กาลเวลา
11-21-2005, 05:52 PM
ปุจฉา
การที่ใครสักคนหนึ่งไปจับปลามาขังรวมๆ กันไว้ในกะละมังใบใหญ่ แล้วเปิดให้ใครต่อใครมาซื้อไปปล่อยอีกต่อหนึ่ง โดยพยายามประชาสัมพันธ์ว่า การปล่อยปลาเป็นการทำบุญที่มีอานิสงส์มาก ถามว่า การทำบุญด้วยวิธีนี้ เป็นบุญที่มีอานิสงส์มากอย่างคำที่เขาว่าจริงหรือเปล่า?
รัชดา / กรุงเทพฯ
วิสัชนา
การปล่อยปลา โดยการไปจับเอาปลามาทำเป็นธุรกิจพุทธพาณิชย์อย่างนั้น มองอย่างไรก็ได้บุญน้อยเหลือเกิน เพราะผู้ประกอบการไม่ได้ทำการนี้ด้วยจิตกุศล แต่ทำเพราะคิดเป็นการพาณิชย์ (=โลภ) เมื่อจิตไม่เป็นกุศลเสียแล้ว บุญจะเกิดได้อย่างไร
ถ้าอยากได้บุญ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ปล่อยให้ปลาอยู่ของมันตามธรรมชาติในแม่น้ำลำคลองนั่นแหละดีที่สุดแล้ว อนึ่ง การปล่อยสัตว์ถ้าจะให้ได้บุญจริงๆ ก็ควรให้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ คือ เกิดจากการที่เรามีจิตเป็นกุศลจริงๆ อยากช่วยเหลือปลาหรือสัตว์ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์จริงๆ เช่น ไปเจอปลา หรือสัตว์น้ำ กำลังจะตายอยู่ในหนองน้ำแห้ง หรือในที่คับขันขาดน้ำตรงไหนก็แล้วแต่ (และปลานั้นต้องไม่มีเจ้าของ) จากนั้นจึงนำปลาหรือสัตว์น้ำนั้นๆ ไปปล่อยในที่ๆ มีน้ำด้วยจิตสงสารหวังจะให้ปลาหรือสัตว์นั้นมีชีวิตรอด ทำอย่างนี้จึงเป็นกุศลและได้บุญมาก ไม่ใช่ปล่อยปลาเพื่อให้ตัวเองพ้นเคราะห์ แต่กลับทำให้ปลาอีกจำนวนมากมีเคราะห์แทนตัวเอง อย่างนี้เป็นการปล่อยโดยคำนึงถึงตัวเองเป็นหลัก เอาปลามาเป็นเงื่อนไขให้ตัวเองรอด แต่กลายเป็นว่า ไปช่วยให้ธุรกิจจับปลามาปล่อยรุ่งเรืองมากขึ้น และคนเหล่านั้นที่มองเห็นทางรุ่งเรืองของธุรกิจด้านนี้ก็จะพากันไปจับปลามาสืบต่อธุรกิจของตนออกไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งก็เท่ากับว่าเราไปสนับสนุนธุรกิจการเบียดเบียนสัตว์เท่านั้นเอง
ทีนี้ถ้าตอบตามหลักการของพระพุทธศาสนา การเลี้ยงสัตว์ไว้ปล่อยอย่างนั้น ก็ไม่เหมาะสม เพราะมีพุทธพจน์ตรัสว่า การค้าขาย 5 อย่างที่ไม่ควรทำ คือ
1.ค้าขายอาวุธ (เครื่องมือประทุษร้ายคน / สัตว์ทุกชนิด)
2.ค้าขายมนุษย์ (โดยเฉพาะค้าขายมนุษย์เป็นทาส / เป็นโสเภณี)
3.ค้าขายเนื้อสัตว์ (=เลี้ยงสัตว์ไว้ขาย)
4.ค้าขายของมึนเมา (=สุราและเครื่องดื่มประเภทเดียวกันทั้งหมด)
5.ค้าขายยาพิษ (คนกินก็ตาย สัตว์กินก็ม้วย)
