มดเอ๊ก
06-11-2008, 05:55 PM
สวัสดีค่ะ วันนี้มาพาไปเที่ยววัดอีกแล้วค่ะ ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะไปเที่ยววัดพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท แต่วันนี้จะพาไปชมวัดพระพุทธศาสนาในนิกายมหายาน แบบจีนนิกายค่ะ เราไปกันที่กาญจนบุรี วัดแรกที่จะพาไปวันนี้คือวัดเมตตาธรรมโพธิญาณ จะได้ชมการสวดมนต์แบบจีนด้วยนะคะ มีการให้จังหวะโดยเครื่องดนตรีด้วย ฟังเพลินเลยค่ะ ระหว่างชมวัดก็อ่านประวัติคณะสงฆ์จีนนิกายก่อนนะคะ
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa101.jpg
นับจากราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา ชนชาติไทยและจีน ได้มีการติดต่อสัมพันธ์ทางการค้าจนถึง พุทธศตวรรษที่ 18 อาณาจักรสุโขทัยได้ก่อตั้งขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศก็เพิ่มพูนขึ้น ชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง และฮกเกี้ยน ได้ทยอยมาทำมาหากินในไทย แม้จนกษัตริย์แห่งสุโขทัยได้ไปนำเทคนิคการทำกระเบื้องเคลือบ (สังคโลก) มาสู่ประเทศไทย
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa102.jpg
ถึงสมัยอยุธยา ชาวจีนในไทยมีมากขึ้น จนเป็นย่านชาวจีนขึ้น และมีชาวจีนเข้ารับราชการในราชสำนักไทย จนอยุธยาเสียแก่ข้าศึก พระยากำแพงเพชร (ตากสิน) ผู้มีบิดาเป็นชาวจีนได้นำทหารไทย-จีน ฝ่าวงล้อมข้าศึกและกอบกูเอกราชไทยได้สำเร็จ โดยตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรี
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa103.jpg
ในระหว่างสมัยทั้งสามที่ผ่านมา ชาวจีนส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธลัทธิขงจื้อ และลัทธิเต๋า ปะปนกัน คงมีเพียงศาลเจ้าแบบจีน ยังไม่มีการสร้างวัดขึ้น ชาวจีนคงอาศัยทำบุญ ในวัดไทยนั่นเอง
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa104.jpg
สมัยกรุงธนบุรี ประเทศเวียดนามเกิดกบฏ ชาวเวียดนามอพยพมาไทย จำนวนมาก ชาวจีนและญวน ในครั้งนี้ได้ร่วมกันสร้างวัดให้พระสงฆ์อนัมนิกายจำพรรษาขึ้นหลายแห่ง
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa105.jpg
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สถาปนาเมื่อปี 2325 ในรัชกาลที่1 ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเดิมเป็นที่อยู่อาศัยของพระยาราชาเศรษฐี และพวกจีน โดยโปรดฯเกล้าให้ย้ายพวกจีนไปอยู่ที่บริเวณ วัดสัมพันธวงศ์ (ปัจจุบันที่เรียกว่าสำเพ็ง)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa106.jpg
สมัยรัชกาลที่ 3 ทั้งสองประเทศมีการติดต่อกันทางด้านศิลปกรรมเพิ่มขึ้นเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่3 โปรดสร้างพระอาราม และยังโปรดศิลปพระราชนิยมแบบจีน
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa107.jpg
จวบจนสมัยรัชกาลที่ 5 พระอาจารย์สกเห็ง พระเถระนิกายฌานหรือนิกายเซ็นชาวจีน ได้เดินทางจาริกมาสู่ประเทศไทย และพำนักจำพรรษา ที่ศาลร้างพระกวนอิม ถนนเยาวราช สาธุชนชาวจีน เห็นความเคร่งครัดในศีลาจารวัตร อันงดงามจึงได้ช่วยกันบูรณะปฏิสังขรณ์เป็นอารามฝ่ายจีนนิกายขึ้นเป็นแห่งแรกคือวัดบำเพ็ญจีนพรต นอกจากนี้ยังมีพระภิกษุไฮซัน ชาวมณฑล หูหนาน จาริกมาพำนัก ในอารามร้าง ต.บ้านหม้อ ต่อมาได้บูรณะเป็นวัดทิพยวารีวิหาร (กำโล่วยี่)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa108.jpg
