PDA

View Full Version : วิธีสร้าง ((( อำนาจทิพย์ ))) ขั้นตอน วิธีปฏิบัติ !!!


malila
11-22-2005, 03:25 PM
http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=814&stc=1&d=1131612564

malila
11-22-2005, 03:26 PM
http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=815&stc=1&d=1131611620


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=816&stc=1&d=1131611871


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=817&stc=1&d=1131611871


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=818&stc=1&d=1131611871


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=819&stc=1&d=1131612141


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=820&stc=1&d=1131612141


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=821&stc=1&d=1131612141


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=822&stc=1&d=1131613562




<!-- / message -->

malila
11-22-2005, 03:26 PM
<!-- / icon and title --><!-- message -->
http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=823&stc=1&d=1131613562


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=824&stc=1&d=1131613562


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=826&stc=1&d=1131613641


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=827&stc=1&d=1131613641


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=828&stc=1&d=1131613767


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=829&stc=1&d=1131613767

malila
11-22-2005, 03:28 PM
1



ทิพยอำนาจ<O:p</O:p
พระอริยคุณาธาร<O:p
เรียบเรียง
<O:p</O:p
--------------

บทนำ

ทิพยอำนาจคืออะไร ?

<O:p</O:p
--------------------


<O:p</O:p
เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า มีสตรีในต่างประเทศเกิดมีหูทิพย์ ตาทิพย์ สามารถรู้เห็นเหตุการณ์ในที่ไกล เกินวิสัยมนุษย์ธรรมดาจะมองเห็น และสามารถสนทนากับวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วรู้เรื่องกันได้


หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นให้ข่าวต่อไปว่า มีนักวิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ความจริง ก็ประจักษ์ว่า สตรีคนนั้นซึ่งไม่เคยรู้จักนักวิทยาศาสตร์คนนั้นมาก่อน แต่สามารถบอกความจริงบางอย่างของ



2-3


นักวิทยาศาสตร์คนนั้น ถูกต้องเป็นที่น่าพิศวง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่กล้าลงความเห็นรับรองว่าเป็นได้ด้วยความรู้ของสตรีคนนั้นเอง สงสัยว่าจะมีอะไรสิงใจ อย่างพวกแม่มดหมอผี ซึ่งมีดาดดื่นในอัสดงคตประเทศ และเขาพากันรังเกียจถึงกับมีกฎหมายลงโทษผู้ฝ่าฝืน

หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นให้ข่าวรายละเอียดต่อไปว่า สตรีคนนั้นเกิดหูทิพย์ ตาทิพย์ขึ้นโดยบังเอิญ หลังจากป่วยหนักมาแล้ว<O:p</O:p
<O:p</O:p


เรื่องคล้ายคลึงกันนี้ ก็มีอยู่แม้ในเมืองไทยเรา ข้าพเจ้าได้รู้จักกับสตรีคนหนึ่ง เมื่อปีที่แล้วมานี้เอง เมื่อคุ้นเคยกันแล้ว สตรีคนนั้นได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ได้ป่วยหนักมาแรมเดือน ในระหว่างป่วยหนักนั้นใครจะมาหา หรือพูดจาว่ากระไรรู้ล่วงหน้าหมดครั้นหายป่วยแล้วก็ยังมีได้เป็นบางครั้งบางคราว แต่ไม่บ่อยนัก เนื่องจากไม่ค่อยได้สงบใจเหมือนในคราวยังป่วยอยู่ เพราะต้องวุ่นวายกับธุรกิจประจำวัน ซึ่งเป็นธรรมดาของผู้ครองเรือน

<O:p</O:p
เรื่องที่นำมาเล่านี้ ทำให้เราทราบว่า ภายในร่างกายของมนุษย์เรานี้ มีอำนาจสิ่งหนึ่งแปลกประหลาด วิเศษเกินกว่าอำนาจของคนธรรมดาซ่อนอยู่ ที่เมื่อทราบวิธีปลุกหรือปลูกสร้างขึ้นให้มีประจำแล้ว จะเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ โดยสามารถรู้เห็นสิ่งต่างๆ ซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่อาจรู้เห็นได้
<O:p</O:p

ในทางพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงอำนาจที่ว่านี้ และเรียกชื่อว่าทิพพจักขุ ตาทิพย์ , ทิพพโสต หูทิพย์ คล้ายจะยืนยันว่า มีอำนาจทิพย์ในร่างกายมนุษย์นี้ด้วย แต่นักศึกษาทางพระพุทธศาสนาโดยส่วนมาก มองข้ามไป ไม่ได้สนใจศึกษาเพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ เมื่อมีใครพูดถึงเรื่องนี้ ก็มักตำหนิหาว่า งมงาย เชื่อในสิ่งซึ่งไม่อาจเป็นไปได้ หาได้เฉลียวใจไม่ว่า พระบรมศาสดาเป็นผู้ทรงแสดงไว้ ทั้งปรากฏในพระประวัติของพระองค์ว่า ทรงสามารถใช้อำนาจนั้นได้อย่างดีด้วย น่าที่เราพุทธศาสนิกชนจะพึงศึกษาค้นคว้าพิสูจน์ความจริงกันดูบ้าง จะเป็นสิ่งไร้สาระเทียวหรือ



4 - 5

ถ้าจะทำการพิสูจน์วิชาหูทิพย์ ตาทิพย์ ให้ทราบความจริงอย่างมีหลักฐาน ข้าพเจ้า กลับเห็นว่าจะเป็นทางช่วยให้พระพุทธศาสนาเด่นขึ้นอีก เพราะสิ่งใดที่พระบรมศาสดาตรัสไว้ ซึ่งปรากฎมีอยู่ในพระไตรปิฎก หากเราพิสูจน์ให้เห็นจริงว่า สิ่งนั้นเป็นไปตามที่ดำรัสไว้ ก็ย่อมเป็นพยานแห่งพระปัญญาของพระบรมศาสดาเป็นทางให้เราเกิดความเชื่อมั่น ในพระปัญญาตรัสรู้ของพระบรมศาสดาอย่างแน่นแฟ้น

จะเพิ่มกำลังให้เราปฎิบัติตามพระบรมพุทโธวาท ได้โดยไม่ลังเลใจ ทั้งเป็นหลักฐานต่อต้านปรัปปวาทด้วย เพราะในโลกสมัยวิทยาศาสตร์เฟื่องฟูนี้ เขาไม่ค่อยเชื่อในอำนาจลึกลับนี้ เมื่อพระพุทธศาสนากล่าวถึง เขาน่าจะยิ้มเยาะอยู่แล้ว แม้แต่เราซึ่งเป็นศาสนิกชนแท้ ๆ ก็ยังไม่เชื่อแล้ว จะให้นักวิทยาศาสตร์เขาเชื่ออย่างไร?

เพราะเขาตั้งหลักเกณฑ์ของเขาไว้ว่า เขาจะเชื่อเฉพาะสิ่งที่เขาพิสูจน์ได้ ทราบความจริงแน่ชัดแล้วเท่านั้น หลักเกณฑ์ที่เขาตั้งไว้นี้เป็นหลักเกณฑ์ที่ดี เป็นวิสัยแห่งนักศึกษาความจริง ซึ่งจะไม่ยอมให้ความเชื่อของเขาไร้เหตุผล แม้พระบรมศาสดาของเราก็ปรากฎว่า ทรงดำเนินปฎิบัติมาทำนองเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ในสมัยปัจจุบัน คือ ทรงทำการพิสูจน์ความจริงทางใจ จนได้หลักฐานแน่นอนแล้ว จึงทรงพอพระหฤทัยว่าได้ตรัสรู้แล้ว มิได้ทรงไปเที่ยวเก็บเอาความรู้ของผู้อื่นที่เขาค้นคว้าไว้ มาร้อยกรองเข้าเป็นหลักแห่งศีลธรรมจรรยาที่ทรงสั่งสอน และมิได้ทรงอ้างว่าใครเป็นศาสดา หรือผู้บังคับบัญชาเหนือให้ประกาศธรรมสั่งสอนมหาชน

พระองค์ทรงค้นพบความจริงด้วยพระองค์เอง แม้หลักความรู้นั้นๆ จะมีมาในลัทธิศาสนา หรือในความเชื่อถือของมหาชนมาแล้วแต่โบราณกาลก็ตาม ถ้ายังไม่พิสูจน์ด้วยความรู้ของพระองค์เองก่อนแล้ว ก็มิได้นำมาบัญญัติสั่งสอนมหาชนแต่ประการใด เป็นแต่ไม่มีความรู้ส่วนใดที่เกินพระปัญญาของพระองค์ไปเท่านั้นเอง เราจึงได้พบว่าบรรดาบัญญัติธรรมที่ถูกต้องตามหลักเหตุผลนั้นๆ ได้มาปรากฎในพระบัญญัติของพระองค์ทั้งหมด ที่ปรากฎ


6 - 7

ว่ามีบางอย่างที่ไม่ทรงพยากรณ์ไว้ ก็มิใช่ว่าไม่ทรงทราบ เป็นแต่ทรงเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ จึงไม่ทรงกล่าวแก้หรือแสดงไว้ เช่น อันตคาหิกทิฏฐิหรือนิยตมิจฉาทิฏฐิ ไม่ทรงกล่าวแก้ เป็นแต่ทรงแสดงธรรมโดยปริยายอื่นให้ฟัง เมื่อผู้ฟังพิจารณาตามก็ทราบความจริงในเรื่องนั้น ด้วยตนเองแล้วสิ้นสงสัยไปเอง

วิธีการแก้ความเห็นของคนที่พระบรมศาสดาทรงใช้ คล้ายวิธีการรักษาโรคของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ตรวจหาสมุฏฐานของโรคก่อนแล้ว จึงรักษาแก้ที่สมุฏฐาน ไม่ตามรักษาที่อาการเจ็บปวด ซึ่งเป็นปลายเหตุ เพราะเมื่อแก้สมุฏฐานถูกต้องแล้วโรคก็สงบ อาการเจ็บป่วยก็หายไปเอง

ฉะนั้นเรื่องที่ไม่ทรงกล่าวแก้อันตคาหิกทิฏฐิ ก็เช่นเดียวกัน เพราะความเห็นนั้นเป็นเพียงปลายเหตุ มิใช่สมุฏฐานอันเป็นตัวเหตุดั้งเดิม จึงทรงแสดงธรรมโดยปริยายอื่น อันสามารถแก้ตัวเหตุเดิมซึ่งเป็นสมุฏฐาน

อำนาจลึกลับมหัศจรรย์ เกินวิสัยสามัญมนุษย์นั้น แม้มิได้ตรัสเรียกว่า ทิพยอำนาจโดยตรงก็ตาม ก็ได้ทรงกล่าวถึงอำนาจนั้นไว้แล้วอย่างพร้อมมูล และตรัสบอกวิธีปลูกสร้างอำนาจนั้นขึ้นใช้อย่างดีด้วย เป็นการพอเพียงที่เราจะสันนิษฐานว่า พระบรมศาสดาได้ทรงบรรลุอำนาจนั้นทุกประการ และทรงใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลมาแล้ว ในสมัยยังทรงพระชนม์อยู่ ความข้อนี้มีหลักฐานในพระไตรปิฎกมากมาย จะนำมาเล่าพอเป็นอุทาหรณ์ ดังต่อไปนี้:-

1. เมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ๆ เสด็จไปโปรดภิกษุเบญจวัคคีย์ที่สวนกวาง อันเป็นที่พักของฤาษี ณ เมืองพาราณสี แล้วเสด็จจำพรรษาที่นั่น ในภายในพรรษา ท่านพระยศเถระเมื่อยังมิได้บวช บังเกิดความคิดเห็นขึ้นว่า ฆราวาสคับแคบ วุ่นวาย สุดที่จะทนทานได้ จึงหนีออกจากบ้าน ไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่สวนกวางนั้น เดินบ่นไปตามทางว่า ที่นี่คับแคบ ที่นี่วุ่นวาย พระบรมศาสดาได้ทรงสดับ จึง


8-9

ทรงขานรับว่า ที่นี่ไม่คับแคบ ที่นี่ไม่วุ่นวาย เชิญมาที่นี่ เราจะแสดงธรรมให้ฟัง ท่านพระยศเถระก็เข้าไปตามเสียงที่ทรงเรียก เมื่อได้ถวายบังคมและนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับ ฟังพระธรรมเทศนาอันน่าจับใจ จนได้บรรลุดวงตาเห็นธรรมขึ้นในใจ

ทันใดนั้น บิดาของท่านก็ติดตามไปถึง พระบรมศาสดาทรงเกรงว่า เมื่อพระยศเถระกับบิดาได้เห็นกัน ก็จะเป็นอันตรายแก่ธรรมาภิสมัย จึงทรงทำ ติโรภาพปาฏิหาริย์ คือทรงทำฤทธิ์กำบังมิให้บิดากับบุตรเห็นกัน แล้วทรงแสดงธรรมให้ทั้งสองนั้นฟัง จนท่านพระยศเถระได้บรรลุถึงพระอรหัตตผล ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว และบิดาของท่านได้บรรลุดวงตาเห็นธรรมแล้ว จึงทรงคลายฤทธิ์ ให้บิดากับบุตรเห็นกัน

ทันใดนั้นบิดาของท่านพระยศเถระก็แจ้งให้ทราบว่า ทางบ้านพากันตามหา ขอให้ท่านกลับบ้าน พระบรมศาสดาจึงชิงตรัสว่า ยศะได้ฟังธรรม ถึงความเป็นผู้ไม่ควรแก่การครองเรือนแล้ว บิดาของท่านพระยศเถระจึงทูลอาราธนาพระบรมศาสดา กับท่านพระยศเถระ ไปฉันที่เรือน ครั้นบิดากลับไปแล้ว ท่านพระยศเถระจึงทูลขอบรรพชาสอุปสมบท เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา แล้วเป็นปัจฉาสมณะตามหลังพระบรมศาสดาไปฉันภัตตาหารที่เรือนของบิดา เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์แห่งอิทธิวิธี ชนิดที่เรียกว่า ติโรภาพ หรือที่สามัญชนเรียกว่า กำบัง หรือหายตัว

2. เมื่อออกพรรษาแรกนั้นแล้ว เสด็จไปสู่อุรุเวลา ตำบลเสนานิคม แคว้นมคธ เพื่อโปรดชฎิลสามพี่น้อง พร้อมด้วยบริวาร เสด็จเข้าไปขอพักอาศัย ท่านอุรุเวลกัสสปะ ผู้เป็นหัวหน้าชฎิลตอบขัดข้อง พระบรมศาสดาตรัสขอร้อง ด้วยเหตุผลทางสมณวิสัย ถึงสามครั้ง ท่านจึงยอมรับให้พักอาศัย พระบรมศาสดาขอพักในโรงไฟ ท่านก็ห้ามว่า มีนาคร้าย เกรงจะเป็นอันตราย ขอให้พักที่อื่น พระบรมศาสดาตรัสรับรองว่าไม่เป็นไร แล้วเสด็จไปพัก ได้ทรงทำฤทธิ์สู้กับนาคร้ายจนมัน


10-11

หมดพยศ รุ่งเช้าทรงจับนาคร้ายใส่บาตรมาให้ท่านอุรุเวลกัสสปะตู ท่านก็อัศจรรย์ แต่ยังไม่ปลงใจเชื่อว่าเป็น " พระอรหันต์ " ผู้วิเศษกว่าตน จึงไม่ยอมเป็นสาวก

วันต่อมาเสด็จไปพักในราวป่า ใกล้ฝั่งแม่น้ำซึ่งเป็นที่ลุ่ม บังเอิญในเวลากลางคืนฝนตกหนัก น้ำหลากมามาก ทรงทำปาฏิหาริย์แหวกน้ำเดินจงกรมอยู่ ท่านอุรุเวลกัสสปะพาสานุศิษย์ไปดู ก็หลากใจเกิดอัศจรรย์ แต่ก็ยังไม่ยอมตกลงเป็นสาวก

วันต่อมาอีก เสด็จไปบิณฑบาตอุตตรกุรุทวีป ได้ผลหว้าลูกใหญ่ มาสู่ท่านอุรุเวลกัสสปะฉัน ซึ่งเป็นที่รู้กันในสมัยนั้นว่า ผลหว้าชนิดนั้นไม่มีในที่ใกล้ๆนั้น นอกจากในป่าหิมพานต์

ในวันต่อมาอีก เวลากลางคืน มีแสงสว่าง ในบริเวณที่ประทับตลอดราตรีทั้งสามยาม แต่ละยามก็มีแสงสว่างต่างสีกันด้วย รุ่งเช้าท่านอุรุเวลกัสสปะจึงทูลถาม ตรัสพฤติการณ์ว่า ปฐมยามท้าวมหาราชทั้งสี่มาเฝ้า มัชฌิมยามท้าวสักกะเทวราชลงมาเฝ้า ปัจฉิมยามท้าวมหาพรหมลงมาเฝ้า ท่านอุรุเวลกัสสปะหลากใจแสดงความอัศจรรย์ อยากจะยอมตนลงเป็นสาวกแล้ว แต่ยังมีมานะเกรงจะได้ความอับอายแก่สานุศิษย์

รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ฝนพรำอากาศเย็นจัด พวกชฎิลหนาว พากันผ่าฟืนเพื่อก่อไฟผิง พระบรมศาสดา ทรงทำปาฏิหาริย์ให้ผ่าฟืนไม่แตก และก่อไฟไม่ติด พวกชฎิลพากันหลากใจและลงความเห็นว่า เป็นด้วยฤทธิ์ของพระบรมศาสดา จึงพากันไปอ้อนวอนพระอาจารย์ ขอให้พาพวกตนถวายตัวเป็นศิษย์พระบรมศาสดา ท่านอุรุเวลกัสสปะได้โอกาส จึงพาศิษย์บริวารเข้าขอบรรพชาอุปสมบท

ในสำนักพระบรมศาสดา น้องชายทั้งสอง ซึ่งอยู่ในอาศรมทางใต้ลงไป พาบริวารมาเยี่ยมพี่ชาย เห็นบวชเป็นภิกษุแล้ว ก็พากันบวชตามพี่ชาย พระบรมศาสดาทรงเทศนาอบรมท่านทั้งสาม พร้อมด้วยบริวารพันหนึ่ง โดยปริยายต่างๆจนเห็นว่า มีอินทรีย์แก่กล้า พอจะรับฟังพระธรรมเทศนา เพื่อปัญญาชนชั้นสูงแล้ว จึงพาไปสู่ตำบลคยาสีสะ ทรง


--------
ขีดเส้นใต้คือ คชาสีสะเขาหัวช้าง. พ.ม.ส.

<!-- / message -->

malila
11-22-2005, 03:35 PM
12 - 13


แสดงอาทิตตปริยาย โปรดให้บรรลุอรหัตตผล ทั้ง 1,000 องค์พร้อมกัน พอเวลาอันสมควรแล้ว จึงพาพระอรหันต์ทั้ง 1,000 องค์ เสด็จยาตรา เข้าสู่กรุงราชคฤห์ เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสารต่อไป

เรื่องที่เล่ามานี้ เป็นอุทาหรณ์แห่งปาฏิหาริย์หลายประการ คือ ที่ทรงที่ทรงทรมานนาคร้ายให้หายพยศได้นั้น ทรงใช้ ปาติหาริย์บังควันก่อนแล้ว จึงทรงใช้ปาฏิหาริย์เปลวเพลิง ภายหลังที่ทรงแหวกน้ำจงกรมนั้น ทรงใช้ปาฏิหาริย์ติโรปาการภาพ คือทรงเนรมิตกำแพงซึ่งกันน้ำไว้ ที่เสด็จไปบิณฑบาตอุตตรกุรุทวีปนั้น ทรงใช้ปาฏิหาริย์เหาะไป ที่ทรงทราบว่ามีเทวดามาเฝ้ายามทั้งสามของราตรีนั้น เป็นด้วยทิพพจักขุญาณ และทิพพโสตญาณ ที่ทำให้พวกชฎิลผ่าฟืนไม่แตก ก่อไฟไม่ติดนั้น เป็นด้วยอธิษฐานฤทธิ์

3. ในสมัยพระธรรมวินัย กำลังแผ่ไปทั่วมัชฌิมชนบทนั้น พราหมณ์พาวรี ซึ่งตั้งอาศรมอยู่ฝั่งน้ำโคธาวารี ในแดนทักษิณาบถคือ อินเดียภาคใต้ ได้ทราบกิตติศัพท์ของพระบรมศาสดาว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงผูกปริศนาให้ศิษย์ผู้ใหญ่ 16 คน ไปเฝ้าทูลถาม เพื่อหยั่งภูมิของพระบรมศาสดา ว่าจะจริงอย่างคำเล่าลือหรือไม่ เวลานั้น พระบรมศาสดา เสด็จประทับที่ ปาสาณเจดีย์ ประเทศโกศล

มาณพศิษย์พราหมณ์พาวรี ทัง16คน พร้อมด้วยบริวารไปถึงเข้าเฝ้า ในเวลาเย็น ณ ร่มเงาปาสาณเจดีย์นั้น พระบรมศาสดาทรงปฏิสันถารด้วยสัมโมทนียกถาพอสมควรแล้ว จึงทรงแสดงพระปาฏิหาริย์ เป็นประเดิมก่อนเปิดโอกาสให้ถามปริศนา ด้วยทรงชมโฉมพาวรีพราหมณ์ ผู้เป็นอาจารย์ของมาณพเหล่านั้นก่อนว่า มีลักษณะของมหาบุรุษ 3 ประการ และตรัสบอกความคิดของพาวรีที่ผูกปริศนามาถามว่า มีความประสงค์เช่นไร แล้วจึงเปิดโอกาสให้ถามปริศนาทีละคน จนจบทั้ง 16 คน ท่านเหล่านั้นก็เกิดอัศจรรย์ใจ



บทนำ 14 - 15


ขนพองสยองเกล้า จนเกือบจะไม่ทูลถามปริศนา แต่พระบรมศาสดาเห็นว่าการแก้ปริศนานั้นจะเกิดสำเร็จประโยชน์ใหญ่หลวง จึงทรงบัญชาให้ถามปริศนาต่อไป แล้วทรงแก้ปริศนานั้นๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่มีการขัดข้องอึดอัด ในที่สุดแห่งการแก้ปริศนาของแต่ละท่าน ท่านเจ้าของปริศนาพร้อมด้วยบริวาร ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลทั้งหมด เว้นแต่ปิงคิยะ หลานท่านพาวรีเท่านั้น เพราะโทษที่มีใจห่วงใยถึงท่านพาวรีผู้เป็นลุง

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ แห่งอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หลายประการคือ ทรงทราบลักษณะพาวรีพราหมณ์ด้วยทิพยจักษุญาณ ทรงทราบความคิดของพาวรีพราหมณ์ด้วยปรจิตตวิชชาญาณ หรือที่เรียกว่า เจโตปริยญาณ ทรงแก้ปริศนาได้คล่องแคล่วไม่ติดขัดนั้น เป็นด้วยพระปรีชาญาณหลายประการ มีพระปฏิสัมภิทาญาณ เป็นต้น

4. สมัยหนึ่งทรงรับนิมนต์ของพกาพรหมณ์ แล้วเสด็จไปพรหมโลก ทรงทรมานพกาพรหมณ์ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์หลายหลาก มีการเล่นซ่อนหา เป็นต้น แล้วทรงแสดงธรรมสั่งสอนให้พกาพรหมณ์ ละพยศร้ายได้ด้วยวิธีที่เรียกว่า ญาณคทา

5. สมัยหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะ ไปทำความเพียร ณ บ้านกัลลวาลมุตตาคาม ถูกถีนมิทธะครอบงำ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบด้วยเจโตปริยญาณ จึงเสด็จไปด้วยพระมโนมัยกาย ทรงแสดงวิธีแก้ถีนมิทธะแก่พระเถระ แล้วเสด็จกลับที่ประทับ

6. อีกครั้งหนึ่ง ทรงทรมานท่าน พระองคุลีมาลเถระ เมื่อยังเป็นโจร ด้วยพระปาฏิหาริย์ทูเรภาพ คือทรงดำเนินโดยปกติ แต่ท่านพระองคุลีมาลตามไม่ทัน เห็นพระองค์อยู่ในระยะไกลอยู่เสมอ จึงตะโกนบอกให้หยุด ทรงตอบไปว่า พระองค์หยุดแล้ว ท่านเองสิไม่หยุดพระองค์คุลีมาลร้องตะโกนไปว่า ตรัส-


บทนำ 16 - 17


มุสา เดินอยู่แท้ๆ บอกว่าหยุดได้ ตรัสตอบว่า ทรงหยุดทำบาปแล้วต่างหาก ท่านเองสิไม่หยุดทำบาปใส่ตัว พระองคุลิมาลได้สติ จึงทิ้งอาวุธเข้าไปเฝ้าทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระบรมศาสดาก็โปรดให้บรรพชาอุปสมบท แล้วพามาวัดพระเชตวันในวันนั้น

7. อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งที่มีประวัติการณ์โด่งดังที่สุด คือครั้งทรงทำ ยมกปาฏิหาริย์ เพื่อทรมานเดียรถีย์นิครนถ์ ที่มาแข่งดีท้าทายด้วยประการต่างๆ ครั้งนั้นทรงทำที่กรุงสาวัตถี ณ ต้นไม้มะม่วง ชื่อ คัณฑามพฤกษ์ โดยแสดงพระองค์ ให้มีหลายหลาก มีอิริยาบท และทำกิจต่างๆกัน บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างแสดงธรรม บ้างจงกรมกลางหาว และทรงทำท่อน้ำ ท่อไฟ และรังสีสลับสีให้พุ่งออกจากพระวรกายเป็นคู่ๆ แล้วเสด็จลับพระองค์ไปในอากาศ ณ ยอดเขาพระสุเมรุ นัยว่าเสด็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงษ์

ทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพระมารดา วันออกพรรษาจึงเสด็จลง ณ ประตูนครสังกัสสะ ทางทิศเหนือกรุงสาวัตถี แล้วทรงทำอาวีภาพ ปาฏิหาริย์ คือทรงเปิดโลกให้คนและเทวดาเห็นกันได้ พระองค์เสด็จลงโดยบันไดแก้วที่เทวดานฤมิต มีพระอินทร์กับพระพรหม ตามเสด็จทั้งสองข้างด้วยบันได้เงิน และทอง มหาชนได้ประชุมกันต้อนรับโดยสักการะมโหฬาร นัยว่ามีผู้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ากันในครั้งนั้นมากมาย ประมาณเท่าเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา คนและเทวดาได้เห็นกันชัดแจ้งในครั้งนั้น

ยมกปาฏิหาริย์เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด ไม่มีพระสาวกรูปใดทำได้ ไม่มีใครสามารถเป็นคู่แข่งได้ จึงเป็นปาฏิหาริย์ที่น่าอัศจรรย์ที่สุด

เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงส่วนน้อย นำมาเล่าพอเป็นอุทาหรณ์เท่านั้น ถ้าจะเล่าเรื่องที่ทรงทำปาฏิหาริย์ในคราวต่างๆให้สิ้นเชิงแล้ว ก็จะกลายเป็นหนังสือเล่มใหญ่ ซึ่งมิใช่จุดหมายของหนังสือเล่มนี้




บทนำ หน้า 18 - 19


ปาติหาริย์นี้ ทรงแสดงไว้ว่ามีสามประการคือ :-

1. อิทธิปาฏิหาริย์ - ฤทธิ์อัศจรรย์
2. อาเทสนาปาฏิหาริย์ - ดักใจถูกต้องอย่างน่าอัศจรรย์
3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ - คำสั่งสอนที่น่าอัศจรรย์ โดยมีเหตุผลพร้อมมูล และปฏิบัติได้ผลจริงๆด้วย

ในปาฏิหาริย์ทั้ง 3 ประการนี้ ทรงสรรเสริญอนุสาสนีปาฏิหาริย์ว่าเป็นเยี่ยม เพราะยั่งยืนดำรงอยู่หลายชั่วอายุคน และสำเร็จประโยชน์ แม้แก่คนรุ่นหลังๆ ส่วนปาฏิหาริย์อีก 2 ประการนั้น เป็นประโยชน์เฉพาะแก่ผู้ได้ประสพพบเห็นเท่านั้น และเป็นสิ่งที่สาธารณะ แม้ชาวโลกบางพวกเขาก็ทำได้ เช่นชาวคันธาระ และชาวมณีปุระ เป็นต้น ที่เรียกกันในครั้งนั้นว่า คันธารวิชา มณีวิชา พระบรมศาสดา จึงไม่ทรงแสดงบ่อยนัก เว้นแต่จำเป็น และเห็นว่าจะสำเร็จประโยชน์ จึงทรงทำอิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทสนาปาฏิหาริย์

นัยว่าทรงห้ามพระสาวกมิให้แสดงอทธิปาฏิหาริย์เช่นเดียวกัน แต่ก็ปรากฏว่ามีพระสาวกแสดงปาฏิหาริย์กันเรื่อยๆมา ตั้งแต่สมัยพระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ จนถึงสมัยหลังพุทธปรินิพพานมานาน ที่ตรัสสั่งให้แสดงก็มี เช่นทรงแนะอุปเทศแห่งฤทธิ์ แก่พระมหาโมคคัลลานะ ให้ทรมานนันโทปนันทะนาคราช และตรัสสั่งพระมหาโกฏฐิตะ ไปทรมานพระยานาคที่ท่าปยาคะ เป็นต้น เมื่อคราวจะทำยมกปาฏิหาริย์ ก็มีพระสาวก สาวิกาหลายองค์ขอแสดงฤทธิ์แทน แต่ไม่ทรงอนุญาต โดยทรงอ้างว่า เป็นพุทธวิสัย และพุทธประเพณี

อำนาจอันแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ดังที่เล่ามานี้ เป็นสิ่งเกินวิสัยสามัญมนุษย์จะทำได้ เป็นเหมือนเทพบันดาล ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงพอใจเรียกอำนาจชนิดนี้ว่า ทิพยอำนาจ แต่มิได้หมายความว่า อำนาจนี้เป็นของเทวดา หรือเทวดาดลใจให้ทำ ข้าพเจ้าหมายถึงภาวะหนึ่ง ซึ่งเป็น ภาวทิพย์ มีอยู่ในภายในกายของมนุษย์ธรรมดานี่เอง หากแต่ไม่ทำการปลุกหรือ



20 - 21


ปลูกสร้างขึ้นให้มีประจักษ์ชัด จึงไม่มีสมรรถภาพทำการอันน่าอัศจรรย์ได้ ส่วนผู้รู้จักปลุกหรือปลูกอำนาจ ชนิดนั้นขึ้นใช้ ย่อมสามารถทำอะไรๆที่น่าอัศจรรย์ ได้เกินมนุษย์ธรรมดา

