มดเอ๊ก
08-23-2008, 01:58 PM
พุทธศาสนาในจีน
http://www.quikpal.com/files/pic_upload/pic3.jpg
วัดลามะ (雍和宮) ในปักกิ่ง
ร่องรอยของพุทธศาสนาในประเทศจีน อาจนับย้อนไปได้ถึงสมัยราชวงศ์ฉิน(秦朝) ซึ่งมีพระสงฆ์ 18 รูป เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาพุทธ แต่ไม่เกิดผลในทางรูปธรรมใดๆ อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีที่นักวิชาการในปัจจุบันยอมรับกันทั่วไปก็คือ พุทธศาสนาเริ่มแผ่เข้าสู่จีนในช่วงสมัยของพระเจ้าฮั่นอัยตี้ ( 汉哀帝 ) แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตกของจีน โดยที่อาณาจักรต้าเยวี่ยจือ ( 大月氏 ) ส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรี และมอบคัมภีร์พุทธประวัติไว้เล่มหนึ่ง แต่คัมภีร์ที่มีเนื้อหาคำสอนของพุทธศาสนาที่ชาวจีนรู้จักเมื่อเริ่มแรกก็คือ พระสูตร 42 บท(四十二章经) ซึ่งเผยแพร่เข้าไปในสมัยพระเจ้าฮั่นหมิงตี้ (汉明帝) แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
หลังยุคสามก๊ก(三国)พุทธศาสนาก็เริ่มหยั่งรากลึกลงไป สมัยราชวงศ์เว่ย(魏朝)มีภิกษุสงฆ์จากชมพูทวีปทยอยเดินทางเข้ามายังเมืองหลวงและเมืองสำคัญของอาณาจักรอู๋(吴国)แปลพระสูตรสำคัญๆ ทั้งของฝ่ายมหายาน(大乘)และเถรวาท(小乘)เป็นภาษาจีนจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน อำนาจทางการปกครองและชี้นำสังคมก็เปลี่ยนจากในมือของชนชั้นอำมาตย์ราชนิกุลมาอยู่ในมือของพวกปัญญาชน คนกลุ่มนี้ศรัทธาเนื้อหาของคัมภีร์อี้จิง《易经》และคัมภีร์ฝ่ายเต๋าอยู่เป็นทุนเดิม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำสอนของทางฝ่ายพุทธ จึงมีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบใหญ่ของพุทธศาสนาอยู่ไม่ใช่น้อย ในตอนแรกเริ่ม พุทธศาสนาเผยแผ่ผ่านการศึกษาคัมภีร์ ปรากฏผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์พุทธศาสนาจำนวนมากมายในยุคนั้น ทั้งนี้ ยังไม่มีความนิยมในพิธีกรรมทางศาสนาเช่นการท่องบ่นสวดมนต์เกิดขึ้นมากนัก
จวบจนถึงสมัยราชวงศ์เหนือใต้(南北朝)สถาบันสงฆ์และวัดวาอารามก็ได้รับการสถาปนาขึ้นทั่วราชอาณาจักรอย่างแพร่หลายและมั่นคงกษัตริย์เกือบทุกพระองค์ในราชวงศ์ซ่ง(宋朝), ฉี(齐朝), เหลียง(梁朝)และเฉิน(陈朝)ของอาณาจักรฝ่ายใต้(南朝)มีความเลื่อมใสต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก มีการสร้างวัดทางพุทธศาสนาเป็นพันแห่ง และมีผู้บวชเป็นภิกษุ และภิกษุณีถึงเกือบแสนรูปในอาณาจักรฝ่ายเหนือ แม้มีการสั่งห้ามเผยแผ่พุทธศาสนาโดยกษัตริย์ไท่อู่ตี้(太武帝)และโจวอู่ตี้(周武帝)แต่โดยภาพรวมของกษัตริย์ทั้งหลายก็ล้วนเลื่อมใสในพุทธศาสนาทั้งสิ้น เห็นได้จากพุทธสถานถ้ำหินอวิ๋นกัง(云冈石窟)ในเมืองต้าถง(大同)ที่เป็นพยานความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในราชวงศ์เป่ยเว่ย(北魏) ก็มีการสร้างคัมภีร์พุทธศาสนาขึ้นเป็นจำนวนมากถึง 415 เล่ม มีภิกษุและภิกษุณีถึงกว่า 2 ล้านรูป โดยที่มีการแลกเปลี่ยนเดินทางไปศึกษาพุทธธรรมถึงอินเดียอยู่บ่อยครั้ง
เหตุการณ์สำคัญในสมัยนี้ก็คือ การเดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธธรรมของพระโพธิธรรมเถระหรือปรมาจารย์ตั๊กม๊อ (达摩)
