PDA

View Full Version : เฝ้าดูจิต หลวงพ่อชา


แฮมชีสคัตสึ
09-15-2008, 12:18 AM
เฝ้าดูจิต

วันนั้นไปหาหลวงพ่อที่เขื่อน (วัดเขื่อนสิรินธร สาขาวัดป่าพง ที่ ๘) พอวันรุ่งขึ้น คุณน้าเอาหนังสือโอวาทของหลวงพ่อไปให้ที่บ้าน ตอนเช้านั่งทำงานอยู่ในร้าน ก็หยิบขึ้นมาอ่านมีคำถามของพระที่ถาม หลวงพ่อปัญหาต่างๆ หลวงพ่อบอกว่าข้อสำคัญให้จิตเฝ้าดูอยู่ว่า อะไรจะเกิดอะไรต่างๆ เฝ้าดูอยู่เฉยๆ ให้รู้ไว้ ตอนบ่ายได้ไปเรียนสมาธิ ก็ปรากฏว่ามีอาการนั่งแล้วรู้สึกว่าตัวมันหายไปเฉยๆ มือมันก็ไม่รู้สึกค่ะ ขาก็ไม่รู้สึก รู้สึกว่ามันไม่มีตัว แต่รู้ว่าเรายังมีตัวอยู่ แต่ว่ามันไม่รู้สึกค่ะ

ตอนเย็นได้มีโอกาสไปกราบนมัสการท่านอาจารย์เทสก์ (หลวงปู่เทสก์) และเล่าอาการให้ท่านฟัง ท่านบอกว่าทำต่อไป อันนั้นเรียกว่า จิตรวมค่ะ แต่ก็เป็นอยู่หนหนึ่ง หนหลังๆ บางครั้งก็เหมือนกับว่าเราไม่รู้สึก มือของเราแต่ก็ยังรู้สึกส่วนอื่นๆ บางทีมานั่งนึกว่า ถ้าเรามานั่งอยู่อย่างนี้ ให้จิตปล่อยวางเฉยๆ ถูกหรือ หรือเรามานั่งครุ่นคิดถึงปัญหาธรรมะที่เรากำลังข้องใจอยู่ อะไรคือที่ถูก

อันนั้นไม่ต้องไปซ้ำเติมมันนะ ที่ท่านอาจารย์เทสก์บอกน่ะ อย่าไปซ้ำเติมมัน ความรู้ คือความสงบนั้น ให้ดูความสงบนั้นอยู่ แต่ความรู้สึกของเรามันจะรู้สึกไม่มีตัวไม่มีตนอะไร ก็ช่างมันเถอะ อันนี้ให้มันอยู่ในนี้ (ใน) ความรู้สึก นี่เรียกว่า ความสงบที่จิตมันรวม เมื่อมันรวมอยู่นานๆ ครั้งหรือสองครั้งนั่นน่ะ แล้วมันจะมีอาการเปลี่ยนแปลงคือ เรียกว่ามันถอนออกมา มันเป็นอัปนาสมาธิ แล้วมันจะถอนออกมา คือ ไม่ใช่ถอน จะพูดถอนก็ถูก เรียกว่ามันพลิกก็ได้ มันเปลี่ยนแปลงก็ได้ แต่ในลักษณะครูบาอาจารย์ท่านสอน ก็ว่าเมื่อสงบแล้ว มันจะถอนออกมา ถ้าหากพูดภาษาไม่ถูกันนี้ มันก็ยากเหมือนกันนะ เอ... จะไปถอนมันยังไงน้อ มันก็ไปงมงายในภาษานี้อีก แต่ว่าให้เข้าใจว่าให้ดูอาการนั้นอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ลักษณะที่จิตที่มันไม่แน่นี่ มันก็พลิกออกมามันเป็นอุปจาระ ถอนออกมา ถ้ามันถอนออกมาอยู่ตรงนี้ ตรงนั้น มันไม่รู้เรื่อง ถอนมาตรงนี้มันจะรู้เรื่อง ถ้ามันรู้เรื่องตรงนี้มันคล้ายๆ สังขาร หรือจะเหมือนกับเป็นคนสองคนปรึกษาสนทนากัน

