Paang
12-26-2005, 05:58 AM
http://www.luangta.com/salawatpa/content_images/159/02.jpg
วันบวช
หลวงตาบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดโยธานิมิตร บ้านหนองขอนกว้าง ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 7 ปีจอ (ตรงกับวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2477) พระอุปัชฌาย์ของท่านคือ ท่านเจ้าคุณ พระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
เคารพธรรม เคารพวินัย
นิสัยที่เป็นคนทำอะไรทำจริง ท่านจึงระลึกเตือนตนเองว่า "พ่อแม่ไม่ได้ติดตามมาแนะนำ มาคอยตักเตือนเราอีกแล้ว เราต้องเป็นเราเต็มตัว"ด้วยเหตุนี้เอง นับแต่วันเข้านาคเป็นต้นมา ท่านจึงฝึกฝนเรื่องการตื่นนอนใหม่ ให้สะดุ้งตื่นทันทีที่รู้สึกตัวขึ้นมา
ท่านเคยเล่าว่า "...ครั้นบวชแล้ว ก็ตั้งใจเอาบุญเอากุศลจริงๆ พยายามรักษาสิกขาบทวินัยให้เป็นไปตามหลักของพระอย่างแท้จริง ขณะที่เป็นพระอยู่นั้น จะไม่ให้ต้องติตนได้แต่อย่างหนึ่งอย่างใด จนกระทั่งถึงวันลาสิกขาบท นี้เป็นความคิดเบื้องต้น...
...ครั้นเวลาก้าวเข้าไปสู่วัดแล้วก็ปฏิบัติตัวอย่างนั้นจริงๆ ไม่เคยเถลไถลออกนอกวัดไปเที่ยวเตร็ดเตร่เร่ร่อนยังสถานที่ต่างๆ ดังเพื่อนฝูงที่มาฝึกหัดนาคเพื่อจะบวชเป็นกัน แม้ในการเรียนทางปริยัติธรรม ก็ตั้งใจศึกษาจริงๆ อยู่อ่านหนังสือจนดึกดื่นเที่ยงคืน ตีสองบ้าง ตีสามบ้าง เป็นประจำ ตีห้าบ้างเป็นบางคืน แต่ก็สามารถตื่นทำวัตรเช้าและออกบิณฑบาตได้ทันทุกครั้งไป ไม่เคยขาดแม้แต่ครั้งเดียว..."
ท่านได้ตั้งสัจอธิษฐานว่า
"...ตลอดพรรษานี้จะไม่ให้ขาดทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นรวมกันกับหมู่เพื่อนพระเณรแม้แต่วันเดียว แม้บางครั้งมีกิจนิมนต์ข้างนอก ก็กราบเรียนขอให้ท่านพระครูอาจารย์เจ้าอาวาสรอทำวัตรรวมพร้อมกัน เพื่อไม่ให้ขาดตามที่ตั้งสัจอธิษฐานนั้นไว้... " สำหรับการทำวัตรสวดมนต์ส่วนตัวของท่าน จะทำอีกครั้งหนึ่งที่กุฏิของท่านเอง
แรงบันดาลใจ ให้ฝักใฝ่ภาวนา
ท่านเล่าเหตุการณ์ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ไว้ว่า
"...ท่านพระครูท่านชอบภาวนานะ ท่านให้เราไปอยู่ในโบสถ์ด้วยกัน ท่านอยู่เตียงนอนทางหลังพระพุทธรูป พวกเราก็นอนในโบสถ์นั่นแหละ แต่เป็นหน้าพระพุทธรูปออกไปโน่นประตูออกโน่น พวกนาค 2-3 คน นอนอยู่โน่น ท่านสวดมนต์เก่งนะ แล้วก็ภาวนา
ตื่นเช้าออกมาตั้งแต่ตี 4 ท่านออกไปเดินจงกรมที่หน้าโบสถ์ มันโล่งหมดนะ แต่ก่อนเราเป็นนาค เราเห็นอยู่ ท่านออกไปเมื่อไหร่เราก็เห็นอยู่ เวลาท่านเดินจงกรม เราคอยสังเกตดูอยู่
