PDA

View Full Version : ตามรอยหลวงตา : กัณฑ์ที่ 8 เทศน์ในที่ประชุมสงฆ์


Paang
01-02-2006, 09:09 AM
http://www.dhammathai.org/gallery/lotus/lotus6.jpg
ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2505 โดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)

การไปศึกษาจากท่าน ไม่เพียงจะศึกษาข้ออรรถข้อธรรมโดยถ่ายเดียว ยังต้องพยายามทำตนให้เชื่องชินต่อข้อวัตรปฏิบัติ คือทางดำเนินที่ท่านพา ดำเนินจนเป็นที่เชื่องชินติดจิตติดใจ และติดกาย วาจาของเรา การอยู่กับ ท่านเป็นเวลานานเป็นทางกลมกลืนนิสัยและข้อวัตรปฏิบ ัติ ตลอดคุณงาม ความดี ความรู้ ความเห็น เป็นการ ถ่ายทอดจากท่านวันละเล็กละน้อยจน กลายเป็นความมั่นคงขึ้นได้ใน ตัวของเรา เพราะการอยู่กับท่าน ความปลอด ภัยมีมาก โดยมากผู้เข้าไปหาและศึกษากับท่านย่อมได้รับ ความเชื่อถือและ เลื่อมใสเพราะท่านเป็นธรรมอยู่แล้ว ผู้เข้าไปอาศัยก็ย่อมเป็นธรรมตามฐานะ ของตน นอกจากนั้น ยังเป็นความเคยชิน ต่อการระวังสำรวมอีกด้วย หากว่า ได้จากท่าน ไป เราเป็นผู้สนใจต่อธรรมอยู่ก็พอจะ พยุงตัวได้ด้วยอุบายต่างๆ ที่ได้รับจากท่านมา

เวลาเราอยู่กับอาจารย์ มรรค ผล นิพ-พาน ดูเหมือนจะเอื้อมมือถึง ทำ อะไรก็เป็นชิ้นเป็นอัน ปรากฏผลขึ้นมาเป็นลำดับ เมื่อจากท่านไปแล้วไม่เป็น อย่างนั้น กล ับกลายเป็นคนละมุมโลก ถ้าจิตไม่มีหลักฐานโดยมาก ต้องเป็น อย่างว่านี้ แต่ถ้าจิตมีหลักฐานคือมีสมาธิและมีปัญญารักษาตัว อยู่ที่ไหนก็ดี และเป็นประโยชน์ ถ้ามีข้อข้องใจเกิดขึ้น ซึ่งตนไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องรี บไป หาท่านเพื่อ รับการศึกษา เมื่อได้รับแก้ไขแล้ว โดยมาก ปัญหาข้อข้องใจย่อม ขาดสะบั้นลงทันทีประหนึ่งท่านช่วยตัดช่วยฟันให้ สำหรับผมเองเป็น อย่าง นั้น บางทีจากท่านไปเพียง 5-6 วัน เกิด ข้องใจขึ้นมา จะร อไปอีกสัก 2-3 วันไม่ได้ ถ้า เราแก้ปัญหาข้องใจนี้ไม่ได้จากขณะปัญหาเกิดขึ้น สว่างของวัน รุ่งขึ้นตอนเช้าต้องรีบไปหาท่าน เพราะข้อข้องใจบางอย่างสำคัญมาก เมื่อเกิด ขึ้นแล้วตนเองแก้ไขไม่ได้ต้องรีบไปศึกษา กับท่าน แต่ข้อข้องใจบางอย่างไม่ ค่อยสำคัญนัก แม้เกิดขึ้นแล้วเราจะรอๆ ไปก็ยังได้ ปัญหาทั้งนี้เทียบกับโรค บางชนิด แม้เกิดขึ้นแล้วจะไม่รีบด่วนในการตามหมอก็ได้ แต่โรคบางชนิดลง ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าตามหมอ ไม่มาเราต้องไปหาหมอ ไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตราย ต่อชีวิต

ข้อข้องใจชนิดสำคัญนี้ เมื่อปรากฏขึ้น ถ้าเราไม่สามารถแก้ไข ตนเองได้ ต้องรีบไปหาครูบาอาจารย์ จะปล่อยให้หายโดยลำพังย่อม เป็นไปไม่ได้ ผล ปราก ฏจากข้อข้องใจซึ่งไม่ยอมแก้ไขจากอาจารย์ อย่างน้อยก็เป็นคนเผอเรอ หลงๆ ลืมๆ กลายเป็นคนบอๆ ไป อย่าง มากถึงเป็นบ้าไปเลย ที่โลกให้นาม ว่าธรรมแตก โดยมากเกิดจากปัญหาข้อข้องใจ ซึ่งตนไม่รู้วิธีแก้ไขและไม่ยอม แก้ไข ปล่อยไว้นาน ไปก็ปรากฏผลสองอย่างขึ้นมา ปัญหาดังกล่าวนี้ผมเคย เป็นในจิตของผมมาแล้ว จึงเรียนให้บรรดาท่านนักปฏิบัติทราบไว้พอเป็นแนวทาง