เมื่อพระสงฆ์ฝ่ายจีนมีมากขึ้น พระอาจารย์สกเห็งเห็นควรขยายอารามให้พอเหมาะแก่จำนวนพระสงฆ์ จึงได้สร้างวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่)ขึ้น ปรากฏเป็นอารามฝ่ายจีนนิกายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครั้งนั้น รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการบริหาร ปกครอง คณะสงฆ์จีนนิกาย
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa109.jpg
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้สถาปนา พระอาจารย์สกเห็ง เป็นที่ พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย ดูแลบริหารปกครองพระสงฆ์จีนนิกายในประเทศไทย ทั้งตำแหน่งปลัดซ้าย ปลัดขวา เพื่อช่วยบริหารปกครอง และมีพัดยศพร้อมสมณบริขาร ประกอบด้วยสมณศักดิ์
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa110.jpg
คราวนี้มาดูเครื่องดนตรีกันบ้างค่ะ
ศาสนูปกรณ์ในศาสนพิธีของพระสงฆ์จีนนิกาย
ในการเจริญพระพุทธมนต์ หรือสวดพระพุทธมนต์ในพิธีกรรมของพระสงฆ์จีนนิยมใช้อุปกรณ์ประกอบจังหวะและให้สัญญาณในการสวดมนต์ ในอารามทั่วไป ทั้งการสวดมนต์ ทำวัตรเช้าเย็น หรือ พิธีถวายพุทธบูชา พิธีถวายพระพรชัยมงคลและในศาสนพิธีขนาดเล็กพระสงฆ์ และสาธุชนทั้งหลายจะใช้วิธีสวดทำนองปากเปล่า มีเพียงอุปกรณ์ประกอบจังหวะเพียงเล็กน้อย โดยใช้เคาะหรือตีกำกับการสวดทำนอง และยึดเป็นตัวกำกับการเริ่มต้น และสิ้นสุดในการสวด การเปลี่ยนทำนอง เป็นต้น
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa111.jpg
๑. เกราะไม้ (บั๊กฮื้อ 木魚) หรือปลาไม้ เป็นเครื่องเคาะจังหวะ ทำด้วยเนื้อไม้แข็ง แกะสลักเป็นรูปทรงกลมเหมือนกระพรวนภายในกลวง ใช้เคาะประกอบการเจริญพุทธมนต์ มีหลายขนาด เล็กจนใหญ่ เป็นเครื่องกำชับจังหวะเร็วช้า เพื่อให้สวดได้พร้อมเพรียงกัน ชื่อเรียกของเกราะไม้มักเรียกว่า บั๊กฮื้อ แปลว่า ปลาไม้ เพราะมักแกะสลักรูปปลาไว้เสมอ มีความหมายในทางธรรมว่า ปลาเป็นสัตว์ที่ลืมตาอยู่เสมอ ดุจอาการตื่น ชาวพุทธควรถือเอาอาการอย่างปลา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน การถือขณะประกอบพิธีโบราณจารย์ในประเทศจีนวางแบบอย่างเพื่อสมณสารูปไว้ว่า ต้องถือด้วยสองมือในระดับเดียวกับการพนมมือ (ฮะเจี้ยบั๊กฮื้อ 合掌木魚)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/1.jpg
๒. ระฆังกังสดาล (ตั่วเข่ง 大磬) มีรูปร่างเหมือนขันหรือบาตร ทำด้วยสัมฤทธิ์หรือทองเหลือง ใช้เคาะบอกขึ้นต้นสวดมนต์หรือต่างๆ แต่เดิมรูปร่างของเครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นรูปเหมือนตัวอักษร L ในภาษาอังกฤษแขวนคว่ำลง มักใช้หลายอันแขวนเป็นราว แต่ต่อมาในทางพุทธศาสนามักทำเป็นรูปทรงโอ คล้ายขันน้ำหรือบาตร
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/2.jpg