เมื่อบวชแล้วเราจึงเดินจงกรม แล้วไปถามคำภาวนากับท่าน เราไม่ลืมนะ เพราะเราชอบภาวนา
"กระผมอยากภาวนา จะให้ภาวนายังไง? " เราถามท่าน
"เออ ให้ภาวนาว่า พุทโธ นะ เราก็ภาวนา พุทโธ เหมือนกันแหละ"
ท่านก็สอนเท่านั้น เราก็ไปภาวนาพุทโธด้วยความเลื่อมใส พอใจในการภาวนาอยู่กุฏิใหญ่ทางด้านทิศเหนือ กลางคืนดึกๆ จะลงมาเดินจงกรมทุกคืนนะ...เวลาจะหลับจะนอน จะเหลือเวลาไว้ คือหยุดเรียนหนังสือ 1 ชั่วโมงเพื่อนั่งภาวนา...สมมติว่าจะพักนอนตี 2 ตอนตี 1 จะหยุดเรียนหนังสือแล้ว
ชั่วโมงนั้นแหละเป็นชั่วโมงภาวนาเป็นประจำนะ...ถึงเวลาก็ลงมาเดินเงียบๆ จากนั้นก็นั่งภาวนา แล้วก็หลับ... "
เกี่ยวกับเรื่องภาวนาและกรรมฐานนั้น ท่านมีความเคารพเลื่อมใสมาแต่เดิมแล้ว แม้เริ่มบวชทีแรกที่วัดโยธานิมิตรแห่งนี้ หากเห็นพระกรรมฐานมาพักด้วย ท่านจะต้องรีบไปถึงก่อนเพื่อจะได้พูดคุยเรื่องธรรมะเรื่องจิตกับท่าน
แรงดึงดูดใจ ให้ไม่ทิ้งภาวนา
ท่านพยายามปฏิบัติเช่นนี้อยู่เป็นประจำไม่ลดละ แรกๆ จิตใจก็ไม่สงบเท่าใดนัก แต่เมื่อทำอยู่หลายครั้งหลายหน จิตก็เริ่มสงบตัวลงไปโดยลำดับๆ จนเกิดความอัศจรรย์ ดังนี้
"...นี่แหละที่ได้เห็นความอัศจรรย์ของจิต ทำไปสะเปะสะปะ ไปนั่งภาวนาพุทโธ พุทโธ...สำรวมจิตตั้งสติไว้กับพุทโธ พุทโธ...มันไม่เคยเป็น ไม่เคยรู้เคยเห็น ไม่เคยคาดเคยฝันว่ามันจะเป็นอย่างนั้น พอพุทโธไปๆ ปรากฏว่ามันเหมือนเราตากแหไว้นะ แล้วตีนแหก็หดเข้ามา หดเข้ามา พร้อมๆ กัน
พอนึกพุทโธกับสติถี่ยิบเข้าไปเหมือนดึงจอมแห กระแสของจิตที่มันซ่านไปในที่ต่างๆ มันจะหดตัวเข้ามา เหมือนตีนแหหดตัวเข้ามา ลักษณะมันเป็นอย่างนั้น เราก็ยิ่งเกิดความสนใจ ก็เลยพุทโธถี่ยิบเข้ามา หดเข้ามา หดเข้ามา ถึงที่...กึ๊ก เลย...ขาดสะบั้นไปหมดโลกนี้...ขาดออกไปจากทุกสิ่งทุกอย่าง มีเด่นอยู่แต่จิต...
จิตนี้เป็นเหมือนเกาะอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร จิตที่รู้ๆ เด่นๆ อัศจรรย์นี้ นอกนั้นก็เป็นโลกสงสารเป็นมหาสมุทรไปหมด แต่เกาะนี้เป็นเกาะที่เด่นดวงอัศจรรย์สง่างาม อัศจรรย์ตื่นเต้น เราไม่เคยเห็น เลยตื่นเต้น เจ้าของเลยกระตุกตัวเอง ทีนี้จิตมันก็ถอนออกมา โอ๊ย เสียดายจะเป็นจะตาย
วันหลังขยับใหญ่เลย ก็ไม่ได้เรื่องแม้ขยับเท่าไหร่ก็ไม่ได้เรื่อง นั่นแหละ เลยเฮ้อ เอาละ ทำไปตามประสีประสาก็แล้วกัน ทีนี้มันก็ปล่อยอารมณ์ความยึดอดีตน่ะสิ พอทำไปๆ ก็เลยเป็นอย่างนั้นอีก เลยขยับบ้าเข้าอีกๆ เลยไม่ได้เรื่อง...