ทิพยภาวะนั้น จะปรากฏขึ้นแก่บุคคลในเมื่อเจริญสมาธิจนได้ฌาน 4 แล้ว และ ฌาน 4 นั้นเองเป็นทิพยวิสัย คือ แดนทิพย์ ซึ่งเมื่อบุคคลเข้าไปถึงแดนทิพย์นี้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตน โดยฐานเป็นเครื่องใช้ ของกิน ความคิดนึกรู้สึก และความรู้ ก็ย่อมกลายเป็นทิพย์ไปหมด

ดังที่ตรัสแก่พราหมณ์ และคหบดี ชาวเวนาคปุระว่า เราเข้าฌาน 1-2-3-4 ถ้าจงกรมอยู่ที่จงกรมก็เป็นทิพย์ ถ้ายืนอยู่ที่ยืนก็เป็นทิพย์ ถ้านั่งอยู่ที่นั่งก็เป็นทิพย์ ถ้านอนอยู่ที่นอนก็เป็นทิพย์..ดังนี้ และมีในที่อื่นอีกหลายแห่งที่ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเมื่อรวมความแล้ว ก็ทรงรับรองว่า เมื่อเข้าฌานที่ 1-2-3-4 แล้ว ทุกสิ่งจะกลายเป็นทิพย์ อาหารที่ได้ด้วยการบิณฑบาตก็เป็นทิพย์ ผ้าบังสุกุลก็เป็นทิพย์ โคนไม้ที่อาศัยก็เป็นทิพยวิมาน ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่าก็กลายเป็นยาทิพย์ไป เครื่องใช้สอยต่างๆก็เป็นทิพย์ ภาวะแห่งจิตใจในสมัยนั้น บริบูรณ์ไปด้วยทิพยภาวะ สิ่งที่ได้ประสพพบเห็นสัมผัสถูกต้อง ล้วนแต่น่าชื่นใจ ประหนึ่งว่าได้เข้าไปอยู่ในโลกทิพย์อย่างเต็มที่แล้วฉะนั้น

ฌานทั้ง 4 เป็นที่ตั้งแห่งทิพยอำนาจทั้งปวง คือทิพยอำนาจจะเกิดขึ้นแก่บุคคล ย่อมต้องอาศัยฌานทั้ง 4 เป็นบาทฐาน เพราะฌาน 4 เป็นทิพยวิสัยที่บริบูรณ์ด้วยภาวะทิพย์ ซึ่งจะเป็นกำลังหนุนให้เกิดทิพยอำนาจได้ง่าย

ทิพยอำนาจนี้ เมื่อว่าโดยลักษณะอย่างต่ำ ย่อมหมายถึงโลกิยอภิญญา 5 ประการ แต่เมื่อว่าโดยลักษณะอย่างสูง ย่อมหมายถึงโลกุตตรอภิญญา 6 ประการ หรือ วิชชา 8 ประการ คือ:-

1. อิทธิวิธิญาณ - ฉลาดในวิธีทำฤทธิ์
2. มโนมยิทธิ - ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ



บทนำ 22 - 23


3. ทิพพโสตญาณ - ฉลาดในโสตธาตุทิพย์
4. เจโตปริยญาณ - ฉลาดในการรู้ใจผู้อื่น
5. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ - ฉลาดในการระลึกชาติก่อนได้
6. ทิพพจักขุญาณ - ฉลาดในทางตาทิพย์
7. จุตูปปาตญาณ - ฉลาดรู้จุติ และอุปบัติ ตลอดถึงการได้ดีตกยากของสัตว์ ตามกำลังกรรม
8. อาสวักขยญาณ - ฉลาดในการทำอาสวะให้สิ้นไป

ข้อ 1-3-4-5-6 และ 8 เป็นอภิญญา ถ้าขาดข้อ 8 ไป ก็เป็นเพียงโลกิยอภิญญา ถ้ามีข้อ8 ก็เป็นโลกุตตรอภิญญา อภิญญา 6 หรือ วิชชา 8 ประการนี้ ข้าพเจ้าจะเรียกว่า ทิพยอำนาจต่อไป

ทิพยอำนาจนี้ พระบรมศาสดา และพระสาวกสาวิกาได้ทรงมีและได้ใช้บำเพ็ญประโยชน์มาแล้ว มีหลักฐานมากมายในพระไตรปิฎก เราผู้อนุชนหรือปัจฉิมชนไม่ควรจะมองข้ามไป หรือไม่ควรดูหมิ่นว่าไม่น่าเชื่อ แล้วแหละทอดธุระเสีย

บุคคลผู้ฝึกฝนอบรมตนจนได้ทิพยอำนาจนี้ แม้เพียงบางประการ จะต้องมีศีลธรรมเป็นหลักประจำใจมาแล้วอย่างเพียงพอ อย่างต่ำก็จะต้องมีศีล 5 และกัลยาณธรรมประจำใจ เป็นผู้รักดีเกลียดบาป กลัวบาป ชอบสงบตามวิสัยของคนดี ไม่เป็นภัยแก่สังคม เขาจึงควรได้ชื่อว่า นรเทพ ส่วนบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิพยอำนาจทุกประการนั้น ย่อมบริบูรณ์ด้วยศึลธรรมชั้นสูงสุด เป็นอุดมบุรุษในพระพุทธศาสนา ไม่เป็นข้าศึกต่อโลก ท่านผู้เช่นนี้ควรได้ชื่อว่า เทวาติเทพได้แล้ว

บุคคลทั้ง 2 จำพวกนี้ เมื่อมีทิพยอำนาจขึ้น ย่อมวางใจได้ว่า จะไม่นำอำนาจนั้นไปใช้ในทางที่เป็นโทษ หรือผิดศีลธรรม ย่อมใช้บำเพ็ญประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และประโยชน์ส่วนรวมของชาติและพระศาสนา ดังที่พระบรมศาสดา และพระสาวกสาวิกาได้บำเพ็ญมาแล้ว



24 - 25


ทีนี้มีปัญหาเกิดขึ้นว่า ในสมัยปัจจุบันนี้ จะสร้างทิพยอำนาจขึ้นใช้ได้หรือไม่ ? ข้าพเจ้าขอตอบเพียงสั้นๆว่า เมื่อทิพยอำนาจมีได้ในความบังเอิญ ก็ย่อมจะมีได้ในการทำจริง และขอชี้แจงว่า พระบรมศาสดาทรงแสดงไว้ว่า พระธรรมเป็น อะกาลิโก คือไม่จำกัดกาล มรรค ผล ธรรมวิเศษมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย มิได้สูญหายไปใหน เป็นแต่เมื่อบุคคลไม่ปฏิบัติบำเพ็ญ มรรค ผล ธรรมวิเศษก็ไม่ปรากฏ เพราะมรรค ผล ธรรมวิเศษ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของบุคคล เมื่อบุคคลเป็นผู้ปฏิบัติจริงจัง ย่อมจะต้องได้ธรรมวิเศษ หรือมรรคผล อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่ และจะถึงความเป็นสักขีพยานของพระบรมศาสดาจารย์ ในธรรมนั้นๆ สมัยนี้ปฏิปทาเพื่อได้เพื่อถึงมรรคผลธรรมวิเศษนั้นๆยังมีบริบูรณ์ ยังไม่อันตรธานไปจากโลก

ข้าพเจ้าขอเชิญชวนสาธุชนมาร่วมกัน พิสูจน์ความจริงด้วยการปฏิบัติ ข้าพเจ้าจะประมวลปฏิปทามาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อสะดวกแก่ผู้ต้องการปฏิบัติ ดังจะกล่าวในบทต่อไป

malila
11-22-2005, 03:37 PM
26 - 27


บทที่ 1
อะไรเป็นที่ตั้งแห่งทิพยอำนาจ

---------


ได้กล่าวเกริ่นไว้ในบทนำว่า ฌาน4 เป็นทิพยวิสัย และเป็นที่ตั้งแห่งทิพยอำนาจด้วย ดังนั้นในบทนี้ จึงจะแสดงฌานไว้เพื่อเป็นหลักปฏิบัติสืบไป

สมาธิและฌานในพระพุทธศาสนามีมากประเภท แต่ที่ตรัสไว้เป็นมาตรฐานในการเจริญ เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งทิพยอำนาจนั้น ได้แก่ฌาน 4 ประการ ที่เรียกชื่อตามลำดับปูรณะสังขยาว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ฌาน 4 ประการนี้ ตรัสเรียกว่า สัมมาสมาธิ จัดเป็นองค์หนึ่งของมรรค 8 และเป็นองค์ประธานมี องค์ 7 นอกนั้นเป็นบริขาร คือเป็นส่วนประกอบ แต่เมื่อว่าโดยกิจตัดกิเลสแล้ว สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า เป็นองค์นำ องค์ 7 นอกนั้นเป็นส่วนประกอบ

สมาธิกับฌาน มีความหมายกว้างแคบกว่ากัน คือ สมาธิมีความหมายกว้างกว่าฌาน ความสงบมั่นคงของใจตั้งแต่ชั้นต่ำๆชั่วขณะหนึ่ง จนถึงความสงบขั้นสูงสุด ไม่มีอารมณ์เป็นเครื่องกำหนด เรียกว่าสมาธิได้ทั้งนั้น เช่นขณิกสมาธิ สงบชั่วขณะนิดหน่อยมีได้ แก่สามัญชนทั่วไป อุปจารสมาธิ สงบใกล้ต่อความเป็นฌาน คือเฉียดฌาน อัปปนาสมาธิ สงบแน่วแน่ เป็นฌาน สูญญตสมาธิ สงบ ว่าง โปร่ง อนิมิตตสมาธิ สงบ ไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง อัปปณิหิตสมาธิ สงบไม่มีที่ตั้งลง คือหาฐานรองรับความสงบเช่นนั้นไม่มี สมาธิเหล่านี้เป็นชั้นสูง มีได้แก่บางคนเท่านั้น

ส่วนฌานมีความหมายจำกัดอยู่ในวง คือ มีองค์หรืออารมณ์ เป็นเครื่องกำหนดโดยเฉพาะเป็นอย่างๆไป ฌานที่ 1-2-3-4 นั้นมีอารมณ์ขั้นต้นไม่จำกัด แต่มีองค์เป็นเครื่องกำหนดหมาย คือเพ่งพินิจจดจ่ออยู่ในอารมณ์อย่างเดียว จนสงบลง มีองค์ของฌานปรากฏขึ้นครบ 5 ก็เป็นปฐมฌาน มีองค์ 3 ครบบริบูรณ์ ก็เป็นทุติยฌาน มีองค์ 2 ครบบริบูรณ์ก็เป็น



28-29


ตติยฌาน มีองค์ 2 ครบบริบูรณ์ก้อเป็นจตุตถฌาน พระอาจารย์ในปูนก่อนท่านเรียกชื่อฌานทั้ง 4 นี้ไปตามอารมณ์ขั้นต้นก็มี เช่น อสุภฌาน มีอสุภะเป็นอารมณ์ เมตตฌาน มีเมตตาเป็นอารมณ์ สติปัฏฐานฌาน มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ อนุสสติฌาน มีอนุสสติเป็นอารมณ์ ฯลฯ ฌานชั้นสูง

มีอารมณ์เป็นเครื่องกำหนดเฉพาะอย่างๆไป เช่น อากาสานัญจายตนะ มีอากาศเป็นเครื่องกำหนด วิญญาณัญจายตนะ มีวิญญาณเป็นเครื่องกำหนด อากิญจัญญายตนะ มีความไม่มีอะไรเป็นเครื่องกำหนด เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีความสงบประณีตเป็นเครื่องกำหนด ฯลฯ ฌานชั้นสูงนี้จะไว้กล่าวในบทว่าด้วยอุปกรณ์แห่งทิพยอำนาจข้างหน้า บทนี้จะกล่าวแต่ฌาน 4 ประการ ซึ่งเป็นฌานมาตรฐานและเป็นที่ตั้งแห่งทิพยอำนาจเท่านั้น

ก่อนที่จะวินิจฉัยลักษณะของฌาน 4 ชั้นนี้ จะขอนำพระบาลีอันเป็นหลักฐานแสดงลักษณะฌาน 4 ชั้นนี้ มาตั้งไว้เป็นหลักก่อน พระบาลีอันเป็นหลักฐานแสดงฌาน 4 นี้ มีมากแห่ง และแสดงลักษณะไว้ตรงกันหมด ทั้งแสดงว่าฌาน 4 ชั้นนี้เป็นสมาธิพละ สมาธิสัมโพชฌงค์ และสัมมาสมาธิองค์แห่งมรรคด้วย พระบาลีมีดังต่อไปนี้ :-


http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=1143&stc=1&d=1132725700





30-31



http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=1144&stc=1&d=1132725700



นีวรณ์ ๕



ในเบื้องต้นที่จะทำความเข้าใจลักษณะของฌาน ควรทำความเข้าใจลักษณะของกิเลสที่กั้นกางจิตมิให้บรรลุฌานก่อน เพราะเมื่อกิเลสชนิดที่เรียกว่า นีวรณ์ ยังมีอำนาจครองใจอยู่แล้ว จิตจะเข้าถงฌานไม่ได้

นีวรณ์ นั้นมี 5 ประการ คือ : -

http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=1145&stc=1&d=1132725700

กิเลส 5 ประการนี้ แม้แต่ประการใดประการหนึ่ง เข้าครองอำนาจในจิตใจ ใจจะเสียคุณภาพอ่อนกำลัง เสียปัญญาไปทันที และจะมีลักษณะหมองมัว คิดอ่านอะไรไม่ได้เหตุผลที่แจ่มแจ้ง บางทีถึงกับมืดตื้อ คิดอะไรไม่ออกเอาทีเดียว

กามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และ โผฏฐัพพะ ตรัสเรียกว่า สัมพาธ คือสิ่งแคบ เมื่อใจไปติดพันอยู่กับสิ่งคับแคบ ก็ย่อมเกิดความรู้สึกคับแคบขึ้นในใจ เหมือนเข้าไปอยู่ในที่แคบฉะนั้น ฌานตั้งแต่ปฐมฌานไป ตรัสเรียกว่า โอกาสาธิคม คือ สภาพว่าง โปร่ง หรือช่องว่าง ใจที่เข้าถึงความสงบ เป็นฌาน

malila
11-22-2005, 08:19 PM
หน้า 32-33



ย่อมรู้สึกปลอดโปร่ง เหมือนเข้าไปอยู่ในที่ว่างโปร่งฉะนั้น เมื่อกามคุณทั้ง 5 ยังมีอำนาจเหนือใจ ยั่วให้ใจเกิดกำหนัดขัดเคืองคุมแค้น ขู่ให้เกิดความท้อใจ,อ่อนใจ หมดหวัง ให้เป็นใจอ่อนปั้วเปี้ยซึมกะทือ เผยอหัวไม่ขึ้นหรือกลัวหงอ คำรามให้เกิดความตื่นเต้นตกใจคิดเพ้อไป และให้เกิดรำคาญใจหงุดหงิด ปั่นให้เข้าใจผิด เกิดสองจิตสองใจขึ้น รวนเร ไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี เหมือนยืนที่ทางแยก ไม่รู้จะไปทางใหนถูก

ฉะนั้น กามคุณและกิเลสอันมีลักษณะดังกล่าวนี้ ยังมีอำนาจเหนือจิตใจอยู่เพียงใร จิตใจจะสงบเป็นสมาธิ-เป็นฌานไม่ได้เพียงนั้น เมื่อใดกามคุณและกิเลสเหล่านี้สงบลงไป ไม่มีกำลังเหนือจิตใจแล้ว เมื่อนั้นจิตจะสงบเป็นสมาธิและเป็นฌาน จะถึงสภาพโปร่งใจที่เรียกว่า โอกาสาธิคม ทันที

ปฐมฌานนั้นท่านกำหนดลักษณะเบื้องต้นว่า สงัดจากกามและอกุศลธรรม ก็หมายถึง สงัดจากกามคุณ 5 และนิวรณ์ 5 นั่นเอง แล้วจึงสงบใจลงได้ เข้าถึงความเป็นฌานต่อไป ลักษณะของจิตที่สงัดจากกามและอกุศลธรรมนี้ ท่านไม่จัดเป็นองค์ฌาน จัดเป็นเพียงบุพพปโยคฌาน ซึ่งน่าจะได้แก่ อุปจารสมาธิ อันเป็นความสงบเฉียดฌาน คือใกล้ต่อความเป็นฌานนั่นเอง ส่วนองค์ของปฐมฌานนั้น ท่านจัดไว้ 5 คือ วิตก ความตรึก คือความคิด, วิจาร ความตรอง คือความอ่าน, ปิติ ความอิ่ม คือความชุ่มชื่น, สุข คือความสบาย และ เอกัคคตา คือ ความเป็นหนึ่ง ซึ่งหมายถึงสมาธินั่นเอง เมื่อใจเป็นสมาธิประกอบด้วยลักษณะทั้ง 5 นี้แล้ว ชื่อว่าเข้าปฐมฌานได้ องค์ฌาน 5ประการนี้ ท่านว่าเป็นปฏิปักษ์กันกับนิวรณ์ 5 ดังนี้ :-

1. วิตก = ความคิด เป็นปฏิปักษ์กับ ถีนมิทธะ
2. วิจาร = ความอ่าน เป็นปฏิปักษ์กับ วิจิกิจฉา
3. ปิติ = ความชุ่มชื่น เป็นปฏิปักษ์กับ พยาปาทะ
4. สุข = ความสบาย เป็นปฏิปักษ์กับ อุทธัจจะ
กุกกุจจะ
5. เอกัคคตา = ความเป็นหนึ่ง เป็นปฏิปักษ์กับ กามฉันทะ



หน้า 34-35


ทั้งนี้ท่านให้อรรถาธิบายไว้ว่า

วิตก= ความคิด ย่อมมีลักษณะยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ และเคล้าคลึงอารมณ์นั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับ ถีนมิทธะ ซึ่งมีลักษณะหดหู่ ท้อถอย, ซึมเซา, ปล่อยอารมณ์ ไม่อยากคิดอะไร เมื่อความคิดกับความไม่อยากคิดประจันหน้ากัน ก็ย่อมจะมีการต่อสู้ หักล้างกันขึ้น และฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถึงแก่พ่ายแพ้ไป ฝ่ายชนะก็เข้าครองความเป็นใหญ่ในจิตต่อไป ถ้าความคิดมีกำลังแรงกว่า ความไม่อยากคิดก็จะต้องตกไปจากจิตทันที สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแนะนำพระมหาโมคคัลลานเถระให้แก้ถีนมิทธะ ก็ให้ใช้ความคิดนี้เอง เป็นแต่ใช้โวหารว่า สัญญา คือว่าก่อนแต่ยังไม่ง่วงซึม ได้กำหนดหมายในอะไร พอความง่วงมาถึงก็พึงใช้สัญญานั้นอีกให้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งบ่งความว่าให้ใช้ ความคิดเป็นเครื่องแก้ถีนมิทธะ

วิจาร=ความอ่าน มีลักษณะตรวจตราพิจารณาเหตุผล และข้อเท็จจริงให้ได้ความแน่ชัด ย่อมเป็นลักษณะตรงกันข้ามกับวิจิกิจฉา ซึ่งมีลักษณะสงสัย ไม่แน่ใจในเหตุผลหรือข้อเท็จจริงนั้นๆ เมื่อลักษณะทั้งสองนี้มาประจันหน้ากันเข้า ก็จะเกิดการต่อสู้กัน และฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องพ่ายแพ้ไป ถ้าความอ่านมีกำลังเหนือกว่าก็ย่อมชนะ ครองความเป็นใหญ่ในจิตต่อไป ข้อนี้มองเห็นง่าย เราสงสัยในเรื่องใด เมื่อตั้งใจพินิจเรื่องนั้นอย่างเอาจริงเอาจัง เราก็สิ้นสงสัยทันที

ปีติ=ความชุ่มชื่น มีลักษณะชื่นฉ่ำ, สดใส, ทำกายให้ผ่อง, จิตใจสดชื่น ย่อมเป็นลักษณะที่ตรงกันข้ามกับพยาปาทะ ซึ่งมีลักษณะรุ่มร้อน, เ** ่ยวแห้ง, จืดชืด, ซีดเผือด เมื่อลักษณะทั้งสองมาประจันหน้ากันเข้า ก็จะต้องเกิดต่อสู้กันขึ้น และจะต้องพ่ายแพ้ไปฝ่ายหนึ่ง ถ้าปีติมีกำลังมากกว่าก็ย่อมชนะ และครองความเป็นใหญ่ในจิตใจต่อไป ความจริงข้อนี้พอมองเห็นได้ คนใจดีนิสัยสดชื่นรื่นเริง ไม่โกรธง่าย ถึงโกรธ ความถือโกรธคุมแค้นในใจก็มีกำลังอ่อน พลันที่จะจางตกลงไปจากใจ


หน้า 36-37


สุข = ความสบาย มีลักษณะปลอดโปร่ง ไม่อึดอัด, กลัดกลุ้ม เป็นลักษณะตรงกันข้ามกับ อุทธัจจะ และกุกกุจจะ ซึ่งมีลักษณะเดือดพล่าน, พุพลุ่ง, และหลุกหลิก, ลุกลน, รำคาญ เหมือนน้ำเป็นคลื่นละลอกฉะนั้น เมื่อลักษณะทั้งสองฝ่ายนี้มาประจันหน้ากันเข้า ก็จะต้องเกิดการต่อสู้หักล้างกัน และจะต้องปราชัยไปฝ่ายหนึ่ง ถ้าความสุขสบายมีกำลังเหนือกว่า ก็ข่ม อุทธัจจะกุกกุจจะลงได้ และเข้าครองความเป็นใหญ่ในจิตใจต่อไป

คนมีความสุขย่อมสงบอยู่ได้ ไม่ลุกลนเหมือนคนมีทุกข์ เช่น นั่งสบาย ก็มักนั่งนานๆได้ แต่ถ้าไม่สบายแล้ว แม้เวลานิดหน่อยก็รู้สึกนาน ถ้าจำเป็นต้องนั่งต่อไปก็เกิดรำคาญหงุดหงิดขึ้นในใจ


เอกัคคตา หรือ สมาธิ = ความมีใจเป็นหนึ่ง หรือความสงบ มีลักษณะนิ่งๆ , เที่ยงตรง, ไม่ซัดส่าย, หรือสั่นไหว เป็นลักษณะตรงกันข้ามกับกามฉันทะ ซึ่งมีลักษณะกระสับกระส่าย, ดิ้นรน, กระดุกกระดิก เร้าจิตให้สั่นสะเทือน เมื่อลักษณะทั้งสองนี้มาประจันหน้ากัน ก็จะต้องเกิดการต่อสู้กันขึ้น และจะต้องพ่ายแพ้ไปฝ่ายหนึ่ง เมื่อเอกัคคตามีกำลังกว่า ก็ย่อมชนะและครองอำนาจในจิต เอกัคคตาเป็นลักษณะอย่างอ่อนของอุเบกขา พูดฟังกันง่ายๆก็คือว่า เอกัคคตาคือ อุเบกขาอย่างอ่อนๆนั้นเอง

พระบรมศาสดาตรัสว่า กามราคะละได้ด้วยอุเบกขา กามฉันทะกับกามราคะก็มีความหมายอย่างเดียวกัน ฉะนั้น กามฉันทะจึงระงับด้วยเอกัคคตาในปฐมฌาน สมจริงกับพระพุทธอุทานว่า สุขา วิราคตา โลเก กามาน สมติกฺกโม ความไม่กำหนัดกามคุณ ครอบงำกามราคะได้ เป็นความสุข ดังนี้ :-

1.จิตสงบเงียบ กามคุณและอกุศลธรรมสงบไป เป็นในปลอดโปร่ง วังเวงเหมือนอยู่ในป่าเปลี่ยวคนเดียวฉะนั้น

2.จิตคิดอารมณ์หนึ่ง คือข้อกัมมัฏฐาน ทำ


หน้า 38-39


การเคล้าคลึงคลอเคลียอยู่กับอารมณ์นั้น

3.จิตอ่านอารมณ์ คือพินิจข้อกัมมัฏฐาน ทำการไต่สวนสืบสวนอยู่ในอารมณ์นั้น

4.จิตชุ่มชื่น คือเบิกบานเพราะผ่านพบความสงบเงียบจากกามคุณ และอกุศลธรรม ซึ่งไม่เคยผ่านมาก่อน

5.จิตมีความสุข คือสบายใจ โล่งใจ เพราะไม่มีกามคุณ และอกุศลธรรมก่อกวนใจให้วุ่นวาย

6.จิตมีความเป็นหนึ่ง คือจิตเป็นอิสระแก่ตัว มีสิทธิทำกิจอันเป็นประโยชน์ตนได้อย่างสบาย ไม่ต้องพะวงว่า จะมีนายมาบังคับให้ละทิ้งการงานของตนไป เพื่อประโยชน์ของนาย หมายความสั้นๆว่า จิตเสรี

เมื่อได้ความในปฐมฌานแล้วเช่นนี้ จะได้อธิบายลักษณะทุติยฌานสืบไป


ทุติยฌาน ซึ่งปรากฏตามพระบาลีที่ยกมาตั้งไว้เป็นหลักนั้น แสดงลักษณะไว้ว่า ระงับวิตกวิจารแล้ว จึงเข้าทุติยฌาน ซึ่งมีความผ่องใสในภายใน ฯลฯ ดังนี้ แปลว่า ทุติยฌาน ละองค์ 2 ข้างต้น ของปฐมฌานเสีย เหลือแต่เพียง 3 องค์ คือ ปิติ สุข กับเอกัคคตา และมีลักษณะเพิ่มขึ้นคือ ผ่องใสกับเป็นหนึ่งเด่นของใจ ซึ่งยังไม่มีในปฐมฌาน เพราะในปฐมฌานนั้น จิตต้องคิดอ่านอารมณ์คือ ข้อธรรมกัมมัฏฐานง่วนอยู่ ยังไม่วางมือในอารมณ์ได้ จิตจึงต้องสังโยคกับอารมณ์อันเป็นภายนอกอยู่ตลอดเวลา จึงยังไม่มีลักษณะผ่องใส และเป็นหนึ่งเด่นได้

ครั้นมาถึงฌานที่ 2 นี้ วิตกวิจารระงับไป อารมณ์ภายนอกก็ต้องระงับไปด้วย จึงมีแต่จิตดวงเดียวเสวยอารมณ์ภายใน คือ ปีติ สุข อันเกิดจากความสงบนั่นเอง อย่างชื่นฉ่ำ ผู้ดำรงอยู่ในฌานชั้นนี้ จึงเป็นผู้นิ่งๆ ชื่นบาน ณ ภายในใจ ถ้าจะพูดให้ชัดว่า นั่งอมยิ้มก็ได้

สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงอธิบายคำว่า อริยดุษณี ก็ทรงชี้เอาอาการของผู้เข้าทุติยฌาน โดยใจความว่า ภิกษุเข้าทุติยฌาน มีใจผ่องใสในภายใน ไม่คิดอ่านอะไร และไม่ส่งใจไปอื่น มีหน้าตาชื่นบาน



หน้า 40-41


ไม่พูดจา และไม่เคลื่อนไหวอิริยาบท หรืออากัปกริยาใดๆ นั่งนิ่งๆ อยู่อย่างนี้แล เรียกว่า อริยดุษฎี ดังนี้ เมื่อว่าตามหลักทุติยฌานในพระบาลีนี้ ต้องว่าประกอบด้วยองค์ 5 เหมือนกัน แต่พระโบราณาจารย์ท่านกำหนดไว้เพียง 3 องค์ เท่านั้น เป็นอันได้ความว่าทุติยฌานมีลักษณะแห่งจิตที่พึงสำเหนียกไว้ดังนี้ :-

1.จิตไม่คิดอ่านอะไร วางความคิดอ่านอารมณ์คือกัมมัฏฐานแล้ว เหมือนคนทำธุระเสร็จแล้วกำลังพักผ่อนฉะนั้น

2.จิตผ่องใสและเป็นหนึ่งเด่น คือจิตไม่สังโยคกับอารมณ์อันเป็นภายนอก ที่จะทำให้มีอาการกระเพื่อม เป็นริ้วละลอกน้อยๆ จึงเกิดมีอาการผ่องแผ้วและเด่นชัดขึ้น เหมือนดวงจันทร์พ้นจากเมฆฉะนั้น

3.จิตชื่นบาน ด้วยอำนาจความสงบ

4.จิตสบาย ด้วยอำนาจความสงบ

5.จิตเป็นหนึ่งยิ่งขึ้น เพราะปราศจากอารมณ์

อันเป็นภายนอกเข้าคู่กับจิต คงมีแต่อารมณ์ภายใน คือ ปีติ สุข เท่านั้น

เมื่อได้ความในทุติยฌานแล้วเช่นนี้ จะได้อธิบายลักษณะตติยฌานสืบไป


ตติยฌาน ตามลักษณะที่ปรากฏในพระบาลีที่อัญเชิญมาตั้งไว้เป็นหลักนั้น คือ สิ้นกำหนัดในปีติแล้ว จึงเข้าตติยฌาน ซึ่งเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย (คือ นามกาย) อยู่โดยนัยนี้เป็นอันว่าต้องละองค์ที่ 3 ของปฐมฌานเสียอีก คงเหลือแต่ 2 องค์คือ สุขกับเอกัคคตา แต่มีลักษณะพิเศษเพิ่มขึ้นในฌานชั้นนี้อีก 3 คือ อุเบกขา สติ และสัมปชัญญะ ฉะนั้นจึงคงมีองค์ 5 เหมือนกัน แต่พระโบราอาจารย์ท่านกำหนดไว้เพียง 2 องค์ เท่านั้น

ทำไมในฌานชั้นนี้จึงต้องกำจัดปีติ ? เป็นเรื่องที่ควรรู้ไว้ ปีตินั้นมีลักษณะทั้งอ่อนและรุนแรง ท่านจำแนกตามลักษณะที่พอกำหนดได้ 5 ลักษณะดังนี้ :-

1.ขุทฺทกาปีติ ปีติเล็กน้อย มีลักษณะชื่นๆ


หน้า 42-43


เพียงนิดหน่อย เหมือนฝอยน้ำกระเซ็นถูกกายฉะนั้น

2.ตรุณาปีติ ปีติอ่อนๆ มีลักษณะเย็นกาย เย็นใจ ชื่นใจ เหมือนลมอ่อนๆพัดมาเฉื่อยๆ ต้องกายพอเย็นสบายฉะนั้น

3.ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน มีลักษณะชุ่มชื่น แต่สร้านไปทั่วสรรพางค์กายทั่วทุกเส้นขน เหมือนอาบน้ำเย็นทั่วทั้งตัวได้รับความชุ่มเย็นดีฉะนั้น

