงองค์สุดท้ายแห่งสาวกอรหันต์
เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านนักปฏิบัต ิทั้งหลายนำเรื่องของพระพุทธเจ้า และประวัติของสาวกอรหันต์มาสนใจว่าท่านปฏิบัติอย่างใดจึงได้รับผล เป็นที่พอใจ จนปรากฏเด่นแก่โลกทั้งหลายให้ได้สักการบูชา นับแต่ เทวดา ลงมาถึงมนุษย์ทุกชั้น ไม่มีใครรู้และ ฉลาดสามารถอย่างประเสริฐ เหนือพระพุทธเจ้ากับพระธรรมและพระสงฆ์ไปได้ ขอให้เราทุกท่าน โปรดทราบไว้อย่างนี้ ความท้อแท้อ่อนแอ ความเห็นแก่ปากแก่ท้อง ความ เห็นแก่หลับนอนเหล่านี้ไม่ใช่ทางประเสริฐและพ้นทุกข ์ พอจะสามารถยัง ธรรมอันประเสริฐให้ปรากฏในมโนทวาร คือหัวใจของเราได้ ความ เคลื่อนไหวไปมาทุกๆ อาการในอิริยาบถทั้งสี่พึงเป็นผู้สนใจต่อเหตุผลและสน ใจในความเคลื่อนไหวของตนตลอดเวลา อย่าให้ข้องแวะกับสิ่งใด ๆ ที่จะ เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้าและเป็นมลทินแก่ กาย วาจา ใจ ของตน จงเป็น ผู้ยินดีต่อความวิเวก ยินดีต่อการอยู่คนเดียว ทั้งเรื่องของกายและจิตใจ กับความเพียรเท่านั้น จงมีเข็มทิศคือความมุ่งมั่น ตั้งไว้เ พื่อความพ้นทุกข์ ทุกๆ อิริยาบถหรือทุกๆ ขณะจิตที่เคลื่อนไหว ผลจะพึงได้รับจะเป็นเช่น พระพุทธเจ้าและสาวกโดยไม่มีอะไรจะสามารถแยกออกได้ เพราะเป็น ทางสายเดียวกัน สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปโป เป็นต้น พระพุทธเจ ้าไม่ ประทานไว้เพื่อใคร นอกจากจะเพื่อพวกเราผู้มีข้อปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ประจำตนเท่านั้น เมื่อดำเนินตามร่องรอยที่ประทานไว้ ตลอดสถานที่ และวิธีประกอบตาม ที่อธิบายแล้วว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ เป็นต้น ผลที่ได้ รับจะไม่เป็นอย่างอื่นนอกจากความพ้นทุกข์และจากความเป็นสาวกของ พระพุทธเจ้าขึ้นในหลักธรรมชาติ คือความบริสุทธิ์ภายในใจ ขอให้สำนึก ตัวเสมอ ยืน เดิน นั่ง นอน เว้นแต่หลับ ซึ่งเป็นของเหลือวิสัย จงใคร่ต่อ สติปัญญาและความเพียรของตนเสมอไป เรื่องความหลุดพ้นจะปรากฏ ขึ้นที่ใจของตน
การฟังธรรมในครั้งพุทธกาลฟังด้วยความสนใจจริงๆ ฟัง แล้วก็ฝังลงที่จิต ไม่ได้ปล่อยให้เรี่ยราดหรือสักแต่ว่าฟังพอเป็นพิธี ตก มาสมัยทุกวันนี้ไม่ว่าใครๆ แม้เราผู้เป็นนักบวชอยู่ขณะนี้ การกระทำทุกๆ อย่างก็ยังจะกลายเป็นพิธี ถ้าไม่ได้สนใจและมีความมุ่งมั่นต่อความพ้น ทุกข์อย่างเต็มที่แล้ว อาการทุกอย่างมันจะกลายเป็นพิธีโดยไม ่รู้สึกตัว เช่นเดินจงกรมก็พอเป็นพิธีตามเวล่ำเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่จิตกับ สติจะสัมปยุตด้วยความเพียรหรือเปล่า ข้อนี้เป็นปัญหาที่น่าสงสัย เมื่อ เป็นเช่นนี้ผลที่ปรากฏขึ้นมาให้เราได้รับก็จะกลายเป็ นอื่นไปได้ เพราะ เหตุใด เพราะทั้งๆ ที่เราว่าเราเดินจง กรม แต่จิตกลายเป็นอื่นไป
