View Full Version : ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ
ธรรมประทีป ๙
09-04-2008, 09:57 AM
ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์
http://img112.imageshack.us/img112/746/85510370ur3.jpg
download file หนังสือธรรมประทีป ๙ คลิกที่นี่ได้เลยครับ (http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=4D4DC3C50[26IO56OHDLZV5T5NCVW)
ธรรมประทีป ๙
09-04-2008, 10:07 AM
--- คำนำของผู้รวบรวม ---
ท่านอาจารย์ไชยทรง จันทรอารีย์ เป็นนักปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง
หลังเกษียณ,ได้ทุ่มเทกับงานเผยแพร่ธรรมะมาโดยตลอด
เป็นวิทยากรรับเชิญไปบรรยายธรรมตามสถานที่ต่างๆ โดยไม่เคยคิดค่าใช้จ่ายใดๆ
และจัดพิมพ์หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ ไปแจกผู้เข้าร่วมอบรมเสมอ.
ข้าพเจ้าค่อนข้างโชคดีที่มีหนังสือของท่านอาจารย์เกือบทุกเล่ม
เนื้อหาแต่ละเล่มแตกต่างกันไป แจ่มแจ้ง ชัดเจน ตรงไปตรงมา ตามหลักเหตุผล
เอื้อต่อการปฏิบัติธรรม และยังประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนามากทีเดียว
และยิ่งอ่านมากรอบก็ยิ่งซาบซึ้งในพระธรรมแห่งองค์พระศาสดา.
ท่านอาจารย์ได้เขียนหนังสือธรรมประทีป และ หัวใจพระพุทธศาสนาไว้,หลายเล่มทีเดียว
แต่ละเล่มพิมพ์แจกไปยังวัด หอสมุด ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ห้องสมุดโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ
ตลอดระยะเวลากว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา จะมีผู้สนใจอ่านแล้วได้รับประโยชน์ เอื้อต่อการปฏิบัติธรรม
เขียนจดหมายขอหนังสือของท่านอาจารย์เข้ามาเป็นระยะๆ
หลายคนจดหมายมาขอบคุณที่ทำให้เขามีหลักในการปฏิบัติธรรม.
ข้าพเจ้าจึงได้ขออนุญาตท่านอาจารย์ รวบรวมงานเขียนของท่านเป็นธรรมประทีป ๙ เล่มนี้ขึ้น
เพื่อความสะดวกในการศึกษา อ่านง่าย เข้าใจได้ไม่ยาก
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษา และลงมือปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
หากท่านทำใจให้เป็นกลาง อ่านด้วยความพินิจพิจารณา
ย่อมจับหลักการและน้อมเข้าสู่การปฏิบัติธรรมได้โดยไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน
ในการรวบรวมหนังสือเล่มนี้จนเสร็จสมบูรณ์
ท่านอาจารย์ได้กรุณาตรวจทาน แก้ไข แต่งเติมข้อความทั้งหมด
ข้าพเจ้าหวังว่า ท่านจะอ่านในเวลาที่อำนวยให้
และได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ต่อไป.
--- เภสัชกรหญิงณัฏฐิยา ปันภัทรทรัพย์ ---
facehot
09-04-2008, 05:36 PM
http://www.phototrunk.net/main/images/f3qj3gi65uph3aqzeb.gifขอบคุณมากมายครับ
บูชาธรรมด้วยความดี สาธุธรรมครับผม
ธรรมประทีป ๙
09-05-2008, 10:12 AM
เรื่องสมาธิ >>> สมาธิในพระพุทธศาสนา <<<
ในมรรคมีองค์ ๘ ท่านสงเคราะห์ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิ
หมายความว่า ในการปฏิบัติสมาธิในพระพุทธศาสนานี้
มรรคทั้ง ๓ จะทำงานสัมพันธ์กันตลอดเวลา เพื่อรวมจิตให้สงบเป็นสมาธิ
กล่าวคือ
จะต้องสลัดนิวรณ์อันเกิดขึ้นเนื่องด้วยอารมณ์กระทบออกไปให้หมดด้วย"สัมมาวายามะ
ยกจิตขึ้นเพ่งดูอารมณ์ ในสติปัฏฐาน ๔
และประคองจิตมิให้แลบออกไปสู่อารมณ์อื่นๆด้วยสัมมาสติ
เกิดความอิ่มใจ เบากาย เบาใจ เป็นสุข ที่จิตสงบขึ้น
และจิตปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์
จนหมดในที่สุด ด้วยอำนาจสัมมาสมาธิ
เพราะฉะนั้น
สัมมาสมาธิจึงไม่ใช่สมาธิแบบหินทับหญ้าเหมือนดังสมาธิของศาสนาอื่น
ซึ่งยึดอารมณ์เดียวแนบแน่นเป็นเอกัคคตาแต่ประการใด
แต่เต็มไปด้วยพลังสติ ระวังตัว สงบตั้งมั่นอยู่เสมอ
เมื่อพลังสติทำงานอย่างเต็มที่อยู่เช่นนี้แล้ว
ก็ย่อมมีผลให้การพูด การทำ การคิดดำเนินการได้ถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรมไปด้วย.
ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติสัมมาสมาธิจึงไม่มีทางเป็นบ้าไปได้เลย
ถ้าพูดให้ถูกแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่หายจากการเป็นบ้า
(ที่หลงเข้าไปยึดถือสิ่งภายนอกอย่างผิดๆฝ่าฝืนสัจธรรมมาตลอดเวลา)มากขึ้น
ทำให้พูดถูก ทำถูก คิดถูก ยิ่งขึ้นโดยลำดับ
นี่คือประโยชน์ที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิในพระพุทธศาสนา.
ฯลฯ
ด้วยเหตุผล ดังที่ได้บรรยายมานี้ ผู้ปฏิบัติสมาธิที่หวังความพ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนา
จึงจำต้องจำทางเดินของจิต รวมทั้งวิธีวางจิตให้แม่นยำและแยบคาย
เพื่อให้เกิดสมาธิขึ้นโดยใช้เวลาน้อยที่สุดที่เรียกว่า วสี (ความชำนาญในการเข้า-ออกจากสมาธิ)
ซึ่งควบคุมจิตไม่ให้ถูกนิวรณ์ครอบงำได้ดีที่สุด.
คัดลอกบางส่วนจากหนังสือธรรมประทีป ๙ หน้า ๑๐๕-๑๐๖ (http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=4D4DC3C50[26IO56OHDLZV5T5NCVW)
ติดต่อขอรับหนังสือเล่มนี้ได้ที่ nuthiya04@hotmail.com (แสดงไว้ในหน้าคำอนุโมทนา)
ธรรมประทีป ๙
09-06-2008, 10:04 AM
สมาธิในพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ นั้น
มีประโยชน์แก่ผู้ที่ลงมือปฏิบัติจริงอย่างยิ่ง เพราะทำให้จิตเกิดพลังสลัดความยึดถือ
ในความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายออกไปได้ดี ในขณะที่มีอารมณ์เข้ามากระทบจิต
และถ้าผู้ใดปฏิบัติสมาธิจนชำนาญคล่องแคล่วแล้ว,
อารมณ์ย่อมไม่สามารถครอบงำปรุงแต่งจิตผู้นั้นให้กระสับกระส่ายวุ่นวายต่อไปอีกได้
จิตก็ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลาย เข้าสู่ความสงบเยือกเย็นของพระศาสนาได้อย่างแท้จริง.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงชักชวนให้ชาวพุทธลงมือปฏิบัติสมาธิตาม ดังมีพระดำรัสว่า
สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ, สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ดังนี้.
ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า
จิตที่เป็นสมาธิสามารถสลัดความยึดถืออารมณ์ ความยินดียินร้าย
ซึ่งทำให้เกิดความเศร้าหมองออกไปได้อย่างสิ้นเชิง
และเปิดสภาพอันประภัสสผ่องใสของตนเอง ให้ปรากฏขึ้นตามเดิมด้วย
ดังนั้น ผู้ที่สามารถทำจิตให้เป็นสมาธิจนชำนาญคล่องแคล่ว
จิตย่อมหลุดพ้นตั้งมั่นอยู่ได้ด้วยตนเอง คือ
ไม่ต้องพึ่งพาอารมณ์หรือสิ่งใดๆจากภายนอกเลย
และย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง( เห็นอริยสัจ ๔ ) ดังนี้คือ:
๑.เห็นจิตที่ส่งออกไปยึดอารมณ์ภายนอกด้วยความยินดียินร้าย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัย).
๒.เห็นจิตซัดส่ายเนื่องด้วยอารมณ์นั้นๆเป็นทุกข์.
๓.เห็นว่าการปฏิบัติสัมมาสมาธิ สามารถปล่อยวางอาการต่างๆได้ เป็นมรรค.
๔.เห็นผลจากการปล่อยวาง ทำให้จิตสิ้นการปรุงแต่ง เป็นนิโรธ.
ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถประคองจิตไว้ให้ตั้งมั่นอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ณ ฐานที่ตั้งสติที่ได้อุปโลกน์ไว้ด้วยแล้ว
จิตก็ย่อมหลุดพ้นจากการปรุงแต่งใดๆอย่างสิ้นเชิงและเป็นการถาวรตลอดไป
ผู้ปฏิบัติผู้นั้นก็ย่อมเข้าถึงสภาพแท้จริงของพระพุทธศาสนา
และจิตย่อมบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายด้วย
คัดลอกบางส่วนจากหนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ (http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=4D4DC3C50[26IO56OHDLZV5T5NCVW)
http://img360.imageshack.us/img360/1056/555monkeyjn9.gif
แฮมชีสคัตสึ
09-06-2008, 12:02 PM
การตั้งฐานของจิต ใช้สติและความรู้สึกตัว จับอยู่ที่ฐาน จะอุปโลกฐาน ไว้ที่ใดที่หนึ่งก็ได้ แล้วแต่ความถนัด
และสามารถย้ายฐานได้ ไม่จำกัด
ไม่จ้อง ไม่บังคับ ไม่จดจ่อ
ดูอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ไม่ละการดูไม่ออกไปจากฐาน
เมื่อความคิดเกิด ก็กลับมาที่ฐาน
เมื่อความรู้สึกเกิด ก็กลับมาที่ฐาน
เมื่อารมณ์เกิด ก็กลับมาที่ฐาน
อาศํยฐานเป็นชัยภูมิ
เมื่ออยู่ที่ฐานต่อเนื่อง จิตจึงมีกำลังคับ
ธรรมประทีป ๙
09-07-2008, 10:27 AM
>>> วิธีอุปโลกน์ฐานที่ตั้งสติ <<<
สำหรับการปฏิบัติอานาปานสติ(พิจารณาลมหายใจเข้าออก) ผู้ที่เริ่มปฏิบัติใหม่ๆ
ควรอุปโลกน์ฐานที่ตั้งสติขึ้นที่จุดลมหายใจกระทบตรงบริเวณช่องจมูก
เพียงจุดเล็กๆจุดเดียวให้แน่นอน คงที่
ที่ผู้ปฏิบัติจะสามารถดูได้อย่างชัดเจนตลอดเวลา
ทุกขณะที่ลมหายใจเคลื่อนผ่านเข้าออกที่จุดนี้เท่านั้น.
เมื่อเลือกฐานที่ตั้งสติได้เป็นที่พอใจแล้ว ก็ให้จำและรักษาไว้ในใจให้มั่นคง,
อย่าพยายามเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนฐานนี้บ่อยๆ
หรือปล่อยให้เคลื่อนเข้าออกตามลมหายใจไปด้วยเป็นอันขาด
เพราะจะทำให้จิตเคลื่อนไหวและไม่เป็นสมาธิไปในที่สุด
การเปลี่ยนฐานที่ตั้งสติบ่อยๆจะทำให้เกิดความลังเลใจในการยกจิตเข้าไปตั้งไว้
และกั้นจิตไม่ให้ทำงานคล่องแคล่วเสียเองก็ได้.
ผู้ปฏิบัติต้องหมั่นฝึกยกจิตเข้าไปตั้งที่ฐานที่ตั้งสติที่อุปโลกน์ขึ้น
และเพียรประคองไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้จิตแลบหนีออกไปหาอารมณ์ใดๆได้อีก
โดยจะต้องฝึกปฏิบัติบ่อยๆเนืองๆ จนชำนาญในที่สุด.
จิตที่ได้ยกเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งสติ และประคองไว้ได้สำเร็จ
จะทำหน้าที่เป็น สัมมาสติ ในมรรคมีองค์ ๘ เรียกว่า สติเกิดขึ้น
แต่ถ้าจิตแลบหนีออกไปเพราะประคองไว้ไม่ได้ ก็เรียกว่า สติดับไป.
ดังนั้น การเกิดขึ้นของสติก็ดี การดับไปของสติก็ดี
จิตยังเคลื่อนไหวเข้าไปสู่ฐานที่ตั้งสติ
และเคลื่อนไหวแลบหนีออกไปจากฐานที่ตั้งสติ ตามลำดับ
ดังนั้นสติจึงจัดว่าเป็น สังขารธรรมอยู่ในระยะแรกๆ
แต่ถ้าฝึกปฏิบัติจนชำนาญและรักษาไว้ที่ฐานที่ตั้งสติอย่างมั่นคงต่อเนื่องทุกขณะแล้ว
ก็ย่อมบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
ความยินดียินร้ายย่อมไม่เกิดขึ้นในจิตของพระอรหันต์เลย จิตไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป.
เป็นที่น่าสังเกตว่าถึงแม้สติจะเป็นสังขารธรรมก็ตาม
แต่ก็จัดว่าเป็น มรรค ที่สำคัญในมรรคมีองค์ ๘
ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดให้ผู้ปฏิบัติ
ทำให้เกิดขึ้น (ภาเวตัพพะ) ไม่ใช่เกิดขึ้นเอง เพื่อไปสู่ความดับทุกข์
ดังนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องฝึกฝนบังคับให้มีให้เป็นให้เกิดขึ้นให้ได้
จะถือเสียว่าสติเป็นสังขารธรรม แล้วบังคับบัญชาไม่ได้เลยนั้น ย่อมไม่ถูกต้องแน่นอน.
ที่ว่าสังขารธรรมนั้นไม่อาจบังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างใจหวังนั้น
ก็เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับความเก่าแก่คร่ำคร่าฝืนคติธรรมดาเท่านั้น
แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้สอยให้ทำงานอย่างถูกต้องนั้น
สังขารย่อมต้องควบคุมบังคับบัญชาได้อย่างไม่มีปัญหา
ดังเช่น สติ นี้เป็นต้น ซึ่งผู้ปฏิบัติจะต้องคอยระมัดระวังควบคุมบังคับบัญชา
ไม่ให้แลบหนีออกจากฐานอยู่ตลอดเวลา จึงจะบรรลุมรรคผลได้ในที่สุด.
