sukhawadee
08-28-2005, 11:20 PM
คำถาม คำตอบปัญหาธรรม
ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
ถาม: หลวงพ่อคะ หนูอยากพ้นทุกข์ หนูเคยนั่งสมาธิบ่อย กำหนดพุทโธ หนูยิ่งนั่งมาก ก็ยิ่งหายใจขัด ๆ และ เจ็บหน้าอก ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด เมื่อหนูปฏิบัติใหม่ ๆ เวลานั่งหนูจะมีความรูสึกตัวเบาเหมือนจะลอย และเหมือนจะไม่หายใจ มันนิ่งไม่ปวด ไม่เมื่อย แต่ตอนนี้ยิ่งหนูปฏิบัติมาก และ บ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน มันไม่เป็นอย่างนั้นอีกเลยค่ะ หนูนั่งเป็นชั่วโมงมันก็เฉย ๆ ตอนนี้หนูยังเจ็บหน้าอกอยู่เลย ....
ตอบ: การภาวนาเบื้องต้น ผลปรากฏว่ากายเบาเหมือนตัวจะลอย ลมหายใจละเอียด จิตสงบนิ่งสบาย นั่นเป็นความถูกต้อง แต่มาตอนหลัง ๆ ผลกลับตรงข้ามนั้น ไม่ถูกเหมือนตอนแรก ควรตั้งสติให้รู้อยู่กับพุทโธ ๆ โดยเฉพาะในปัจจุบัน อย่าคาดผลในอดีต และชั่วที่เคยเป็นและผ่านมาแล้ว ใจจะส่ายแส่ไปตามอารมณ์อดีต ไม่เป็นปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม จะไม่ได้ผลดีดังที่เคยมีเคยเป็นมา จงปล่อยอารมณ์ดี - ชั่วของอดีตที่เคยได้เคยเป็นเสียทั้งมวล แล้วตั้งจิตให้ระลึกรู้อยู่กับพุท โธ อย่างเดียว ด้วยความมีสติ จิตของคุณจะสงบดังที่เคยเป็นไปตอนแรกเริ่มภาวนา ที่ขัดเจ็บหน้าอกนั้น น่าจะเป็นเพราะ คุณเกร็งตัว และ บังคับใจมากเกินหลักของการภาวนาไป กายจึงได้รับความกระทบ กระเทือน แบบนี้ กรุณาตั้งใจและตั้งสติธรรมดา ๆ เหมือนคนไม่เคยภาวนา ไม่เคยรู้เห็นอะไรมาก่อนเลย ให้ใจอยู่กับพุทโธด้วยความมีสติกำกับอยู่เท่านั้น คุณจะสบายและสงบเย็นภายในใจ
ถาม: ดิฉัน.... ฝึกนั่งสมาธิโดยวิธีการอานาปานสติอยู่ .....ขณะนี้มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติดังนี้
1. ขณะที่เพ่งดูลมหายใจ ให้รู้สึกลมหายใจเข้าออก เราควรจะตามลมเข้าไปจนสุดดี หรือ ให้รู้สึกแค่จุดกระทบที่ปลายจมูกจริง ๆที่เดียว
2. ขณะที่ลมเข้าและออกต้องนึกนิมิตภาย-ปลายจมูกกับริมฝีปากบนไหม หรือให้รู้แค่ลมอย่างเดียว...