วันท่านอาจารย์มั่นมรณภาพได้เกิดความสลดสังเวชอย่างเต็มที่ จาก ความรู้สึกว่าหมดที่พึ่งทางใจแล้ว เพราะเวลานั้นใจก็ยังมีอะไรๆ อยู่และเป็น ความรู้ที่ไม่ยอมจะเชื่ออุบายของใครง่ายๆ ด้วย เมื่อชี้ไม่ถูก จุดสำคัญที่เรา กำลังติดและพิจารณาอยู่ได้อย่างท่านอาจารย์มั่ นเคยชี้ ซึ่ง เคยได้รับผลจาก ท่านมาแล้ว ทั้งเป็นเวลาเร่งความเพียรอย่างเต็มที่ด้วย ฉะนั้น เมื่อท่าน อาจารย์มั่นมรณภาพแล้วจึงอยู่กับหมู่คณะไม่ติด คิดแต่จะอยู่คนเดียวเท่านั้น จึง พยายามหาที่อยู่โดยลำพั งตนเอง และได้ตัดสินใจว่าจะอยู่คนเดียวจนกว่า ปัญหาของหัวใจทุกชนิดจะสิ้นสุดลงจากใจโดยสิ้นเชิง จึงจะยอมรับและอยู่กับ หมู่เพื่อนต่อไป ตามโอกาสอันสมควร

เมื่อการมรณภาพของท่านอาจารย์มั่นผ่านไป เข้าไปก ราบเท้าท่าน นั่ง รำพึงรำพัน ปลงความสลดใจสังเวชน้ำตาไหลนองอยู่ปลายเท้าท่าน เกือบ 2 ชั่วโมง พร้อมทั้งพิจารณาธรรมในใจของตน กับโอวาทที่ท่านอาจารย์ให้ความ เมตตาอุตส่าห์สั่งสอนเรามาเป็นเวลา 8 ปี ที่อาศั ยอยู่กับท่าน การอยู่เป็น เวลานานถึงเพียงนี้ แม้คู่สามีภรรยาซึ่งเป็นที่รักยิ่ง หรือลูกๆ ผู้เป็นที่รักของ พ่อแม่อยู่ด้วยกันก็จะต้องมีข้อข้องใจต่อกันเป็น บางกาล แต่ท่านอาจารย์กับ ศิษย์ที่มาพึ่งร่มเงาข องท่านเป็นเวลานานถึง เพียงนี้ไม่เคยมีเรื่องใดๆ เกิดขึ้น ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งเป็นที่เคารพรักและเลื่อมใสหาประมาณมิได้ ท่านก็ได้จากเรา และหมู่เพื่อนผู้หวังดีทั้งหลายไปเสียแล้วในวันนั้น อนิจฺจา วต- สงฺขาร า เรือนร่างของท่านนอนสงบนิ่งอยู่ด้วย อาการอันน่าเลื่อมใสและอาลัยยิ่งกว่า ชีวิตจิต ใจ ซึ่งสามารถสละแทนได้ด้วยความรักในท่านกับเรือนร่างของเราที่ นั่งสงบกายแต่ใจหวั่นไหวอยู่ด้วยความหมดหวังและหมดที่พึ ่ง ต่อท่าน ผู้จะ ให้ความร่มเย็นต่อไป ทั้งสองเรือนร่างนี้รวมลงในหลักธรรม คือ อนิจฺจา อัน เดียวกันต่างก็เดินไปตามหลักธรรม คือ อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เกิดแล้วต้อง ตายจะ ให้เป็นอื่นไปไม่ได้

ส่วนท่านอาจารย์มั่นท่านเดินแยกทาง สมมติทั้งหลายไปตามหลักธรรม บทว่า เตสํ วูปสโม สุโข ท่านตายในชาติที่นอนสงบให้ศิษย์ทั้งหลายปลง ธรรมสังเวชชั่วขณะเท่านั้น ต่อไปท่านจะไม่มาเป็นบ่อแห่งน้ำตาของลูกศิษย์เหมือน สมมติทั่วๆ ไป เพราะจิตของท่าน ที่ขาดจากภพชาติเช่นเดียวกับหินที่หักขาด จากกันคนละชิ้นจะต่อให้ติดกันสนิทอีกไม่ได้ ฉะนั้นผมนั่งรำพึงอยู่ด้วยความ หมดหวัง และปัญหาทั้งหมดภายใน ใจที่เคยปลดเปลื้องกับท่าน บัดนี้เราจะ ไปปลดเปลื้องกับใคร และใครจะมารับปลดเปลื้องปัญหาของเราให้สิ้นซากไป ได้เหมือนอย่างท่านอาจารย์มั่นไม่มีแล้ว เป็นกับตายก็มีเราคนเดียวเท่านั้น เช่นเดียว กับหมอที่เคยรักษาโรคเราให้หายไม่รู้ กี่ครั้ง ชีวิตเราอยู่กับหมอคน เดียวเท่านั้น แต่หมอผู้ให้ชีวิตเรามาประจำวันก็ได้สิ้นไปเสียแล้วใน วันนี้ เรา จึงกลายเป็นสัตว์ป่าเพราะหมดยารักษาโรคภายใน