คัดลอกจากหนังสือ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ (http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=4D4DC3C50[26IO56OHDLZV5T5NCVW) หน้า ๒๒๕-๒๒๖
http://img360.imageshack.us/img360/1056/555monkeyjn9.gif
แฮมชีสคัตสึ
09-08-2008, 01:05 PM
เมื่อสติเป็นสังขารธรรมแล้ว ในที่สุด ย่อมไม่อาจบังคับบัญชา ได้แน่นอนคับ
การบังคับบัญชาการใช้สติ เป็นการฝึกการใช้สติแบบชาวโลกทั่วไป
แต่ไม่สามารถบังคับให้อยู่ในชัยภูมิได้ตลอด
ไม่สามารถบังคับให้มีสติตลอดเวลา
ไม่สามารถบังคับให้ ไม่เกิดดับวิ่งหาอารมณ์ได้
การอุปโลกน์ชัยภูมิ ท้ายที่สุด ก็ต้องรู้ว่าเป็นชัยภูมิที่ อุปโลกน์ขึ้นมา
การฝึกสะกดให้อยู่ที่มั่นในชัยภูมิ เพื่อจะให้เห็นความแตกต่างระหว่างความวิ่งสอดส่ายและความหยุดนิ่ง โดยอาศัยชัยภูมิเป็นหลัก
เมื่อสติเคลื่อนหรือวิ่งไปรับอารมณ์ จะเห็นความแตกต่างและความทุกข์ในการวิ่งสอดส่ายและการอยู่ในชัยภูมิ
แล้วจึงเห็นสภาวะที่ไม่สามารถบังคับบัญชาที่แท้จริงของสติได้
แม้จะสามารถ สะกดไม่ให้สติวิ่งสอดส่ายหาอารมณ์ภายนอก แต่ไม่อาจสะกดหรือกั้นไม่ให้ความรู้สึกและอารมณ์ภายนอกเข้ามากระทบ ไม่อาจสะกดกั้นกับความรู้สึกและอารมณ์ที่มีอยู่แล้วภายในไม่ให้เกิดขึ้นได้
เพียงปัดอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ให้วิ่งเข้าสู่ฐานของสติและไม่ให้สติตามออกไปเท่านั้น
และก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมด
ก็เพราะว่าการตั้งมั่นในชัยภูมิไม่สามารถทำลายอายตนะได้ ดังนั้นจึงไม่อาจรักษาสติไม่ให้มีความรู้สึกและอารมณ์ตามสิ่งที่มากระทบได้
แม้จะอยู่ในชัยภูมิ มาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็สามารถถูกกระทบได้ทั้งๆที่อยู่ในชัยภูมิ
แต่การระมัดระวังที่จะอยู่แต่ในชัยภูมิ ก็เป็นมรรคที่จะทำให้เห็นและรู้ถึงความปลอดภัยของสติมากขึ้น
เรียกว่าทำให้จิตและสติมีความปลอดภัยจากการกระทบได้มากพอสมควร
และจะเห็นได้ชัดถึงสิ่งที่เคลื่อนไหว ภายในชัยภูมิ ที่ไม่ได้เคลื่อนไหว ตาม
แต่สำหรับสติทางธรรมหรือสติปรมัตถ์ จะเกิดขึ้นเองจากการเห็นสิ่งเหล่านี้ บังคับให้เกิดไมได้
และสติทางธรรมนี่เองจะรู้เองได้ว่า สิ่งที่เคลื่อนไหว ไม่ใช่สัจธรรม บังคับไม่ได้ ยึดถือไม่ได้
สติทางธรรมนี้เองจะไม่นำพาวิ่งหาที่ปลอดภัย หรือฐานของสติ เพราะสติทางธรรมนี้เองจะเป็นตัวกางกั้นความรู้สึกและอารมณ์ที่จะเกิด และที่จะมากระทบ ทำให้ปลอดภัย
โดยไม่ต้องดึง ไม่ต้องสะกด ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องอุปโลกน์ชัยภูมิ หรือสร้างที่ปลอดภัย
และสติทางธรรมนี้เอง เป็นตัวป้องกันและทำลายอายตนะ จนหมดความปรุงแต่ง
ตามสบายท่านจารย์ทั้งสอง:yoyo_0080:
ธรรมประทีป ๙
09-09-2008, 07:30 AM
---- จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ----
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน บรรพะนี้หมายความว่า
ใช้สติตามรู้ตามเห็นเข้าไปในอาการของจิตที่เกิดขึ้นเมื่อมีอารมณ์เข้ามากระทบ.
ดังนั้น จิตชนิดต่างๆในบรรพะนี้ จึงเป็น จิตสังขาร
คือ ถูกอารมณ์เข้าปรุงแต่งให้เสียคุณภาพเดิมไปแล้วทั้งสิ้น
อาการของจิตทั้งหลาย เช่น ราคะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี
จึงล้วนแต่อยู่ใต้อำนาจพระไตรลักษณ์
ที่สามารถสลัดละวางได้ด้วยอำนาจของสัมมาสมาธิในที่สุด.