จิตที่ว่าอัศจรรย์อย่างนี้นะ วันนั้นทั้งวันจิตไม่พรากไม่ห่างจากอัศจรรย์ที่ปรากฏในจิตนั้น มันกระหยิ่มอยู่อย่างนั้น เรียนหนังสือมันก็อยู่ด้วยกัน จิตไม่ส่งไปไหนเลยนี่แหละ เป็นหลักใหญ่ที่เป็นเครื่องยึดของใจเอามากอันหนึ่ง... "
**
ตั้งจุดมุ่งหมายชีวิต
นับแต่ท่านได้เรียนหนังสือตำรับตำราทางธรรม ธรรมะซึ่งเป็นของจริงอยู่แล้ว กับนิสัยที่จริงจังของท่านก็รู้สึกว่าเข้ากันได้อย่างสนิท ดังท่านเคยเล่าว่า
"...เมื่อเรียนธรรมะไปตรงไหน มันสะดุดใจเข้าไปเรื่อยๆ โดยลำดับ นับตั้งแต่หนังสือธรรมะชื่อ นวโกวาท ที่เป็นพื้นฐานแห่งการศึกษาเบื้องต้น จากนั้นก็อ่านพุทธประวัติ ทำให้เกิดความสลดสังเวช สงสารพระองค์ท่านในเวลาที่ทรงลำบาก ทรมาน พระองค์ก่อนตรัสรู้ธรรม จนถึงกับน้ำตาร่วงไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งอ่านจบ เกิดความสลดใจอย่างยิ่ง ในความพากเพียรของพระองค์ซึ่งเป็นกษัตริย์ทั้งองค์ ทรงสละราชสมบัติออกทรงผนวชเป็นคนขอทานล้วนๆ ซึ่งสมัยนั้นไม่มีศาสนา คำว่าการให้ทานได้บุญอย่างนั้น การรักษาศีลได้บุญอย่างนี้ไม่เคยมี พระองค์ก็ต้องเป็นคนอนาถาและขอทานเขามาโดยตรง และฝึกอบรมพระองค์เต็มพระสติกำลังทุกวิถีทางเป็นเวลา 6 ปี ถึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา
ในขณะที่อ่านประวัติของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ธรรม รู้สึกอัศจรรย์อย่างยิ่งถึงกับน้ำตาร่วงเช่นเดียวกัน... "
แม้เมื่อท่านได้อ่านประวัติพระสาวกอรหันต์ทั้งหลายที่ท่านออกมาจากสกุลต่างๆ กัน ตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ มหาเศรษฐีกระฎุมพี พ่อค้า ประชาชน ตลอดคนธรรมดา ท่านกล่าวว่า
"...องค์ไหนออกมาจากสกุลใด หลังจากได้รับพระโอวาทจากพระพุทธเจ้าแล้ว ต่างก็ไปบำเพ็ญในป่าในเขาอย่างเอาจริงเอาจัง เดี๋ยวองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่ที่นั้น องค์นั้นสำเร็จอยู่ในป่านั้น ในเขาลูกนั้น ในถ้ำนั้น ในทำเลนี้มีแต่ที่สงบสงัด ก็เกิดความเชื่อเลื่อมใสขึ้นมาทำให้ใจหมุนติ้ว เรื่องภายนอกก็ค่อยจืดไปจางไป... "
ท่านเล่าถึงความรู้สึกที่ค่อยแปรเปลี่ยนไป แปรเปลี่ยนไป เช่นนี้ว่า
"...ทีแรกก็คิดจะไปสวรรค์ ทีแรกคิดจะไปพรหมโลก พออ่านประวัติสาวกมากๆ เข้า มันไม่อยากไปละซิ อยากไป นิพพาน สุดท้ายก็อยากไปแต่นิพพานอย่างเดียวอยากเป็น พระอรหันต์ อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีเปอร์เซ็นต์อื่นเข้ามาเจือปนเลย ทีนี้จิตมันก็พุ่งลงตรงนั้นลงช่องเดียว
ความตั้งใจเดิมว่าจะบวชเพียง 2 พรรษาแล้วสึกหาลาเพศนั้น ค่อยจืดจางลงไปๆ ทุกขณะ กลับเพิ่มพูนความยินดีในเพศนักบวชมากเข้าไปทุกที เรื่องธรรมะก็รู้สึกดูดดื่มยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จิตใจก็เปลี่ยนแปลงไป... "