หลังจากที่กษัตริย์สุยเหวินตี้(隋文帝)ผนวกอาณาจักรน้อยใหญ่ในยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้สำเร็จ ก็มีรับสั่งให้สร้างวัดทางพุทธศาสนาบนภูเขาสำคัญ 5 แห่ง มีการสร้างสถูปซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุถึง 111 แห่ง สร้างสถาบันแปลพระคัมภีร์พุทธศาสนาเป็นภาษาจีนอย่างเป็นกิจลักษณะ กษัตริย์สุยหยางตี้ทรงสานเจตนารมณ์ในการทำนุบำรุงศาสนาต่อจากพระบิดา โปรดให้สร้างพุทธสถานฮุ่ยยื่อ (慧日道场 ) ขึ้นที่เมืองหยางโจว(扬州) เป็นศูนย์กลางเผยแผ่พุทธศาสนาที่สำคัญโดดเด่น ยุคราชวงศ์สุย(隋朝)จึงเป็นอีกยุคหนึ่งที่พุทธศาสนามีความรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก
พุทธศาสนาในจีนฟูเฟื่องถึงจุดสูงสุดในสมัยราชวงศ์ถัง(唐朝)แม้ว่ากษัตริย์ราชวงศ์ถังจะยึดหลักการของลัทธิเต๋า(道教)ในการบริหารบ้านเมือง แต่ในทางปฏิบัติก็มีการผสานเข้ากับแนวคำสอนของพุทธศาสนาอยู่ตลอด โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ปราบปรามความไม่สงบครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าถังไท่จง(唐太宗)ซึ่งสำเร็จลงได้โดยความช่วยเหลือจากภิกษุส่วนหนึ่ง ก็ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างเต็มที่ มีการอาราธนาภิกษุสำคัญทั่วราชอาณาจักรมาช่วยในการเผยแผ่อีกด้วย และในสมัยพระเจ้าถังเกาจง(唐高宗) ก็ถึงกับสร้างพระอารามในเขตพระราชฐานเพื่อเป็นที่ประกอบพิธีการคุ้มครองให้บ้านเมืองสงบสุขด้วย
ราชวงศ์ถังตอนปลาย พุทธศาสนาได้รับอภิสิทธิ์จากราชสำนักยิ่งกว่าสมัยใด ๆ ภิกษุชั้นผู้ใหญ่บางรูปถึงกับสามารถเข้าออกในเขตพระราชฐานได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจค้นแต่อย่างใด กล่าวได้ว่าในสมัยราชวงศ์ถัง พุทธศาสนาได้เจริญเติบโตอย่างเต็มที่ทั้งในด้านความรู้ทางทฤษฎีและปฏิบัติตลอดจนด้านพัฒนาองค์กรสถาบันสงฆ์ มีนิกายน้อยใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะปรากฏตัวขึ้นจำนวนมาก อิทธิพลของพุทธศาสนายังซึมซับเข้าไปในศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม การแกะสลัก ภาพวาด ดนตรี ฯลฯ และยังเผยแผ่ต่อไปยังเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนามและอินโดนีเซียอีกด้วย กระนั้นก็ดี ปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าถังอู่จง(唐武宗)ทำให้เกิดการปราบปรามพุทธศาสนาครั้งใหญ่ขึ้น มีการริบทรัพย์สินของวัดวาอารามให้เป็นของหลวง หรือทำลายอาราม พระพุทธรูป ตลอดจนเนรเทศ หรือสึกภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อความเจริญของพุทธศาสนาในจีนไม่ใช่น้อย
สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ(北宋)ราชสำนักกลับมาทำนุบำรุงพุทธศาสนาอีกครั้ง มีการสร้างสำนักแปลพระคัมภีร์ ฟื้นฟูงานแปลคัมภีร์พุทธศาสนาที่ร้างรามานาน มีภิกษุจากชมพูทวีปนำคัมภีร์เข้ามาในแผ่นดินจีนมากมาย แต่แม้จะมีการจัดแปลพระคัมภีร์กันเป็นการใหญ่ยิ่งกว่าในยุคราชวงศ์ถัง ก็มีผลงานไม่ดีเท่า จำนวนวัดวาอารามและภิกษุก็กลับมามากขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่พุทธศาสนาก็ต้องเผชิญเคราะห์อีกครั้งในสมัยพระเจ้าซ่งฮุยจง (宋徽宗ค.ศ. 1101 - 1125) ผู้ทรงเชิดชูลัทธิเต๋าเหนือกว่าพุทธศาสนา ถึงขั้นมีรับสั่งให้เปลี่ยนวัดในพุทธศาสนาให้เป็นอารามของลัทธิเต๋าจำนวนมาก
