PDA

View Full Version : ธรรมะจากหลวงปู่ การสวดมนต์


ศากยบุตร
12-29-2005, 11:11 PM
http://www.dhamma-isara.org/images/pic/pray.jpg

การสวดมนต์

การสวดมนต์ถือเป็นการทำบุญด้วยหรือเปล่า ก็ได้อธิบายให้พวกเขาฟังว่า จริงๆ แล้วในบุญกิริยาวัตถุ 10 อย่าง ที่พระศาสดาทรงบัญญัติวิธีทำบุญเอาไว้ 10 ประการ 1 ใน 10 ประการก็คือการภาวนา เราอาจจะเข้าใจว่าการภาวนาก็คือการทำสมาธิ นั่งหลับตา ถือว่าเป็นการทำบุญ จริงๆแล้วการสวดมนต์ก็คือการภาวนา จัดได้ว่าเป็นการภาวนาชนิดหนึ่ง แต่ต้องมีข้อแม้ว่า เราเจริญ เราสวด เราสาธยายมันด้วยหัวใจและชีวิตวิญญาณของเราเอง

ถ้าเราสวดมันด้วยหัวใจ ด้วยชีวิตวิญญาณ จนกระทั่งทำให้จิตของเราไม่ไปข้องแวะกับอกุศลทั้งปวง ทำให้จิตของเรารวบรวมอยู่ในคำสวดมนต์ เสียงสวดมนต์ และองค์ภาวนา ในการเจริญหรือสาธยายนั้นๆ ก็คือว่า เป็นวิธีทำบุญ 1 ใน 10 อย่างของพระพุทธเจ้าได้เหมือนกัน แต่ถ้าหากเราสวด เราสาธยาย แล้วเราเจริญพระพุทธมนต์บทหนึ่งบทใด โดยไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ ไม่ให้ใจ ไม่ตั้งใจ ถึงจะสวดจนกระทั่งหมดเล่ม จบทุกบท เราก็จะไม่ได้อะไร

เจตนาที่พระศาสดาทรงบัญญัติบทสวด บทสาธยาย หรือว่า เกจิอาจารย์ พระเถรานุเถระแต่อดีตได้รจนาสร้างสรรบทสวดมนต์ทั้งหลายขึ้นมา ก็เพียงเพื่อจะยกใจของเราให้รวมกัน โดยไม่ปล่อยให้จิตวิญญาณมันเลื่อนลอยหลุดออกไป ฝักใฝ่อยู่ในทางแห่งความต่ำ เสื่อมโทรม เรียกว่าเป็นอกุศลจิต เพื่อจะยกระดับจิตของตนให้เป็นบุคคลที่สูง จากฝุ่นละออง ผงธุลี และความสับสน กลัดกลุ้มวุ่นวาย ความไม่เอาเรื่อง ไม่เอาราว และไม่เอาอะไรทั้งสิ้น จะเอาอย่างเดียวก็คือสิ่งที่ตัวเองต้องการ และก็ทะยานอยาก เพราะฉะนั้น การสวดมนต์ก็คือ การทำบุญ นอกจากจะเป็นการทำบุญ 1 ใน 10 อย่างแล้ว เขามีคำถามๆ ต่อไปว่า เมื่อหลวงปู่พูดว่า การสวดมนต์ก็คือการทำบุญ มีวงเล็บและข้อแม้ว่าต้องสวดด้วยหัวใจแล้ว

อานิสงค์ของการสวดมนต์ด้วยหัวใจ จะมีเท่ากับการบริจาคทานใส่บาตรถวายสังฆทานหรือไม่ ก็บอกเขาไปว่า ถ้าเราสวดมันด้วยหัวใจ ด้วยชีวิตวิญญาณ ด้วยการภาวนาจริงๆแล้วเราดื่มด่ำถึงกลิ่นไอ และรสชาติแห่งการภาวนานั้นๆ รับผลจากการภาวนาเช่นนั้น ชนิดนั้นจริงๆ ละก็ แน่นอน อานิสงค์ย่อมเหนือและมากกว่า การถวายทานทั้งปวงแต่ถ้าเราสวดมันแค่ริมฝีปาก และฟองน้ำลายที่กระดกบนปลายลิ้นเฉยๆ และเพื่อให้มันจบลงไปวันๆ หนึ่ง เวลาหนึ่ง บทๆ หนึ่ง ถือว่ามิได้มีอานิสงค์อะไร สู้ให้สตางค์ขอทาน ยังได้อานิสงค์มากกว่า
บริจาคทานให้แก่คนยากคนจน อดอยากอนาถาให้ข้าวให้น้ำเขากิน ยังได้ผลบุญมากกว่า ยังได้อานิสงค์ ผลตอบแทนได้เหนือกว่า