เมื่อนั่งอาลัยอาวรณ์ถึงท่านด้วยความเคารพรั กและเลื่อมใส พร้อมทั้ง ความหมดหวังในท่าน ก็ได้อุบายต่างๆ ขึ้นมาในขณะนั้นว่า วิธีการสั่งสอน ของท่านเวลามีชีวิตอยู่ ท่านสั่งสอนอย่างไร ต้องจับเงื่อนนั้นแลมาเป็นครูสอน และท่านเคยย้ำว่าอย่างไร อย่าหนี จาก รากฐานคือผู้รู้ภายในใจ เมื่อจิตมี ความรู้แปลกๆ ซึ่งจะเกิดความเสียหาย ถ้าเราไม่สามารถพิจารณาความรู้ประเภท นั้นได้ ให้ย้อนจิตเข้าสู่ภายในเสีย อย่างไรก็ไม่เสียหาย ท่านสอนอย่างนี้ก็จับ เอาเงื่อนนั้ นไว้ แล้วนำไปปฏิบัติต่อตนเองจนเต็มความสามารถ

ที่มา http://www2.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=1881367933749

Paang
01-02-2006, 09:37 AM
การแสวงหาทรัพย์ภายในกับทรัพย์ภายนอกมีลักษณะเช่นเดียวกัน คนฉลาด หาทรัพย์ภายนอกก็ไม่ขัดข้อง หาได้อย่างสะดวกสบาย แต่ถ้าเป็นคนโง่แล้ว ลำบากมาก จะเห็นได้ในที่ทั่วๆ ไป เช่น คนทุกข์ คนจนมีจำนวนมาก คนมั ่งมี มีจำนวนน้อย นี่ก็พอสังเกตให้เห็นแล้วว่าคนโง่มีจำนวนมาก คนฉลาดมี จำนวนน้อย เพราะเหตุนั้นคนทุกข์คนจน จึงมีจำนวนมากกว่าคนมั่งคั่งสมบูรณ์ การแสวงหาทรัพย์ภายในคือ คุณงามความดีก็เช่นเดียวกัน ย่อมขึ ้นอยู่กับ ความฉลาดเป็นสิ่งสำคัญกว่าสิ่งอื่นๆ ถ้าเป็นคนโง่แล้วแม้จะเข้าไปนั่งชิดกับ ชายสบงจีวรของพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย ผลจะพึง ได้รับของเขา ก็คือความโง่นั่นเอง จะได้ความฉลาดหรือคุณงามความดีจ ากพระพุทธเจ้า และสาวกนั้นเป็นการลำบากมากสำหรับคนโง่ ทรัพย์ภายในก็ต้องขึ้นอยู่กับ ความฉลาด ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแสวงหาทรัพย์ภายในให้เป็นความสุขของ ใจได้ ทรัพย์ภายนอก เราทั้งหลายก็พอจะทราบกันแล้ว นั บแต่เงินทองข้าว ของและสิ่งที่มีวิญญาณไม่มีวิญญาณ เรียกว่าทรัพย์ทั้งนั้น เมื่อตกเป็นกรรม สิทธิ์ ของใครก็เรียกว่าทรัพย์ของคนนั้น คุณงามความดีที่ให้นามว่าบุญซึ่งเป็น ทรัพย์ภายในก็เช่นเดียวกัน ผู้ไม่ฉล าดแม้จะไปแสวงหาบุญกุศล บำเพ็ญคุณ งามความดีกับเพื่อนเขา ผลที่จะพึงได้รับก็ขึ้นอยู่กับความโง่และความฉลาด ของตน ความฉลาดมีน้อยบุญกุศลที่จะพึงได้รับก็มีน้อย

เฉพาะนักบวชของเรา บวชมาในพระพุทธศาสนา มุ ่งหน้า จะบำเพ็ญตน ให้พ้นทุกข์ เหมือนคนผู้มุ่งความเป็นเศรษฐีโดยถ่ายเดียว อนึ่ง เจตนาของคน ในโลกมีอยู่ 3 ประเภท คือ

