PDA

View Full Version : อานิสงส์การบูชาและบทสวดพระพุทธรูปประจำวันเกิด


ChilL
08-21-2008, 03:44 AM
อานิสงส์การบูชาและบทสวดพระพุทธรูปประจำวันเกิด

http://dharma.thaiware.com/upload/129.jpg



เรื่อง พระพุทธรูปประจำวันเกิด
ตำนานพระพุทธรูปประจำวันเกิดในแต่ละวัน



คำนำ

“พระพุทธรูปประจำวันเกิด และตำนานพระพุทธรูปประจำวันเกิดในแต่ละวัน” เล่มนี้ มุ่งหวังแจกธรรมเป็นวิทยาทาน และต้องการเผยแพร่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา


หนังสือเล่มนี้ ได้รวบรมและเรียบเรียง โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำประเด็นสำคัญ เรื่องพระพุทธรูปประจำวันเกิด ที่บูชากันตามบ้านเรือนตนมานำเสนอ มูลเหตุที่ได้เรียบเรียงเรื่องนี้ เพราะประสงค์จะรู้ว่า พระพุทธรูปประจำวันเกิดในแต่ละวันนั้น มีตำนานเกิดขึ้นได้อย่างไร มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกหรือไม่ พระพุทธรูปางไหน ใช้บูชาสำหรับคนที่เกิดวันไหน มีบทสวดประจำวันเกิดหรือไม่ ปัจจุบันนี้ มีการบูชาพระประจำวันเกิด สวดมนต์ในบทประจำวันเกิด หรือสวดเสริมชะตาตัวเองกันมาก เมื่อได้สวดมนต์กันแล้ว ผู้เรียบเรียงมุ่งหวังจะให้ผู้สวดได้บุญเพิ่มมากขึ้น จึงได้นำเสนอเรื่องตำนานเกิดพระปางต่าง ๆ พร้อมทั้งความหมายของบทที่สวดนั้น
หนังสือเล่มนี้ ได้รับความเมตตานุเคราะห์จากอาจารย์หลายท่าน อาทิเช่น อาจารย์พระมหาอุ้น ปณฺฑิโต พระมหาบูรณะ ชาตเมโธ พระมหาอุดม สารเมธี และอาจารย์เสรี อาจสาคร ที่ได้ให้ความรู้ในบางเรื่อง ตลอดถึงตรวจสำนวนและให้คำแนะนำบางประเด็นอีกด้วย ผู้เรียบเรียง ขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย


คุณความดีอันเกิดจากการรวบรวม และเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ผู้เรียบเรียง ขอยกบุญกุศลทั้งหมดนี้ให้แก่บิดา มารดา ครูอาจารย์ ท่านผู้มีอุปการคุณ และท่านผู้ถวายความอุปถัมภ์บำรุงด้วยดีเสมอมา
พระมหาสุชญา โรจนญาโณ
๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๓


:yociexp19:


ขอขอบคุณที่มานะคะ
dhammathai.org และ
www.intranet.m-culture.go.th มากมายคะ

ChilL
08-21-2008, 03:48 AM
การที่คนเรามีพระพุทธรูปไว้บูชาประจำบ้านเรือนตนเป็นเรื่องที่ดี ยิ่งผู้อยู่ประจำบ้านเรือนนั้น หมั่นกราบพระบูชาพระหรือการสวดมนต์เป็นประจำ ก็ยิ่งเป็นสิริมงคล ทำให้ผู้นั้นมีแต่ความสุขความเจริญ มีความสุขกายสุขใจ การกราบพระ หรือการสวดมนต์ เป็นการอบรมจิตด้วยการน้อมระลึกถึงพระรัตนตรัย เป็นกิจวัตรที่ชาวพุทธควรสั่งสมให้เป็นอาจิณ เพื่อขัดเกลากิเลสให้ลดน้อยลงและเพื่อเพิ่มพูนภาวนาบารมีให้ยิ่งขึ้น


การกราบพระบูชาพระนั้น นับว่าเป็นบุญมากแล้ว แต่จะได้บุญเพิ่มมากขึ้นในเมื่อผู้สวดบูชานั้น สวดบูชาได้ถูกต้องตรงตามอักขระ รู้ความหมายของบทสวดนั้น พร้อมทั้งน้อมจิตที่บริสุทธิ์ไปตามความหมายของบทสวดนั้น ก็จะทำให้การสวดบูชานั้นมีพลานุภาพ การสวดมนต์นี้เป็นการประดับรัตนะอันสูงค่าให้อยู่ในใจของผู้ที่สวดเสมอ อีกทั้งเป็นเหตุทำให้ผู้สวดบูชาเป็นประจำมีจิตเบิกบาน หน้าตาผ่องใส และมีสง่าราศรีเป็นที่นับถือของคนทั่วไป
ในการบูชาพระก็ดี การสวดมนต์ก็ดี จะมีพระปางต่าง ๆ เช่นปางสมาธิ ชาวพุทธนิยมตั้งไว้เป็นพระประธานประจำบ้านเรือนตน นอกจากนี้บางบ้านมี พระพุทธรูปปางต่าง ๆ เช่น ปางรำพึง เป็นต้น เพื่อสวดบูชาประจำวันเกิดอีกด้วย อาศัยเหตุดังกล่าวนี้ จึงนำเสนอเรื่องพระปางต่าง ๆ พร้อมทั้งตำนาน บทสวดบูชา และคำแปลของบทสวดนั้น ๆ ดังต่อไปนี้


ก่อนอื่นควรทราบเรื่องสำคัญ ๓ เรื่อง คือพระพุทธรูปประจำวันเกิด เทวดาที่เข้ามาเสวยอายุบุคคล และพระที่เสวยอายุ มีรายละเอียดดังนี้

พระพุทธรูปประจำวันเกิด
ผู้เกิดวันอาทิตย์ ให้บูชาพระปางถวายเนตร
ผู้เกิดวันจันทร์ ให้บูชาพระปางห้ามญาติ หรือห้ามสมุทร
ผู้เกิดวันอังคาร ให้บูชาพระปางไสยาสน์
ผู้เกิดวันพุธ ให้บูชาพระปางอุ้มบาตร
ผู้เกิดวันพฤหัสบดี ให้บูชาพระปางนั่งขัดสมาธิ
ผู้เกิดวันศุกร์ ให้บูชาพระปางทรงรำพึง
ผู้เกิดวันเสาร์ ให้บูชาพระปางนาคปรก


หมายเหตุ สำหรับท่านที่เกิดวันพุธนั้น อาจารย์บางพวก ท่านแยกไว้เป็นสองลักษณะ กล่าวคือ

