มดเอ๊ก
06-15-2008, 04:40 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=350>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=584855 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>
ท่ามกลางม่านหมอกบนเชิงเขาโทฮัมซาน ชานเมืองเคียงจู(เมืองหลวงเก่าของเกาหลีในสมัยอาณาจักรซิลลา)เป็นที่ตั้งของวัดพุลกุกซา วัดเก่าแก่ที่สุดของแดนกิมจิ อันมีความหมายว่า ดินแดนของพระพุทธเจ้า วัดแห่งนี้มีศาสนวัตถุต่างๆ ปรากฏหลักฐานให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นแห่งพุทธ ศาสนาในประเทศเกาหลีใต้ ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้คือสีสันที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ซึ่งทำให้พุลกุกซา เป็นวัดที่มีความสวยงามทั้งทิวทัศน์และสถาปัตยกรรมของโลก
วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 528 โดยกษัตริย์โพบฮัง ซึ่งเป็นกษัติริย์พระองค์แรกของอาณาจักรชิลลาที่รับเอาพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นวัดเล็กๆ ซึ่งพระองค์ทรงเจริญรอยตามความเชื่อ ของพระมารดาที่ว่า หากสร้างวัดแห่งนี้จะทำให้ประเทศมีความมั่นคงและสงบสุข
ต่อมาในปี ค.ศ. 751 คิม แทซอง ผู้ปกครองในสมัยกษัตริย์เคียงด็อก แห่งอาณาจักรซิลลา ได้เป็น ผู้นำในการบูรณะวัดแห่งนี้ พร้อมกับสร้างพระพุทธรูปซ็อกกูรัม ที่แกะสลักจากหินอัคนี ขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่บิดา-มารดาของตนด้วย การบูรณะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 774
กล่าวได้ว่าในยุคของอาณาจักรซิลลานี้เป็นยุคที่พุทธศาสนาเจริญที่สุด มีการสร้างศิลปวัตถุอันวิจิตรตระการตาหลายอย่าง ดังจะเห็นได้จากศิลปะในวัดพุลกุกซาแห่งนี้ที่เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ซิลล่าล้วนๆ
วัดพุลกุกซาเป็นสถานที่ที่รวบรวมสมบัติของชาติถึง 7 สิ่ง อาทิ เจดีย์ทาโบ, เจดีย์ซกกา, สะพานเมฆขาวและเมฆสีน้ำเงิน, สะพานดอกบัว, พระพุทธรูป 2 องค์คือ พระอมิตตพุทธ และพระไวโรจนะ และสถูปบรรจุพระธาตุ ซึ่งล้วนแล้วแต่ปรากฏให้เห็นถึงศิลปะชั้นสูงทางพุทธศาสนาในอาณาจักรชิลล่า
ด้านหน้าของวัดมีสะพานหินทอดข้ามสระน้ำแห่งปัญญา ซึ่งมีบันไดทอดขึ้นสะพาน 33 ขั้น ซึ่งมี 2 สะพานเชื่อมต่อกันคือ สะพานเมฆสีน้ำเงิน มีความยาวกว่า 6.3 เมตร หรือ 17 ขั้น ต่อด้วยสะพานสูงที่เรียกว่า สะพานเมฆขาว มีความยาว 5.4 เมตร หรือ16 ขั้น ทอดยาวสู่ประตูเทพพิทักษ์ ประตูไม้อันแข็งแกร่ง ซึ่งชาวเกาหลีเชื่อว่า ผู้ที่จะผ่านเข้าประตูนี้ได้ ต้องมีความเชื่อและศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ส่วนภายในวัดมีสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น อาทิ เจดีย์หิน 2 องค์ ได้แก่ เจดีย์ทาโบ มีความสูงถึง10.4 เมตร และเจดีย์ซกกา หรือเจดีย์แห่งศากยมุนี หรือเจดีย์ 3 ชั้น มีความสูงถึง 8.2 เมตร เจดีย์แห่งนี้มีอายุกว่า 1,300 ปี และหลังจากที่ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองเกาหลี โดยการระเบิดและทำลายบ้านเรือน วัดวาอารามต่างๆ จนกระทั่งต้องบูรณะใหม่เพียงบางส่วนในปี ค.ศ.1970 ชาวบ้านก็ได้พบสิ่งของสำคัญหลายอย่างในพระเจดีย์ ทั้งพระสถูปและคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ไม้แกะซึ่ง เก่าแก่ที่สุดในโลก
นอกจากนั้นในบริเวณวัดยังมีวิหารเดียง ชอน วิหารที่สร้างด้วยไม้ฝีมือของช่างในยุคซิลล่าล้วนๆ ศาลเจ้าควาเนียม ชอน ที่ตั้งอยู่ใจกลางของวัด และศาลเจ้าไพโร ชอน ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีการออกแบบและก่อสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ของอาณาจักรชิลลา
ปัจจุบันวัดที่สวยงามแห่งนี้ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้ เป็นมรดกโลกในปี 1995