3. ดิฉันสงสัยว่าเวลาเดินจงกรมนี้ บางครั้งเราจับที่ปลายเท้า ส้นเท้าที่เคลื่อนไหว แต่บางทีเหมือนคิดฟุ้งไปเรื่องบางเรื่อง เป็นไปได้ไหมว่าจิตทำงานพร้อมกันสองอย่างหรือว่าเป็นไปไม่ได้ จึงอยากทราบว่าจิตคนเรานี้ทำงานพร้อมกันทีละสองอย่างขึ้นไปได้ไหม แต่ที่แน่นอนคือความรู้สึกที่เท้าไม่แจ่มชัดเท่าตอนรู้สึก ที่เท้าอย่างเดียว
ตอบ: การกำหนดภาวนาด้วยธรรมบทใดก็ตาม เช่น กำหนดลมหายใจเป็นต้นด้วยความมีสติ ถ้าจิตสงบก็แสดงว่านั้นถูกกับจริตของตนแล้ว พึงทำต่อไปด้วยธรรมบทนั้น
1. กำหนดรู้จำเพาะลมผ่านเข้า-ออก ที่ดั้งจมูกเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องตามลมเข้าลมออก ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระมากขึ้นเปล่า ๆ ในการเริ่มฝึกหัด
2. ไม่ต้องนึกภาวนาจมูกหรือริมฝีปาก ให้รู้ลมเข้า - ออก อยู่เท่านั้น ด้วยความมีสติควบคุมงาน อย่าให้สติขาดวรรคขาดตอน
3. การเดินเป็นกิริยาเคลื่อนไหว จะกำหนดการเคลื่อนไหวของเท้าก็ได้ เพราะเป็นกริยาที่หยาบกว่า การนั่ง-นอน กำหนดลมอยู่กับที่
ป.ล. จิตทำงานหน้าที่เดียวเท่านั้น ที่จิตแย็บออกรู้สิ่งนั้นสิ่งนี้นั้นคือสติเผลอในขณะนั้นจงระวัง
ถาม: .... เมื่อเวลาที่ดิฉันปฏิบัติธรรม สมาธิเกิดขึ้นแล้วมีความรู้สึกชา หวิว และไม่รู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ พอมีความรู้สึกดังนี้ลมหายใจจะไม่สม่ำเสมอ และจะถอนจากสมาธิ เมื่อถอนออกมาแล้วยังรู้สึกชา และมึนศีรษะ เมื่อลุกขึ้นยืนรู้สึกเหมือนจะล้ม ต่อจากนั้น ดิฉันก็จะเข้านอนโดยกำหนดลมหายใจต่อจนหลับ แต่มีความรู้สึกว่าไม่หลับ ทั้งๆ ที่หลับ และจะรู้สึกหลับจริง ๆ เมื่อพลิกตัวอีกครั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนี้คะ การปฏิบัติและผลการปฏิบัติเช่นนี้ ถูกหรือ ผิด ประการใด
การยกจิตเข้าสู่ภูมิวิปัสสนาจะกระทำได้ตอนใด สมาธิของดิฉันเท่าที่เล่ามาสมควรที่จะดำเนินไปสู่วิปัสสนาได้หรือยัง เท่าที่เคยปฏิบัติมายังไม่เคยพิจารณาอะไรเลย จิตมันอยากจะสงบอยู่เฉย ๆ รู้สึกสบายดีค่ะ.....
ตอบ: .....เวลาจิตสงบโดยลำดับ ย่อมเริ่มปล่อยความรู้สึกทางร่างกายเข้ามาโดยลำดับ บางครั้งราวกับร่างกายไม่มี ( ในความรู้สึกว่ากายไม่มี) ในขณะนั้นลมหายใจจะละเอียด และ ละเอียดจนแทบไม่มีลม หรือไม่มีลมหายใจในความรู้สึกเลย ร่างกายจะเริ่มปรากฏชา - หวิว ๆ จนหายชา-หวิว แล้วก็รู้อยู่จำเพาะจิตแห่งเดียว ไม่มีอะไรยุ่งเกี่ยวอีก ในขณะนั้น นี่คือลักษณะของจิตที่ปรากฏในเวลาจิตสงบตามขั้น จนถึงขั้นละเอียดสุดของสมาธิ วิธีปฏิบัติต่อจิตในขณะสงบตัวคือ แม้ลมจะแผ่วเบาหรือหายไปในความรู้สึกขณะนั้นก็ไม่ต้องกังวัลกับลม เพราะเรามิได้ภาวนาเพื่อเอาลมหายใจ เราภาวนาเพื่อจิตต่างหาก จึงให้อยู่กับความรู้ ตัวรู้อันละเอียดนั้นโดยเฉพาะ ไม่ต้องกังวลกับลม กับ กายทุกส่วน เมื่อควรแก่กาลจิตถอนออกมาแล้ว เขาก็รู้และปฏิบัติต่อกันเอง โดยไม่มีอะไรมาบังคับ เพราะจิตกับกายเคยปฏิบัติต่อกันอยู่แล้ว การมึนศีรษะหรือมีอาการต่าง ๆ ผิดปกติบ้างทางร่างกายหลังจากภาวนาแล้ว ไม่ควรถือเป็นเครื่องกังวลใจ จะเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญในคราวต่อไป โดยกลัวว่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้แล้วความเพียรเลยล้มเหลวไป ตามกลมายาของกิเลส จากนั้นก็ถูกกิเลสลากขึ้นเขียง (หมอน-เสื่อ) หายเงียบไปเลย
การทำงานย่อมใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือทั้งทางโลก และ ทางธรรม ร่างกาย จึงต้องมีอาการต่าง ๆ ผิดปกติกว่าที่ไม่ทำงานไปบ้าง ควรนำมาเทียบเคียงผลที่ร่างกายได้รับจากงานทั้งสองฝ่ายนั้น (ฝ่ายโลกฝ่ายธรรม)
จะไม่แพ้กลหลอกของกิเลสอยู่ร่ำไปดังที่โลกเคยถูกเป็นประจำมาแล้ว ต้องขออภัยของเล่าความจริงมาเป็นเครื่องประกอบ อาจารย์เคยนั่งภาวนาตลอดรุ่ง ตอนลุกจากที่ภาวนา ล้มทั้งหงายโครมไม่เป็นท่าแทนที่จะเข็ดแต่ไม่เข็ด คราวหน้าเปลี่ยนวิธีในการลุก จากที่ภาวนาใหม่ คราวต่อไปเลยไม่ล้ม แม้ร่างกายจะชอกช้ำมากหลังจากนั้งภาวนาตลอดรุ่งมาแล้วเช่นคราวก่อนๆ
พระพุทธเจ้าปรากฏว่าทรงสลบ 3 หน ก่อนได้ตรัสรู้นำธรรมมาสอนโลกเราเพียงชา-หวิว กรุณานำมาเทียบกับท่านแล้วจงบำเพ็ญต่อไป หนักก็ให้รู้ว่าหนัก เบาก็ให้รู้ว่าเบา โง่ก็ให้รู้ว่าโง่ ฉลาดก็ให้รู้ว่าฉลาด จากการภาวนา จะได้รู้เรื่องของตัว ของโลกอย่างกว้างขวางรอบตัวรอบโลกธาตุ ไม่หวาดหวั่นไหวกับสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้นจากหลักการภาวนาซึ่งเคยทำคนให้ฉลาดมามากต่อมากจนนับไม่ได้แล้ว เราควรจะได้เป็นผู้หนึ่งในจำนวนคนฉลาดเหล่านั้น 1% คือเรายังเยี่ยมสำหรับเรา
การยกจิตเข้าสู่ปัญญานั้น หลังจากจิตถอนออกจากความสงบแล้ว ก็ควรพิจารณาทางด้านปัญญาได้ จิตของคุณควรแก่วิปัสสนาอยู่แล้ว อย่าปล่อยให้นอนจมอยู่กับสมาธิไปนานนัก จะเสียกาล เพื่อความฉลาดถอดถอนกิเลสด้วยปัญญา ( พิจารณาปัญญาหลังจากจิตถอนความสงบแล้ว มิใช่ทำในวาระเดียวกัน )
ที่คุณรู้ตัวว่าไม่หลับทั้ง ๆ ที่หลับนั้นถูกต้อง กรุณาให้เป็นไปตามที่เป็นนั้น อย่าสงสัยอย่าแก้ไขให้เป็นอย่างอื่น จะผิดความเป็นจริงที่กำลังเป็นอยู่เวลานี้