คนประเภทที่ 1 คนบางพวกเกิดขึ้นมาท่ามกลางแห่ง ความยากจนข้น แค้นเพราะพ่อแม่เป็น คนโง่ และขัดสนจนทรัพย์สมบัติเงินทองไม่มีจับจ่าย เป็นอยู่ด้วยการ ขอทานเขามารับประทาน ตื่นเช้าเที่ยวขอทานตามตรอกตาม ซอกมุมถนนตามหน้าบ้านเขา รับประทานพอปากพอท้องบ้างไม่พอบ้าง ลูก ก็รวมมาสายกรรมอันเดี ยวกัน เพราะวาสนาขนาดนั้นก็ต้องมาเกิดกับพ่อแม่ผู้ อาภัพเช่นนั้น ลูกจึงไม่มีแก่ใจที่จะคิดถึงความมั่งมี คิดถึงความเป็นเศรษฐี เหมือนอย่างโลกผู้มั่งมี เพราะพ่อแม่เป็นแดนเกิดเป็นตัวพิมพ์ให้ลูกๆ เห็นอยู่ แล้ว ลูกเกิดมาก็เป็นคนโง่ และเกียจคร้านเหมือนพ่อแม่ อยู่กับพ่อแม่ก็ทุกข์ จนเที่ยวพาขอทานเขากินวันหนึ่งอิ่มบ้างไม่อิ่มบ้าง นี้ก็ถือว่ายังดีอยู่ แต่พ่อแม่ บางคน ทุกข์จนแล้วยังไม่พอ ยังเที่ยวหาฉกลั กปล้นจี้เอาของเขามากิน สิ่ง ของหรืออาหารทุกชิ้นที่ได้มาเลี้ยงลูกก็สอนลูกในตัวว่าสิ่งที่ได้มาเลี้ยงลูกนี้คือ อะไรและได้มาจากไหน ลูกก็ได้รับการศึกษาจากพ่อแม่อีกเหมือนกัน และไม่ ได้สิ่งของบริสุทธิ์มาก ิน แต่ได้มาด้วยความทุจริตคือฉกปล้นเขามาทั้งนั้น พอ ลูกเติบโตขึ้นมาไม่ต้องคิดหาการหางานทำ และความรู้วิชาตามวัยที่จะควรจะ ศึกษา หาความรู้ความฉลาดใส่ตัว เพราะพ่อแม่สอนไว้เรียบร้อยแล้ว คือการ ฉกปล้นจี้ ยักยอกฉ้อโกงตีชิงวิ่งราว และความขี้เกียจขี้คร้านมีสันดานไม่เป็นที่ ไว้วางใจ ทั้งนี้เพราะพ่อแม่ตั้งตัวเป็นกระดานดำอันเต็มไปด้วยตัวหนังสือคือ ความประพฤติและมารยาททุกๆ อาการที่เคลื่อนไหวอยู่แล้ว ลูกๆ ท ุกคนเกิด มาได้รับการศึกษาหัดทำ หัด พูด หัดคิด ทุกอาการเป็นการศึกษา จากพ่อ แม่เสียจนเพียง พอ เพราะตัวหนังสือและหลักวิชา ทุกๆ แขนง มีอยู่ ในกระดานดำคือพ่อแม่พร้อมมูลแล้ว ตัวขี้เกียจขี้คร้าน ตัว คดโกง ตัวขี้ฉ้อ โกหก ตัวฉกปล้นจี้ ชื่อว่าความทุจริตทุกๆ แขนงมีอยู่ในตัวหนังสือที่เขียนอยู่ บนกระดานดำ คือพ่อแม่ทั้งนั้น ลูกๆ ก็หัดอ่านและวาดเขียน เรียนถ่ายจาก พ่อแม่บรรจุความรู้ประเภทไฟเผาโลกไว้ในต ัวเสร็จ พอใหญ่โตขึ้นมาบ้างก็ เริ่มทำหน้าที่แทนพ่อแม่โดยเริ่มลักเล็กขโมยน้อยเป็นลำดับไป ค่อยๆ กลาย เป็นคนชั่วประพฤติตัวเป็นเสือร้ายทำความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านชาวเมือง ให้ ได้รับความทุกข์เดือดร้อนทุกหย ่อมหญ้า นี่จุดสำคัญจุดหนึ่งที่เป็นไฟไหม้บ้าน ไหม้เมืองแบบดับไม่ไหว เหตุที่กลายเป็นคนเสียหายอย่างใหญ่หลวง ทั้งนี้ เพราะพ่อแม่เป็นแดนเกิดก็มี เพราะเกิดจากนิสัยของเด็กเสียเองก็ดี เพราะ การคบกับคนชั่ว สันดานชอบทุจริตก็ดี คนประเภทหนึ่งคิดไปในแถวนี้