๓. ระฆังมือ (อิ้งเข่ง 引磬) คือ ระฆังกังสดาลทรงกลมขนาดเล็ก มีด้ามมือถือด้านโลหะดีด ประกอบกับจังหวะเป็นหลักในการสวดทำนอง การถือขณะประกอบพิธีโบราณจารย์ในประเทศจีนวางแบบเพื่อสมณสารูปไว้ว่า ต้องถือดีดด้วยมือซ้ายมือขวา ประคองสูงในระดับใกล้เคียงกับปากของผู้ถือ (ตุ้ยเข้าอิ้งเข่ง 對口引磬
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/3.jpg
๔. ฆ้องมือ (ตั๊งจื้อ 鐺子หรือภาษากวางตุ้งเรียกว่า ต๊อง) เป็นฆ้องขนาดเล็ก มีด้ามจับ ใช้เคาะด้วยไม้ไผ่เหลา ประกอบกำกับจังหวะในการสวด ทำนอง การถือขณะประกอบพิธีโบราณจารย์ในประเทศจีนวางแบบอย่างเพื่อสมณสารูปไว้ว่า ต้องถือด้วยสองมือสูงในระดับคล้ายถือกระจกส่องหน้า (เจี้ยหมิ่งตั๊งจื้อ 照面鐺子)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/4.jpg
๕. ฉาบเล็ก (ปั๋ว 鈸, ฮะจื้อ 鉿子) เป็นฉาบขนาดเล็ก มีสองแบบ คือ มีแบบนูนโค้ง (ของทางภาคเหนือ) และแบบนูนแบน (ของกวางตุ้ง) พระสงฆ์จะใช้ตีกำกับจังหวะขณะสวดมนต์ การถือขณะประกอบพิธีโบราณจารย์ในประเทศจีนวางแบบอย่างเพื่อสมณสารูปไว้ว่า ต้องถือด้วยสองมือสูงในระดับใกล้เคียงกับกลางหน้าอกของผู้ถือ (เพ้งเฮงฮะจื้อ 平胸鉿子)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/5.jpg
๖. กลองเล็ก (ฉิวโก้ว 手鼓) เป็นกลองขนาดเล็ก พระสงฆ์จะถืออยู่ในมือขณะสวดมนต์ การถือขณะประกอบพิธี โบราณจารย์ในประเทศจีนวาง แบบอย่างเพื่อสมณสารูปไว้ว่า ต้องถือด้วยสองมือสูงในระดับหน้าอกคล้ายกับผู้ถือประคองดวงจันทร์ (เฮ่งง้วยฉิวโก้ว 捧月手鼓)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/6.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/7.jpg
๘. วัชระ (กิมกังซู่ 金剛杵) วัชระเป็นอาวุธที่มักปรากฎในทางศาสนาทั้งของ พราหมณ์และพุทธ มักมีความหมายแทนสายฟ้า วัชระมักปรากฎในมือของพระอินทร หรือ เทพต่างๆ ในทางพุทธศาสนามหายาน วัชระเป็นธรรมศาสตราในพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ มีความหมายว่าแทนพระปัญญาธิคุณ คมประดุจเพชร (พัชระ) ตัดมวลกิเลสได้ ลักษณะของวัชระในทางมหายานมักมีหลายรูปแบบ ประกอบด้วยก้านเป็นแฉกๆ มีรูปแบบต่างกัน เช่น มียอดเดียว, สามแฉก, ห้าแฉก, เจ็ดแฉก, เก้าแฉก, วัชระไขว้, วัชระคฑา เป็นต้น
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/8.jpg
๙. วัชรฆณฎา (กิมกังเล้ง 金剛鈴) กระดิ่งวัชระ เป็นกระดิ่งใช้ในศาสนพิธี มียอดด้ามจับเป็นรูปวัชระ มักปรากฎในพระหัตถ์คู่กับวัชรศาสตราเสมอ หมายถึง เสียงอันปลุกให้ตื่นจากกิเลส
๗. กลองพิธี (ตึ้งโก้ว 堂鼓) เป็นกลองขนาดใหญ่ตั้งบนขาหยั่ง มีระฆังขนาดเล็ก (เรียกว่าเตี่ยวเจ็ง 吊鍾) แขวนอยู่ที่ปลายขาหยั่ง กลองพิธีนี้ใช้ตีกำกับการสวดมนต์ เริ่มต้น และสิ้นสุดพิธี ในการตีกลองผู้ตีจะต้องคุกเข่าหรือนั่งตีกลองประกอบกับการตีระฆังที่แขวนอยู่ด้วย จังหวะการตีกลองนี้โบราณเรียกว่า จังหวะเจ็ดดาว (ชิกแชปั้ง 七星板)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa113.jpg
กระถางธูปยักษ์
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa112.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa114.jpg
