PDA

View Full Version : “ชีวิต มีชีวา (Live, Alive)”


มดเอ๊ก
06-11-2008, 05:51 PM
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=10 width="80%" align=center bgColor=#fef3e7 border=0><TBODY><TR><TD align=left width="75%">ชีวิต มีชีวา (Live, Alive) : ปาฐกถาธรรมที่เชียงใหม่โดยท่านติช นัท ฮันห์ http://www.prachatai.com/05web/images/icons/print2.gif (http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2_print.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8173&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai) </TD></TR><TR><TD align=right>http://www.prachatai.com/05web/images/sendpage.gif (javascript:newWindow('../sendpage/sendpage.php?'+document.location.href,'tell',500,420,''))</TD></TR><TR><TD align=left>
เรื่อง ภฤศ ปฐมทัศน์ และ พงษ์พันธุ์ ชุ่มใจ<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
ภาพ องอาจ เดชา
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ในเวลา 18.00 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดปาฐกถาธรรมในหัวข้อ “ชีวิต มีชีวา (Live, Alive)” ขึ้นที่วิหารวัดสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีองค์ปาฐกคือ ท่านติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) (http://www.thaiplumvillage.org/plum_abount_p1.html) พระภิกษุนิกายเซ็น เชื้อสายเวียดนาม ผู้ตั้งหมู่บ้านพลัม (<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" /><st1:place w:st="on"><st1:PlaceName w:st="on">Plum</st1:PlaceName> <st1:PlaceType w:st="on">Village</st1:PlaceType></st1:place>) อันเป็นชุมชนสังฆะของพุทธบริษัทสี่ ในพุทธศาสนานิกายเซ็น ทั้งในประเทศฝรั่งเศสและหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย

http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200705/24_042737_61.jpg

http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200705/24_043514_57.jpg

<o:p>โดยการปาฐกถาธรรมดังกล่าวมีพระสงฆ์และประชาชน ชาวต่างประเทศในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เข้าฟังปาฐกถาจำนวนมาก จนล้นออกมาจากวิหารหลวงวัดสวนดอก แต่ทางวัดก็จอฉายโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับพระสงฆ์และประชาชนที่ไม่สามารถเข้าไปนั่งฟังในวิหารได้</o:p>
<o:p> </o:p>
โดยในเวลา 18.00 น. พระอมรเวที เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดสวนดอก จุด ธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย ฉายวีดีทัศน์นำเสนอเกี่ยวกับ ท่าน ติช นัท ฮันห์ และหมู่บ้านพลัม<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ต่อมาจึงได้มีการขับขานบทเพลงภาวนาและนำทำสมาธิจากคณะสงฆ์หมู่บ้านพลัม หลังจากนั้น ท่าน พระครูพิพิธสุตาทร รองอธิการบดี มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ จึงได้กล่าวต้อนรับ และนิมนต์ท่าน ติช นัท ฮันห์ แสดงปาฐกถา<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระครูพิพิธสุตาทรได้กล่าวว่า ได้มีโอกาสอ่านหนังสือของท่านพระอาจารย์ ได้ฟังธรรมะจากท่านพระอาจารย์เมื่อครั้งที่เรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยเมืองเดลี ประเทศอินเดีย ทั้งยังได้มอบผลงานให้ลูกศิษย์ได้ค้นคว้าอย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งมีหนังสือ มีงานเขียนของท่านจำนวนมากดังกล่าว เป็นที่รู้จักและได้แปลเป็นภาษาไทย จะรู้สึกว่างานของท่านอ่านง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และท่านได้เคยมาประเทศไทยเมื่อ 32 ปีที่แล้ว ในตอนเช้าวันนี้เราก็ได้นำท่านไปที่ๆ ท่านเคยพัก ก็คือ วัดผาลาด โดยท่านติช นัท ฮันห์ได้นำคณะเดินไปตามน้ำตกผาลาดเพื่อไปยังกุฏิที่ท่านเคยพัก และภาวนาเมื่อ 32 ปีก่อน<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p>http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200705/24_044730_35.jpg </o:p>
