Paang
12-27-2005, 04:58 AM
http://www.luangta.com/images/luangtawithdog.gif
ติดสุขในสมาธิ
ย้อนกลับมากล่าวถึงการโหมความพากเพียรในพรรษที่ 10 ของหลวงตาจนทำให้ผลแห่งสมาธิธรรมของท่านในระยะนั้นมีความแน่นหนามั่นคงมาก ดังนี้
"...จิตมีความเจริญขึ้นเรื่อยๆ สมาธิมีความแน่นหนามั่นคง ถึงขนาดที่ว่าจะให้แน่วอยู่ในสมาธินั้นสักกี่ชั่วโมงก็อยู่ได้ และเป็นความสุขอย่างยิ่งจากการที่จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน รำคาญ ไม่อยกาจะออกยุ่งกับอะไรเลย มันเป็นการยุ่ง กวน รบกวนจิตใจให้กระพื่อมเปล่าๆ แต่มีความพอใจยินดีอยู่กับการที่จิตหยั่งเข้าสู่ความรู้อันเดียวแน่วอยู่อย่างนั้น นี่ละมันทำให้ติดได้อย่างนี้นี่เอง
จนขนาดที่ว่า สุดท้ายก็นึกว่าความรู้ที่เด่นๆ อยู่นี้เองจะเป็นนิพพาน จ่อกันอยู่นั้นว่าจะเป็นนิพพาน สุดท้ายมันก็เป็นสมาธิอยู่อย่างนั้นละ จนกระทั่งวันตายก็จะต้องเป็นสมาธิและติดสมาธิจนกระทั่งวันตาย..."
สำหรับตัวท่านติดสมาธิอยู่เช่นนี้ถึง 5 ปีเต็ม ยังไม่ยอมก้าวเข้าสู่ขั้นปัญญาเพื่อถอดถอนกิเลสออกให้สิ้นซาก ไต่ถามผู้รู้เพื่อหาเหตุผล
เหตุการณ์ในระยะที่ยังคงติดสมาธิอยู่นี้ ท่านกล่าวด้วยระลึกคุณของท่านอาจารย์มั่นว่า
"...หากไม่มีท่านอาจารย์มั่นมาฉุดมาลากออกไป ก็จะติดสมาธิอยู่เช่นนี้กระทั่งวันตายเลยทีเดียว แม้กระนั้นก็ตาม ก็ยังไม่ยอมลงใจง่ายๆ กลับมีข้อโต้เถียง หาเหตุหาผลกับท่านอาจารย์มั่นชนิดตาดำตาแดงทีเดียว จนถึงกับว่าพระทั้งวัดแตกฮือกันมาเต็มอยู่ใต้ถุนกุฎิเพื่อฟังการโต้กับท่านอาจารย์มั่น..."
ท่านไม่ได้โต้ครูบาอาจารย์ด้วยทิฐิ มานะอวดรู้อวดฉลาด แต่เป็นการโต้ด้วยความที่ท่านมีความเข้าใจและเชื่อมั่นว่า อันนี้ก็เป็นของจริงอันหนึ่งของท่าน ส่วนท่านอาจารย์มั่นก็จริงอันหนึ่งของท่านเช่นกัน จึงเป็นการโต้เพื่อหาเหตุหาผลหาหลักเกณฑ์จริงๆ แต่สุดท้ายท่านก็ยอมหมอบราบต่อเหตุผลต่อความแยบคายด้วยความรู้จริงเห็นแจ้งของครูบาอาจารย์ การโต้หาความจริงในครั้งนั้นของท่าน เริ่มด้วยคำถามของท่านอาจารย์มั่นว่า "ท่านมหา สบายดีเหรอ ใจ?"
ลูกศิษย์ตอบ "สบายดีอยู่ สงบดีอยู่ครับกระผม"
"ท่านจะนอนตายอยู่นั้นเหรอ?"