คนประเภทที่ 2 คิดว่า แม้เราไม่ได้เป็นเศรษฐีแต่มีพอใช้พอรับประทาน เสมอบ้านเมืองเขา และเป็นพลเมืองดีเหมือนเขา ก็พอมีหน้ามีตาเสมอบ้าน เมืองเขาบ้าง คน จำพวกนี้มีความขยันหมั่นเพียรพอสมควรไม่ค่อยเกียจคร้าน เป็นไปด้วยความขยันหมั่นเพียรพอประมาณ สมบัติเงินทองเครื่องใช้พอเป็น พอไปเสมอบ้านเมืองและพลเมืองดีทั่วๆ ไป เมื่อลูกเกิดขึ้นมาก็ถือพ่อแม่เป็น บทเร ียน ยึดพ่อแม่เป็นกระดานและตัวหนังสือ ศึกษาประพฤติการงานตลอด จนมารยาททุกอย่าง รับถ่ายทอดวิชาจากพ่อแม่ไปใช้ ก็กลายเป็นพลเมืองดีมี สมบัติพอจับจ่ายใช้สอยไม่ฝืดเคือง เขามีอะไรก็พอมีกับเขา ไม่ทำความอับ อ ายขายหน้าพ่อแม่ญาติวงศ์และตัวเอง จะคบค้าสมาคมกับใครๆ ก็ทำด้วย ความองอาจและสง่าผ่าเผยไม่เป้นคนอับแสงต่อวงศ์ญาติและสังคมทั่วๆ ไป เป็นคนทำตัวให้เป้นไปในแถวแห่งความคิดของตนจนกลายเป็นพลเมืองดี และมีสม บัติใช้ไม่อดอยากขาดแคลน คนประเภทที่ 2 คิดแถวนี้

คนประเภทที่ 3 มีความรู้สึกแปลกจากคนสองจำพวก ที่กล่าวมา โดย คิดว่าอย่างไร ก็จะให้มีสมบัติต่างๆ เหนือโลกเขาทั้งสิ้น และก็เริ่มสมหวังแต่ ต้นทาง เพรา ะโอกาสวาสนาอำนวย ให้เขาได้เกิดในตระกูลมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วย ทรัพย์สมบัติและศีลธรรม ความขยันหมั่นเพียรและความ เฉลียวฉลาดได้ ศึกษาจากพ่อแม่ เพราะพ่อแม่พาซื้อขายด้วยความขยันหมั่นเพียร หมุนตัว เป็นเกลียว อยู่ด้วยการงานและกิจการทุกแขนง พ่อแม่ทำ ลูกต้องดู พ่อแม่ พูดถึงเรื่องการงานอันใด ลูกซึ่งเป็นนักศึกษาอยู่โดยหลักธรรมชาติ ต้องฟัง และสำเหนียกศึกษาไปด้วยทุกๆ อย่าง ทั้งบรรดากิจการในบ้านหรือนอกบ้าน ใก ล้หรือไกล เพราะ ลูกๆ เป็นทั้งนักศึกษา และคนรับใช้ที่ไว้ใจและสนิทที่สุด กว่าใครๆ พ่อแม่จะมองข้ามไปไม่ได้ และเป็นหัวหน้างานของคนงานในบ้าน นอกบ้านและโรงงานต่างๆ ที่เป็นสมบัติของพ่อแม่จัดตั้งขึ้น กิจกา รทุกอย่างที่ พ่อแม่จะต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของตน ลูกต้องเป็นนักศึกษาและเป็นคนงาน อยู่ในวงงานนั้นๆ พร้อมทั้งตาก็คอยดู หูก็คอยฟังและคิดอ่านทางใจไป พร้อมๆ กัน กิจการทุกอย่างนั้นทางคดีโลกมีการค้าขาย เ ป็น ต้น ทั้งคดีธรรมมี การให้ทานรักษาศีล ทั้งสวดมนต์ไหว้พระภาวนา เป็นต้น เป็นกิจที่ลูกจะ ศึกษาและรับถ่ายทอดได้จากพ่อแม่ทั้งนั้น ฉะนั้นพ่อแม่ของเด็กจึงไม่ควรประมาท ในความประพฤติดีชั่วว่าเด็กจะไม่สามา รถศึกษา และรับถ่ายทอดจากตนได้ แล้วทำไม ตามความชอบใจ เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะการทำดีและ การทำชั่วต่อศาสนาพระมหากษัตริย์รัฐธรรมนูญ ที่ทำๆ กัน ต้นเหตุเป็นมา จากการศึกษาในภาวะเป็นเด็กทั้งนั้น อย ่าเห็นว่ามาจากอื่น ใครไม่เคยเอาคน แก่ไปเข้าโรงเรียนกัน นอกจากสมัยวัฒนธรรมเท่านั้น ที่ถูกเราควรทราบว่า เด็กเริ่มรับการศึกษาหลักธรรมชาติตั้งแต่วันตกคลอดเป็นลำดับมา จนถึงวัน พ่อแม่ส่งเข้าโรงเรียนอย่าง เปิดเผย หลักธรรมชาติพึงทราบว่ามีอยู่ในที่ทั่วๆ ไปพอจะให้การศึกษาแก่ผู้สนใจทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ได้โดยอ้างกาล ทั้งไม่เหมือน ตัวหนังสือและวิชาการซึ่งอาจมีขึ้นเป็นบางกาล แล้วเปลี่ยนแปลงและสาบสูญ ไปในบา งสมัย ฉะนั้น พ่อแม่จึงเป็นแม่พิมพ์ของลูกๆ สำคัญยิ่งกว่าใคร ทั้ง การเลี้ยงดู ทั้งการให้ความรักและความสนิทสนมแก่เด็ก ซึ่งเกิดกับเรา ทั้งให้ การศึกษาในหลักธรรมชาติ และหลักวิชาที่เด็กควรจะเรียนจากพ่อแม่ เพื่อเป็น พื้นเพของเด็ก เพราะเด็กทุกคนเตรียมพร้อมแล้วที่จะเป็นนักศึกษาและถ่าย ทอดจากผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ของเด็กด้วยกัน ส่วนจะเป็นเด็กดีหรือชั่วนั้นขึ้น อยู่กับการศึกษาและถ่ายทอดของ เด็กที่ได้รับมาจาก ที่ต่างๆ เมื่อเข้ามาบรรจุ ไว้ในใจแล้วจึงปรากฏ เป็นความกดดันออกมาทางความประพฤติให้ดีบ้างชั่ว บ้าง ดังที่เราเห็นๆ กันทั่วไป ทั้งนี้พึงทราบว่าออกมา จากการศึกษาในหลัก ธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญ และหลักธรรมชาตินี้ไม่ค่อยมีโรงร่ำโรงเรียนสั่งสอน กัน แต่ผู้ศึกษา มักจะยึดได้เร็วกว่าครูสอนในโรงเรียนเสียอีก