เมื่อปลายปี 2545 ผู้เขียนเคยพานักศึกษาชาวต่างชาติและนักศึกษาไทยกลุ่มหนึ่งที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับไทยคดีศึกษา ไปตามรอยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆษิตาราม ฝั่งธนบุรี ขากลับออกมามีนักศึกษาสามสี่คนซื้อปลาไหล ปลาดุก หอยขม หอยโข่ง มาปล่อยที่ท่าน้ำด้วย เมื่อปล่อยเสร็จแล้วก็พาเดินมาขึ้นเรือที่ท่าน้ำ เดินมาได้หน่อยหนึ่งยังไม่ทันถึงท่าเรือก็มีบางคนในกลุ่มเรียกให้ดูเด็กๆ ที่เล่นน้ำอยู่ตรงท่าบริเวณที่ปล่อยปลาลงไปก่อนหน้านี้ ภาพที่เห็นก็คือ เด็กห้าหกคนที่ทำท่วงทีเป็นว่าเล่นน้ำอย่างสนุกสนานเหล่านั้น ต่างพากันดำผุดดำว่าย จับปลาไหลบ้าง (ปลาไหลคงจะล้าเต็มที เพราะถูกมือคนจับวันละไม่รู้กี่ครั้ง ขนาดลงน้ำแล้วยังไหลหนีไม่เป็นเลย) หอยบ้าง ที่กลุ่มนักศึกษาปล่อยไปก่อนหน้านั้น ขึ้นมาใส่ถังเหลืองๆ ได้หลายตัว ส่วนหอยนั้นคงเก็บมาได้เกือบทั้งหมด เจ้าภาพที่ซื้อสัตว์น้ำเหล่านั้นปล่อยเห็นแล้วทำหน้าพะอืดพะอม ไม่มั่นใจว่าตัวเองได้บุญหรือได้บาป บางคนที่ทนไม่ได้ก็ถึงกับสบถออกมาแรงๆ ต่อหน้าเพื่อนๆ "มันแหกตากันนี่หว่า"
การจับสัตว์น้ำมาปล่อยด้วยเจตนาอันไม่เป็นกุศลเช่นที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้เกิดบุญเกิดกุศลอะไรเลย เลิกได้ก็เลิกเสียเถิด มีวิธีทำบุญอีกมากมายให้เลือกทำ ทำบุญบูชาบาปอย่างนี้ ขอเสียทีได้ไหม สงสารสัตว์น้ำตาดำๆ กันบ้างเถิด พ่อค้าแม่ขายทั้งหลายเอ๋ย
ว.วชิรเมธี
From Nationweekend
----------------
http://www.bbznet.com/scripts2/view.php?user=ppbbz&board=2&id=18&c=1&order=numtopic
การที่ใครสักคนหนึ่งไปจับปลามาขังรวมๆ กันไว้ในกะละมังใบใหญ่ แล้วเปิดให้ใครต่อใครมาซื้อไปปล่อยอีกต่อหนึ่ง โดยพยายามประชาสัมพันธ์ว่า การปล่อยปลาเป็นการทำบุญที่มีอานิสงส์มาก ถามว่า การทำบุญด้วยวิธีนี้ เป็นบุญที่มีอานิสงส์มากอย่างคำที่เขาว่าจริงหรือเปล่า?
รัชดา / กรุงเทพฯ
วิสัชนา
การปล่อยปลา โดยการไปจับเอาปลามาทำเป็นธุรกิจพุทธพาณิชย์อย่างนั้น มองอย่างไรก็ได้บุญน้อยเหลือเกิน เพราะผู้ประกอบการไม่ได้ทำการนี้ด้วยจิตกุศล แต่ทำเพราะคิดเป็นการพาณิชย์ (=โลภ) เมื่อจิตไม่เป็นกุศลเสียแล้ว บุญจะเกิดได้อย่างไร
ถ้าอยากได้บุญ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ปล่อยให้ปลาอยู่ของมันตามธรรมชาติในแม่น้ำลำคลองนั่นแหละดีที่สุดแล้ว อนึ่ง การปล่อยสัตว์ถ้าจะให้ได้บุญจริงๆ ก็ควรให้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ คือ เกิดจากการที่เรามีจิตเป็นกุศลจริงๆ อยากช่วยเหลือปลาหรือสัตว์ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์จริงๆ เช่น ไปเจอปลา หรือสัตว์น้ำ กำลังจะตายอยู่ในหนองน้ำแห้ง หรือในที่คับขันขาดน้ำตรงไหนก็แล้วแต่ (และปลานั้นต้องไม่มีเจ้าของ) จากนั้นจึงนำปลาหรือสัตว์น้ำนั้นๆ ไปปล่อยในที่ๆ มีน้ำด้วยจิตสงสารหวังจะให้ปลาหรือสัตว์นั้นมีชีวิตรอด