สมัยราชวงศ์ซ่งใต้(南宋)แม้ว่าทางแถบเจียงหนาน(江南)ทางใต้ของจีนจะยังคงส่งเสริมพุทธศาสนาอยู่ แต่ราชสำนักและขุนนางทั้งปวงก็ทำให้การเผยแผ่พุทธศาสนาอยู่ในวงจำกัด มีเพียงนิกายเซน(禅教)และนิกายสุขาวดี(净土宗)เท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ นิกายเซนไม่มีบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ให้ความสำคัญกับพระคัมภีร์ ดังนั้นจึงได้รับผลกระทบน้อยมากจากเหตุการณ์ทำลายล้างพุทธศาสนา ขณะที่นิกายสุขาวดีให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติแบบเรียบง่ายไม่เน้นพิธีกรรมมาก ยิ่งกว่านั้นพระภิกษุจีนนับแต่ยุคหลังราชวงศ์ซ่งเหนือเป็นต้นมา ก็มักสังกัดอยู่ในนิกายสุขาวดีเป็นส่วนใหญ่ จึงมีจำนวนมากพอที่จะสืบสานคำสอนในวงกว้างมาจนถึงสมัยหลัง
ราชวงศ์ชิง(清朝)เลื่อมใสพุทธศาสนานิกายทิเบต(臧教) แม้สมัยราชวงศ์ชิงช่วงต้น ราชสำนักจะสนใจพุทธศาสนาสายจีนอย่างจำกัด แต่เมื่อถึงสมัยพระเจ้าคังซี ก็สนับสนุนให้ภิกษุผู้ทรงคุณจำนวนมากเข้ามาประจำในเมืองหลวง ทำให้พุทธศาสนากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ที่มา: จดหมายข่าวอาศรมสยาม-จีนวิทยา ฉบับที่ 68 (มี.ค. 2551)
http://www.quikpal.com/th/content/080572 (http://www.quikpal.com/th/content/080572)
http://www.quikpal.com/files/pic_upload/pic3.jpg
วัดลามะ (雍和宮) ในปักกิ่ง
ร่องรอยของพุทธศาสนาในประเทศจีน อาจนับย้อนไปได้ถึงสมัยราชวงศ์ฉิน(秦朝) ซึ่งมีพระสงฆ์ 18 รูป เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาพุทธ แต่ไม่เกิดผลในทางรูปธรรมใดๆ อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีที่นักวิชาการในปัจจุบันยอมรับกันทั่วไปก็คือ พุทธศาสนาเริ่มแผ่เข้าสู่จีนในช่วงสมัยของพระเจ้าฮั่นอัยตี้ ( 汉哀帝 ) แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตกของจีน โดยที่อาณาจักรต้าเยวี่ยจือ ( 大月氏 ) ส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรี และมอบคัมภีร์พุทธประวัติไว้เล่มหนึ่ง แต่คัมภีร์ที่มีเนื้อหาคำสอนของพุทธศาสนาที่ชาวจีนรู้จักเมื่อเริ่มแรกก็คือ พระสูตร 42 บท(四十二章经) ซึ่งเผยแพร่เข้าไปในสมัยพระเจ้าฮั่นหมิงตี้ (汉明帝) แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
หลังยุคสามก๊ก(三国)พุทธศาสนาก็เริ่มหยั่งรากลึกลงไป สมัยราชวงศ์เว่ย(魏朝)มีภิกษุสงฆ์จากชมพูทวีปทยอยเดินทางเข้ามายังเมืองหลวงและเมืองสำคัญของอาณาจักรอู๋(吴国)แปลพระสูตรสำคัญๆ ทั้งของฝ่ายมหายาน(大乘)และเถรวาท(小乘)เป็นภาษาจีนจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน อำนาจทางการปกครองและชี้นำสังคมก็เปลี่ยนจากในมือของชนชั้นอำมาตย์ราชนิกุลมาอยู่ในมือของพวกปัญญาชน คนกลุ่มนี้ศรัทธาเนื้อหาของคัมภีร์อี้จิง《易经》และคัมภีร์ฝ่ายเต๋าอยู่เป็นทุนเดิม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำสอนของทางฝ่ายพุทธ จึงมีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบใหญ่ของพุทธศาสนาอยู่ไม่ใช่น้อย ในตอนแรกเริ่ม พุทธศาสนาเผยแผ่ผ่านการศึกษาคัมภีร์ ปรากฏผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์พุทธศาสนาจำนวนมากมายในยุคนั้น ทั้งนี้ ยังไม่มีความนิยมในพิธีกรรมทางศาสนาเช่นการท่องบ่นสวดมนต์เกิดขึ้นมากนัก