ที่มา http://www2.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=6000000050779

Paang
01-02-2006, 09:39 AM
ความจะเป็นผู้ใหญ่ย่อมเป็นมาจากผู้น้อยอย่างเราเห็นกันอยู่ทุกท่าน และต่าง จะได้ผ่านไปเช่นเดียวกัน ความยากลำบากมีอยู่ด้วยกันทุกคนทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย ต้องผ่านทางสายนี้ด้วยกัน จะต้องผ่านทางลำบากซึ่งเ ป็นทางเดินเพื่อความ เจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกทางธรรม ใครๆ ไม่เคยเป็นเศรษฐีมาด้วยความเกียจ คร้านนอนอยู่เฉยๆ ต้องเป็นขึ้น เพราะความขยันซึ่งจะต้องยึดความลำบาก เป็นเส้นทางเดิน เพราะความลำบากเพื่อผลที่มุ่ งหวังโดยถูกต้องเป็น ทางเดิน ของคนฉลาดและมั่งคั่งเดินกันเป็นประจำ แม้ทางธรรม ก็ควรทราบว่าความ ลำบากเป็นทางเดินของนักปราชญ์ทุกชั้น มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ในบทธรรม ก็มีรับรองไว้ว่า ทุกฺขสฺสานนฺตรํ สุข ํ คนมีสุขเพราะยึดความลำบากเป็นทาง เดิน ทางทุกข์ก็มีบทธรรมอ้างไว้ว่า สุขสฺสานนฺตรํ ทุกขํ คนมีทุกข์ เพราะยึด สุขเป็นทางเดิน ผู้มีความขยันหมั่นเพียรไม่ถือความลำบากเป็นอุปสรรค ฝึก หัดคิดค้นในสภาวธรรมซึ ่งมีอยู่รอบตัวไม่หยุดยั้ง ผู้นั้นก็จะเป็นคนประเภทที่ 3 เรียกว่าประเภทที่ไม่ขอเกิดในโลกนี้อีกแล้วจะกลายเป็นคนประเภท เตสํ วูปสโม สุโข ความระงับดับเชื้อแห่งความเกิดเป็นสังขารทุกประเภท เป็น ความสุขป ราศจากโลกามิสสิ่งก่อกวน และเป็นความสุขที่สมหวังโดยแท้จริง ฉะนั้น ขอให้ท่านนักปฏิบัติทุกท่านจงตระหนักใจในคนทั้ง 3 ประเภทนี้ แล้วเลือก เฟ้นเอาเองว่า คนประเภทไหนที่เป็นประเภทที่เยี่ยมอยู่ในตัวของเรา ณ บัดนี้ เพราะเราทำได้ด้วยกันทุกคนโดยไม่ต้องกลัวตาย เพราะความเพียรเพื่อพ้น ทุกข์ไปตามพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เพชฌฆาตจะรอฆ่าหรือตัดศีรษะผู้พากเพียรใน ทางดี จงเป็นผู้อาจหาญต่อการปลดเปลื้องตนจากเครื่องผูกพั น เรื่องความ ทุกข์ความลำบากซึ่งเป็นเงาของขันธ์ที่ผู้มีขันธ์จะต้องได้รับเป็นภาระด้วยกัน ทุกราย ใครจะมาโกหกกันไม่ได้ ต้อง เป็นทุกข์และกังวลเท่าที่ทราบกันอยู่ใน ขันธ์ของตนๆ และควรจะทราบไว้ว่าทั่วโลกต้ องเป็นเช่นเดียวกับขันธ์ของเราที่ ครองตัวอยู่นี้ ฉะนั้น จงอย่าพากันทำความพอใจในความหมุนเวียน คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จงเป็นผู้มีความไม่ประมาทเสมอ ไม่ควรสงสัยใน เรื่อง เกิด เพราะเกิดกับตายท่านบอกว ่าเป็นกองทุกข์โดยตรง เราอย่าสงสัยว่าจะ เป็นดอกบัว อย่าสงสัยว่าจะเป็นข้าวต้มขนม และอย่าสงสัยว่าจะเป็นอาหาร คาวหวาน พอจะเป็นเครื่องรับประทานให้อิ่นหนำสำราญ แท้จริงคือยาพิษนั่น