ผู้เกิดวันพุธกลางวัน ให้บูชาพระปางอุ้มบาตร
ผู้เกิดวันพุธกลางคืน ให้บูชาพระปางป่าเลไลย์ หรือพระปางสะดุ้งมาร (มารวิชัย)

อีกนัยหนึ่ง ท่านกล่าวไว้ให้จำง่าย ๆ ว่า
วันอาทิตย์ ปางถวายเนตร วันจันทร์ ปางห้ามญาติ
วันอังคาร ปางไสยาสน์ วันพุธ ปางอุ้มบาตร
วันพฤหัสบดี ปางสมาธิ วันศุกร์ ปางรำพึง
วันเสาร์ ปางนาคปรก พระราหู ปางป่าเลไลย์
พระเกตุ ปางมารวิชัย


เทวดาที่เข้ามาแทรกเสวยอายุบุคคล
๑. พระอาทิตย์เทวา ๒. พระจันทร์เทวา
๓. พระอังคารเทวา ๔. พระพุธเทวา
๕. พระพฤหัสบดีเทวา ๖. พระศุกร์เทวา
๗. พระเสาร์เทวา ๘. พระราหูเทวา
๙. พระเกตุเทวา


พระที่เสวยอายุ
๑. พระอาทิตย์เสวยอายุ ๖ ปี ๒. พระจันทร์เสวยอายุ ๑๕ ปี
๓. พระอังคารเสวยอายุ ๘ ปี ๔. พระพุธเสวยอายุ ๑๗ ปี
๕. พระพฤหัสบดีเสวยอายุ ๑๙ ปี ๖. พระศุกร์เสวยอายุ ๒๑ ปี
๗. พระเสาร์เสวยอายุ ๑๐ ปี ๘. พระราหูเสวยอายุ ๑๒ ปี

ต่อคะ :yociexp16:

ChilL
08-21-2008, 03:51 AM
ตำนานพระพุทธรูปในแต่ละปาง


๑. ท่านที่เกิดวันอาทิตย์ พระเสาร์เสวยอายุ ๑๐ ปี

http://intranet.m-culture.go.th/khonkaen/patoom/story/picture/d_sun.gif



ควรมีพระพุทธรูปปางถวายเนตรไว้สักการบูชา บนหิ้งพระในบ้านเรือนตน เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข และสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล เจริญสมบูรณ์พูนผลด้วยลาภยศ สรรเสริญ สุข ปฏิภาณ ธนสารสมบัติปราศจากโรคาพยาธินานัปการ


พุทธรูปปางถวายเนตร เป็นพระพุทธรูปยืนลืมพระเนตรทั้งสองข้างมีพระหัตถ์ทั้งสองข้างห้อยประสานกัน ที่พระเพลา เอาพระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย
ตำนานพระพุทธรูปปางนี้ ได้มีกล่าวไว้ในพระพุทธประวัติตอนที่ว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ควงไม้ศรีมหาโพธิ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ แล้วจึงเสด็จเปลี่ยนอิริยาบถประทับยืนทรงเพ่งพระเนตรดูพระโพธิบัลลังก์ตลอด สัปดาห์ พระพุทธรูปปางนี้ จึงได้นามว่า “พระปางถวายเนตร”


อีกเหตุผลหนึ่ง ทำไม คนเกิดวันอาทิตย์ต้องใช้พระปางนี้ เพราะเหตุที่พระสิทธัตถราชกุมาร เสด็จออกมหาภิเนกษกรมณ์จากปราสาทหลังใดหลังหนึ่ง ในวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีเถาะ พระชนมายุ ๒๙ ปี

คาถาบูชาพระปางถวายเนตร

วันอาทิตย์ มีกำลัง ๖ พึงสวดคาถาต่อไปนี้ ๖ จบ
(ก่อนเข้านอน หรือสวดประจำวันเกิดทุกสัปดาห์ หรือสวดยามว่าง) ดังนี้


อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนาฯ
อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ


คำแปล

(นกยูงทองโพธิสัตว์ เมื่อจะผูกมนต์เพื่อรักษาป้องกันตัวก่อนออกหากิน ได้กล่าวคาถานี้ว่า) ดวงตาของโลก เป็นเจ้าแห่งแสงสว่างอย่างเอก กำลังอุทัยทอแสงเรืองรองสว่างไปทั่วปฐพี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอน้อมไหว้พระอาทิตย์นั้น ซึ่งทอแสงเรืองรองสว่างไปทั่วปฐพี วันนี้ ข้าพเจ้าได้ท่านคุ้มครองแล้ว พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน พราหมณ์เหล่าใดถึงฝั่งแห่งพระเวทในธรรมทั้งมวล ขอพราหมณ์เหล่านั้นจงรับความนอบน้อมของข้าพเจ้าและขอจงคุ้มครองข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระโพธิญาณของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้ว และวิมุตติธรรมของพระพุทธเจ้าผู้หลุดพ้นแล้วเหล่านั้น นกยูงเจริญพระปริตรนี้แล้ว จึงเที่ยวแสวงหาอาหาร



(นกยูงทองโพธิสัตว์ เมื่อกลับที่พักในเวลาเย็นได้กล่าวคาถานี้ว่า) ดวงตาของโลก เป็นเจ้าแห่งแสงสว่างอย่างเอก อุทัยทอแสงเรืองรองสว่างไปทั่วปฐพี อัสดงคตแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอน้อมไหว้พระอาทิตย์นั้น ซึ่งทอแสงเรืองรองสว่างไปทั่วปฐพี วันนี้ ข้าพเจ้าได้ท่านคุ้มครองแล้ว พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน พราหมณ์เหล่าใดถึงฝั่งแห่งพระเวทในธรรมทั้งมวล ขอพราหมณ์เหล่านั้นจงรับความนอบน้อมของข้าพเจ้าและขอจงคุ้มครองข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระโพธิญาณของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้ว และวิมุตติธรรมของพระพุทธเจ้าผู้หลุดพ้นแล้วเหล่านั้น นกยูงนั้นเจริญพระปริตรนี้แล้ว จึงอยู่ในที่อยู่ของตน
คาถานี้ เป็นคาถาพระยานกยูงทอง ภาวนาเวลาเดินทางป้องกันศัตรูปองร้ายแคล้วคลาดดีนักแล.