ถาม: .....กระผมได้ปฏิบัติธรรมโดยการภาวนา พุท หายใจเข้า โธ หายใจออก โดยการเอาสติมาใช้กับอิริยาบถทั้งสี่ สำคัญที่สุดที่ตรงโพรงจมูก แต่บางครั้งเวลาทำสมาธิอยู่จิตมักจักเกิดการสะดุ้งอยู่เสมอ เวลาทำอยู่ในสมาธิ กายมักจะเบาเหมือนนุ่น บางทีก็จะเห็นภาพโครงกระดูก หรือไม่ก็ศพเน่าที่มีหนอนไชอยู่ กระผมอยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยแนะนำทีว่า ทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง และไม่ผิด และข้อสำคัญที่จิตมักสะดุ้งในเวลาอยู่เฉยๆ ได้ยินเสียงอะไรหน่อยก็สะดุ้ง แล้วขอวิธีแก้ด้วย และอีกอย่างหนึ่ง จิตคิดกลัวผี ทำอย่างไรจึงจะแก้ได้ ช่วยแนะนำที กระผมได้พบชื่อของท่านอาจารย์อยู่ในหนังสือประวัติ พระอาจาย์มั่นซึ่งผมอ่านอยู่ และช่วยแนะนำกระผมทีว่าอย่างไรถูก ผิดประการใด และอย่างไหนเป็นสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ช่วยบอกด้วยและทำอย่างไรถึงจะถูกต้อง.....
ตอบ: ....... ที่ท่านภาวนาด้วย พุธ เข้า โธ ออก กับลมหายใจนั้นถูกต้องแล้วที่ตั้งลมตรงโพรงจมูกก็ถูกต้องเช่นกัน ตามอิริยาบถต่าง ๆ จิตจะสะดุ้งบ้างก็ช่างเถอะ อย่าไปตั้งความสนใจ และสงสัยมัน แม้คนไม่ได้ภาวนา เขาก็เป็นได้เช่นกัน ในเรื่องสะดุ้ง ถ้าใจค่อย ๆ สงบลงกายก็ย่อมเบา ใจก็เบา ซึ่งเป็นผลของความสงบ จากการภาวนา นับว่าถูกต้องดีแล้ว นิมนต์ทำต่อไปอย่าลดละความเพียรพยายาม ใจจะละเอียดเข้าไปโดยลำดับ
การเห็นภาพโครงกระดูกในขณะภาวนา นั่นคือพระธรรมท่านแสดงของจริงในกายของเราของสัตว์โลกให้ทราบว่า แม้ไม่ดูไม่เห็น กายก็จะต้องเป็นเช่นนั้นทุกรูปทุกนามไม่สงสัย เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น ขอให้น้อมเข้ามาสู่ร่างกายเราว่าเป็นเช่นนั้น และควรนำภาพนั้นมาพิจารณาอยู่เสมอ จนใจเกิดความเบื่อหน่ายคลายความยินดี ในกายของเขากายเรา ถ้าทำได้อย่างนี้จะดีมาก หากยังทำไม่ได้ก็ขอให้ทำความเข้าใจกับภาพนั้นไว้ เพื่อเป็นพยานแห่งกายเรากายเขาว่าต้อง เป็นดังภาพที่ปรากฏโดยแท้
การกลัวผี นั่นเป็นเรื่องของเด็ก มิใช่เรื่องของพระผู้เสาะแสวงหาเหตุผล และผู้-มีเหตุผล ความจริงผีมิได้มาจากที่ไหนมากไปกว่า ผีคือสังขารที่คิดปรุงหรอกตัวเองให้กลัวผี ผีมิได้มาให้โทษแก่ใคร ผีลมผีแล้งที่คิดขึ้นจากใจต่างหากตัวหลอกให้กลัว ให้ทุกข์ กรุณาจำตามนี้ และปฏิบัติดังที่แนะนำมา คุณจะหายกลัวลม ๆ แล้ง ๆ ไปเอง
ความสงบเย็นเป็นสมาธิเป็นสมถะ จิตมีความแยบคายด้วยสติปัญญาต่อการพิจารณาในสภาวธรรมทั้งหลายมีขันธ์ห้าเป็นต้น เป็นวิปัสสนา
ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
ถาม: หลวงพ่อคะ หนูอยากพ้นทุกข์ หนูเคยนั่งสมาธิบ่อย กำหนดพุทโธ หนูยิ่งนั่งมาก ก็ยิ่งหายใจขัด ๆ และ เจ็บหน้าอก ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด เมื่อหนูปฏิบัติใหม่ ๆ เวลานั่งหนูจะมีความรูสึกตัวเบาเหมือนจะลอย และเหมือนจะไม่หายใจ มันนิ่งไม่ปวด ไม่เมื่อย แต่ตอนนี้ยิ่งหนูปฏิบัติมาก และ บ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน มันไม่เป็นอย่างนั้นอีกเลยค่ะ หนูนั่งเป็นชั่วโมงมันก็เฉย ๆ ตอนนี้หนูยังเจ็บหน้าอกอยู่เลย ....
