PDA

View Full Version : ความหมายของ"เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม" โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ


ศากยบุตร
12-17-2005, 12:02 PM
http://www.thummada.com/public_html/images/lotus_513.jpg


ความหมายของ"เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม"


ปุจฉา ๕๑๓

ในธรรมที่ว่าเห็น "กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม" มีความหมายว่าอย่างไร


วิสัชนา ๕๑๓

ก่อนอื่นต้องอธิบายความหมายของคำว่า เห็น ให้คุณได้รู้เสียก่อนว่า คำว่าเห็นในมหาสติปัฏฐานนี้ท่านหมายถึงเห็นจริง เห็นแจ้งด้วยปัญญา ซึ่งมีสติ ความระลึกได้ สมาธิ ความตั้งมั่นของปัญญา รวมอยู่ในกระบวนการเห็นนั้นๆ โดยการเห็นที่ถูก ตรงต่อสภาพตามความเป็นจริงของสิ่งที่เห็น มิได้นำอคติทั้ง ๘ มาเป็นองค์ประกอบของความเห็น

ส่วนคำว่า "กาย" ได้แก่องค์ประกอบของสรรพสิ่งประชุมรวมกัน เช่น กายมนุษย์ กายสัตว์ และสรรพวัตถุทั้งปวงประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อเราเข้าใจและเห็นตามความเป้นจริงด้วยปัญญาบริสุทธิ์ว่ากายนี้ ไม่ได้มีตัวตนอย่างแท้จริงเป็นแต่เพียงสรรพสิ่งที่ประกอบกันขึ้น แล้วก็มีอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แต่ดับไปอยู่ตลอด ที่เราเห็นว่าเป็นตัว เป็นตน เพราะอุปาทาน ความยึดถือ และสันสติ ความสืบต่อ ปกปิดช่องว่างระหว่างการเกิดดับ เช่นนี้เรียกว่า เห็นกายที่มีอยู๋ในกาย เพราะดินก็จักว่าเป็นกายอย่างหนึ่ง น้ำก็เป็นกาย ลมก็เป็นกาย ไฟก็เป็นกายอย่างหนึ่งเหมือนกัน

ส่วนคำว่า เห็นเวทนาในเวทนา ได้แก่การเห็นว่า ความสุข ความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์หรือวางเฉย ที่เป็นอารมณ์จัดว่าเป็นเวทนาอย่างหนึ่ง ซึ่งก็มีสภาพเหมือนกับกาย แต่จะเกิดดับได้เร็วกว่ากาย และสุดท้ายเวทนาจริงไม่มี เป็นแต่เพียงอารมณ์ปรุงจิตชนิดหนึ่งๆ จรมาแล้วก็จากไป เห็นอย่างนี้เรียกว่า เห็นเวทนาในเวทนา

เห็นจิตในจิต ได้แก่เห็นอาการเป็นไปของจิต เช่นเห็นว่าจิตนี้ประกอบไปด้วยราคะหรือไม่ประกอบ จิตนี้ประกอบไปด้วยโทสะหรือจิตนี้มิได้ประกอบด้วยโทสะ จิตนี้ประกอบไปด้วยโมหะะหรือมิได้ประกอบด้วยโมหะ จิตนี้เป็นกุศลหรืออกุศล เมื่อรู้เห็นอาการเป็นไปของจิตนี้แล้ว จักได้เลือกคบมิตรกำจัดศัตรูในจิตนี้ได้อย่างถูกตรงต่อความเป็นจริง รวมไปถึงมองให้เห็นความไม่คงที่ ไม่มีตัวตนของอาการที่เกิดแก่จิตนี้ เป็นแต่เพียงมายาชนิดหนึ่งๆเท่านั้น เช่นนี้เรียกว่า เห็นจิตในจิต

เห็นธรรมในธรรม หมายถึงการเห็นแจ้งชัดด้วยปัญญาที่ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของสัมมาสติ คือ ระลึกชอบ อันประกอบด้วยความซื่อตรงถูกต้อง ตามคลองธรรมนั้นๆ ซึ่งมีการเห็นทั้งในส่วนที่สมมุติธรรม อริยสัจธรรม ปรมัติธรรม ซึ่งการเห็นธรรมเหล่านี้มิได้เห็นด้วยสัญญา ความจำ แต่เห็นด้วยปัญญารู้แจ้ง ซึ่งธรรมที่เรารู้เห็นนั้นจักทำให้ผู้เห็นนั้นๆ เป็นผู้ปล่อยวางจากตัณหาอุปาทาน และเครื่องร้อยรัดทั้งปวง เช่นนี้เรียกว่า เห็นธรรมในธรรม