4.โอกฺกนฺติกาปีติ ปีติซู่ซ่า มีลักษณะชื่นฉ่ำ ทำให้เกิดอาการขนพองสยองเกล้า น้ำตาไหล หัวใจเต้นแรงตึ้กตั้ก เหมือนคนลงแช่ในน้ำเย็นนานๆ เกิดอาการหนาวสั่นขึ้นฉะนั้น

5.อุพฺเพงฺคาปีติ ปีติตื่นเต้น มีลักษณะฟูขึ้น ทำให้จิตใจเบากายเบาและพองโตขึ้น บางทีถึงกับทำให้ลอยไปในอากาศได้ เหมือนคนที่ได้รับสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต เช่นได้รับการยกย่องหรือบำเหน็จรางวัลจากผู้หลักผู้ใหญ่โดยไม่นึกไม่ฝัน ย่อมเกิดความตื่นเต้น ลิงโลด ถึงกับกระโดดโลดเต้นอย่างเด็กๆก็ได้ฉะนั้น


เมื่อปีติมีลักษณะดังกล่าวมา แม้เพียงปีติเล็กน้อย ก็สามารถทำใจให้กระเพื่อมหรือไหวนิดๆเหมือนน้ำใสๆ ที่ใส่ไว้ในภาชนะตั้งไว้ในที่ไม่มั่นคง เมื่อคนเดินไปเดินมาย่อมทำให้น้ำในภาชนะนั้นมีริ้วน้อยๆขึ้นได้ ปีติจึงเป็นอันตรายของอุเบกขาสุข ซึ่งเป็นองค์สำคัญของตติยฌาน จำเป็นต้องกำจัดเสีย ปีติดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจความพอใจ ยินดีรับเสวยอยู่ ไม่ดำรงใจให้เป็นกลางไว้ เมื่อเห็นโทษของปีติแล้ว ต้องการเสวยสุขประณีตสุขุม จึงวางความพอใจในปีติเสีย

ทำสติสัมปชัญญะกำกับใจให้เป็นกลางยิ่งขึ้น ปีติก็ค่อยจางไปโดยลำดับ ในที่สุดปีติก็หายหมดไปจากใจ คงยังเหลือแต่สุขสุขุมประณีตกระชับกับอุเบกขา ท่านจึงเรียกว่า อุเบกขาสุข และใช้เป็นชื่อของฌานชั้นนี้ในที่บางแห่งด้วย เมื่อปีติจางไปหมดแล้ว ก็สามารถเข้าตติยฌาน และดำรงฌานไว้ตามต้องการได้

ส่วนสุขในฌานชั้นนี้ต่างจากสุขในฌานที่1-2 ซึ่งผ่านมาแล้ว สุขในฌานที่1-2เป็นสุขเวทนาชัดๆ


หน้า 44-45


แผ่คลุมทั่วทั้งทางกายทางใจ ส่วนสุขในฌานที่ 3 นี้ เป็นสุขเวทนาที่สุขุมใกล้ไปทางอุเบกขา เป็นความสุขทางใจโดยเฉพาะ ไม่คลุมไปถึงรูปกาย ที่ว่าเสวยสุขด้วยกายนั้นหมายนามกาย มิใช่รูปกาย ฌานชั้นนี้พระอริยเจ้าชมเชยว่าเป็น สุขวิหาร ก็โดยฐานที่เป็นสุขประณีตสุขุม ในภายในไม่กระเทือนถึงรูปกาย สามารถหลบทุกขเวทนาทางกายได้ ทั้งอาจระงับอาพาธได้ด้วย

เป็นอันได้ความว่า ตติยฌานมีลักษณะเป็นที่สังเกต ดังต่อไปนี้ :-

1.จิตจางปีติ คือ หมดความรู้สึก ดูดดื่มชุ่มชื่นดังในฌานก่อน
2.จิตเป็นกลาง คือ วางเฉย ไม่รับเสวยปีติ
3.จิตมีสติควบคุม คือ สติมีกำลังแก่กล้าขึ้น มีอำนาจควบคุมใจให้ดำรงเป็นกลางเที่ยงตรง
4.จิตมีสติสัมปชัญญะกำกับ คือ จิตมีความรู้สึกตัวเองชัดขึ้น รู้เท่าอาการของจิตใจในขณะนั้นทันทุกอาการ
5.จิตเสวยสุขุมสุข คือ เสวยสุขประณีต ณ ภายใน ด้วยนามกาย ปราศจากความรู้สึกทางรูปกาย ตัดกระแสสัมพันธ์ทางรูปกายได้
6.จิตถึงความเป็นหนึ่ง คือ เป็นจิตดวงเดียว มีอารมณ์น้อย สุขุมประณีต

เมื่อได้ความในตติยฌานเช่นนี้แล้ว ควรทำความเข้าใจในจตุตถฌานต่อไป

จตุตถฌาน ตามลักษณะที่ปรากฏในพระบาลี ดังที่ยกมาตั้งไว้เป็นหลักนั้น คือ ละ สุข ทุกข์และดับโสมนัส โทมนัสได้ก่อนแล้ว จึงเข้าจตุตถฌาน ซึ่งไม่มีสุข ทุกข์ มีแต่อุเบกขา กับสติ และความบริสุทธิ์ของจิตอยู่

เป็นปัญหาที่น่าคิดข้อหนึ่ง คือ ทุกข์และโทมนัสน่าจะละได้ และดับไปตั้งแต่ฌานชั้นต้นๆมาแล้ว ไฉนจึงจะต้องมาละและดับในชั้นนี้อยู่อีก? การที่จะแก้ปัญหาข้อนี้ตก จะต้องนึกถึงความจริงข้อหนึ่งว่า สุข
<!-- / message --><!-- sig -->
<!-- / message --><!-- sig -->



หน้า 46-47


ทุกข์ และโสมนัสโทมนัสเป็นเวทนา ซึ่งมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ เมื่อสุขเวทนามีในที่ใด ทุกขเวทนาก็ต้องมีในที่นั้น โสมนัสมีในที่ใด โทมนัสก็จะต้องมีในที่นั้นด้วย ในเมื่อมันเปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้นในฌานที่ 4 นี้ จึงต้องมีการละสุขทุกข์และโสมนัสโทมนัสเป็นเบื้องต้นก่อน สุขทุกข์และโสมนัสโทมนัสในเบื้องต้นนี้ เกิดมาจากลม อัสสาสะ ปัสสาสะ คือลมหายใจเข้าออกนั่นเอง เพราะลมหายใจนี้เป็นหนามของจตุตถฌาน คือ คอยเสืยดแทงให้เกิดสุขทุกข์และโสมนัสโทมนัสอยู่เสมอ ถ้ายังระงับลมหายใจเข้าออกไม่ได้ตราบใด สุขทุกข์และโสมนัสโทมนัสก็จะต้องบังเกิดมีอยู่ตราบนั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงจับจุดได้ว่า ลมหายใจเป็นสิ่งที่ควรผ่อนบรรเทาให้ละเอียดลงไปโดยลำดับจนกว่ามันจะระงับไป เมื่อลมหายใจระงับไป ก็ชื่อว่าละสุขทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสได้โดยปริยาย แล้วย่อมเข้าถึงฌาน 4 ได้ ซึ่งในฌานชั้นนี้ จิตใจจะรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ มีความเป็นกลาง กับความมีสติและความบริสุทธิ์กำกับใจอยู่เท่านั้น เป็นฌานที่มีเวทนาจืดชืด ใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง นิ่มนวล ไม่มีสิ่งยวนใจ ปราศจากหมองมัวในภายใน ควรแก่การน้อมไปเพื่อทิพยอำนาจได้แล้ว เมื่อว่าตามลักษณะที่ปรากฏในพระบาลี จตุตถฌานก็ประกอบด้วยองค์ 5 เหมือนกัน แต่พระโบราณาจารย์กำหนดไว้เพียง 2 คือ อุเบกขา กับเอกัคคตา


เป็นอันได้ความว่า จตุตถฌานมีลักษณะที่ควรสังเกต ดังต่อไปนี้ :-

1. ละสุขทุกข์ได้ คือ ระงับลมหายใจอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขทุกข์ได้
2. ดับโสมนัสโทมนัสได้ คือ ระงับลมหายใจ เป็นที่ตั้งของมันได้นั่นเอง
3. จิตไม่มีทุกข์ คือ จิตเสวยเวทนาที่จืดชืด ซึ่งไม่กวนความรู้สึก
4. จิตเป็นกลาง คือ จิตมีความรู้สึกเป็นกลาง เที่ยงธรรม ซึ่งข้อนี้เป็นข้อสำคัญที่สุดในองค์ฌานที่ 4



หน้า 48


นี้ท่านจึงเรียกชื่อ ฌาน นี้ว่า อุเบกขาฌาน

5. จิตมีสติพละกำกับ คือ สติในชั้นนี้เป็นสติพละ สติสัมโพชฌงค์ และ สติสัมมาสติ ซึ่งเป็นองค์ ของมรรค เข้าควบคุมจิตไว้อย่างกระชับที่สุด จึงมีพละ กำลังเพียงพอ ที่จะเป็นบาทฐานแต่งสร้าง ทิพยอำนาจได้
6. จิตมีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง

หมายเหตุ : องค์ 5 ของจตุตฌาน ตามลักษณะ ในพระบาลี คือ :-

1. อทุกข์อสุขเวทนา รู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์.
2. อุเบกขา ใจเป็นกลางเที่ยงธรรม.
3. สติ สติมีกำลังควบคุม.
4. ปาริสุทธิ์ จิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง.
5. เอกัคคตา จิตใจสงบเป็นหนึ่ง.


--------------------------------------------
<!-- / message --><!-- sig --><!-- / message --><!-- sig --><!-- / message --><!-- sig -->

malila
11-27-2005, 04:51 PM
หน้า 49



บทที่ 2
วิธีเจริญฌาน 4



เมื่อได้ทราบลักษณะของฌาน 4 ดังกล่าวมาในบทที่หนึ่ง พอสมควรแล้ว จึงควรทราบวิธีการเจริญฌาน 4 นั้นสืบไป เพื่อเป็นข้อสังเกตุในเวลาปฏิบัติจริงๆ เหมือนรียนวิชาแผนที่ไว้เป็นข้อสังเกตุในเวลาไปสำรวจภูมิประเทศฉะนั้น.

ข้อสำคัญควรทราบไว้ในเบื้องต้น คือ การเจริญฌานเป็นการอบรมจิตให้สุขุมปราณีต และ บริสุทธิ์ จิตที่ต้องอบรมนั้นคืออะไร ก็ไม่ควรเป็นปัญหายุ่งยาก เพราะทุกคนมีจิตใจอยู่แล้ว ตัวที่รู้จักสุขทุกข์ ดีชั่วนั่นแหละคือจิต หมายถึงธรรมชาติชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความรู้เป็นลักษณะและครองความเป็นใหญ่ในอัตภาพของตน ธรรมชาติชนิดนี้เรียกว่ากระไรบ้างไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่รู้ว่า เป็นธรรมชาติที่มีอำนาจในร่างกาย ถ้าได้ฝึกให้ดีแล้วจะนำ
<!-- / message --><!-- sig -->



หน้า 50-51


ประโยชน์มาให้เหลือหลาย การที่พยายามจะรู้ลักษณะที่แท้จริงของจิตก่อนการอบรมจิตนั้น เป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะจิตเป็นธรรมชาติละเอียดทั้งมีส่วนประกอบหลายซับหลายซ้อน ถ้าขืนพยายามจะไปรู้เข้าจะเกิดยุ่ง ซึ่งเข้าทำนองว่า " รู้ก่อนเกิด สะเดิดก่อนตาย " เป็นเรื่องยุ่งยาก มีแต่พาให้เกิดกังขาสงสัยร่ำไป ทั้งเป็นทางพอกพูนทิฏฐิคาหะให้แน่นแฟ้น ซึ่งยากแก่การชำระเป็นอันมาก

จิตใจ เป็นที่ตั้งของกิเลส-ความไม่มีกิเลส ของความดี-ความไม่ดี ของความสุข-ความทุกข์ ของความรู้ผิดและรู้ถูก

ความรู้ผิด เป็นปัจจัยของกิเลส ๆ เป็นปัจจัยของความไม่ดี ความไม่ดีเป็นปัจจัยของความทุกข์ โดยนัยตรงกันข้าม ความรู้ถูกเป็นปัจจัยของความไม่มีกิเลส ๆ เป็นปัจจัยของความดี ๆ เป็นปัจจัยของความสุข เมื่อเป็นดังนี้ เราก็บั่นแดนออกได้เป็น 2 แดนคือ แดนสุข กับแดนทุกข์ ทางที่จะนำไปสู่แดนทั้งสองนี้ ก็บั่นออกเป็น 2 แดนได้เช่นกัน คือ ทางสุขกับทางทุกข์ ทางสุขไปสู่แดนสุข ทางทุกข์ไปสู่แดนทุกข์ เมื่อเช่นนี้จะมุ่งไปแดนสุขหรือแดนทุกข์กันแน่ ? ถ้ามุ่งไปแดนใหนก็จงรีบตัดสินใจ แล้วรีบเร่งปฏิบัติดำเนินไป เมื่อเดินไม่หยุด ก็จะต้องถึงที่สุดของทางเข้าสักวันหนึ่งเป็นแน่

ที่สุดของทางนั่นแหละเป็นแดนที่ท่านมุ่งไปละสุขหรือทุกข์ก็รู้เอง ไม่ต้องถามใคร

เมื่อจับหลักสำคัญได้ว่า จิตเป็นที่ตั้งของสุขและทุกข์เช่นนี้แล้ว ก็ลงมืออบรมจิตได้ทันทีไม่ต้องรีรอ เพราะต่างก็มีจิตที่ต้องเสวยทุกข์และสุขทุกวัน ทำอย่างไรจึงจะมีสุขสมบูรณ์สมปรารถนา ก็ควรรีบทำอย่างนั้น ดีกว่าจะปล่อยไปตามยถากรรม ซึ่งไม่แน่ว่าจะไปสุขหรือไปทุกข์

วิธีการเจริญฌาน ซึ่งเป็นการอบรมจิตนั้น ท่านมิได้จำกัดกาลเวลา และอิริยาบถ คือให้ทำได้ทุกเมื่อและทุกอิริยาบถ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีวิธีการจำเพาะกาลและอิริยาบถอยู่ด้วย ซึ่งเรา


หน้า 52-53


จำต้องศึกษาให้รู้ไว้ เพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องตามวิธีนั้นๆ ดังต่อไปนี้ :-

1. วิธีการเกี่ยวกับเวลา

ชีวิตของคนเราเนื่องอยู่กับเวลา คือ ชีวิตจะต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ไปทุกระยะวินาที สิ่งที่ผ่านมา สัมผัสเข้ากับตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเรานั้น ท่านเรียกว่าอารมณ์ เป็นสิ่งที่มีอยู่เต็มโลก และจะต้องประกอบกับชีวิตของเราเสมอไป เวลาที่สิ่งเหล่านี้ผ่านมาสัมผัสทวาร คือ ตา หู ฯลฯ ของเรานั่นแหละเป็นเวลาที่สำคัญที่สุด

ถ้านายประตู คือ สติ เป็นผู้รอบคอบ ระมัดระวังดีก็ไม่เกิดโทษ แต่ถ้านายประตูเผลอ ไม่ระมัดระวังให้ดี ก็เกิดโทษขึ้น โทษที่เกิดขึ้นก็มีทั้งอย่างอ่อนๆและอย่างร้ายแรง ทำให้จิตผู้เป็นเจ้าของเสียคุณภาพไป ถ้าอารมณ์ที่ผ่านมาสัมผัสเป็นสิ่งที่จะนำใจไปทางบุญกุศล ย่อมทำใจให้เกิดมีคุณภาพดีขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจึงกำหนดวิธีการเกี่ยวกับเวลาไว้ มีทั้งวิธีการแก้ วิธีการป้องกัน และวิธีการส่งเสริม


วิธีการแก้

1. รีบปฏิบัติการที่ตรงกันข้ามกับโทษนั้นทั้นที เช่นความกำหนัดเกิดขึ้น เพราะเหตุเห็นหรือนึกคิดอารมณ์ที่สวยงาม เป็นต้น ก็รีบสลัดณ์นั้นเสีย แล้วคิดถึงสิ่งไม่สวยไม่งาม หรือรีบสงบใจให้ได้ถึงขั้นเอกัคคตา ความกำหนัดก็จะสงบไป ฯลฯ

2. รีบเปลี่ยนอิริยาบถทันที เช่น นั่งอยู่ เกิดอารมณ์ขุ่นหมองขึ้นในใจโดยเหตุใดเหตุหนึ่ง พึงลุกยืนหรือเดินเสีย อารมณ์เช่นนั้นก็จะสงบไป

3. รีบทำกิจอย่างใดอย่างหนึ่งทันที เช่นอยู่ว่างๆ ความรู้สึกฝ่ายต่ำเกิดขึ้น พึงรีบทำกิจการงานอย่างใดอย่างหนึ่งเสีย ใส่ใจอยู่กับกิจที่ทำนั้น ความรู้สึกฝ่ายต่ำก็จะตกไปจากจิตทันที


วิธีการป้องกัน

สำรวมอินทรีย์ 6 (อินทรีย์สังวร) ด้วย



หน้า 54-55


(1) ทำสติควบคุมอินทรีย์เสมอทุกขณะไป (=สติสังวร)
(2) ทำความรู้เท่าอารมณ์ให้ทันท่วงที (=ญาณสังวร)
(3) ทำความอดทนต่ออารมณ์ที่สัมผัส (=ขันติสังวร)
(4) ทำความพากเพียรละกิเลสล่วงหน้าไว้ (=วิริยสังวร)


วิธีการส่งเสริม

(1) รีบประคับประคองความรู้สึกฝ่ายสูง ให้ดำเนินไปจนสุดกระแสของมัน ถ้าสามารถต่อกระแสความรู้สึกนั้นให้สูงยิ่งๆขึ้นได้ ก็รีบทำทันที อย่าละโอกาส

(2) รีบทำกิจตามความคิดฝ่ายสูงที่เกิดขึ้นนั้น ให้สำเร็จไปโดยเร็ว อย่าผลัดเวลาไป เพราะจิตเป็นธรรมชาติกลับกลอกไว อาจละทิ้งความคิดที่ดีนั้นในภายหลังได้

(3) รีบทำความพากเพียรอบรมจิต ในเวลาที่จิตปลอดโปร่ง จะได้ผลดีรวดเร็ว เพราะเวลาเช่นนั้นท่านว่า เป็นเวลามารให้โอกาส ถ้าปล่อยให้เวลาเช่นนั้นปล่อยไปเปล่าๆ จะเสียใจภายหลัง

(4) รีบทำความพากเพียรก้าวหน้าเรื่อยไป ในเมื่อได้สมาธิขั้นต้นๆแล้ว อย่าวางใจและทอดธุระเสีย และพึงระมัดระวังอันตรายของสมาธิด้วย


2.วิธีการเกี่ยวกับอิริยาบถ

อิริยาบถ คือ อาการเคลื่อนไหวของร่างกาย ในความควบคุมของใจ มี 4 ประการคือ ยืน เดิน นั่ง นอน วิธีการอบรมจิตเกี่ยวกับอิริยาบถเป็นดังนี้ :-

(1) ยืนอบรมจิต มักใช้ปฏิบัติขั้นในระหว่างการเดินจงกรม เพื่อพักผ่อนร่างกายเป็นระยะๆไป คือ ยืนพักขาข้างหนึ่ง โดยผลัดเปลี่ยนกันไป ในเมื่อขาหนึ่งเมื่อย ก็เปลี่ยนพักอีกขาหนึ่ง ในขณะที่ยืนนั้น ก็ทำการอบรมจิตเรื่อยไป เมื่อปฏิบัติในอิริยาบถยืน


หน้า 56-57


พอสมควรแล้ว ควรใช้อิริยาบถอื่นต่อไป

(2) เดินจงกรม คือ เดินสำรวมจิตไปมาบนทางที่ทำไว้อย่างดีราบรื่นสะอาด กว้างประมาณ 2 ศอก ยาวประมาณ 20 ศอก หรือ 20 ก้าว ทางเช่นนี้เรียกว่า ทางจงกรม ต้องทำไว้ในที่เงียบสงัด ไม่เปิดเผยเกินไป และไม่ทึบเกินไป อากาศโปร่ง ถ้ามีที่เหมาะพอทำได้ พึงทำเป็นทางเฉียงตะวัน เงาของตัวเองไม่รบกวนตัวเอง และท่านว่าเป็นทางตัดกระแส แต่ถ้าจะทำที่จงกรมตามลักษณะที่ว่านี้ไม่ได้ แม้ที่เช่นใดเช่นหนึ่งก็พึงใช้เถิด ข้อสำคัญอยู่ที่การเดินสำรวมจิตเท่านั้น

วิธีจงกรมนี้ พระบาลีไม่แสดงไว้ แต่ที่ปฏิบัติกัน ให้เอามือทั้ง 2 กุมกันไว้ข้างหน้า ปล่อยแขนลงตามสบาย ทอดสายตาลงต่ำ มองประมาณชั่ววาหนึ่ง ทำสติสัมปชัญญะให้อยู่ในความสงบ จะเอากัมมัฏฐานบทหนึ่งมาเป็นอารมณ์หรือไม่ก็ตาม แล้วก้าวเดินช้าๆไปสุดหัวจงกรมแล้วหยุดยืนนิดหน่อย จึงกลับหลังหันก้าวเดินมาสู่ที่ตั้งต้น ครั้นถึงที่ตั้งต้นหยุดยืนนิดหน่อย แล้วกลับหลังหันก้าวเดินไปอีก ทำนองนี้เรื่อยๆไป เมื่อเมื่อยขาพึงยืนพักดังที่กล่าวไว้ในอิริยาบถยืน หรือจะนั่งพักในอิริยาบถนั่ง ซึ่งจะกล่าวต่อไปก็ได้

อานิสงส์ที่ได้ในการจงกรมนี้ พระบรมศาสดาตรัสว่า :-

(1) เดินทางไกลทน
(2) ทำความเพียรทน
(3) เจ็บป่วยน้อย เดือดร้อนน้อย
(4) อาหารที่ดื่มกินแล้ว ค่อยๆย่อยไป ไม่บูดเน่า
(5) สมาธิที่ได้ด้วยการจงกรม ดำรงมั่นนาน ไม่เคลื่อนง่าย

ส่วนการเดินยืดแข้งยืดขานั้นไม่มีแบบ แล้วแต่อัธยาศํย และความถนัด การเดินชนิดนั้นท่านเรียกชังฆวิหาร เป็นชนิดการเดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปตามอัธยาศัยนั่นเอง ถึงอย่างนั้นนักปฏิบัติก็ไม่ละโอกาส



หน้า 58-59

<!-- / message -->
เหมือนกัน ย่อมมีสติควบคุมจิตใจ หรือคิดอ่านอะไร ซึ่งเป็นเครื่องอบรมใจไปด้วย

(3) นั่งเจริญฌาน อิริยาบทนั่งในการเจริญฌานนี้ พระบาลีบอกไว้สั้นๆ เราเข้าใจกันไม่ค่อยแจ่มแจ้ง ที่ทรงแสดงไว้ในวิธีเจริญอานาปานสติว่า ให้นั่งคู้ขา (บาลีว่า ปลฺลงฺก อาภุทชิตฺวา) จะคู้ขาแบบใหนก็ไม่ชัดอีก ทั้งนี้คงเป็นเพราะวิธีนั่งแบบนั้น เป็นที่เข้าใจง่ายในสมัยโน้น ที่ทรงใช้คำสั้นๆเช่นนั้นพอรู้เรื่องกัน คำว่า ปลฺลงฺก อาจตรงกับคำไทยว่า นั่งแท่น ก็ได้

กิริยานั่งแท่นก็คือ นั่งขัดสมาธินั่นเอง โดยวิธีนั่งคู้ขาท่อนล่างเข้ามา เอาขาขวาท่อนล่างทับขาซ้ายท่อนล่าง พอให้ปลายเท้าทั้งสอง จดถึงเข่าทั้งสองพอดี วิธีนั่งแบบนี้ตรงกับแบบของโยคี ที่เขาเรียกว่า ปัทมาศนะ นั่งแบบกลีบบัว

จะด้วยเหตุนี้กระมัง นักจิตรกรจึงวาดภาพพระพุทธเจ้านั่งบนดอกบัว การนั่งแบบนี้บังคับให้ต้องนั่งตัวตรง จึงสบายและนั่งทนด้วย สตรีไทยรังเกียจการนั่งแบบนี้ โดยถือว่าเป็นการขาดคารวะ จึงชอบนั่งแบบที่เรียกว่า พับเพียบ คือขาคู้ข้างหนึ่งพับไปข้างหลัง อีกข้างหนึ่งคู้เข้ามายันเข่าข้างหนึ่งไว้ ท่านี้บุรุษเพศไม่ค่อยถนัด ถึงจะนิยมใช้ในหมู่ผู้ดีก็นั่งกันไม่ค่อยทน แม้ในหมู่บรรพชิตที่ต้องใช้อยู่บ่อยๆ ก็นั่งไม่ค่อยทน สู้แบบบัลลังค์ก็ไม่ได้

ยังมีแบบนั่งอีกแบบหนึ่งในการเจริญฌาน คือ แบบนั่งตั่ง ได้แก่นั่งเก้าอี้ห้อยเท้านั่นเอง วิธีนี้ใช้ในการเจริญกสิณ ส่วนนั่งตามสบายนั้นไม่มีแบบตายตัว แล้วแต่ความถนัดของบุคคล เมื่อได้ทราบแบบนั่งเช่นนี้แล้ว พึงทราบวิธีปฏิบัติในการนั่งสืบไป

ก.นั่งแบบบัลลังก์ ตั้งตัวให้ตรงอย่าให้เอน วางหน้าให้ตรง อย่าก้ม อย่าเงย และอย่าเอียง วางมือบนตัก เอามือขวาวางทับมือซ้าย พอให้หัวแม่มือจดกัน ตั้งสติให้มั่น สำรวมจิตเข้ามาตั้งไว้ตรงกลางทรวงอก เอาข้อกัมมัฏฐานข้อหนึ่งที่คนเลือกแล้วมาคิด และอ่านเรื่อยไปจนกว่าจะได้ความ เมื่อได้ความ

malila
12-20-2005, 08:02 PM
หน้า 60-61


แล้วจิตจะสงบเป็นหนึ่ง มีปิติและสุขเกิดขึ้น เลี้ยงจิตให้เกิดความชุ่มชื่นกายใจ มีความสุขกายสบายจิต โปร่งใจขึ้นมากน้อยตามกำลังของความวิเวก และความสงบ พึงดำรงความรู้สึกเช่นนี้ไว้ให้นานที่สุดที่จะนานได้ เมื่อเห็นว่าสมควรแล้ว พึงค่อยๆถอนจิตออก คือ นึกขึ้นว่าจะออกเท่านั้น จิตก็จะเคลื่อนจากฐานทันที แล้วค่อยๆผ่อนความรู้สึกให้จางออกทีละน้อยๆ จนกลับมาสู่ความรู้สึกอย่างธรรมดา แล้วจึงพิจารณาความรู้สึกขณะนั้น จดจำเอาไว้เป็นบทเรียนสำหรับคราวหน้า และพิจารณาตรวจลักษณะองค์ฌานที่ปรากฏแก่จิตในคราวนั้นให้แจ่มแจ้ง แล้วจึงเคลื่อนไหวอิริยาบถต่อไป อย่าออกจากสมาธิโดยรีบร้อน จะทำให้ประสาทได้รับความกระเทือนแรงไป เหมือนตื่นนอนแล้วรีบลุกอย่างตะลีตะลาน ย่อมไม่สบายฉะนั้น

ข.นั่งแบบนั่งตั่ง นั่งบนเก้าอี้หรือนั่งตั่ง ห้อยเท้าลงจดพื้น ถ้าเท้าไม่จดถึงพื้น เพราะตั่งหรือเก้าอี้สูง พึงหาอะไรรองเท้าให้สบายๆ โดยไม่ต้องห้อยขาต่องแต่ง วางมือแบบเดียวกับนั่งบัลลังก์ก็ได้ เอามือทั้งสองกุมกันไว้บนตักก็ได้ วางตัวและหน้าให้ตรงเช่นที่กล่าวในข้อ ก.(นั่งแบบบัลลังก์) ต่อนั้นไป พึงปฏิบัติโดยในที่กล่าวในข้อ ก. ถ้าเจริญกสิณ ก็พึงตั้งดวงกสิณให้ห่างจากที่นั่งประมาณวาหนึ่ง แล้วนั่งตามแบบ ลืมตาดูดวงกสิณ พินิจให้แน่แล้วหลับตานึกดู จนเห็นภาพดวงกสิณชัดเจนในตาใจ วิธีปฏิบัติต่อนี้ไปจะได้กล่าวไว้ในข้อว่าด้วยกสิณ พึงติดตามไปอ่านที่นั้นอีก

ค.นั่งแบบพับเพียบ แบบนี้เป็นแบบที่ถนัดของสตรีไทย พึงนั่งพับเพียบวางมือบนตัก วางตัวให้ตรง วางหน้าให้ตรง ดำรงสติให้มั่น สำรวมจิต คิดอ่านข้อกัมมัฏฐานที่เลือกไว้โดยนัยที่กล่าวในข้อ ก.นั้นทุกประการ

ง.นั่งแบบสบาย คือ นั่งตามถนัดของตน แล้วคิดอ่านข้อกัมมัฏฐานอันใดอันหนึ่ง หรือไม่คิดอ่าน



หน้า 62-63


อะไร เพียงแต่ตั้งสติสำเหนียกอยู่ที่จิต คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของจิต หรือสังเกตลมหายใจเข้าออก ตามแต่อัธยาศัย

การที่แนะนำข้อนี้ไว้ก็โดยอาศัยที่บำเพ็ญฌาน ย่อมทำได้ทุกท่า ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ปล่อยให้เวลาล่วงไปเปล่าๆ ย่อมสำเหนียกจับตาดูจิตใจของตนเสมอๆ แม้ในเวลาทำกิจใดๆอยู่ก็ไม่ละทิ้งเลย