ด้วยเหตุนี้เอง ในระยะต่อมาท่านจึงได้ออกจากบ้านตาดไปศึกษาเล่าเรียนในที่ต่างๆ จนกระทั่งได้ตั้งสัจอธิษฐานไว้เลยว่า
"เมื่อจบเปรียญ 3 ประโยคแล้ว จะออกปฏิบัติโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข เพราะอยากพ้นทุกข์เหลือกำลังอยากเป็นพระอรหันต์นั่นเอง"
แม้มีอุปสรรค ก็ไม่ท้อถอย
ด้วยความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวถึงกับทำให้ท่านเคยพูดเชิงทีเล่นทีจริงกับโยมแม่ของท่านเองว่า
"...แม่ เสื้อผ้าที่ลูกเก็บไว้นั้น เอาให้หมู่เพื่อน เอาให้พี่ให้น้องนะ ถ้าเกิดตอนหลังคิดจะสึกมา จะหาถากเปลือกไม้เอามาใส่แทนหรอก"
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าท่านเกิดความเชื่อความเลื่อมใสในธรรมแล้ว และคิดอยากบำเพ็ญตนให้เป็นเช่นนั้นตามเสด็จพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคแก่ท่านในระยะเริ่มต้นก็คือ ท่านมีความลังเลสงสัยว่า ปฏิปทาแนวทางการปฏิบัติที่เราดำเนินตามท่านเหล่านั้นจะบรรลุถึงจุดที่ท่านบรรลุหรือไม่ หรือว่าทางเหล่านี้จะกลายเป็นขวากเป็นหนาม เป็นโมฆะและกลายเป็นความลำบากแก่ตนผู้ปฏิบัติไปเปล่าๆ อีกประการหนึ่งก็สงสัยว่า
"เวลานี้ มรรคผลนิพพาน จะมีอยู่เหมือนครั้งพุทธกาลหรือไม่? "
ท่านได้เก็บความสงสัยนี้ฝังอยู่ภายในใจเพราะไม่สามารถจะระบายให้ผู้ใดฟังได้ และเข้าใจว่าคงไม่มีใครสามารถแก้ไขความสงสัยนี้ให้สิ้นซากไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านเล่าว่า ท่านมีความรู้สึกเชื่อมั่นอย่างเต็มใจตามวิสัยของปุถุชน ถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และการตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ของพระสาวกท่าน
ความสงสัยดังกล่าวนี้ จึงเป็นเหตุให้ท่านมีความสนใจและมุ่งหวังที่จะพบท่านอาจารย์มั่น ภูมิทัตโต อยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่เคยพบเห็นท่านมาก่อนก็ตาม แต่เพราะได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว ตั้งแต่ตอนเด็กสมัยที่ท่านอาจารย์มั่นมาอยู่ทางอำเภอบ้านผือ อุดรธานี จึงทำให้รู้สึกเชื่อมั่นอยู่ลึกๆ ภายในใจว่า ท่านอาจารย์มั่น จะสามารถไขปัญหานี้ให้กระจ่ายได้
ค้นคว้าตำราจริงจัง
ความมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะออกปฏิบัติเมื่อจบมหาเปรียบแล้วนี้เอง ทำให้การเรียนของท่านจึงมิใช่จะหาความรู้เพียงแค่วิชาในชั้นเรียนเท่านั้น แต่หากความรู้ใดจะเป็นประโยชน์ต่อการออกปฏิบัติกรรมฐาน ท่านจะพยายามศึกษาค้นคว้าตำรับตำราเพิ่มเติมเข้าไปอย่างเต็มที่ เฉพาะอย่างยิ่งจากพระไตรปิฎก สังเกตได้จากความตั้งใจของท่านที่ว่า
"...เราจะเรียนทุกสิ่งทุกอย่าง ที่พอจำได้เราจะจำ เราจะจดโน้ตคัดเอาไว้ๆ มีสมุดเล็กๆ คัดเอาไว้ในนั้นๆ อันนี้มาจากเล่มนั้นๆ ชาดกเล่มนั้นๆ หน้าที่เท่านั้นจดไว้ๆ เวลาเราต้องการความพิสดาร เราก็ไปเปิดดูง่ายๆ ที่เราจด