http://www2.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=1703142225741
ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2505 โดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
ที่อธิบายผ่านมาแล้วอนุศาสน์ข้อที่ 2 ข้อต้นว่า ปงฺ สุกุลจีวรํ เป็นต้น ท่านทั้งหลายบวชมาแล้ว พึงแสวงหาผ้าบังสุกุลที่เขาทอดทิ้ง ตามป่าช้า ตามถนนหนทาง นำมาปะติดปะต่อ ประชุมกันเข้าเป็นผืน สบง จีวร สังฆาฏิ พอได้ครองร่างและชีวิตสืบต่อเพศพรหมจรรย์ให้ เป็น ไปในวันหนึ่งๆ สมกับเพศสมณะซึ่งไม่ใช่นักฟุ่มเฟือยโก้เก๋ ครอง ตัวใน ปัจจัยสี่ด้วยความเป็นผู้มีธรรม คือความมักน้อยและสันโดษในปัจจัยสี่ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมในบริขารของพระเครื่องอาศัยชั่วคราว ส่วนค หบดีจีวร ที่ศรัทธาถวายด้วยมือก็พึงรับเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ทั้งเป็นความเบา ใจของศรัทธาผู้อุปัฏฐากดูแล
ข้อที่ 3 บิณฺฑิยาโลปโภชนํ เป็นต้น เรา บวชในพระศาสนาแล้ว อย่าเป็นผู้เกียจคร้าน จงบิณฑบาตมาฉั นด้วย กำลังปลีแข้งของตัวโดยความบริสุทธิ์ใจ บรรดาศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย ให้ด้วยความเต็มอกเต็มใจ ใส่บาตรให้เรา มาฉันตามสมณประเพณีซึ่ง ปราศจากการซื้อขาย จากการทำไร่ทำนาเหมือนอย่างประชาชน การ บิณฑบาตมา ฉันเป็นกิจวัตรชื่อว่าเป็นทางแห่งอาชีพที่บริสุทธิ์ของนักบวช พึงอุตส่าห์ทำอย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด ลาภเหลือเฟือคือของพิเศษอันอาจ เกิดมีขึ้นในบางกาล พึงเห็นว่าเป็น คราวสมัยจะพึงสงเคราะห์อนุเคราะห์ ประช าชน แต่อย่าทำตนให้มีความประมาทนอนใจและ ถือเป็นเกียรติ ในความเกิดขึ้นแห่งลาภสักการะ ทั้งหลายนั้น จะกลายเป็นว่า สกฺกาโร ปุริสงฺ หนฺติ ลาภสักการะสังหารโมฆบุรุษให้ตาย (ปลา ตายเพราะเหยื่อ ล่อ)
ข้อ 4 คิลานเภสัช คือยารักษาโรค คำว่า โรคหรือไข้เป็นได้ทั้งพระ และฆราวาสไม่เลือกหน้า เมื่อความจำเป็นเกิดขึ้น เรื่องจำเป็นจะต้อง แก้ไขก็ต้องมีขึ้นเป็นเงาเทียม ตัว แต่พึงรู้จักประมาณในการขอจากญาติ ในพระศาส นาหรือคนให้โอกาสแก่การขอ ให้เป็น ความดีที่สุด ความรู้ จักประมาณเป็นธรรมจำเป็น นักบวชควรมีประจำตนตลอดเวลา แล้วจะ เป็น สงฺฆโสภณา คือ นักบวชผู้งามและประดับเกียรติพระศาสนาให้เป็น สง่าราศี และเป็นที่นิย มยินดีของพุทธบริษัทและพาหิรชนทั่วๆ ไป ข้อ สำคัญของนักบวชจงระวังความเลยเถิดทุกกรณี คือกรณีขอทุกประเภท (เว้นบิณฑบาตอันเป็นกิจวัตรประจำวันของพระเณร) กรณีไปมาหาสู่ กรณีขอความร่วมมือจากประชาชนอย่าให้เ ป็นนิสัยไปทีเดียว พึงบริ- กรรมความรู้จักประมาณไว้ให้พร้อมมูลเวลาความจำเป็นเกิดขึ้นทุกกรณี บรรดาพระสาวกเมื่อได้สดับอนุศาสน์ธรรมจากพระองค์แล้ว น้อม รับไป ปฏิบัติด้วยความยินดีและสนใจอย่างยิ่ง ต่างปลี กออกหาที่วิเวกสงัด อยู่ ในป่าในเขาอันเป็นที่เปลี่ยว จะเป็นหรือตายไม่คำนึงในชีวิต แม้จะออก จากตระกูลต่างๆ มีตระกูลพระยามหากษัตริย์ เป็นต้น ก็ไม่นำเรื่องของ ตระกูลและยศศักดิ์เข้ามาแทรกสิงหัวใจให้เกิด ทิฐิมานะ พอที่จะตำหนิติ เตียนในสถานที่อยู่หรืออาหารปัจจัย ซึ่งบรรดาศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย ให้ด้วยศรัทธาตามกำลังความสามารถของเขา ซึ่งหามาได้ แล้วให้ทาน ไป สาวกท่านมีความยินดีในอาหารปัจจัยทุกประเภท เว ้นแต่จะผิดวินัย บริโภคใช้สอยไม่ได้ นอกนั้นสาวกทั้งหลาย เป็นที่พึงพอใจรับเพื่อยังชีวิต และความเพียรให้เป็นไปโดยสม่ำเสมอ มีความสนใจต่อความเพียรและ ข้อปฏิบัติ มีความสนใจต่อสถานที่ที่วิเวกสงัดซึ่งไม่พล ุกพล่านด้วยสิ่งรบ กวนทั้งหลาย มีความเพียรติดต่อทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่เห็น สิ่งใดที่มีคุณค่ายิ่งกว่าการบำเพ็ญ ตนให้พ้นจากทุกข์ บรรดาสาวกทั้ง หลายเห็นความพ้นทุกข์เท่านั้นว่าเป็นธรรมอันล ้นเหลือค่ายิ่งกว่า การ เวียนเกิดเวียนตายซึ่งเป็นผลมาจากการถูกหลอกของอวิชชาอันเป็นโรง งานผลิตทุกข์แก่สัตว์ทั้งโลกธาตุไม่มีวันจบสิ้น เมื่อสาวกมีความมุ่งมั่นต่อ แดนหลุดพ้นเต็มที่แล้ว เรื่องทิฐิมานะที่ ถือว่าออกมาจากตระกูลกษัตริย์ก็ ดี ทิฐิมานะอันเกิดจากความมั่งคั่งสมบูรณ์ก็ดี และทิฐิมานะอันเกิดจาก ความเฉลียวฉลาดเพราะการศึกษาเล่าเรียนมามากก็ดี สาวกทั้งหลายไม่ ยอมให้สิ่งเหล่านี้เข้าไปเคลือบแฝงในจิ ตใจได้ นอกจากความสนใจใคร่ ต่อปฏิปทาเครื่องดำเนินเพื่อยกจิตของตนให้พ้นจากทุกข์เท่านั้น ถึงกับ ได้ตรัสรู้ตามพระองค์ท่าน นับแต่องค์แรกจนถึงองค์สุดท้ายแห่งสาวกอรหันต์
เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านนักปฏิบัต ิทั้งหลายนำเรื่องของพระพุทธเจ้า และประวัติของสาวกอรหันต์มาสนใจว่าท่านปฏิบัติอย่างใดจึงได้รับผล เป็นที่พอใจ จนปรากฏเด่นแก่โลกทั้งหลายให้ได้สักการบูชา นับแต่ เทวดา ลงมาถึงมนุษย์ทุกชั้น ไม่มีใครรู้และ ฉลาดสามารถอย่างประเสริฐ เหนือพระพุทธเจ้ากับพระธรรมและพระสงฆ์ไปได้ ขอให้เราทุกท่าน โปรดทราบไว้อย่างนี้ ความท้อแท้อ่อนแอ ความเห็นแก่ปากแก่ท้อง ความ เห็นแก่หลับนอนเหล่านี้ไม่ใช่ทางประเสริฐและพ้นทุกข ์ พอจะสามารถยัง ธรรมอันประเสริฐให้ปรากฏในมโนทวาร คือหัวใจของเราได้ ความ เคลื่อนไหวไปมาทุกๆ อาการในอิริยาบถทั้งสี่พึงเป็นผู้สนใจต่อเหตุผลและสน ใจในความเคลื่อนไหวของตนตลอดเวลา อย่าให้ข้องแวะกับสิ่งใด ๆ ที่จะ เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้าและเป็นมลทินแก่ กาย วาจา ใจ ของตน จงเป็น ผู้ยินดีต่อความวิเวก ยินดีต่อการอยู่คนเดียว ทั้งเรื่องของกายและจิตใจ กับความเพียรเท่านั้น จงมีเข็มทิศคือความมุ่งมั่น ตั้งไว้เ พื่อความพ้นทุกข์ ทุกๆ อิริยาบถหรือทุกๆ ขณะจิตที่เคลื่อนไหว ผลจะพึงได้รับจะเป็นเช่น พระพุทธเจ้าและสาวกโดยไม่มีอะไรจะสามารถแยกออกได้ เพราะเป็น ทางสายเดียวกัน สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปโป เป็นต้น พระพุทธเจ ้าไม่ ประทานไว้เพื่อใคร นอกจากจะเพื่อพวกเราผู้มีข้อปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ประจำตนเท่านั้น เมื่อดำเนินตามร่องรอยที่ประทานไว้ ตลอดสถานที่ และวิธีประกอบตาม ที่อธิบายแล้วว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ เป็นต้น ผลที่ได้ รับจะไม่เป็นอย่างอื่นนอกจากความพ้นทุกข์และจากความเป็นสาวกของ พระพุทธเจ้าขึ้นในหลักธรรมชาติ คือความบริสุทธิ์ภายในใจ ขอให้สำนึก ตัวเสมอ ยืน เดิน นั่ง นอน เว้นแต่หลับ ซึ่งเป็นของเหลือวิสัย จงใคร่ต่อ สติปัญญาและความเพียรของตนเสมอไป เรื่องความหลุดพ้นจะปรากฏ ขึ้นที่ใจของตน
การฟังธรรมในครั้งพุทธกาลฟังด้วยความสนใจจริงๆ ฟัง แล้วก็ฝังลงที่จิต ไม่ได้ปล่อยให้เรี่ยราดหรือสักแต่ว่าฟังพอเป็นพิธี ตก มาสมัยทุกวันนี้ไม่ว่าใครๆ แม้เราผู้เป็นนักบวชอยู่ขณะนี้ การกระทำทุกๆ อย่างก็ยังจะกลายเป็นพิธี ถ้าไม่ได้สนใจและมีความมุ่งมั่นต่อความพ้น ทุกข์อย่างเต็มที่แล้ว อาการทุกอย่างมันจะกลายเป็นพิธีโดยไม ่รู้สึกตัว เช่นเดินจงกรมก็พอเป็นพิธีตามเวล่ำเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่จิตกับ สติจะสัมปยุตด้วยความเพียรหรือเปล่า ข้อนี้เป็นปัญหาที่น่าสงสัย เมื่อ เป็นเช่นนี้ผลที่ปรากฏขึ้นมาให้เราได้รับก็จะกลายเป็ นอื่นไปได้ เพราะ เหตุใด เพราะทั้งๆ ที่เราว่าเราเดินจง กรม แต่จิตกลายเป็นอื่นไป
http://www2.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=1703142225741