อาจารย์ถามต่อพร้อมกับแสดงสีหน้าสีตาแบบเอาจริงชนิดเตรียมเข่นเต็มที่แล้วว่า "ท่านรู้ไหม? สุขในสมาธิเหมือนกับเนื้อติดฟัน ท่านรู้ไหม? สมาธิก็เหมือนกับเนื้อติดฟันนั้นแหละ มันสุขขนาดไหน เนื้อติดฟัน ท่านรู้ไหม?ๆ" ท่านขนาบต่ออีกว่า "ท่านรู้ไหมว่า สมาธิทั้งแท่งนั้นละคือตัวสมุทัยทั้งแท่ง ท่านรู้ไหม?ๆ"
ลูกศิษย์โต้เหตุผลกับอาจารย์ทันทีว่า "ถ้าหากว่าสมาธิเป็นตัวสมุทัยแล้ว สัมมาสมาธิจะให้เดินที่ไหน!"
อาจารย์แก้ว่า "มันก็ไม่ใช่สมาธิตาย นอนตายอยู่อย่างนี้ซิ สมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิต้องรู้สมาธิ ปัญญาต้องรู้ปัญญา อันนี้มันเอาสมาธิเป็นนิพพานเลย มันบ้าสมาธินี่ สมาธินอนตายอยู่นี้เหรอเป็นสัมมาสมาธิน่ะ เอ้าๆ พูดออกมาซิ"
คราวนี้ลูกศิษย์จึงยอมลงใจ ยอมหมอบราบต่อครูบาอาจารย์ เพราะชัดเจนในเหตุผลแล้ว เพราะจากบ้านไปนาน
จะขอกล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นปีที่ท่านบวชได้ 12 พรรษา ครั้งนั้นท่านมีความจำเป็นต้องเข้ามาทำธุระที่อุดรธานี หลังจากพักได้ระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่ท่านกำลังจะเข้าไปในตลาด ทันในนั้นหญิงสาวรุ่นคนหนึ่งอายุราว 17-18 ปี ก็ตรงรี่เข้ามาหาท่าน จากนั้นจึงนั่งลงแล้วประนมมือขึ้น และถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเป็นคนคุ้นเคยกันมานานแล้วว่า
"เอ้า หลวงพี่จะกลับแล้วหรือ?"
ท่านรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย นึกอยู่ในใจว่า "ใครกันหนอ? เด็กน้อยนี่ทำไมถึงได้ฉลาดกล้าเข้ามาถามเราในท่ามกลางฝูงชนเช่นนี้หนอ?"
จากนั้นท่านก็ตอบด้วยท่าทางเป็นปกติว่า "ยัง เราเข้าไปธุระในตลาดเฉยๆ นางมาจากไหนละ?"
พอถามเช่นนี้เข้า ถึงกับทำให้หญิงสาวคนนั้นระเบิดหัวเราะออกมาเสียยกใหญ่ เพราะขบขันว่าพี่ชายไปบวชแล้ว คงจะจากบ้านไปอยู่ป่าเสียนาน จนกระทั่งจำไม่ได้แม้แต่น้องสาวของตัวเอง จึงพูดทั้งที่ยังหัวเราะอยู่นั้นว่า "โอ๋ยหนอจำไม่ได้กระทั่งน้องสาวน้อ"
น้องพูดขึ้นเช่นนั้นพร้อมบอกชื่อบอกนามช่วยฟื้นความจำให้ ท่านจึงนิ่งคิดอยู่นิดหนึ่ง พอระลึกได้เท่านั้นก็หัวเราะขึ้นเช่นกัน
"โอ๋ย เราก็จำไม่ได้"