อาจเรียกได้ว่าวัดแห่งนี้มีความงดงามและมี ประวัติศาสตร์อันยาวนานในอันดับต้นๆ ของโลกก็ว่าได้
ท่ามกลางม่านหมอกบนเชิงเขาโทฮัมซาน ชานเมืองเคียงจู(เมืองหลวงเก่าของเกาหลีในสมัยอาณาจักรซิลลา)เป็นที่ตั้งของวัดพุลกุกซา วัดเก่าแก่ที่สุดของแดนกิมจิ อันมีความหมายว่า ดินแดนของพระพุทธเจ้า วัดแห่งนี้มีศาสนวัตถุต่างๆ ปรากฏหลักฐานให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นแห่งพุทธ ศาสนาในประเทศเกาหลีใต้ ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้คือสีสันที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ซึ่งทำให้พุลกุกซา เป็นวัดที่มีความสวยงามทั้งทิวทัศน์และสถาปัตยกรรมของโลก
วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 528 โดยกษัตริย์โพบฮัง ซึ่งเป็นกษัติริย์พระองค์แรกของอาณาจักรชิลลาที่รับเอาพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นวัดเล็กๆ ซึ่งพระองค์ทรงเจริญรอยตามความเชื่อ ของพระมารดาที่ว่า หากสร้างวัดแห่งนี้จะทำให้ประเทศมีความมั่นคงและสงบสุข
ต่อมาในปี ค.ศ. 751 คิม แทซอง ผู้ปกครองในสมัยกษัตริย์เคียงด็อก แห่งอาณาจักรซิลลา ได้เป็น ผู้นำในการบูรณะวัดแห่งนี้ พร้อมกับสร้างพระพุทธรูปซ็อกกูรัม ที่แกะสลักจากหินอัคนี ขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่บิดา-มารดาของตนด้วย การบูรณะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 774
กล่าวได้ว่าในยุคของอาณาจักรซิลลานี้เป็นยุคที่พุทธศาสนาเจริญที่สุด มีการสร้างศิลปวัตถุอันวิจิตรตระการตาหลายอย่าง ดังจะเห็นได้จากศิลปะในวัดพุลกุกซาแห่งนี้ที่เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ซิลล่าล้วนๆ
วัดพุลกุกซาเป็นสถานที่ที่รวบรวมสมบัติของชาติถึง 7 สิ่ง อาทิ เจดีย์ทาโบ, เจดีย์ซกกา, สะพานเมฆขาวและเมฆสีน้ำเงิน, สะพานดอกบัว, พระพุทธรูป 2 องค์คือ พระอมิตตพุทธ และพระไวโรจนะ และสถูปบรรจุพระธาตุ ซึ่งล้วนแล้วแต่ปรากฏให้เห็นถึงศิลปะชั้นสูงทางพุทธศาสนาในอาณาจักรชิลล่า
ด้านหน้าของวัดมีสะพานหินทอดข้ามสระน้ำแห่งปัญญา ซึ่งมีบันไดทอดขึ้นสะพาน 33 ขั้น ซึ่งมี 2 สะพานเชื่อมต่อกันคือ สะพานเมฆสีน้ำเงิน มีความยาวกว่า 6.3 เมตร หรือ 17 ขั้น ต่อด้วยสะพานสูงที่เรียกว่า สะพานเมฆขาว มีความยาว 5.4 เมตร หรือ16 ขั้น ทอดยาวสู่ประตูเทพพิทักษ์ ประตูไม้อันแข็งแกร่ง ซึ่งชาวเกาหลีเชื่อว่า ผู้ที่จะผ่านเข้าประตูนี้ได้ ต้องมีความเชื่อและศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ส่วนภายในวัดมีสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น อาทิ เจดีย์หิน 2 องค์ ได้แก่ เจดีย์ทาโบ มีความสูงถึง10.4 เมตร และเจดีย์ซกกา หรือเจดีย์แห่งศากยมุนี หรือเจดีย์ 3 ชั้น มีความสูงถึง 8.2 เมตร เจดีย์แห่งนี้มีอายุกว่า 1,300 ปี และหลังจากที่ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองเกาหลี โดยการระเบิดและทำลายบ้านเรือน วัดวาอารามต่างๆ จนกระทั่งต้องบูรณะใหม่เพียงบางส่วนในปี ค.ศ.1970 ชาวบ้านก็ได้พบสิ่งของสำคัญหลายอย่างในพระเจดีย์ ทั้งพระสถูปและคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ไม้แกะซึ่ง เก่าแก่ที่สุดในโลก
นอกจากนั้นในบริเวณวัดยังมีวิหารเดียง ชอน วิหารที่สร้างด้วยไม้ฝีมือของช่างในยุคซิลล่าล้วนๆ ศาลเจ้าควาเนียม ชอน ที่ตั้งอยู่ใจกลางของวัด และศาลเจ้าไพโร ชอน ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีการออกแบบและก่อสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ของอาณาจักรชิลลา
ปัจจุบันวัดที่สวยงามแห่งนี้ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้ เป็นมรดกโลกในปี 1995
อาจเรียกได้ว่าวัดแห่งนี้มีความงดงามและมี ประวัติศาสตร์อันยาวนานในอันดับต้นๆ ของโลกก็ว่าได้