:0170:

ChilL
08-21-2008, 03:57 AM
๒. ท่านที่เกิดวันจันทร์



http://intranet.m-culture.go.th/khonkaen/patoom/story/picture/d_mon.gif




ควรมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติ หรือ ปางห้ามสมุทรไว้สักการะบูชาบนหิ้งพระประจำบ้านเรือนตน เพื่อความเป็นสิริมงคลและลาภผลอื่น ๆ


พระพุทธรูปปางนี้ เป็นพระพุทธรูปยืนพระหัตถ์ซ้ายห้อยลงมาข้างพระวรกาย พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ แบฝ่าพระหัตถ์ไปข้างหน้า เป็นพระอิริยาบถห้ามให้หยุด
ตำนานพระพุทธรูปปางนี้ ได้มีกล่าวไว้ในพระพุทธประวัติตอนที่ว่า สมัยหนึ่ง กษัตริย์แห่งโกลิยวงศ์ ซึ่งเป็นฝ่ายพระประยูรญาติฝ่ายพระพุทธมารดาของพระองค์ กับกษัตริย์แห่งศากยวงศ์ซึ่งเป็นฝ่ายพระพุทธบิดา เมื่อถึงฤดูทำนา บังเอิญปีนั้นฟ้าฝนน้อย ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำโรหิณี ต่างฝ่ายก็เกณฑ์ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ ทำการทดน้ำเข้านา กระทั่งเกิดทะเลาะกันขึ้น ไม่มีทางอื่นใดตกลงกันได้ด้วยสันติวิธี


ใกล้จะทำสงครามกันเต็มทีแล้ว เกือบที่กษัตริย์แห่งราชวงศ์ทั้งสองจะยกกองทัพหลวงมาทำสงครามกันในวันรุ่ง ขึ้น


ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้รุ่ง พระพุทธองค์ทรงแผ่ข่ายคือพระญาณตรวจดูสัตว์โลก เพื่อจะเสด็จไปโปรด ทราบความเป็นไปแห่งพระประยูรญาติ จึงทรงจินตนาการว่า “ถ้าเราตถาคตไม่ไปห้ามปราม หมู่ญาติคงถึงความพินาศแน่” จึงได้เสด็จไป ณ ที่นั้น ฝ่ายหมู่พระประยูรญาติทั้งสอง แลเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาจึงวางศาสตราวุธเข้าไปถวายบังคม พระพุทธองค์ตรัสถามว่า ทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร ได้คำตอบว่าเรื่องน้ำ จึงตรัสถามต่อไปว่า น้ำกับกษัตริย์อย่างไหนมีค่ามากกว่ากัน เมื่อได้คำตอบว่า กษัตริย์สำคัญและมีค่ามากกว่า ครั้นแล้ว พระพุทธองค์จึงแสดงพระธรรมเทศนาให้กษัตริย์ทั้งสองเข้าใจ รักใคร่ปรองดองกันเช่นเดิม แล้วจึงเสด็จกลับ พระพุทธรูปปางนี้ จึงได้นามว่า “พระพุทธรูปปางห้ามญาติ” หรือ “ปางห้ามสมุทร”
อีกเหตุผลหนึ่ง ทำไม คนเกิดวันจันทร์ต้องใช้พระปางนี้ เพราะเหตุที่พระสิทธัตถราชกุมาร ทรงผนวช ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานที ในวันจันทร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีเถาะ ก่อนพุทธศก ๕๑ ปี


คาถาบูชาพระพุทธรูปปางห้ามญาติ


วันจันทร์ มีกำลัง ๑๕ พึงสวดคาถาต่อไปนี้ ๑๕ จบ ดังนี้


ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ


คำแปล


ลางชั่วร้ายอันใด และอวมงคลอันใด เสียงนก เป็นที่ไม่ชอบใจอันใด และบาปเคราะห์อันใด ฝันร้ายอันไม่พอใจอันใด มีอยู่ ขอสิ่งเหล่านั้น จงถึงความพินาศไป ด้วยอานุภาพพระพุทธเจ้า ด้วยอานุภาพพระธรรมเจ้า และด้วยอานุภาพพระสังฆเจ้า
หมายเหตุ คาถาบทนี้ภาวนาแก้ฝันร้าย หรือขวัญเสียศักดิ์สิทธิ์นักแล.

ChilL
08-21-2008, 04:00 AM
๓. ท่านที่เกิดวันอังคาร




http://intranet.m-culture.go.th/khonkaen/patoom/story/picture/d_tue.gif






ควรมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ คือ พระนอนไว้สักการะบูชาที่บ้านเรือนตน เพื่อความเป็นสิริมงคล วิบูลย์พูนผล ลาภยศสรรเสริญ สุข ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ แก่ตัวของท่านและครอบครัว พระพุทธรูปปางนี้ เป็นพระพุทธรูปปางนอนตะแคงใช้พระหัตถ์ขวาวางทับบนเขนย (หมอน) ประคองพระเศียร พระหัตถ์ซ้ายวางทอดไปตามพระวรกาย พระบาทซ้ายและพระบาทขวาเสมอกัน หลับพระเนตรประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ตั้งมนสิการเข้าสมาบัติ ทรงสง่างาม มีพระกิริยาอาการ ดุจพระยาราชสีห์ไสยาสน์นั้นแล.


ตำนานพระพุทธรูปปางนี้ ได้มีกล่าวไว้ในพระพุทธประวัติตอนที่ว่า สมัยที่พระพุทธองค์จะปรินิพพาน มีพระชนมายุสู่วัยชราภาพ หลังจากทรงบำเพ็ญพระพุทธกิจ เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามานับได้ ๔๕ พรรษา และได้เสด็จไปยังสาลวันอันเป็นทางเข้ากรุงกุสินารา แล้วประทับบนเตียงน้อย ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่ เขตกรุงกุสินารา ทรงหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ทรงสำเร็จสีหไสยา โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท ทรงมีสติสัมปชัญญะแล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ วิสาขมาสก่อนพุทธศักราช ๑ พระพุทธรูปนี้

จึงได้นามว่า “ปางไสยาสน์” หรือ “ปางพระนอน”

อีกเหตุผลหนึ่ง ทำไม คนเกิดวันอังคารต้องใช้พระปางนี้ เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานในวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวัน กรุงกุสินารา


คาถาบูชาพระปางไสยาสน์

วันอังคาร มีกำลัง ๘ พึงสวดคาถาต่อไปนี้ ๘ จบ ดังนี้

ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง
ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะมะตันทิโ ต
สุขัง สุปะติ สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ
เอวะมาทิคุณูเปตัง ปริตตันตัมภะณามะ เหฯ


คำแปล

เหล่าเทวดาย่อมไม่แสดงสิ่งที่น่ากลัว เพราะอานุภาพของพระปริตรใด อนึ่ง บุคคลผู้ไม่เกียจคร้าน เจริญพระปริตรใดทั้งกลางวันและกลางคืน ย่อมหลับสบาย เมื่อหลับย่อมไม่ฝันร้าย ขอเราทั้งหลายจงสวดพระปริตรนั้น อันประกอบด้วยคุณอย่างนี้เป็นต้นเถิด.
หมายเหตุ คาถานี้ ภาวนาป้องกันศัตรูผู้คิดร้ายต่อเราดีนักแล.

ChilL
08-21-2008, 04:04 AM
http://intranet.m-culture.go.th/khonkaen/patoom/story/picture/d_wedday.gif




๔. ท่านที่เกิดวันพุธกลางวัน


ควรมีพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรไว้สักการะบูชาภายในบ้านเรือนตน เพื่อความเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ลาภยศ สรรเสริญ สุข ปฏิภาณ ธนสารสมบัติแก่ตนและครอบครัว


พระพุทธรูปปางนี้ เป็นพระพุทธรูปยืน มีพระหัตถ์ทั้งสองประคองบาตร ส้นพระบาทชิดกัน แสดงถึงพระอิริยาบถที่พระพุทธองค์เสด็จออกบิณฑบาต โปรดเวไนยสัตว์ เป็นพระพุทธกิจทุกๆ เช้า ตลอด ๔๕ พรรษามิได้ขาดเลย

พระพุทธรูปปางนี้ ได้มีกล่าวไว้ในพระพุทธประวัติตอนที่ว่า สมัยที่พระพุทธเจ้า พร้อมภิกษุสงฆ์สองหมื่นรูป ได้เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ ตามคำอาราธนาของพระกาฬุทายีผู้เคยเป็นอำมาตย์ใหญ่แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ และได้ทรงทอดพระเนตรพระประยูรญาติแสดงทิฏฐิมานะ ไม่เคารพสักการะพระองค์และพระสาวก จึงได้แสดงปาฏิหาริย์ เกิดฝนโบกขรพรรษตกมาท่ามกลางประยูรญาติ มีพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาเป็นต้น คลายทิฏฐิมานะแล้ว จึงได้แสดงพระธรรมเทศนาเรื่องมหาเวสสันดรชาดกโปรดพระประยูรญาติให้ได้บรรลุ ธรรมเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีใครนิมนต์ให้พระพุทธองค์พร้อมภิกษุสงฆ์สองหมื่นรูปไปฉันยังเคหสถาน ของตนเลย แม้พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาก็ไม่ทรงนิมนต์ ครั้นเสด็จกลับแล้ว ก็ได้ตระเตรียมภัตตาหารและปูลาดอาสนะไว้เป็นอย่างดี เพื่อภิกษุสงฆ์จำนวนสองหมื่นรูป รุ่งขึ้น พระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์สองหมื่นรูป ได้เสด็จไปบิณฑบาตภายในกรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธรูปนี้ จึงได้นามว่า “พระปางอุ้มบาตร”


อีกเหตุผลหนึ่ง ทำไม คนเกิดวันพุธต้องใช้พระปางนี้ เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้า ทรงรับอาหารบิณฑบาตครั้งแรก และตรัสรู้ ในวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ภายใต้ต้นมหาโพธิ แคว้นมคธ ก่อนพุทธศก ๔๕ ปี


คาถาบูชาพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร

วันพุธ มีกำลัง ๑๗ พึงสวดคาถาต่อไปนี้ ๑๗ จบ ดังนี้
สัพพาสีวิสะชาตีนัง ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ
ยันนาเสติ วิสัง โฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง
อาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณินัง
สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปริตตันตัมภะณามะ เห ฯ


คำแปล

พระปริตรย่อมป้องกันพิษและอันตรายอื่นๆของสัตว์ทั้งปวงได้ตลอดเขตแห่งอำนาจ ทุกแห่งเสมอ เหมือนทิพย์มนต์และโอสถทิพย์ที่ขจัดพิษร้ายของอสรพิษทั้งปวง ขอเราทั้งหลายจงร่วมกันสวดพระปริตรนั้นเถิด.
หมายเหตุ คาถานี้พึงภาวนาเดินทางค้าขายแสวงหาโชคลาภ ดีนักแล

ChilL
08-21-2008, 04:05 AM
http://intranet.m-culture.go.th/khonkaen/patoom/story/picture/d_wednight.gif


๘. ท่านที่เกิดวันพุธกลางคืน



ควรหาพระปางป่าเลไลย์ไว้สักการะบูชาที่บ้านเรือนตน เพื่อให้เกิดลาภยศ สรรเสริญ นำมาซึ่งข้าวของเงินทองแก่ตนและครอบครัว
พระพุทธรูปปางนี้ เป็นรูปพระพุทธองค์ ประทับนั่งบัลลังก์หย่อนพระบาททั้งสองทอดลงมาเหยียบบนพื้น พระพาหา(แขน) ทั้งสองวางบนพระเพลา หงายพระหัตถ์ขวาเป็นกิริยารับหม้อน้ำจากช้างชื่อว่าปาลิไลยกะซึ่งเป็น ช้างอยู่ในป่าที่ออกมาคอยคุ้มครองพระองค์ และพระหัตถ์ซ้ายคว่ำลงแสดงกิริยาไม่รับรวงผึ้งจากลิง เพราะรวงผึ้งของลิง มีแมลง เป็นสัตว์มีชีวิต ลิงตัวนี้ชื่อ “พระยาวานร” ต้องเอากลับไปเก็บแมลงผึ้งและตัวลูกอ่อนออกหมดก่อนจึงนำถวายใหม่


ตำนานพระพุทธรูปปางนี้ เป็นปางที่พระพุทธองค์เสด็จหลีกออกมาจากพระสงฆ์สาวก กรุงโกสัมพีที่เกิดทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องเล็กน้อย พระพุทธองค์ทรงตรัสห้ามถึง ๓ ครั้งก็ไม่ยอมเชื่อฟัง จึงเสด็จหนีออกไปจำพรรษาในป่ารักขิตวัน มีพระยาช้าง มีบริวารมากมายรู้ภาษาพูดของมนุษย์ทราบความเป็นไปดี จึงบอกบริวาร ห้ามมิให้พระสาวกชาวกรุงโกสัมพี เข้าไปรบกวนพระองค์ ช้างเชือกนี้คอยปรนนิบัติพระองค์ทุกอย่างด้วยความจงรักภักดี ความทราบถึงชาวกรุงโกสัมพีว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอยู่จำพรรษาในป่ารักขิตวันแล้ว เพราะพระสงฆ์ฝ่ายพระวินัยธร กับพระธรรมกถึกทะเลาะวิวาทกัน