ทำอย่างนี้จึงเป็นกุศลและได้บุญมาก ไม่ใช่ปล่อยปลาเพื่อให้ตัวเองพ้นเคราะห์ แต่กลับทำให้ปลาอีกจำนวนมากมีเคราะห์แทนตัวเอง อย่างนี้เป็นการปล่อยโดยคำนึงถึงตัวเองเป็นหลัก เอาปลามาเป็นเงื่อนไขให้ตัวเองรอด แต่กลายเป็นว่า ไปช่วยให้ธุรกิจจับปลามาปล่อยรุ่งเรืองมากขึ้น และคนเหล่านั้นที่มองเห็นทางรุ่งเรืองของธุรกิจด้านนี้ก็จะพากันไปจับปลามาสืบต่อธุรกิจของตนออกไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งก็เท่ากับว่าเราไปสนับสนุนธุรกิจการเบียดเบียนสัตว์เท่านั้นเอง
ทีนี้ถ้าตอบตามหลักการของพระพุทธศาสนา การเลี้ยงสัตว์ไว้ปล่อยอย่างนั้น ก็ไม่เหมาะสม เพราะมีพุทธพจน์ตรัสว่า การค้าขาย 5 อย่างที่ไม่ควรทำ คือ
1.ค้าขายอาวุธ (เครื่องมือประทุษร้ายคน / สัตว์ทุกชนิด)
2.ค้าขายมนุษย์ (โดยเฉพาะค้าขายมนุษย์เป็นทาส / เป็นโสเภณี)
3.ค้าขายเนื้อสัตว์ (=เลี้ยงสัตว์ไว้ขาย)
4.ค้าขายของมึนเมา (=สุราและเครื่องดื่มประเภทเดียวกันทั้งหมด)
5.ค้าขายยาพิษ (คนกินก็ตาย สัตว์กินก็ม้วย)
เมื่อปลายปี 2545 ผู้เขียนเคยพานักศึกษาชาวต่างชาติและนักศึกษาไทยกลุ่มหนึ่งที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับไทยคดีศึกษา ไปตามรอยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆษิตาราม ฝั่งธนบุรี ขากลับออกมามีนักศึกษาสามสี่คนซื้อปลาไหล ปลาดุก หอยขม หอยโข่ง มาปล่อยที่ท่าน้ำด้วย เมื่อปล่อยเสร็จแล้วก็พาเดินมาขึ้นเรือที่ท่าน้ำ เดินมาได้หน่อยหนึ่งยังไม่ทันถึงท่าเรือก็มีบางคนในกลุ่มเรียกให้ดูเด็กๆ ที่เล่นน้ำอยู่ตรงท่าบริเวณที่ปล่อยปลาลงไปก่อนหน้านี้ ภาพที่เห็นก็คือ เด็กห้าหกคนที่ทำท่วงทีเป็นว่าเล่นน้ำอย่างสนุกสนานเหล่านั้น ต่างพากันดำผุดดำว่าย จับปลาไหลบ้าง (ปลาไหลคงจะล้าเต็มที เพราะถูกมือคนจับวันละไม่รู้กี่ครั้ง ขนาดลงน้ำแล้วยังไหลหนีไม่เป็นเลย) หอยบ้าง ที่กลุ่มนักศึกษาปล่อยไปก่อนหน้านั้น ขึ้นมาใส่ถังเหลืองๆ ได้หลายตัว ส่วนหอยนั้นคงเก็บมาได้เกือบทั้งหมด เจ้าภาพที่ซื้อสัตว์น้ำเหล่านั้นปล่อยเห็นแล้วทำหน้าพะอืดพะอม ไม่มั่นใจว่าตัวเองได้บุญหรือได้บาป บางคนที่ทนไม่ได้ก็ถึงกับสบถออกมาแรงๆ ต่อหน้าเพื่อนๆ "มันแหกตากันนี่หว่า"
การจับสัตว์น้ำมาปล่อยด้วยเจตนาอันไม่เป็นกุศลเช่นที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้เกิดบุญเกิดกุศลอะไรเลย เลิกได้ก็เลิกเสียเถิด มีวิธีทำบุญอีกมากมายให้เลือกทำ ทำบุญบูชาบาปอย่างนี้ ขอเสียทีได้ไหม สงสารสัตว์น้ำตาดำๆ กันบ้างเถิด พ่อค้าแม่ขายทั้งหลายเอ๋ย
ว.วชิรเมธี
From Nationweekend
----------------
http://www.bbznet.com/scripts2/view.php?user=ppbbz&board=2&id=18&c=1&order=numtopic