แต่ส่วนมากพอมองเห็นที่คัดไว้เท่านี้ มันก็เข้าใจไปหมดแล้ว เพราะอ่านมาแล้วนี่ ก็ไม่จำเป็นต้องไปค้นดูพระไตรปิฎกละ เพราะฉะนั้น เวลาหนังสือผ่านมาที่ไหนๆ ถึงรู้ทันทีๆ เพราะได้อ่านมาหมด มันอยู่ในข่ายของพระไตรปิฎกทั้งนั้นละ
ทีนี้พระไตรปิฎกเราก็ค้นเสียจนพอก่อนที่จะออกมาปฏิบัติ เวลาว่างจากเรียนหนังสือ ปิดโรงเรียนนั้นละ เป็นเวลาค้นหนังสือ เวลาเรียนหนังสือก็เรียนไปตามหลักวิชานั้นเสีย
ครั้นเวลาหยุดเรียนหนังสือ ก็ค้นพระไตรปิฎก โน้ตๆ เอาไว้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ในเวลาจะออกปฏิบัติ เพราะตั้งใจจะออกปฏิบัติเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น... "
สมัยที่เรียนปริยัติอยู่นั้น แม้จะมีอุปสรรคบางประการที่ทำให้มีข้อเสียเปรียบเพื่อนที่เรียนหนังสือด้วยกันอยู่บ้าง แต่ด้วยความอุตสาหะวิริยะของท่าน ปัญหาดังกล่าวก็ไม่มีผลแต่อย่างใด ดังนี้
"...หัวสมองเรานี่ เกี่ยวกับความจำมันอยู่ในย่านกลางนะ ดีก็ไม่ใช่ ต่ำกว่านั้นก็ไม่ใช่ อยู่ในย่านกลางนี่แหละ เราจะเห็นได้จากพวกหมู่เพื่อนที่เขาเรียนหนังสือด้วยกัน ท่องสองหนสามหนเท่านั้น เขาจำได้แล้วนะ
เรานี่เอาจนแทบเป็นแทบตายมันก็ไม่ได้ ผิดกันมากนะ ท่องสูตรเดียวกันนี้ เขาไปท่องมาชั่วโมงสองชั่วโมง เขาจำได้แล้วสูตรหนึ่ง เราฟาดมันจนไม่ทราบกี่ชั่วโมง มันก็ไม่ได้นะ
ผู้ที่หนากว่าเราก็ยังมีอีก นี่มันเทียบได้ เราจึงอยู่ในย่านนี้ ไม่ใช่ย่านนั้น คือ ย่านสูงกว่านั้นเราก็ไม่ได้... "
เหตุข้างต้นนี้เอง ทำให้ท่านต้องขยันหมั่นเพียรอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ท่านก็ไม่ได้รู้สึกท้อถอยน้อยใจ กลับตั้งอกตั้งใจเรียนยิ่งขึ้นไปอีก
***
วันบวช
หลวงตาบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดโยธานิมิตร บ้านหนองขอนกว้าง ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 7 ปีจอ (ตรงกับวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2477) พระอุปัชฌาย์ของท่านคือ ท่านเจ้าคุณ พระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
เคารพธรรม เคารพวินัย
นิสัยที่เป็นคนทำอะไรทำจริง ท่านจึงระลึกเตือนตนเองว่า "พ่อแม่ไม่ได้ติดตามมาแนะนำ มาคอยตักเตือนเราอีกแล้ว เราต้องเป็นเราเต็มตัว"ด้วยเหตุนี้เอง นับแต่วันเข้านาคเป็นต้นมา ท่านจึงฝึกฝนเรื่องการตื่นนอนใหม่ ให้สะดุ้งตื่นทันทีที่รู้สึกตัวขึ้นมา
ท่านเคยเล่าว่า "...ครั้นบวชแล้ว ก็ตั้งใจเอาบุญเอากุศลจริงๆ พยายามรักษาสิกขาบทวินัยให้เป็นไปตามหลักของพระอย่างแท้จริง ขณะที่เป็นพระอยู่นั้น จะไม่ให้ต้องติตนได้แต่อย่างหนึ่งอย่างใด จนกระทั่งถึงวันลาสิกขาบท นี้เป็นความคิดเบื้องต้น...