ตอบ: การภาวนาเบื้องต้น ผลปรากฏว่ากายเบาเหมือนตัวจะลอย ลมหายใจละเอียด จิตสงบนิ่งสบาย นั่นเป็นความถูกต้อง แต่มาตอนหลัง ๆ ผลกลับตรงข้ามนั้น ไม่ถูกเหมือนตอนแรก ควรตั้งสติให้รู้อยู่กับพุทโธ ๆ โดยเฉพาะในปัจจุบัน อย่าคาดผลในอดีต และชั่วที่เคยเป็นและผ่านมาแล้ว ใจจะส่ายแส่ไปตามอารมณ์อดีต ไม่เป็นปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม จะไม่ได้ผลดีดังที่เคยมีเคยเป็นมา จงปล่อยอารมณ์ดี - ชั่วของอดีตที่เคยได้เคยเป็นเสียทั้งมวล แล้วตั้งจิตให้ระลึกรู้อยู่กับพุท โธ อย่างเดียว ด้วยความมีสติ จิตของคุณจะสงบดังที่เคยเป็นไปตอนแรกเริ่มภาวนา ที่ขัดเจ็บหน้าอกนั้น น่าจะเป็นเพราะ คุณเกร็งตัว และ บังคับใจมากเกินหลักของการภาวนาไป กายจึงได้รับความกระทบ กระเทือน แบบนี้ กรุณาตั้งใจและตั้งสติธรรมดา ๆ เหมือนคนไม่เคยภาวนา ไม่เคยรู้เห็นอะไรมาก่อนเลย ให้ใจอยู่กับพุทโธด้วยความมีสติกำกับอยู่เท่านั้น คุณจะสบายและสงบเย็นภายในใจ
ถาม: ดิฉัน.... ฝึกนั่งสมาธิโดยวิธีการอานาปานสติอยู่ .....ขณะนี้มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติดังนี้
1. ขณะที่เพ่งดูลมหายใจ ให้รู้สึกลมหายใจเข้าออก เราควรจะตามลมเข้าไปจนสุดดี หรือ ให้รู้สึกแค่จุดกระทบที่ปลายจมูกจริง ๆที่เดียว
2. ขณะที่ลมเข้าและออกต้องนึกนิมิตภาย-ปลายจมูกกับริมฝีปากบนไหม หรือให้รู้แค่ลมอย่างเดียว...