<o:p></o:p>
จากนั้นท่านติช นัท ฮันห์ ก็ได้กล่าวแนะนำความสำคัญ และวิธีการฟังธรรมะให้แก่ผู้ฟัง โดยท่านแนะนำว่าให้ฟังด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายจากความตึงเครียด ผ่อนคลายจากความเจ็บปวด จากร่างกายเรา เมื่อพวกเรามีความรู้สึกเสียใจกับอดีตที่ผ่านมา หรือว่ากังวลเกี่ยวกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง จึงขอให้ทุกท่านกลับมาอยู่กับขณะปัจจุบัน เมื่อท่านมีก้อนความทุกข์ความเศร้าหมอง ก็ขอให้ทุกท่านเปิดหัวใจออก และขอให้พลังแห่งบทสวดนี้ เป็นพลังจากองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แผ่ซ่านเข้าไปในกายของเรา แล้วก็ได้รับการเยียวยาและเปลี่ยนแปลงความเจ็บปวดเหล่านั้นได้ และหากท่านมีใครคนหนึ่งที่มีความใกล้ชิดแต่ไม่สามารถมาอยู่ตรงนี้ ณ ขณะนี้กับเราได้ เราสามารถที่จะส่งพลังจากบทสวดนี้ให้กับคนนั้นได้ โดยการระลึกสติถึงบุคคลนั้น หรือกล่าวชื่อบุคคลนั้นอยู่ในใจเงียบๆ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
“ขอเรียนเชิญให้ทุกคนเบิกบานในการรับฟังร่วมกันอย่างผ่อนคลาย เบิกบานกับการนั่งในสังฆะ ณ ที่แห่งนี้ กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ กลับมาอยู่กับลมหายใจ และขอให้พลังเหล่านั้นช่วยผ่อนคลายและเปลี่ยนแปรภายในของเรา” ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าว <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200705/24_044533_60.jpg

ต่อมาเป็นการสวดมนต์ของฝ่ายคณะสงฆ์หมู่บ้านพลัม โดยเป็นการสวดบทสวดนมัสการพระรัตนตรัยเป็นภาษาอังกฤษ และบทสวดเอ่ยพระนามพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในภาษาสันสกฤต โดยบทสวดนมัสการพระรัตนตรัยของคณะสงฆ์หมู่บ้านพลัม ภิกษุณีนิรามิสา แห่งคณะสงฆ์หมู่บ้านพลัมได้แปลเป็นภาษาไทยว่า<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
นมัสการพระรัตนตรัย ลูกขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ผู้ซึ่งแสดงให้ลูกเห็นหนทางแห่งชีวิต<o:p></o:p>
ลูกขอกลับเข้าพึ่งพระธรรม หนทางแห่งความรักและความเข้าใจ<o:p></o:p>
ลูกขอกลับเข้าพึ่งสังฆะ ชุมชนของบุคคลที่ตั้งสัตย์ปฏิญาณ ที่จะใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความตระหนักรู้ และกลมกลืนสมานฉันท์<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เมื่อกลับเข้าพึ่งพระพุทธ ลูกได้รับหนทางที่มีแสงสว่าง อันงดงามในชีวิต<o:p></o:p>
เมื่อกลับเข้าพึ่งพระธรรม ลูกได้เรียนรู้ ซักถาม และฝึกปฏิบัติ ทางการเข้าสู่ประตูธรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง<o:p></o:p>
เมื่อกลับเข้าพึ่งสังฆะ ลูกได้ชุมชน ชี้แนะแนวทาง บนหนทางแห่งการปฏิบัติ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
กลับมาพึ่งพระพุทธในตัวลูก ขอตั้งสัตย์อธิษฐานให้ทุกๆ คน สามารถระลึกได้ถึงความตื่นรู้ เปิดหัวใจแห่งพระโพธิจิตแต่เนินๆ<o:p></o:p>
กลับมาพึ่งพระธรรมในตัวลูก ขอตั้งสัตย์อธิษฐานให้ทุกๆ คนสามารถเข้าสู่ประตูธรรมต่างๆ และร่วมกันเดินไปสู่หนทางแห่งการเปลี่ยนแปลง<o:p></o:p>
กลับมาพึ่งสังฆะในตัวลูก ขอตั้งสัตย์อธิษฐานให้ทุกๆ คน ได้สรรสร้างสังฆะ พุทธบริษัทสี่ เพื่อโอบรัดและเกื้อหนุนสรรพชีวิตทั้งมวลให้ไปสู่การหลุดพ้น<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