เพราะฉะนั้นพวกเรา ที่มีการสวดเช้าสวดเย็น จริงๆ ได้เปรียบกว่าชาวบ้าน เพราะเรามีโอกาสทำบุญ ทำบุญได้ทั้งเช้าและเย็น หลวงปู่ไม่รู้ว่าพวกเรา ทั้งหลายทำบุญกันด้วยหัวใจ หรือเปล่า หรือทำให้มันจบๆ ลงไปวันๆ หนึ่ง เวลาๆ หนึ่ง ชั่วโมงหนึ่ง แล้วก็กลายเป็นว่าการสวดมนต์ เป็นเรื่องน่ารำคาญ น่าเบื่อหน่าย ไม่น่าจะใส่ใจ ไม่ให้ความสำคัญ

ศากยบุตร
12-29-2005, 11:17 PM
ถ้าท่านปรารถนาจะทำบุญ แล้วก็ทำตามบุญที่พระศาสดาทรงสั่งสอน การสวดมนต์เจริญภาวนา ก็คือว่าเป็นวิธีทำบุญได้ชนิดหนึ่งเหมือนกัน และจงทำบุญวิธีนี้ด้วยหัวใจ และมันจะเป็นบุญได้ก็ต่อ เมื่อท่านดื่มด่ำถึงรสชาติ กลิ่นไอและสันติสุข ความสงบ และจิตที่ไม่สับสน วุ่นวาย ไม่กรอกกลิ้ง ไม่ดิ้นรน ไหลลื่นถลาไปกับอกุศลจิต ไม่ปล่อยจิตให้ใฝ่ต่ำ ถือว่านั่นเราได้รับผลจากการสวดสาธยาย ภาวนา และทำบุญ

ถ้าเราคิดจะทำบุญ ฝากไว้ในพระพุทธศาสนาตามบทพระพุทธดำรัสของพระศาสดาเราก็ต้องเจริญภาวนาและสวดมันด้วยหัวใจ และชีวิตวิญญาณ สวดด้วยความตั้งอกตั้งใจ และเราก็จะรู้ว่า เราได้อะไรๆ มากมายเยอะแยะมหาศาล เจตนาของพระศาสดาที่ให้เราสาธยายบทพระพุทธมนต์ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่อ้อนวอน ขอพรพระเจ้าและขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดลบันดาลให้เราเป็นเช่นนั้น เช่นนี้

เจตนาของพระศาสดาที่ให้เรา สาธยายพระพุทธมนต์บทใดๆ จริงๆ แล้วมันก็เป็นพระธรรมคำสอน ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราเป็นคนที่ไม่ปล่อยให้จิตฝักใฝ่ลื่นไหลไปตามอกุศลจิต คือคิดชั่วจิตเราก็จะได้สงบนิ่ง เป็นการพักผ่อนที่ดี เมื่อวานนี้ยังตอบปัญหากับเขาอีกข้อหนึ่งว่า การพักผ่อนที่ดีเลิศที่ได้ประโยชน์ที่สุดในโลก ไม่ใช่การนอนหลับ ไม่ใช่การท่องเที่ยว ไม่ใช่การไปปล่อยอารมณ์ตาม

ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือดูหนังฟังเพลง การพักผ่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ และสัตว์ที่มีจิตวิญญาณทั้งปวงก็คือ การทำให้จิตของตนมีสันติสุข ร่มเย็นและดื่มด่ำจากความสงบสันติสุขนั้นๆ ถ้าเราสวดมัน ภาวนามัน และก็เข้าถึงความสงบแห่งมัน ก็ถือว่าทำให้เราได้รับการพักผ่อน มีอยู่วันหนึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลวงปู่นอนอยู่ประมาณซักตี 2 และก็บอกกับตัวเองว่า เราจะนอน อยู่ทำไม มันอิ่มไม่อยากนอน ลุกขึ้นมาเสียเฉยๆ และก็นั่งอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งได้ 6 โมงเช้า มีความรู้สึกว่า การนอนของเรามันนอนมาตั้งแต่เล็กจนโต จนป่านนี้แล้ว มันควรจะอิ่มจะพอ อาจจะเป็น เพราะช่วงก่อนนอนได้ทำสมาธิ ได้ทำความสงบ ได้ทำความพักผ่อนทั้งกายและใจ จิตวิญญาณ

พอนอนได้ไม่กี่ชั่วโมง มันก็เลยอิ่มพอดีๆ และก็รู้สึกเพียงพอ พอถึงตี 2 ก็ลุกขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และมีพลังงานอย่างเต็มเปี่ยม เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราได้รู้ถึงรสชาติ และดื่มด่ำ ถึงกลิ่นไอของการภาวนา แล้วเราจะรู้ว่า มันมีค่ามีราคา ให้จิตวิญญาณของเรา ได้มีประสบการณ์ที่ก้าวไกล และเปิดกว้างไปสู่โลกใหม่ ซึ่งเป็นโลกที่เราสามารถกำหนด และเนรมิตมันได้ตามความปรารถนา คำว่าโลกใหม่ในที่นี้คือเป็นโลกส่วนตัวของเรา ซึ่งไม่มีใครก้าวก่าย ล่วงเกินและทำให้เราเสียสิทธิ์ ในโลกที่เราเป็นเจ้าของ


:emo_114: http://www.dhamma-isara.org/dhamchap_9_1.html