อนึ่ง ในการนั่งเจริญฌานนี้ ก็มีการพักผ่อนกายในระหว่างๆได้เช่นเดียวกัน วิธีพักกายในการนั่งคือ เมื่อนั่งตรงๆเมื่อยแล้ว พึงนั่งย่อตัวลงสักหน่อย หายเมื่อยแล้วจึงนั่งตัวตรงอีก ส่วนการพักมือในระหว่าง ก็ทำได้เช่นกัน คือพักในท่าวางมือพลิกคว่ำ พลิกหงาย หรือประสานมือก็ได้ แต่ต้องระวังอย่าให้จิตเคลื่อนจากฐานเท่านั้น คำว่าฐานนี้ หมายถึงว่า จิตดำรงอยู่ในอารมณ์เช่นไร หรือในความสงบขนาดใหน ในขณะนั้น อันนั้นจัดเป็นฐานคือที่ตั้งของจิตในขณะนั้น


(๔) (นอนเจริญฌาน) อิริยาบถนอนในการเจริญฌาน มี ๒ อย่างคือ นอนพักผ่อนร่างกาย กับนอนเพื่อหลับ มีวิธีปฏิบัติต่างกัน ดังนี้:-

ก.นอนพักผ่อนร่างกาย คือเมื่อเจริญฌานในอิริยาบถทั้ง ๓ มาแล้ว เกิดความมึนเมื่อยหรืออ่อนเพลียร่างกาย พึงนอนเอนกายเสียบ้าง นอนในท่าที่สบายๆตามถนัด จะหลับตาหรือลืมตาก็ได้ กำหนดใจอยู่ในกัมมัฏฐานข้อใดข้อหนึ่ง หรือเอาสติควบคุมใจให้สงบนิ่งอยู่เฉยๆก็ได้

ข.นอนเพื่อหลับ การนอนหลับ เป็นการพักผ่อนที่จำเป็นของร่างกาย ใครๆก็เว้นไม่ได้ แม้แต่พระอรหันต์ก็ต้องพักผ่อนหลับนอนเช่นเดียวกันกับปุถุชน ที่ท่านว่าพระอรหันต์ไม่หลับเลยนั้น ท่านหมายถึงจิตใจต่างหาก มิได้หมายถึงกาย การนอนหลับแต่พอดีย่อมทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง ถ้ามากเกินไปทำให้อ้วนเทอะทะ ไม่แข็งแรง ถ้าน้อยเกินไปทำให้อิดโรย อ่อนเพลีย ความจำเสื่อมทรามและและง่วงซึม ประมาณ



หน้า 64-65


ที่พอดีนั้นสำหรับผู้ทำงานเบาเพียง ๔-๖ ชั่วทุ่มเป็นประมาณพอดี ผู้ทำงานหนักต้องถึง ๘ ชั่วทุ่มจึงจะพอดี ในเวลาประกอบการเป็นผู้ตื่น (ชาคริยานุโยค) ทรงแนะนำให้หลับนอนเพียง ๔ ชั่วทุ่ม เฉพาะยามท่ามกลางราตรีเพียงยามเดียว เวลานอกนั้นเป็นเวลาประกอบความเพียรทั้งสิ้น

และทรงวางแบบการนอนไว้ เรียกว่า สีหไสยา คือ นอนอย่างราชสีห์ การนอนแบบราชสีห์นั้น คือ นอนตะแคงข้างขวา เอนไปทางหลังให้หน้าหงายนิดหน่อย มือข้างขวาหนุนศรีษะ แขนซ้ายแนบไปตามตัว วางเท้าทับเหลื่อมกันนิดหน่อย มือข้างขวาหนุนศรีษะ แขนซ้ายแนบไปตามตัว วางเท้าทับเหลื่อมกันนิดหน่อยพอสบาย แล้วตั้งสติอธิษฐานจิตให้แข็งแรงว่า ถึงเวลาเท่านี้ต้องตื่นขึ้นทำความเพียรต่อไป

ก่อนหลับพึงทำสติอย่าให้ไปอยู่กับอารมณ์ภายนอก ให้อยู่ที่จิต ปล่อยวางอารมณ์ไปเรื่อยจนกว่าจะหลับ ถ้าให้สติอยู่กับอารมณ์ภายนอกจะไม่สามารถหลับสนิทลงได้ ครั้นหลับแล้วตื่นขึ้น พึงกำหนดดูว่าตรงกับอธิษฐานหรือไม่ ? แล้วพึงลุกออกจาก ที่นอน ล้างหน้า บ้วนปาก ทำความพากเพียรชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากนิวรณ์สืบไป ถ้าสามารถบังคับให้ตื่นได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ไม่คลาดเคลื่อน ชื่อว่าสำเร็จอำนาจบังคับตัวเอง ขั้นหนึ่งแล้ว ฝึกหัดให้ชำนาญต่อไป ทั้งในการบังคับให้หลับ และ บังคับให้ตื่นได้ตามความต้องการ จึงจะชื่อว่ามีอำนาจเหนือกาย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปฏิบัติ อบรมจิตใจขั้นต่อๆ ไป

เมื่อได้ทราบวิธีการเจริญฌาณโดยอิริยาบททั้ง ๔ เช่นนี้แล้ว พึงสำเหนียกวิธีการเจริญฌาณทั่วไป ดังจะกล่าวต่อไปนี้ :-

ได้ทราบมาแล้วว่า การเจริญฌาณเป็นการอบรมจิตให้สงบ เพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนการกลั่นน้ำให้ใสสะอาดฉะนั้น ธรรมชาติของน้ำ มีความใสสะอาดเป็นลักษณะดั้งเดิม ที่กลายเป็นน้ำขุ่นเพราะถูกเจือด้วยสิ่งอื่นในภายหลัง ฉันใด จิตใจโดยเนื้อแท้ก็เป็นธรรมชาติใสผ่อง แต่ที่จิตนั้นมากลายเป็น



หน้า 66-67


ธรรมชาติเศร้าหมองไป เพราะอุปกิเลสเข้ามาเจือปนในภายหลังฉันนั้น วิธีกลั่นกรองจิตให้บริสุทธิ์ ผุดผ่องเป็นสภาพแท้นั้น ย่อมต้องอาศัยเครื่องกรองที่เหมาะสม เครื่องกรองนั้นได้กรรมฐาน ๔o ประการ ดังจะกล่าวในบทต่อไป พึงเลือกใช้บทหนึ่งหรือหลายบทตามควรแก่เหตุ เพือ่ข่มกิเลสที่ฟูขึ้นในขณะนั้นให้สงบไป กัมมัฏฐานนั้นโดยทั่วไปก็เรียกว่าอารมณ์ แต่เมื่อนำเข้ามาอบรมจิตแล้ว กลับเรียกว่านิมิตรไป พึงทราบความหมายของนิมิตในการอบรมจิต ซึ่งแปรไปตามระยะดังนี้ :-

๑.บริกรรมนิมิต ได้แก่ข้อ กัมมัฏฐาน นำมาเป็นข้ออบรมจิต ปรากฎอยู่ในห้วงนึกคิดของบุคคล เป็นเวลาชั่วขณะจิตหนึ่งแล้วเคลื่อนไป ต้องใหม่เป็นพักๆ ไป อย่างนี้แลเรียกว่า บริกรรมนิมิต จิตในขณะนี้เป็นสมาธิเพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง จึงเรียกว่า ขณิกสมาธิ

๒.อุคคหนิมิต ได้แก่ข้อกัมมัฏฐานนั้นเหมือนกัน ปรากฎอยู่ในห้วงความนึกคิดของบุคคลชัดเจนขึ้น ด้วยอำนาจกำลังของสติสัมปชัญญะควบคุม และ ดำรงอยู่นานเกินกว่าขณะจิตหนึ่ง จิตไม่ตกภวังค์ง่าย องค์ของฌานปรากฎขึ้นในจิตเกือบครบถ้วนแล้ว อย่างนี้เรียกว่าอุคคหนิมิต จิตขณะนั้น เป็นสมาธิไกล้ต่อความเป็นฌานแล้ว เรียกว่าอุปจารสมาธิ ถ้าจะพูดให้ชัดอีกก็ว่า เข้าเขตฌาน นั่นเอง

๓.ปฏิภาคนิมิต ได้แก่ข้อกัมมัฎฐานที่นำมาอบรมจิตนั่นเอง เข้าไปปรากฎอยู่ในห้วงคิดของบุคคลแจ่มแจ้งชัดเจน ถ้าเป็นรูปธรรมก็เป็นภาพชัดเจนและผ่องใสสวยสดงดงามกว่าสภาพเดิมของมัน ถ้าเป็นอรูปธรรมก็จะปรากฎ เหตุผลชัดแจ้งแก่ใจพร้อม ทั้งอุปมาอุปไมยหลายหลาก จะเห็นเหตุผลที่ไม่เคยเห็น และ จะทราบอุปมาที่ไม่เคยทราบอย่างแปลกประหลาด อย่างนี้แลเรียกว่า ปฏิภาคนิมิต จิตใจในขณะนั้นดำรงมั่นคง มีองค์ฌานครบถ้วน ๕



หน้า 68-69


ประการเกิดขึ้นในจิต บำรุงจิตให้สุขสงบแช่มชื่นอย่างยิ่ง จึงเรียกว่า อัปปนาสมาธิ จัดเป็นฌานชั้นต้นที่แท้จริง จิตจะดำรงอยู่ในฌานนานหลายขณะจิตจึงจะเคลื่อนจากฌานตกลงสู่ภวังค์ คือจิตปกติธรรมดา นิมิตทั้ง ๓ เป็นเครื่องกำหนดหมายของสมาธิทั้ง ๓ ชั้น ดังกล่าวมานี้ ท่านจึงเรียกชื่อเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติพึงสำเหนียกไว้เป็นข้อสุงเกตขีดขั้น ของสมาธิสำหรัยตนเองต่อไป

ทีนี้จะได้เริ่มเริ่มกล่าวถึงวิธีเจริญฌานที่แท้จริงสืบไป เมื่อผู้ปฏิบัติทำการอบรมจิตมาจนถึงได้ สมาธิ คือความเป็นหนึ่งของจิตขั้นที่ ๓ ที่เรียกว่า อัปปนาสมาธิแล้วชื่อว่า เข้าขั้นของฌาน เป็น ฌายีบุคคล แล้วในขั้นต่อไป มีแต่การทำการเจริญฌานนั้นให้ช่ำชองยิ่งขึ้นโดยลำดับขั้นทั้ง ๕ ดังต่อไปนี้

๑. ขั้นนึกอารมณ์
ฝึกหัดนึกอารมณ์ที่ใช้เป็นเครื่องอบรมจิตจนได้ฌานนั้นโดยช้า ๆ ก่อน เหมือนเมื่อได้ครั้งแรก ต้องนึกคิดและอ่านอารมณ์ตั้งนาน ๆ ใจจึงจะเห็นเหตุผลและหยั่งรู้ลงสู่ความสงบได้ แล้วค่อยหัดนึกอารมณ์นั้นไว้เข้าโดยลำดับ ๆ จนสามารถพอนึกอารมณ์นั้นใจก็สงบทันที เช่นนี้เชื่อว่า มีอำนาจ ในการนึกอารมณ์ที่ท่านเรียกว่า อาวัชชนวสี = ชำนาญในการนึก.

๒.ขั้นเข้าฌาน
ฝึกหัดเข้าฌานโดยวิธีเข้าช้า ๆ คือค่อย ๆ เคลื่อนความสงบของจิต ไปสู่ความสงบยิ่งขึ้นอย่างเชื่องช้าคอยสังเกตความรู้สึกของจิต ตามระยะที่เคลื่อนเข้าไปนั้น พร้อมกับอารมณ์ที่ให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้นไปด้วย แล้วหัดเข้าให้ไวขึ้นทุกที ๆ จนสามารถเข้าได้ทันใจ ผ่านระยะรวดเร็วเข้าถึงจุดสงบที่เราต้องการเข้าทันที เช่นนี้ชื่อว่า มีอำนาจในการเข้าฌาน ที่ท่านเรียกว่า สมาปัชชนวสี = ชำนาญในการเข้า.

๓.ขั้นดำรงฌาน
ฝึกหัดดำรงฌานโดยวิธีกำหนดใจดำรงอยู่ในฌาน



หน้า 70-71


เพียงระยะสั้น ๆ ให้ชำนาญดีเสียก่อน แล้วจึงกำหนดให้ยั้งอยู่นานยิ่งขึ้นทีละน้อย ๆ จนสามารถดำรงฌานไว้ได้ตั้งหลาย ๆ ชั่วโมง ทั้งวัน จนถึง ๗ วัน เมื่อการกำหนดฌานเป็นไปตามที่กำหนดทุกครั้งไม่เคลื่อนคลาดแล้ว ชื่อว่า มีอำนาจในการดำรงฌาน ที่ท่านเรียกว่า อธิษฐานวสี = ชำนาญในการอธิษฐาน.

๔. ขั้นออกฌาน
ฝึกหัดออกฌาน โดยวิธีถอนจิตออกจากความสงบอย่างช้า ๆ ก่อน คือ พอดำรงอยู่ในฌานได้ตามกำหนดที่ตั้งใจไว้แล้ว พึงนึกขึ้นว่า ออก เท่านั้นจิตก็เริ่มไหวตัว และเคลื่อยออกจากจุดสงบที่เข้าไปยับยั้งอยู่นั้น พึงหัดเคลื่อนออกมาตามระยะโดยทำนองเข้าฌานที่กล่าวแล้ว และพึงสังเกตความรู้สึกตามระยะนั้น ๆ ไว้ด้วย จนมาถึงความรู้สึกอย่างปกติธรรมดาชื่อว่าออกฌาน ในครั้งต่อ ๆ ไป พึงหัดออกให้ว่องไวขึ้นทีละน้อย ๆ จนถึงสามารถออกทันทีที่นึกออกคือ พอนึกก็ออกได้ทันที โดยไม่มีการกระเทือนต่อวิธีประสาทแต่ประการใด เช่นนี้เชื่อว่า มีอำนาจในการออกฌาน ที่ท่านเรียกว่า วุฏฐานวสี = ชำนาญในการออก.

๕. ขั้นพิจารณาฌาน
ฝึกหัดพิจารณาฌานโดยวิธี เมื่อถอนจิตออกจากฌาน มาถึงขั้นความรู้สึกปกติธรรมดาแล้ว แทนที่จะลุกโดยเร็วออกจากที่ หรือหันไปสนใจเรื่องอื่น ก็หันมาสนใจอยู่กับฌานอีกที นึกทวนดูลักษณะฌานพร้อมทั้งองค์ประกอบของฌานนั้น แต่ละลักษณะให้แจ่มใสขึ้นอีกครั้ง โดยความสุขุมไม่รีบร้อน ครั้งต่อไปจึงหัดพิจารณาให้รวดเร็วขึ้นทีละน้อย ๆ จนสามารถพอนึกก็ทราบทั่วไในฌานทันที ที่ท่านเรียกว่า ปัจจเวกขณวสี = ชำนาญในการพิจารณา .

ในขั้นต่อไปก็มีแต่ขั้นของ การเลื่อนฌาน คือก้าวหน้าไปสู่ฌานขั้นสูงกว่า ถ้าท่านผู้ปฏิบัติไม่ใจร้อนเกินไป เมื่อฝึกโดยขั้นทั้ง ๕ ในฌานขั้นหนึ่ง ๆ ชำนาญแล้ว การก้าวไปสู่ฌานชั้นสูงกว่า จะไม่ลำบากเลยและ




หน้า 72-73



ไม่ค่อยผิดพลาดด้วย ขอให้ถือหลักของโบราณว่า " ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ " ไว้เป็นคติเตื่อนใจเสมอ ๆ

วิธีการที่จะเลื่อนฌานได้สะดวกดังใจนั้น อยู่ที่กำหนด หัวเลี้ยวหัวต่อของฌาน ไว้ให้ดี คือ ขั้นต่อไปจะต้องละองค์ฌานที่เท่าไหร่ และองค์ฌานนั้นมีลักษณะอย่างไร ดำรงอยู่ได้ด้วยอะไร ดังที่ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้แล้วในตอนว่าด้วยลักษณะฌานทั้ง ๔ นั้น เมื่อกำหนดรู้แจ่มชัดแล้ว พึงกำหนดไว้ได้ด้วยองค์ที่เป็นปฏิปักษ์กับองค์ที่ต้องละนั้นให้มาก เพียงเท่านี้จิตก็เลื่อนขึ้นสู่ฌานชั้นสูงกว่าได้ทันที เมื่อเข้าถึงขีดชั้นของฌานชั้นนั้นแล้ว พึงทำการฝึกหัดตามขั้นทั้ง ๕ ให้ชำนาญ แล้วจึงเลื่อนสู่ชั้นที่สูงกว่าขึ้นไป โดยนัยนี้ตลอดทั้ง ๔ ฌาน.

เพื่อสะดวกแก่การกำหนด หัวต่อ ของฌานดังกล่าวแล้วแก่ผู้ปฏิบัติ จึงขอชี้หนาม ของฌานให้เห็นชัดโดยอาศัยพระพุทธภาษิตเป็นหลัก ดังต่อไปนี้

พระบรมศาสดาตรัสชี้หนามของฌานไว้ว่า เสียงเป็นหนามของปฐมฌาน วิตก = ความคิด วิจาร = ความอ่าน เป็นหนามของทุติยฌาน ปีติ = ความชุ่มชื่น เป็นหนามของตติยฌาน ลมหายใจเป็นหนามของ จตุตถฌาน ดังนี้

ในขั้นปฐมฌาน จิตยังสังโยคกับอารมณ์อยู่ อายตนะภายในยังพร้อมที่จะรับสัมผัส อายตนะภายนอกได้อยู่ฉะนั้น เสียง จึงสามารถเสียดแทรกเข้าไปทางโสตประสาทสู่จุดรวมคือใจ แล้วทำใจให้กระเทือนเคลื่อนจากอารมณ์ที่กำลังคิดอ่านอยู่ บรรดาอายตนะภายนอกที่สามารถเสียดแทรกทำความกระเทือนใจในเวลาทำฌานนั้น เสียงนับเป็นเยี่ยมกว่าเพื่อน ยิ่งเป็นเสียงที่กระแทกแรง ๆ โดยกระทันหัน ยิ่งเป็นหนามที่แหลมที่สุดสามารถกระชากจิตจากฌานทันทีทันใด แต่ถ้าดื่มด่ำในอารมณ์ของฌานให้มากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณแล้ว เสียงก็จะทำอะไรใจเราไม่ได้ ได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยิน ไม่กระเทือนถึงใจนั่นเลย




หน้า 74-75


ในขั้น ทุติยฌาน ความคิดความอ่าน จะกลายเป็น หนาม ดำจิตขึ้นมาทันทีีคือ เมื่อไหร่ดิ่งสู่ความสงบเงียบโดยไม่คิดอ่านอะไรเลยนั้น ใจก้อจะผ่องแผ้วอยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย ภาพนิมิตในขณะนั้น คือ จิตจะใสแจ๋วเหมือนน้ำใสนิ่ง ๆ ฉะนั้น แต่ครั้นแล้วเพราะความเคยชิน คือ จิตเคยท่องเที่ยวอยู่ในอารมณ์มานาน หรืออารมณ์คอยคลอเคลียอยู่กับจิตมานานเมื่อมาพรากกันเช่นนี้ ก็จะพรากกันนานไม่ได้ ต้องมาเยือนบ่อย ๆ จะค่อย ๆ ปุดขึ้นในจิต เหมือนปุดฟองน้ำที่ปรากฏขึ้นมาจากส่วนใต้สุดของพื้นน้ำในเมื่อน้ำเริ่มใสใหม่ ๆ ฉะนั้น เมื่อความคิดอ่านปุดโผล่ขึ้นในจิต ๆ ก็ไหว ฉะนั้น ท่านจึงว่าเป็นหนามของฌานชั้นนี้ วิธีแก้ก็คือ ไม่เอาใจใส่เสียเลย เอาสติกุมใจให้นิ่ง ๆ ไว้ เหมือนแขกมาเยือน เหมือนเราไม่เอาใจใส่ต้อนรับ แขกก้อจะเก้อกลับไป และไม่มาอีกบ่อยนักหรือไม่มาอีกเลย ฉะนั้น.

ในขั้นตติยฌาน ปีติ = ความชุ่มชื่น ซึ่งเป็นทิพยาหารในฌานที่ ๑-๒ นั้น จะเกิดเป็นหนามของฌานชั้นนี้ทันที จะคอยทำให้จิตใจฟองฟูอยู่บ่อย ๆ เหตุผลก้อเหมือนในขั้นทุติยฌานนั่นเอง คือ ปิติเคยเป็นทิพยาหารของใจมานานแล้ว เมื่อมาพรากไปเสียเช่นนี้ ก็อดจะคิดถึงและมาเยือนไม่ได้ วิธีแก้ก็ต้องใช้สติกุมใจให้วางเฉย ไม่เอาใจใส่ถึงอีกเลย มันก็จะหายหน้าไป ถ้าไม่เรียก มันก็จะไม่มาอีก

ในขั้นจตุตถฌาน ลมหายใจ ซึ่งเป็นเครื่องปรุงแต่งกายสืบต่อชีวิตนั้น เป็นที่ตั้งของสุขทุกข์ และโสมนัส โทมนัส เมื่อมาปรากฏในความรับรู้ของจิตอยู่ตราบใด สุขโสมนัส และทุกขโทมนัส ซึ่งอาศัยอยู่กับมัน ก็จะปรากฏทำการรบกวนจิตอยู่ตราบนั้นเพราะลมหายใจเป็นพาหนะของมัน ลมหายใจมีอยู่ได้โดยธรรมดาเอง แม้จิตไม่เข้าไปเป็นเจ้าการ ก็คงมีอยู่เหมือนเวลานอนหลับ แต่ในความรู้สึกของคนตื่นอยู่ คล้ายกับว่ามันเป็นอันเดียวกันกับจิต จึงไม่อยากวางธุระในมัน เข้าไปเป็นเจ้าการกับมันอยู่



หน้า 76-77


เรื่อยไป ผู้เข้าฌานไม่เหมือนคนหลับ ตรงกันข้ามเป็นคนตื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ลมหายใจจึงคอยแหลมเข้าไปหาจิตบ่อย ๆ เมื่อแหลมเข้าไปเมื่อไร จิตใจก็มักจะสัมปยุตต์กับมัน หรือมิฉะนั้นก็สะเทือน จึงชื่อว่า เป็นหนามของจตุตถฌาน วิธีการแก้ก็คือ เอาสติกุมจิตให้วางเฉยที่สุด ไม่ใส่ใจถึงส่วนหนึ่งส่วนใดของกายอีกเลย ลมหายใจก็ไม่ปรากฏในความรับรู้ของจิต ทั้งจะกลายเป็นลมละเลียดนิ่งเต็มตัว ไม่มีอาการเคลื่อนไหวไปมา และเวลานั้นจะรู้สึกประหนึ่งว่า ตนนั้นอยู่ในกลุ่มอากาศใส ๆ สงบนิ่งแน่อยู่เหมือนนั่งเอาผ้าขาวสะอาดโปร่งบางคลุมตัวตลอดศรีษะ ฉะนั้น.

ผู้ปฏิบัติพึงสำเหนียกต่อไปอีกว่า การเจริญฌานนั้นเปรียบเหมือนการสำรวจภูมิประเทศ ซึ่งจำต้องเดินสำรวจกลับไปกลับมา เที่ยวแล้วเที่ยวเล่าจนช่ำชอง มองเห็นภูมิประเทศในห้องนึกอย่างทะลุปรุโปร่งฉะนั้น เพราะฉะนั้น ต้องเดินฌานที่ตนได้แล้วตั้งแต่ ต้นจนปลาย เที่ยวแล้วเที่ยวเล่าเป็นเหตุให้เกิดความช่ำชองในฌานทะลุปรุโปร่ง


ทิพยภาวะ

ก่อนจบบทนี้ ข้าพเจ้าขอชี้แจงเรื่องทิพยภาวะที่ได้พูดเกริ่นไว้ในตอนต้นของบทนี้ซักเล็กน้อย ในคราวที่พระบรมศาสดาตรัสแก่ชาวบ้านเวนาคะปุระนั้น ทรงชี้แจงวัตถุภายนอกในเมื่อเจริญฌานแล้วว่า เป็นทิพย์นั้นเป็นการชี้วัตถุที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นง่าย ทั้งเป็นเครื่องยืนยันถึงภาวะแห่งจิตใจในขณะนั้นว่า บริบูรณ์ไปด้วยทิพย์สมบัติแล้ว จะมาไยดีอะไรกับสิ่งภายนอกซึ่งเป็นสิ่งที่หยาบกว่าหลายเท่าพันทวี เมื่อชีวิตจะต้องเป็นอยู่ได้ด้วยวัตถุปัจจัย แม้เช่นใดเช่นหนึ่ง ก็เป็นที่พอเพียงแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุปัจจัยที่เลอค่าและฟุ่มเฟือย

ความสุขของคนมิได้อยู่ที่วัตถุอันเลอค่า หรือฟุ่มเฟือย แต่อยู่ที่ความอิ่มเต็มต่างหาก เมื่อใจยังไม่อิ่มเต็ม แม้จะมั่งมีเหลือล้นซักปานใด ก็มิได้รับความ




หน้า 78-79


สุขฉะนั้น จุดที่เราควรเอาใจใส่จึงอยู่ที่ใจของเราเองเมื่อแก้ใจให้หายหิว มีความอิ่มเต็มด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งได้แล้ว นั่นเชื่อว่า บรรลุถึงความสุขที่แท้จริง.

พระบรมศาสดาทรงรำพึง เมื่อคราวจะเลิกทุกกรกิริยาว่า " เราควรกลัวด้วยหรือ ซึ่ง ความสุขอันปราศจากอามิส ที่ปุถุชนเขาไม่เสพกัน เราควรกลับไปเดินทางนั้น ซึ่งมีสุขชุ่มชื่นใจ ก็แต่ว่าบัดนี้ร่างกายเราอ่อนแอเต็มที ไม่มีกำลังพอที่จะเริ่มความเพียร เพื่อบรรลุสุขชนิดนั้นได้ เราควรบำรุงร่างกายให้แข็งแรงพอสมควรก่อน... " ดังนี้ ครั้นแล้วภายหลังก็ทรงบรรลุถึงความสุขนั้น และตรัสว่าเป็นความสุขที่ปราศจากอามิส ผู้ประสพความสุขชนิดนี้จะไม่คำนึงถึงความเลอค่า และฟุ่มเฟือยของวัตถุภายนอกวัตถุปัจจัยแม้เช่นใดเช่นหนึ่ง ก็ดูเหมือนเป็นของดีวิเศษไปหมด และพอแก่ความต้องการ ดั่งที่ตรัสเรียกว่า เป็นทิพย์นั้นแล้ว

การที่วัตถุภายนอกในความรู้สึกของผู้เข้าฌาน ๔ ปรากฏเป็นทิพย์ไปนั้น ก็ด้วยมีทิพยภาวะอยู่ในจิตใจพอเพียง หาไม่ก็จะปรากฏเป็นทิพย์ไปไม่ได้ ฉะนั้นพึงทราบทิพยภาวะในจิตใจของผู้ได้ฌานไว้บ้าง การที่จะรู้ได้ก็ต้องอาศัยอนุมานจากความรู้สึกของคนธรรมดาในบางครั้งบางคราวเป็นหลัก เวลาเราคิดอ่านเรื่องอะไรอย่างหนึ่งซึ่งเราพอใจ เราจะรู้สึกเพลิดเพลิน เกิดความดูดดื่มไม่อยากหยุด และรู้สึกว่ามีสุขเหลือล้น ถ้าได้มีเวลาคิดอ่านอะไรเพลิน ๆ เช่นนั้นนี้แหละที่พึงอาศัยเป็นหลัก อนุมานไปถึงความรู้สึกของผู้ได้ฌาน และพึงทราบว่า อารมณ์ของผู้ได้ฌานประณีตกว่า ดีกว่าของคนธรรมดาสามัญหลายเท่าพันทวี อารมณ์ประณีตที่ปรุงแต่งจิตใจของผู้ได้ฌานอยู่ในขณะนั้นนั่นแหละเรียกว่า " ทิพยภาวะ " ที่ทำให้รู้สึกสิ่งทั้งปวงภายนอกที่ตนบริโภคใช้สอยอยู่ แม้เป็นเพียงสิ่งพื้น ๆ ไม่วิเศษวิโส กลายเป็นสิ่งวิเศษวิโส คือ เป็นทิพย์ ไปด้วย และทิพยภาวะนี้แหละจะเป็นเครื่องเกื้อหนุนให้เกิดทิพยอำนาจต่อไป ผู้ต้อง

<!-- / message -->

หน้า 80-81


การทิพยอำนาจจะมองข้ามไป แล้วจะปลูกสร้างทิพยอำนาจขึ้นได้นั้น มิใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นผู้ต้องการทิพยอำนาจ จึงควรเจริญฌาน ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งทิพยภาวะ ให้เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยทิพยสมบัติก่อน แล้วจึงอาศัยเป็นที่ปลูกสร้างทิพยอำนาจต่อไปจึงจะเป็นได้สมปรารถนา.