เหตุที่ท่านจะจำน้องสาวคนนี้ไม่ได้ ก็เพราะตอนท่านออกบวช น้องสาวอายุได้ 5 ขวบเท่านั้น เมื่อท่านจากไปในที่ต่างๆ นานๆ ครั้งจึงจะกลับมาเยี่ยมบ้าน ครั้นเมื่อน้องๆ โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ท่านเลยไม่สามารถจะจดจำได้
ติดสุขในสมาธิ
ย้อนกลับมากล่าวถึงการโหมความพากเพียรในพรรษที่ 10 ของหลวงตาจนทำให้ผลแห่งสมาธิธรรมของท่านในระยะนั้นมีความแน่นหนามั่นคงมาก ดังนี้
"...จิตมีความเจริญขึ้นเรื่อยๆ สมาธิมีความแน่นหนามั่นคง ถึงขนาดที่ว่าจะให้แน่วอยู่ในสมาธินั้นสักกี่ชั่วโมงก็อยู่ได้ และเป็นความสุขอย่างยิ่งจากการที่จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน รำคาญ ไม่อยกาจะออกยุ่งกับอะไรเลย มันเป็นการยุ่ง กวน รบกวนจิตใจให้กระพื่อมเปล่าๆ แต่มีความพอใจยินดีอยู่กับการที่จิตหยั่งเข้าสู่ความรู้อันเดียวแน่วอยู่อย่างนั้น นี่ละมันทำให้ติดได้อย่างนี้นี่เอง
จนขนาดที่ว่า สุดท้ายก็นึกว่าความรู้ที่เด่นๆ อยู่นี้เองจะเป็นนิพพาน จ่อกันอยู่นั้นว่าจะเป็นนิพพาน สุดท้ายมันก็เป็นสมาธิอยู่อย่างนั้นละ จนกระทั่งวันตายก็จะต้องเป็นสมาธิและติดสมาธิจนกระทั่งวันตาย..."
สำหรับตัวท่านติดสมาธิอยู่เช่นนี้ถึง 5 ปีเต็ม ยังไม่ยอมก้าวเข้าสู่ขั้นปัญญาเพื่อถอดถอนกิเลสออกให้สิ้นซาก ไต่ถามผู้รู้เพื่อหาเหตุผล
เหตุการณ์ในระยะที่ยังคงติดสมาธิอยู่นี้ ท่านกล่าวด้วยระลึกคุณของท่านอาจารย์มั่นว่า
"...หากไม่มีท่านอาจารย์มั่นมาฉุดมาลากออกไป ก็จะติดสมาธิอยู่เช่นนี้กระทั่งวันตายเลยทีเดียว แม้กระนั้นก็ตาม ก็ยังไม่ยอมลงใจง่ายๆ กลับมีข้อโต้เถียง หาเหตุหาผลกับท่านอาจารย์มั่นชนิดตาดำตาแดงทีเดียว จนถึงกับว่าพระทั้งวัดแตกฮือกันมาเต็มอยู่ใต้ถุนกุฎิเพื่อฟังการโต้กับท่านอาจารย์มั่น..."
ท่านไม่ได้โต้ครูบาอาจารย์ด้วยทิฐิ มานะอวดรู้อวดฉลาด แต่เป็นการโต้ด้วยความที่ท่านมีความเข้าใจและเชื่อมั่นว่า อันนี้ก็เป็นของจริงอันหนึ่งของท่าน ส่วนท่านอาจารย์มั่นก็จริงอันหนึ่งของท่านเช่นกัน จึงเป็นการโต้เพื่อหาเหตุหาผลหาหลักเกณฑ์จริงๆ แต่สุดท้ายท่านก็ยอมหมอบราบต่อเหตุผลต่อความแยบคายด้วยความรู้จริงเห็นแจ้งของครูบาอาจารย์ การโต้หาความจริงในครั้งนั้นของท่าน เริ่มด้วยคำถามของท่านอาจารย์มั่นว่า "ท่านมหา สบายดีเหรอ ใจ?"
ลูกศิษย์ตอบ "สบายดีอยู่ สงบดีอยู่ครับกระผม"
"ท่านจะนอนตายอยู่นั้นเหรอ?"