เราไปถึงวัดนี้ตอนเช้า ทางวัดจัดเตรียมอาหารเจไว้ให้ด้วยค่ะ ใช้เวลาอยู่ที่นี่เกือบสองชั่วโมง ตอนหน้าจะพาไปวัดถ้ำพุหว้า ที่อยู่ใกล้ๆกันนะคะ
พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ สวัสดีค่ะ
:yociexp54:http://www.oknation.net/blog/wassanok/2007/09/24/entry-1/comment
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa101.jpg
นับจากราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา ชนชาติไทยและจีน ได้มีการติดต่อสัมพันธ์ทางการค้าจนถึง พุทธศตวรรษที่ 18 อาณาจักรสุโขทัยได้ก่อตั้งขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศก็เพิ่มพูนขึ้น ชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง และฮกเกี้ยน ได้ทยอยมาทำมาหากินในไทย แม้จนกษัตริย์แห่งสุโขทัยได้ไปนำเทคนิคการทำกระเบื้องเคลือบ (สังคโลก) มาสู่ประเทศไทย
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa102.jpg
ถึงสมัยอยุธยา ชาวจีนในไทยมีมากขึ้น จนเป็นย่านชาวจีนขึ้น และมีชาวจีนเข้ารับราชการในราชสำนักไทย จนอยุธยาเสียแก่ข้าศึก พระยากำแพงเพชร (ตากสิน) ผู้มีบิดาเป็นชาวจีนได้นำทหารไทย-จีน ฝ่าวงล้อมข้าศึกและกอบกูเอกราชไทยได้สำเร็จ โดยตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรี
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa103.jpg
ในระหว่างสมัยทั้งสามที่ผ่านมา ชาวจีนส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธลัทธิขงจื้อ และลัทธิเต๋า ปะปนกัน คงมีเพียงศาลเจ้าแบบจีน ยังไม่มีการสร้างวัดขึ้น ชาวจีนคงอาศัยทำบุญ ในวัดไทยนั่นเอง
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa104.jpg
สมัยกรุงธนบุรี ประเทศเวียดนามเกิดกบฏ ชาวเวียดนามอพยพมาไทย จำนวนมาก ชาวจีนและญวน ในครั้งนี้ได้ร่วมกันสร้างวัดให้พระสงฆ์อนัมนิกายจำพรรษาขึ้นหลายแห่ง
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa105.jpg
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สถาปนาเมื่อปี 2325 ในรัชกาลที่1 ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเดิมเป็นที่อยู่อาศัยของพระยาราชาเศรษฐี และพวกจีน โดยโปรดฯเกล้าให้ย้ายพวกจีนไปอยู่ที่บริเวณ วัดสัมพันธวงศ์ (ปัจจุบันที่เรียกว่าสำเพ็ง)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa106.jpg
สมัยรัชกาลที่ 3 ทั้งสองประเทศมีการติดต่อกันทางด้านศิลปกรรมเพิ่มขึ้นเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่3 โปรดสร้างพระอาราม และยังโปรดศิลปพระราชนิยมแบบจีน
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa107.jpg
จวบจนสมัยรัชกาลที่ 5 พระอาจารย์สกเห็ง พระเถระนิกายฌานหรือนิกายเซ็นชาวจีน ได้เดินทางจาริกมาสู่ประเทศไทย และพำนักจำพรรษา ที่ศาลร้างพระกวนอิม ถนนเยาวราช สาธุชนชาวจีน เห็นความเคร่งครัดในศีลาจารวัตร อันงดงามจึงได้ช่วยกันบูรณะปฏิสังขรณ์เป็นอารามฝ่ายจีนนิกายขึ้นเป็นแห่งแรกคือวัดบำเพ็ญจีนพรต นอกจากนี้ยังมีพระภิกษุไฮซัน ชาวมณฑล หูหนาน จาริกมาพำนัก ในอารามร้าง ต.บ้านหม้อ ต่อมาได้บูรณะเป็นวัดทิพยวารีวิหาร (กำโล่วยี่)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa108.jpg