3. ดิฉันสงสัยว่าเวลาเดินจงกรมนี้ บางครั้งเราจับที่ปลายเท้า ส้นเท้าที่เคลื่อนไหว แต่บางทีเหมือนคิดฟุ้งไปเรื่องบางเรื่อง เป็นไปได้ไหมว่าจิตทำงานพร้อมกันสองอย่างหรือว่าเป็นไปไม่ได้ จึงอยากทราบว่าจิตคนเรานี้ทำงานพร้อมกันทีละสองอย่างขึ้นไปได้ไหม แต่ที่แน่นอนคือความรู้สึกที่เท้าไม่แจ่มชัดเท่าตอนรู้สึก ที่เท้าอย่างเดียว
ตอบ: การกำหนดภาวนาด้วยธรรมบทใดก็ตาม เช่น กำหนดลมหายใจเป็นต้นด้วยความมีสติ ถ้าจิตสงบก็แสดงว่านั้นถูกกับจริตของตนแล้ว พึงทำต่อไปด้วยธรรมบทนั้น
1. กำหนดรู้จำเพาะลมผ่านเข้า-ออก ที่ดั้งจมูกเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องตามลมเข้าลมออก ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระมากขึ้นเปล่า ๆ ในการเริ่มฝึกหัด
2. ไม่ต้องนึกภาวนาจมูกหรือริมฝีปาก ให้รู้ลมเข้า - ออก อยู่เท่านั้น ด้วยความมีสติควบคุมงาน อย่าให้สติขาดวรรคขาดตอน
3. การเดินเป็นกิริยาเคลื่อนไหว จะกำหนดการเคลื่อนไหวของเท้าก็ได้ เพราะเป็นกริยาที่หยาบกว่า การนั่ง-นอน กำหนดลมอยู่กับที่
ป.ล. จิตทำงานหน้าที่เดียวเท่านั้น ที่จิตแย็บออกรู้สิ่งนั้นสิ่งนี้นั้นคือสติเผลอในขณะนั้นจงระวัง
ถาม: .... เมื่อเวลาที่ดิฉันปฏิบัติธรรม สมาธิเกิดขึ้นแล้วมีความรู้สึกชา หวิว และไม่รู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ พอมีความรู้สึกดังนี้ลมหายใจจะไม่สม่ำเสมอ และจะถอนจากสมาธิ เมื่อถอนออกมาแล้วยังรู้สึกชา และมึนศีรษะ เมื่อลุกขึ้นยืนรู้สึกเหมือนจะล้ม ต่อจากนั้น ดิฉันก็จะเข้านอนโดยกำหนดลมหายใจต่อจนหลับ แต่มีความรู้สึกว่าไม่หลับ ทั้งๆ ที่หลับ และจะรู้สึกหลับจริง ๆ เมื่อพลิกตัวอีกครั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนี้คะ การปฏิบัติและผลการปฏิบัติเช่นนี้ ถูกหรือ ผิด ประการใด
การยกจิตเข้าสู่ภูมิวิปัสสนาจะกระทำได้ตอนใด สมาธิของดิฉันเท่าที่เล่ามาสมควรที่จะดำเนินไปสู่วิปัสสนาได้หรือยัง เท่าที่เคยปฏิบัติมายังไม่เคยพิจารณาอะไรเลย จิตมันอยากจะสงบอยู่เฉย ๆ รู้สึกสบายดีค่ะ.....
ตอบ: .....เวลาจิตสงบโดยลำดับ ย่อมเริ่มปล่อยความรู้สึกทางร่างกายเข้ามาโดยลำดับ บางครั้งราวกับร่างกายไม่มี ( ในความรู้สึกว่ากายไม่มี) ในขณะนั้นลมหายใจจะละเอียด และ ละเอียดจนแทบไม่มีลม หรือไม่มีลมหายใจในความรู้สึกเลย ร่างกายจะเริ่มปรากฏชา - หวิว ๆ จนหายชา-หวิว แล้วก็รู้อยู่จำเพาะจิตแห่งเดียว ไม่มีอะไรยุ่งเกี่ยวอีก ในขณะนั้น นี่คือลักษณะของจิตที่ปรากฏในเวลาจิตสงบตามขั้น จนถึงขั้นละเอียดสุดของสมาธิ วิธีปฏิบัติต่อจิตในขณะสงบตัวคือ แม้ลมจะแผ่วเบาหรือหายไปในความรู้สึกขณะนั้นก็ไม่ต้องกังวัลกับลม เพราะเรามิได้ภาวนาเพื่อเอาลมหายใจ เราภาวนาเพื่อจิตต่างหาก จึงให้อยู่กับความรู้ ตัวรู้อันละเอียดนั้นโดยเฉพาะ ไม่ต้องกังวลกับลม กับ กายทุกส่วน เมื่อควรแก่กาลจิตถอนออกมาแล้ว เขาก็รู้และปฏิบัติต่อกันเอง โดยไม่มีอะไรมาบังคับ เพราะจิตกับกายเคยปฏิบัติต่อกันอยู่แล้ว การมึนศีรษะหรือมีอาการต่าง ๆ ผิดปกติบ้างทางร่างกายหลังจากภาวนาแล้ว ไม่ควรถือเป็นเครื่องกังวลใจ จะเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญในคราวต่อไป โดยกลัวว่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้แล้วความเพียรเลยล้มเหลวไป ตามกลมายาของกิเลส จากนั้นก็ถูกกิเลสลากขึ้นเขียง (หมอน-เสื่อ) หายเงียบไปเลย
การทำงานย่อมใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือทั้งทางโลก และ ทางธรรม ร่างกาย จึงต้องมีอาการต่าง ๆ ผิดปกติกว่าที่ไม่ทำงานไปบ้าง ควรนำมาเทียบเคียงผลที่ร่างกายได้รับจากงานทั้งสองฝ่ายนั้น (ฝ่ายโลกฝ่ายธรรม)
จะไม่แพ้กลหลอกของกิเลสอยู่ร่ำไปดังที่โลกเคยถูกเป็นประจำมาแล้ว ต้องขออภัยของเล่าความจริงมาเป็นเครื่องประกอบ อาจารย์เคยนั่งภาวนาตลอดรุ่ง ตอนลุกจากที่ภาวนา ล้มทั้งหงายโครมไม่เป็นท่าแทนที่จะเข็ดแต่ไม่เข็ด คราวหน้าเปลี่ยนวิธีในการลุก จากที่ภาวนาใหม่ คราวต่อไปเลยไม่ล้ม แม้ร่างกายจะชอกช้ำมากหลังจากนั้งภาวนาตลอดรุ่งมาแล้วเช่นคราวก่อนๆ
พระพุทธเจ้าปรากฏว่าทรงสลบ 3 หน ก่อนได้ตรัสรู้นำธรรมมาสอนโลกเราเพียงชา-หวิว กรุณานำมาเทียบกับท่านแล้วจงบำเพ็ญต่อไป หนักก็ให้รู้ว่าหนัก เบาก็ให้รู้ว่าเบา โง่ก็ให้รู้ว่าโง่ ฉลาดก็ให้รู้ว่าฉลาด จากการภาวนา จะได้รู้เรื่องของตัว ของโลกอย่างกว้างขวางรอบตัวรอบโลกธาตุ ไม่หวาดหวั่นไหวกับสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้นจากหลักการภาวนาซึ่งเคยทำคนให้ฉลาดมามากต่อมากจนนับไม่ได้แล้ว เราควรจะได้เป็นผู้หนึ่งในจำนวนคนฉลาดเหล่านั้น 1% คือเรายังเยี่ยมสำหรับเรา
การยกจิตเข้าสู่ปัญญานั้น หลังจากจิตถอนออกจากความสงบแล้ว ก็ควรพิจารณาทางด้านปัญญาได้ จิตของคุณควรแก่วิปัสสนาอยู่แล้ว อย่าปล่อยให้นอนจมอยู่กับสมาธิไปนานนัก จะเสียกาล เพื่อความฉลาดถอดถอนกิเลสด้วยปัญญา ( พิจารณาปัญญาหลังจากจิตถอนความสงบแล้ว มิใช่ทำในวาระเดียวกัน )
ที่คุณรู้ตัวว่าไม่หลับทั้ง ๆ ที่หลับนั้นถูกต้อง กรุณาให้เป็นไปตามที่เป็นนั้น อย่าสงสัยอย่าแก้ไขให้เป็นอย่างอื่น จะผิดความเป็นจริงที่กำลังเป็นอยู่เวลานี้
