PDA

View Full Version : ความหมายของการปฏิบัติธรรม..


กาลเวลา
12-06-2005, 09:29 AM
ความหมายของการปฏิบัติธรรม<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>โดย ผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=baseline align=left>25 พฤษภาคม 2548 10:43 น.</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left> ตอนที่ 67
12. ธรรมเสวนาในสวนโพธิ์
คำปรารภ
บันทึกฉบับนี้รวบรวมจากคำสนทนาธรรมระหว่างเพื่อนนักปฏิบัติ กับผู้เขียน หลายเรื่องพูดถึงการปฏิบัติในแง่มุมต่างๆ บางเรื่องแม้จะปลีกย่อย แต่ก็มีผู้ถามบ่อย ถ้ารวบรวมพิมพ์แจกกันอ่าน ก็อาจจะมีประโยชน์แก่ผู้สนใจบ้าง

อนึ่งถ้าคำตอบในบันทึกนี้ จะไปกระทบความรู้สึกของท่านผู้หนึ่ง ผู้ใดโดยไม่เจตนาแล้ว ผู้เขียนต้องขออภัยในความเขลาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้เขียนด้วย

1. ความหมายของการปฏิบัติธรรม
ถาม ได้ทราบว่าหลวงพ่อไม่ชอบสนทนาเรื่องอื่นยกเว้นเรื่องการปฏิบัติธรรม และได้เห็นคนบางคนเรียกตนเองว่าเป็นนักปฏิบัติธรรม จึงอยากทราบว่าการปฏิบัติธรรมคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร

ตอบ ถ้าถามว่าการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาคืออะไร อาตมาก็มักจะตอบว่า การปฏิบัติธรรมคือ (1) กระบวนการเรียน (2) เพื่อให้รู้ความจริงของชีวิต และ (3) ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ขอขยายความสักเล็กน้อยดังนี้

ประการแรก กระบวนการเรียนทางพระพุทธศาสนานั้นมีบทเรียนอยู่ 3 บทคือ (1) ศีลสิกขา (2) จิตสิกขา และ (3) ปัญญาสิกขา ศีลสิกขาเป็นการศึกษาเรื่องการรักษาจิตใจให้เป็นปกติ โดยการตัดเครื่องรบกวนอันเกิดจากการกระทำผิดทางกายและวาจาออก จิตสิกขาเป็นการศึกษาว่า ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่นและเป็นกลางต่ออารมณ์ สามารถรู้อารมณ์รูปนามที่กำลังปรากฏได้โดยไม่คลาดเคลื่อนไปหลงรู้อารมณ์บัญญัติแทน และไม่หลงส่งนอกส่งในไปจมแช่อยู่กับอารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า เพราะจิตของคนและสัตว์ทั่วไปมักหลง/ไหลหรือส่งออกไปจม แช่อยู่กับอารมณ์อันเป็นกองทุกข์มาแต่ไหนแต่ไร ทำให้เคยชินหรือด้านชากับทุกข์จนมองทุกข์ไม่ออก เมื่อมีจิตสิกขาก็จะช่วยให้จิตถอดถอนตนเองออกจากทุกข์ได้เป็นการชั่วคราว เมื่อจิตหลง/ไหลหรือส่งออกไปจมแช่คลุกเคล้ากับอารมณ์อีก คราวนี้จะเห็นทุกข์ได้ชัดเจนซาบซึ้งถึงใจยิ่งกว่าที่เคยเห็นมาก่อน สำหรับปัญญาสิกขาเป็นการเรียนรู้เรื่องทุกข์ (รูปนาม) ด้วยจิตที่ตั้งมั่นแล้ว จนเห็นแจ้งรูปนามตามความเป็นจริงว่าไม่ควรยึดถือเอามาเป็นตัวเราของเรา และทราบชัดว่าเมื่อใดจิตหลง/ไหลหรือส่งออกไปยึดอารมณ์ เมื่อนั้นความทุกข์จะเกิดขึ้น เมื่อรู้แจ้งอย่างนี้ จิตก็จะไม่หลง/ไหลหรือส่งออกไปเกาะเกี่ยวยึดถืออารมณ์อีก โดยไม่ต้องพยายามควบคุมบังคับจิตแต่อย่างใด