เอง เป็นสิ่งล่อลวงผู้โง ่เขลาทั้งเราและท่านให้มาเกิดและตายทับถมกันอยู่ใน โลกกองทุกข์อันนี้ แต่ถ้าตายในความเป็นมนุษย์ก็ดี เพราะช่องที่จะให้เกิด ด้วยอำนาจ แห่งกรรม ที่ตนทำไว้ เพราะความโง่ความหลงนั้น นับจำนวนไม่ น้อย จึงไม่ม ีโอกาสจะทราบว่ากรรมจะพาไปเกิดช่องไหน ดังนั้น จง พากัน เห็นภัยในความเกิด ตาย ซ้ำๆ ซากๆ ทั้งไม่แน่นอนด้วยว่าจะไป เกิด ตาย ในกำเนิดอะไร ถ้าเป็นมนุษย์ที่เห็นและเป็นอยู่นี้ก็พอทำเนา กลัวจะไถลไป เป็นสัต ว์ดิรัจฉานให้เขาฆ่าเขาตีจนบอบ ช้ำดำเขียวหมดทั้งร่าง นั่นมันสำคัญ ถ้าเหลือตายก็หายใจอยู่ด้วยความอกสั่นขวัญหาย ตัวตายก็ตายไป ตัวยังมี ชีวิตอยู่ก็จิตสั่นใจหาย และมีความหวาดหวั่นต่อความตายอยู่ตลอดเวลา วัน หนึ่งๆ ถูกใส่เข้าในแหล่งแห่งความตายเท่าไร ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มาก นั่นเป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่กล่าวประมวลกองทุกข์มาพอทราบความเป็นไป ของสัตว์โลก แล้วเกาะใดบ้างพอจะเย็นถึงจิตใจ ผู้ครองชีวิตแต่ล ะขันธ์ ชื่อว่า นักปฏิบัติแล้วต้องคำนึงคำนวณรายได้ รายเสีย รายดี รายชั่ว ซึ่งเกิดขึ้นจาก ขันธ์ วันหนึ่งคืนหนึ่งในรอบ 24 ชั่วโมงที่เราไม่สบายใจเพราะความเป็นกังวล อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะขันธ์หรือ เพร าะอะไรมาทำให้เราลำบากกังวล ยืน เดิน นั่ง นอน เพื่อขันธ์ รับประทานหรือฉันก็เพื่อขันธ์ และอาการเคลื่อนไหว ทุกอย่างเพื่อขันธ์ทั้งนั้น ถ้าหาไม่ขันธ์ต้องแตกเพราะทุกข์บีบคั้น ที่ทำทั้งนี้ก็ เพื่อเยียวยา กันไปเล็กๆ น้อยๆ เมื่อทนไม่ไหวก็แตก นี่คือ ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ขันทั้งห้าเป็นภาระอันหนักแท้ เพราะต้นไม้ใบหญ้าแผ่นดินหินเขา เราจะถือว่าเป็นของหนัก เขาก็อยู่ตามธรรมดาของตนๆ ไม่เคยมาทับ ถม หรือกด ขี่บังคับให้เป็นภาระได้รับความลำบากกับเขา มีแต่ขันธ์ ห้านี้เท่านั้น ทับถมกดขี่บังคับให้เราได้รับความทุกข์ลำบากทุกอาการเคลื่อนไหว นับแต่วัน ขันธ์เริ่มก่อตัวขึ้นมา ต้องได้รับความทุกข์ร้อนด้วยการวิ่งเ ต้นขวนขวายหามา เพื่อขันธ์ นับว่าขันธ์มีอำนาจมาก ทำ ให้โลกไหวไปตามทุกหย่อมหญ้าจนถึง วันขันธ์แตกทำลาย เรียกว่าพวกเราเป็นทาสของขันธ์แต่วันเกิดจนถึงวันตาย เมื่อสรุปความเรื่องขันธ์แล้วก็ลงเอยกันที่ว่า บ่อแห่งความกังวล บ่อแห่งเรื่อง ทั้งหมด รวมอยู่ในขันธ์เป็นผู้บัญชาการให้เห็นไปตามความต้องการของตน เมื่อเป็นเช่นนี้จะมีอะไรบ้างที่อัศจรรย์จากขันธ์นี้ แม้ขันธ์อื่นๆ ที่เรา จะไปรับ เป็นภาระในชาติหน้าจ ากกำเนิดเกิดขึ้นมามันก็ขันธ์อันเกิดตายอันเดียวกัน จะ เป็นนายเหนือศีรษะเราให้เป็นทุกข์ไปกับเขาอีก