...ครั้นเวลาก้าวเข้าไปสู่วัดแล้วก็ปฏิบัติตัวอย่างนั้นจริงๆ ไม่เคยเถลไถลออกนอกวัดไปเที่ยวเตร็ดเตร่เร่ร่อนยังสถานที่ต่างๆ ดังเพื่อนฝูงที่มาฝึกหัดนาคเพื่อจะบวชเป็นกัน แม้ในการเรียนทางปริยัติธรรม ก็ตั้งใจศึกษาจริงๆ อยู่อ่านหนังสือจนดึกดื่นเที่ยงคืน ตีสองบ้าง ตีสามบ้าง เป็นประจำ ตีห้าบ้างเป็นบางคืน แต่ก็สามารถตื่นทำวัตรเช้าและออกบิณฑบาตได้ทันทุกครั้งไป ไม่เคยขาดแม้แต่ครั้งเดียว..."
ท่านได้ตั้งสัจอธิษฐานว่า
"...ตลอดพรรษานี้จะไม่ให้ขาดทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นรวมกันกับหมู่เพื่อนพระเณรแม้แต่วันเดียว แม้บางครั้งมีกิจนิมนต์ข้างนอก ก็กราบเรียนขอให้ท่านพระครูอาจารย์เจ้าอาวาสรอทำวัตรรวมพร้อมกัน เพื่อไม่ให้ขาดตามที่ตั้งสัจอธิษฐานนั้นไว้... " สำหรับการทำวัตรสวดมนต์ส่วนตัวของท่าน จะทำอีกครั้งหนึ่งที่กุฏิของท่านเอง
แรงบันดาลใจ ให้ฝักใฝ่ภาวนา
ท่านเล่าเหตุการณ์ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ไว้ว่า
"...ท่านพระครูท่านชอบภาวนานะ ท่านให้เราไปอยู่ในโบสถ์ด้วยกัน ท่านอยู่เตียงนอนทางหลังพระพุทธรูป พวกเราก็นอนในโบสถ์นั่นแหละ แต่เป็นหน้าพระพุทธรูปออกไปโน่นประตูออกโน่น พวกนาค 2-3 คน นอนอยู่โน่น ท่านสวดมนต์เก่งนะ แล้วก็ภาวนา
ตื่นเช้าออกมาตั้งแต่ตี 4 ท่านออกไปเดินจงกรมที่หน้าโบสถ์ มันโล่งหมดนะ แต่ก่อนเราเป็นนาค เราเห็นอยู่ ท่านออกไปเมื่อไหร่เราก็เห็นอยู่ เวลาท่านเดินจงกรม เราคอยสังเกตดูอยู่
เมื่อบวชแล้วเราจึงเดินจงกรม แล้วไปถามคำภาวนากับท่าน เราไม่ลืมนะ เพราะเราชอบภาวนา
"กระผมอยากภาวนา จะให้ภาวนายังไง? " เราถามท่าน
"เออ ให้ภาวนาว่า พุทโธ นะ เราก็ภาวนา พุทโธ เหมือนกันแหละ"
ท่านก็สอนเท่านั้น เราก็ไปภาวนาพุทโธด้วยความเลื่อมใส พอใจในการภาวนาอยู่กุฏิใหญ่ทางด้านทิศเหนือ กลางคืนดึกๆ จะลงมาเดินจงกรมทุกคืนนะ...เวลาจะหลับจะนอน จะเหลือเวลาไว้ คือหยุดเรียนหนังสือ 1 ชั่วโมงเพื่อนั่งภาวนา...สมมติว่าจะพักนอนตี 2 ตอนตี 1 จะหยุดเรียนหนังสือแล้ว
ชั่วโมงนั้นแหละเป็นชั่วโมงภาวนาเป็นประจำนะ...ถึงเวลาก็ลงมาเดินเงียบๆ จากนั้นก็นั่งภาวนา แล้วก็หลับ... "
เกี่ยวกับเรื่องภาวนาและกรรมฐานนั้น ท่านมีความเคารพเลื่อมใสมาแต่เดิมแล้ว แม้เริ่มบวชทีแรกที่วัดโยธานิมิตรแห่งนี้ หากเห็นพระกรรมฐานมาพักด้วย ท่านจะต้องรีบไปถึงก่อนเพื่อจะได้พูดคุยเรื่องธรรมะเรื่องจิตกับท่าน
แรงดึงดูดใจ ให้ไม่ทิ้งภาวนา
ท่านพยายามปฏิบัติเช่นนี้อยู่เป็นประจำไม่ลดละ แรกๆ จิตใจก็ไม่สงบเท่าใดนัก แต่เมื่อทำอยู่หลายครั้งหลายหน จิตก็เริ่มสงบตัวลงไปโดยลำดับๆ จนเกิดความอัศจรรย์ ดังนี้
"...นี่แหละที่ได้เห็นความอัศจรรย์ของจิต ทำไปสะเปะสะปะ ไปนั่งภาวนาพุทโธ พุทโธ...สำรวมจิตตั้งสติไว้กับพุทโธ พุทโธ...มันไม่เคยเป็น ไม่เคยรู้เคยเห็น ไม่เคยคาดเคยฝันว่ามันจะเป็นอย่างนั้น พอพุทโธไปๆ ปรากฏว่ามันเหมือนเราตากแหไว้นะ แล้วตีนแหก็หดเข้ามา หดเข้ามา พร้อมๆ กัน
พอนึกพุทโธกับสติถี่ยิบเข้าไปเหมือนดึงจอมแห กระแสของจิตที่มันซ่านไปในที่ต่างๆ มันจะหดตัวเข้ามา เหมือนตีนแหหดตัวเข้ามา ลักษณะมันเป็นอย่างนั้น เราก็ยิ่งเกิดความสนใจ ก็เลยพุทโธถี่ยิบเข้ามา หดเข้ามา หดเข้ามา ถึงที่...กึ๊ก เลย...ขาดสะบั้นไปหมดโลกนี้...ขาดออกไปจากทุกสิ่งทุกอย่าง มีเด่นอยู่แต่จิต...
จิตนี้เป็นเหมือนเกาะอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร จิตที่รู้ๆ เด่นๆ อัศจรรย์นี้ นอกนั้นก็เป็นโลกสงสารเป็นมหาสมุทรไปหมด แต่เกาะนี้เป็นเกาะที่เด่นดวงอัศจรรย์สง่างาม อัศจรรย์ตื่นเต้น เราไม่เคยเห็น เลยตื่นเต้น เจ้าของเลยกระตุกตัวเอง ทีนี้จิตมันก็ถอนออกมา โอ๊ย เสียดายจะเป็นจะตาย
วันหลังขยับใหญ่เลย ก็ไม่ได้เรื่องแม้ขยับเท่าไหร่ก็ไม่ได้เรื่อง นั่นแหละ เลยเฮ้อ เอาละ ทำไปตามประสีประสาก็แล้วกัน ทีนี้มันก็ปล่อยอารมณ์ความยึดอดีตน่ะสิ พอทำไปๆ ก็เลยเป็นอย่างนั้นอีก เลยขยับบ้าเข้าอีกๆ เลยไม่ได้เรื่อง...