อันนี้คนไม่เข้าใจก็เสียใจว่าจิตเราไม่สงบ แต่ความเป็นจริงแล้วมันจะสนทนาปราศัยกันอยู่ในความสงบระงับอันนั้น อันนี้เป็นลักษณะที่มันถอนออกมาแล้ว เป็นอุปจาระรู้เรื่องอะไรต่างๆ เมื่อระบบนี้อยู่สักพักหนึ่งมันจะเข้าของมันไป คือ มันจะพลิกกลับเข้าไปในสถานที่เดิม สงบอย่างเก่า หรือมันจะมีกำลังที่ใสสะอาดสงบยิ่งกว่าเก่าก็มี ถึงกำลังอันนั้นเราก็กำหนดดูไว้เท่านั้น ถึงเวลามันจะถอนออกมาอีก ถอนออกมาแล้วมันจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมา ตรงนี้รู้เรื่องต่างๆ ตรงนี้คือมาสอบถาม มาสอบสวนเรื่องคดีต่างๆ ให้รู้เรื่อง เมื่อจบเรื่องแล้วมันค่อยเข้าไปตรงนั้นอีก เข้าไปบ่มไว้ไม่มีอะไร มีความรู้อย่างเดียวเท่านั้นแหละ ให้เรามีสติเต็มที่ไว้เมื่อถึงเวลามันก็จะออกมาอีก

มันจะมีอาการออกหรือเข้าอย่างนี้ อยู่ในจิตของเรานี่นะ แต่เราพูดยากอันนี้ อันนี้ไม่เสียหาย นานๆ ไปตรงที่มันมาปรึกษาข้างนอกน่ะ มันจะเป็นสังขารปรุงแต่ง ถ้าคนไม่รู้จักอันนี้ว่าเป็นสังขาร ก็นึกว่ามันเป็นปัญญา นึกว่ามันเกิด ถ้าเราเห็นว่าไอ้ความปรุงแต่งนี้น่ะ ให้เห็นความสำคัญของความปรุงแต่งนี้ว่า อันนี้ก็ของไม่เที่ยง นี่บังคับไว้เสมออย่าไปปล่อยใจมันว่ามันปรุงไปอย่างไรก็เชื่อไปอย่างนั้น อันนั้นมันเป็นสังขารนี่ มันไม่เกิดปัญญา อารมณ์ที่จะให้เกิดปัญญานี่ มันจะปรุงไปที่ไหนเราก็ฟังมัน รู้มันเถอะ เอ้อ...อันนี้ก็ไม่แน่นอน อันนี้ก็ไม่เที่ยง จึงเป็นเหตุที่จะให้จิตเราปล่อยตรงนี้ได้ เมื่อจิตปล่อยวางตรงนี้ จิตก็สงบเข้าไป ทำอย่างนี้เรื่อยๆ ไปเถอะ มันเข้าไปแล้วก็ถอนออก นี่ปัญญาจะเกิดอยู่ตรงนี้ จะรู้เรื่องตรงนี้ ต่อไปนั้นก็มันจะมีปัญหาหลายอย่าง ที่ซึ่งมันจะเกิดขึ้นมาในที่นั้น มันจะแก้ปัญหาอะไรต่างๆ ทุกอย่างในสกลโลกอันนี้ ปัญญามันจะตามตอบคำถาม จะนั่งที่ไหนคิดที่ไหนอะไรที่ไหน มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น อันนี้จะทำให้ปัญญาเกิดขึ้นมา ถ้ามันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ก็อย่าไปหลงมันว่าอันนี้เป็นสังขารนะ เมื่อหากว่าเราเอาอารมณ์ไปเข้ามันซะว่า อันนี้มันก็ไม่เที่ยง มันก็ไม่แน่นอน อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมันเลย สภาวะอันนี้น่ะ ถ้าเราแทนเข้าไปจิตมันจะเยิ้มขึ้นมาอยู่ตรงกลาง อันนี้รู้เรื่องสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ จิตของเราจะเดินไปได้ถูกต้องตามทางการภาวนาของเรา มันจะไม่หลง มันจะเป็นอย่างนี้

ถ้าสมมติว่าจิตมันนิ่งอย่างนี้น่ะ แต่เรายังได้ยินอยู่ นี่จะเรียกว่า อะไรค่ะ

จิตมันก็เป็นจิต เสียงก็เป็นเสียง มันก็ได้ยินซี่

เรียกว่าสงบใช่มั้ยคะ

สงบ สงบได้ยินแต่ไม่ฟุ้ง

ลมมันละเอียด

ใช่ มันก็ได้ยิน มันไม่ได้ยินก็เสียคนเท่านั้นแหละ มันก็ไม่รู้เรื่องอะไร มันทิ้งความรู้แล้วจะเกิดอะไร

แต่ในใจมันหยุดล่ะคะ แต่ว่าเสียงมันเข้าอยู่เรื่อยๆ

ก็ช่างมันเถอะ

แต่มันไม่ปนกันนะคะ

ใช่ แต่เราไม่ยึด

แต่ว่าพอมันนิ่งแล้ว ก็ไม่เกิดปัญญาสิคะ มันเฉยๆ

เออ อย่าเพิ่งไปบังคับ ให้มันเกิดปัญญาเถอะ มันจะหล่อเลี้ยงของมันเองหรอก

แต่มันก็หยุดละค่ะ ลมมันก็ละเอียด มันนิ่งเฉยๆ

เออ ช่างมันเถอะ นิ่งเฉยๆ อย่างนี้ก่อน

และก็สงสัย

นี่แหละคนเรา มันเป็นอย่างนี้ ความหลงของคนน่ะ คือ คนอยากจะรู้ ที่ครั้งแรกจิตเราไม่เคยสงบ ก็มาถามอาจารย์เรื่องจะให้มันสงบ จะทำยังไง อยากให้มันสงบแน่ะ เราว่า เออ ทำๆ ไปเถอะ พยายามไป ก็ยังไม่อยากจะให้มันสงบ ถ้ามันสงบแล้ว ก็หลงความสงบอีก ในเมื่อสงบแล้วจะทำอย่างไรอีกต่อไป มันไปกันอย่างนั้น

บางทีมันนิ่งๆ เหมือนกับลมหายใจมันก็ไม่ค่อยจะมี

ก็เรื่องมันเป็นอย่างนั้นนี่

อย่างนี้เรียกว่า สงบ ใช่มั้ยคะ

ใช่ เราทนเอา อันนี้เรื่องมันเป็นอย่างนั้น รู้นี่ทิ้งไม่ได้หรอก สงบตรงไหนก็ทิ้งไม่ได้ รู้นี่ถ้าทิ้งความรู้นี้ไม่มี ก็ปัญญาเกิดไม่ได้ หลงแล้วปฏิบัตินี่อย่าไปทิ้ง

อย่างนี้เรียกว่า หลง

หลงซี่ ถ้าไม่รู้อะไร มันหลงแล้ว มันต้องรู้ แต่ว่าบางอย่างนี่นะ มันมีความรู้ในนี้ มันวางความรู้ข้างนอกก็มีนะ อย่างเสียงไม่ได้ยินเลยก็ได้ แต่มันรู้ตัวมันอยู่ในนี้ มันเก็บเข้ามาในนี้ นี่ก็อย่างหนึ่ง มันละเอียดอย่างนี้

อย่างนี้ ถ้าข้างในมันไม่นิ่ง และข้างนอกมันก็ไม่นิ่งอย่างนี้

ก็ช่างมัน อันนั้นมันแยกกัน เสียงเป็นเสียง จิตเป็นจิต อารมณ์เป็นอารมณ์ จิตเป็นจิต มันแยกออกคนละท่อนๆ ไม่เป็นอะไร

แล้งจะใช้อย่างไรคะ ถึงจะมีปัญญา

อ้าว อาตมาก็ยังบอกว่าดูตรงนั้นให้มันถนัด แล้วก็อย่าไปยึดมั่น เออ อันนี้มันก็ไม่แน่นอน ไม่เที่ยง เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่เป็นบ่อเกิดให้ปัญญา