อารมณ์ที่เข้ามากระทบนั้นแบ่งเป็น ๒ ชั้น คือ
อารมณ์ชั้นใน และ อารมณ์ชั้นนอก
อารมณ์ชั้นใน นั้น ได้แก่ ความนึกคิดที่เกิดขึ้นภายในจิต และ
อารมณ์ชั้นนอก นั้น ก็ได้แก่ อารมณ์ที่เข้ามาทางอายตนะ
คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส รวม ๕ ทางด้วยกัน.
เมื่ออารมณ์ใดๆเข้ามากระทบจิตแล้วย่อมส่งผลให้เกิดความรู้สึกทุกข์-สุข(เวทนา)ขึ้น
เมื่อความรู้สึกทุกข์-สุขเกิดขึ้น ก็ย่อมส่งผลให้เกิดจิตสังขาร คือ รัก, ชัง,เฉยๆ
ซึ่งเป็นกิเลส รวม ๑๖ ชนิดขึ้นด้วย แล้วแต่ว่าจะเป็นอารมณ์ชนิดใดเข้ามากระทบ
หรือ แล้วแต่ว่าจะเป็นอารมณ์ชั้นใน หรือ ชั้นนอก
ลำดับการทำงานของผู้ปฏิบัติหมวดจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานมีอยู่ ๓ ขั้น ดังนี้คือ:
๑.พิจารณาจิตในจิตเป็นภายในบ้าง
(คือ ความนึกคิดของตน)
๒.พิจารณาจิตในจิตเป็นภายนอกบ้าง
(คือ อารมณ์ที่เข้ามาทางอายตนะ ๕ )
๓.พิจารณาจิตในจิตทั้งภายในและภายนอกบ้าง
(คือ ทั้งความนึกคิดและอารมณ์ที่เข้ามาทางอายตนะ ๕)
งานทั้ง ๓ ขั้นนี้ ผู้ปฏิบัติจะต้องฝึกสติให้ตั้งลงที่ฐานที่ตั้งสติให้มั่นคง
จนจิตควรแก่การงานอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
เพื่อที่จะปล่อยวาง ความรัก-ชัง ฟุ้งซ่าน หวั่นไหวออกไปจนหมดสิ้น
จนกระทั่งชำนาญคล่องแคล่วทุกขณะจิต.
ถึงขั้นที่ว่าพอน้อมยกจิตเข้าไปตั้งที่ฐาน,เท่านั้น จิตก็รวมตัวสงบถึงขีดสุดได้ทันที.
เมื่อจิตสงบแล้ว อาการทั้งหลายของจิต ก็ย่อมดับหายขาดไปทันทีด้วย.
เมื่ออาการของจิตดับหายขาดไปแล้ว ความประพฤติทางกายกับวาจา ก็ย่อมไม่วิปริต
ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่สังคมและผู้ใกล้ชิด,เป็นธรรมดา.
--- ๑. พิจารณาเห็นจิตในจิตเป็นภายในบ้าง ---
กล่าวโดยรวมแล้ว,การพิจารณาเห็นจิตในจิตเป็นภายใน คือ
การเอางานสมาธิมาปราบความรู้สึกรัก-ชัง ฟุ้งซ่าน
กระสับกระส่ายที่เกิดจากอารมณ์ในอดีตที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว
กลับมาปรุงแต่งจิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่างจากอารมณ์ใดๆเฉพาะหน้า
จึงทำให้เกิดความรัก-ชัง ฟุ้งซ่าน กระสับกระส่าย เพราะเข้าไปยึดถืออารมณ์นั้นๆไว้
ผู้ปฏิบัติจะต้องรีบพรากจิตออกจากความรัก-ชัง ฟุ้งซ่าน กระสับกระส่ายในเรื่องที่นึกคิดนี้
แล้วยกจิตเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งสติโดยเร็ว พร้อมกับประคองไว้ด้วยอุบายอันแยบคาย
เพื่อไม่ให้จิตแลบหนีไปหาอารมณ์ใดๆได้อีก จนจิตเป็นสมาธิในที่สุด.
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ
รีบยกจิตเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งสติทันทีที่เกิดความรัก-ชัง ฟุ้งซ่าน กระสับกระส่ายขึ้น,
ความรัก-ชัง ฟุ้งซ่านกระสับกระส่าย ก็ย่อมดับหายไปทันที
การจำทางเข้า-ออกสมาธิได้แม่นยำ
จึงเป็นงานที่จะช่วยสลัดอาการต่างๆ ของจิตได้อย่างถูกจุดที่สุด.
--- ๒. พิจารณาเห็นจิตในจิตเป็นภายนอกบ้าง ---
กล่าวโดยทั่วไปแล้ว การพิจารณาเห็นจิตในจิตเป็นภายนอกบ้างนี้
เป็นงานที่เกิดจากการนำเอาความคล่องแคล่วของการฝึกทำสมาธิมาใช้
ตัดความรัก-ชัง ฟุ้งซ่าน กระสับกระส่ายจากอารมณ์
ที่เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้นกายสัมผัสให้หมดไป
ด้วยการเพิกอารมณ์ แล้วยกจิตเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งสติทันที
ที่เกิดความรัก-ชัง ฟุ้งซ่าน กระสับกระส่ายขึ้น,โดยมิชักช้า.
