PDA

View Full Version : หยดน้ำบนใบบัว : ตอนที่ 13 สอนตนให้ได้ก่อน จึงค่อยสอนผู้อื่น


Paang
12-30-2005, 07:11 AM
http://www.manager.co.th/asp-bin/Thumbnail.aspx?ID=234287


เลี่ยงไม่ได้ จึงเทศน์

ความสมหวังในชีวิตการบวชของหลวงตา เป็นผลจากความจริงจังของท่านที่มุ่งฝึกสอนแก้ไขตนเองให้ดีขึ้นมาให้ได้ก่อนในเรื่องการเทศน์สอนผู้อื่นนั้น ท่านไม่ถือเป็นอารมณ์หรือไม่สนใจเลยก็ว่าได้ ผลแห่งการปฏิบัติจึงเจริญขึ้นๆ เป็นลำดับไป หากจะมีการเทศน์อยู่บ้างก็เป็นเพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้นด้วยความจำเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านเล่าถึงเหตุการณ์ที่ต้องได้เทศน์ตอนหนึ่งว่า

"...นี่บวชดูเหมือนจะเป็นพรรษาที่ 2 นะ พอออกพรรษาแล้ว พวกญาติโยมเขามานิมนต์ไปทำบุญที่ลานข้าวเขา อันนี้ท่านพระครูให้เราเป็นหัวหน้าไปสวดมนต์ เราก็ได้หนังสือพกเล่มหนึ่ง เวลาจำเป็นก็จะเอาอันนี้เทศน์ว่างั้น...พอฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็นิมนต์เทศน์ เราก็เอาหนังสือนี้มาอ่าน พอรอดตัวไปได้ จบแล้ว สักเดี๋ยวตามหลังกันมาอีกคณะหนึ่ง เขามาขอฟังเทศน์ เขาว่า

"จะยากอะไร ท่านฉันเสร็จแล้วนี่ ท่านก็เทศน์ให้ฟังได้"

แต่เรามันแค่นเสียแล้ว หัวอกมันคับแล้ว จะเอาอะไรมาเทศน์ละทีนี้ มันไม่มีอะไรแล้ว กูตายนี่...

พอหลังจากนั้นแล้ว เขาก็นิมนต์ให้เทศน์ทีนี้ มันก็อยู่กับหัวหน้า จะให้เขาเทศน์ มันก็ไม่ได้นี่นา... ตกลงก็ต้องเป็นเราเทศน์ โถ หนาวๆ นี้ แต่ก็เหงื่อแตกหมดเลยนะ แต่มันก็ไปได้นะก็แปลกอยู่ เวลาจนตรอก มันไปได้นะ เทศน์ไปได้นี่นะ แต่ว่าอกนี้จะแตก มันก็พอบืนรอดตัวไปได้ ว่างั้นเถอะนะ พอกลับมา หมู่เพื่อนมาพูดแหย่แล้ว ทีนี้

"โฮ้! เทศน์ดีนะ"

เราเลยว่า "อย่ามาพูดนะ กำลังโมโหนะ ยังไม่อยากตายอย่ามาพูดนะ...""

ท่านเล่าพลางหัวเราะพลางด้วยขบขัน ตนเองในระยะแรกๆ ของการบวช จากนั้น พอกลับมาถึงวัด ท่านก็เอากัณฑ์เทศน์ ท่านเจ้าคุณอุบาลี มาท่องใหญ่เลย เลือกดูว่ากัณฑ์ไหนเหมาะก็เอาอันนั้นมาท่องจนคล่องเหมือนปาฏิโมกข์เลย ท่านคิดในใจว่า

"คราวนี้ไม่ตายแล้ว ถ้าเผื่อมีเหตุจำเป็นต้องได้เทศน์ที่ไหนอีก ก็จะเอากัณฑ์ที่อุตส่าห์ท่องจนขึ้นใจนี้ออกเทศน์เลย" แต่การณ์กลับเป็นว่า นับแต่นั้นมา ท่านกลับไม่เคยได้เทศน์ในลักษณะนั้นอีกเลย จนบัดนี้ หนนั้นเป็นหนหนึ่งที่ประทับใจท่านไม่เคยลืม ท่านให้เหตุผลว่า