ฉะนั้นจงพากันพิจารณาให้ ชัดเจนด้วยปัญญา ชาติที่เราเคยเกิดมากี่ภพ กี่ชาติ กี่กัป กี่กัลป์ จงถือเอา ชา ติปัจจุบันที่รู้ๆ เห็นๆ อยู่นี่เองเป็นเครื่องพิสูจน์ทบทวนดู ผู้ไม่ประมาทจะรู้ ทั้งขันธ์ในอดีต ทั้งขันธ์ที่เป็นอนาคตอันจะปรากฏข้างหน้า ว่ามีลักษณะอัน เดียวกับขันธ์ที่มีอยู่กับตัวเราในปัจจุบันนี้ ขอแต ่บังคับใจให้อยู่ในกรอบแห่ง ไตรลักษณ์ ซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกายและจิตใจตลอดเวลา แม้ จิตจะมีความฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิมสักเท่าไรก็ทนต่อสติกับปัญญาอันประกอบด้วยองค์ความเพียรไปไม่ ได้ เมื่อยังไม่คล่องแคล่วต้องบั งคับถูไถกันไป ถ้าสติปัญญามีกำลังพอ ทรงตัวได้แล้ว จะเหมือนความสว่างกับดวงไฟซึ่งปรากฏขึ้นพร้อมกัน เรื่อง ของสติกับปัญญาที่ได้ฝึกหัดมาจนเกรียงไกร อยู่ที่ไหน ก็เป็นสติเป็นปัญญา ไม่ใช่จะต้องถูไถ กันไปตลอดเวลา เหมือนเด็กแรกเกิดยังไม่มีสติปัญญาและ กำลังช่วยตัวเอง ผู้ใหญ่ต้องช่วย เป็นภาระเลี้ยงดูทุกอย่าง จนกว่าเด็กจะมี ความสามารถช่วยตัวเองได้กลายเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา ผู้ใหญ่ซึ่งเคยให้ความดูแล เด็กก็หมดภาระไป เรื่องของสติกับปัญญาก็เช่นเดียวกัน ย่อมมีกำลังสามารถ ขึ้นเป็นลำดับจากการอบรมเสมอไม่ลดละหรือปล่อยตามยถากรรม นับวัน เจริญขึ้นโดยถ่ายเดียว จนกลายเป็นมหาสติมหาปัญญาถึงขั้นทำงานในหน้าที่ ของตนโดยอัตโนมัติ ชื่อว่าสิ่งที่เคยเป็นข้า ศึกต่อใจทุกๆ ประเภท จะ ถูกมหาสติมหาปัญญาสังหารจนหมดสิ้นไปไม่มีอะไรเหลืออยู่ สิ่งที่เหลือคือ พุทโธ ทั้งดวง ธัมโม ก็เป็นของอัศจรรย์ขึ้นมาในขณะเดียวกัน เ พราะอำนาจ ของมหาสติมหาปัญญา ฉะนั้น ขอให้นักปฏิบัติทุกท่านจงทำความพยายาม และจงเห็นภาระที่จะ เป็นไปข้างหน้าเท่ากับภาระ คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตายที่เป็นอยู่ในสัตว์และ สังขารซึ่งประจักษ์กับเราอยู่ ณ บัดนี้ กับจะมากยิ่งขึ้นกว่านี้ไปอีก ไม่ทราบว่า จะขนาดไหน จึงควรทำตน ให้พ้นไปเสียได้ในชาตินี้โดยประจักษ์กับใจของ เราเอง อยู่ที่ไหนก็สบายหมด ปัญหาเรื่องเกิดๆ ตายๆ ไม่ต้องไปนึกถึงที่ไหน รู้อยู่กั บใจที่บริสุทธิ์นี่เอง ขอให้บรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลาย จงนำไปพิจารณา บำเพ็ญตนด้วยความองอาจกล้าหาญต่อไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา จุด หมายที่เราตั้งไว้ในคนประเภทที่ 3 จะกลายเป็นเรื่องเราในวันหนึ่งข้างหน ้า โดยไม่ต้องสงสัย ตามนัยแห่งธรรมที่ได้แสดง มาก็สมควรแก่เวลา ขอยุติลง เพียงนี้ เอวํ



ที่มา http://www2.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=6000000050781