บทที่ ๓
บุพพประโยคแห่งฌาน

-------------


ท่านที่ได้อ่านบทที่ ๑-๒ มาแล้ว ย่อมทราบว่าภูมิจิตของผู้ได้ฌานสูงยิ่งเพียงไร และห่างไกลจากลักษณะจิตใจของมนุษย์สามัญปานฟ้ากับดิน การที่จะก้าวพรวดพราดจากลักษณะจิตใจของคนสามัญทั่วไปสู่ลักษณะของผู้ที่ได้ฌานนั้น ไม่มีทางจะสำเร็จได้ จำจะต้อง ปรับปรุงลักษณะจิตใจจากความเป็นมนุษย์ผู้ไร้ศีลขึ้นไปสู่ความเป็นผู้มีศีลเสียก่อน เพราะท่านว่าศีลเป็นที่ตั้งของสมาธิและฌาน ผู้มีศีลสมบูรณ์ดีจึงจะมีสมาธิและฌานได้ ศีลนั้นเมื่อว่าโดยต้นเค้า ได้แก่ ความเป็นปกติของจิต คือเป็นจิตที่ปราศจากความคิดร้าย ความเบียดเบียน ความคุมแค้นคิดหาช่องทำร้ายคนที่ตนเกลียด เป็นจิตที่ปราศจากโลภเพ่งเล็งหาช่องย่องเบาเอาทรัพย์สินของ



หน้า 82-83


อื่น และล่วงกรรมสิทธิ์ในสิ่งที่เขาหวงแหน และเป็นจิตรที่ปราศจากความเห็นผิด
ไปจากคลองของมนุษยธรรม มีความเห็นชอบอย่างมนุษย์ที่ดีเขาเห็นกันอยู่
คือเห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว โลกนี้มี โลกอื่นมี บิดามารดาผู้ให้กำเนิดมี
ผู้เกิดผุดเอง(เทวดา) มี ฯลฯ

การรักษาปกติภาพของจิต เป็นการรักษาต้นศีล ส่วนการรักษาศีลตามสิกขาบท ที่ทรงบัญญัติไว้นั้น เป็นการรักษาปลายศีล เพราะต้นเหตุของความดี
ความชั่วอยู่ที่จิต ถ้าจิตชั่ว คือมีกิเลสและทุจริตแล้ว ย่อมบังคับกายวาจาทำชั่ว
ถ้าจิตดีคือเป็นปกติ กิเลสและทุจริตไม่ครองอำนาจเหนือจิต จิตย่อมไม่บังคับ
กายวาจาให้ทำชั่ว

การรักษากายวาจาเป็นการรักษาปลายเหตุ แต่ก็เป็นความจำเป็นอยู่เหมือนกัน
ที่จะต้องรักษาตามสิกขาบทพุทธบัญญัติ เพื่อปิดกั้นอกุศลบาปธรรม มิให้มัน
หลั่งไหลออกไปทางกายวาจา และป้องกันอกุศลบาปธรรม มิให้มันได้ช่อง
เข้ามาครอบงำย่ำยีจิตใจ หาก

แต่ว่าการรักษาศีลตามข้อห้ามนั้น ไกลต่อความเป็นสมาธิ ไม่พอจะเป็นบาทฐานของสมาธิและฌานได้ ต้องรักษาศีลที่จิตใจ คือรักษาความเป็นปกติของจิตใจให้มั่นคงแข็งแรง เมื่อจิตใจดำรงอยู่ในความเป็นปกตินานๆเข้า ก็ย่อมมีลักษณะผ่องแผ้ว ชื่นบานเยือกเย็นและมั่นคง ควรแก่ความเป็นพื้นฐานที่ตั้งของสมาธิต่อไป

การรักษาศีลอย่างนี้แล เป็นศีลในองค์อริยะมรรค ซึ่งเป็นศีลเสมอภาค ผู้เป็นพระอริยบุคคลไม่ว่าบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ย่อมมีศีลชนิดนี้เสมอกัน ส่วนศีลที่รักษาตามสิกขาบทพุทธบัญญัตินั้นย่อมไม่สม่ำเสมอกัน เป็นการรักษาศึลให้เหมาะสมกับภาวะที่เป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์เท่านั้น เมื่อรักษาได้ดีก็เป็นทางเจริญปิติปราโมทย์
ทำให้จิตผ่องแผ้วขึ้นได้ รักษาศีลตามสิขาบทมีวิธีอย่างไร ไม่ประสวคืจะกล่าวในที่นี้ ผู้ประสงค์จะทราบ โปรดศึกษาจากหนักสืออื่นๆซึ่งมีผู้เขียนไว้มากแล้ว อนึ่งการอบรมจิตให้เป็นสมาธิและฌานนั้น ย่อม


หน้า 84


ต้องอาศัยอุบายอันแยบคายจึงจะสำเร็จง่าย อุบายอันแยบคายนั้นท่านเรียกว่า กรรมฐานท่านแยกไว้เป็น 2 ประเภท คือ

สมถกรรมฐานประเภทหนึ่ง
วิปัสสนากรรมฐานประเภทหนึ่ง

จะกล่าวในบทนี้ เฉพาะแต่ สมถกรรมฐาน ซี่งเป็นประเภทอบรมจิตใจให้เป็นสมาธิและฌาน ส่วนวิปัสสนากรรมฐานอันเป็นประเภทอบรมจิตใจให้เกิดปัญญานั้น จะกล่าวในบทอื่น.

การอบรมจิตใจให้เป็นสมาธิและณานตามหลักสมถกรรมฐาน จัดเป็นบุพพประโยคของฌาน จะข้ามเลยไปเสียมิได้ จำเป็นต้องใช้ สมถกรรมฐานข้อหนึ่ง หรือหลายข้อเป็นเครื่องอบรมจิตใจเสมอไป จิตใจจึงจะเป็นสมาธิและฌานได้ดังประสงค์.

สมถกรรมฐานนั้น พระบรมศาสดาตรัสไว้ในที่ต่างๆโดยปริยายหลายหลาก พระโบราณาจารย์ประมวลมาไว้ในที่เดียวกัน มีจำนวนถึง 40 ประการ จัดเป็นหมวดได้ 7 หมวด คือ กสิณ10 อสุภะ 10
<!-- / message -->

<!-- / message --><!-- / message --><!-- sig -->

malila
01-15-2006, 11:11 AM
.

malila
01-22-2006, 05:43 PM
หน้า 130-131

บทที่ ๔<O:p</O:p

อุปกรณ์แห่งทิพยอำนาจ

-----------------

<O:p</O:p
ท่านได้อ่านบทที่ ๑-๒-๓ มาแล้ว ย่อมทราบวิธีปฏิบัติอบรมจิตใจตามหลักพระพุทธศาสนาพอสมควรหากจะใช้วิธีเท่าที่บอกไว้ใน ๓ บทนั้น เป็นเครื่องมือปลูกสร้างทิพยอำนาจ ก็พอเพียงแล้ว แต่เพื่อให้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น ควรทราบวิธีอันเป็นอุปกรณ์แก่ทิพยอำนาจไว้ สำหรับปฏิบัติประกอบกัน ดังจะกล่าวในบทนี้
<O:p</O:p
จิตใจเป็นธรรมชาติละเอียดอ่อนสุขุมาล น้อมไปทางดีก็ได้ น้อมไปทางชั่วก็ได้ หรือพูดฟังกันง่าย ๆ ว่า เป็นที่ตั้งแห่งความดีและความชั่ว ความดีและความชั่วนั้นต่างก็มีพลังงานในตัวของมันเอง และพลังงานของทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นเป็นปฏิปักษ์กันโดยธรรมชาติมีการต่อสู้ล้างผลาญกันอยู่เนืองนิตย์ จิตใจเป็นสนามต่อสู้ของทั้งสิงฝ่ายนั้น และเป็นผู้พลอยได้ซึ่งผลแห่งการต่อสู้นั้นด้วย คือพลอยเป็นสุขเมื่อความดีชนะพลอยเป็นทุกข์เดือดร้อนเมื่อความชั่วชนะ จิตใจเองย่อมมีอิสรเสรีที่จะเข้ากับฝ่ายใดก็ได้ ในเมื่อพิจารณาด้วยปัญญาแล้วเห็นควรเข้ากับฝ่ายใด และมีทางเอาตัวรอดจากอำนาจทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นด้วย ไม่จำเป็นจะยอมจำนนให้อำนาจของทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น มาครองความเป็นเจ้าใหญ่เสมอไปก็ได้
<O:p</O:p
วิธีการที่จะเอาตัวรอดจากอำนาจของความดีและความชั่วนั้น เราต้องรู้เท่าลักษณะอำนาจทั้ง ๒ นั้นอย่างถูกต้อง แล้วเข้ากับฝ่ายที่เป็นธรรม เปิดช่องทางให้อำนาจที่เป็นธรรมหลั่งไหลเข้ามามีอำนาจครองความเป็นใหญ่ในจิตใจของเราไปก่อน แล้วจึงผันผ่อนเพื่อความเป็นอิสรเสรีในบั้นปลาย
<O:p</O:p
ในบทนี้ ข้าพเจ้าจะได้ชี้ลักษณะอำนาจความดีและความชั่วทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นเพื่อทราบ และเลือกปฏิบัติในทางที่จะเพิ่มพูนอำนาจที่เป็นธรรมให้มากขึ้นในตัวเรา



หน้า 132-133


เพื่อเราจะได้มีอิทธิพลเพียงพอที่จะสลัดตนออกจากอำนาจของฝ่ายอื่น บรรลุถึง ความเป็นตนของตนเต็มที่ มีเสรีที่จะอยู่อย่างสบายต่อไป
<O:p</O:p
อนึ่ง ไม่ว่าในหมู่ชนหมู่ใดในโลกนี้ที่จะไม่มีกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่ง เป็นเครื่องเล่นเพลิดเพลินและบำรุงพลานามัยนั้นเป็นอันไม่มี แม้ในหมู่ชนผู้มีจิตใจสูงส่งสักเพียงไรก็ตาม ก็ย่อมมีกีฬาสำหรับเล่นเพลิดเพลินและเป็นเครื่องบำรุงพลานามัยด้วยเช่นเดียวกัน ฉะนั้นในบทนี้ก็จะได้อธิบายถึงกีฬาในพระพุทธศาสนาไว้ด้วยเพื่อว่า เมื่อท่านต้องการเล่นกีฬาเพื่อความเพลิดเพลินหรือเพื่อพลานามัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะได้เล่นตามต้องการ
<O:p</O:p
ต่อไปนี้จะอธิบายลักษณะความดีและความชั่วพร้อมด้วยวิธีเปิดช่องให้ความดีมามีอำนาจในจิตใจ และปิดช่องมิให้ความชั่วมาเป็นเจ้าจิตใจ เพื่อเป็นแนวทางสังเกตและปฏิบัติ ส่วนวิธีการเอาตัวรอดจากอำนาจของทั้ง ๒ เพื่อเป็นตนของตนเต็มที่นั้น จะได้รอไว้กล่าวในบทว่าด้วยวิธีปลูกสร้างทิพยอำนาจชั้นสูง ความดีกับความชั่ว มีลักษณะตรงกันข้ามเสมอไป ตั้งแต่ชั้นต่ำที่สุดจนถึงชั้นสูงที่สุด เปรียบประดุจน้ำกับไฟ ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามเสมอไปฉะนั้นความดีนั้น มีลักษณะที่พอประมวลมากล่าวได้เฉพาะลักษณะใหญ่ ๆเพียง ๓ ลักษณะ ดังนี้
<O:p</O:p
๑. ความดีมีลักษณะทำจิตใจให้เย็น<O:p</O:p
๒. ความดีมีลักษณะทำจิตให้ปลอดโปร่ง<O:p</O:p
๓. ความดีมีลักษณะทำจิตให้แจ่มใส
<O:p</O:p
ส่วนลักษณะปลีกย่อยของความดี ย่อมมีมากมาย แต่ก็พอสังเกตได้ โดยอาศัยลักษณะใหญ่ ๆ ทั้ง ๓
<O:p</O:p
ลักษณะนี้เป็นเครื่องวินิจฉัยเทียบเคียง ถ้าสังเกตให้ดีก็จะไม่หลงเข้าใจผิดไปได้<O:p</O:p
ความชั่วมีลักษณะตรงกันข้ามกับความดี มีลักษณะที่พอจะประมวลมาได้เฉพาะลักษณะใหญ่ ๆเพียง ๓ ลักษณะ ดังนี้
<O:p</O:p
๑. ความชั่วมีลักษณะทำจิตใจให้ร้อน



หน้า 134-135

<O:p</O:p
๒. ความชั่วมีลักษณะทำจิตใจให้อึดอัด<O:p</O:p
๓. ความชั่วมีลักษณะทำจิตใจให้มืดมัว
<O:p</O:p
ส่วนลักษณะปลีกย่อยของความชั่ว ก็มีมากมายเช่นเดียวกัน แต่ก็พอสังเกตได้โดยอาศัยลักษณะใหญ่ ๆ ๓ ลักษณะนี้เป็นเครื่องวินิจฉันเทียงเคียง ถ้าสังเกตให้ดีก็จะไม่หลงเข้าใจผิดไปได้
<O:p</O:p
ความดีย่อมอาศัยสิ่งที่ดีเป็นปัจจัย โดยนัยเดียวกัน ความชั่วก็ย่อมอาศัยสิ่งที่ชั่วเป็นปัจจัย สิ่งที่ดีและชั่วนั้นปันออกเป็น ๒ ชั้น คือ ชั้นโลกและชั้นธรรม ชั้นโลกได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฎฐัพพะชั้นธรรม ได้แก่ ธรรม คือสภาวะ ที่มาสัมผัสกับจิตใจได้
<O:p</O:p
จะอธิบายชั้นโลกก่อน โลกบริบูรณ์ด้วยรูปอันเป็นวิสัยของตา เสียงอันเป็นวิสัยของหู กลิ่นอันเป็นวิสัยของจมูก รสอันเป็นวิสัยของลิ้น และโผฏฐัพพะอันเป็นวิสัยของกาย สิ่งเหล่านี้ยอ่มมีทั้งดีและไม่ดี ทั้งเป็นสิ่งที่มีประจำโลก ถ้าโลกปราศจากสิ่งเหล่านี้ โลกก็ไม่เป็นโลกอยู่ได้ โลกมนุษย์ก็ต้องมีสิ่งทั้ง ๕ นี้ โลกสวรรค์ก็ต้องมีสิ่งทั้ง ๕ นี้ โลกสวรรค์ก็ต้องมีสิ่งทั้ง ๕ นี้เต็มอยู่ โลกที่ต่ำกว่าสวรรค์และมนุษย์ลงก็ต้องมีสิ่งทั้ง ๕ นี้เช่นเดียวกัน สิ่งทั้ง ๕ นี้เป็นส่วนประกอบให้เป็นโลกสมบูรณ์ ถ้าโลกปราศจากสิ่งทั้ง ๕ นี้แล้ว จะเป็นโลกที่สมบูรณ์ไม่ได้

อัตภาพของคนเรา ตลอดถึงของสรรพสัตว์ ที่พระบรมศาสดาตรัสเรียกว่าโลก ก็ประกอบด้วยสิ่งทั้ง ๕ นี้ทุกประการ ในที่ใดมีสิ่งทั้ง ๕ นี้ในที่นั้นต้องเป็นโลก จะเป็นอื่นไปมิได้ การพ้นโลกหรือถึงที่สุดโลกตามความหมายในพระพุทธศาสนา ก็หมายถึงพ้นจากอำนาจของสิ่งทั้ง ๕ นี้นั้นเอง คือสิ่งทั้ง ๕ นี้อันเป็นสิ่งภายนอกตัวก็ดี ภายในตัวก็ดี ย่อมเกิดความรู้สึกขึ้นเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ คือความรู้สึกฝ่ายดีกับฝ่ายชั่ว ความรู้สึกดีนั่นแหละคือความดี ความรู้สึกฝ่ายชั่วนั้นแหละคือความชั่ว ความดีความชั่วดังว่านี้เป็นชั้นโลก ให้ผลดีชั่วอยู่ในโลกนี้เอง เมื่อเรา



หน้า 136-137


พิเคราะห์ให้ดี ก็จะเห็นว่า สิ่งที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกฝ่ายดีนั้นเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกฝ่ายชั่วนั้นเป็นสิ่งที่ชั่ว ที่ว่านี้หมายเฉพาะในกรณีสามัญธรรมดาทั่วไป ส่วนในกรณีพิเศษสำหรับมีความรู้สึกพิเศษอยู่ในใจนั้น ย่อมเกิดความรู้สึกผิดแปลกไปจากลักษณะสามัญดังว่านั้นได้ เช่นคนที่มีความรู้สึกริษยาอยู่ในใจ พอเห็นกิริยาอาการแช่มชื่นของผู้ได้ดิบได้ดี แทนที่จะรู้สึกแช่มชื่นไปด้วย ก็กลับรู้สึกเศร้าสร้อยหงอยเหงา หรือรู้สึกหมั่นไส้ไปก็ได้ในลักษณะฝ่ายตรงกันข้ามก็เหมือนกัน

บุคคลผู้ตั้งใจสังเกตความจริงของโลกในแง่ต่าง ๆ พอได้เห็นรูปที่น่าพึงเกลียดพึงหน่าย เช่น ซากของคนหรือสัตวที่ตายแล้ว แทนที่จะเกิดความรู้สึกเกลียดชังหรือเบื่อหน่ายอย่างในกรณีธรรมดาสามัญ ก็จะเกิดความรู้สึกทราบซึ่งในแง่แห่งความจริงของโลกขึ้นมาทันที จะว่าเกลียดชังหรือเบื่อหน่ายรูปนั้นก็ไม่ใช่ ทั้งยังผลให้เกิดความรู้สึกหายกำหนัดในรูปไปได้ทันที ข้อนี้แลเป็นเหตุผลให้ทางพระพุทธศาสนา วางวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับให้ดูหรือพิจารณาอสุภะเป็นเครื่องสอนใจไว้
<O:p</O:p
ส่วนชั้นธรรมได้แก่สิ่งซึ่งมาสัมผัสเข้ากับจิตใจโดยเฉพาะ และก่อให้เกิดความรู้สึกดีหรือชั่วขึ้นในจิตใจนั้นเองธรรมเป็นสภาวะที่สุขุมประณีตเห็นได้ยาก รู้ได้ยาก แต่ก็ไม่เกินวิสัยที่จะรู้จะเห็นได้ ธรรมย่อมีหยาบปานกลางและละเอียดเช่นเดียวกับทางโลกธรรมชั้นหยาบย่อมมีลักษณะใกล้ต่อความเป็นโลกหรือคล้ายคลึงกับโลกที่สุด ธรรมที่พอปานกลางมีลักษณะห่างออกจากโลกไปบ้างส่วนธรรมที่ละเอียดประณีตย่อมมีลักษณะห่างไกลจากโลกถึงกับตรงกันข้ามทีเดียว แต่จะอย่างไรก็ตามเมื่อกล่าวโดยส่วนสามัญทั่วไปแล้วโลกกับธรรมต้องอาศัยกันและกันเป็นไปเกื้อกูลอุดหนุนกันบ้าง ล้างผลาญทำลายกันบ้าง พอแต่อาศัยกันเฉยๆบ้างเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดนิรันดรกาล จะชี้ให้เห็นโลกกับธรรมชั้นตื้นๆที่เกื้อกูลหรือหักล้างกันให้เห็น คนที่มีจิตใจเข็มแข็งมี



หน้า 138-139


ความรู้สึกฝ่ายดีอยู่ในใจเสมอผิวพรรณจะเปล่งปลั่งสดใสมีพลานามัยดี ถึงหากจะเผอิญเกิดเจ็บป่วยขึ้นก็จะรักษาหายได้ไว ที่เป็นดังนี้เพราะกำลังใจนั้นเองเป็นเหตุส่วนผู้มีจิตใจอ่อนแอมีความรู้สึกฝ่ายชั่วอยู่ในใจเสมอผิวพรรณวรรณะเศร้าหมองซีดเผือดพลานามัยไม่ค่อยดี หากมีอันเป็นเกิดเจ็บป่วยขึ้นจะรักษาหายยากที่สุด ที่เป็นดังนี้เพราะขาดกำลังใจอุดหนุน ซ้ำมิหนำความรู้สึกอ่อนแอของใจนั้นกลับทำลายสุขภาพทางกายลงเสียด้วย ความข้อนี้ย่อมเป็นจริงไม่เชื่อลองถามนายแพทย์เขาจะรับรองเหตุผลข้อนี้ทันที
<O:p</O:p
ความดีความชั่วชั้นธรรมนี้พึงสังเกตสภาวะอันเกิดกับใจโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ได้อิงอาศัยสิ่งทั้ง๕ซึ่งเป็นโลกเกิดขึ้นแต่ประการใดประการหนึ่งเลย ลักษณะแห่งจิตใจในฌานชั้นต้นๆยังประกอบด้วยสภาวะที่เกิดกับใจโดยอาศัยสิ่งทั้ง๕อย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้นจึงนับว่าเป็นชั้นโลกครั้นจิตสงบเข้าถึงลักษณะฌานชั้นสูงขึ้นไปสภาวะที่เกิดกับใจนั้นๆมิได้อิงอาศัยสิ่งทั้ง๕ประการใดประการหนึ่งเลย จึงนับว่าเป็นชั้นธรรมแต่เป็นธรรมชั้นหยาบ จึงมีลักษณะใกล้ต่อโลกหรือคล้ายคลึงกับโลกจิตในฌานชั้นประณีต ประกอบด้วยสภาวะที่สุขุมประณีตห่างจากลักษณะของโลกออกไปแต่ยังมีส่วนที่คล้ายคลึงกับโลกอยู่บ้าง ส่วนจิตใจในฌานชั้นสูงสุดหรือในธรรมชั้นสูงสุดนั้นประกอบด้วยสภาวะที่สุขุมประณีตที่สุดไม่มีลักษณะของโลกเจือปนอยู่เลยเป็นลักษณะของธรรมล้วนๆตรงกันข้ามกับโลกทุกอย่าง ชั้นนี้แลที่ท่านเรียกว่าโลกุตตรธรรม มีได้ในความเป็นมนุษย์นี้แหละไม่ใช่สิ่งที่เกินวิสัยของมนุษย์ หากแต่เป็นอัจฉริยมนุสสธรรมคือธรรมของมุนษย์มหัศจรรย์ผู้บรรลุถึงธรรมชั้นนี้ เป็นบุคคลที่เพียบพร้อมไพบูลย์ด้วยความสุขสมปรารถนา ลักษณะภาวะของโลกคือความเปลี่ยนแปลงความบีบคั้นความเป็นอื่นจะไม่มีเลย ในธรรมชั้นนั้นคงมีแค่ลักษณะตรงกันข้ามคือ



หน้า 140-141


ความเที่ยงแท้ความว่างโปร่งความเป็นตนเองตนเองอย่างสมบูรณ์ที่สุด
<O:p</O:p
เมื่อท่านได้ทราบลักษณะของความดีความชั่วทั้งที่เป็นชั้นโลกและชั้นธรรมพอสมควรเช่นนี้แล้วควรทราบวิธีปิดกั้นความชั่วเปิดช่องความดีเพื่อให้ความดีหลั่งไหลเข้ามาครองควมเป็นใหญ่ในจิตใจต่อไป
<O:p</O:p
ช่องทางไหลเข้าสู่จิตใจของความดีและความชั่ว ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งมีประสาทที่ให้สำเร็จการเห็น ได้ยิน รู้สึกกลิ่น รู้สึกรส และ รู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็งประจำอยู่เว้นแต่ผู้มีประสาททางช่องนั้นๆพิการเท่านั้นเมื่อสิ่งที่เป็นโลกคือรูปเสียงกลิ่นรสและโผฎฐัพพะผ่านมาในวิธีประสาททั้ง๕แล้ว จะเกิดวิญญาณสื่อคือความรู้สึกเห็นเป็นต้นส่งกระแสสะเทือนไปตามวิถีประสาท แล่นเข้าถึงใจซึ่งเป็นเจ้าครองความเป็นใหญ่ในร่างกาย ใจจะรับรู้และเสวยรสของสิ่งนั้นแล้วทำการพิจารณาวินิจฉัยว่าควรทำอย่างไรต่อสิ่งนั้น

ถ้าเป็นสิ่งที่ชอบใจก็จะรับเอาไว้และหาทางๆได้มามากๆ ถ้าเป็นสิ่งไม่ชอบใจก็จะผลักดันออกและหาทางกำจัดออกไปให้ห่างถ้าเป็นสิ่งไม่ก่อให้เกิดความชอบใจหรือไม่ชอบใจ ก็จะรู้สึกเฉยๆไม่เอาใจใส่แต่ประการใดปล่อยให้มันตกไปเองกระแสแห่งความรู้สึกทางวิถีประสาท ตลอดถึงความรู้สึกในใจนั้นจะส่งทอดถึงกันเร็วที่สุด และการพิจารณาวินิจฉัย ก็เป็นไปอย่างรวดเร็วมากเพราะอาศัยความเคยชิน ประมาณถ้าเอาสติปัญญาเข้าไปประกอบทำการพิจารณาวินิจฉัยอารมณ์แล้วจะเป็นไปโดยอาการเชื่องช้าสุขุมและเที่ยงธรรม ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ผู้ปฏิบัติจะพึงสำเหนียกให้ตระหนักที่สุดและถือเป็นจุดทำการปฏิบัติจิตใจจากลักษณะสภาพที่ต่ำทรามให้ก้าวขึ้นสู่ลักษณะสภาพที่ดีงามสูงส่งยิ่งขึ้นไป
<O:p</O:p
สรีรศาสตร์จะอธิบายให้ท่านทราบลักษณะหน้าที่ของประสาททั้ง๕คือประสาทตาหูจมูกลิ้นกายแต่ไม่สามารถบอกท่านได้ถึงจุดรวมของความรู้สึกว่า



หน้า 142-143


อยู่ตรงไหน เมื่อว่าถึง หัวใจ สรีรศาสตร์ก็บอกว่ามีหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่อว่าถึงมันสมอง สรีรศาสตร์ก็บอกว่า มีหน้าที่คิดนึกรู้สึกและลงความเห็นด้วยว่า นั้นคือจิตใจ แต่ในทางพระพุทธศาสนาจะบอกท่านว่า หัวใจนอกจากจะมีหน้าที่สูบโลหิตไปเลี้ยงร่ายกายแล้ว ยังมีหน้าที่รับถ่ายทอดความรู้สึกจากประสาททั้ง ๕ เข้าสู่จิตใจอีกด้วย แล้วจิตใจจึงจะทำการพิจารณาวินิจฉัยโดยอาศัยมันสมองแล้วสั่งการทางมันสมองอีกทีหนึ่ง ความข้อนี้พึงสังเกตเมื่อเวลาเราได้ประสพสิ่งที่แปลกประหลาดหรือน่าตื่นเต้นหวาดเสียว เราจะรู้สึกหัวใจเต้นแรงผิดปกติ ถ้าเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดหัวใจจะถึงกับหยุดเต้นเอาทีเดียว เคยมีตัวอย่างผู้ประสพเหตุที่น่าตกใจที่สุดพึงกับสลบสิ้นสมปฤดีไปก็ดี ความรู้สึกในชั้นนี้จะแสดงอาการอยู่ตรง หัวใจ หากได้แสดงที่ มันสมอง ไม่ ความรู้สึกที่มันสมองนั้น ยังมีในตอนพิจารณาวินิจฉัยอารมณ์อันเป็นขั้นต่อไป ฉะนั้นทางพระพุทธศาสนา จึงบัญญัติช่องทางรับรู้อารมณ์ไว้ถึง ๖ ทาง เรียกวาทวาร ๖ หรืออินทรีย์ ๖ และสอนให้อบรมอินทรีย์ทั้ง ๖ นั้นให้ดีด้วย จะยกเอกหลักคำสอนที่สอนให้อบรมอินทรีย์มาตั้งไว้เป็นหลักปฏิบัติปิดกั้นความชั่ว และเปิดช่องความดี ดังต่อไปนี้
<O:p</O:p
อานนท์ การอบรมอินทรีย์อย่างเยี่ยมในอริยวนัยเป็นอย่างไร ? อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยโสตะ สูดกิล่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชีวหา สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมด้วยใจ สิ่งน่าพอใจ สิ่งไม่น่าพอใจ สิ่งเป็นกลาง ๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ เธอรู้อย่างนี้ว่า สิ่งที่น่าพอใจ สิ่งไม่น่าพอใจ สิ่งที่เป็นกลาง ๆ นี้เกิดแก่เราแล้ว แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุง แต่ง อาศัยสิ่งหยาบเกิดขึ้น อุเบกขาเป็นสิ่งสงบ เป็นสิ่งประณีตดังนี้ สิ่งน่าพอใจ สิ่งไม่น่าพอใจ สิ่งเป็นกลาง ๆ ที่เกิดแก่เธอแล้วนั้นย่อมดับไป อุเบกขายังคงดำรงอยู่ อย่างนี้แล อานนท์ การอบรมอินทรีย์อย่างเยี่ยมในอริยวินัย.


หน้า 144-145
<O:p</O:p

อานนท์ พระเสขะเป็นผู้มีปฏิปทาอย่างไร ? อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยโสตะ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมด้วยใจแล้ว สิ่งที่น่าพอใจ สิ่งที่ไม่น่าพอใจ สิ่งที่เป็นกลาง ๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ เธอย่อมเบื่อ ย่อมหน่าย ย่อมเกลียดมัน อานนท์ ? พระเสขะเป็นผู้มีปฏิปทาอย่างนี้แล
<O:p</O:p
อานนท์ ? พระอริยผู้อบรมอินทรีย์แล้วเป็นอย่างไร ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุฟังเสียงด้วยโสตะสูดกลิ่นฆานะลิ้มรสด้วยชิวหาสัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกายรู้ธรรมด้วยใจแล้วสิ่งที่น่าพอใจสิ่งที่ไม่น่าพอใจสิ่งที่เป็นกลางๆย่อมเกิดขึ้นแก่เธอถ้าเธอหวังจะ
<O:p</O:p
๑. กำหนดความไม่น่าเกลียดในสิ่งน่าเกลียด<O:p</O:p
๒. กำหนดความน่าเกลียดในสิ่งไม่น่าเกลียด<O:p</O:p
๓. กำหนดความไม่น่าเกลียดทั้งในสิ่งน่าเกลียดทั้งในสิ่งไม่น่าเกลียด<O:p</O:p
๔. กำหนดความน่าเกลียดทั้งในสิ่งไม่น่าเกลียดทั้งในสิ่งน่าเกลียด<O:p</O:p
๕. เว้นความน่าเกลียดและไม่น่าเกลียดทั้ง๒นั้นแล้วเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะวางเฉยอยู่ดังนี้
<O:p</O:p
เธอก็ปฏิบัติได้ตามความหวังนั้นทุกประการอานนท์พระอริยะผู้อบรมอินทรีย์แล้วเป็นอย่างนี้แล
<O:p</O:p
อานนท์ ! การอบรมอินทรีย์อย่างเยี่ยมในอริยวินัยพระเสขะผู้มีปฏิปทาพระอริยะ ผู้อบรมอินทรีย์แล้วเ ราแสดงแล้วอย่างนี้ซึ่งเป็นกรณียะที่ศาสดาผู้มีความเอ็นดูหวังความเกื้อกูลแก่สาวก ควรทำเราได้อาศัยความอนุเคราะห์ทำแล้วแก่เธอทั้งหลายเหล่านั้นรุกขมูลเหล่านั้น ที่เรือนว่างเธอทั้งหลาย จงเพ่งพินิจอย่าประมาทอย่าเดือดร้อนภายหลังนี้เป็นอนุสาสนีของเรา สำหรับเธอทั้งหลายดังนี้แล
<O:p</O:p
การที่จำลองเอาหลักวิธีการอบรมอินทรีย์มาตั้งไว้ทั้งดุ้นเช่นนี้ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบวิธีการพร้อมด้วยสำนวนโวหารที่พระบรมศาสดาทรงสั่งสอนมาแล้ว


หน้า 146-147


อย่างไรต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะถอดใจความเพื่อทราบวิธีปฏิบัติให้จะแจ้งอีกชั้นหนึ่ง
<O:p</O:p
การฝึกจิตใจเนื่องด้วยอินทรีย์มีพระบาลีแสดงไว้ในที่อื่นเป็นวิธีการปฏิบัติขั้นต้นก่อนขั้นที่จำลองเอาพระบาลีมาไว้นี้จะขอถอดใจความมาไว้เพื่อทราบทีเดียวดังนี้
<O:p</O:p
“เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยโสตะ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา สัมผัสโผฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมด้วยใจ แล้วไม่ยึดถืออารมณ์โดยนิมิต คือรวมหมดหรือแยกส่วนออกถือซึ่งจะเป็นช่องทางให้อกุศลบาปกรรมติดตามมาครอบงำปฏิบัติปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้ ” วิธีนี้เป็นขั้นที่เรียกว่าสติสังวร = ระวังด้วยสติเป็นการห้องกันบาป
<O:p</O:p
ส่วนพระบาลีที่จำลองมาไว้แล้วนี้มีใจความดังต่อไปนี้ คือเมื่อเห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยโสตะ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมด้วยใจความพอใจไม่พอใจ, และความรู้สึกกลางๆย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่อาศัยปัญญารู้เท่าว่ามันเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งอาศัยสิ่งหยาบเกิดขึ้น อุเบกขาเป็นธรรมสงบประณีตกว่าเมื่อรู้เท่าเช่นนี้ความรู้สึกพอใจ, ไม่พอใจและกลางๆนั้นก็จะดับไปใจเป็นอุเบกขาดำรงอยู่เช่นนี้เป็นการอบรมอินทรีย์ด้วยปัญญา ละความพอใจ, ไม่พอใจและความรู้สึกกลางๆ ด้วยอำนาจปัญญารู้เท่า เป็นขั้นปฏิบัติที่เรียกว่าญาณสังวร = ระวังด้วยญาณเป็นการขจัดอกุศลบาปธรรมให้จางตกไปจากใจ บำรุงรักษาความดีคืออุเบกขาธรรมให้ดำรงอยู่ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจให้เที่ยงธรรมมั่นคงแข็งแรงสืบไป
<O:p</O:p
ขั้นต่อจากนั้นมาเป็นขั้นใช้ความอดทนต่อสู้กับอารมณ์ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเห็นรูปได้ยินเสียงดมกลิ่นลิ้มรสถูกต้องโผฐัพพะและรู้ธรรมด้วยอินทรีย์ทั้ง๖นั้นย่อมอึดอัดระอิดระอาเกลียดชังอยู่ไม่พอใจรับเอามันไว้ในจิตใจไม่นานมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของมันวิธีนี้เป็นการข่มความรู้สึกฝ่ายชั่ว


หน้า 148-149


ด้วยอำนาจความอดทนที่เรียกว่าขันติสังวร = ระวังบาปด้วยความอดทนเป็นขั้นปราบอกุศลบาปธรรมให้ตกไปจากใจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเสขปฏิปทา = วิธีปฏิบัติของพระเสขะ = นักศึกษา
<O:p</O:p
อีกขั้นหนึ่งซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายในวิธีการฝึกอินทรีย์ ใช้วิธีเปลี่ยนความรู้สึกในสิ่งที่ได้ประสพด้วยอินทรีย์ทั้ง๖นั้นให้เป็นไปตามต้องการคือ ให้รู้สึกเกลียดก็ได้ไม่เกลียดก็ได้ ทั้งในสิ่งน่าเกลียด ทั้งนิ่งไม่น่าเกลียด และเว้นความรู้สึกทั้ง๒นั้นเสียให้มีความรู้สึกเป็นกลางๆ มีสติสัมปชัญญะกำกับตนอยู่เท่านั้น ก็ได้ขั้นนี้เป็นการใช้ความพากเพียร เอากำลังใจที่มีอยู่กดความรู้สึกอันเกิดขึ้นเองนั้นเสียเปลี่ยนเป็นความรู้สึกตามต้องการเป็นวิธีขับไล่อกุศลบาปธรรมให้ออกไปจากใจ ที่เรียกว่าวิริยสังวร = ระวังบาปด้วยอำนาจความเพียรเป็นวิธีการที่พระอริยเจ้าใช้อบรมอินทรีย์มาแล้วเป็นผลดีสมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงตรัสสอนให้ใช้วิธีนี้อีกวิธีหนึ่งในการอบรมอินทรีย์
<O:p</O:p
เมื่อสรุปรวมแล้วได้วิธีอบรมหรือฝึกอินทรีย์๔ประการคือ
<O:p</O:p
๑. สติสังวร เอาสติระมัดระวังอินทรีย์ ซึ่งเป็นช่องทางไหลเข้าของอกุศลบาปธรรมมิให้มันได้ช่องไหลเข้ามาครอบงำใจ<O:p</O:p
๒. ญาณสังวร เอาความรู้ทำการพิจารณาอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นให้รู้เท่าทันคัดเอาไว้แต่อุเบกขาคือความมีใจเป็นกลางเฉยอยู่นั้นไว้ปล่อยให้ความรู้สึกดีร้ายจางตกไปจากใจ<O:p</O:p
๓. ขันติสังวร เอาความอดทนเข้าข่มความรู้สึกอันเกิดขึ้นจากอินทรีย์ทั้ง๖นั้นจนมันดับไปเอง<O:p</O:p
๔. วิริยสังวร เอาความพากเพียรเข้าแก้ไขเปลี่ยนแปลงความรู้สึกไปตามความต้องการของตนโดยทำนองหนามยอกเอาหนามบ่งจนสามารถทำความรู้สึกเป็นกลางในอารมณ์ทั้งดีร้ายได้อย่างดี
<O:p</O:p
วิธีทั้ง ๔ นี้เป็นวิธีอบรมอินทรีย์อย่างประเสริฐในอริยวินัยคือพระพุทธศาสนาผู้มุ่งความเจริญก้าว


หน้า 150-151


หน้าทางจิตใจควรถือเป็นหลับอบรมจิตใจจะได้ผลดีโดยง่าย เป็นวิธีฝึกให้จิตใจมีอำนาจสามารถบังคับอารมณ์ในใจของตนได้ ซึ่งเป็นวิธีการบังคับตนเองวิธีหนึ่งเมื่อทำได้ดีจิตใจย่อมมีอิทธิพลเหนือความรู้สึก สามารถวางสีหน้าให้เป็นปกติอยู่ได้ทั้งในเวลาน่ายินดี ทั้งในเวลาน่ายินร้าย จัดเป็นบุคคลที่น่าอัศจรรย์ผิดแปลกไปจากมนุษย์ธรรมดาสามัญเป็นไหนๆ


<O:p</O:pเจริญสติปัฏฐาน
<O:p</O:p

สติปัฏฐานได้แก่การบำรุงสติให้ไพบูลย์เป็นมหาสติเพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อระงับความเศร้าโศก คร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์โทมนัส เพื่อบรรลุวิชชา เพื่อเปิดเผยพระนิพพาน มีวิธีการดังต่อไปนี้
<O:p</O:p
๑. กายานุปัสสนา ตั้งสติดูความเปลี่ยนแปลงเกิด, ดับของกายตามลำดับขั้นดังนี้
<O:p</O:p
( ก ) ตั้งสติตามดูลมหายใจเข้าออกให้รู้ทันระยะสั้นยาว, แผ่ความรู้สึกไปทั่วร่างกายทุกส่วน, ผ่อนบรรเทาลมหายใจให้สงบลงจนเป็นลมประณีตไม่กระเทือนความรู้สึก, สำเหนียกธรรมดาประจำกายคือความเกิดความเสื่อมสลายให้เห็นชัดทั้งในกายภาในทั้งในกายภายนอกทั้ง๒ส่วนเทียบกัน, ดำรงสติไว้ว่ากายมีเพียงเป็นที่รู้เป็นที่ระลึกไม่ติดและไม่ยึดถือสิ่งใดๆที่ได้พบเห็นในกายนั้น
<O:p</O:p
( ข ) ทำสติให้รู้ทันอาการเคลื่อนไหวกายโดยอิริยาบถทั้ง๔คือยืนเดินนอน, สำเหนียกธรรมดาประจำกายตั้งสติไว้ให้มั่นโดยทำนองข้อ ก.
<O:p</O:p
( ค ) ทำสัมปชัญญะให้รู้ทันอาการเคลื่อนไหวทุกๆอาการของกายเช่นก้าวไปถอยกลับเหลียวซ้ายแลขวาคู้เหยียดพาดสังฆาฏิถือบาตรห่มจีวรกินดื่มเคี้ยวลิ้มรสถ่ายอุจจาระปัสสาวะเดินยืนนั่งนอนหลับตื่นพูดนิ่งและสำเหนียกธรรมดาประจำกายกับตั้งสติโดยนัยข้อก.
<O:p</O:p
( ฆ ) ตั้งสติพิจารณาให้เห็นอาการ๓๒ในกายคือผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกเยื่อใน



หน้า 152-153
<O:p</O:p

กระดูกม้ามหัวใจตับพังผืดไตปอดไส้ใหญ่ไส้น้อยอาหารใหม่อาหารเก่าดีเสลดหนองเลือดเหงื่อมันข้นน้ำตามันเหลวน้ำลายน้ำมูกไขข้อมูตร (และมันสมอง) แล้วสำเหนียกธรรมดาประจำกายกับตั้งสติดังนัยข้อก.
<O:p</O:p
( ง ) ตั้งสติกำหนดพิจารณาดูกายให้เห็นโดยความมีธาตุทั้ง๔คือดินน้ำไฟลมประชุมกันอยู่ในกายเต็มอยู่สามารถแยกออกได้ตามลักษณะธาตุทั้ง๔แล้วสำเหนียกธรรมดาประจำกายและตั้งสติโดยนัยข้อก.
<O:p</O:p
( จ ) ดูสรีระที่ตายแล้วในลักษณะต่างๆกันตั้งแต่ตายใหม่ๆจนกระทั่งเหลือแต่กระดูกผุยุ่ยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยน้อมเข้ามาเทียบกับสรีระของตนให้เห็นว่าเช่นเดียวกันแล้วกำหนดดูธรรมดาประจำกายและตั้งสติโดยนัยข้อก.
<O:p</O:p
เมือปฎิบัติตามลำดับชั้นดังกล่าวนี้ชื่อว่าบำรุงสติให้ไพบูลย์ในกานติดตามดูกายที่เรียกว่ากายนุปัสสนาสติปัฏฐานจะเกิดความสำนึกและรู้เห็นความจริงของกายขึ้นอย่างดีทีเดียว.
<O:p</O:p
๒. เวทนานุปัสสนา ตั้งสติติดตามดูความรู้สึกรสของผัสสะที่เรียกว่าเวทนาทั้ง 3 อาการคือสุข ทุกข์และไม่ทุกข์ไม่ทุกข์ให้รู้ทันทุกอาการเวทนาปราศจากอามิสคือไม่เกิดจากกามคุณก็รู้ทันแล้วสำเหนียกธรรมดาประจำเวทนาคือความเกิดขึ้นแปรเปลี่ยนเสื่อมไปของเวทนาจนรู้เห็นแจ่มแจ้งในใจและตั้งสติไว้เพียงเป็นที่รู้เป็นที่ระลึกว่าเวทนามีเท่านั้นไม่ติดและไม่ยึดถือสิ่งไรๆที่ตนได้ประสพพบเห็นในเวลานั้นๆ
<O:p</O:p
๓. จิตตานุปัสสนา ตั้งสติติดตามดูจิตใจของตนให้รู้ทันอาการปกติ, มีกิเลสเจือ, ปราศจากกิเลสเจือ, ฟุ้ง, ไม่ฟุ้ง, ใหญ่, ไม่ใหญ่, เยี่ยม, ไม่เยี่ยม, ตั้งมั่น, ไม่ตั้งมั่น, หลุดพ้น, ไม่หลุดพ้น, ของจิตใจทุกๆอาการไปแล้วสำนียกธรรมดาประจำจิตคืออาการเกิดขึ้นแปรเปลี่ยนเสื่อมสลายไปให้รู้ทันและ


หน้า 154-155


ตั้งสติไว้เพียงเป็นที่รู้และเป็นที่ระลึกว่าจิตมีเท่านั้นไม่ติดและไม่ยึดถืออะไรๆที่ตนได้ประสพพบเห็นในจิตใจทุกๆประการ
<O:p</O:p
๔. ธัมมานุปัสสนา ตั้งสติติดตามดูธรรมคือสภาวะที่ปรากฎแก่จิตใจซึ่งทำลายคุณภาพของจิตใจบ้างบำรุงจิตใจให้มีคุณภาพบ้างหมุนจิตใจอยู่โดยสภาวะปกติบ้างจนรู้เท่าทันสภาวะนั้นๆตามเป็นจริงแล้วสำเหนียกธรรมดาของสภาวะนั้นๆว่ามีอาการเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงแปรไปอย่างไรควรละหรือควรเจริญอย่างไรหรือเพียงเป็นสภาวะที่ควรกำหนดรู้ให้แจ่มแจ้งและพึงตั้งสติเพียงเป็นที่รู้เท่าเป็นที่ระลึกว่าสภาวธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่ไม่ติดและไม่ยึดถืออะไรๆในธรรมที่ตนได้ประสพพบเห็นนั้นๆ
<O:p</O:p
ผู้เจริญสติปัฎฐานต้องประกอบสติสัมปชัญญะและอาตปะความเพียรให้เป็นไปด้วยกันจึงจะสามารถกำจัดความเศร้าโศกคร่ำครวญความทุกข์โทมนัสออกไปจากใจได้และจึงจะสามารถบรรลุถึงวิชาและนิพพานสมประสงค์
<O:p</O:p

<O:p</O:pเจริญอิทธิบาทภาวนาและปธานสังขาร
<O:p</O:p
อิทธิบาทคือธรรมที่เป็นพื้นฐานของฤทธิ์หรือธรรมที่ให้สำเร็จสิ่งประสงค์ เป็นธรรมที่จำเป็นต้องอบรมเพื่อเป็นอุปกรณ์แก่ทิพย์อำนาจ มี๔ประการและมีวิธีอบรมดังต่อไปนี้
<O:p</O:p
๑. ฉันทะความพอใจ ได้แก่ความต้องการทิพย์อำนาจมุ่งมั่นหมายมือที่จะได้จะถึงอย่างแรงกล้า<O:p</O:p
๒. วิริยะความเพียร ได้แก่ความบากบั่นมั่นคงไม่วางธุระในกุศลธรรมอันเป็นบันไดไปสู่ทิพยอำนาจพยายามไต่ไปคืบคลานไปไม่ยอมถอยหลังก้าวหน้าเรื่อยไป<O:p</O:p
๓. จิตตะความพอใจฝักใฝ่ ได้แก่ความมีใจแน่วแน่ในความมุ่งหมายของตนและแน่วแน่ในการเจริญกุศลละอกุศลอันเป็นวิธีก้าวไปสู่ทิพย์อำนาจทีละขั้นๆ



หน้า 156-157
<O:p</O:p

๔. วิมังสาความไตร่ตรองพิจารณา ได้แก่ความสอดส่องไต่สวนทวนเหตุผลเลือกคัดจัดสรรกุศลอกุศลให้ออกจากกันเพือละอกุศลเจริญกุศลได้สะดวกและสอดส่องแสวงหาวิธีการเจริญทิพย์อำนาจให้ทราบทางใจอีกด้วย
<O:p</O:p
ขั้นแรกอาศัยคุณธรรมทั้ง๔ นี้เจริญสมาธิก่อน เมื่อได้สมาธิแล้วจึงอาศัยสมาธิที่ได้เพราะอาศัยธรรม ๔ ประการนี้ทำความพากเพียร ละอกุศลเจริญกุศลให้เต็มกำลังอีกทีหนึ่ง ซึ่งท่านเรียกว่าปธานสังขาร=แต่งความเพียรวิธีอาศัยอิทธิบาทเจริญสมาธิขั้นต้นนั้นเรียกว่าอิทธิบาทสมาธิ=สมาธิเกิดด้วยอิทธิบาทรวมกันเข้าเรียกสั้นๆว่าอิทธิบาทภาวนา=เจริญอิทธิบาท
<O:p</O:p
ท่านพรรณนานาคุณแห่งอิทธิบาทภาวนาไว้มาก ว่าผู้ที่ได้เจริญอิทธิบาทให้บริบูรณ์เต็มที่ แล้วถ้าจำนงจะมีชีวิตอยู่กัปป์หนึ่งหรือเกินกว่ากัปป์หนึ่งก็สามารถอธิษฐานให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแย้มพรายหลายครั้งเพื่อให้พระอานนท์กราบทูลอาราธนาให้ทรงอธิษฐานพระชนม์ชีพอยู่ถึงกัปป์๑หรือเกินกว่า แต่พระอานนท์รู้ไม่ทันอั้นตู้เสียทุกครั้งที่ทรงแย้งพรายนัยว่า มารดลใจจึงมิได้ทราบทูลอาราธนาภายหลังเมื่อพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วพระเถระทั้งหลายมีพระมหากัสสปเถระเป็นต้น จึงพากันตำหนิพระอานนท์ในข้อนี้อย่างมาก
<O:p</O:p
เรื่องอำนาจแห่งอิทธิบาทภาวนี้มีผู้ยกขึ้นเป็นปัญหาค่อนขอดในภายหลังว่าสรรเสริญคุณไว้เปล่าๆ ถ้ามีอำนาจทำได้ถึงเพียงนั้นทำไมจึงไม่ทำเสียเองจะรอให้คนอื่นต้องอาราธนาทำไม พระนาคเสนเถระแก้แทนว่าทรงมีอำนาจถึงเพียงนั้นมิได้ตรัสมุสาอยากจะทำตามนั้นแต่มีผู้ประสงค์มิให้ทรงลำบากพระกายไปนานเหมือนพระเจ้าจักรพรรดิทรงพรรณนาถึงความสามารถของม้าอาชาไนยของพระองค์ว่าฝีเท้าเร็วอาจขี่รอบโลกได้ในวันเดียวและปรารถนาจะทรงทำ
------------------------------------------------------
๑ คำว่า กัปป์ ในที่นี้ หมายถึง อายุกปฺโป คือ เกณฑ์อายุขัยของคนแต่ละสมัย


หน้า 158-159


เช่นนั้นบรรดาเสนามาตย์ราชเสวกทั้งหลายผู้มีความจงรักภักดี กลัวว่าจะทรงลำบากพระกายเปล่าๆ จึงทราบทูลห้ามเสียฉันใดเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เป็นฉันนั้นเพราะพระธรรมวินัยทรงแสดงไว้เพียงพอแล้ว อัตภาพเป็นสิ่งประกอบไปด้วยทุกข์ที่จำต้องทน แม้จะบริบูรณ์ดีเพียงไรก็ไม่พ้นที่ต้องลำบากด้วยภัยธรรมชาติ ทั้งภายในและภายนอก ปรากฏประหนึ่งคูถแก่ผู้วางอุปาทานในอัตภาพแล้วฉะนั้นใครๆผู้แลเห็นความลำบากของพระผู้มีพระภาคเจ้าในข้อนี้ จึงไม่สามารถที่จะเห็นพระองค์ทรงลำบากพระกายไปนาน ส่วนการตำหนิพระอานนท์ในภายหลังก็ทำไปพอเป็นทีเท่านั้นดังนี้
<O:p</O:p
สร้างอินทรีย์และพละ
<O:p</O:p

อินทรีย์คือสภาวะที่เกื้อกูลแก่ความเป็นใหญ่ร่างกาย ธรรมดาของคนต้องประกอบด้วยอินทรีย์คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จึงให้สำเร็จกิจในการดูฟังดมลิ้มรับสัมผัสและรู้เรื่องได้ ฉันใดกายพิเศษซึ่งเป็นส่วนภายในกายธรรมดานี้อีกชั้นหนึ่ง จะเป็นกายที่มีอำนาจพร้อมมูลเพื่อทำกิจให้สำเร็จได้ ก็ต้องประกอบด้วยอินทรีย์ฉันนั้น อินทรีย์สำหรับกายชั้นในที่ต้องเพิ่มเติมขึ้นมี๕สิ่งคือ
<O:p</O:p
๑. ศรัทธาความเชื่อมั่นในความรู้ของครูผู้สั่งสอนตนสำหรับพระพุทธศาสนาได้แก่เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า<O:p</O:p
๒. วิริยะความเพียรคือความบากบั่นขยันขันแข็งไม่ทอดธุระในการละความชั่วทำความดียิ่งๆขึ้นไป<O:p</O:p
๓. สติความยั้งคิดหรือการตรวจตราควบคุมตนเองมิให้พลั้งพลาดในการทำพูดคิดยังกิจที่ประสงค์ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี<O:p</O:p
๔. สมาธิความมีใจมั่นคงไม่เหลาะแหละไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนหนักในเหตุผลเที่ยงตรงเหมือนเสาอินทขีลไม่หวั่นไหวต่อลมฉะนั้น<O:p</O:p
๕. ปัญญาความฉลาดคือรู้สภาวธรรมตาม


หน้า 160-161


ความเป็นจริงถูกต้องเป็นความรู้แจ่มกระจ่างในใจตัดความสงสัยในเรื่องควรสงสัยลงได้อย่างสูงหมายถึงรู้ทางสิ้นทุกข์ถูกต้อง
<O:p</O:p
ธรรมทั้ง๕ นี้เมื่อได้ทำการอบรมให้บริบูรณ์ขึ้นจนมีอำนาจในหน้าที่ของแต่ละข้อแล้ว จัดเป็นพละและเป็นอินทรีย์หรือจะรวมเข้าเป็นพละกำลังอันยิ่งใหญ่ก็ได้ ผู้มีธรรมหมวดนี้เต็มเปี่ยมในตนเป็นบุคคลผู้สามารถจะรับทิพยอำนาจไว้ในตนได้ถ้าปราศจากธรรมหมวดนี้แล้วจะไม่สามารถรับทิพยอำนาจไว้ได้ เพราะกำลังไม่พอนั่นเอง ฉะนั้นก่อนจะก้าวไปสู่ทิพยอำนาจจึงควรสร้างทิพยพละและอินทรีย์ขึ้นก่อน
<O:p</O:p
ศรัทธาข้อต้นต้องได้รับการปลูกสร้างเพิ่มเติมให้ไพบูลย์เป็นศรัทธามั่นคง วิริยะข้อ๒นั้นเมื่อได้อบรมตามหลักปธานสังขารในการเจริญอิทธิบาทแล้ว ก็เป็นอันได้สร้างสำเร็จแล้ว สติข้อ๓ต้องอบรมตามหลักสติปัฏฐาน๔ คือให้มีสติตั้งมั่นในการรู้เห็นกายเวทนา-จิต-ธรรม จนมีสติไพบูลย์เป็นมหาสติ สมาธิข้อ๔ เมื่อได้เจริญฌานมาตรฐานทั้ง๔ประการสำเร็จแล้ว ก็ชื่อว่ามีสมาธิบริบูรณ์ในขั้นนี้แล้ว ปัญญาข้อ๕ต้องอบรมให้มากขึ้นและให้เป็นสัมมาปัญญา คือรู้ดีรู้ชอบจึงเป็นคุณแก่ตน เมื่อมีอินทรีย์๕บริบูรณ์ขึ้นทุกประการแล้วกายชั้นในคือนามกายจะเปลี่ยนรูปเป็นทิพยกายทันทีมีอินทรีย์๕นั้นเป็นส่วนประกอบให้มีอำนาจเห็น-ได้ยิน-ได้กลิ่น-ลิ้มรส-สัมผัสและรู้อะไรๆได้เช่นเดียวกับกายธรรมดาคนเราผู้ฝึกหัดชำนาญแล้วสามารถถอดออกจากร่างกายหยาบๆนี้ไปเที่ยวอยู่ในทิพยโลกได้ ข้อนี้จะได้กล่าวในวิธีสร้างทิพยอำนาจในบทข้างหน้า
<O:p</O:p
เจริญโพชฌงค์
<O:p</O:p

โพชฌงค์คือองค์ธรรมอันเป็นเหตุให้เกิดการตรัสรู้ขึ้นในดวงจิตหรือเป็นเหตุปลุกจิตใจให้ตื่นเต็มที่มี ๗ประการคือ
<O:p</O:p
๑. สติความยั้งคิด มีลักษณะตรวจตราควบคุม



หน้า 162-163


จิตใจและปรับปรุงธรรมข้ออื่นๆให้สมดุลกันเมื่อได้อบรมตามหลักสติปัฏฐาน๔เพียงพอแล้วก็ชื่อว่ามีสติสัมโพชฌงค์
<O:p</O:p
๒. ธัมมวิจยะความวิจัยธรรม คือพินิจคิดค้นเหตุผลของสิ่งนั้นๆจนทราบชัดแก่ใจจริงๆเมื่อได้ปฏิบัติตามปธานสังขารในการเจริญอิทธิบาทข้อ๔ก็ชื่อว่ามีธรรมวิจยสัมโพชฌงค์แล้ว
<O:p</O:p
๓. วิริยะความเพียร มีนัยเช่นเดียวกับในปธานสังขารในการเจริญอิทธิบาทข้อ๒
<O:p</O:p
๔. ปิติความดูดดื่ม ได้แก่ปิติในองค์ฌานนั่นเองเมื่อได้เจริญฌานมาตรฐาน๔ประการรู้จัดปลูกปิติแล้วก็ชื่อว่ามีปิติสัมโพชฌงค์แล้ว
<O:p</O:p
๕. ปัสสัทธิความราบเรียบของกายใจไม่เคลื่อนไหวกายใจในกิริยาที่ไม่จำเป็นเมื่อได้เจริญฌานมาตรฐานจนถึงชั้นจตุตถฌานระงับกายสังขารคือลมหายใจได้แล้วชื่อว่ามีปัสสัทธิสัมโพชงค์แล้ว
<O:p</O:p
๖. สมาธิความมีใจมั่นคง เมื่อได้เจริญฌาน มาตรฐาน๔ประการให้บริบูรณ์แล้วก็ชื่อว่ามีสมาธิสัมโพชฌงค์แล้ว
<O:p</O:p
๗. อุเบกขาการเข้าไปเพ่งดูด้วยใจเป็นกลางเที่ยงตรง อันเป็นเหตุให้รู้จริงเห็นแจ้งเมื่อได้เจริญอุเบกขาฌานคือฌานที่๔สำเร็จแล้วก็นับว่ามีอุเบกขาสัมโพชฌงค์พอสมควรถ้ายิ่งได้เจริญถึงชั้นอุเบกขาฌานแล้วยิ่งชื่อว่ามีอุเบกขาสัมโพชฌงค์บริบูรณ์ดี

วิธีเจริญโพชฌงค์ที่จะให้ได้ผลดีต้องอาศัยหลัก๔ประการเป็นเครื่องประกอบคือ
<O:p</O:p
๑. อาศัยความเงียบเป็นเครื่องประกอบ <O:p</O:p
๒. อาศัยความพรากจิตจากกามคุณเป็นเครื่องประกอบ<O:p</O:p
๓. อาศัยความดับธรรมที่เป็นข้าศึกเป็นเครื่องประกอบ<O:p</O:p
๔. อาศัยน้องจิตไปในทางสละโลกเป็นเครื่องประกอบ
<O:p</O:p
ความเงียบมี๓ชั้นคือเงียบทางกาย เงียบทาง


หน้า 164-165


จิตและเงียบจากกิเลสเป็นเหตุยึดขันธ์๕ ว่าเป็นตัวตนแก่นสาร ความพรากจิตจากกามคุณเป็นขั้นต้นของฌาน ต่อจากนั้นไปต้องหัดพรากจากอารมณ์ของฌานที่หยาบ ก้าวไปสู่ฌานประณีตโดยลำดับ จนถึงพรากจากอารมณ์ได้เด็ดขาด ความดับธรรมเป็นข้าศึกนั้นหมายตั้งแต่ชั้นต่ำที่สุด จนถึงสูงที่สุด สิ่งใดเป็นปฏิปักษ์กับความดีต้องพยายามดับสิ่งนั้นให้หมด ส่วนความน้อมจิตไปในทางสละโลกนั้นเป็นการหัดใจให้รู้จักเสียสละประโยชน์น้อยเพื่อประโยชน์ใหญ่โดยลำดับ ไม่อาลัยติดอยู่ในความสุขดีกว่าประณีตกว่านั้นขึ้นไป จนถึงสละโลกทั้งสิ้นเพื่อบรรลุธรรมอันยิ่งกว่าโลกในที่สุด คำว่าโลกในที่นี้ก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นๆของบทนี้มิได้หมายโลกคือแผ่นดินแผ่นฟ้าและประชาสัตว์แต่ประการใด ผู้ต้องการสิ่งใดที่ดีกว่าประณีตกว่าโลก เมื่อพบแล้วก็จำต้องสละโลกอยู่ดีแต่เมื่อความอาลัยไม่ยอมสละก็จะไม่ได้ประสพสิ่งที่ดีกว่า ประณีตกว่า ถ้าหากบังเอิญได้ประสพก็จะหลุดมือไปโดยเร็ว

คนผู้ไม่ยอมสละโลกเพื่อได้ธรรมก็จะเป็นเหมือนบุรุษไม่ยอมทิ้งมัดป่านในเมื่อพบแก้วฉะนั้น มีนิทานเล่ามาว่ามีชาย๕-๖คนได้ทราบข่าวว่าบ้านร้างแห่งหนึ่งมีคนล้มตายไปด้วยโรคปัจจุบันจนหมดจึงชวนกันไปเก็บเอาทรัพย์ที่ถูกทอดทิ้งไว้ชายคนหนึ่งไปพึงเรือนหลังแรกได้เห็นมัดป่านก็ดีใจเหลือล้นค่าที่ตนชอบถักแหจึงแบกเอามัดป่านนั้นไปครั้นสอบค้นไปยังเรือนหลังอื่นๆก็ไปพบเงินทองและแก้วโดยลำดับกันคนอื่นๆเขาทิ้งสิ่งที่เขาถือมาก่อนซึ่งมีค่าน้อยกว่าเสียแล้วเก็บเอาสิ่งมีค่ามากกว่าไป ส่วนตาที่ชอบมัดป่านอ้างว่าได้แบกมานานแล้วจะทิ้งก็เสียดายครั้นจะเอาเงินทองหรือแก้วซึ่งเป็นสิ่งมีค่ากว่าเพิ่มขึ้นก็เหลือกำลังของตัว จึงคงแบกมัดป่านกลับบ้าน คนอื่นๆเขาร่ำรวยมีเงินทองแก้วเลี้ยงชีพเป็นสุขสืบไปส่วนตาที่ชอบป่านก็ยังคงนั่งฟั่นป่านถักแหไปตามเดิม นิทานนี้สอนให้รู้จักสละสิ่งมีค่าน้อยเพื่อ