งานขั้นนี้ จึงเป็นเรื่องของการใช้ความคล่องแคล่วทางจิต
ที่จะช่วยให้มีสมาธิ ทำให้การปฏิบัติก้าวหน้าไปได้ดียิ่ง
ถ้าไม่ได้ผ่านงานฝึกปฏิบัติสมาธิให้ชำนาญคล่องแคล่วมาก่อนแล้ว ย่อมทำงานขั้นที่ ๒ นี้ไม่สำเร็จ
แล้วย่อมผลักดันกิเลสทั้งหลายให้ปรากฏออกมาได้อย่างแน่นอน คือ วิปัสสนาล้มเหลว.
แต่ถ้าจำทางเข้าสมาธิได้ดี คล่องแคล่วแล้ว ความรักชัง กระสับกระส่าย
ย่อมดับสูญไปได้ และถ้าสามารถประคองสติให้ตั้งอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายแล้ว
ก็จะกลายเป็นอริยมรรค ทำหน้าที่สลัดความรัก-ชัง ฟุ้งซ่าน และกิเลสทั้งหลายออกไป
จนเกิดวิชชาขึ้นแทนที่ที่จิตมากขึ้นตามลำดับด้วย.
--- ๓. พิจารณาจิตในจิตทั้งภายในและภายนอกบ้าง ---
งานขั้นนี้ เป็นงานขั้นสุดท้าย ที่รวมเอางานขั้นที่ ๑ กับขั้นที่ ๒ เข้าปฏิบัติพร้อมกัน
เป็นงานขั้นอริยมรรค (ซึ่งคัมภีร์พระอภิธรรม เรียกว่า มรรคจิต)
เอามาปราบความยึดมั่นถือมั่นในรัก-ชังอารมณ์ ให้หมดไป.
กล่าวให้ชัดก็คือ
เมื่อกิเลสอย่างใดเกิดขึ้นที่จิต ไม่ว่าจะมาจากอารมณ์ภายนอกก็ดี ภายในก็ดี
ก็รีบยกจิตเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งสติ และเพียรประคองไว้ไม่ให้แลบ
ออกไปปรุงแต่งเป็นกิเลสอย่างอื่นต่อไปอีกได้ ทุกครั้งตลอดชีวิต.
จิตสังขารที่ผ่านไปแล้ว,เป็นอดีต จิตสังขารที่ยังมาไม่ถึง, เป็นอนาคต
อย่าเก็บเอามาคิด เพราะไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้แล้ว
ผู้ปฏิบัติจะต้องสนใจกับจิตสังขารเฉพาะหน้า คือ
สลัดปล่อยวางออกไปเพียงประการเดียวเท่านั้น
เมื่อจิตสังขารเฉพาะหน้าดับไป ก็ย่อมเห็นชัดเจนว่า
จิตสังขารชนิดนั้นไม่ใช่เรา
เราไม่ใช่จิตสังขารชนิดนั้น
จิตสังขารทั้งหลายไม่ใช่ตัวตนของเราอย่างไม่มีข้อสงสัยอะไรเลย
ด้วยเห็นชัดเจนว่า
จิตสังขารเกิดขึ้น เพราะมีอารมณ์มากระทบ
ถ้ายังไม่มีอารมณ์มากระทบ จิตก็รู้อยู่ชัดว่าจิตสังขารก็ยังไม่เกิดขึ้น
คือ จิตรู้ว่าตัวเองว่างจากสิ่งใดๆ.
ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งมีอยู่ ๑๖ ข้อนั้น
ผู้ปฏิบัติย่อมรู้อยู่ทุกขณะ ไม่ว่าจะมีราคะ โทสะ หรือโมหะ เกิดขึ้นที่จิต
และรู้อยู่ทุกขณะไม่ว่า ราคะ โทสะ หรือโมหะหายไปจากจิต
เมื่อจิตหดหู่ ฟุ้งซ่าน เป็นฌาน มีจิตอื่นยิ่งกว่า ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้,
เมื่อจิตตั้งมั่น จิตหลุดพ้น หรือยังไม่หลุดพ้นก็รู้.
ผู้ปฏิบัติย่อมแยกออกได้เองว่า อาการดิ้นรน ฟุ้งซ่าน หดหู่
กระสับกระส่าย หวั่นไหว ต่างๆเหล่านี้ไม่ใช่สภาพเดิมของตน
ดังพุทธพจน์ในอนัตตลักขณสูตรที่มีมาว่า:
เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ แปลว่า
สิ่งนั้นไม่ใช่เรา เราไม่ใช่สิ่งนั้น สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตนของเรา.