จากนั้นท่าน ติช นัท ฮันห์ ก็ได้เริ่มแสดงปาฐกถาธรรม “ชีวิต มีชีวา” โดยกล่าวก่อนปาฐกถาธรรมว่า<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
หายใจเข้า ท่านรู้สึก ท่านมีชีวิตอยู่<o:p></o:p>
หายใจออก ท่านยิ้มให้กับชีวิตที่อยู่ในตัวท่าน และรอบข้างท่าน<o:p></o:p>
รู้สึกว่ามีชีวิตอยู่ ยิ้มให้กับชีวิต<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>

<o:p>http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200705/24_044147_79.jpg</o:p>

ต่อจากนั้น ท่าน ติช นัท ฮันห์ ได้เริ่มต้นปาฐกถาธรรม ความตอนหนึ่งได้กล่าวถึงที่มาของชีวิตบรรพชิตว่า<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เมื่อตอนอายุได้ 9 ปี ท่านได้เห็นรูปหน้าปกของหนังสือที่มีรูปของพระพุทธองค์นั่งอยู่ เมื่อได้เห็นรูปนั้นท่านรู้สึกได้ว่าพระองค์นั่งอย่างมีความสุข นั่งอย่างมีรอยยิ้ม ทำให้รู้สึกว่าอยากจะเป็นแบบพระพุทธองค์บ้าง พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งอยู่บนหญ้า พระองค์ไม่ได้ทรงประทับอยู่บนดอกบัว พระพุทธองค์นั้นก็ดูผ่อนคลายและมีความสุขมาก น่าดึงดูดใจสำหรับท่านมาก <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
และคนที่อยู่รอบข้างท่าน ก็ดูไม่ค่อยมีความสุขสันติ เขาเหล่านั้นดูค่อนข้างจะตึงเครียด และเมื่อท่านอายุ 11 ปี ท่านได้ยินคำกล่าวว่ามีฤๅษีนักพรต ที่กำลังพักอยู่ใกล้ๆ แล้วก็ได้ท่องเที่ยวไปตามหุบเขา มีคนบอกท่านว่าฤๅษีคือคนที่ฝึกปฏิบัติอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะเป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ท่านมีความประทับใจมาก เพราะท่านเองก็อยากเป็นอย่างองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง เมื่ออายุได้ 16 ปี จึงบวชเป็นสามเณรด้วยการอนุญาตจากคุณพ่อคุณแม่ของท่าน และท่านเองก็ได้ฝึกปฏิบัติตั้งแต่อายุ 16 จนบัดนี้อายุได้ 81 ปี<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มีอยู่ช่วงเดียวเท่านั้นที่ท่านได้บวชเป็นพระแล้วท่านรู้สึกว่าอยากลาสิขาบท ในช่วงขณะนั้นได้เห็นว่าพระผู้ใหญ่รอบข้างท่าน ไม่ได้ฝึกปฏิบัติอย่างที่ท่านได้สอน ในขณะนั้นก็มีความทุกข์ ความรุนแรง ความ อยุติธรรม มากมายในสังคม พระผู้ใหญ่เหล่านั้นก็ได้พูดถึงความกรุณา ถึงความไร้ความรุนแรง ความเป็นอนัตตา แต่ในจริงๆ แล้วท่านก็ไม่ได้ทำอะไรให้ความทุกข์ทรมานเหล่านั้นได้ลดน้อยลง<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
และในช่วงขณะนี้ท่านก็ได้พบว่าแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์นั้นน่าสนใจมาก เพราะแนวคิดของพวกเขาได้พูดถึงความเป็นธรรมในสังคม ความยุติธรรมทั้งหลาย และมีบุรุษชายหลายๆ คน ยินดีที่จะสู้และยอมตายที่จะเป็นนักรบคอมมิวนิสต์ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
“แต่ด้วยเรื่องคำสอนและคำแนะนำจากรุ่นพี่ ทำให้ท่านสามารถที่จะมีความสุขที่จะลาสิกขาบทเพื่อไปเข้าร่วมกับพรรค คอมมิวนิสต์ ดังนั้นสิ่งที่ดึงดูดในชีวิตนักบวช ทำให้หยุดการเป็นพระ ไม่ใช่ผู้หญิงสวย แต่เป็นอุดมการณ์ต่างๆ” ท่าน ติช นัท ฮันห์ กล่าว<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านติช นัท ฮันห์กล่าวว่า ได้เรียนรู้ประวัติศาสนาในเวียดนามของตนเองและท่านก็ได้เรียนรู้ว่า พระพุทธศาสนาได้ช่วยคน และรอดพ้นช่วงวิกฤตมาได้หลายๆ ครั้ง และวิธีเหล่านั้นก็เป็นวิธีที่ไร้ความรุนแรงอย่างสิ้นเชิง และถ้าหากต่อสู้เพื่อพรรค คอมมิวนิสต์ ท่านก็ต้องถือปืน ถึงแม้ว่าเธอจะไม่อยากถือปืนและฆ่าคนอื่น แต่ว่าเธอจะต้องทำ ดังนั้นในช่วงชีวิตของท่าน ท่านก็พยายามอยู่เสมอในการที่จะทำให้พุทธศาสนาสามารถรับใช้สังคมได้ <o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p>http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200705/24_045844_48.jpg</o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านติช นัท ฮันห์ ได้ให้แง่คิดกับพระสงฆ์ในที่ปาฐกถาธรรมนั้น ว่า <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
“สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกวันนี้กับพระหนุ่มทั้งหลาย ก็คือชีวิตแห่งความเป็นพระนั้น สามารถจะเป็นชีวิตที่มีความสุขมาก เธอสามารถที่จะได้รับความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งด้วยชีวิตแบบพระ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าอาวาสของวัดใหญ่ๆ, เพื่อที่ทำให้เธอมีความสุข เธอไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งสูงๆ ในสังฆะ, เธอไม่จำเป็นต้องมีอำนาจมากมาย เพื่อที่จะเป็นพระที่มีความสุข, แต่จริงๆ แล้วเธอมีความสุขเพราะว่าเธอสามารถเปลี่ยนแปลงความทุกข์ที่อยู่ภายในตัวเธอได้, เธอจะมีความสุขเมื่อเธอสามารถที่จะเกื้อหนุนผู้คนมากมายให้เขาบรรเทาทุกข์ของเขาเหล่านั้นได้”<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
“ในฐานะที่ฉันดำรงความเป็นพระ ฉันได้มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงความทุกข์ภายในใจของฉัน และฉันสามารถช่วยเหลือผู้คนมากมายมหาศาลให้หลุดออกจากทุกข์ด้วย ความสุขเหล่านั้นยิ่งใหญ่มหาศาลที่ฉันไม่สามารถที่จะอธิบายได้ ชีวิตของพระนั้นเป็นชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความรักเมตตา เป็นความรักเมตตาที่ทำให้เธอมีความสุข และที่ทำให้คนที่อยู่รอบข้างเธอมีความสุขด้วย เธอไม่จำเป็นต้องมีความทุกข์ในขณะที่เธอปฏิบัติตามวิถีทางพระพุทธศาสนา จริงๆ แล้วถ้าเธอฝึกปฏิบัติตามวิถีทางพระพุทธศาสนาแล้วมีทุกข์ แสดงว่าเธอปฏิบัติไม่ถูกต้อง การฝึกปฏิบัติธรรมนั้น สามารถนำเธอไปสู่หนทางที่ถูกต้องของการปฏิบัติได้” ท่านติช นัท ฮันห์กล่าว<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านติช นัท ฮันห์กล่าวต่อว่า ในแบบฝึกหัดบทที่สามนั้นพระองค์ได้ทรงเสนอว่า ขอให้เรานำใจของเรากลับมาหากายของเรา ในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งมากที่กายของเราอยู่ตรงนั้นแต่ใจของเราอยู่ที่อื่น ใจของเรานั้นอาจจะติดยึดอยู่กับความเสียใจที่เกิดขึ้นในอดีต ใจของเรานั้นอาจจะติดยึดอยู่ในความกังวลไม่แน่นอน ความกลัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ใจของเรานั้นอาจจะติดยึดอยู่ในโครงการ อยู่ในความกังวล อยู่ในความโกรธ นั่นก็คือเหตุผลที่ว่า ทำไม น้อยครั้งมากที่ใจของเราจะอยู่ดับกายของเรา <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ถ้าเธอนั้นเรียนรู้ที่จะฝึกปฏิบัติกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างมีสติ เธอนั้นก็สามารถเรียนรู้ที่จะทำให้ใจกลับมาหากายได้ ในช่วงเวลา 1-2 วินาทีเท่านั้น เราอาจจะปล่อยให้ร่างกายของเราทำงานหนักเกินไป เกิดความตึงเครียด เกิดความเจ็บปวด อยู่ในร่างกายของเรา เราอาจจะมีการกระทำที่ผิดต่อร่างกายของเรา และทำให้ร่างกายของเราเป็นทุกข์อย่างยิ่ง และเมื่อเรานำใจของเรากลับเข้ามาสู่กายได้ ก็จะทำให้เกิดความตระหนักรู้ ถึงกายของเรา เราจะยิ้มกับกายของเราได้ ใจเราจะสมานไมตรีกับกายของเราได้<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เธออาจจะลองฝึกปฏิบัติเช่นนี้ หายใจเข้าให้กายของท่านได้ผ่อนคลาย หายใจออกให้ใจของท่าน “หายใจเข้าท่านตระหนักรู้ได้ ถึงกายทั่วท้อง