หน้า 166-167


ถือเอาสิ่งมีค่ามากจึงจะมีสุขสมปรารถนา
<O:p</O:p
เจริญอริยมรรค
<O:p</O:p

อริยมรรคคือข้อปฏิบัติสายกลางประกอบด้วยองค์๘เป็นข้อปฏิบัติประเสริฐนำไปสู่แดนสุขสมบูรณ์คือ
<O:p</O:p
๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกคือเห็นอริยสัจ๔เป็นเหตุให้อยากพ้นทุกข์ไปสู่แดนสุขสมบูรณ์คือพระนิพพาน<O:p</O:p
๒. สัมมาสังกัปโป ความคิดชอบคือคิดออกจากกามคุณ (=โลก) คิดออกจากความเคียดแค้นคิดออกจากความเบียดเบียน<O:p</O:p
๓. สัมมาวาจา พูดชอบคือประพฤติสุจริตทางวาจาไม่มีเจตนาพูดให้ร้ายหรือทำลายประโยชน์ใคร<O:p</O:p
๔. สัมมากัมมันโต ทำการงานชอบคือประพฤติสุจริตทางกายไม่มีเจตนาทำร้ายใครไม่ล่วงละเมิดสิทธิ์ในทรัยพ์และสามีภรรยาของผู้อื่น<O:p</O:p
๕. สัมมาอาวีโว เลี้ยงชีวิตชอบคือเว้นมิจฉาชีพประกอบสัมมาชีพเลี้ยงชีวิตไม่ยอมให้ชีวิตบังคับให้ประกอบกรรมบาปใส่ตัวคือไม่ยอมทำบาปเพราะชีวิตเป็นเหตุ<O:p</O:p
๖. สัมมาวายาโม พยายามชอบคือพยายามละบาปอกุศลบำเพ็ญบุญกุศลใส่ตนให้เป็นคนมีบุญมากรุ่งเรืองด้วยบุญ<O:p</O:p
๗. สัมมาสติ นึกชอบคือนึกดูความจริงอันมีในกายในเวทนาในจิตในธรรมจนรู้ความจริงแจ่มแจ้ง<O:p</O:p
๘. สัมมาสมาธิ ความมั่นคงของใจถูกทางคือจิตเป็นสมาธิตามหลักฌานมาตรฐาน๔ประการเว้นการประกอบสมาธิในทางผิดซึ่งเป็นไปเพื่อความผิดของข้อปฏิบัติทุกๆประการ
<O:p</O:p
พระบรมศาสดาจารย์ตรัสว่า “ มรรค์มีองค์ ๘ นี้สัมมาสมาธิเป็นองค์ประธานเป็นประมุขนอกนั้นเป็นองค์ประกอบ ” เพราะเมื่อบุคคลมีใจมั่นคงเที่ยง



หน้า 168-169


ตรงมุ่งในทางถูกชอบแล้วความรู้เห็นความคิดอ่าน การพูดการทำการเลี้ยงชีพความพากเพียรและความรอบคอบย่อมเป็นไปทางเดียวกันหมด พุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่ตนตั้งไว้ย่อมจะบรรลุผลที่มุ่งหมายสมประสงค์โดยรวดเร็ว สัมมาสมาธิเปรียบเหมือนเข็มทิศประจำเรือเดินทะเลฉะนั้นถ้าเข็มทิศดีการเดินเรือย่อมบรรลุถึงที่หมายปลายทางสะดวกฉันใดการปฏิบัติธรรมก็เป็นฉันนั้น
<O:p</O:p
การฝึกฝนอบรมจิตใจตามวิธีเท่าที่ได้บรรยายมาในบทที่๑จนถึงบทที่๔นี้ย่อมเพียงพอที่ใช้เป็นเครื่องมือปลูกสร้างทิพยอำนาจได้แล้ว เพราะจิตใจที่ได้รับการอบรมตามวิธีที่กล่าวมาเมื่อสำเร็จภูมิรูปฌานที่๔แล้ว ย่อมเป็นจิตใจที่มีลักษณะดีงามนิ่มนวลเหนียวแน่นมั่นคงและบริสุทธิ์ผุดผ่อง ควรแก่การน้อมไปเพื่อทิพยอำนาจอย่างดีถ้าท่านประสงค์ทิพยอำนาจใดๆ จะเป็นชั้นโลกีย์ก็ตาม ชั้นโลกุตตระก็ตาม ก็ย่อมจะสำเร็จได้ดังประสงค์ทุกประการ
<O:p</O:p
แต่ว่ายังมีภูมิแห่งจิตใจอีกบางประการซึ่งเป็นอุปกรณ์อย่างดีแก่ทิพยอำนาจเป็นเครื่องเล่นเพลิดเพลินและบำรุงพลานามัยอย่างดีในพระพุทธศาสนาควรศึกษาอบรมเพิ่มเติมอีกดังจะได้อธิบายในลำดับต่อไปนี้
<O:p</O:p
เจริญอรูปฌาน
<O:p</O:p

อรูปฌานเป็นภูมิจิตใจที่ประณีตยิ่งกว่าฌาน๕อันเป็นฌานมาตรฐาน ที่ได้แสดงแล้วในบทก่อนๆฌาน๔ประการนั้นท่านเรียกชื่อรวมว่ารูปฌานแปลตรงๆว่าเพ่งรูป แต่ความจริงมิได้เพ่งรูปเสมอไป อารมณ์คือข้อคิดคำนึงหรือพินิจเพื่ออบรมจิตใจให้เป็นสมาธิและเป็นฌาน ขั้นต้นนั้นย่อมมีทั้งรูปธรรมทั้งอรูปธรรมเช่นหมวดอสุภะเป็นรูปธรรมอุปสมานุสสติในหมวดอนุสสติเป็นอรูปธรรมเป็นต้น การที่ท่านเรียกว่ารูปฌานย่อมหมายถึงภูมิจิตใจเป็นประมาณคือจิตใจในภูมินี้ยังแลเห็นรูปธรรมในมโนทวารได้แม้อัตภาพของตนเองก็เป็นรูปธรรม



หน้า 170-171


และปรากฎแก่จิตใจอยู่ตลอดมาจนถึงฌานที่๔ ซึ่งเป็นชั้นสูงสูดในหมวดรูปฌานส่วนปรูปฌานนั้น อารมณ์ที่นำมาคิดคำนึงก็เป็นอรูปธรรม เมื่อจิตใจสงบเข้าถึงขีดขั้นของอรูปฌานแม้ขั้นต้นคืออาการสานัญจายตนะ ก็จะไม่สามารถแลเห็นรูปธรรมในมโนทวารแม้อัดภาพของตนเอง ก็ปรากฏเป็นอากาศไปไม่เห็นรูปร่างเหมือนในรูปฌาน ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่าอรูปฌานความแปลกต่างกันแห่งรูปฌานกับอรูปฌานมีเพียงเท่านี้ต่อไปนี้จะได้อธิบายเป็นข้อๆผู้ต้องการเจริญพึงศึกษาสำเหนียกตามให้ดีดังต่อไปนี้
<O:p</O:p
๑. อากาสานัญจายตนฌาน
<O:p</O:p

การที่จะทำความเข้าใจลักษณะฌานชั้นนี้ได้แจ่มแจ้งผู้ศึกษาต้องย้อนไปสังเหตุลักษณะฌานชั้นที่ ๔ ในหมวดรูปฌานอีกที จิตใจฌานชั้นนั้นย่อมสงบมั่นคงรวมลงเป็นหนึ่งมีอุเบกขาและสติควบคุมอยู่เป็นใจบริสุทธิ์ผ่องแผ่วปราศจากอุปกิเลสเป็นใจนิ่มนวลละมุนละไม ลมหายใจระงับไปปรากฎเป็นกลุ่มอากาศโปร่งๆแม้อัตภาพก็ปรากฏในผ่องโปร่งบางคล้ายแก้วเจียรไน เมื่อระงับไปไม่ปรากฏอาการเคลื่อนไหว กลายเป็นอากาศหายใจแผ่ซ่านคลุมตัวนิ่งอยู่ที่ปรากฏเป็นกลุ่มอากาศใสๆ นั่งเองถ้ากำลังแห่งความสงบใจอ่อนลงเมื่อใดก็ปรากฏมีอาการเคลื่อนไหวทำให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์สุขสะเทือนถึงใจอยู่เรื่อยๆไป ท่านจึงจักเป็นเครื่องคับใจในฌานชั้นนี้

ผู้ประสงค์จะหลีกห่างจากสัมพาธะข้อนี้จึงทำความสงบก้าวหน้ายิ่งขึ้นโดยวางสัญญาที่กำหนดหมายในรูป คืออัตภาพอันเป็นที่ตั้งแห่งลมหายใจนั้นและรูปอื่นๆอันมาปรากฏในมโนทวาร ทั้งวางสัญญาที่กำหนดหมายในสิ่งต่างๆมีคามรู้สึกนึกเห็นเป็นต้น ทั้งวางสัญญากำหนดหมายในสิ่งสะเทือนจิตใจให้รู้สึกอึดอัดด้วยทำความกำหนดหมายอากาสานะคือกลุ่มอากาศหายใจที่ปรากฏเป็นกลุ่มอากาศโปร่งใสนั้นไว้ในใจเรื่อยไป ใจก็จะสงบรวมเป็นหนึ่งมีอุเบกขากำกับ



หน้า 172-173


กระชับแน่นยิ่งขึ้นอากาสานะคืออากาศหายใจนั้น จะโปร่งใสแผ่ซ่านกว้างขวางไม่มีขอบเขตจำกัด เหมือนในจตุตถฌาน แม้อัตภาพก็จะโปร่งใสกลายเป็นอากาศไปไม่มีสิ่งใดๆที่ถึงความเป็นรูปจะปรากฎในมโนทวารในขณะนั้น ความสงบจิตใจชั้นนี้แหละที่เรียกว่าอากาสานัญจายตนฌานผู้เจริญฌานชั้นนี้พึงสำเหนียกไว้ว่ารูปสัญญาคือความกำหนดหมายในรูปเป็นสัมพาธะ คือสิ่งคับใจของฌานชั้นนี้ วิธีเจริญฌานชั้นนี้จึงต้องวางรูปสัญญาให้สนิทแล้วใส่ใจแต่อากาสนะอย่างเดียว ก็จะสำเร็จอากาสานัญจาตนฌานดั่งประสงค์
<O:p</O:p
๒. วิญาณัญจายตนฌาน
<O:p</O:p

อรูปฌานที่๑ นั้นมีสิ่งทั้ง๓ ปรากฎสัมพนธ์กันอยู่คืออากาสนะที่แผ่ซ่านกว้างขวางเป็นอากาศโปร่งใส เป็นที่ใส่ใจกำหนดหมายรู้อยู่นั้น๑กระแสมโนวิญญาณคือความรู้เห็นอากาศนั้น๑และธาตุรู้ซึ่งดำรงมั่นคงภายในนั้น๑เมื่อสิ่งทั้ง๓นี้ยังสัมพันธ์กันอยู่ตราบใดความปลอดภัยจากความสะเทือนก็ย่อมยังหวังไม่ได้ตราบนั้น เพราะอากาศเป็นตัวธาตุและวิญญาณเป็นตัวสื่อสัมผัสนำกระแสสะเทือนเข้าสู่จิตใจได้อยู่ อากาสานัญจายตนสัญญาจึงเป็นสัมพาธะคือสิ่งคับใจได้อยู่อีก ผู้ประสงค์จะหลีกออกจากสิ่งคับใจให้ยิ่งขึ้นจึงพยายามทวงสัญญาณนั้นเสียมากำหนดหมายใส่ใจ เฉพาะกระแสวิญญาณทางใจสืบไป

เมื่อใจสงบรวมลงเป็นหนึ่งมีอุเบกขากำกับมั่นคงแล้วจะปรากฏเห็นกระแสมโนวิญญาณ แผ่ซ่านไพศาลไปทั่วอากาศทั้งหมดอากาศ ปรากฏไปถึงไหนมโนวิญญาณก็แผ่ซ่านไปถึงนั่นไม่มีขอบเขตจำกัด ความสงบใจขั้นนี้แหละท่านเรียกว่าวิญญาณณัญจายตนฌานผู้ต้องการเจริญฌานชั้นนี้พึงทรบว่าอากาสานัญจายตนสัญญาเป็นสิ่งคับใจของฌานชั้นนี้ไว้วิธีปฏิบัติก็ต้องพยายามปล่อยวางสัญญานั้นเสียหันมาทำความกำหนดหมายใส่ใจแต่วิญญาณคือความรู้ทางใจอันเป็นกระแสรับรู้อากาศนั้นสืบไปอย่าไปใส่ใจอากาศเลยโดยวิธีนี้ก็จะสำเร็จวิญญาณัญจายตนฌานสมประสงค์.
<!-- / message -->

malila
01-22-2006, 05:48 PM
หน้า 174-175


๓. อากิญจัญญายตนฌาน<O:p</O:p

อรูปฌานที่๒ วิญญาณกับอากาศยังมีส่วนใกล้ชิดกัน ทำให้เกิดการสังโยคกันได้ง่ายไม่เป็นที่ปลอดภัยจากสิ่งคับใจ ผู้ประสงค์ทำใจให้สงบประณีตห่างจากสิ่งบังคับใจยิ่งขึ้น จึงปล่อยวางสัญญาที่กำหนดหมายกระแสวิญญาณนั้นเสีย มากำหนดหมายตัวมโนธาตุ คือผู้รู้ซึ่งดำรงอยู่ณภายใน ไม่กำหนดรู้อะไรๆอื่นๆในภายนอกแม้แต่น้อย เมื่อใจสงบรวมลงเป็นหนึ่งมีอุเบกขากำกับอยู่อย่างมั่นคง จะปรากฏมีแต่ธาตุรู้ดำรงอยู่โดดเดี่ยวไม่รับรู้อะไรๆอื่นๆทั้งหมด นอกจากความรู้สึกกลางๆทางใจเท่านั้นปรากฏอยู่จึงรู้สึกว่าไม่มีอะไรแม้น้อยหนึ่ง ( นัตถิกิญจิ ) ก่อกวนจิตใจให้รำคาญ

ความสงบจิตใจในขั้นนี้ท่านเรียกว่าอากิญจัญญาญตนฌานผู้เจริญฌานชั้นนี้พึงสังเกตสัมพาธะของฌานชั้นนี้ไว้ให้ดี คือวิญญาณัญจายตนสัญญาความกำหนดหมายกระแสมโนวิญญาณนั่นเองปรากฏขึ้นทำความคับใจ คือมันอดที่รับรู้อะไรๆอื่นๆในภายนอกไม่ได้นั่นเองเมื่อกระแสความรู้เกิดขึ้นรับรู้อารมณ์อื่นๆ จิตก็ต้องถอยกลับอากิญจัญญายตนฌานทันที วิธีเจริญฌานชั้นนี้จึงต้องพยายามกำหนดวางสัญญาในกระแสวิญญาณให้เด็ดขาด จิตใจก็จะดำรงเป็นเอกภาพมีความรู้สึก ณ กลางๆ ภายในดังประสงค์ชื่อว่าสำเร็จอากิญจัญญายตนฌาน<O:p</O:p

๔. เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน<O:p</O:p

อรูปฌานที่๓ จิตใจดำรงเป็นเอกภาพมีความรู้สึกกลางๆ ณ ภายในกระแสมโนวิญญาณคอยเกิดขึ้นรบกวนเป็นเหตุให้รับรู้อะไรๆอื่นๆ ซึ่งทำให้รำคาญใจ คับใจอึดอัดใจ ยังไม่ปลอดภัยแท้ ผู้ประสงค์ความสงบใจโปร่งใสยิ่งขึ้นจึงสำเหนียกทราบว่าการกำหนดหมายรู้ธาตุรู้นั่นเอง เป็นตัวเหตุภายในก่อให้เกิดกระแสมโนวิญญาณนั้นเสีย แล้วมากำหนดหมายความสงบประณีตของจิตใจนั้นเองอยู่เรื่อยไป เป็นการผ่อนสัญญาให้อ่อนลง ใจจะได้สงบว่างโปร่งเป็น


หน้า 176-177


เอกภาพจริงจังขึ้น เมื่อใจสงบรวมลงเป็นหนึ่งถึงความเป็นเอกภพเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม ความรู้สึกอารมณ์เกือบดับหมดไปแล้ว หากแต่ยังมีสัญญาในความสงบประณีตนั้นผูกมัดไว้ให้จิตใจแขวนต่องแต่งกับโลกอยู่อีกยังไม่เป็นเอกภาพสมบูรณ์ จริงๆสัญญายังเหลือน้อยเกือบจะพูดได้ว่าไม่มีเป็นสัญญาละเอียดประณีตที่สุดเป็นยอดสัญญา พระบรมศาสดาตรัสว่าฌานชั้นนี้เป็นยอดอุปาทาน ดังนั้นเราจึงเห็นความในพระประวัติของพระองค์ตอนเสด็จไปทรงศึกษาลัทธิในสำนักอาฬารดาบสและอุทกดาบส นั้นว่าทรงบรรลุถึงฌานชั้นนี้และทรงทราบว่ายังมีอุปาทานไม่ใช่นิพพานแท้ ดังนี้ความสงบแห่งจิตใจชั้นนี้แลท่านเรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ผู้ประสงค์เจริญฌานชั้นนี้พึงกำหนดรู้สัมพาธะคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกคับใจแคบใจขึ้นในฌานชั้นนี้ไว้ให้ดี

ท่านว่าอากิญจัญญายตนสัญญาซึ่งเมื่อกล่าวให้ชัดก็คือมโนสัญญานั่นเอง เป็นตัวเหตุก่อให้เกิดความอึดอัดใจขึ้นมันคอยจะโผล่ขึ้นในดวงจิตทำให้มีความรู้สึกเต็มตัวรับรู้อะไรๆขึ้นมาอีก วิธีการในชั้นนี้คือพยายามดับมโนสัญญาเสียให้หายสนิทไปใส่ใจอยู่แต่ความสงบประณีตของจิตใจสืบไป ใจก็สงบลงเป็นหนึ่งถึงความเป็นเอกภาพมีความรู้สึกกลางๆกำกับใจอยู่เพียงนิดหน่อย แทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีสัญญาชื่อว่าสำเร็จเนวสัญญานาสัญญายตนฌานดั่งประสงค์ ฌานชั้นนี้แลที่เป็นปัญหากันมากในหมู่ภิกษุในสมัยพุทธกาลว่า บุคคลมีสัญญาอยู่แต่ไม่รับรู้อะไรๆเลยมีหรือไม่ ? ท่านแก้กันว่ามีและชี้เอาฌานชั้นนี้ ซึ่งพระอานนท์ตรัสความอัศจรรย์ไว้ว่าน่าอัศจรรย์จริง ! อินทรีย์๖ก็มีอยู่อารมณ์ทั้ง๖มีรูปเป็นต้นก็มีอยู่สัญญาของบุคคลก็มีอยู่แต่ไม่รับรู้อะไรๆได้เลยดังนี้

รูปฌาณ๔ และอรูปฌาน๔ รวมกันตรัสเรียกว่าวิโมกข์๘ เป็นธรรมเครื่องพ้นจากโลกตามลำดับกัน คือพ้นจากโลกหยาบๆ จนถึงพ้นจากโลกชั้นละเอียดประณีต แต่เป็นความพ้นที่ยังกำเริบได้ไม่เป็นความพ้น


หน้า 178-179


เด็ดขาดและตรัสเรียกว่าสมาบัติ๘ คือเป็นภูมิธรรมสำหรับเข้าพักผ่อนของจิต เป็นการพักผ่อนอย่างประเสริฐซึ่งทำให้เกิดพละอำนาจเพิ่มพูนขึ้นทุกๆที ผู้ประสงค์ความมีอิทธิพลอันยิ่งพึงฝึกฝนอบรมตนให้บริบูรณ์ด้วยฌานสมาบัติดังแสดงมานี้ แล้วทำการเข้าออกให้ชำนาญแคล่วคล่องว่องไวตามลำดับขั้นทั้ง๕ ที่เรียวกว่าสี๕ ดังกล่าวในบทที่๒ นั้นแล้วท่านก็จะประสพความสำเร็จแห่งทิพยอำนาจสมหวัง
<O:p</O:p
เจริญสัญญาเวทยิตนิโรธ<O:p</O:p

ยังมีสมาบัติชั้นพิเศษอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระบรมครูได้ทราบค้นพบด้วยพระองค์ก่อนใครๆ แล้วนำมาบัญญัติเรียกว่าสัญญาเวทยินิโรธสมาบัติ และทรงวางวิธีปฏิบัติไว้ดังจะกล่าวต่อไปนี้

ท่านได้ทราบเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้นแล้วจะเห็นว่าเป็นภูมิจิตที่สูงมากแล้วแม้ยังมีสัญญาก็เหมือนไม่มีสัญญา ไม่สามารถรับรู้อารมณ์อะไรๆได้เลย ไฉนจะมีทางขึ้นต่อไปอีก พระบรมครูของเราเมื่อได้เรียนรู้จบในสำนักอาฬารดาบสและอุทกดาบสทรงบรรลุถึงภูมิจิตที่เรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้นแล้ว ก็ตรัสถามอาจารย์ว่ายังมีภูมิจิตที่สูงยิ่งกว่านี้หรือไม่ ? ได้รับตอบว่าสุดเพียงนี้เมื่อทรงพิจารณาด้วยพระปรีชาญาณอันเฉียบแหลม ก็ทรงทราบว่ายังมีอุปาทานดั่งได้กล่าวมาแล้วจึงลาอาจารย์เสด็จไปทรงค้นคว้าโดยลำพัง บังเอิญไปพบภิกษุทั้ง๕ ที่เรียกว่าปัญจวัคคีย์ซึ่งออกบวชติดตามหาพระองค์ ท่านทั้ง๕ นี้บางองค์คือโกณฑัญญะได้เป็นผู้ร่วมทำนายพระลักษณะของพระองค์ และลงความเห็นว่าจะได้ออกผนวชเป็นศาสนดาเอกในโลก จึงคอยเวลาอยู่

ครั้นได้ทราบข่าวการเสด็จออกผนวชของพระศาสดา จึงไปชนเพื่อนออกบวชตามส่วนองค์อื่นๆ นั้นจึงไปชวนเพื่อนออกบวชตาม ส่วนองค์อื่นๆนั้นเป็นหลานของพราหมณ์ผู้ได้ร่วมทำนายพระลักษณะและลงความเห็นร่วมกันกับโกณฑัญญพราหมณ์จึงได้สั่งลูกหลานไว้ว่า เมื่อพระศาสดาเสด็จออกทรงผนวช



หน้า 180-181


เมื่อไรจงรีบออกบวชติดตามทันที ฉะนั้นภิกษุทั้ง๕จึงได้ติดตามมาพบพระองค์ในเวลาที่กำลังทรงเสาะแสวงสันติวรบทโดดเดี่ยวพระองค์เดียว จึงพากันเข้าถวายตัวเป็นศิษย์เฝ้าปรนนิบัติต่อไป พระศาสดาทรงเห็นว่าเป็นผู้ได้ผ่านการศึกษาลักธิสมัยทางธรรมมาบ้างจึงทรงปรึกษาหาทางปฏิบัติเพื่อรอดพ้นจากสังสารวัฎภะ ภิกษุทั้ง๕นั้นได้รับคำปรึกษาให้ทรงทดลองปฏิบัติทรมานอย่างอุกฤษฎ์ที่เรียกว่าทุกกรกิริยาจึงทรงน้อมพระทัยเชื่อ และทดลองปฏิบัติวาระแรกทางบำเพ็ญอปาณกฌานคือการเพ่งจนไม่หายใจทรงทำได้อย่างอุกฤษฎ์สุดที่มนุษย์ธรรมดาจะทนทานได้ก็ไม่สำเร็จผลดีอย่างไร จึงเปลี่ยนวิธีใหม่คือวาระที่๒ ทรงกลั้นลมหายใจไว้ให้นานที่สุดที่จะนานได้จนปวดพระเศียรเสียดพระอุทรอย่างแรงก็ไม่สำเร็จผลดีอีกเหมือนกันจึงทรงเปลี่ยนวิธีใหม่คือวาระที่๓ ทรงอดพระกระยาหารโดยทรงผ่อนเสวยให้น้อยลงจนถึงไม่เสวยเลยทรงได้รับทุกขเวทนาในการนี้มากมายถึงกับสลบไสลสิ้นลมปฤดีไปหลายครั้งจึงทรงสันนิษฐานแน่พระทัยว่าไม่ใช่ทางรอดพ้นที่ดีแน่

จึงทรงหวนนึกถึงความสงบพระหฤทัยที่ได้ทรงประสพมาเอง ในสมัยทรงพระเยาว์ว่าจะเป็นหนทางที่ถูกเพื่อปฏิบัติให้รอดพ้นได้ จึงตัดสินพระทัยดำเนินทางนั้นทรงกลับตั้งต้นบำรุงพระกายให้มีกำลังแล้วทรงดำเนินตามวิธีที่ทรงคิดไว้ คือทรงกำหนดลมหายใจอันเป็นไปโดยปกติธรรมดาไม่ทำการกดข่มบังคับเพียงแต่มีพระสติตามรู้ทันทุกระยะการเคลื่อนเข้าออกของลมไปเท่านั้นก็ได้รับความสงบพระหฤทัยได้ทรงบรรลุฌานสมาบัติทั้ง๘โดยลำดับ

แล้วทรงศึกษาสำเหนียกจุดสำคัญของฌานสมาบัตินั้นๆ จนทรงทราบชัดตามความจริงทุกชั้น ดังที่ตรัสสัมพาธะของฌานนั้นๆไว้ให้เป็นที่กำหนดการโจมตี เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทรงทราบทางขึ้นต่อไปยังจุดสงบสูงสุด คือสัญญาเวทยิตนิโรธได้ถูกต้อง เมื่อทรงทราบว่าสัญญาที่เข้าไปกำหนดหมายในอะไรๆทุกอย่างแม้เพียงนิดหน่อย


หน้า 182-183


ก็เป็นตัวอุปาทานที่เป็นเชื้อหรือเป็นสื่อสัมพันธ์กับโลก ก่อให้เกิดการสังโยคกับอารมณ์เกิดการกระเทือนจิตใจขึ้นได้ ทรงทราบว่าการไม่ทำสัญญากำหนดหมายในอะไรเลยนั่นแหละเป็นปฏิปทาก้าวไปสู่จุดสงบสูงสุด จึงทรงปฏิบัติตามนั้นก็ได้บรรลุถึงสัญญาเวทยิตนิโรธสมพระประสงค์ ความสงบชั้นนี้จิตใจบรรลุถึงความเป็นเอกภาพสมบูรณ์ไม่มีสัญญากำหนดหมายอะไร และไม่มีความรู้สึกเสวยรสของอารมณ์ แม้แต่อุเบกขาเวทนาเหมือนในฌานสมาบัติที่รองลงไปกระแสโลก คือรูปเสียงกลิ่นรสและโผฎฐัพพะส่งกระแสเข้าไปไม่ถึง เพราะไม่มีสื่อสังโยคจิตกับโลกขาดออกจากกันอยู่คนละแดนเด็ดขาดนี้ เป็นความหลุดพ้นของจิตชั้นสูงสุดในฝ่ายโลกีย์ ที่ยังต้องกำเริบอยู่เรียกว่ากุปปาเจโตวิมุตติหรืออนิมิตตเจโตวิมุตติ

เมื่อว่าโดยลักษณะจิตใจแล้วก็อยู่ในระดับเดียวกันกับโลกกุตตรนิพพานนั่นเอง หากแต่ความพ้นของจิตชั้นนี้ยังไม่กำจัดอวิชชาสวะให้สูญสิ้นหมดเชื้อได้ เมื่อใดกำจัดอวิชชาสวะให้สูญสิ้นหมดเชื้อได้ด้วยปัญญา เมื่อนั้นความพ้นของจิตจึงเป็นอกิปปาเจโตวิมุตติวิมุตติที่ไม่กำเริบสิ้นชาติ จบพรหมจรรย์เสร็จกิจกำจัดกิเลสแล้วไม่ต้องเกิดอีกต่อไปในสังสารวัฏ หมดการหมุนเวียนเกิดตายเพียงนั้น ที่ท่านไม่เรียกวิมุตตินี้ว่าเป็นปัญญาวิมุตติ เพราะมีฌานเป็นบาทมาก่อน ดั่งแสดงไว้ในจุฬสาโรปมสูตรเป็นตัวอย่าง วิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงภูมิธรรมอันสูงสุดนี้จะได้แสดงในวาระแห่งอาสวักขยญาณซึ่งเป็นทิพยอำนาจสูงสุดในบทหน้า

สัญญาเวทยิตนิโรธนี้เป็นสมาบัติชั้นสูงสุดเป็นที่พักผ่อนอย่างประเสริฐที่สุด และเป็นยอดแห่งโลกียวิโมกข์ ท่านกล่าวว่าผู้เข้าสมาบัติชั้นนี้แม้เอาภูเขามาทับก็ไม่รู้สึกและไม่ตายด้วย ในเมื่อยังไม่ถึงกำหนดออกคือผู้จะเข้าสมาบัติชั้นนี้ต้องกำหนดเวลาออกไว้ด้วย เมื่อยังไม่ถึงกำหนดที่ตั้งไว้ก็จะไม่ออก เมื่อถึงกำหนดแล้วจะออกเอง เวลาที่อยู่ในสมาบัติ


หน้า 184-185


ชั้นนี้ร่างกายจะหยุดเจริญเติบโตและเสื่อมโทรมดำรงอยู่ในสภาพเดิมจนกว่าจะออกร่างกาย จึงจะทำหน้าที่ตามปกติต่อไปด้วยเหตุนี้ท่านจึงว่าผู้ชำนาญในอิทธิบาทภาวนาอาจอธิษฐานให้ชีวิตดำรงอยู่ได้กัปป์หนึ่งหรือเกินกว่ากัปป์หนึ่งได้
<O:p</O:p
ผู้เข้าสมาบัติชั้นนี้ได้ท่านว่ามีแต่พระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้น และต้องเป็นผู้ได้เจริญสมาบัติ๘บริบูรณ์มาก่อนด้วยที่ว่าเป็นยอดแห่งโลกียวิโมกข์นั้นหมายถึงสัญญาเวทยิตนิโรธของพระอนาคามีเพราะอวิชชายังเหลืออยู่ยังมิได้ถูกกำจัดให้หมดไปสิ้นเชิงแต่ท่านเป็นผู้ทำให้เต็มเปี่ยมในอธิจิตตสิกขาจึงสามารถเข้าสมาบัติชั้นนี้ได้การที่นำมากล่าวไว้ในอธิการนี้ก็เพื่อให้ทราบว่าฌานสมาบัติในพระพุทธศาสนามีถึง๙ชั้นฉะนั้นสมาบัติ๔ชั้นนี้ท่านเรียกอีกอย่างว่าอนุปุพพวิหารซึ่งแปลตรงศัพท์ว่าภูมิเป็นที่เข้าอยี่ตามลำดับชั้นส่วนชั้นที่๑๐เรียกว่าอริยวาสภูมิเป็นที่อยู่ของพระอรหันต์โดยเฉพาะซึ่งจะแสดงไว้ในบทที่๑๒
<O:p</O:p