ดังนั้นจึงได้นำจิตเข้าสู่ฐานที่ตั้งสติ จนสงบเป็นสมาธิต่อไป
และเป็นจิตหลุดพ้นในที่สุด
เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ความเสียดแทง ความกระวนกระวาย
ที่ทำให้เป็นทุกข์ทั้งหลาย ย่อมดับไปจากจิตอย่างสิ้นเชิง
ดุจลูกคลื่นซึ่งเป็นอาการของน้ำ ได้ดับหายไปจากผิวน้ำอย่างสิ้นเชิง
คงเหลืออยู่แต่ผิวน้ำ ที่สงบราบคาบเป็นเส้นระดับ ฉนั้น.
ถ้าผู้ปฏิบัติรักษาจิตให้ตั้งอยู่ที่ฐานที่ตั้งสติอย่างถาวรต่อเนื่องไม่ขาดสายได้แล้ว
ก็เป็นอันจบการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ในพระพุทธศาสนาเพียงเท่านี้.
คัดลอกจากหนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ (http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=4D4DC3C50[26IO56OHDLZV5T5NCVW)
โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๒๐๕-๒๑๐ (http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=4D4DC3C50[26IO56OHDLZV5T5NCVW)
http://img360.imageshack.us/img360/1056/555monkeyjn9.gif
ธรรมประทีป ๙
09-11-2008, 07:10 AM
--- ตัวรู้ของพระอริยะและสามัญชน ---
ผู้ที่ได้ศึกษามาถึง จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานบรรพะนี้
และได้ลงมือปฏิบัติจริง ด้วยความสังเกตดู ตัวรู้ที่มีอยู่แล้ว
จะพบว่า ตัวรู้ ของตน ทรงความรู้อยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าราคะ หรือ โทสะ หรือ โมหะ จะเกิดขึ้นที่จิต
แล้วดับไปจากจิตกี่ครั้งกี่หนก็ตาม.
ซึ่งแสดงชัดเจนที่สุดว่า
สิ่งที่เกิดดับทั้งหมดคือ กิเลส
หรือ อาการที่จิตแสดงออกเนื่องด้วยอารมณ์
ส่วนตัวรู้ซึ่งถูกคุมด้วยสตินั้น ไม่ได้ดับหายไปไหนเลย.
ตัวรู้ซึ่งถูกคุมด้วยสติทำให้ผู้ปฏิบัติรู้จักอารมณ์ทั้ง
หลายที่เข้ามากระทบ, ถูกต้องตามความเป็นจริง
ทำให้ไม่ปรุงแต่งเป็นกิเลส เรียกว่า เกิดวิชชาขึ้นที่จิตแล้ว
นับว่าเป็นจิตของพระอริยะ คือ รู้ถูก.
ส่วนตัวรู้ของสามัญชนนั้น ขาดสติคุ้มครอง จึงรู้ผิด,เป็นอวิชชา
คือ ไม่รู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริง
หรือ รู้จักอารมณ์อย่างผิดๆ แล้วยึดถืออารมณ์นั้นๆไว้.
คัดลอกจากหนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ (http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=4D4DC3C50[26IO56OHDLZV5T5NCVW)
โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๒๑๑ (http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=4D4DC3C50[26IO56OHDLZV5T5NCVW)
http://img360.imageshack.us/img360/1056/555monkeyjn9.gif
ธรรมประทีป ๙
09-12-2008, 09:55 AM
--- ฐานที่ตั้งสติ ---
ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น
การปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ คือ
การสร้างสติของผู้ปฏิบัติให้ตั้งอยู่อย่างมั่นคงในเมื่อมีอารมณ์มากระทบจิต
โดยการยกจิตให้เข้าไปตั้งอยู่ ณ ฐาน ๔ แห่ง แห่งใดแห่งหนึ่งบ่อยๆเนืองๆ
คือ ที่ ฐานกาย เวทนา จิต หรือ ธรรม
ซึ่งทำให้สามารถตัดอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ได้.
ในทางปฏิบัติ การยกจิตเข้าไปไว้ที่ฐานที่ตั้งสตินี้ ก็คือ
การเปลี่ยนความสนใจจากอารมณ์ที่กำลังเข้ามากระทบเฉพาะหน้า
ให้เข้าไประลึกรู้ชัดอยู่ที่ฐานที่ตั้งสติแทนเสีย
ถ้ายกจิตเข้าไปตั้งที่ฐานที่ตั้งสติ
และประคองไว้ด้วยอุบายอันแยบคายได้สำเร็จ
สัมมาสติ สัมมาวายามะ สัมมาสมาธิ ย่อมเกิดขึ้น
และทำให้ความยินดียินร้ายกระสับกระส่ายดับไป
แต่ถ้ายกจิตเข้าไปตั้งไว้แล้ว
ไม่มีความเพียรประคองให้ตั้งอยู่ที่ฐานดังกล่าวต่อเนื่องต่อไป
( คือปล่อยให้แลบหนีออกไปอยู่ที่อารมณ์ใดๆเสีย ) สัมมาสติย่อมดับ
ซึ่งจะทำให้ความยินดี ยินร้าย กระสับกระส่ายเกิดขึ้นที่จิตได้เป็นธรรมดา.