จวบจนถึงสมัยราชวงศ์เหนือใต้(南北朝)สถาบันสงฆ์และวัดวาอารามก็ได้รับการสถาปนาขึ้นทั่วราชอาณาจักรอย่างแพร่หลายและมั่นคงกษัตริย์เกือบทุกพระองค์ในราชวงศ์ซ่ง(宋朝), ฉี(齐朝), เหลียง(梁朝)และเฉิน(陈朝)ของอาณาจักรฝ่ายใต้(南朝)มีความเลื่อมใสต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก มีการสร้างวัดทางพุทธศาสนาเป็นพันแห่ง และมีผู้บวชเป็นภิกษุ และภิกษุณีถึงเกือบแสนรูปในอาณาจักรฝ่ายเหนือ แม้มีการสั่งห้ามเผยแผ่พุทธศาสนาโดยกษัตริย์ไท่อู่ตี้(太武帝)และโจวอู่ตี้(周武帝)แต่โดยภาพรวมของกษัตริย์ทั้งหลายก็ล้วนเลื่อมใสในพุทธศาสนาทั้งสิ้น เห็นได้จากพุทธสถานถ้ำหินอวิ๋นกัง(云冈石窟)ในเมืองต้าถง(大同)ที่เป็นพยานความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในราชวงศ์เป่ยเว่ย(北魏) ก็มีการสร้างคัมภีร์พุทธศาสนาขึ้นเป็นจำนวนมากถึง 415 เล่ม มีภิกษุและภิกษุณีถึงกว่า 2 ล้านรูป โดยที่มีการแลกเปลี่ยนเดินทางไปศึกษาพุทธธรรมถึงอินเดียอยู่บ่อยครั้ง
เหตุการณ์สำคัญในสมัยนี้ก็คือ การเดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธธรรมของพระโพธิธรรมเถระหรือปรมาจารย์ตั๊กม๊อ (达摩)
หลังจากที่กษัตริย์สุยเหวินตี้(隋文帝)ผนวกอาณาจักรน้อยใหญ่ในยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้สำเร็จ ก็มีรับสั่งให้สร้างวัดทางพุทธศาสนาบนภูเขาสำคัญ 5 แห่ง มีการสร้างสถูปซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุถึง 111 แห่ง สร้างสถาบันแปลพระคัมภีร์พุทธศาสนาเป็นภาษาจีนอย่างเป็นกิจลักษณะ กษัตริย์สุยหยางตี้ทรงสานเจตนารมณ์ในการทำนุบำรุงศาสนาต่อจากพระบิดา โปรดให้สร้างพุทธสถานฮุ่ยยื่อ (慧日道场 ) ขึ้นที่เมืองหยางโจว(扬州) เป็นศูนย์กลางเผยแผ่พุทธศาสนาที่สำคัญโดดเด่น ยุคราชวงศ์สุย(隋朝)จึงเป็นอีกยุคหนึ่งที่พุทธศาสนามีความรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก
พุทธศาสนาในจีนฟูเฟื่องถึงจุดสูงสุดในสมัยราชวงศ์ถัง(唐朝)แม้ว่ากษัตริย์ราชวงศ์ถังจะยึดหลักการของลัทธิเต๋า(道教)ในการบริหารบ้านเมือง แต่ในทางปฏิบัติก็มีการผสานเข้ากับแนวคำสอนของพุทธศาสนาอยู่ตลอด โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ปราบปรามความไม่สงบครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าถังไท่จง(唐太宗)ซึ่งสำเร็จลงได้โดยความช่วยเหลือจากภิกษุส่วนหนึ่ง ก็ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างเต็มที่ มีการอาราธนาภิกษุสำคัญทั่วราชอาณาจักรมาช่วยในการเผยแผ่อีกด้วย และในสมัยพระเจ้าถังเกาจง(唐高宗) ก็ถึงกับสร้างพระอารามในเขตพระราชฐานเพื่อเป็นที่ประกอบพิธีการคุ้มครองให้บ้านเมืองสงบสุขด้วย