ชาวกรุงเมื่อไม่ได้เข้าเฝ้าและไม่เห็นพระพุทธเจ้าอย่างเคยก็พากันโกรธแค้น จึงประกาศไม่ยอมถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์เหล่านั้น พระสงฆ์ชาวกรุงโกสัมพีทั้งหลายต่างมีอาการซูบผอม อิดโรยด้วยการอดอยาก ไปทางไหนก็ไม่มีชาวบ้านแสดงความคารวะอย่างเคยที่พระพุทธเจ้าอยู่ ต้องทรมานกายอดอยากอยู่เช่นนั้นตลอดพรรษา อย่างไรก็ดีขณะที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาอยู่ในป่าแห่งกรุง โกสัมพีนั้นได้มีช้างชื่อปาลิไลยกะ ปรนนิบัติทั้งอาหารและผลไม้นานาชนิด แม้คนก็ทำได้ไม่เสมอเหมือน อยู่มาวันหนึ่งลิงตัวหนึ่งนามว่า “พระยาวานร” เห็นช้างปรนนิบัติพระพุทธเจ้าเช่นนั้น อยากจะกระทำบ้าง แลเห็นรวงผึ้งบนกิ่งไม้จึงหักมาถวาย แต่พระพุทธเจ้าไม่รับ


วานรมาพิจารณาดูเห็นว่าคงเป็นเพราะรวงผึ้งมีแมลงอยู่จึงถอยออกมาเก็บออกหมด แล้วนำถวายใหม่ พระพุทธเจ้าจึงรับประเคน วานรรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง กระโดดโลดเต้น โผนเกาะกิ่งไม้ต้นโน้นต้นนี้ด้วยรื่นเริงใจ บังเอิญถึงคราวเคราะห์เผลอไปคว้ากิ่งไม้ผุกิ่งหนึ่ง จึงหักตกลงมาถึงแก่ความตาย ด้วยผลานิสงส์ถวายรวงผึ้งแด่พระพุทธเจ้านั้น จึงไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ฝ่ายพระยาช้าง เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้วก็ยังคอยปรนนิบัติพระพุทธองค์ไม่ขาด


จนกระทั่งพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากมาเชิญเสด็จพระองค์เข้าสู่กรุงสาวัตถี พระยาช้างจะตามเข้าไปด้วย พอสิ้นชายป่า พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “พระยาช้างต่อแต่นี้ พระองค์จะไม่กลับมาอีกแล้ว ถึงจะอยู่ด้วยกัน มรรคผลนิพพานก็ไม่เกิดขึ้นแก่ช้างได้ ขอให้ช้างจงอยู่ในป่าต่อไปเถิด” พระยาช้างได้สดับพระพุทธดำรัสเช่นนั้นแล้ว จึงกลั้นลมหายใจตาย ณ ที่นั้นเอง และได้ไปเกิดเป็นเทวดา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้วยเหตุนี้เอง พระพุทธรูปปางนี้จึงได้ชื่อว่า “พระพุทธรูปปางป่าเลไลย์”


อีกเหตุผลหนึ่ง ทำไม คนเกิดวันพุธ(กลางคืน)ต้องใช้พระปางนี้ เพราะเหตุที่สิทธัตถราชกุมาร มีพระชนมายุได้ ๕ วัน มีการเลี้ยงพราหมณ์ ๑๐๘ คน ทำนายพระลักษณะขนานพระนาม ในวันพุธ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ภายในพระราชวัง แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ และเพราะเหตุที่ประชาชนถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ในวันพุธ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ มกุฏพันธนเจดีย์ ด้านทิศบูรพา แห่งกรุงกุสินารา


คาถาบูชาพระปางเลไลย์
เข้านวันพุธ (กลางคืน) มีกำลัง ๑๒ ผู้เกิดวันนี้ พึงสวดคาถาต่อไปนี้ ๑๒ จบก่อนอน ดังนี้


กินนุ สันตะรมาโน วะ ราหุ สุริยัง ปะมุญจะสิ
สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ ฯ
สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ
พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติ ฯ
กินนุ สันตะรมาโน วะ ราหุ จันทิมัง ปะมุญจะสิ
สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ ฯ
สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ
พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ จันทิมันติ


คำแปล

ราหู ทำไม ท่านจึงรีบปล่อยสุริยเทพบุตรเสียเล่า ทำไม ท่านจึงเศร้าสลดใจ มายืนกลัวอยู่เล่า ข้าพเจ้าถูกขับด้วยคาถาของพระพุทธเจ้า หากข้าพเจ้าไม่ปล่อยสุริยเทพบุตร ศีรษะของข้าพเจ้า จะแตกเป็น ๗ เสี่ยง ถึงมีชีวิตอยู่ ก็จะไม่ได้รับความสุขเลยฯ

ราหู ทำไม ท่านจึงรีบปล่อยจันทิมเทพบุตรเสียเล่า ทำไมท่านจึงเศร้าสลดใจ มายืนกลัวอยู่เล่า ข้าพเจ้าถูกขับด้วยคาถาของพระพุทธเจ้า หากข้าพเจ้าไม่ปล่อยจันทิมเทพบุตร ศีรษะของข้าพเจ้า จะแตกเป็น ๗ เสี่ยง ถึงมีชีวิตอยู่ ก็จะไม่ได้รับความสุขเลยฯ

หมายเหตุ คาถานี้ใช้ภาวนาก่อนเข้านอน เป็นการสะเดาะห์เคราะห์ร้าย เมื่อมีโหรทำนายว่า มีพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก

ChilL
08-21-2008, 04:10 AM
http://intranet.m-culture.go.th/khonkaen/patoom/story/picture/d_thu.gif





๕. คนเกิดวันพฤหัสบดี



ควรมีพระพุทธรูป ปางสมาธิไว้สักการะบูชา เพื่อความอยู่ร่มเย็นเป็นสุขสวัสดีต่อครอบครัวและตนเอง


พระพุทธรูปปางนี้ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ วางพระหัตถ์ทั้งสองไว้บนพระเพลา พระหัตถ์ขวาซ้อนพระหัตถ์ซ้าย พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย


ตำนานพระพุทธรูปปางนี้ ได้มีกล่าวไว้ในพระพุทธประวัติตอนที่ว่า สมัยที่เจ้าชายสิทธัตถะกุมาร ราชโอรสแห่งศากยวงศ์ มีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นราชบิดา และพระนางสิริมายาเป็นราชมารดา ครั้นต่อมา เจ้าชายทรงเบื่อหน่ายการครองราชย์ครองเรือน จึงได้ทรงม้ากัณฐกะคู่พระทัย พร้อมด้วยนายฉันนะคนรับใช้ เสด็จหนีออกผนวชในเวลากลางคืน ตัดพระโมลีด้วยพระขรรค์ ที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานที ทรงอธิษฐานถือเพศบรรพชิต แล้วแสวงหาโมกขธรมเพื่อความหลุดพ้นกระทั่งหันมาบำเพ็ญเพียรทางกาย ทรงทำทุกกรกิริยาทรมานสังขารอยู่ ๖ ปีเต็ม ในที่สุดได้บำเพ็ญภาวนาทางจิต ถือทางสายกลางภายใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ ณ ตำบล อุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ได้บรรลุฌาน ๔ ตามลำดับ จนได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง จึงทรงพระนามว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” พระพุทธรูปปางนี้ จึงได้นามว่า “พระปางสมาธิ”


อีกเหตุผลหนึ่ง ทำไม คนเกิดวันพฤหัสบดีต้องใช้พระปางนี้ เพราะเหตุที่พระโพธิสัตว์ลงสู่พระครรภ์ ในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ เดือน ๘ ปีระกา ก่อนพุทธศก ๘๑ ปี ณ กรุงกบิลพัสดุ์ และเพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร แก่พระเบญจวัคคีย์จนได้บรรลุอรหัตตผลเป็นพระอรหันต์ครั้งแรก ในวันพฤหัสบดี แรม ๕ ค่ำ เดือน ๘ ก่อนพุทธศก ๔๕ ปี ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี


คาถาบูชาพระปางสมาธิ



วันพฤหัสบดี มีกำลัง ๑๙ พึงสวดคาถาต่อไปนี้ ๑๙ จบ ดังนี้


ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง
เยนะ สังวิหิตารักขัง มะหาสัตตัง วะเนจะรา
จิรัสสัง วายะมันตาปิ เนวะ สิกขิงสุ คัณหิตุง
พรัหมะมันตันติ อักขาตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห.


คำแปล

พวกพรานไพร แม้พยายามอยู่ช้านานไม่อาจนั่นเทียว เพื่อจะจับพระมหาสัตว์ ผู้บังเกิดแล้วในกำเนิดนกยูง ผู้ยังโพธิสมภารให้บริบูรณ์อยู่ มีความรักษาอันตนจัดแจงแล้ว ด้วยพระปริตรอันใด เราทั้งหลาย จงสวดปริตรอันนั้น ที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า พรหมมนต์ เทอญ.



หมายเหตุ คาถานี้พึงภาวนาเดินทางไกล ป้องกันศัตรู ดีนักแล.

ChilL
08-21-2008, 04:14 AM
http://intranet.m-culture.go.th/khonkaen/patoom/story/picture/d_fri.gif



๖. ท่านที่เกิดวันศุกร์



ควรมีพระพุทธรูปปางรำพึงไว้เคารพสักการะบูชาที่หิ้งพระประจำบ้านเรือนตน ทุก ๆ คืน ทั้งนี้ เพื่อความเป็นศรีสง่า และความเป็นที่พึ่ง เพื่อเกิดพลัง และเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ แก่ตนและครอบครัว


พระพุทธรูปปางนี้ เป็นพระพุทธรูปยืน พระหัตถ์ทาบไว้บนพระอุระ (อก) ใช้พระหัตถ์ขวาทับบนพระหัตถ์ซ้าย พระบาททั้งสองประทับยืนตรง เพ่งพระเนตรไปเบื้องหน้า


ตำนานพระพุทธรูปปางนี้ ได้มีกล่าวไว้ในพระพุทธประวัติตอนที่ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าของเรา ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนพระอิริยาบถพักผ่อน ณ ภายใต้ร่มไม้อชปาลนิโครธ ทรงรำพึงธรรมที่พระองค์ได้รู้แจ้งเห็นจริง ว่าเป็นธรรมที่สุขุมลึกซึ้งยากที่ใครๆ จะเข้าใจตามพระองค์ได้ ท้อพระทัยที่จะทรงแสดงธรรมโปรดชาวโลก แต่เพราะอาศัยพระมหากรุณาเป็นที่ตั้ง ทรงเล็งเห็นว่า โลกนี้ผู้ที่พอจะรู้ได้ก็คงมี ตอนนี้ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้เห็นสัตว์ทั้งหลาย อุปมาเปรียบเหมือนในกออุบล ดอกอุบล บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ ดอกอุบลบางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำอยู่เสมอน้ำ ดอกอุบลบางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ขึ้นพ้นน้ำ ไม่แตะน้ำ สัตว์ทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน


ตรงนี้ ในอรรถกถา ท่านได้ขยายความออกเป็น บัวจมอยู่ในน้ำ บัวอยู่เสมอน้ำ บัวพ้นน้ำ และบัวที่มีโรค ยังไม่พ้นน้ำ เป็นภักษาของปลาและเต่า ซึ่งมิได้ยกขึ้นสู่บาลี
แล้วแบ่งบุคคลเป็น ๔ เหล่า คือ


๑. อุคฆฏิตัญญู ผู้มีอุปนิสัยสามารถรู้ธรรมวิเศษได้ทันทีทันใด ในขณะที่มีผู้สั่งสอน

๒. วิปจิตัญญู ผู้ที่สามารถจะรู้ธรรมวิเศษได้ ต่อเมื่อท่านขยายความย่อให้พิสดารออกไป

๓. เนยยะ ผู้ที่พากเพียรพยายาม ฟัง คิด ถาม ท่องอยู่เสมอ ไม่ทอดทิ้ง จึงได้รู้ธรรมวิเศษ

๔. ปทปรมะ ผู้ที่แม้ฟัง คิดถามท่องแล้วก็ไม่สามารถรู้ธรรมวิเศษได้


ครั้นแล้วเปรียบอุคฆฏิตัญญูเป็นเหมือนบัวพ้นน้ำ ที่พอต้องแสงอาทิตย์แล้วก็บานในวันนี้ เปรียบวิปจิตัญญู เป็นเหมือนบัวอยู่เสมอน้ำ ที่จะบานในวันรุ่งขึ้น เปรียบเนยยะ เป็นเหมือนบัวจมอยู่ ในน้ำที่จะขึ้นมาบาน ในวันที่ ๓ เปรียบปทปรมะ เป็นเหมือนบัวที่มีโรค ยังไม่พ้นน้ำ ไม่มีโอกาสขึ้นมาบาน เป็นภักษาของปลาและเต่า