ถ้ามันนิ่งเฉยๆ ก็ปล่อยมันนิ่งไปอย่างนั้น

นิ่งดูที่นิ่งนั่นแหละ รำคาญเหรอ

อยากจะรู้ค่ะ มันจะเป็นอย่างไรต่อไป

เออ มันจะเป็นไปเองมันหรอก ไม่ต้องไปทำให้มันเป็นหรอก แต่เรารู้เรื่องของมัน มันจะเป็นยังไงให้เรารู้เรื่องของมันอย่างนั้น เมื่อมันจะเป็นอะไรขึ้นมา เราอย่าไปยึดมันเข้ามา อันนี้เป็นของไม่แน่นอนเหมือนกัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาตามฆ่ากันไปหมดทุกครั้ง ทุกเวลา เท่านี้มันก็เกิดปัญญาเท่านั้นแหละ นี่เรียกว่า "อารมณ์ของวิปัสสนา" คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี่แหละ เราจะมีความดีใจก็ดี มีความเสียใจก็ดี ทั้งสองอย่างนี้ก็เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความดีใจมันก็ไม่แน่นอน ความเสียใจมันก็ไม่แน่นอน ก็กลับมาสู่สภาพอันเดียว ไม่หลง อย่างนี้

อย่างสมมติว่าจิตมันนิ่งอย่างนี้ล่ะค่ะ แล้วเราไปคิดเหมือนอย่างที่คนเขาพูดกันนะคะว่าเป็นวิปัสนึก ไม่ใช่วิปัสสนา

อย่าไปคิดมัน มันนึกเอาเอง หรือมันนึกเองมันมั่น มันก็รู้จักอย่างเรายกต้นไม้ยกเถาวัลย์น่ะ ต้นไม้มันเป็นยังไงน้อ หรือว่าได้ถ้วยใบนี้มันเป็นยังไงน้อ อันนี้เราคิดยกขึ้นมาเทียบ คนนั่งเฉยๆ มันมีความรู้สึก มันจะเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา แหม...ตัวคนเรานี่มันเป็นยังไงนี่ เราไม่ต้องไปคิดมันนะ อันนี้มันเกิดมันเองน่ะ สิ่งที่มันเกิดเองกับสิ่งที่ไปปรุงให้มันเกิดน่ะมันต่างกัน ที่เราปล่อยให้มันเกิดเอง เราทำความรู้สึกอยู่เรื่อยๆ นะ มันจะเกิดขึ้นมาโดยที่ไม่ต้องนึกคิดปรุงแต่งมันก็คล้ายๆ กับปรุงแต่ง อันนั้นมันแยกความรู้สึกเกิดขึ้นมาเฉยๆ

แล้วบางครั้งจิตมันรวมล่ะคะ แต่มันชอบวูบ เหมือนอย่างกับสับปะหงกค่ะ แต่ว่ามันรู้ค่ะ มันมีสติค่ะ อย่างนี้เรียกว่าอะไรค่ะ

อันนั้น มันตกหลุมอากาศ (ผู้ถามหัวเราะชอบใจ) ขึ้นเครื่องบินมันเจออย่างนั้นแหละ

อย่างนี้เขาเรียกว่า ล่มหรือเปล่าคะ

ใช่...ขณะจิตของมันเข้าไปครึ่งหนึ่งมันออกมามันตกหลุม

มันทำเหมือนกับว่า สับปะหงกค่ะ แต่ว่าจิตมันรู้

ก็ช่างมันเถอะ มันจะไปยังไง ให้เรารับรู้มันอยู่

เคยเป็นอย่างนี้สองสามครั้ง แต่ว่ารู้ตัว

ใช่...ไม่มีอะไร ความรู้นี้สำคัญ ให้มันรู้ไว้ตรงนี้

รู้ค่ะ...รู้ว่ามันเป็น

รู้ว่ามันเป็น อย่าไปเป็นกะมัน ต้องให้มันเป็นแต่มันคนเดียว

เวลาใกล้ๆ ที่มันจะสงบ ทำไมตัวเราคล้ายๆ เคลื่อนไหว ใช่หรือเปล่าค่ะ

ใช่...มันก็เปลี่ยน คล้ายๆ กับว่าเราเดินไปที่ราบๆ แล้วมันไปตกร่อง อย่างนี้น่ะ แล้วก็วูบมันก็เปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนมันจะสงบหรือ</I>