"...เพราะเป็นการเทศน์แบบจนตรอกจริงๆ ไม่มีทางไปเลย แต่ก็ต้องบืนเอา เอาตายสู้เลย จากนั้นมาก็พอเทศน์ได้ธรรมดา ไม่อั้นตู้เหมือนตอนนั้น เพราะเรียนหนังสือไปด้วย จะมีเทศน์บ้างก็ยามจำเป็นจริงๆ หากไม่จำเป็นไม่เทศน์..."

สอนตนตลอดเวลา .

เมื่อเรียนจบเป็นมหาเปรียญแล้วออกปฏิบัติ ท่านเล่าว่าเคยต้องได้เทศน์ด้วยความจำเป็นเช่นกัน ดังนี้

"...พอออกปฏิบัติแล้ว ทีนี้มันก็เป็นมหาแล้วล่ะ การเทศนาว่าการก็ไม่ได้เป็นอารมณ์...ไม่เคยสนใจกับการเทศน์ให้ใครฟัง นอกจากเทศน์สอนเจ้าของอย่างเดียว แต่ก็หากมีที่จำเป็นจนได้นั่นแหละ บางทีไปก็ไป พักอยู่บ้านใดบ้านหนึ่ง เขามีงานในบ้านของเขา เขาต้องมานิมนต์เราไปเทศน์ เราบอกว่า

"เทศน์ไม่เป็น"

เขาไม่ยอมเชื่อเลย เขาว่า "เป็นมหาแล้ว โอ๊ย อย่าว่าเลยว่าเทศน์ไม่เป็น" เขาว่านะเนี่ย มหาก็ฆ่าตัวเองได้เหมือนกันนะ เขาไม่ยอมเชื่อเลย "ลงเป็นมหาแล้วเทศน์ไม่เป็นไม่มี" เขาว่าเลย...อันนั้นก็ไปเทศน์ เวลาจำเป็นจริงๆ หากมีเป็นบางแห่งๆ เพราะเราเที่ยวไปหลายแห่ง ไปบางทีก็มีงานในหมู่บ้านของเขา เขาก็นิมนต์เรามาเทศน์ มันก็จำเป็นต้องได้มา นานๆ ที นอกนั้นไม่เอาไหนละ ไม่เทศน์นะ เทศน์สอนใคร ไม่เทศน์เลยละ

จากเรียนมาเข้าด้านปฏิบัติแล้วยิ่งไม่สนใจเลย นอกจากจำเป็นอย่างที่ว่านี้ เราก็เทศน์ให้ฟังเสียบ้างเท่านั้น นอกนั้นไม่เอาเลยๆ จากนั้นมามันก็เกี่ยวข้องกับเพื่อนกับฝูง กับประชาชนญาติโยม ก็ต้องได้เทศน์ไปเรื่อยละ เรื่อยมาจนกระทั่งป่านนี้

เทศน์สอนเรานี่มันยากนะ เทศน์สอนเรานี่มันเอาจริงเอาจังทุกอย่าง มัดกันทุกแง่ทุกมุม จึงเรียกว่าสอนละซิ เทศน์สอนประชาชนเขาก็จะเก็บได้หนักเบามากน้อยมันก็เป็นกำลังของเขา แต่เทศน์สอนตัวเองนี้มันเอาจริงเอาจังทุกอย่าง ว่ายังไงต้องยังงั้นนะ บังคับเลยนะ เรียกว่าสอนตัวเอง บีบกันตลอดเลย

นี่ละ มันยากกว่าสอนประชาชนนะ...หนักมากอยู่นะ เพราะสอนเพื่อเอาจริงเอาจัง ไม่ได้สอนสักแต่ว่าฟังไป ผู้สอนก็สอนธรรมดา ผู้ฟังก็แล้วแต่จะได้มากน้อยเพียงไร แต่เวลาเราสอนเรา เราสอนจริงๆ จังๆ ไม่ปล่อยไม่วาง มัดกันตลอดเวลา..."