ครั้นแล้ว พระองค์ทรงระลึกถึง ๒ ดาบส คือ อุททกดาบส กับอาฬารดาบส คิดจะไปโปรด แต่ทรงทราบจากข่ายคือพระญาณ ทั้ง ๒ ดาบส ได้ตายแล้ว จึงรำพึงถึงพระปัญจวัคคีย์ กล่าวคือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ซึ่งขณะนั้นหนีไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี พระพุทธองค์จึงเสด็จไปเทศนาธรรมจักกัปปวัตตนสูตร อันเป็นปฐมเทศนา พระพุทธรูปนี้จึงได้พระนามว่า “พระปางรำพึง”


อีกเหตุผลหนึ่ง ทำไม คนเกิดวันศุกร์ต้องใช้พระปางนี้ เพราะเหตุที่พระสิทธัตถราชกุมาร ประสูติในวันศุกร์ เวลาใกล้เที่ยง ขึ้น ๑๕ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศก ๘๐ ปี ณ ลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะต่อกัน แคว้นสักกะ และเพราะเหตุที่พระมารดาของสิทธัตถะราชกุมารทิวงคต ในวันศุกร์ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ พระชนมายุได้ ๗ วัน ภายในพระราชวัง กรุงกบิลพัสดุ์


คาถาบูชาพระปางรำพึง


วันศุกร์ มีกำลัง ๒๑ พึงสวดคาถาต่อไปนี้ ๒๑ จบ ดังนี้
อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุสัมมะเต
อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิสะการิภิ .
ปะริสานัญจะตัสสันนะ มะหิงสายะ จะ คุตติยา
ยันเทเสสิ มะหาวีโร ปริตตันตัมภะณามะ เห ฯ


คำแปล

พระมหาวีรเจ้าทรงแสดงพระปริตรใด เพื่อคุ้มครองพุทธบริษัท ๔ มิให้ถูกเบียดเบียนจากเหล่าอมนุษย์ผู้ดุร้าย หยาบกระด้างอยู่เสมอ ไม่เลื่อมใสต่อคำสอนของพระโลกนาถ อันบัณฑิตยกย่องว่าเป็นคำสอนที่ดี ขอเราทั้งหลายจงร่วมกันสวดพระปริตรนั้นเถิด
หมายเหตุ คาถานี้ ภาวนาเดินป่าฝ่าดง ป้องกันภูตปีศาจ ดีนักแล.

ChilL
08-21-2008, 04:16 AM
http://intranet.m-culture.go.th/khonkaen/patoom/story/picture/d_sat.gif



๗. ท่านที่เกิดวันเสาร์


ควรจะมีพระพุทธรูปปางนาคปรกไว้เป็นที่เคารพสักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมิ่งขวัญ มงคลประจำตัวและครอบครัว ซึ่งจะทำให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ในปัจจุบันและอนาคต
พระพุทธรูปปางนี้ เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิพระหัตถ์ขวาซ้อนพระหัตถ์ซ้าย วางหงายฝ่าพระหัตถ์บนพระเพลา ทำนองเดียวกับพระปางสมาธิ เบื้องหลังมีพระยานาค ๗ เศียร แผ่กำบังอยู่เหนือพระเศียรของพระองค์ พระพุทธองค์ประทับนั่งบนขนดของนาคราชแทนพระบัลลังก์


ตำนานพระพุทธรูปปางนี้ ได้มีกล่าวไว้ในพระพุทธประวัติตอนที่ว่า สมัยที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ซึ่งเป็นธรรมอันประเสริฐ ๔ ประการแล้ว ทรงประทับเสวยวิมุตติสุข ณ สถานที่ต่าง ๆ ถึง ๗ แห่งๆ ละ ๗ วัน มีอยู่คราวหนึ่ง ได้บังเกิดเมฆใหญ่ขึ้นในสมัยมิใช่ฤดูกาล เป็นฝนเจือลมหนาวตกพรำตลอด ๗ วัน พญานาคมุจลินท์ได้ออกจากที่อยู่ของตน ไปโอบรอบพระกายของพระผู้มีพระภาคด้วยขนด ๗ รอบ แผ่พังพานใหญ่ปกคลุมเหนือพระเศียรด้วยหวังว่า ความหนาว อย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค ความร้อนอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค สัมผัสจากเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เลื้อยคลาน อย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค ครั้น ๗ วันผ่านไป พญานาคมุจลินท์รู้ว่า ฝนหายปลอดเมฆแล้ว จึงคลายขนดออกจากพระกายของพระผู้มีพระภาค จำแลงร่างของตนเป็นมาณพ ยืนประนมมือถวายอภิวาทอยู่เบื้องพระพักตร์ พระพุทธรูปปางนี้ จึงได้นามว่า “พระปางนาคปรก”
อีกเหตุผลหนึ่ง ทำไม คนเกิดวันเสาร์ต้องใช้พระปางนี้ เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาในวันเสาร์ ขึ้น ๑๕ เดือน ๘ ปีระกา ก่อนพุทธศก ๔๕ ปี ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี


เฉพาะข้อความตรงนี้ ท่านบุรพาจารย์ยุคหลัง ท่านได้แต่งตำนานต่างจากข้อความในพระไตรปิฎกเสียใหม่ว่า พระยานาคได้ขึ้นมาขดลำตัวให้เป็นบัลลังก์แล้วแผ่เศียรเป็นพังพานแยกเป็น ๗ เศียร ปกคลุมพระเศียรไว้ มิให้พระวรกายพระพุทธเจ้าถูกแม้แต่ละอองฝนจนครบ ๗ วัน กระทั่งฝนหยุดตก ซึ่งผู้เรียบเรียงก็เห็นว่า ตรงกับพระพุทธรูปที่ใช้บูชากันสำหรับคนที่เกิดในวันเสาร์


คาถาบูชาพระปางนาคปรก

วันเสาร์ มีกำลัง ๑๐ พึงสวดคาถาต่อไปนี้ ๑๐ จบ ดังนี้



ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต
นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา ฯ
เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ


คำแปล

น้องหญิง ตั้งแต่อาตมภาพเกิดมาโดยอริยชาติ ไม่เคยรู้ว่าจงใจปลงชีวิตสัตว์เลย ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เธอ ขอความสวัสดีจงมีแก่ทารกในครรภ์ของเธอเถิด (ว่า ๓ ครั้ง) (ทันใดนั้น ความสวัสดีได้มีแก่สตรีนั้น ความสวัสดีได้มีแก่ทารกในครรภ์ของสตรีนั้นแล้ว)


คาถานี้ ท่านอาจารย์บางพวกกล่าวว่าเป็นคาถาพระองคุลิมาลสำหรับเสกน้ำให้สตรี มีครรภ์ดื่มคลอดบุตรง่าย ศักดิ์สิทธิ์นักแล.