จิตที่ว่าอัศจรรย์อย่างนี้นะ วันนั้นทั้งวันจิตไม่พรากไม่ห่างจากอัศจรรย์ที่ปรากฏในจิตนั้น มันกระหยิ่มอยู่อย่างนั้น เรียนหนังสือมันก็อยู่ด้วยกัน จิตไม่ส่งไปไหนเลยนี่แหละ เป็นหลักใหญ่ที่เป็นเครื่องยึดของใจเอามากอันหนึ่ง... "
**
ตั้งจุดมุ่งหมายชีวิต
นับแต่ท่านได้เรียนหนังสือตำรับตำราทางธรรม ธรรมะซึ่งเป็นของจริงอยู่แล้ว กับนิสัยที่จริงจังของท่านก็รู้สึกว่าเข้ากันได้อย่างสนิท ดังท่านเคยเล่าว่า
"...เมื่อเรียนธรรมะไปตรงไหน มันสะดุดใจเข้าไปเรื่อยๆ โดยลำดับ นับตั้งแต่หนังสือธรรมะชื่อ นวโกวาท ที่เป็นพื้นฐานแห่งการศึกษาเบื้องต้น จากนั้นก็อ่านพุทธประวัติ ทำให้เกิดความสลดสังเวช สงสารพระองค์ท่านในเวลาที่ทรงลำบาก ทรมาน พระองค์ก่อนตรัสรู้ธรรม จนถึงกับน้ำตาร่วงไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งอ่านจบ เกิดความสลดใจอย่างยิ่ง ในความพากเพียรของพระองค์ซึ่งเป็นกษัตริย์ทั้งองค์ ทรงสละราชสมบัติออกทรงผนวชเป็นคนขอทานล้วนๆ ซึ่งสมัยนั้นไม่มีศาสนา คำว่าการให้ทานได้บุญอย่างนั้น การรักษาศีลได้บุญอย่างนี้ไม่เคยมี พระองค์ก็ต้องเป็นคนอนาถาและขอทานเขามาโดยตรง และฝึกอบรมพระองค์เต็มพระสติกำลังทุกวิถีทางเป็นเวลา 6 ปี ถึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา
ในขณะที่อ่านประวัติของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ธรรม รู้สึกอัศจรรย์อย่างยิ่งถึงกับน้ำตาร่วงเช่นเดียวกัน... "
แม้เมื่อท่านได้อ่านประวัติพระสาวกอรหันต์ทั้งหลายที่ท่านออกมาจากสกุลต่างๆ กัน ตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ มหาเศรษฐีกระฎุมพี พ่อค้า ประชาชน ตลอดคนธรรมดา ท่านกล่าวว่า
"...องค์ไหนออกมาจากสกุลใด หลังจากได้รับพระโอวาทจากพระพุทธเจ้าแล้ว ต่างก็ไปบำเพ็ญในป่าในเขาอย่างเอาจริงเอาจัง เดี๋ยวองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่ที่นั้น องค์นั้นสำเร็จอยู่ในป่านั้น ในเขาลูกนั้น ในถ้ำนั้น ในทำเลนี้มีแต่ที่สงบสงัด ก็เกิดความเชื่อเลื่อมใสขึ้นมาทำให้ใจหมุนติ้ว เรื่องภายนอกก็ค่อยจืดไปจางไป... "
ท่านเล่าถึงความรู้สึกที่ค่อยแปรเปลี่ยนไป แปรเปลี่ยนไป เช่นนี้ว่า
"...ทีแรกก็คิดจะไปสวรรค์ ทีแรกคิดจะไปพรหมโลก พออ่านประวัติสาวกมากๆ เข้า มันไม่อยากไปละซิ อยากไป นิพพาน สุดท้ายก็อยากไปแต่นิพพานอย่างเดียวอยากเป็น พระอรหันต์ อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีเปอร์เซ็นต์อื่นเข้ามาเจือปนเลย ทีนี้จิตมันก็พุ่งลงตรงนั้นลงช่องเดียว
ความตั้งใจเดิมว่าจะบวชเพียง 2 พรรษาแล้วสึกหาลาเพศนั้น ค่อยจืดจางลงไปๆ ทุกขณะ กลับเพิ่มพูนความยินดีในเพศนักบวชมากเข้าไปทุกที เรื่องธรรมะก็รู้สึกดูดดื่มยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จิตใจก็เปลี่ยนแปลงไป... "
ด้วยเหตุนี้เอง ในระยะต่อมาท่านจึงได้ออกจากบ้านตาดไปศึกษาเล่าเรียนในที่ต่างๆ จนกระทั่งได้ตั้งสัจอธิษฐานไว้เลยว่า
"เมื่อจบเปรียญ 3 ประโยคแล้ว จะออกปฏิบัติโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข เพราะอยากพ้นทุกข์เหลือกำลังอยากเป็นพระอรหันต์นั่นเอง"
แม้มีอุปสรรค ก็ไม่ท้อถอย
ด้วยความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวถึงกับทำให้ท่านเคยพูดเชิงทีเล่นทีจริงกับโยมแม่ของท่านเองว่า
"...แม่ เสื้อผ้าที่ลูกเก็บไว้นั้น เอาให้หมู่เพื่อน เอาให้พี่ให้น้องนะ ถ้าเกิดตอนหลังคิดจะสึกมา จะหาถากเปลือกไม้เอามาใส่แทนหรอก"