เพื่อกำลังใจ

หลังจากผ่านเหตุการณ์ในยามดึกของคืนฟ้าดินถล่มบนวัดดอยธรรมเจดีย์แล้ว รุ่งเช้า วันแรม 15 ค่ำ เดือน 6 ท่านก็ลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์มาถึงวัดป่าสุทธาวาส ด้วยความเมตตาต่อพระที่ติดสอยห้อยตามท่านมาเป็นเวลานาน อีกทั้งระยะที่ท่านอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ในตอนนั้นพระท่านนี้เป็นสามเณรอยู่ และเป็นผู้ที่ขยันขันแข็งอดทนและใส่ใจต่อหน้าที่การงานดี ทำให้ท่านคิดสงสารว่า

"...หากมีโอกาสได้ฟังธรรมอัศจรรย์ครั้งนี้ จะเป็นกำลังใจให้ขันแข็งในการบำเพ็ญเพียรยิ่งขึ้น และจะเป็นที่แน่ใจตายใจว่า มรรคผลนิพพานนั้นมีจริง..."

ด้วยเมตตาดังกล่าวนี้เอง ท่านจึงเล่าให้ฟังว่า

"นี่ จะเล่าอันหนึ่งให้ฟังนะ ท่านเคยติดสอยห้อยตามผมมาเป็นเวลานานแล้ว แล้วคำที่ผมจะพูดเวลานี้ ท่านเคยได้ยินได้ฟังไหม?"

จากนั้น ท่านก็เล่าเรื่องบนวัดดอยธรรมเจดีย์ในคืน 14 ค่ำให้ฟังจนจบ แล้วท่านพูดขึ้นว่า

"...พอฟังแล้วเป็นยังไงคำนี้ ท่านเคยอยู่กับผมมาเป็นเวลานาน เคยได้ยินไหม? ผมเคยพูดให้ฟังไหม?" พระผู้นั้นตอบด้วยความตื่นเต้นปีติในใจเป็นล้นพ้นว่า "โห กระผมไม่เคยฟังอย่างนี้มาก่อนเลย" จากนั้นท่านเมตตาสอนต่อไปว่า

"นั่นละ ให้ตั้งใจหนา อย่างนี้ละธรรมพระพุทธเจ้าเป็น อกาลิโก มีเป็นพื้นฐานประจำตลอดเวลา เป็นปัจจุบัน เอาให้จริงนะ นี่ได้เห็นเสียแล้ว หายสงสัยทุกอย่าง หายสงสัยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หายหมดเลย เป็นอันเดียวกันหมด

แล้วเราว่าอย่างนี้ เราไม่สงสัยพระพุทธเจ้าอยู่ตรงไหนๆ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ตรงไหน จิตกับธรรมนี้เป็นอันเดียวกันแล้ว กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอันเดียวกันแล้ว ไม่แยก ไม่มีแยก เป็นอันเดียวกัน..."

ต่อมาภายหลัง พระอาจารย์ผู้ฟังธรรมะจากท่านกล่าวถึงความรู้สึกในขณะฟังธรรมครั้งสำคัญนั้นว่า

"...ตั้งใจรับฟังด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงสุด ถึงแม้ว่าในระยะนั้นจะยังไม่เข้าใจในอรรถธรรมที่ลึกซึ้งละเอียดลออได้ตลอดก็ตามที แต่ก็ได้เก็บคำสอนที่ออกมาจากเมตตาธรรมของท่านไว้เป็นข้อระลึกและเป็นกำลังใจในการบำเพ็ญสมณธรรมอย่างมิรู้ลืมตลอดมา..."