เมื่อพระสงฆ์ฝ่ายจีนมีมากขึ้น พระอาจารย์สกเห็งเห็นควรขยายอารามให้พอเหมาะแก่จำนวนพระสงฆ์ จึงได้สร้างวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่)ขึ้น ปรากฏเป็นอารามฝ่ายจีนนิกายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครั้งนั้น รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการบริหาร ปกครอง คณะสงฆ์จีนนิกาย
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa109.jpg
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้สถาปนา พระอาจารย์สกเห็ง เป็นที่ พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย ดูแลบริหารปกครองพระสงฆ์จีนนิกายในประเทศไทย ทั้งตำแหน่งปลัดซ้าย ปลัดขวา เพื่อช่วยบริหารปกครอง และมีพัดยศพร้อมสมณบริขาร ประกอบด้วยสมณศักดิ์
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa110.jpg
คราวนี้มาดูเครื่องดนตรีกันบ้างค่ะ
ศาสนูปกรณ์ในศาสนพิธีของพระสงฆ์จีนนิกาย
ในการเจริญพระพุทธมนต์ หรือสวดพระพุทธมนต์ในพิธีกรรมของพระสงฆ์จีนนิยมใช้อุปกรณ์ประกอบจังหวะและให้สัญญาณในการสวดมนต์ ในอารามทั่วไป ทั้งการสวดมนต์ ทำวัตรเช้าเย็น หรือ พิธีถวายพุทธบูชา พิธีถวายพระพรชัยมงคลและในศาสนพิธีขนาดเล็กพระสงฆ์ และสาธุชนทั้งหลายจะใช้วิธีสวดทำนองปากเปล่า มีเพียงอุปกรณ์ประกอบจังหวะเพียงเล็กน้อย โดยใช้เคาะหรือตีกำกับการสวดทำนอง และยึดเป็นตัวกำกับการเริ่มต้น และสิ้นสุดในการสวด การเปลี่ยนทำนอง เป็นต้น
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa111.jpg
๑. เกราะไม้ (บั๊กฮื้อ 木魚) หรือปลาไม้ เป็นเครื่องเคาะจังหวะ ทำด้วยเนื้อไม้แข็ง แกะสลักเป็นรูปทรงกลมเหมือนกระพรวนภายในกลวง ใช้เคาะประกอบการเจริญพุทธมนต์ มีหลายขนาด เล็กจนใหญ่ เป็นเครื่องกำชับจังหวะเร็วช้า เพื่อให้สวดได้พร้อมเพรียงกัน ชื่อเรียกของเกราะไม้มักเรียกว่า บั๊กฮื้อ แปลว่า ปลาไม้ เพราะมักแกะสลักรูปปลาไว้เสมอ มีความหมายในทางธรรมว่า ปลาเป็นสัตว์ที่ลืมตาอยู่เสมอ ดุจอาการตื่น ชาวพุทธควรถือเอาอาการอย่างปลา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน การถือขณะประกอบพิธีโบราณจารย์ในประเทศจีนวางแบบอย่างเพื่อสมณสารูปไว้ว่า ต้องถือด้วยสองมือในระดับเดียวกับการพนมมือ (ฮะเจี้ยบั๊กฮื้อ 合掌木魚)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/1.jpg
๒. ระฆังกังสดาล (ตั่วเข่ง 大磬) มีรูปร่างเหมือนขันหรือบาตร ทำด้วยสัมฤทธิ์หรือทองเหลือง ใช้เคาะบอกขึ้นต้นสวดมนต์หรือต่างๆ แต่เดิมรูปร่างของเครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นรูปเหมือนตัวอักษร L ในภาษาอังกฤษแขวนคว่ำลง มักใช้หลายอันแขวนเป็นราว แต่ต่อมาในทางพุทธศาสนามักทำเป็นรูปทรงโอ คล้ายขันน้ำหรือบาตร
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/2.jpg
๓. ระฆังมือ (อิ้งเข่ง 引磬) คือ ระฆังกังสดาลทรงกลมขนาดเล็ก มีด้ามมือถือด้านโลหะดีด ประกอบกับจังหวะเป็นหลักในการสวดทำนอง การถือขณะประกอบพิธีโบราณจารย์ในประเทศจีนวางแบบเพื่อสมณสารูปไว้ว่า ต้องถือดีดด้วยมือซ้ายมือขวา ประคองสูงในระดับใกล้เคียงกับปากของผู้ถือ (ตุ้ยเข้าอิ้งเข่ง 對口引磬