ประการที่ 2 วัตถุประสงค์ของการเรียนคือการทำให้เกิดความรู้ถูก เข้าใจถูก หรือมีสัมมาทิฏฐิ จนเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต และสามารถ มีชีวิตอยู่ได้แบบมีทุกข์น้อยๆ หรือไม่มีความทุกข์เลย นี่คือประโยชน์ที่สำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อสิ่งอื่น เช่น เพื่อแสวงหาโชคลาภ เพื่อแก้กรรม หรือเพื่อให้เกิดตาทิพย์หูทิพย์และอำนาจวิเศษใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่เราเรียกว่าพระพุทธศาสนานั้น เอาเข้าจริงก็คือสัมมาทิฏฐินี่เอง

เรื่องที่เราจะเรียนคือเรื่องของชีวิตตนเอง อันได้เรื่องกายและ จิตใจ หรือเรื่องรูปกับนาม ไม่ใช่เรื่องที่พาให้ฟุ้งซ่านอื่นๆ แต่ทั้งนี้เราควรทำความเข้าใจว่า การศึกษาศาสตร์อื่นๆ ก็มีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ดังนั้นไม่ใช่ว่าเมื่อศึกษาธรรมแล้วก็ละเลยที่จะเรียนรู้เรื่องอื่นๆ จนขาดความเข้าใจโลก เราต้องรู้ทันโลกจึงจะไม่หลงโลกและช่วยโลกได้

ประการสุดท้าย การเรียนรู้ดังกล่าวต้องเป็นไปตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ไม่ใช่ตามอุบายการปฏิบัติที่ท่านผู้อื่นสอน เพราะพวกเราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า จะเชื่ออาจารย์มากกว่าเชื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้ และแนวทางปฏิบัติที่จะเชื่อได้ว่าเป็นของพระ พุทธเจ้าจริงนั้น จะต้องอยู่ในกรอบของหลักธรรมเรื่องกิจในอริยสัจจ์ที่ว่า "ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ" จะออกนอกกรอบนี้ไม่ได้เด็ดขาด เช่น (1) จะปฏิบัติโดยมุ่งรู้นิพพานโดยตรงไม่ได้ (2) จะปฏิบัติโดยไม่รู้ทุกข์ (รูปนาม) ไม่ได้ (3) จะปฏิบัติโดยมุ่งละทุกข์ไม่ได้ และ (4) จะปฏิบัติ ตามคำบงการของตัณหาก็ไม่ได้ เป็นต้น

สำหรับประโยชน์ของการปฏิบัติธรรมนั้นมีมากทีเดียว เช่น

1. ทันทีที่รู้สึกตัว อกุศลจะไม่มี ทำให้ไม่มีความทุกข์ใจในขณะนั้น เพราะโทมนัสเวทนาหรือความทุกข์ใจเกิดร่วมได้กับอกุศลจิตเท่านั้น จิตที่รู้สึกตัวจะรู้ ตื่น และเบิกบาน มีความสุขอยู่ในปัจจุบัน และเป็นความสุขที่ไม่ต้องอิงอาศัยสิ่งภายนอกหรือคนอื่น


2. เมื่อเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกเกี่ยวกับตนเอง ว่าตนเองไม่มีมีแต่ รูปนาม หรืออีกนัยหนึ่งเมื่อละความเห็นผิดว่ารูปนามเป็นตัวเราหรือตัวเราเป็นรูปนามได้แล้ว จิตใจจะเกิดความสงบสุขที่ประณีตยิ่งขึ้น มีความอบอุ่นใจอย่างประหลาดเพราะมีธรรมเป็นที่พึ่งได้แล้ว

ขอตอบเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน
(อ่านต่อวันจันทร์หน้า/บุญกับกุศล):Smiley013


</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>