Paang
12-30-2005, 07:13 AM
สอนเพราะเห็นแก่หัวใจ

ท่านไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมาเป็นครูเป็นอาจารย์ของฝคร เพราะอุปนิสัยของท่านชอบที่จะอยู่คนเดียวตลอดมา ดังคำปรารภของท่านกับพระเณร ดังนี้

"...จังหวะที่หลวงปู่มั่นมรณภาพเผาศพท่านแล้วออก เป็นจังหวะที่หมู่เพื่อนขาดที่พึ่ง เกาะพรึบเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ หลบหลีกปลีกตัวหนีไปอยู่ในป่าในเขาลูกไหนๆ ก็ตาม ขโมยนี้สุดยอด คำว่าขโมยจากหมู่เพื่อนนี้ คำว่าสุดยอดคือยังไง

กลางคืนเงียบๆ ดึกๆ ก็ไป เพราะหมู่เพื่อนไปรุมนี่ เรารำคาญเราไม่อยากอยู่ ทีนี้พอเงียบๆ ก็เดินดู เห็นหมู่เพื่อนบางองค์เดินจงกรม บางองค์นั่งสมาธิ นี่เรียกว่าไปดูลาดเลา เราเตรียมของไว้เรียบร้อยแล้ว พอมาปั๊บ หนีหมู่เพื่อนออกทางนี้นะ สะพายบาตรหนีกลางคืน เงียบ ไปเลย พอตื่นเช้ามา หมู่เพื่อนยุ่งไปหมดเลย เหมือนฟ้าดินถล่มละ

"ไปแล้ว ไม่ทราบไปทางไหนละ"

หายเงียบ พอประมาณสัก 2 อาทิตย์นะ เพราะพวกนี้เก่งนี่นะ...จมูกพระนี่ติดตามถึงเขาลูกไหน ถ้ำไหน ตามถึงหมด... ตามจนกระทั่งถึง ไม่ว่าจะไปอยู่ ป่าไหน เขาลูกไหน ถ้ำไหน รู้หมดเลย โอ๋ เราจึงว่าให้

"จมูกหมานี้สู้จมูกพระไม่ได้นะ"

เราว่าถึงยังงี้ ว่าขนาดไหนก็เฉย ขอให้ได้อยู่ด้วยก็เอา อย่างนั้นละนะ ว่าขนาดไหนก็เฉยเหมือนไม่มีหูมีตาไม่มีจิตไม่มีใจนะเฉย คือหมายความว่า เราได้ที่แล้ว จะว่ายังไงว่าเถอะ ทีนี้เอาอีกนะ พอเผลอเอาอีก บางทีกลางวันแสกๆ หมู่เพื่อนเดินจงกรมอยู่ในเขาในป่านี่ว่ะ ไปเดินฉากนู้นฉากนี้ดู เราเตรียมของไว้แล้ว ไปเดินดูนั้นดูนี้ เห็นองค์นั้นเดินจงกรมอยู่บ้าง องค์นี้นั่งสมาธิอยู่บ้าง ไปเอาของที่เตรียม ออกทางนี้นะ ทางที่ไม่มีใครนี่ ไปเลยๆ อยู่ยังงั้น ไม่ทราบว่ากี่ครั้งกี่หน สุดท้ายมันก็พ้นไปไม่ได้นะ..."

ยอมทนเพื่อผู้มุ่งธรรม

ต่อมาเมื่อมีพระเณรติดตามขอรับคำแนะนำสั่งสอนจากท่านมากขึ้นๆ ทุกที ด้วยความเห็นใจว่าท่านเองก็เคยเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เช่นนี้มาก่อน เหตุนี้ทำให้ท่านยอมรับภาระเทศน์สอนในที่สุด

"...ผมไม่ได้เคยคิดว่า ได้เป็นครูเป็นอาจารย์ใครทั้งนั้นแหละ เพราะนิสัยไม่มีทางนั้น มีแต่จะเอาๆ เรื่องของเจ้าของโดยเฉพาะๆ เหมือนไม่เคยที่จะไปสนใจไปสอนผู้ใดเลย เวลาปฏิบัติก็มุ่งต่ออรรถต่อธรรมอย่างเดียว ทีนี้เวลาพอลืมหูลืมตาได้บ้าง มันก็ไม่สนใจที่จะสอนใครเสีย อยู่อย่างนี้สบายดี ว่างั้น

เพราะฉะนั้น เวลาหมู่เพื่อนรุมไปกับผม ผมจึงขโมยหนีเรื่อยนะซิ อยู่คนเดียวสบายดีๆ ไม่มีอะไรมากวน สบายดีๆ มันเป็นอย่างนั้น อย่างที่เห็นนี่ แต่ไม่ได้เป็นกับนิสัยของเจ้าของนะ

ก็อยู่ไปอย่างนั้นแหละ เพราะเห็นหัวใจแต่ละดวงๆ นี้มีคุณค่า คิดถึงเรื่องเราเวลาเสือกคลาน เกิดขึ้นมาเจอพ่อเจอแม่อยู่แล้ว ครูอาจารย์เราได้วิ่งหาแทบล้มแทบตาย ไปที่ไหนมันก็ไม่เหมาะเจาะในหัวใจ มันก็ต้องผ่านไปๆ จนกระทั่งไปถึงที่เหมาะเจาะแล้วมันถึงทุ่มกันลง หมู่เพื่อนแสวงหาครูบาอาจารย์ก็คงเป็นอย่างเดียวกันนี้ นี่แหละ เอามาบวกมาลบคูณหารกันดูแล้ว เราทนอยู่ด้วยเหตุนี้นะ...

...เราก็ทนเพื่อหมู่เพื่อเพื่อน เพราะหัวใจอยู่กับหมู่กับเพื่อนเท่านั้น ด้วยความเมตตาสงสาร เพราะการดำเนินทางด้านจิตใจนี้เราเห็นโทษมาพอแล้วสำหรับเราเอง เราเห็นคุณค่าของครูบาอาจารย์ที่คอยแนะนำสั่งสอนด้วยความถูกต้องแม่นยำ

จากนั้นก็เอาเรื่องเหล่านี้แหละมาพิจารณาเทียบเคียงถึงเรื่องหมู่เพื่อนทั้งหลาย จึงทนนะนี่นะ ผมทนเอาเฉยๆ ถ้าเป็นตามนิสัยของผมแล้ว นิสัยหมายถึงความชอบใจนะ เราไม่ได้ชอบใจเกี่ยวกับหมู่เพื่อนมีมากๆ นี่นะ นิสัยของเราเป็นมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว เรื่องความอยู่คนหนึ่งคนเดียว ตั้งแต่ปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติอย่างนั้น...เรื่อยมาอย่างนั้น จนกระทั่งพ่อแม่ครูอาจารย์มรณภาพไปแล้ว หมู่เพื่อนรุมเกาะเรานี่ซิ..."

เมื่อต้องสอน ก็สอนจริงๆ

เมื่อพระเณรผู้แสวงธรรมมาขออยู่ศึกษากับท่านดังกล่าว ด้วยความเมตตาของท่านอยากให้เกิดผลในการปฏิบัติ ท่านจึงให้ความใส่ใจอย่างจริงจังต่อการแนะนำสั่งสอน

"...ให้พากันจำไว้ให้ดี ผมสอนจริงๆ สอนหมู่สอนเพื่อน ขอให้เห็นใจ รับไว้แต่ละองค์ๆ นี้ ผมรับไว้จริงๆ ด้วยเหตุด้วยผล สอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มภูมิความสามารถที่จะสั่งสอนได้ การดูหมู่เพื่อนภายในวัดนี้ซึ่งเป็นเสมือนอวัยวะของผม ผมดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนทุกอย่าง เต็มสติกำลังความสามารถของผม ที่อื่นๆ ผมไม่ได้สนใจ ผมเคยพูดเสมอ พอออกนอกวัดไปแล้ว ใส่แว่นตาดำไปเลย ไม่สนใจเพราะไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบ เราไม่ใช่ผู้ที่จะให้โอวาทสั่งสอนใครๆ นี่ เป็นเรื่องของเขา สมบัติของใครของเรา แต่นี้หมู่เพื่อนน้อมกายวาจาใจเข้ามาเพื่อให้เราเป็นภาระ อาจริโย เม ภันเต โหหิฯ นี่ก็รับด้วย โอปายิกัง ปฏิรูปัง ปาสาทิเกน สัมปาเทหิ..."