แต่พอตกวูบ มันก็รู้ตัว

รู้ตัวนั่นแหละ มันทัน บางคนก็กลัวเลยไปถึงที่นั้นแล้วมันฟุบ เลยเข้าไม่ได้

มันเคยเป็นอย่างนี้ค่ะ ถามคนอื่นเขาบอกให้พิจารณา ดิฉันก็ไม่รู้ว่าจะพิจารณาอย่างไร เพราะเราก็ไม่เคย มันรู้สึกปวดตามขานี่ค่ะ ก็ดูคิดไป เอ้ ...ทำไมขาเรามันปวดมาก พอนึกๆ ไปคิดไปดูไปพักหนึ่ง มันไม่มีเนื้อค่ะ มันมีแต่กระดูกแล้วก็มาดูทีแขนก็ไม่มีเนื้อ ดูที่หนังก็ไม่มีเนื้อ เอ๊...ทำไมมีแต่กระดูกไปหมดก็ไม่รู้ เลยรู้สึกว่า เอ๊ะแปลกใจค่ะ ก็เลยลืมตามขึ้นมา รู้สึกว่าเนื้อไม่มี มีแต่กระดูกอย่างนี้ เรียกว่าอะไรคะ

อันนี้มันความสงบที่เกิดขึ้นมา อาการมันเกิดขึ้นมากับจิต มันก็ต้องเป็นไปในรูปนี้แหละ อาตมาจะบอกให้ทราบว่าในการทำสมาธินี้ ไม่ว่ามันจะเป็นเท่านี้ มันจะเป็นไปทุกอย่าง ทุกอย่างที่มันจะเป็นไปได้ ตาก็เห็นได้ หูก็ได้ยิน จมูกก็ดมกลิ่นได้ ทางกายถูกต้องสัมผัสได้หมดทุกอย่าง แต่อย่าไปสงสัยเลยอันนี้ ถ้ามันสัมผัสถูกต้องเท่านั้นก็ว่า อื้อ...อันนี้มันก็ไม่แน่เหมือนกัน เมื่อเห็นกระดูก อื้อ...อันนี้ก็ไม่แน่เหมือนกัน มันสงบนี่ก็ไม่แน่เหมือนกัน อย่าไปคิดมัน มันวุ่นวายก็อย่าไปแน่มัน มันเป็นอย่างนี้ เรารู้เรื่องทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ารู้เรื่องทุกสิ่งทุกอย่าง อันนี้มันก็จะมารายงานเราเสมอ เราก็เฉยเสีย เรารู้เรื่องมันแล้ว อันนี้ ถ้าเราสงสัยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันก็ไม่เป็นอันอยู่อันกินหรอก เดี่ยวก็วิ่งไปตามไอ้โน่นบ้าง ไอ้นี่บ้าง เรารู้จักว่าคนๆ นี้ คือ คนโกหกเราจับมันได้ เรื่องอารมณ์มันเป็นอยู่อย่างนี้ มันไม่แน่นอน อย่าไปวิ่งกับมันเลย รู้มันเฉยๆ อยู่นี่แหละ ถ้ารู้เช่นนี้มันจะมีปัญหาอื่นเกิดขึ้นมาอีก ให้มันรู้สิ่งทั้งหลายเล่านี้ไว้ ไม่ได้สงสัย รู้ที่ไม่ได้สงสัยสิ่งที่มันเกิดขึ้นมานี่ อันนี้มันถึงจะสบายใจ ถ้าเราไปตามรู้มันสิ่งที่เราสงสัยนี่มันไม่สบายใจละ และมันยิ่งจะเกิดมากกว่านี้ขึ้นไปอีก ฉะนั้น ท่านจึงว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย

ถ้าจิตรวมเฉยๆ ก็เรียกว่า ได้แน่สมาธิ

มันไม่เฉยอย่างเดียวหรอก มันจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นมาให้พิจารณาให้รู้เรื่องมัน มันจะมีอะไรเกิดขึ้นมาตรงนั้นแหละ สมาธิที่ทำให้ปัญญาเกิดมันจะอยู่เฉยๆ ได้หรือ ถ้าเราทำมันพอที่ว่ามันเกิดขึ้นมา ก็ให้รู้ว่าอันนี้มันไม่แน่นอน อันนี้มันไม่เที่ยง อันนี้มันก็ไม่จริง อย่างนี้เรื่อยไปเถอะ แล้วปัญญามันจะไม่มารายงานเราหรอก ต่อไปมันก็อันเก่าน่ะแหละ คนเก่าๆ นั่นแหละ มันก็คล้ายๆ คนเข้าไปในบ้านที่มันมีหน้าต่างอยู่หกช่อง แล้วก็มีคน ๆ เดียวเข้าไปอยู่ในนั้น เราไปดูหน้าต่าง ก็มีคนโผล่ออกไป มันก็คือคนๆ เดียวกันนั่นแหละ ไม่ใช่คนหกคน คนๆ เดียวกัน ไปโผล่ทั่วถึงหมดทั้งหกช่อง เราอย่าไปเข้าใจว่ามันเป็นคนหกคน มันคือคนๆ เดียว คนๆ เดียวก็เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นของไม่แน่นอนทั้งนั้น นี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาจะตัดความสงสัยเหล่านี้ออกไปได้ ถ้าเราวิ่งตามนิมิตทั้งหลายเหล่านี้มันก็วุ่นวายนะ

ถ้าเราทำสมาธิภาวนาต้องกำหนด พุท-เข้า โธ-ออก อะไรไหมคะ

เออ... อันนี้แล้วแต่จะสะดวกเรา อย่างนั้นก็ได้ แต่ว่า พุท-เข้า โธ-ออก นี้เมื่อทำไปนานๆ จิตมันละเอียดแล้ว มันจะรำคาญนะ คำที่ว่า พุท หรือ โธ ก็เพื่อให้เรารู้จักเท่านั้นแหละ ให้รู้จักลมออกลมเข้าเท่านั้น ถ้าหากว่าเรารู้จักมันชัดเจนแล้ว มันจะออก จะพุท จะโธ มันก็มีความรู้สึกอยู่อย่างนั้น มันเป็นอันเดียวกันเท่านั้นแหละ บางคนก็ว่า พุทโธ ธัมโม ไหมหนอ ถ้าว่าไปแล้วมันก็ไม่อยากจะว่าเพราะจิตมันละเอียดแล้ว มันได้ทำงานอย่างละเอียดแล้ว มันจะมาทำงานอย่างหยาบ มันก็ไม่ทำ ขอให้รู้แต่ว่าเรารู้เช่นนี้มันถูกต้องไหม เมื่อมันถูกต้องของมันก็พอแล้ว พุทโธ คือ รู้ทั่วถึง อันนี้มันเป็นคำบริกรรมที่ช่วยให้จิตเราสงบเท่านั้น ไม่มีอะไรมาก

-----------------------------------------------------------------------

คัดลอกจาก : รวมพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา สุภัทโท
ฉบับธรรมานุสสติ แนวทางการปฏิบัติธรรม

*8q*
09-15-2008, 05:24 PM
ตัวใหญ่ดีครับอ่านง่าย:yoyo_0071:

ฐิตา.
09-23-2008, 11:42 AM
นี่เรียกว่า "อารมณ์ของวิปัสสนา" คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี่แหละ เราจะมีความดีใจก็ดี มีความเสียใจก็ดี ทั้งสองอย่างนี้ก็เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความดีใจมันก็ไม่แน่นอน ความเสียใจมันก็ไม่แน่นอน ก็กลับมาสู่สภาพอันเดียว ไม่หลง อย่างนี้~>>...

สมาธิที่ทำให้ปัญญาเกิดมันจะอยู่เฉยๆ ได้หรือ ถ้าเราทำมันพอที่ว่ามันเกิดขึ้นมา ก็ให้รู้ว่าอันนี้มันไม่แน่นอน อันนี้มันไม่เที่ยง อันนี้มันก็ไม่จริง อย่างนี้เรื่อยไปเถอะ~>>...

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นของไม่แน่นอนทั้งนั้น นี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาจะตัดความสงสัยเหล่านี้ออกไปได้~>>...

ขอให้รู้แต่ว่าเรารู้เช่นนี้มันถูกต้องไหม เมื่อมันถูกต้องของมันก็พอแล้ว พุทโธ คือ รู้ทั่วถึง อันนี้มันเป็นคำบริกรรมที่ช่วยให้จิตเราสงบเท่านั้น~>>...

ขอบคุณ"แฮมชีสคัตสึ"สำหรับการแบ่งปัน,

เมตตาจิตเหล่านี้ ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆ

ขึ้นไปเทอญ...