บุคคลผู้เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ย่อมเข้าถึงนิพพิทาญาณ คือความเบื่อหน่ายจากความรัก โลภ โกรธ หลงทั้งหลาย มีจิตผ่อนคลายเบาสบาย เป็นอิสระจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ย่อมเป็นสุขทั้งโลกนี้ และโลกหน้า (หมายถึงถ้ายังไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้)

พุทธะอิสระ
<!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->
<!-- / message --><!-- sig -->__________________

ที่มา:Smiley039 http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=9062&posted=1#post9062

ศากยบุตร
12-23-2005, 02:35 PM
http://www.thummada.com/public_html/images/lotus_514.jpg


สติในมหาสติปัฏฐาน ๔ กับในโพชฌงค์ ๗


ปุจฉา ๕๑๔

สติที่กำกับจิตดังในคำสอนในมหาสติปัฏฐาน ๔ เพื่อให้เกิดปัญญากับสติที่อยู่ในโพชฌงค์ ๗ เพื่อยังให้จิตถึงซึ่งอุเบกขา อยากทราบว่าการเจริญสติ ระหว่างแนวทางของมหาสติปัฏฐาน ๔ กับโพชฌงค์ จะใช้ในสภาวะธรรมที่แตกต่างกันอย่างไร ควรจะยึดมหาสติปัฏฐานเป็นแนวทางหลักแห่งการหลุดพ้นใช่หรือไม่ ทำไมจึงมีผู้สรรเสริญว่าโพชฌงค์เป็นธรรมเครื่องยังให้ตรัสรู้ หรือธรรมแห่งการหลุดพ้น ทั้งที่อุเบกขาไม่น่าจะนำมาเทียบได้กับปัญญา ในทำนองเดียวกันกับที่สมถะไม่อาจเทียบได้กับวิปัสสนา


วิสัชนา ๕๑๔

ดูคำถามของท่าน น่าจะเป็นคนรอบรู้เอาเรื่องอยู่ แต่ทำไมเรื่องง่ายๆแค่นี้จึงต้องมาถามให้เสียเวลาด้วย เอาละ..ไหนๆ คุณสู้อุตส่าห์ขวนขวายถามมา ฉันก็จะขวนขวายตอบไป จะผิดถูกก็ต้องขออภัย จะตอบเท่าที่ปัญญาพอมี

สติในมหาสติปัฏฐาน ท่านหมายถึงมีสติพิจารณา สภาวะที่เป็นปัจจุบันตามความเป็นจริง จนเกิดปัญญารู้แจ้ง พ้นจากเครื่องร้อยรัดทั้งปรุงแต่งทั้งปวง

ส่วนสติในโพชฌงค์ ๗ ท่านให้ใช้สติพิจารณาเลือกเฟ้นค้นหาธรรมที่เหมาะสมกับตน (ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌงค์) แล้วก็มีความเพียรในการปฏิบัติธรรมนั้น (วิริยะสัมโพชฌงค์) จนเกิดพอเป็นปิติ ความอิ่มใจ สุขใจ (ปิติสัมโพชฌงค์) มีความผ่อนคลายเรียกว่า (ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์) จนเป็นผลดี คือความสงบใจจากกิเลสและนิวรณ์ธรรมทั้งหลาย (สมาธิสัมโพชฌงค์) เมื่อใจสงบปราศจากเครื่องปรุงทั้งปวงก็วางเฉยต่ออารมณ์ใดๆ ที่ปรากฏต่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อุเบกขาสัมโพชฌงค์)

ฉันว่าเรื่องที่คุณควรจะทำ ก็คือ คุณควรจะมีสติ คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ที่จะทำ พูด คิด ไม่ให้ผิดพลาดอย่างไร พร้อมกับใช้สติทำความรู้จักชีวิต จิตวิญญาณ ลมหายใจในกายคุณ เอาแค่นี้ก่อน ทำให้คุณรู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเอง แจ่มแจ้งในตัวเองให้สมบูรณ์ แล้วค่อยมาถามฉันใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้เกิดโพชฌงค์ ๗

พุทธะอิสระ
<!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>