หายใจออกท่านปลดปล่อยความตึงเครียดในกายของท่าน”<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เราไม่ควรจะเคร่งขรึมมากเกินไป ในขณะที่เรากำลังจะฝึกปฏิบัติ เมื่อเธอจะเดินจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง อาคารหนึ่งไปอีกยังอาคารหนึ่ง เธออาจจะลองฝึกปฏิบัติ ในทุกย่างก้าวนั้นสามารถที่จะเต็มไปด้วย ความอิสระ ความสุข บอกกับตนเองว่าท่านได้มาถึงแล้ว ท่านได้มาถึง ปัจจุบันขณะ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มักจะมีคำพูดที่ว่า ความสุขนั้นไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ ขณะนี้และที่นี่ แต่ความสุขนั้นจะหาได้ในอนาคต คนส่วนใหญ่มักจะหาความสุข เงื่อนไขของความสุขที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่มีคนมากนักที่จะมีความสามารถมีความสุขกับปัจจุบันขณะและเบิกบานกับขณะนี้ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสว่า อดีตได้ผ่านไปแล้ว และอนาคตยังมาไม่ถึง มีเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นชั่วขณะที่เราจะมีชีวิตได้อย่างแท้จริง นั่นก็คือ ชั่วขณะปัจจุบัน หากเธอสามารถนำใจกลับมาหากายได้ เธอจะสามารถสัมผัสถึงความมหัศจรรย์ของชีวิต ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าวในช่วงหนึ่งของการปาฐกถา<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ทั้งนี้ การเยือนวัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ เพื่อแสดงปาฐกถาธรรมของท่านติช นัท ฮันห์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเยือนประเทศไทย (http://www.thaiplumvillage.org/plum_operation_p1.html)ระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2550 ของท่านติช นัท ฮันห์ และคณะสงฆ์จากหมู่บ้านพลัม เมืองดิวลิวโว ประเทศฝรั่งเศส ตามคำเชิญของสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เพื่อนำภาวนาและแสดงปาฐกถาเนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ณ ประเทศไทย<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
โดยกำหนดการหลังจากนี้ ระหว่างการพำนักในประเทศไทยคือการร่วมกิจกรรม ภาวนา : สู่ศานติ สมานฉันท์ ณ ศูนย์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ล้านนา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ วันพุธที่ 23 – วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
การปาฐกถาธรรมเนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ณ องค์การสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม เวลา 08.30 น. การปาฐกถาธรรม "สู่ศานติสมานฉันท์ : ความรักอันไม่แบ่งแยก" ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถ.วิภาวดี-รังสิต กรุงเทพฯ วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม เวลา 18.00 - 21.00 น.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
และการปาฐกถาธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา ณ องค์พระประธานพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ในวันพฤหัสที่ 31 พฤษภาคม เวลา 18.30 - 19.30 น. ก่อนเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศสในวันที่ 1 มิถุนายน <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เกี่ยวกับท่านติช นัท ฮันห์ และหมู่บ้านพลัม<o:p></o:p>
ชีวประวัติท่านติช นัท ฮันห์ (http://www.thaiplumvillage.org/plum_abount_p1.html)<o:p></o:p>
เว็บไซต์หมู่บ้านพลัม (http://www.plumvillage.org/)<o:p></o:p>
กำหนดการเยือนประเทศไทยของท่านและคณะสงฆ์ (http://www.thaiplumvillage.org/plum_operation_p1.html)<o:p></o:p>
</TD></TR></TBODY></TABLE>