ราชวงศ์ถังตอนปลาย พุทธศาสนาได้รับอภิสิทธิ์จากราชสำนักยิ่งกว่าสมัยใด ๆ ภิกษุชั้นผู้ใหญ่บางรูปถึงกับสามารถเข้าออกในเขตพระราชฐานได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจค้นแต่อย่างใด กล่าวได้ว่าในสมัยราชวงศ์ถัง พุทธศาสนาได้เจริญเติบโตอย่างเต็มที่ทั้งในด้านความรู้ทางทฤษฎีและปฏิบัติตลอดจนด้านพัฒนาองค์กรสถาบันสงฆ์ มีนิกายน้อยใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะปรากฏตัวขึ้นจำนวนมาก อิทธิพลของพุทธศาสนายังซึมซับเข้าไปในศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม การแกะสลัก ภาพวาด ดนตรี ฯลฯ และยังเผยแผ่ต่อไปยังเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนามและอินโดนีเซียอีกด้วย กระนั้นก็ดี ปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าถังอู่จง(唐武宗)ทำให้เกิดการปราบปรามพุทธศาสนาครั้งใหญ่ขึ้น มีการริบทรัพย์สินของวัดวาอารามให้เป็นของหลวง หรือทำลายอาราม พระพุทธรูป ตลอดจนเนรเทศ หรือสึกภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อความเจริญของพุทธศาสนาในจีนไม่ใช่น้อย
สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ(北宋)ราชสำนักกลับมาทำนุบำรุงพุทธศาสนาอีกครั้ง มีการสร้างสำนักแปลพระคัมภีร์ ฟื้นฟูงานแปลคัมภีร์พุทธศาสนาที่ร้างรามานาน มีภิกษุจากชมพูทวีปนำคัมภีร์เข้ามาในแผ่นดินจีนมากมาย แต่แม้จะมีการจัดแปลพระคัมภีร์กันเป็นการใหญ่ยิ่งกว่าในยุคราชวงศ์ถัง ก็มีผลงานไม่ดีเท่า จำนวนวัดวาอารามและภิกษุก็กลับมามากขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่พุทธศาสนาก็ต้องเผชิญเคราะห์อีกครั้งในสมัยพระเจ้าซ่งฮุยจง (宋徽宗ค.ศ. 1101 - 1125) ผู้ทรงเชิดชูลัทธิเต๋าเหนือกว่าพุทธศาสนา ถึงขั้นมีรับสั่งให้เปลี่ยนวัดในพุทธศาสนาให้เป็นอารามของลัทธิเต๋าจำนวนมาก
สมัยราชวงศ์ซ่งใต้(南宋)แม้ว่าทางแถบเจียงหนาน(江南)ทางใต้ของจีนจะยังคงส่งเสริมพุทธศาสนาอยู่ แต่ราชสำนักและขุนนางทั้งปวงก็ทำให้การเผยแผ่พุทธศาสนาอยู่ในวงจำกัด มีเพียงนิกายเซน(禅教)และนิกายสุขาวดี(净土宗)เท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ นิกายเซนไม่มีบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ให้ความสำคัญกับพระคัมภีร์ ดังนั้นจึงได้รับผลกระทบน้อยมากจากเหตุการณ์ทำลายล้างพุทธศาสนา ขณะที่นิกายสุขาวดีให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติแบบเรียบง่ายไม่เน้นพิธีกรรมมาก ยิ่งกว่านั้นพระภิกษุจีนนับแต่ยุคหลังราชวงศ์ซ่งเหนือเป็นต้นมา ก็มักสังกัดอยู่ในนิกายสุขาวดีเป็นส่วนใหญ่ จึงมีจำนวนมากพอที่จะสืบสานคำสอนในวงกว้างมาจนถึงสมัยหลัง
ราชวงศ์ชิง(清朝)เลื่อมใสพุทธศาสนานิกายทิเบต(臧教) แม้สมัยราชวงศ์ชิงช่วงต้น ราชสำนักจะสนใจพุทธศาสนาสายจีนอย่างจำกัด แต่เมื่อถึงสมัยพระเจ้าคังซี ก็สนับสนุนให้ภิกษุผู้ทรงคุณจำนวนมากเข้ามาประจำในเมืองหลวง ทำให้พุทธศาสนากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ที่มา: จดหมายข่าวอาศรมสยาม-จีนวิทยา ฉบับที่ 68 (มี.ค. 2551)
http://www.quikpal.com/th/content/080572 (http://www.quikpal.com/th/content/080572)