อาจารย์ถามต่อพร้อมกับแสดงสีหน้าสีตาแบบเอาจริงชนิดเตรียมเข่นเต็มที่แล้วว่า "ท่านรู้ไหม? สุขในสมาธิเหมือนกับเนื้อติดฟัน ท่านรู้ไหม? สมาธิก็เหมือนกับเนื้อติดฟันนั้นแหละ มันสุขขนาดไหน เนื้อติดฟัน ท่านรู้ไหม?ๆ" ท่านขนาบต่ออีกว่า "ท่านรู้ไหมว่า สมาธิทั้งแท่งนั้นละคือตัวสมุทัยทั้งแท่ง ท่านรู้ไหม?ๆ"
ลูกศิษย์โต้เหตุผลกับอาจารย์ทันทีว่า "ถ้าหากว่าสมาธิเป็นตัวสมุทัยแล้ว สัมมาสมาธิจะให้เดินที่ไหน!"
อาจารย์แก้ว่า "มันก็ไม่ใช่สมาธิตาย นอนตายอยู่อย่างนี้ซิ สมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิต้องรู้สมาธิ ปัญญาต้องรู้ปัญญา อันนี้มันเอาสมาธิเป็นนิพพานเลย มันบ้าสมาธินี่ สมาธินอนตายอยู่นี้เหรอเป็นสัมมาสมาธิน่ะ เอ้าๆ พูดออกมาซิ"
คราวนี้ลูกศิษย์จึงยอมลงใจ ยอมหมอบราบต่อครูบาอาจารย์ เพราะชัดเจนในเหตุผลแล้ว เพราะจากบ้านไปนาน
จะขอกล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นปีที่ท่านบวชได้ 12 พรรษา ครั้งนั้นท่านมีความจำเป็นต้องเข้ามาทำธุระที่อุดรธานี หลังจากพักได้ระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่ท่านกำลังจะเข้าไปในตลาด ทันในนั้นหญิงสาวรุ่นคนหนึ่งอายุราว 17-18 ปี ก็ตรงรี่เข้ามาหาท่าน จากนั้นจึงนั่งลงแล้วประนมมือขึ้น และถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเป็นคนคุ้นเคยกันมานานแล้วว่า
"เอ้า หลวงพี่จะกลับแล้วหรือ?"
ท่านรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย นึกอยู่ในใจว่า "ใครกันหนอ? เด็กน้อยนี่ทำไมถึงได้ฉลาดกล้าเข้ามาถามเราในท่ามกลางฝูงชนเช่นนี้หนอ?"
จากนั้นท่านก็ตอบด้วยท่าทางเป็นปกติว่า "ยัง เราเข้าไปธุระในตลาดเฉยๆ นางมาจากไหนละ?"
พอถามเช่นนี้เข้า ถึงกับทำให้หญิงสาวคนนั้นระเบิดหัวเราะออกมาเสียยกใหญ่ เพราะขบขันว่าพี่ชายไปบวชแล้ว คงจะจากบ้านไปอยู่ป่าเสียนาน จนกระทั่งจำไม่ได้แม้แต่น้องสาวของตัวเอง จึงพูดทั้งที่ยังหัวเราะอยู่นั้นว่า "โอ๋ยหนอจำไม่ได้กระทั่งน้องสาวน้อ"
น้องพูดขึ้นเช่นนั้นพร้อมบอกชื่อบอกนามช่วยฟื้นความจำให้ ท่านจึงนิ่งคิดอยู่นิดหนึ่ง พอระลึกได้เท่านั้นก็หัวเราะขึ้นเช่นกัน
"โอ๋ย เราก็จำไม่ได้"
เหตุที่ท่านจะจำน้องสาวคนนี้ไม่ได้ ก็เพราะตอนท่านออกบวช น้องสาวอายุได้ 5 ขวบเท่านั้น เมื่อท่านจากไปในที่ต่างๆ นานๆ ครั้งจึงจะกลับมาเยี่ยมบ้าน ครั้นเมื่อน้องๆ โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ท่านเลยไม่สามารถจะจดจำได้