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าท่านเกิดความเชื่อความเลื่อมใสในธรรมแล้ว และคิดอยากบำเพ็ญตนให้เป็นเช่นนั้นตามเสด็จพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคแก่ท่านในระยะเริ่มต้นก็คือ ท่านมีความลังเลสงสัยว่า ปฏิปทาแนวทางการปฏิบัติที่เราดำเนินตามท่านเหล่านั้นจะบรรลุถึงจุดที่ท่านบรรลุหรือไม่ หรือว่าทางเหล่านี้จะกลายเป็นขวากเป็นหนาม เป็นโมฆะและกลายเป็นความลำบากแก่ตนผู้ปฏิบัติไปเปล่าๆ อีกประการหนึ่งก็สงสัยว่า
"เวลานี้ มรรคผลนิพพาน จะมีอยู่เหมือนครั้งพุทธกาลหรือไม่? "
ท่านได้เก็บความสงสัยนี้ฝังอยู่ภายในใจเพราะไม่สามารถจะระบายให้ผู้ใดฟังได้ และเข้าใจว่าคงไม่มีใครสามารถแก้ไขความสงสัยนี้ให้สิ้นซากไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านเล่าว่า ท่านมีความรู้สึกเชื่อมั่นอย่างเต็มใจตามวิสัยของปุถุชน ถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และการตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ของพระสาวกท่าน
ความสงสัยดังกล่าวนี้ จึงเป็นเหตุให้ท่านมีความสนใจและมุ่งหวังที่จะพบท่านอาจารย์มั่น ภูมิทัตโต อยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่เคยพบเห็นท่านมาก่อนก็ตาม แต่เพราะได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว ตั้งแต่ตอนเด็กสมัยที่ท่านอาจารย์มั่นมาอยู่ทางอำเภอบ้านผือ อุดรธานี จึงทำให้รู้สึกเชื่อมั่นอยู่ลึกๆ ภายในใจว่า ท่านอาจารย์มั่น จะสามารถไขปัญหานี้ให้กระจ่ายได้
ค้นคว้าตำราจริงจัง
ความมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะออกปฏิบัติเมื่อจบมหาเปรียบแล้วนี้เอง ทำให้การเรียนของท่านจึงมิใช่จะหาความรู้เพียงแค่วิชาในชั้นเรียนเท่านั้น แต่หากความรู้ใดจะเป็นประโยชน์ต่อการออกปฏิบัติกรรมฐาน ท่านจะพยายามศึกษาค้นคว้าตำรับตำราเพิ่มเติมเข้าไปอย่างเต็มที่ เฉพาะอย่างยิ่งจากพระไตรปิฎก สังเกตได้จากความตั้งใจของท่านที่ว่า
"...เราจะเรียนทุกสิ่งทุกอย่าง ที่พอจำได้เราจะจำ เราจะจดโน้ตคัดเอาไว้ๆ มีสมุดเล็กๆ คัดเอาไว้ในนั้นๆ อันนี้มาจากเล่มนั้นๆ ชาดกเล่มนั้นๆ หน้าที่เท่านั้นจดไว้ๆ เวลาเราต้องการความพิสดาร เราก็ไปเปิดดูง่ายๆ ที่เราจด
แต่ส่วนมากพอมองเห็นที่คัดไว้เท่านี้ มันก็เข้าใจไปหมดแล้ว เพราะอ่านมาแล้วนี่ ก็ไม่จำเป็นต้องไปค้นดูพระไตรปิฎกละ เพราะฉะนั้น เวลาหนังสือผ่านมาที่ไหนๆ ถึงรู้ทันทีๆ เพราะได้อ่านมาหมด มันอยู่ในข่ายของพระไตรปิฎกทั้งนั้นละ
ทีนี้พระไตรปิฎกเราก็ค้นเสียจนพอก่อนที่จะออกมาปฏิบัติ เวลาว่างจากเรียนหนังสือ ปิดโรงเรียนนั้นละ เป็นเวลาค้นหนังสือ เวลาเรียนหนังสือก็เรียนไปตามหลักวิชานั้นเสีย
ครั้นเวลาหยุดเรียนหนังสือ ก็ค้นพระไตรปิฎก โน้ตๆ เอาไว้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ในเวลาจะออกปฏิบัติ เพราะตั้งใจจะออกปฏิบัติเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น... "
สมัยที่เรียนปริยัติอยู่นั้น แม้จะมีอุปสรรคบางประการที่ทำให้มีข้อเสียเปรียบเพื่อนที่เรียนหนังสือด้วยกันอยู่บ้าง แต่ด้วยความอุตสาหะวิริยะของท่าน ปัญหาดังกล่าวก็ไม่มีผลแต่อย่างใด ดังนี้
"...หัวสมองเรานี่ เกี่ยวกับความจำมันอยู่ในย่านกลางนะ ดีก็ไม่ใช่ ต่ำกว่านั้นก็ไม่ใช่ อยู่ในย่านกลางนี่แหละ เราจะเห็นได้จากพวกหมู่เพื่อนที่เขาเรียนหนังสือด้วยกัน ท่องสองหนสามหนเท่านั้น เขาจำได้แล้วนะ
เรานี่เอาจนแทบเป็นแทบตายมันก็ไม่ได้ ผิดกันมากนะ ท่องสูตรเดียวกันนี้ เขาไปท่องมาชั่วโมงสองชั่วโมง เขาจำได้แล้วสูตรหนึ่ง เราฟาดมันจนไม่ทราบกี่ชั่วโมง มันก็ไม่ได้นะ
ผู้ที่หนากว่าเราก็ยังมีอีก นี่มันเทียบได้ เราจึงอยู่ในย่านนี้ ไม่ใช่ย่านนั้น คือ ย่านสูงกว่านั้นเราก็ไม่ได้... "
เหตุข้างต้นนี้เอง ทำให้ท่านต้องขยันหมั่นเพียรอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ท่านก็ไม่ได้รู้สึกท้อถอยน้อยใจ กลับตั้งอกตั้งใจเรียนยิ่งขึ้นไปอีก
***