กีฬาในพระพุทธศาสนา<O:p</O:p

ได้กล่าวมาในต้นบทนี้ว่าในพระพุทธศาสนาก็มีกีฬาสำหรับเล่นเพลิดเพลินและบำรุงพลานามัยฉะนั้นในวาระนี้จะได้กล่าวถึงกีฬาในพระพุทธศาสนาไว้เพื่อผู้มีใจเป็นนักกีฬาจะได้เล่นเพลินและบำรุงพลานามัยดังกล่าวแล้วในพระวินัยหมวดอภิสมาจารมีพระพุทธบัญญัติห้ามกิริยานอกรีตนอกรอยของสมณะไว้มีการเล่นอย่างโลกๆหลายประการตรัสว่าไม่เป็นการสมควรแก่สมณะแล้วทรงแสดงกีฬาอันสมควรแก่สมณะไว้๒ประการคือฌานกีฬาและจิตกีฬาฌานกีฬาได้แก่การเล่นฌานจิตกีฬาได้แก่การเล่นจิตมีอธิบายดังต่อไปนี้
<O:p</O:p
๑. ฌานกีฬา ฌานและสมาบัติดังได้กล่าวมาในบทที่๑-๒และบทนี้นอกจากบำเพ็ญไว้เพื่อเป็นบาทฐานแห่งการเจริญทิพยอำนาจและเป็นอุปกรณ์แก่


หน้า 186-187


ทิพยอำนาจดังกล่าวแล้วยังเป็นเครื่องมือในการกีฬาเพื่อเพลิดเพลินและเพื่อพลานามัยด้วยการเข้าออกฌานตามปกติเป็นไปโดยระเบียบไม่มีการพลิกแพลงผาดโผนจัดว่าเป็นการเจริญฌานเพื่อประโยชน์เจริญทิพยอำนาจส่วนการเข้าออกฌานโดยอาการพลิกแพลงผาดโผนนั้นจัดเป็นการกีฬาฌานเป็นไปเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินและเพื่อพลานามัย

การเข้าออกฌานเพื่อเป็นการกีฬานั้นพระโบราณาจารย์ได้วางแบบไว้๔แบบมีชื่อเรียกดังต่อไปนี้

ก. เข้าลำดับ ได้แก่เข้าฌานตามลำดับฌานและลำดับอารมณ์ของฌานอารมณ์ของฌานที่ใช้เล่นกันโดยมากใช้แต่กสิณ๘ประการคือรูปกสิณ๔วรรณกสิณ๔รวม๘พอดีกับฌาน๔ชั้นวิธีเข้าคือใช้ปฐวีกสิณเป็นอารมณ์เข้าปฐมฌานออกจากปฐมฌานแล้วเข้าทุกติยฌานออกจากทุกติยฌานแล้วเข้าตติยฌานฯลฯจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วเปลี่ยนอารมณ์ใหม่ตามลำดับกันคือใช้อาโปกสิณเป็นอารมณ์เข้าออกฌานทั้ง๘ตามลำดับโดยนัยก่อนทำอย่างนี้จนหมดกสิณทั้ง๘

วิธีของพระโบราณาจารย์ท่านใช้เทียนติดลูกสลักตั้งไว้ในบาตร จุดเทียนนั้นตั้งไว้ข้างหน้าสำหรับกำหนดเวลาเมื่อลูกสลักตกลงในบาตรมีเสียงดังกั้กก็เปลี่ยนฌานที่หนึ่งจ ะทำกำหนดเข้าฌานชั้นหนึ่งๆนานสักเท่าไหร่ก็แล้วแต่ความพอใจแล้วกำหนดเวลาโดยลูกสลักนั้นเองถ้าติดลูกสลักห่างกันเวลาในระยะฌานหนึ่งๆก็ต้องห่างกันถ้าติดลูกสลักถี่เวลาในระยะฌานหนึ่งๆก็สั้นลูกสลักนั้นทำด้วยตะกั่วทำเป็นลูกกลมๆขนาดเท่าลูกมะขามป้อมหรือลูกมะยมลูกสลักนี้บางทีท่านก็เรียกว่าลูกสังเกตสำหรับสังเกตเวลานั่นเองการเข้าลำดับนี้ได้อธิบายมาแล้วในวิธีเจริญรูปฌาน๔เพื่อความชำนาญในการเข้าออกฌานตามลำดับชั้นทีนี้ต้องลำดับฌานถึง๘ชั้นและลำดับอารมณ์ถึง๘อย่างคงต้องกินเวลามิใช่เล็กน้อยแต่คงไม่รู้สึกนานสำหรับผู้เพลินในฌานเหมือนคนเล่นหมากรุกหรือเล่นไพ่เพลิน


หน้า 188-189


ย่อมรู้สึกว่าเวลาคืนหนึ่งไม่นานเลยฉะนั้นผู้เล่นฌานก็ย่อมรู้สึกว่าเวลาคืนหนึ่งไม่นานเลยฉะนั้นผู้เล่นฌานก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน

<O:p</O:p
ข. เข้าทวนลำดับ ได้แก่เข้าฌานชั้นสูงก่อน แล้วทวนลงมาหาฌานชั้นต้นอารมณ์ของฌานก็เหมือนกัน ใช้โอทาตกสิณก่อนแล้วจึงใช้กสินทวนลงมาถึงปฐวีกสิณเป็นการทวนลำดับทั้งฌานและกสิณ อันเป็นอารมณ์ของฌานวิธีการกำหนดเวลาก็ใช้ลูกสลัก หรือลูกสังเกต เช่นเดียวกับวิธีในข้อ ก.

ค. เข้าสลับ มี 2 วิธีคือสลับฌานวิธีหนึ่งสลับอารมณ์ของฌานวิธีหนึ่งวิธีต้นใช้อารมณ์ตามลำดับแต่สลับฌานในระหว่างๆ คือเข้าปฐมฌานทุติยฌานอากาสานัญจายตนะอากิญจัญญายตนะทุติฌานจตุตถฌานวิญญาณัญจายตนะเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ส่วนวิธีที่ 2 เข้าฌานตามลำดับแต่สลับอารมณ์คือฌานที่หนึ่งใช้ปฐวีกสิณเป็นอารมณ์พอถึงฌานที่ 2 ใช้เตโชกสิณเป็นอารมณ์ฯลฯตัวอย่างเป็นดังนี้

ปฐม-ปฐวี,
ทุติย-เตโช,
ตติย-นีล,<O:p</O:p
จตุตถ-โลหิตะ,<O:p</O:p
อากาสานัญจาตนะ-อาโป,<O:p</O:p
วิญญาณัญจายตนะ-วาโย,<O:p</O:p
อากิญจัญญายตนะ-ปีตะ,<O:p</O:p
เนวสัญญานาสัญญายตนะ-โอทาตะ,<O:p</O:p
<O:p</O:p
แล้วยังมีพลิกแพลงต่อไปอีกคือสลับทั้งฌานทั้งอารมณ์ของฌานการกำหนดเวลาใช้ลกสลักดังในข้อ ก.

ง. เข้าวัฎฎ์ ได้แก่การเข้าฌานเป็นวงกลมคือเข้าไปตามลำดับฌานถึงที่สุดแล้วกลับเข้าฌานที่๑ไปอีกวนไปจะกี่รอบก็แล้วแต่ความพอใจของผู้เล่นการกำหนดเวลาใช้ลูกสลักเช่นเดียวกับในข้อก. วีธีเข้าฌานแบบวงกลมนี้ท่านสมมุติเรียกอีกอย่างว่าห่วงลูกแก้วดูก็สมจริงเพราะจิตใจที่ดำรงอยู่ในฌาน


หน้า 190-191


ย่อมผ่องใสเหมือนแก้ว เมื่อเข้าฌานเป็นวงกลมก็ย่อมทำให้แก้วคือใจนั้น เกิดเป็นวงกลมขึ้น และวงกลมนั้น เกี่ยวเนื่องกันไปดุจสายสร้อยสังวาลย์ หากจะเรียกให้สละสลวยขึ้นอีกว่า สังวาลย์แก้ว ก็น่าจะเหมาะดี.

การใช้ลูกสลักเป็นเครื่องกำหนดเวลานั้น ใช้แต่ในเมื่อยังไม่ชำนาญในการกำหนดเวลา ครั้นชำนาญในการกำหนดเวลาด้วยใจแล้ว ก็เลิกใช้ลูกสลักได้.

๒. จิตตกีฬา จิตที่ได้รับการอบรมด้วยสมาธิตั้งแต่ชั้นต่ำ ๆ เพียงความเป็นหนึ่งของจิตชั่วขณะหนึ่งขึ้นไป จนถึงความสงบประณีตของจิตชั้นสูงสุดและที่ได้รับอบรมด้วยคุณธรรมต่าง ๆ มีศรัทธาความเชื่อเป็นต้น ย่อมเกิดมีพละอำนาจ สามารถทำการพลิกแพลงผาดโผนได้แปลก ๆ ย่อมก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเกิดพลานามัยเพิ่มพูนขึ้นด้วย การเล่นกีฬาทางจิตนี้ ไม่มีขอบเขตจำกัด อาจดัดแปลงพลิกแพลงเล่นได้ตามชอบใจ แต่ต้องเป็นกีฬาที่เป็นประโยชน์ด้วย จะกำหนดไว้พอเป็นแนวคิดดังต่อไปนี้:-

ก. แบบกายบริหาร เป็นการเล่นเพื่อบริหารกายให้มีสุขภาพอนามัยดี และเพื่อเป็นกายคตาสติด้วย วิธีเล่น ใช้จิตที่ประกอบด้วยกระแสต่าง ๆ พุ่งผ่านไปทั่วร่างกายทุก ๆ ส่วน ให้สัมผัสด้วยกระแสจิตตามชนิดที่ต้องการ ท่านกำหนดกระแสจิตที่ควรใช้ไว้ดังนี้ :-

๑. จิตประกอบด้วยกระแสวิตก คือ ความคิด
๒. จิตประกอบด้วยกระแสวิจาร คือ ความอ่าน
๓. จิตประกอบด้วยกระแสที่ปราศจากวิตก วิจาร
๔. จิตประกอบด้วยกระแสปิติ คือ ความชื่นบาน
๕. จิตประกอบด้วยกระแสปราศจากปีติ
๖. จิตประกอบด้วยกระแสความสุขใจ
๗. จิตประกอบกระแสอุเบกขา คือ ความมีใจเป็นกลาง.

ทำจิตให้ประกอบด้วยกระแสเหล่านี้อันใดอันหนึ่ง และแผ่กระแสนั้นไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จากบน


หน้า 192-193


ถึงล่าง จากล่างถึงบน กลับไปกลับมาหลายๆเที่ยวจะใช้อิริยาบถ นอนหรือนั่งก็ได้ทรงกายเมื่อได้รับสัมผัสกับกระแสจิตทั่วถึงเช่นนี้ย่อมมีกำลังกระปรี้กระเปร่าเลือดลมย่อมเดินสะดวกทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้น

อนึ่งจิตที่นำกระแสแผ่ซ่านไปตามส่วนต่างๆของร่างกายนั้นจะบังเกิดความรู้จักส่วนต่างๆของร่างกายดีขึ้นเท่ากับเรียนรู้กายวิภาควิทยาไปในตัว

นอกจากกระแสจิต๗ประการดังกล่าวแล้ว แสงสีต่างๆก็ประกอบเป็นกระแสจิตได้เช่นเดียวกันแสงสีนวลที่เรียกว่าอาโลกะก็เป็นประโยชน์ในทางบำบัดโรคในกายบางประการทั้งทำให้ผิวพรรณผุดผ่องคล้ายทาด้วยแป้งนวลฉะนั้นแสงสีเหลืองอ่อนอีกหนึ่งเป็นประโยชน์ทำให้ร่างกายสดชื่นผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่งวิธีทำกำหนดจิตให้ประกอบด้วยแสงสว่างสีนวลหรือสีเหลืองอ่อนดังกล่าวแล้วแล้วแผ่กระจายแสงสีนั้นไปทั่วสรรพางค์กายทุกส่วนทวนขึ้นตามลงหลายๆเที่ยวก็จะเกิดประโยชน์ดังกล่าวแล้ว

ข. แบบจิตตบริหาร เป็นการกีฬาเพื่อบริหารจิตให้มีสุขภาพอนามัยและอิทธิพลควบไปกับความเพลิดเพลินเพราะธรรมชาติของจิตใจก็เป็นสิ่งที่ต้องการความบริหารเช่นเดียวกับร่างกายจิตใจที่ได้รับการบริหารดีย่อมมีความสุขปราศจากโรคและมีอิทธิพลความฉลาดในกระบวนจิตย่อมเป็นประโยชน์ในการบริหารจิตอย่างมากการทำอะไรอย่างเป็นการเป็นงานเสมอไปย่อมทำให้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและระอิดระอาถ้าทำเป็นการกีฬาเสียบ้างแม้จะเหน็ดเหนื่อยก็รู้สึกว่าให้เกิดกำลังใจมีความแช่มชื่นเบิกบานดีขึ้นฉะนั้นปราชญ์ทางจิตใจท่านจึงกำหนดให้มีกีฬาทางจิตใจขึ้นใช้จิตตกีฬาที่จะเป็นประโยชน์บริหารจิตใจนั้นก็ได้แก่การแต่งอารมณ์คือแต่งความรู้สึกให้เป็นไปในสิ่งต่างๆหรือโดยวิธีต่างๆดังต่อไปนี้.


หน้า 194-195


๑. แต่งความรู้สึกตามกระแส ทุกสิ่งย่อมมีกระแสในตัวของมันเอง สิ่งที่น่ารักก็มีกระแสความรักเป็นประจำ สิ่งที่น่าเกลียดก็มีกระแสความเกลียดเป็นประจำเมื่อเราได้ประสพหรือนึกถึงสิ่งที่น่ารักหรือน่าเกลียด เราก็จะเกิดความรู้สึกรักหรือเกลียดขึ้นทันที การแต่งความรู้สึกอนุโลมตามกระแสของสิ่งนั้นๆอย่างนี้ เป็นจิตกีฬาขั้นแรกทำได้ง่ายๆ

๒. แต่งความรู้สึกทวนกระแส ทุกสิ่งย่อมมีกระแสดังกล่าวในข้อ ๑. ทีนี้ให้พยายามทำความรู้สึกทวนกระแสของสิ่งนั้นๆขึ้นไป คือแทนที่จะรู้สึกรักในสิ่งน่ารักก็ให้รู้สึกไม่เกลียด แทนที่จะรู้สึกเกลียดในสิ่งน่าเกลียดก็ให้รู้สึกไม่เกลียดดังนี้เป็นต้น ขั้นนี้ออกจะทำได้ยากแต่ถ้าทำได้จะเป็นประโยชน์มาก

๓. แต่งความรู้สึกตัดกระแสคือให้รู้สึกรักก็ได้ไม่รักก็ได้ ทั้งในสิ่งน่ารักในไม่น่ารักทำให้รู้สึกเกลียดก็ได้รู้สึกไม่เกลียดก็ได้ทั้งสิ่งน่าเกลียดทั้งในสิ่งไม่น่าเกลียดขั้นนี้ยิ่งทำได้ยากถ้าทำได้ก็เป็นประโยชน์ที่สุด

๔. แต่งความรู้สึกเป็นกลางระหว่างกระแส คือให้มีความรู้สึกเป็นกลางในสิ่งน่ารักและน่าเกลียดในสิ่งน่าตื่นเต้นและไม่น่าตื่นเต้นฯลฯขั้นนี้ทำได้ยากที่สุดและถ้าทำได้ก็เป็นประโยชน์ที่สุด

๕. กำหนดความรู้สึกเห็นเป็นอสุภะขึ้นในร่างกายตนเอง หรือในร่างกายของผู้อื่น อย่างใดอย่างหนึ่งถ้าจิตตนเองมีกามราคะอยู่กามราคะก็จะดับไปจากจิตทันทีถ้ากามราคะมีอยู่ในจิตของผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ถูกเพ่ง ให้เป็นอสุภะนั้นกามราคะก็จะดับไปจากจิตผู้นั้นทันที

๖. กำหนดความรู้สึกเมตตาขึ้นในจิตให้เต็มเปี่ยม แล้วกระจายความรู้สึกนั้นออกไปจากตัวโดยรอบๆทุกทิศทุกทางเป็นบริมณฑลกว้างออกไปโดยลำดับจนไม่มีขอบเขตครอบคลุมโลกไว้ทงหมดแล้วทวนกลับคืนเข้าหาตัวเองจะเกิดเมตตาพละขึ้นในตน



หน้า 196-197


สามารถระงับความเป็นศัตรูที่มีอยู่ในผู้อื่นได้ และทำให้บังเกิดจิตเมตตาขึ้นในคนทั้งหลายในสัตว์ทั้งปวง.
<O:p</O:p
๗. กำหนดความรู้สึกรุณา-มุทิตา-อุเบกขาขึ้นในจิตใจให้เต็มเปี่ยม แล้วทำโดยนัยข้อ๖ จะเกิดกรุณาพละมุทิตาพละและอุเบกขาพละขึ้นในตนกรุณาพละสามารถกำจัดวิเหสา คือความเบียดเบียนได้ มุทิตาพละสามารถระงับความริษยาและปลูกความชื่นบานแก่บุคคลได้ อุเบกขาพละสามารถระงับความริษยาและปลูกความชื่นบานแก่บุคคลได้ อุเบกขาพละสามารถระงับกามราคะความกำหนดในเพศตรงกันข้ามให้สงบลงได้

๘. กำหนดให้เห็นพละอำนาจอันมีอยู่ในสิ่งต่าง ๆ เช่นกำลังช้างสารเป็นต้นแล้วน้อมนึกให้รู้สึกว่ากำลังอำนาจของสิ่งนั้นๆได้มามีอยู่ในตัวของตนจะบังเกิดมีกำลังขึ้นเสมอกับกำลังของสิ่งที่ตนกำหนดเห็นนั้น

๙. กำหนดให้เกิดความรู้สึกว่ากายของตนเบาเหมือนสำลี และมีความรวดเร็วดั่งกำลังของจิตจะบังเกิดอิทธิพลขึ้นทำให้การเดินทางถึงเร็วไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

๑๐. กำหนดความสว่างแจ่มใสขึ้นในใจ แล้วแผ่กระจายความสว่างนั่นออกไปรอบๆตัวเป็นมริมณฑลแผ่กว้างออกไปโดยลำดับจนทั่วโลกทั้งสิ้นจะทำให้รู้สึกปลอดโปร่งใจแลเห็นโลกกว้างขวางไม่คับแคบ

๑๑. กำหนดความรู้สึกกลิ่นต่างๆขึ้นให้รู้สึกประหนึ่งว่ากลิ่นนั้นๆได้มีอยู่ณที่นั่น ในขณะนั้นจะเกิดอิทธิพลในการสร้างกลิ่นขึ้นให้ปรากฏในความรู้สึกของผู้อื่นได้ด้วยสามารถระงับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์สร้างกลิ่นที่พึง ประสงค์ขึ้นใช้ได้ด้วยอำนาจใจ
<O:p</O:p
๑๒. กำหนดความรู้สึกนึกเห็นภาพของสิ่งต่างๆ เช่นดอกไม้เป็นต้นให้ชัดใจตนเองแล้วให้รู้สึกประหนึ่งว่าภาพนั้นได้ปรากฏแก่สายตาของผู้อื่นด้วยจะบังเกิดอิทธิพลสามารถเนรมิตภาพของสิ่งต่างๆขึ้นให้ปรากฏแก่สายตาของคนอื่นๆได้
<O:p</O:p
การกีฬาเท่าที่ได้กำหนดไว้พอเป็นตัวอย่างนี้ถ้าพยายามเล่นทุกๆวันย่อมจะได้ผลคุ้มค่าของเวลา


หน้า 198-199


ไม่เหนื่อยเปล่าขอให้ท่านทดลองเล่นดูแล้วจะติดใจ

ค. แบบอิทธิพล เป็นกีฬาชนิดที่เพิ่มพูนพละอำนาจสามารถในสิ่งต่างๆอย่างน่าอัศจรรย์เป็นการบริหารทั้งกายและจิตไปพร้อมๆกันแบบนี้ต้องใช้อวัยวะเป็นที่กำหนดคือเป็นจุดเพ่งของจิตพระโบราณจารย์กำหนดไว้๙แห่งโยคีกำหนดไว้มากกว่า๙แห่งเมื่อเพ่งตรงอวัยวะนั้นๆจะบังเกิดผลคืออิทธิพลต่างๆกันดังต่อไปนี้

๑. ตรงท้องน้อยใต้สะดือประมาณ๒นิ้วจะบังเกิดผลผ่อนบรรเทาทุกขเวทนาทางกายลงได้<O:p</O:p
๒. ตรงสะดือจะบังเกิดรู้เห็นส่วนต่างๆของร่างกายขึ้นตามความเป็นจริง<O:p</O:p
๓. ตรงเหนือสะดือประมาณ๒นิ้วจะบังเกิดความรู้สึกกำหนัดและเกิดกำลังกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น<O:p</O:p
๔. ตรงทรวงอกระดังหัวใจจะบังเกิดการตรัสรู้ขึ้น<O:p</O:p
๕. ตรงคอกลวงใต้ลูกกระเดือกจะทำให้หลับ<O:p</O:p
๖. ตรงคอกลวงเหนือลูกระเดือกจะทำให้หายหิว<O:p</O:p
๗. ตรงปลายจมูกจะก่อให้เกิดความปิติยินดีซาบซ่าน<O:p</O:p
๘. ตรงลูกตาจะบังเกิดจิตตานุภาพ<O:p</O:p
๙. ตรงระหว่างคิ้วจะบังเกิดความตื่นหายง่วงได้<O:p</O:p
๑๐. ตรงกลางกระหม่อมจะบังเกิดปฏิภาณผ่องแผ้วและสามารถเห็นหวยเทพได้ด้วย<O:p</O:p
๑๑. ตรงท้ายทอยจะไม่รู้สึกทุกขเวทนาทางกายแต่ประการใดเป็นที่หลบเวทนาได้ดี<O:p</O:p
๑๒. ตรงประสาททั้ง๕จะบังเกิดสัมผัสสญาณมีความสามารถรังรู้สิ่งที่มาสัมผัสทางประสาททั้ง๕ได้ดี

นอกจากที่ระบุไว้นี้ก็มีอีกหลายแห่งแต่เห็นว่าเกินความต้องการเท่าที่ระบุไว้นี้ก็พอสมควรแล้วเป็นที่ที่ควรฝึกหัดเผ่นจิตกำหนดเล่นๆดูทุกวันวันละ๕นาทีถึง๑๕นาทีก็จะเห็นผลบ้างตามสมควร


หน้า 200-201


อย่างน้อยก็เป็นการบริหารกายและจิตและเป็นอันได้เจริญกายคตาสติไปในตัวท่านพรรณานาอานิสงส์การเจริญกายคตาสติไว้มากมายมีให้สำเร็จอภิญญา๖ประการเป็นต้นฉะนั้นขอเชิญท่านหันมาเล่นกีฬาทางจิตใตพระพุทธศาสนานี้ดูบ้างบางทีจะสนุกดีกว่ากีฬาทางกายเป็นไหนๆ <O:p</O:p
<O:p</O:p



บทที่๕
วิธีปลูกสร้างทิพยอำนาจ

----------------


บัดนี้มาถึงบทสำคัญซึ่งเป็นจุดหมายของหนังสือเล่มนี้แล้วข้าพเจ้าจะได้พาท่านทำความเข้าใจลักษณะพร้อมด้วยวิธีปลูกสร้างทิพยอำนาจแต่ละประการตามหัวข้อที่ได้ยกขึ้นไว้ในบทนำนั้นแล้ว

แต่ก่อนที่จะนำท่านไปทำความเข้าใจลักษณะทิพยอำนาจแต่ละประการนั้นจะขอพาท่านทำความเข้าใจในส่วนทั่วไปเสียก่อนเพราะเป็นปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งจำต้องเข้าใจกระจ่างเสียแต่เบื้องต้นจึงจะได้เกิดเป็นปัญหายุ่งยากในระหว่างที่ทำความเข้าใจทิพยอำนาจแต่ละประการนั้น
<O:p</O:p
คำว่าทิพยอำนาจเป็นคำที่ข้าพเจ้าบัญญัติขึ้นเอง เพื่อเรียกอภิญญาและวิชชาชั้นสูงในพระพุทธศาสนาอย่างสั้นๆเท่านั้น อภิญญาและวิชชาในพระพุทธศาสนานั้นเป็นวิชชาที่แปลกประประหลาดมหัศจรรย์คล้ายสำเร็จด้วยอำนาจเทพเจ้าทั้งบางวิชชาก็มีชื่อเรียกว่าทิพย......เสียด้วยเช่นทิพพโสตทิพพจักขุ แต่ข้าพเจ้ามุ่งหมายจะรวมเรียกวิชชานั้นๆด้วยคำสั้นๆให้เรียกง่ายๆและเหมาะสมเท่านั้นฉะนั้นขอท่านผู้อ่านอย่าได้ตีความหมายของชื่อนี้ไปเป็นอย่างอื่น

อภิญญาในพระพุทธศาสนามี๖ประการ ส่วนวิชชาชั้นสูงในพระพุทธศาสนามีหลายประเภทเรียกว่าวิชชา๓ประการบ้างวิชชา๘ประการบ้างเมื่อประมวลอภิญญาและวิชชาเข้ากันแยกเรียกเฉพาะแต่ที่แปลกกันได้เพียง๘ประการดังจะยกชื่อมาไว้อีกดังนี้

๑. อิทธิวิธิฤทธิ์ต่างๆ <O:p</O:p
๒. มโนมยิทธิฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ<O:p</O:p
๓. เจโตปริยญาณรู้จักใจของผู้อื่น<O:p</O:p
๔. ทิพพโสตหูทิพย์<O:p</O:p
๕. ปุพเพนิวาสานุสสติระลึกชาติก่อนได้<O:p</O:p
๖. ทิพพจักขุตาทิพย์<O:p</O:p
๗. จุตูปปาตญาณรู้สัตว์เกิดตายได้ดีตกยากด้วยอำนาจกรรม<O:p</O:p
๘. อาสวักขยญาณรู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป

ทิพยอำนาจ๘ประการนี้มีขีดขั้นของความสำเร็จอยู่สองชั้น คือขั้นโลกีย์และขั้นโลกุตตระตราบใดที่ยังไม่บรรลุถึงอาสวักขยญาณตราบนั้นยังเป็นขั้นโลกีย์เมื่อใดบรรลุถึงอาสวักขยญาณเมื่อนั้นชื่อว่าสำเร็จขั้นโลกุตตระ ทิพยอำนาจขั้นโลกีย์ไม่มั่นคงอาจเสื่อมหายไปได้ในเมื่อรักษาไม่ดีหรือพลั้งพลาดศีลธรรมร้ายแรงขึ้นเพราะยังไม่มีอะไรเป็นประกันครั้นสำเร็จขั้นโลกุตตระ แล้วทิพยอำนาจทั้งหมดกลายเป็นมั่นคงสถาพรไม่เสื่อมสลายเพราะมีอาสวักขยญาณเป็นประกันจิตใจของผู้บรรลุถึงอาสวักขยญาณเป็นจิตใจมั่นคงไม่หวดสะดุ้งไม่ตื่นเต้นไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ใดๆแม้จะร้ายแรงสักปานใดก็ตามเมื่อจิตมั่นคงเช่นนั้นฌานอันเป็น


หน้า 204-205


ฐานรองของทิพยอำนาจก็มั่นคงทิพยอำนาจจึงมั่นคงไปด้วย.

ผู้จะปลูกสร้างทิพยอำนาจจะตั้งจุดหมายเอาเพียงขั้นโลกีย์หรือมุ่งถึงขั้นโลกุตตระ ก็ได้ตามใจ เพราะเป็นสิทธิของผู้ปฏิบัติแต่ละคน โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติจะบรรลุถึงจุดหมายที่ตนตั้งไว้หรือไม่นั่นย่อมแล้วแต่การปฏิบัติเป็นประมาณถ้าการปฏิบัติเป็นไปถูกต้องตามวิธีและเป็นไปสม่ำเสมอดี พร้อมทั้งวาสนาบารมีหนุนหลังอยู่แล้วย่อมจะบรรลุถึงจุดหมายประสงค์ ถ้าการปฏิบัติไม่เป็นดังว่ามาแล้วก็จากที่จะบรรลุถึงจุดหมายที่ตั้งไว้มีผู้กลัวว่าถ้าปฏิบัติเจริญภาวนาจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ไปก่อนตนจะไม่ได้ลิ้มรสของโลกียสุขสมปรารถนาดั่งนี้ก็มี

ข้าพเจ้าขอแนะนำว่าถ้าจะกลัวสำเร็จแล้วกลัวไม่สำเร็จยังดีกว่าเพราะเมื่อใจไม่เอาแล้วจะให้ได้พระอรหัตโดยบังเอิญนั้นเป็นไม่มีเลย ข้าพเจ้าเคยเห็นแต่ผู้ปฏิบัติไม่บรรลุถึงจดหมายที่ตนตั้งไว้นั่นแหละ มากกว่าผู้บรรลุถึงจุดหมายทั้งนี้ก็เพราะพระอรหัตตผลหรืออาสวักขยญาณนั้นเป็นภูมิธรรมที่สูงสุดในพระพุทธศาสนาผู้จะบรรลุถึงภูมินั้นจะต้องเป็นบุคคลผู้มีบุญเหลือล้น คนจนบุญไม่อาจบรรลุถึงภูมินั้นได้ผู้กลัวจะบรรลุนั้นรู้ตัวแน่นอนหรือว่ามีบุญเหลือล้นคนที่กลัวความสุขก็คือคนไม่มีสุขภูมิพระอรหันต์เป็นภูมิที่มีสุขที่สุดผู้ไม่เคยลิ้มรสความสุขประณีตเคยประสพแต่สุขเจือทุกข์จึงหวาดกลัวต่อความสุขล้วนๆอันมีอยู่ในภูมิพระอรหันต์นั้นถ้าบุคคลเป็นผู้มีบุญได้ก่อสร้างมามากแล้วจะไม่กลัวต่อการบรรลุภูมิพระอรหัตตผลเลยเมื่อเริ่มลงมือปฏิบัติเจริญภาวนาก็จะบังเกิดปิติดูดดื่มอยากเจริญให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไม่ยอมถอยหลังเลยทีเดียว

อนึ่งอยากขอทำค