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/3.jpg
๔. ฆ้องมือ (ตั๊งจื้อ 鐺子หรือภาษากวางตุ้งเรียกว่า ต๊อง) เป็นฆ้องขนาดเล็ก มีด้ามจับ ใช้เคาะด้วยไม้ไผ่เหลา ประกอบกำกับจังหวะในการสวด ทำนอง การถือขณะประกอบพิธีโบราณจารย์ในประเทศจีนวางแบบอย่างเพื่อสมณสารูปไว้ว่า ต้องถือด้วยสองมือสูงในระดับคล้ายถือกระจกส่องหน้า (เจี้ยหมิ่งตั๊งจื้อ 照面鐺子)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/4.jpg
๕. ฉาบเล็ก (ปั๋ว 鈸, ฮะจื้อ 鉿子) เป็นฉาบขนาดเล็ก มีสองแบบ คือ มีแบบนูนโค้ง (ของทางภาคเหนือ) และแบบนูนแบน (ของกวางตุ้ง) พระสงฆ์จะใช้ตีกำกับจังหวะขณะสวดมนต์ การถือขณะประกอบพิธีโบราณจารย์ในประเทศจีนวางแบบอย่างเพื่อสมณสารูปไว้ว่า ต้องถือด้วยสองมือสูงในระดับใกล้เคียงกับกลางหน้าอกของผู้ถือ (เพ้งเฮงฮะจื้อ 平胸鉿子)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/5.jpg
๖. กลองเล็ก (ฉิวโก้ว 手鼓) เป็นกลองขนาดเล็ก พระสงฆ์จะถืออยู่ในมือขณะสวดมนต์ การถือขณะประกอบพิธี โบราณจารย์ในประเทศจีนวาง แบบอย่างเพื่อสมณสารูปไว้ว่า ต้องถือด้วยสองมือสูงในระดับหน้าอกคล้ายกับผู้ถือประคองดวงจันทร์ (เฮ่งง้วยฉิวโก้ว 捧月手鼓)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/6.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/7.jpg
๘. วัชระ (กิมกังซู่ 金剛杵) วัชระเป็นอาวุธที่มักปรากฎในทางศาสนาทั้งของ พราหมณ์และพุทธ มักมีความหมายแทนสายฟ้า วัชระมักปรากฎในมือของพระอินทร หรือ เทพต่างๆ ในทางพุทธศาสนามหายาน วัชระเป็นธรรมศาสตราในพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ มีความหมายว่าแทนพระปัญญาธิคุณ คมประดุจเพชร (พัชระ) ตัดมวลกิเลสได้ ลักษณะของวัชระในทางมหายานมักมีหลายรูปแบบ ประกอบด้วยก้านเป็นแฉกๆ มีรูปแบบต่างกัน เช่น มียอดเดียว, สามแฉก, ห้าแฉก, เจ็ดแฉก, เก้าแฉก, วัชระไขว้, วัชระคฑา เป็นต้น
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/8.jpg
๙. วัชรฆณฎา (กิมกังเล้ง 金剛鈴) กระดิ่งวัชระ เป็นกระดิ่งใช้ในศาสนพิธี มียอดด้ามจับเป็นรูปวัชระ มักปรากฎในพระหัตถ์คู่กับวัชรศาสตราเสมอ หมายถึง เสียงอันปลุกให้ตื่นจากกิเลส
๗. กลองพิธี (ตึ้งโก้ว 堂鼓) เป็นกลองขนาดใหญ่ตั้งบนขาหยั่ง มีระฆังขนาดเล็ก (เรียกว่าเตี่ยวเจ็ง 吊鍾) แขวนอยู่ที่ปลายขาหยั่ง กลองพิธีนี้ใช้ตีกำกับการสวดมนต์ เริ่มต้น และสิ้นสุดพิธี ในการตีกลองผู้ตีจะต้องคุกเข่าหรือนั่งตีกลองประกอบกับการตีระฆังที่แขวนอยู่ด้วย จังหวะการตีกลองนี้โบราณเรียกว่า จังหวะเจ็ดดาว (ชิกแชปั้ง 七星板)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa113.jpg
กระถางธูปยักษ์
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa112.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/aa114.jpg
เราไปถึงวัดนี้ตอนเช้า ทางวัดจัดเตรียมอาหารเจไว้ให้ด้วยค่ะ ใช้เวลาอยู่ที่นี่เกือบสองชั่วโมง ตอนหน้าจะพาไปวัดถ้ำพุหว้า ที่อยู่ใกล้ๆกันนะคะ
พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ สวัสดีค่ะ
:yociexp54:http://www.oknation.net/blog/wassanok/2007/09/24/entry-1/comment