ChilL
08-21-2008, 04:26 AM
ข้อคิดในเรื่องนี้ ขอเรียนว่า แม้แต่ท่านผู้มิได้เกิดตามวันดังกล่าว จะใช้คาถาเหล่านี้ภาวนาก่อนเข้านอน ท่านว่าก็สามารถป้องกันภัยอันตราย ที่จะบังเกิดแก่ตนแลครอบครัวได้ โดยเฉพาะท่านผู้เกิดตามวันดังกล่าว ควรอย่างยิ่งที่จะท่องบ่นคาถาเหล่านี้ได้เพื่อสวดก่อนเข้านอนทุกค่ำคืน เราชาวพุทธไม่ควรประมาท การทำดีเป็นกิจที่เราควรกระทำใส่ตัวเอง ท่านว่าผู้ใดเชื่ออย่างมีความเคารพ และมั่นใจ หมั่นสวดเป็นประจำก็จะเกิดลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ปฏิภาณ ธนสารสมบัติกว่าคนทั้งมวล คาถานี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักแล.



๙. ท่านที่เกิดวันไหน ไม่ทราบได้


ควรมีพระพุทธรูปปางสมาธิ ที่วางพระหัตถ์ทั้งสองไว้บนพระเพลา พระหัตถ์ขวาซ้อนพระหัตถ์ซ้าย พระบาทขวาทับพระบาทซ้ายไว้สักการะบูชา เพื่อความอยู่ร่มเย็นเป็นสุขสวัสดีต่อครอบครัวและตนเอง


สำหรับท่านผู้เกิดในวันที่ไม่ทราบได้นี้ ท่านบูรพาจารย์ นิยมให้สวดบูชาพระเกตุ มีกำลัง ๙ ท่านที่เกิดวันที่ไหนไม่ทราบได้นี้ พึงสวดคาถาต่อไปนี้ ๙ จบ ดังนี้

ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน
เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
(สำหรับผู้สวดให้ตนเอง พึงเปลี่ยนแถวข้างบนเป็นว่า)
เอวะเมวะ ชะโย โหตุ ชะยามิ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร
อภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ
สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง
สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ
ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง
ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา
ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ


คำแปล

พระพุทธเจ้าทรงผจญมาร ณ โคนโพธิพฤกษ์ ถึงความเป็นผู้เลิศแล้ว ทรงบันเทิงอยู่ ในอภิเษกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ให้เจริญความยินดีแก่พวกศากยราชว่า พระองค์ชนะมาร ณ อปราชิตบัลลังก์ อันเป็นชัยมงคล เหนือใบบัว คือปฐพีอันเป็นประธาน ฉันใด ขอท่านจงเป็นผู้ชนะฉันนั้น ฯ


สัตว์ทั้งหลาย ประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี และขณะดี ครู่ดี บูชาแล้วดี ในพรหมจารีบุคคลทั้งหลาย กายกรรม เป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวา วจีกรรมเป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวา มโนกรรมเป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวา
สัตว์ทั้งหลายกระทำกรรมอันเป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวาแล้ว ย่อมได้ประโยชน์ทั้งหลาย อันเป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวา
แปลสรุปความได้ดังนี้ ขอข้าพเจ้าจงชนะ เหมือนพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่เคารพรักของเจ้าศากยะทรงชนะ ณ ควงไม้โพธิ์ ขอข้าพเจ้าจงชนะได้รับชัยมงคลเถิด (ขอให้ข้าพเจ้าบรรลุถึงความเป็นเลิศ เบิกบานใจ) เหมือนพระพุทธเจ้าบรรลุธรรมอันประเสริฐ เบิกบานพระทัยเหนือบัลลังก์แห่งชัยชนะ ณ ภาคพื้นปฐพีอันประเสริฐเลิศแห่งแผ่นดิน เป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ (วันที่ทำความดีทางกาย วาจา ใจ) เป็นฤกษ์ดี มงคลดี ยามรุ่งดี ยามตื่นดี ขณะดี ครู่ดี ทานที่ถวายแก่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ (ในวันนั้น) เป็นทานดี
กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม และความตั้งใจ (ที่ทำในวันนั้น) เป็นสิ่งที่ดี เมื่อทำความดีแล้ว ย่อมได้รับผลดี



สรุปความว่า ผู้ใดไม่ว่าจะเกิดวันใดก็ตาม จะบูชาพระพุทธรูปประจำวันเกิดปางไหนก็ตาม เมื่อบูชาและสวดด้วยความเลื่อมใสจริง ๆ แล้ว ย่อมจะเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและครอบครัว มีคำกล่าวไว้น่าคิดว่า ถ้าเราสวดบูชากัน และมีองค์ประกอบ ๓ ประการ กล่าวคือ มีความเชื่อ เคารพต่อบทที่สวด รู้ความหมายของบทที่สวด และมีใจบริสุทธิ์ปราศจากความโลภ ความโกรธและความหลงน้อมระลึกถึงบทที่สวดนั้นทุกขณะจิตด้วยความศรัทธาแล้ว การสวดมนต์ของเรานั้น ย่อมเกิดเร็วและมีอานุภาพมาก ถึงอย่างไรก็ตาม การสวดมนต์ที่เราสวดกันเป็นประจำนั้น จะรู้ความหมายหรือไม่รู้ความหมายก็ตาม ไม่เป็นประมาณ ถ้าเราสวดด้วยศรัทธาความเลื่อมใสเคารพในพระรัตนตรัยจริงๆแล้ว ก็ย่อมเกิดผลานิสงส์มหาศาลทีเดียว


เอามาฝากกันจ้าาา :yociexp47:

facehot
08-21-2008, 02:31 PM
สาธุ ขอบคุณมากมายครับผม
ธรรมะอวยพร ความดีคุ้มครอบครับ

rose_color
08-22-2008, 06:39 PM
ขอบคุณค่ะ

rose_color
08-23-2008, 08:35 AM
ขอขอบคุณมากๆๆๆๆนะค่ะ