ถาม: .....กระผมได้ปฏิบัติธรรมโดยการภาวนา พุท หายใจเข้า โธ หายใจออก โดยการเอาสติมาใช้กับอิริยาบถทั้งสี่ สำคัญที่สุดที่ตรงโพรงจมูก แต่บางครั้งเวลาทำสมาธิอยู่จิตมักจักเกิดการสะดุ้งอยู่เสมอ เวลาทำอยู่ในสมาธิ กายมักจะเบาเหมือนนุ่น บางทีก็จะเห็นภาพโครงกระดูก หรือไม่ก็ศพเน่าที่มีหนอนไชอยู่ กระผมอยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยแนะนำทีว่า ทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง และไม่ผิด และข้อสำคัญที่จิตมักสะดุ้งในเวลาอยู่เฉยๆ ได้ยินเสียงอะไรหน่อยก็สะดุ้ง แล้วขอวิธีแก้ด้วย และอีกอย่างหนึ่ง จิตคิดกลัวผี ทำอย่างไรจึงจะแก้ได้ ช่วยแนะนำที กระผมได้พบชื่อของท่านอาจารย์อยู่ในหนังสือประวัติ พระอาจาย์มั่นซึ่งผมอ่านอยู่ และช่วยแนะนำกระผมทีว่าอย่างไรถูก ผิดประการใด และอย่างไหนเป็นสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ช่วยบอกด้วยและทำอย่างไรถึงจะถูกต้อง.....
ตอบ: ....... ที่ท่านภาวนาด้วย พุธ เข้า โธ ออก กับลมหายใจนั้นถูกต้องแล้วที่ตั้งลมตรงโพรงจมูกก็ถูกต้องเช่นกัน ตามอิริยาบถต่าง ๆ จิตจะสะดุ้งบ้างก็ช่างเถอะ อย่าไปตั้งความสนใจ และสงสัยมัน แม้คนไม่ได้ภาวนา เขาก็เป็นได้เช่นกัน ในเรื่องสะดุ้ง ถ้าใจค่อย ๆ สงบลงกายก็ย่อมเบา ใจก็เบา ซึ่งเป็นผลของความสงบ จากการภาวนา นับว่าถูกต้องดีแล้ว นิมนต์ทำต่อไปอย่าลดละความเพียรพยายาม ใจจะละเอียดเข้าไปโดยลำดับ
การเห็นภาพโครงกระดูกในขณะภาวนา นั่นคือพระธรรมท่านแสดงของจริงในกายของเราของสัตว์โลกให้ทราบว่า แม้ไม่ดูไม่เห็น กายก็จะต้องเป็นเช่นนั้นทุกรูปทุกนามไม่สงสัย เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น ขอให้น้อมเข้ามาสู่ร่างกายเราว่าเป็นเช่นนั้น และควรนำภาพนั้นมาพิจารณาอยู่เสมอ จนใจเกิดความเบื่อหน่ายคลายความยินดี ในกายของเขากายเรา ถ้าทำได้อย่างนี้จะดีมาก หากยังทำไม่ได้ก็ขอให้ทำความเข้าใจกับภาพนั้นไว้ เพื่อเป็นพยานแห่งกายเรากายเขาว่าต้อง เป็นดังภาพที่ปรากฏโดยแท้
การกลัวผี นั่นเป็นเรื่องของเด็ก มิใช่เรื่องของพระผู้เสาะแสวงหาเหตุผล และผู้-มีเหตุผล ความจริงผีมิได้มาจากที่ไหนมากไปกว่า ผีคือสังขารที่คิดปรุงหรอกตัวเองให้กลัวผี ผีมิได้มาให้โทษแก่ใคร ผีลมผีแล้งที่คิดขึ้นจากใจต่างหากตัวหลอกให้กลัว ให้ทุกข์ กรุณาจำตามนี้ และปฏิบัติดังที่แนะนำมา คุณจะหายกลัวลม ๆ แล้ง ๆ ไปเอง
ความสงบเย็นเป็นสมาธิเป็นสมถะ จิตมีความแยบคายด้วยสติปัญญาต่อการพิจารณาในสภาวธรรมทั้งหลายมีขันธ์ห้าเป็นต้น เป็นวิปัสสนา