ดังนั้น ฐานที่ตั้งสติ จึงเป็นองค์ธรรมสำคัญที่ผู้ปฏิบัติจะต้องอุปโลกน์ขึ้นไว้ในใจก่อน
เพื่อใช้เป็นฐานรองรับจิตที่แยกตัวออกจากอารมณ์ทั้งหลาย
ก่อนลงมือปฏิบัติธรรม ไม่ว่าหมวดกาย เวทนา จิต หรือ ธรรม
หมวดใดหมวดหนึ่ง ในสติปัฏฐาน๔ ก็ตาม
ผู้ปฏิบัติจะต้องอุปโลกน์ฐานที่ตั้งสติให้อยู่ในตำแหน่ง
ที่สามารถยกจิตเข้าไปได้โดยสะดวก แล้วจดจำไว้ในใจให้แม่นยำ
พร้อมที่จะยกจิตเข้าไปตั้งได้อย่างมั่นคงและแข็งแรงทุกขณะ
เพื่อที่จะใช้เป็นฐานที่ตั้งสติได้ตลอดชีวิตอีกด้วย.
เมื่ออุปโลกน์ฐานที่ตั้งสติขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติก็ย่อมมีหลักในใจว่า
ถ้ามีอารมณ์ใดๆเข้ามากระทบ ก็ให้รีบยกจิตเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งสติทันที
ก่อนที่จะปรุงแต่งให้เกิดความยินดียินร้ายขึ้นมา
( คือ รู้เรื่องแล้วรีบละทิ้งเรื่องที่รู้เสียได้ )
ผู้ปฏิบัติจะต้องฝึกยกจิตเข้าไปตั้งที่ฐานที่ตั้งสติอย่างคล่องแคล่ว
พร้อมกับเพียรประคองไว้ด้วยอุบายอันแยบคาย ทุกครั้งที่มีอารมณ์เข้ามากระทบ
( โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่อารมณ์เริ่มกระทบ )
สภาพเช่นนี้เรียกว่า สติปัฏฐานเกิดขึ้นแล้ว
ความยินดียินร้าย กระสับกระส่ายก็ย่อมไม่ปรากฏ
ถ้าตั้งเจตนาประคองสติให้ตั้งอยู่อย่างต่อเนื่องได้ ก็เรียกว่า
เป็นผู้มีสติตื่นอยู่เป็นนิตย์ (ชาคโร) ซึ่งเป็นเป้าหมายของการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔.
เมื่อมีสติตื่นอยู่เป็นนิตย์แล้ว
ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ จึงไม่มีทางที่จะกลายเป็นคนบ้าไปได้เลย
นอกจากจะทิ้งฐานที่ตั้งสติออกไปอยู่กับอารมณ์ เช่น
อยากดูหวยว่าออกอะไร หรืออยากมีฤทธิ์ เป็นต้น
ซึ่งทำให้เกิดความยินดียินร้ายเกิด กิเลสตัณหาขึ้น แล้วกลายเป็นบ้าไปเท่านั้น.
คัดลอกจากหนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ (http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=4D4DC3C50[26IO56OHDLZV5T5NCVW)
โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๒๒๒-๒๒๓ (http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=4D4DC3C50[26IO56OHDLZV5T5NCVW)
http://img360.imageshack.us/img360/1056/555monkeyjn9.gif
แฮมชีสคัตสึ
09-13-2008, 11:22 PM
อ่ะคับ ขอบคุณคับกะบทความการปฎิบัติดีๆ
เรื่องคนบ้าก็พอมี
หลวงพ่อเทียน สติและจิตรวมเป็นหนึ่ง
ไม่ต้องคอยใช้สติรั้งจิตดึงกลับฐานให้เสียกำลัง
ไม่ต้องใช้สังขารคิดมา กลบ มา เขี่ย มาสลัด สังขารคิด
แต่ก็ไม่วาย กลับยังมีพวกคนบางคน เคยกล่าวหาว่าท่านสติเลอะเลือนเสียสติ
พวกตัวคนกล่าวหาเองก็ถูกหลวงพ่อสอนมา แท้ๆ ตัวเองมีสติทั่วพร้อม แต่กลับว่าคนสอนเสียสติ
เฮ้อ
ฐิตา.
09-19-2008, 05:03 PM
จิตสังขารที่ผ่านไปแล้ว,เป็นอดีต จิตสังขารที่ยังมาไม่ถึง, เป็นอนาคต
อย่าเก็บเอามาคิด เพราะไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้แล้ว
:yoyo_0089: :yoyo_0054::yenyo-98: สาธุๆๆ อนุโมทามิ...
อิคคิว
09-24-2008, 02:42 PM
จะต้องไปศึกษามาคุยกะเขามั่ง:0027:
ธรรมประทีป ๙
09-25-2008, 10:02 AM
จะต้องไปศึกษามาคุยกะเขามั่ง:0027:
อืม...ดี ดี
:yoyo_0083:
vBulletin® v3.7.4, ลิขสิทธิ์ ©2000-2009, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด