View Full Version : บทสวดมนต์ รวบรวมโดย sithiphong
sithiphong
05-27-2008, 10:09 AM
เมื่อปี พ.ศ.2542 ผมได้รวบรวมบทสวดมนต์ต่างๆ นำมาพิมพ์เพื่อใช้สวดมนต์เอง ผมขอนำบทสวดมนต์ที่ผมรวบรวมไว้ นำมาลงให้สมาชิกเว็บอกาลิโกและท่านผู้อ่านทุกๆท่านได้อ่านกัน
ผมขอขอบคุณสำหรับท่านผู้เขียนหนังสือที่ผมใช้เป็นหนังสืออ้างอิง ที่ผมนำบทสวดมนต์มาใช้สวดมนต์ด้วยครับ
หนังสืออ้างอิง<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
<o:p></o:p>
หนังสือมนต์พิธี
พระครูอรุณธรรมรังษี (เอี่ยม สิริวณโณ) วัดอรุณราชวราราม
<o:p></o:p>
ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ชินบัญชร และพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
สำนักพิมพ์เลี่ยงเซียงจงเจริญ
<o:p></o:p>
พิธีการทำบุญและอนุโมทนาวิธี
สำนักพิมพ์ธรรมสภา (ปีที่จัดพิมพ์ 2540)
<o:p></o:p>
หนังสือบารมีพระสยามเทวาธิราช
สำนักพิมพ์เลี่ยงเซียงจงเจริญ
<o:p></o:p>
หนังสือพระบัวเข็ม พระอรหันต์พิชิตมารให้ลาภร่ำรวย
พ.สุวรรณ ผู้เรียบเรียง สำนักพิมพ์บ้านมงคล พิมพ์ครั้งที่1 (พฤษภาคม 2540)
<o:p></o:p>
หนังสือพระสิวลี อรหันต์ผู้มีลาภมาก
พ.สุวรรณ ผู้เรียบเรียง สำนักพิมพ์บ้านมงคล พิมพ์ครั้งที่2 (กรกฎาคม 2540)<o:p></o:p>
หนังสือพระสังกัจจายน์ พระอรหันต์ผู้สมบูรณ์ลาภผล<o:p></o:p>
พ.สุวรรณ ผู้เรียบเรียง สำนักพิมพ์บ้านมงคล พิมพ์ครั้งที่1 (ตุลาคม 2541)
<o:p></o:p>
อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพพระภิกษุพระยานรรัตน์ราชมานิต <o:p></o:p>
วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ 2515
<o:p></o:p>
หนังสือโลกลี้ลับ ฉบับที่ 170 เดือน กุมภาพันธ์ 2542
<o:p></o:p>
หนังสือโลกลี้ลับ ฉบับที่ 172 เดือน เมษายน 2542
<o:p></o:p>
หนังสือโลกลี้ลับ ฉบับอื่นๆ
<o:p></o:p>
หนังสือย้อนรอยกรรมตำนานพระสุพรรณกัลยา (หลวงปู่โง่น โสรโย)
<o:p></o:p>
หนังสือรำลึกถึงพระสุพรรณกัลยา
<o:p></o:p>
หนังสือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
<o:p></o:p>
หนังสือยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกต้นฉบับเดิมและพระคาถาชินบัญชร<o:p></o:p>
ภัตตาคารฟูหมั่นเหลา
<o:p></o:p>
หนังสือทำวัตร สวดมนต์แปล หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
หนังสือสวดมนต์ พระอาจารย์สมชาย ธมมะโชโต<o:p></o:p>
ศูนย์ปฎิบัติแสงส่องชีวิต สี่แยกหินกอง สระบุรี
<o:p></o:p>
หนังสือกิตติคุณหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์
<o:p></o:p>
หนังสือพระคาถาศักดิ์สิทธิ์สิริมงคลประเสริฐนักแล
<o:p></o:p>
ที่ระลึกพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
วัดสุทธาราม สำเหร่ ธนบุรี กรุงเทพฯ
<o:p></o:p>
หนังสือสวดมนต์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด นิวย่งฮั้ว (ไทยแลนด์)
จัดพิมพ์ถวายและแจกเป็นทาน
<o:p></o:p>
บทสวดมนต์พระไภสัชคุรุไวฑูรยประภาตถาคต
สภาเภสัชกรรม ก.สาธารณสุข นนทบุรี
<o:p></o:p>
มนต์เสกตัว ศาสตร์และศิลป์แห่งการสร้างกำลังใจด้วยพระพุทธมนต์<o:p></o:p>
มนต์ธานี สำนักพิมพ์ เลี่ยงเซียง
<o:p></o:p>
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
sithiphong
05-27-2008, 10:11 AM
คำอาราธนา บูชา ภาวนา ถวาย<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
(ก่อนอาราธนา บูชา ภาวนา ถวาย ต้องภาวนาด้วย นะโม ๓ จบก่อนเสมอ)<o:p></o:p>
คำบูชาพระรัตนตรัย<o:p></o:p>
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง ปูเชมิ<o:p></o:p>
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมิ<o:p></o:p>
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง ปูเชมิ<o:p></o:p>
ไตรสรณคมน์<o:p></o:p>
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
คำอาราธนาศีล ๕<o:p></o:p>
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ<o:p></o:p>
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ<o:p></o:p>
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ<o:p></o:p>
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ<o:p></o:p>
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ<o:p></o:p>
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ<o:p></o:p>
หมายเหตุ ๑.ถ้าบุคคลหลายๆคน ให้เปลี่ยน มะยัง
เป็น อะยัง
<o:p></o:p>
และ ยาจามะ
เป็น ยาจามิ
<o:p></o:p>
๒.ถ้าศีล ๘ เปลี่ยน ปัจจะ
เป็น อัฎฐะ
<o:p></o:p>
คำอาราธนาพระปริตร<o:p></o:p>
วิปัตติปะฎิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา<o:p></o:p>
สัพพะ ทุกขะ วินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง<o:p></o:p>
วิปัตติปะฎิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา<o:p></o:p>
สัพพะ ภะยะ วินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง<o:p></o:p>
วิปัตติปะฎิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา<o:p></o:p>
สัพพะ โรคะ วินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
คำอาราธนาธรรม<o:p></o:p>
พรัหมา จะ โลกาธิปะตี สะหัมปะติ<o:p></o:p>
กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ<o:p></o:p>
สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา<o:p></o:p>
เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัมปิมัง ปะชัง<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
คำถวายข้าวพระพุทธ<o:p></o:p>
อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โพทะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ
<o:p></o:p>
คำลาข้าวพระพุทธ<o:p></o:p>
เสสัง มังคะลา ยาจามิ<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
คำถวายสังฆทาน (สามัญ)<o:p></o:p>
อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฎิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ<o:p></o:p>
คำแปล<o:p></o:p>
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ภัตตาหารกับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
คำถวายสังฆทาน ( อุทิศแก่ผู้ตาย )<o:p></o:p>
อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัญเจวะ มาตาปิตุ อาทีนัญจะ ญาตะกานัง หิตายะ สุขายะ ฯ<o:p></o:p>
คำแปล<o:p></o:p>
ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งภัตตาหาร กับทั้งสิ่งของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ซึ่งภัตตาหาร กับทั้งสิ่งของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลาย มีบิดามารดาเป็นต้น ที่วายชนม์ไปแล้ว ตลอดกาลนานเทอญ ฯ<o:p></o:p>
หรือ<o:p></o:p>
อิมานิ มะยัง ภันเต มะตะกะภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ มะตะกะภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัญเจวะ มาตาปิตุอาทีนัญจะ ญาตะกานัง กาละกะตานัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ<o:p></o:p>
คำแปล<o:p></o:p>
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายมะตะกะภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับมะตะกะภัตตาหาร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ญาติข้าพเจ้าทั้งหลาย มีมารดาบิดาเป็นต้น และ......................................(ผู้ที่จะอุทิศไปให้).................. ผู้ทำกาละล่วงลับไปแล้วด้วย สิ้นกาลนานเทอญ.
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ปญังญา เจนัง ปสาสติ ( ปัญญาย่อมปกครองบุรุษนั้น )<o:p></o:p>
มีปัญญาพาตนให้พ้นผิด รู้จักคิดเหตุผลพ้นกังขา<o:p></o:p>
ทำอะไรเหมาะเจาะเพราะปัญญา ช่วยรักษาปกครองเจ้าของนั้น<o:p></o:p>
อัจฉรา ณ อุทยานอโศก ผู้แต่งคำกลอน<o:p></o:p>
sithiphong
05-27-2008, 07:29 PM
ชุมนุมเทวดา<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
(*สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ ผะริตตะวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ)<o:p></o:p>
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ ฯ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ฯ <o:p></o:p>
<o:p></o:p>
(**สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัตตะราคัจฉันตุ เทวะตา สัทธัมมัง มุนิราชัสสะ สุณันตุ สัคคะโมกขะทัง ฯ )
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
หมายเหตุ สวดเจ็ดตำนาน ใช้ * ; สวดสิบสองตำนานใช้ **
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
บทอัญเชิญเทวดากลับ
<o:p></o:p>
ทุกขัปปัตตา จะ นิททุขาภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน เอตตาวะตา จะ อัมเหหิ สัมภะตัง ปุญญะสัมปะทัง สัพเพ เทวานุโมทันตุ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา ทานัง ทะทันตุ สัทธายะ สีลัง รักขันตุ สัพพะทา ภาวะนาภิระตา โหนตุ คัจฉันตุ เทวะตาคะตา ฯ สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญจะ ยัง พะลัง อะระหันตานัญจะ เตเชนะ พันธามิ สัพพะโส<o:p></o:p>
sithiphong
05-27-2008, 07:31 PM
ขอขมาพระรัตนตรัย<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
วันทามิ พุทธัง , สัพพะ เมโทสัง , ขะถะเม ภันเต , วันทามิ ธัมมัง , สัพพะ เมโทสัง , ขะถะเม ภันเต , วันทามิ สังฆัง , สัพพะ เมโทสัง , ขะถะเม ภันเต<o:p></o:p>
sithiphong
05-27-2008, 07:32 PM
ถวายพรพระ<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ ( ๓ จบ )<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ<o:p></o:p>
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฎฐิโก อะกาลิโก เอสิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ<o:p></o:p>
สุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปะริสะยุคานิ อัฎฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ <o:p></o:p>
sithiphong
05-27-2008, 07:33 PM
พระพุทธชัยมงคลคาถา<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง<o:p></o:p>
คะรีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง<o:p></o:p>
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท<o:p></o:p>
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
<o:p></o:p>
มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง<o:p></o:p>
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะถัทธะยักขัง<o:p></o:p>
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท<o:p></o:p>
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
<o:p></o:p>
นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง<o:p></o:p>
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง<o:p></o:p>
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท<o:p></o:p>
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง<o:p></o:p>
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง<o:p></o:p>
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท<o:p></o:p>
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
<o:p></o:p>
กัตตะวานะ กัฎฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา<o:p></o:p>
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ<o:p></o:p>
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท<o:p></o:p>
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
<o:p></o:p>
สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง<o:p></o:p>
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง<o:p></o:p>
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท<o:p></o:p>
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
<o:p></o:p>
นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง<o:p></o:p>
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต<o:p></o:p>
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท<o:p></o:p>
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
<o:p></o:p>
ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง<o:p></o:p>
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง<o:p></o:p>
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิระวา มุนินโท<o:p></o:p>
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
<o:p></o:p>
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา<o:p></o:p>
โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที<o:p></o:p>
หิตตะวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ<o:p></o:p>
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ ฯ
<o:p></o:p>
มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง<o:p></o:p>
ปูเรตตะวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง<o:p></o:p>
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ
<o:p></o:p>
ชะยันโต โพธิยา มูเล สักกะยานัง นันทิวัฑฒะโน<o:p></o:p>
เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล<o:p></o:p>
อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร<o:p></o:p>
อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ ฯ<o:p></o:p>
สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฎฐิตัง<o:p></o:p>
สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ<o:p></o:p>
ปะทักขินัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขินัง<o:p></o:p>
ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา<o:p></o:p>
ปะทักขิณานิ กัตตะวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ<o:p></o:p>
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา<o:p></o:p>
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ<o:p></o:p>
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา<o:p></o:p>
สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ<o:p></o:p>
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา<o:p></o:p>
สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
<o:p></o:p>
หมายเหตุ ถ้าต้องการสวดให้กับตัวเอง ให้เปลี่ยนจากภะวะตุ เต เป็น เม<o:p></o:p>
sithiphong
05-27-2008, 07:35 PM
คำแปลพุทธชัยมงคลคาถา<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
๑.พระจอมมุนี ได้ชนะพญามาร ผู้นิรมิตแขนมากตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่คชสารครีเมขละ พร้อมด้วยเสนามารโห่ร้องก้องกึก ด้วยธรรมวิธีทานบารมีเป็นต้น ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น<o:p></o:p>
๒.พระจอมมุนี ได้ชนะอาฬวกยักษ์ ผู้มีจิตกระด้าง ปราศจากความอดทน มีฤทธิ์พิลึกยิ่งกว่าพญามารเข้ามาต่อสู้ยิ่งนักจนตลอดรุ่ง ด้วยวิธีทรมาณเป็นอันดี คือ พระขันตี (ความอดทน) ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น<o:p></o:p>
๓.พระจอมมุนี ได้ชนะช้างตัวประเสริฐชื่อ นาฬาคิรี เป็นช้างเมายิ่งนัก แสนที่จะทารุณ ประดุจไฟป่าและจักราวุธและสายฟ้า ด้วยวิธีรดลงด้วยน้ำ คือพระเมตตา ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น<o:p></o:p>
๔.พระจอมมุนี มีพระหฤทัยไปในที่จะกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ ได้ชนะโจรชื่อองคุลิมาล (ผู้มีพวงคือนิ้วมนุษย์) แสนร้ายกาจมีฝีมือ ถือดาบวิ่งไล่พระองค์ ไปสิ้น ๓ โยชน์ ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น<o:p></o:p>
๕.พระจอมมุนี ได้ชนะความกล่าวร้ายของนางจิญจมาณวิกา ทำอาการประหนึ่งว่ามีครรภ์ เพราะทำไม้มีสัณฐานอันกลม ให้เป็นประดุจมีท้อง ด้วยวิธีสมาธิอันงาม คือความระงับพระหฤทัยในท่ามกลางหมู่ชน ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น<o:p></o:p>
๖.พระจอมมุนี รุ่งเรืองแล้วด้วยประทีป คือปัญญา ได้ชนะสัจจกนิครนถ์ ผู้มีอัชฌาสัยที่จะสละเสียซึ่งความสัตย์ มีใจในที่จะยกถ้อยคำของตน ให้สูงดุจยกธง เป็นผู้มืดมนยิ่งนัก ด้วยเทศนาญาณวิธี คือรู้อัชฌาสัยแล้ว ตรัสเทศนา ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น<o:p></o:p>
๗.พระจอมมุนีโปรดให้พระโมคคัลลานเถระพุทธชิโนรส นิรมิตกายเป็นนาคราชไปทรมาน พญานาคราช ชื่อนันโทปนันทะ ผู้มีความรู้ผิด มีฤทธิ์มาก ด้วยวิธีอันให้อุปเทห์แห่งฤทธิ์ แก่พระเถระ ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น<o:p></o:p>
๘.พระจอมมุนี ได้ชนะพรหมผู้มีนามว่า ท้าวพกา ผู้มีฤทธิ์ มีอันสำคัญตนว่า เป็นผู้รุ่งเรืองด้วยคุณอันบริสุทธิ์ มีมืออันท้าวภุชงค์ คือทิฏฐิที่ตนถือผิดรัดตรึงไว้แน่นแฟ้นแล้ว ด้วยวิธีวางยาอันพิเศษคือเทศนาญาณ ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น
<o:p></o:p>
นรชนใด มีปัญญา ไม่เกียจคร้าน สวดก็ดี ระลึกก็ดี ซึ่งพระพุทธชัยมงคล ๘ คาถา แม้เหล่านี้ทุก ๆ วัน นรชนนั้นจะพึงละเสียได้ ซึ่งอุปัทวันอันตรายทั้งหลาย มีประการต่าง ๆ เป็นเอนก ถึงซึ่งวิโมกขสิวาลัย อันเป็นบรมสุขแล .
<o:p></o:p>
มหาการุณิโก นาโถ ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์ประกอบแล้วด้วย พระมหากรุณา หิตายะสัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ยังบารมีทั้งหลายทั้งปวงให้เต็ม เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง ถึงแล้วซึ่งความตรัสรู้อันอุดม เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ด้วยความกล่าวคำสัตย์นี้ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน .<o:p></o:p>
sithiphong
05-27-2008, 07:36 PM
หมายเหตุ การภาวนาพระพุทธชัยมงคลคาถา
<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
๑. เมื่อเผชิญกับศัตรูหมู่มาก ซึ่งมุ่งจะทำลายความมุ่งมั่นตั้งใจ ในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามของเรา ทำให้เราท้อถอยและท้อแท้ด้วยเหตุผลต่างๆ ให้ภาวนาบทที่ ๑ ( มั่นใจในการทำความดี ในเจตนาดี และหวังดีของเราเอง แล้วมุ่งหน้ากระทำต่อไป จึงจะชนะศัตรูและผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ )
<o:p></o:p>
๒. เมื่อเผชิญกับผู้ที่มีจิตใจหยาบกระด้าง ไม่ได้ฝึกฝนตนเองในเรื่องวินัยและมารยาท ให้ภาวนาบทที่ ๒ ( ในการที่เราเจอกับคนที่จิตใจกระด้าง หยาบคาย นับว่าเป็นโอกาสให้เราฝึกขันติธรรม และหากเราฝึกได้ดี ก็จะสามารถชนะใจคนแข็งกระด้าง ทำให้เขายอมรับข้อเสนอของเราและทำประโยชน์ร่วมกันได้ )
<o:p></o:p>
๓. เมื่อเผชิญกับสัตว์ดุร้าย ให้ภาวนาบทที่ ๓ ( แม้ว่าสัตว์จะดุร้าย เราก็ควรแผ่เมตตาให้ความเอ็นดู ไม่ควรฆ่า หรือใช้วิธีรุนแรง ด้วยความเมตตานี้ จะทำให้มนุษย์กับสัตว์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ )
<o:p></o:p>
๔. เมื่อเผชิญกับโจร มุ่งทำร้ายเราหรือก่อนที่จะไปต่อสู้กับผู้ร้ายในสถานการณ์ที่ต้องสู้ไม่มีทางเลือกอื่น ให้ภาวนาบทที่ ๔ ( วิธีที่ดี คือ ต้องพยายามทำให้เราเป็นฝ่ายเหนือกว่าเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ได้เสมอ เมื่อเราทำให้เขายอมจำนนได้แล้ว จึงค่อยหาโอกาสแนะนำสิ่งที่ดีแก่เขาภายหลัง ด้วยเจตนาดีและมีเมตตา )
<o:p></o:p>
๕. เมื่อต้องเจอกับคำครหา นินทา การใส่ความให้เสียหาย ให้ภาวนาบทที่ ๕ ( เบื้องต้นต้องสงบจิตใจไว้ก่อน อย่างน้อยก็ตระหนักถึงข้อที่ว่า การนินทานั้น เป็นหนึ่งในโลกธรรม คือ เป็นสิ่งประจำโลก แม้พระพุทธองค์ยังมีคนกล่าวร้ายได้ จากนั้นจึงพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยสติสัมปชัญญะ หากจะโต้ตอบต้องตอบโต้ตามความเป็นจริง หากเรื่องที่เกิดขึ้นไม่จริง ผู้กล่าวหาย่อมแพ้ภัยตนเองไปในที่สุด)
<o:p></o:p>
๖. เมื่อต้องตอบโต้คำถามจากผู้มีความเห็นผิดทะนงตัว หรือต้องโต้วาทีเพื่อหาข้อยุติด้วยหลักการและเหตุผลที่ถูกต้อง ให้ภาวนาบทที่ ๖ ( เมื่อเผชิญกับผู้ที่โอ้อวดยกเหตุผลต่างๆ เพื่อมาหักล้างศีลธรรม ความถูกต้องดีงาม เราจำเป็นต้องโต้ด้วยเหตุผลที่ชัดเจนกว่า โดยแยกแยะให้เขาเห็นข้อบกพร่องในเหตุผลของเขา ถ้าเป็นปัญหา ที่ต้องตอบตรงๆ ก็ยกความเป็นจริงขึ้นหักล้าง บางอย่างอาจถามย้อนก่อนตอบ เพื่อให้ผู้ถามเห็นข้อบกพร่องในคำถามและเหตุผลที่ตนยกขึ้นถาม อย่างไรก็ตาม บางคำถามที่ควรงดเว้นไม่ควรตอบให้เสียเวลา )
<o:p></o:p>
๗. เมื่อต้องเผชิญกับผู้ที่มีเล่ห์เหลี่ยม มากด้วยอุบาย ให้ภาวนาบทที่ ๗ ( เหตุการณ์บางอย่าง เราอาจพึ่งผู้อื่น เพื่อช่วยคลีคลายสถานการณ์ โดยเลือกผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ ช่วยจัดการให้เรียบร้อย )
<o:p></o:p>
๘. เมื่อต้องเผชิญกับผู้ใหญ่ที่มีความเห็นผิด ผู้มีทิฐิมานะมาก ทั้งมีอำนาจในสังคม เป็นที่รู้จัก และนับถือของคนทั่วไป ต้องทำใจให้เป็นสมาธิด้วย การภาวนาบทที่ ๘ ( เมื่อเราเผชิญกับปัญหาที่สำคัญในระดับที่เป็นหลักการ หรือนโยบาย ซึ่งแม้ผู้ใหญ่มีอำนาจวาสนา เป็นที่ยอมรับนับถึอของคนทั่วไป ยังมีความเห็นผิดจากหลักการตามความเป็นจริง เราต้องแม่นยำในหลักการพิจารณาหลักการ หรือนโยบายนั้นอย่างรอบคอบ แล้วชี้แจงให้เห็นถึงความบกพร่องและผลเสียที่เกิดขึ้นในระยะยาว ทั้งนี้การชี้แจงกับผู้ใหญ่ต้องมีเหตุผลชัดเจน ชี้แจงให้แจ่มแจ้งว่าหลักการ วิธีการ และเป้าหมายของกิจการนั้นๆ มีความขัดแย้งกันอย่างไร มีจุดบกพร่องที่สำคัญตรงไหนบ้าง และอย่าลืมว่าหลังจากกระบวนการทางปัญญาสิ้นสุดลง เรากับผู้ใหญ่นั้น ยังคงมีความสัมพันธ์ร่วมงานกันได้ดังเดิม หรืออาจจะดีกว่าเดิม เพราะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ )
<o:p></o:p>
อานิสงส์เบื้องต้น ในการภาวนาชัยมงคลคาถานั้น เป็นการยับยั้งการตัดสินใจ อย่างหุนหันพลันแล่น ไม่รอบคอบ ซึ่งอาจให้ผลร้ายตามมาอย่างคาดไม่ถึง และที่สำคัญ เป็นการ เรียกสติกลับคืนมา เพื่อให้จิตใจมั่นคง เมื่อจิตใจมั่นคงแล้ว จะทำให้เราจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรอบคอบมากขึ้น และได้ผลดีย้อนกลับมามากขึ้นด้วย<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
sithiphong
05-28-2008, 10:16 AM
ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
<o:p></o:p>
เปิดกรุได้ที่เมืองสวรรคโลก มีคำกล่าวในหนังสือนำว่า ผู้ใดมีไว้ประจำบ้านเรือน มีอานิสงค์ยิ่งกว่าได้สร้างพระเจดีย์ทองคำสูงเทียมเทวโลก และป้องกันภยันตรายต่าง ๆ ทำมาหากินเจริญฯ<o:p></o:p>
ผู้ใดสร้างไว้สวดมนต์ สักการะบูชาเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ และจะมีความสุข ศิริสวัสดิ์เจริญต่อไปทั้งปัจจุบัน กาลอนาคต และภายหน้าภาคหน้า ด้วยอำนาจของความเคารพในพระคาถานี้ สร้างครบ ๗ วัน ครบอายุ หมดเคราะห์โศกทุกประการฯ<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ประวัติต้นฉบับเดิมกล่าวไว้ว่า<o:p></o:p>
หนังสือยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏกนี้มีคำกล่าวไว้ในหนังสือนำว่าศักดิ์สิทธิ์ ถ้าผู้ใดได้สวนมนต์ภาวนาทุกค่ำเช้าแล้ว ผู้นั้นจะไม่ไปตกอบายภูมิ แม้ได้บูชาไว้กับ บ้านเรือนก็อาจป้องกันอันตรายต่าง ๆ จะภาวนาพระคาถาอื่น ๆ สัก ๑๐๐ ปี อานิสงค์ ก็ไม่สูงเท่าภาวนาพระคาถานี้ครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่า อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ที่มีอิทธิฤทธิ์ จะเนรมิตแผ่นอิฐเป็นทองคำ ก่อเป็นพระเจดีย์ ตั้งแต่มนุษยโลกสูงขึ้นไปจนถึงพรหมโลก อานิสงค์ก็ยังไม่เท่าภาวนายอดพระกัณฑ์ไตรปิฏกนี้ และมีคำอธิบายคุณความดีไว้ใน ต้นฉบับเดิมนั้นอีกหลายประการฯ<o:p></o:p>
ต้นฉบับเดิมเปิดกรุได้ที่เมืองสวรรคโลก เป็นอักษรขอมจารึกไว้ในใบลาน จึงแปลเป็นภาษาไทย หลวงธรรมาธิกรณ์ (พระภิกษุแสง) ได้มาแต่พระแท่นศิลาอาสน์ มณฑลพิษณุโลก<o:p></o:p>
ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏกนี้ ถ้าผู้ใดบริจาคทรัพย์สร้างถวายพระภิกษุสามเณร หรือญาติสนิทมิตรสหาย ครบ ๗ วัน หรือครบอายุปัจจุบันของตน จะบังเกิดโชคลาภ ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง จะพ้นเคราะห์ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย และภัยพิบัติทั้งปวง<o:p></o:p>
sithiphong
05-28-2008, 10:18 AM
พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง วะตะ[1] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86103#_ftn1) โส ภะคะวา<o:p></o:p>
แม้เพราเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วะตะ โส ภะคะวา<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะ สัมปันโน วะตะ โส ภะคะวา<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วะตะ โส ภะคะวา<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วะตะ โส ภะคะวา<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้รู้แจ้งโลก<o:p></o:p>
. อะระหันตัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอถึงพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง<o:p></o:p>
อะระหันตัง สิระสา นะมามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ ด้วยเศียรเกล้า<o:p></o:p>
สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอถึงพระองค์ผู้ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง<o:p></o:p>
สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระองค์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ด้วยเศียรเกล้า<o:p></o:p>
วิชชาจะระณะสัมปันนัง สะระณัง คัจฉามิ <o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอถึงพระองค์ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง<o:p></o:p>
วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิริสา นะมามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระองค์ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ ด้วยเศียรเกล้า<o:p></o:p>
สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอถึงพระองค์ผู้เสด็จไปดีแล้ว ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง<o:p></o:p>
สุคะตัง สิระสา นะมามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระองค์ผู้เสด็จไปดีแล้ว ด้วยเศียรเกล้า<o:p></o:p>
โลกะวิทุง[2] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86103#_ftn2) สะระณัง คัจฉามิ <o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอถึงพระองค์ผู้รู้แจ้งโลก ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง<o:p></o:p>
โลกะวิทุง สิระสา นะมามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระองค์ผู้รู้แจ้งโลก ด้วยเศียรเกล้า<o:p></o:p>
. อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร วะตะ โส ภะคะวา<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ยอดเยี่ยมไม่มีใครยิ่งกว่า<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะธัมมะสาระถิ วะตะ โส ภะคะวา<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง วะตะ โส ภะคะวา<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ วะตะ โส ภะคะวา<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน<o:p></o:p>
. อะนุตตะรัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอถึงพระองค์ผู้ยอดเยี่ยม ไม่มีใครยิ่งกว่า ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง<o:p></o:p>
อะนุตตะรัง สิระสา นะมามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระองค์ผู้ยอดเยี่ยม ด้วยเศียรเกล้า<o:p></o:p>
ปุริสะทัมมะสาระถิง[3] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86103#_ftn3) สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอถึงพระองค์ผู้เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง<o:p></o:p>
ปุริสะทัมมะสาระถิง สิระสา นะมามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ ด้วยเศียรเกล้า<o:p></o:p>
สัตถารัง[4] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86103#_ftn4) เทวะมะนุสสานัง สะระณัง คัจฉามิ <o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอถึงพระองค์ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง<o:p></o:p>
สัตถารัง เทวะมะนุสสานัง สิริสา นะมามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ด้วยเศียรเกล้า<o:p></o:p>
<HR align=left width="33%" SIZE=1>[1] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86103#_ftnref1) วะตะ บางฉบับเป็น วัจจะ ที่ถูกตามภาษาบาลีควรเป็น วะตะ
[2] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86103#_ftnref2) บางแห่งเป็น โลกะวิทัง ตามหลักบาลีไวยากรณ์ต้องเป็น โลกะวิทุง มาจากศัพท์เดิมว่า โลกะวิทู
[3] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86103#_ftnref3) ปุริสะทัมมะสาระถิง ในที่นี้ประกอบศัพท์ตามหลักบาลีไวยากรณ์ บางแห่งเป็น ปุริสะทัมมะสาระถิ
[4] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86103#_ftnref4) สัตถารัง ในที่ประกอบศัพท์ตามหลักไวยากรณ์ บางแห่งเป็น สัตถา
sithiphong
05-28-2008, 10:19 AM
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอถึงพระองค์ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง<o:p></o:p>
พุทธัง สิระสา นะมามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระองค์ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยเศียรเกล้า<o:p></o:p>
. อิติปิ โส ภะคะวา<o:p></o:p>
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น กอปรด้วยดังว่ามานี้แล<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา รูปะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน <o:p></o:p>
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้จะมีรูปขันธ์เป็นอนิจจลักษณะ คือ ไม่เที่ยงแท้ แต่ทรงเพียบพร้อมด้วยพระบารมี<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน <o:p></o:p>
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้จะมีเวทนาขันธ์เป็นอนิจจลักษณะ คือ ไม่เที่ยงแท้ แต่ทรงเพียบพร้อมด้วยพระบารมี<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน <o:p></o:p>
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้จะมีสัญญาขันธ์เป็นอนิจจลักษณะ คือ ไม่เที่ยงแท้ แต่ทรงเพียบพร้อมด้วยพระบารมี<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา สังขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน <o:p></o:p>
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้จะมีสังขารขันธ์เป็นอนิจจลักษณะ คือ ไม่เที่ยงแท้ แต่ทรงเพียบพร้อมด้วยพระบารมี<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน <o:p></o:p>
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้จะมีวิญญาณขันธ์เป็นอนิจจลักษณะ คือ ไม่เที่ยงแท้ แต่ทรงเพียบพร้อมด้วยพระบารมี<o:p></o:p>
. อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะวี ธาตุสะมาธิญาณะ[1] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86104#_ftn1) สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในปฐวีธาตุ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา อาโป ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในอาโปธาตุ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา เตโช ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในเตโชธาตุ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา วาโย ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในวาโยธาตุ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในอากาศธาตุ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในวิญญาณธาตุ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา จักกะวาฬะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในจักรวาลธาตุ<o:p></o:p>
<HR align=left width="33%" SIZE=1>[1] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86104#_ftnref1) ญาณ คือ การหยั่งรู้ มาคู่กับสมาธิ มีความหมายเท่ากับปัญญา
..ผู้แปล
sithiphong
05-28-2008, 10:20 AM
อิติปิ โส ภะคะวา จาตุมมะหาราชิกา ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในธาตุอันเป็นที่สถิตของเทวดาชั้นจาตุมมหาราช<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา ตาวะติงสา ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในธาตุอันเป็นที่สถิตของเทวดาชั้นดาวดึงส์<o:p></o:p>
.อิติปิ โส ภะคะวา ยามา ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในธาตุอันเป็นที่สถิตของเทวดาชั้นยามา<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา ดุสิตา ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในธาตุอันเป็นที่สถิตของเทวดาชั้นดุสิต<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระติ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในธาตุอันเป็นที่สถิตของเทวดาชั้นนิมมานรดี<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในธาตุอันเป็นที่สถิตของเทวดาชั้นปรินิมมิตวสวัตดี<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา กามาวะจะระ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ การหยั่งรู้ในธาตุที่เป็นไปในเทวโลกชั้นกามาวจร<o:p></o:p>
.อิติปิ โส ภะคะวา รูปาวะจะระ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุที่เป็นไปในพรหมโลกชั้นรูปาวจร<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา อะรูปาวะจะระ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุที่เป็นไปในพรหมโลกชั้นอรูปาวจร<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา โลกุตตะระ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุที่เป็นโลกุตตระ คือ อยู่เหนือโลกทั้งปวง<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะมะฌานะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุที่เป็นไปในปฐมฌาน<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา ทุติยะฌานะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุที่เป็นไปในทุติยฌาน<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา ตะติยะฌานะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุที่เป็นไปในตติยฌาน<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา จะตุตถะฌานะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุที่เป็นไปในจตุตถฌาน<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะมะฌานะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุที่เป็นไปในปัญจมฌาน<o:p></o:p>
.อิติปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุอันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ อากาสานัญจายตนะ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณัญจายะตะนะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุอันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ วิญญาณัญจายตนะ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุอันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ อากิญจัญญายตนะ<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะ ธาตุสะมาธิญาณะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธาตุอันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ<o:p></o:p>
sithiphong
05-28-2008, 10:21 AM
. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปัตติมัคคะ ธาตุสะมาธิญานะ สัมปันโน<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระโสดาปัตติมรรค<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคามิมัคคะ ธาตุสะมาธิญานะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระสกิทาคามิมรรค<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคามิมัคคะ ธาตุสะมาธิญานะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระอนาคามิมรรค<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะมัคคะ ธาตุสะมาธิญานะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระอรหัตมรรค<o:p></o:p>
. อิติปิ โส ภะคะวา โสตา ปัตติผะละ ธาตุสะมาธิญานะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระโสดาปัตติผล<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคามิผะละ ธาตุสะมาธิญานะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระสกิทาคามิผล<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคามิผะละ ธาตุสะมาธิญานะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระอนาคามิผล<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะผะละ ธาตุสะมาธิญานะ สัมปันโน<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงถึงพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา คือ ความหยั่งรู้ในธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระอรหัตผล<o:p></o:p>
. กุสะลา ธัมมา<o:p></o:p>
ธรรมะฝ่ายกุศล<o:p></o:p>
อิติปิ โส ภะคะวา<o:p></o:p>
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีพระคุณดังพรรณมานานี้แล<o:p></o:p>
อะ อา<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต<o:p></o:p>
ชัมพูทีปัญจะอิสสะโร กุสะลา ธัมมา<o:p></o:p>
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นอิสระแห่งชมภูทวีป ธรรมะฝ่ายกุศล เป็นใหญ่เหนือชมพูทวีป<o:p></o:p>
sithiphong
05-28-2008, 10:22 AM
นะโม พุทธายะ<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า<o:p></o:p>
นะโม ธัมมายะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า<o:p></o:p>
นะโม สังฆายะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า<o:p></o:p>
ปัญจะ พุทธา นะมามิหัง<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าห้าพระองค์<o:p></o:p>
อา ปา มะ จุ ปะ<o:p></o:p>
หัวใจพระวินัยปิฏก<o:p></o:p>
ที มะ สัง อัง ขุ<o:p></o:p>
หัวใจพระสุตตันตปิฏก<o:p></o:p>
สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ<o:p></o:p>
หัวใจพระอภิธรรมปิฏก<o:p></o:p>
อุ ปะ สะ ชะ สุ เห ปา สา ยะ โส<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ<o:p></o:p>
หัวใจโลกุตตรธรรม คือ มรรคสี่ ผลสี่ นิพพานหนึ่ง<o:p></o:p>
เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว<o:p></o:p>
หัวใจพระเจ้าสิบชาติแสดงการบำเพ็ญบารมีสิบ<o:p></o:p>
อะ สัม วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ<o:p></o:p>
หัวใจพระพุทธคุณเก้า (นวหรคุณ)<o:p></o:p>
อิ สวา สุ สุ สวา อิ<o:p></o:p>
หัวใจคุณพระรัตนตรัย<o:p></o:p>
กุสะลา ธัมมา จิตติ วิอัตถิ<o:p></o:p>
ธรรมะฝ่ายกุศล มีนัยวิจิตรพิสดาร<o:p></o:p>
. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง<o:p></o:p>
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส<o:p></o:p>
อะ อา<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต<o:p></o:p>
สา โพธิ ปัญจะ อิสะโร ธัมมา<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
. กุสะลา ธัมมา<o:p></o:p>
ธรรมฝ่ายกุศล<o:p></o:p>
นันทะวิวังโก<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
อิติ สัมมาสัมพุทโธ<o:p></o:p>
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบแล้วแล<o:p></o:p>
สุ คะ ลา โน<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต<o:p></o:p>
sithiphong
05-28-2008, 10:23 AM
จาตุมมะหาราชิกา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
ธรรมะฝ่ายกุศล เป็นใหญ่เหนือเทวโลกชั้นจาตุมมหาราช<o:p></o:p>
อิติ วิชชาจะระณะสัมปันโน<o:p></o:p>
พระองค์ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ<o:p></o:p>
อุ อุ<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
ยาวะ ชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต<o:p></o:p>
ตาวะติงสา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา<o:p></o:p>
ธรรมะฝ่ายกุศล เป็นใหญ่เหนือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์<o:p></o:p>
นันทะ ปัญจะ<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
สุคะโต โลกะวิทู<o:p></o:p>
พระพุทธเจ้า ผู้เสด็จไปดีแล้ว ผู้รู้แจ้งโลก<o:p></o:p>
มะหาเอโอ<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต<o:p></o:p>
ยามา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา<o:p></o:p>
ธรรมะฝ่ายกุศล เป็นใหญ่เหนือสวรรค์ชั้นยามา<o:p></o:p>
พรัหมะสัททะ ปัญจะ สัตตะ สัตตาปาระมี อะนุตตะโร<o:p></o:p>
พระโพธิสัตว์ห้า และบารมีของพระโพธิสัตว์ ยอดเยี่ยมกว่าเสียงจากพระพรหม (หรือประกาศิตของพรหม)<o:p></o:p>
ยะมะกะขะ<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต<o:p></o:p>
. ตุสิตา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา<o:p></o:p>
ธรรมะฝ่ายกุศล เป็นใหญ่เหนือสวรรค์ชั้นดุสิต<o:p></o:p>
ปุ ยะ ปะ กะ<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
ปุริสะทัมมะสาระถิ<o:p></o:p>
พระพุทธเจ้า พระองค์ผู้เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ<o:p></o:p>
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต<o:p></o:p>
. นิมมานะระตี อิสสะโร กุสะลา ธัมมา<o:p></o:p>
ธรรมะฝ่ายกุศล เป็นใหญ่เหนือสวรรค์ชั้นนิมมานรดี<o:p></o:p>
เหตุโปวะ<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
สัตถา เทวะมะนุสสานัง<o:p></o:p>
พระองค์ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย<o:p></o:p>
ตะถะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต<o:p></o:p>
. ปะระนิมมิตตะวะสะวัตตี อิสสะโร กุสะลา ธัมมา<o:p></o:p>
ธรรมะฝ่ายกุศล เป็นใหญ่เหนือสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี<o:p></o:p>
สังขาระขันโธ<o:p></o:p>
ขันธ์ที่เกิดจากการปรุงแต่ง<o:p></o:p>
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา[1] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86108#_ftn1)<o:p></o:p>
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (มิใช่ตัวตนของเราจริง)<o:p></o:p>
รูปะขันโธ พุทธะปะผะ<o:p></o:p>
แม้ว่ารูปขันธ์ของพระพุทธเจ้า (ก็ไม่เที่ยงแปรเปลี่ยนไปและเป็นอนัตตา)<o:p></o:p>
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต<o:p></o:p>
. พรัหมา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา<o:p></o:p>
ธรรมะฝ่ายกุศล เป็นใหญ่เหนือกว่าพระพรหม<o:p></o:p>
นัตถิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา<o:p></o:p>
แม้ธรรมะที่กล่าวถึงความไม่มีเป็นปัจจัย พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ ไม่มียกเว้น<o:p></o:p>
ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน<o:p></o:p>
นะโม พุทธัสสะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า<o:p></o:p>
นะโม ธัมมัสสะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า<o:p></o:p>
นะโม สังฆัสสะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า<o:p></o:p>
พุทธิลา โภกะลา กะระกะนา<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ<o:p></o:p>
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าเถิด<o:p></o:p>
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะฯ<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
. นะโม พุทธัสสะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า<o:p></o:p>
นะโม ธัมมัสสะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า<o:p></o:p>
นะโม สังฆัสสะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า<o:p></o:p>
วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ วัตติ วัตติ<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
<HR align=left width="33%" SIZE=1>[1] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86108#_ftnref1) ไตรลักษณ์ แปลความตามที่เรียงลำดับโดยทั่วไป คือ อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา ในที่นี้เรียง ทุกขัง ก่อน
sithiphong
05-28-2008, 10:23 AM
มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าเถิด<o:p></o:p>
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
. อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง พรัหมะสาวัง มะหาพรัหมะสาวัง จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง สัปปุริสสาวัง มะหาสัปปุริสสาวัง พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิ วิชชาธาระณังสาวัง สัพพะโลกา อิริยานังสาวัง<o:p></o:p>
(มนต์คาถาจากพระคาถามหาทิพยมนตร์)<o:p></o:p>
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ<o:p></o:p>
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าเถิด<o:p></o:p>
. สาวัง คุณัง วะชะพะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง นิพพานัง โมกขัง คุยหะกัง ทานัง สีลัง ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ตัปปัง สุขัง สิริรูปัง จาตุวีสะติ เทสะนัง<o:p></o:p>
(มนต์คาถาจากพระคาถามหาทิพยมนต์)<o:p></o:p>
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ<o:p></o:p>
(มนต์คาถา) ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าเดิม<o:p></o:p>
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะฯ <o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
. นะโม พุทธัสสะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า<o:p></o:p>
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ<o:p></o:p>
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตนของเราจริง<o:p></o:p>
นะโม อิติปิ โส ภะคะวา<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
. นะโม ธัมสะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า<o:p></o:p>
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ<o:p></o:p>
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตนของเราจริง<o:p></o:p>
นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว<o:p></o:p>
. นะโม สังฆัสสะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า<o:p></o:p>
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ<o:p></o:p>
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตนของเราจริง<o:p></o:p>
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมพระสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว<o:p></o:p>
วาหะปะริตตัง<o:p></o:p>
พระปริตรที่นำสิ่งดีงามมาให้<o:p></o:p>
. นะโม พุทธายะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า<o:p></o:p>
มะอะอุ<o:p></o:p>
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์<o:p></o:p>
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ยาวะ ตัสสะ หาโย<o:p></o:p>
ตราบใดที่ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตามีอยู่จริงเช่นนี้ ทุกสิ่งก็มีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่ตราบนั้น<o:p></o:p>
โม นะ อุอะมะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์<o:p></o:p>
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา<o:p></o:p>
ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา<o:p></o:p>
อุ อะ มะ อะ วันทา<o:p></o:p>
ขอกราบไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์<o:p></o:p>
นะโม พุทธายะ<o:p></o:p>
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า<o:p></o:p>
นะ อะ กะ ติ นิ สะ ระ ณะ<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
อา ระ ปะ ขุท ธัง<o:p></o:p>
(มนต์คาถา)<o:p></o:p>
มะ อะ อุ<o:p></o:p>
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์<o:p></o:p>
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ฯ<o:p></o:p>
ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา<o:p></o:p>
วิปัสสิต<o:p></o:p>
(สำเร็จและเห็นแจ้ง)<o:p></o:p>
สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วินัสสันตุ<o:p></o:p>
(ด้วยอำนาจแห่งยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกที่ข้าพเจ้าได้สวดแล้วนี้)<o:p></o:p>
ขอทุกข์ภัย อันตราย และโรคทั้งปวง จงพินาศไปสิ้น<o:p></o:p>
sithiphong
05-29-2008, 08:12 PM
อธิบายคำย่อใน<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ในยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก มีคำย่อที่ควรทราบ ดังนี้:-<o:p></o:p>
๑. อา ปา มะ จุ ปะ เป็นคำย่อพระวินัยปิฎกทั้ง ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์<o:p></o:p>
อา = อาทิกัมมิกะ (การกระทำที่เป็นต้นบัญญัติ) หมายเอาพระวินัยของพระภิกษุ ตั้งแต่อาบัติปาราชิกลงมาจนถึงสังฆาทิเสส<o:p></o:p>
ปา = ปาจิตตีย์ เป็นชื่อของอาบัติที่มาในปาฏิโมกข์ (คำว่า ปาฏิโมกข์ คือ ศีลที่เป็นใหญ่เป็นสำคัญอันพระสงฆ์จะต้องสวดทบทวนในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน)<o:p></o:p>
มะ = มหาวัคค์ คือ วรรคใหญ่ของพระวินัย แบ่งออกเป็นหมวด (ขันธกะ) ต่าง ๆ ๑๐ หมวด<o:p></o:p>
จุ = จุลลวัคค์ คือ วรรคเล็กของพระวินัย แบ่งออกเป็นหมวด (ขันธกะ) ต่าง ๆ ๑๒ หมวด<o:p></o:p>
ปะ = ปริวาร คือ หัวข้อเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ของพระวินัย เป็นการสรุปเนื้อความวินิจฉัยปัญหาใน ๔ เรื่องข้างต้น<o:p></o:p>
๒. ที มะ สัง อัง ขุ เป็นคำย่อพระสุตตันตปิฎกทั้ง ๒๑,000 พระธรรมขันธ์<o:p></o:p>
ที = ทีฆนิกาย แปลว่า หมวดขนาดยาว หมายถึง หมวดที่รวบรวมพระสูตรขนาดยาวไว้ส่วนหนึ่ง ไม่ปนกับพระสูตรประเภทอื่นในหมวดนี้ มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น ๓๔ สูตร<o:p></o:p>
มะ = มัชฌิมนิกาย แปลว่า ขนาดกลาง หมายถึง หมวดที่ราบรวมพระสูตรขนาดกลางไม่สั้นเกินไป ไม่ยาวเกินไปไว้ส่วนหนึ่ง ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น ๑๕๒ สูตร<o:p></o:p>
สัง = สังยุตตนิกาย แปลว่า หมวดประมวล คือ ประมวลเรื่องในพระสูตรที่เป็นประเภทเดียวกันไว้เป็นหมวดหมู่ มีจำนวนทั้งสิ้น ๗,๗๖๒ สูตร<o:p></o:p>
อัง = อังคุตตรนิกาย แปลว่า หมวดที่ยิ่งด้วยองค์ คือ จัดลำดับ ธรรมะในพระสูตรไว้เป็นหมวด ๆ ตามลำดับตัวเลข เช่น หมวดธรรมะ ๒ ข้อ เรียกว่า ทุกนิบาต หมวดธรรมะ ๑๐ ข้อ เรียกว่า ทสกนิบาต เป็นต้น ในหมวดนี้ มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น ๙,๕๕๗ สูตร<o:p></o:p>
ขุ = ขุททกนิกาย แปลว่า หมวดเล็กน้อย รวบรวมข้อธรรมที่ไม่จัดเข้าใน ๔ หมวดข้างต้นมารวมไว้ในหมวดนี้ทั้งหมด เมื่อจะแบ่งโดยหัวข้อใหญ่ก็มี ๑๕ เรื่อง คือ<o:p></o:p>
๒.๑ ขุททกปาฐะ แปลว่า บทสวดเล็ก ๆ น้อย โดยมากเป็นบทสวดสั้น ๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา<o:p></o:p>
๒.๒ ธรรมบท แปลว่า บทแห่งธรรม คือ ธรรมภาษิตสั้น ๆ ประมาณ ๓๐๐ หัวข้อ (ส่วนเรื่องพิสดาร มีท้องเรื่องประกอบปรากฏในอรรถกถา)<o:p></o:p>
๒.๓ อุทาน แปลว่า คำที่เปล่งออกมา หมายถึง คำอุทานที่เป็นธรรมภาษิต มีท้องเรื่องประกอบเป็นเหตุปรารภในการเปล่งอุทานของพระพุทธเจ้า<o:p></o:p>
๒.๔ อิติวุตตกะ แปลว่า ข้อความที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ เป็นการอ้างอิงว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสข้อความไว้อย่างนี้ ไม่มีเรื่องประกอบ มีแต่ที่ขึ้นต้นว่าข้าพเจ้า ได้ยินมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสไว้อย่างนี้<o:p></o:p>
๒.๕ สุตตนิบาต แปลว่า รวมพระสูตร คือ รวบรวมพระสูตรเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน มีชื่อสูตรบอกกำกับไว้<o:p></o:p>
๒.๖ วิมานวัตถุ แปลว่า เรื่องของผู้ได้วิมานแสดงเหตุดีที่ให้ได้ผลดีตามคำบอกเล่าของผู้ได้ผลดีนั้น ๆ<o:p></o:p>
๒.๗ เปตวัตถุ แปลว่า เรื่องของเปรตหรือผู้ล่วงลับไป ที่ทำกรรมชั่วไว้<o:p></o:p>
๒.๘ เถรคาถา ภาษิตต่าง ๆ ของพระเถระผู้เป็นอรหันตสาวก<o:p></o:p>
๒.๙ เถรีคาถา ภาษิตต่าง ๆ ของพระเถระผู้เป็นอรหันตสาวิกา<o:p></o:p>
๒.๑๐ ชาดก แสดงภาษิตต่าง ๆ เกี่ยวโยงกับคำสอนประเภทเล่านิทาน (ท้องเรื่องพิสดาร มีในอรรถกถาเช่นเดียวกับธรรมบท)<o:p></o:p>
๒.๑๑ นิทเทส แบ่งออกเป็น มหานิทเทส กับ จูฬนิทเทส คือ มหานิทเทส เป็นคำอธิบายพระพุทธภาษิตในสุตตนิบาต (หมายเลข ๕) รวม ๑๖ สูตร ส่วนจูฬนิทเทสเป็นคำอธิบาย พระพุทธภาษิตในสุตตนิบาท (หมายเลข ๕) ว่าด้วยปัญหาของมาณพ ๑๖ คน กับ ขัคควิสาณสูตร กล่าวกันว่าเป็นภาษิตของพระสารีบุตรเถระ<o:p></o:p>
๒.๑๒ ปฏิสัมภิทามัคค์ แปลว่า ทางแห่งปัญญาอันแตกฉาน เป็นคำอธิบายหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ซึ่งกล่าวกันว่าพระสารีบุตรเถระได้กล่าวไว้<o:p></o:p>
๒.๑๓ อปทาน แปลว่า คำอ้างอิง เป็นประวัติส่วนตัวที่แต่ละท่านเล่าไว้ ซึ่งอาจแบ่งได้ คือ เป็นอดีตประวัติของพระพุทธเจ้า ของพระเถระอรหันตสาวก ของพระเถรีอรหันตสาวิกา ส่วนที่เป็นประวัติการทำความดีของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น มีคำอธิบายว่าเป็นพระพุทธภาษิตตรัสเล่าให้พระอานนท์ฟัง<o:p></o:p>
๒.๑๔ พุทธวังสะ แปลว่า วงศ์ของพระพุทธเจ้า หลักการใหญ่เป็นการแสดงประวัติของพระพุทธเจ้าในอดีต ๒๔ องค์ รวมทั้งของพระโคตมพุทธเจ้าด้วย จึงเป็น ๒๕ องค์ นอกนั้นมีเรื่องเบ็ดเตล็ดแทรกเล็กน้อย<o:p></o:p>
๒.๑๕ จริยาปิฎก แปลว่า คัมภีร์แสดงจริยา คือ การบำเพ็ญบารมีต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งแบ่งหลักใหญ่ออกเป็น ทาน (การให้) ศีล (การรักษากายวาจา ให้เรียบรอย) และเนกขัมมะ (การออกบวช)<o:p></o:p>
sithiphong
05-29-2008, 08:13 PM
๓. สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ เป็นคำย่อพระอภิธรรมปิฎกทั้ง ๔๒,000 พระธรรมขันธ์<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
สัง = สังคณี ว่าด้วยการรวมหมู่ธรรมะ คือ ธรรมะแม้จะมีมากเท่าไร ก็อาจรวมหรือจัดเป็นประเภท ๆ ได้เพียงไม่เกิน ๓ ประเภท<o:p></o:p>
วิ = วิภังค์ ว่าด้วยการแยกธรรมะออกเป็นข้อ ๆ เช่น เป็นขันธ์ ๕ เป็นต้น ทั้งสังคณีและวิภังค์นี้ เทียบด้วยคำว่า สังเคราะห์ (Synthesis) และวิเคราะห์ (Analysis) ในวิทยาศาสตร์ เป็นแต่เนื้อหาในทางศาสนากับทางวิทยาศาสตร์ มุ่งไปคนละทาง คงลงกันได้ในหลักการว่า ควรเรียนรู้ทั้งในทางรวมกลุ่มและแยกกลุ่ม เช่น รถคันหนึ่งควรรู้ทั้งการประกอบเข้าเป็นคันรถ และการแยกส่วนต่าง ๆ ออกฉะนั้น<o:p></o:p>
ธา = ธาตุกถา ว่าด้วย ธาตุ คือ ธรรมะทุกอย่าง อาจจัดเป็นประเภทได้โดย ธาตุ อย่างไร<o:p></o:p>
ปุ = ปุคคลบัญญัติ ว่าด้วย บัญญัติ ๖ ประการ เช่น บัญญัติขันธ์ บัญญัติอายตนะ จนถึงบัญญัติเรื่องบุคคล พร้อมทั้งแจกแจงรายละเอียดเรื่องบัญญัติบุคคล ต่าง ๆ ออกไป<o:p></o:p>
กะ = กถาวัตถุ ว่าด้วย คำถาม-คำตอบ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า เป็นคำถาม ๕๐๐ คำตอบ ๕๐๐ แต่ตัวเลข ๕๐๐ นี้ อาจหมายเพียงว่าหลายร้อย เพราะเท่าที่นับกันดูแล้ว ได้คำถาม-คำตอบ อย่างละ ๒๑๙ ข้อ)<o:p></o:p>
ยะ = ยมก ว่าด้วยธรรมเป็นคู่ ๆ บางทีการจัดคู่ก็มีลักษณะเป็นตรรกวิทยา ซึ่งจะได้กล่าวถึงในภาค ๓ ย่อความแห่งพระไตรปิฎก<o:p></o:p>
ปะ = ปัฏฐาน ว่าด้วย ปัจจัย คือ สิ่งสนับสนุน ๒๔ ประการ[1] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86513#_ftn1)<o:p></o:p>
เป็นอันว่า หัวใจย่อแห่งพระไตรปิฏก คือ อา ปา มะ จะ ปะ, ที มะ สัง อัง ขุ, สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ มีปรากฏสมบูรณ์ในยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก<o:p></o:p>
๔. โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ ชุดนี้เป็นคำย่อของโลกุตรธรรม ๙ คือ มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑<o:p></o:p>
โส = โสดาปัตติมรรค คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ทีแรก เป็นเหตุละสังโยชน์[2] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86513#_ftn2)ได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส<o:p></o:p>
โส = โสตาปัตติผล คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน อันเป็นผลที่พระโสดาบันพึงเสวย<o:p></o:p>
สะ = สกทาคามิมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อ ข้างต้น และทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง<o:p></o:p>
สะ = สกทาคามิผล คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย<o:p></o:p>
อะ = อนาคามิมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕<o:p></o:p>
อะ = อนาคามิผล คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย<o:p></o:p>
อะ = อรหัตตมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุให้ละสังโยชน์ได้ทั้งหมด ๑๐ ข้อ<o:p></o:p>
อะ = อรหัตตผล คือ ผลความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย<o:p></o:p>
นิ = นิพพาน คือ สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลส ไร้ทุกข์ เป็นอิสระสมบูรณ์<o:p></o:p>
๕. เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว ชุดนี้เป็นคำย่อของการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในสิบชาติสุดท้ายก่อนที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ที่นิยมเรียกกันว่า พระจ้าสิบชาติ หรือทศชาติชาดก<o:p></o:p>
เต = พระเตมีย์ บำเพ็ญเนกขัมมบารมี คือ การออกบวชปลีกตัวปลีกใจออกจากกาม<o:p></o:p>
ชะ = พระมหาชนก บำเพ็ญวิริยบารมี คือ ความเพียรความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่นอุตสาหะเรื่อยไป ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่<o:p></o:p>
สุ = พระสุวรรณสาม บำเพ็ญเมตตาบารมี คือ ความรักใคร่ ความปรารถนาดี มีไมตรีจิตคิดเกื้อกูล<o:p></o:p>
เน = พระเนมิราช บำเพ็ญอธิษฐานบารมี คือ ความตั้งใจมั่น การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำไว้แน่นอน<o:p></o:p>
มะ = พระมโหสถ บำเพ็ญปัญญาบารมี คือ ความรอบรู้ ความหยั่งรู้เหตุผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง<o:p></o:p>
ภู = พระภูริทัตต์ บำเพ็ญศีลบารมี คือ การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย<o:p></o:p>
จะ = พระจันทกุมาร บำเพ็ญขันติบารมี คือ ความอดทน ความทนทานของจิตใจ ไม่ลุอำนาจกิเลส ใช้สติปัญญาควบคุมจิตใจตนได้<o:p></o:p>
นา = พระนารทะ บำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือ ความวางใจเป็นกลางไม่เอนเอียงไปด้วยความยินดียินร้าย หรือชอบชัง รักเกลียด<o:p></o:p>
วิ = พระวิธูร บำเพ็ญสัจจบารมี คือ ความจริง พูดจริง ทำจริง และจริงใจ<o:p></o:p>
เว = พระเวสสันดร บำเพ็ญทานบารมี คือ การให้ การเสียสละ<o:p></o:p>
๖. อะ สัม วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ชุดนี้เป็นคำย่อของพระพุทธคุณ ๙ คือ<o:p></o:p>
อะ = อะระหัง<o:p></o:p>
สัม = สัมมาสัมพุทโธ<o:p></o:p>
วิ = วิชชาจะระณะสัมปันโน<o:p></o:p>
สุ = สุคะโต<o:p></o:p>
โล = โลกะวิทู<o:p></o:p>
ปุ = อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ[3] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86513#_ftn3)<o:p></o:p>
สะ = สัตถา เทวะมะนุสสานัง<o:p></o:p>
พุ = พุทโธ<o:p></o:p>
ภะ = ภะคะวา<o:p></o:p>
<HR align=left width="33%" SIZE=1>[1] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86513#_ftnref1) ข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ของ สุชีพ ปุญญานุภาพ หน้า ๒๐ - ๒๓
[2] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86513#_ftnref2) สังโยชน์ ๑๐ ได้แก่ สิ่งที่ผูกมัดจิตใจ ๑๐ ข้อ คือ <o:p></o:p>
(เบื้องต่ำ ๕ ข้อ)<o:p></o:p>
๑. สักกายทิฎฐิ ได้แก่ ความเห็นว่าเป็นตัวตนเป็นของตน<o:p></o:p>
๒. วิจิกิจฉา ได้แก่ ความลังเลสงสัยไม่แน่ใจ<o:p></o:p>
๓. สีลัพพตปรามาส ได้แก่ ความถือมั่นในศีลและวัตร โดยสักว่าทำตาม ๆ กันไปอย่างงมงาย ไม่รู้ความหมาย<o:p></o:p>
๔. กามราคะ ได้แก่ ความกำหนัดในกาม<o:p></o:p>
๕. ปฏิฆะ ได้แก่ ความกระทบกระทั่วในจิตใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง<o:p></o:p>
(เบื้องสูงเป็นสิ่งที่ผูกมัดจิตใจ อย่างละเอียด ๕ ข้อ)<o:p></o:p>
๖. รูปราคะ ได้แก่ ความติดใจในรูปฌาณ หรือในรูปธรรมอันประณีต<o:p></o:p>
๗. อรูรราคะ ได้แก่ ความติดใจในอรูปฌาณ หรือในอรูปธรรม<o:p></o:p>
๘. มานะ ได้แก่ ความสำคัญตน คือ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่<o:p></o:p>
๙. อุทธัจจะ ได้แก่ ความฟุ้งซ่าน<o:p></o:p>
๑๐. อวิชชา ได้แก่ ความไม่รู้จริง ความหลง
[3] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86513#_ftnref3) หัวใจพระพุทธคุณ ข้อว่า ปุ นั้น ใช้อักษรแรกของคำที่ ๒ (ปุริสะทัมมะสาระถิ)
sithiphong
05-29-2008, 08:14 PM
๗. อิ สวา สุ และ สุ สวา อิ เป็นคำย่อของคุณพระรัตนตรัย<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
อิ = อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ<o:p></o:p>
สวา = สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ<o:p></o:p>
สุ = สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวาโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ, ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลี กะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ<o:p></o:p>
(ข้อ ๖ และ ๗ ดูคำแปลในบทสวดถวายพรพระ)<o:p></o:p>
๘. มะอะอุ ในยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกนี้ ปรากฏกลับกันไปมา (อนุโลม ปฏิโลม) มีความหมายถึงการภาวนา โดยนึกถึงคุณพระรัตนตรัย ใน นโม การัฏฐกคาถา[1] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86514#_ftn1) กล่าวถึงคำย่อนี้เป็น โอม ว่า นะโม โอมาตยารัทธัสสะ ระตะนัตตยัสสะ สาธุกัง แปลว่า การนอบน้อมแด่พระรัตนตรัยที่ขึ้นต้นว่า โอม (อะ อุ มะ) ดังนี้ ให้สำเร็จประโยชน์<o:p></o:p>
อนึ่ง คำย่อในยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกที่ไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้ (และคำแปล ข้างต้น) พึงทราบว่าเป็นมนต์คาถาที่ประดับยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกให้อลังการ และศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น อีกทั้ง ท่านที่เคยสวดฉบับอื่นที่มีคำบางคำหรือบางวรรคไม่ต้องกันกับฉบับนี้ ไม่ได้หมายความว่าฉบับของท่านผิด หรือฉบับนี้ผิด และไม่ได้ทำให้อานิสงค์การสวดน้อยลงแต่อย่างใด เพราะการสวดอาศัยศรัทธาเป็นหลัก ในส่วนของหลักภาษายังสามารถพิจารณาเพื่อหาความถูกต้องได้อีก<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
******************************************<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<HR align=left width="33%" SIZE=1>[1] (http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=86514#_ftnref1) ดู นโมการัฏฐกคาถาเพิ่มเติม ในมนต์พิธีแปลฉบับมาตรฐาน หน้า ๙๙ โดย มนต์ธานี สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง พ.ศ.๒๕๔๒
sithiphong
05-29-2008, 08:16 PM
พระอิติปิโสรัตนมาลา<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
<o:p></o:p>
นโม ๓ จบ<o:p></o:p>
(อิ) อิฎโฐ สัพพัญญุตะญาณัง อิจฉันโต อาสะวักขะยัง<o:p></o:p>
อิฎฐัง ธัมมัง อนุปปัตโต อิทธิมันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ติ) ติณโณ โญ วัฎฎะทุกขัมหา ติณณัง โลกานะมุตตะโม<o:p></o:p>
ติสโส ภูมี อะติกกันโตติณณัง โอฆัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ปิ) ปิโย เทวะมะนุสสานัง ปิโย พรหมา นะมุตตะโม<o:p></o:p>
ปิโย นาคะสุปัณณานัง ปิณินทริยัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โส) โสกา วิระตะจิตโต โย โสภะมาโน สะเทวะเก<o:p></o:p>
โสกัปปัตเต ปะโมเทนโต โสตะวัณณัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ภะ) ภัชชิตา เยนะ สัทธัมมา ภัคคะปาเปนะ ตาทินา<o:p></o:p>
ภะเย สัตเต ปะหาเสนโต ภะยะสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(คะ) คะมิโต เยนะ สัทธัมโม คะมาปิโต สะเทวะกัง<o:p></o:p>
คัจฉะมาโน สิวัง รัมมัง คัมยะธัมมัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(วา) วานา นิกขะมิ โย ตัณหา วาจัง ภาสะติ อุตตะมัง<o:p></o:p>
วานะ นิพพาปะนัตถายะ วายะมันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(อะ) อะนัสสาสะกะสัตตานัง อัสสาสัง เทติ โยชิโน<o:p></o:p>
อะนันตะคุณะสัมปันโน อันตะคามิง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ระ) ระโต นิพพานะสัมปัตเต ระโต โส สัตตะโมจะเน<o:p></o:p>
รัมมาเปตีธะ สัตเตโย ระณะจาคัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(หัง) หัญญะเต ปาปะเก ธัมเม หังสาเปติ ปะรัง ชะนัง<o:p></o:p>
หังสมานัง มาหาวีรัง หันตะปาปัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สัม) สังขะตาสังขะเต ธัมเม สัมมาเทเสสิ ปาณินัง<o:p></o:p>
สังสารัง สังวิฆาเฏติ สะสัมพุทธัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(มา) มาตะวา ปาลิโต สัตเต มานะถัทเธ ปะมัททิโน<o:p></o:p>
มานิโต เทวะสังเฆหิ มานะฆาฏัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สัม) สัญจะยัง ปาริมิง สัมมา สัญจิตวา สุขะมัตตะโน<o:p></o:p>
สังขารานัง ชะยัง กัตวา สันตะคามิง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(พุท) พุชฌิตวา จะตุสัจจานิ พุชฌาเปติ มะหาชะนัง<o:p></o:p>
พุชฌาเปนตัง สิวัง มัคคัง พุทธะเสฏฐัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โธ) โธติ ราเคจะ โทเสจะ โธติ โมเหจะ ปาณินัง<o:p></o:p>
โธตาสะวัง มะหาวีรัง โธตะกะเลสัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(วิช) วิวิจเจวะ อะสัทธัมมา วิจิตวา ธัมมะ เทสะนัง<o:p></o:p>
วิเวเก ฐิตะจิตโต โย วิทิตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ชา) ชาติธัมโม ชะราธัมโม ชาติอันโต ปะกาสิโต<o:p></o:p>
ชาติเสฏเฐนะ พุทเธนะ ชาติโมกขัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(จะ) จะยะเต ปุญญะสัมภาเร จะเยติ สุขะ สัมปะหัง<o:p></o:p>
จะชันตัง ปาปะ กัมมานิ จะชาเปนตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ระ) ระมิตัง เยนะ นิพพานัง รักขิตัง โลกะสัมปะทัง<o:p></o:p>
ระชะ โทสาทิ กะเลเสหิ ระหิตัง ตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ณะ) นามิโตเยวะ พรหเมหิ นระเทเวหิ สัพพะทา<o:p></o:p>
นะทันโต สีหะนาทัง โย นะทันตัง ตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สัม) สังขาเร ติวิธโลเก สัญชานาติ อะนิจ จะโต<o:p></o:p>
สัมนิพพานะ สัมปัตโต สัมปัสสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ปัน) ปันนะกะเต โพธิสัมภาเร ปะสัฏโฐ โสสะเทวะเก<o:p></o:p>
ปัญญายะ อะสะโมโหติ ปะสันนัง ตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โน) โน เทติ นิระยัง คันตุง โน จะปาปัง อะการะยิง<o:p></o:p>
โน สะโมอัตถิ ปัญญายะ โนนะ ธัมมัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สุ) สุนทะโร วะระรูเปนะ สุสสะโร ธัมมะ ภาเนสะ<o:p></o:p>
สุทุททะสัง ทิสาเปติ สุคะตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(คะ) คัจฉันโตโลกิยัง ธัมมัง คัจฉันโต อะมะตัง ปะทัง<o:p></o:p>
คะโต โต สัตตะ โมเจตุง คะตัญ ญาณัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โต) โตเสนโต วะระธัมเมนะ โตสัฎฐาเน สิเว วะเร<o:p></o:p>
โตสัง อะกาสิ ชันตูนัง โตละจิตตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โล) โลเภ ชะหะติ สัมพุทโธ โลกะเสฏโฐ คุณากะโร<o:p></o:p>
โลเภ สัตเต ชะหาเปติ โลภะสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(กะ) กันโต โย สัพพะสัตตานัง กัตวา ทุกขังขะยัง ชิโน<o:p></o:p>
กะเถนโต มะธุรัง ธัมมัง กะถา สัณหัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(วิ) วินะยัง โย ปะกาเสติ วิทธังเสตวา ตะโยภะเว<o:p></o:p>
วิเส สัญญาณะสัมปัญโน วิปปะสันนัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ทู) ทูเส สัตเต ปะหาเสนโต ทูรัฏฐานัง ปะกาสะติ<o:p></o:p>
ทูรัง นิพพานะมาคัมมะ ทูสะหานัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(อะ) อันตัง ชาติชะราทีนัง อะกาสิ ทีปะ ทุตตะโม<o:p></o:p>
อะเน กุสสาหะจิตเตนะ อัสสาเสนตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(นุต) นุเทติ ราคะจิตตานิ นุหาเปติ ปะรัง ชะนัง<o:p></o:p>
นุนะอัตถัง มะนุสสานัง นุสาสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ตะ) ตะโนติ กุสะลัง ธัมมัง ตะโนติ ธัมมะเทสะนัง<o:p></o:p>
ตัณหายะ วิจะรันตานัง ตัณหาฆาตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โร) โรเสนเต เนวะโกเปติ โรเสเหวะ นะกุชฌะติ<o:p></o:p>
โรคานัง ราคะอาทีนัง โรคะสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
sithiphong
05-29-2008, 08:16 PM
(ปุ) ปุณันตัง อัตตะโน ปาปัง ปูเรนตัง ทะสะ ปาระมิง<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
ปุญญะวันตัสสะ ราชัสสะ ปุตตะภูตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ริ) ริปุราคาทิภูตังวะ ริทธิยา ปะฏิหัญญะติ<o:p></o:p>
ริตตัง กัมมังนะ กาเรตา ริยะวังสัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สะ) สัมปันโน วะระสีเลนะ สะมาธิปะ วะโรชิโน<o:p></o:p>
สะยัมภูญญาณะสัมปันโน สัณหะวาจัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ทัม) ทันโต โย สะกะจิตตานิ ทะมิตวาปิ สะเทวะกัง<o:p></o:p>
ทะทันโต อะมะตัง เขมัง ทันตินทริยัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(มะ) มะหุสสาเหนะ สัมพุทโธ มะหันตัง ญาณะมาคะมิ<o:p></o:p>
มหิตัง นะระเทเวหิ มะโนสุทธัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สา) สารัง เทตีธะ สัตตานัง สาเรติ อะมะตังปะทัง<o:p></o:p>
สาระถิวิยะ สาเรติ สาระธัมมัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ระ) รัมมะตาริยะ สัทธัมเม รัมมาเปติ สะสา วะกัง<o:p></o:p>
รัมเมฐาเน วะสาเปนตัง ระณะหันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ถิ) ถิโต โย วะระนิพพาเน ถิเร ฐาเน สะสาวะโก<o:p></o:p>
ถิรัง ฐานัง ปะกาเสติ ถิตะธัมมัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สัต) สัทธัมมัง เทสะยิตวานะ สันตัง นิพพานะ ปาปะกัง<o:p></o:p>
สะมาหิตัง สะสาวะกัง สันตะจิตตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ถา) ถามัง นิพพานะ สังขาตัง ถาเมนาธิ คะโตมุนิ<o:p></o:p>
ถาเนสัคคะสิวะ รัมเม ถาเปนตัง ตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(เท) เทนโต โย สัคคะนิพพานัง เทวะ มะนุสสะ ปาณินัง<o:p></o:p>
เทนตัง ธัมมะวะรัง ทานัง เทวะ เสฏฐัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(วะ) วันตะราคัง วันตะโทสัง วันตะโมหัง อะนาสะวัง<o:p></o:p>
วันทิตัง เทวะพรหเมหิ วะรัง พุทธัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(มะ) มะนะตา วิริเยนาปิ มะหันตัง ปาระมิงอะกา<o:p></o:p>
มะนุสสะเทวะพรหเมหิ มหิตัง ตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
(นุส) นุนะธัมมัง ปะกาเสนโต นุทะนัตถายะ ปาปะกัง<o:p></o:p>
นุนะทุกขาธิปันนานัง นุทาปิตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สา) สาวะกานัง นุสาเสติ สาระธัมเมจะปาณินัง<o:p></o:p>
สาระธัมมัง มะนุสสานัง สาลิตัง ตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(นัง) นันทันโต วะระสัทธัมเม นันทาเปติ มะหามุนิ<o:p></o:p>
นันทะภูเตหิ เทเวหิ นันทะนียัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(พุท) พุชฌิตาริยะสัจจานิ พุชฌาเปติ สะเทวะกัง<o:p></o:p>
พุทธะญาเณหิ สัมปันนัง พุทธัง สัมมา นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โธ) โธวิตัพพัง มะหาวีโร โธวันโต มะละมัตตะโน<o:p></o:p>
โธวิตตา ปาณินัง ปาปัง โธตะกเลสัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ภะ) ภะยะมาปันนะสัตตานัง ภะยัง หาเปตินายะโต<o:p></o:p>
ภะเว สัพเพ อะติกกันโต ภะยะสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(คะ) คะธิโต เยนะ สัทธัมโม คะตัญญา เณนะปาณินัง<o:p></o:p>
คัณหะนียัง วะระธัมมัง คัณหาเปนตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(วา) วาปิตัง ปะวะรัง ธัมมัง วานะโมกขายะ ภิกขูนัง<o:p></o:p>
วาสิตัง ปะวะเร ธัมเม วานะมานัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ติ) ติณโณ โส สัพพะปาเปหิ ติณโณ สัคคา ปะติฏฐิโต<o:p></o:p>
ติเร นิพพานะ สังขาเต ติกขะญาณัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
จบห้อง พระพุทธคุณ ๕๖ คาถา<o:p></o:p>
sithiphong
05-29-2008, 08:17 PM
(สวาก)สวากตันตัง สิวัง รัมมัง สวากหะเนยยัง ธัมมะ เทสันตัง<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
สวากหะเนยยัง ปุญญักเขตตัง สวากสะภัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ขา) ขาเทนโต โส สัพพะปัชชัง ขายิตัง มะธุรัง ธัมมัง<o:p></o:p>
ขายันตัง ติวิธัง โลกัง ขายิตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โต) โตเสนโต สัพพะสัตตานัง โตเสหิ ธัมมะเทสะนัง<o:p></o:p>
โตมะหิ จิตตัง สะมิชณันตัง โตเสนตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ภะ) ภัคคะราโค ภัคคะโทโส ภัคคะโมโห อนุตตะโร<o:p></o:p>
ภัคคะกิเลเส สัตตานัง ภะคะวันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(คะ) คัจฉันโต รัมมะเกสิเว คะหะะจิตโต สะเทวะเก<o:p></o:p>
คัจฉันเต พรหมะ จะติเย คัจฉันตัง ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(วะ) วันตะราคัง วันตะโทสัง วันตะโมหัง ปุญญะ ปาปัง อนุตตะรัง<o:p></o:p>
วันตะพาละมิจฉาทีนัง วันตันตัง ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ตา) ตาเรสิ สัพพะสัตตา ตาเรติ โอระมีติรัง<o:p></o:p>
ตาเรนตัง โมกขะ สังสารัง ตาเรนตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ธัม) ธะระมาเนปิ สัมพุทเธ ธัมเมเทสัง นิรันตะรัง<o:p></o:p>
ธะเรยยะ อะมะตะถานัง ธะเรนตันตัง ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โม) โมหัญเญ ทะมันโต สัตเต โมหะตีเต อะการะยิ<o:p></o:p>
โมหะชาเต ธัมมะจาริ โมหะตีตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สัน) สัพพะสัตตะตะโมนุโท สัพพโสกาวินาสะโก<o:p></o:p>
สัพพะสัตตะจิตตะกะโก สัพพะสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ทิฏ) ทิฏเฐ ธัมเม อะนุปปัตเต ทิฏฐิกังขา ราคะลุตเต<o:p></o:p>
ทิฏฐิทะวาสัฏฐี ฉันทันเต ทิฏฐิธัมเม ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ฐิ) ฐิตีสีละสะมาจาเร ฐิติ เตระสะธุตังเค<o:p></o:p>
ฐิติธัมเม ปะฏิปัตติ ฐิตังปะทัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โก) โกกานัง ราคะปิฬิโต โกธัมโม ปาฏิหัญญะติ<o:p></o:p>
โกกานัง ปูชิโต โลเก โกกานะ ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(อะ) อัคโคเสฏโฐ วะโรธัมโม อัคคะปัญโญปิ พุชฌะติ<o:p></o:p>
อัคคะธัมมัง สุนิปุณัง อัคคันตัง ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(กา) กาเรนโต โส สิเวรัชเช กาเรยยะ ธัมมะจาริเย<o:p></o:p>
กาตัพเพ สุลิกขากาเม กาเรนตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ลิ) ลิโต โย สัพพะทุกเขสุ ลิกขิโตปิฏะ กัตตะเย<o:p></o:p>
ลิมปิเตปิ สุวัณเณจะ ลิขันเต ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
(โก) โก ปุคคะโล สะทิโสมัง โก ธัมมัง อะภิปูชะยิ<o:p></o:p>
โกวิทู ธัมมะสาระทัง โกสาลาตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(เอ) เอสะติ พุทธธะวะจะนัง เอสะติ ธัมมะมุตตะมัง<o:p></o:p>
เอสะติ สัตตะโมกขัญจะ เอสาสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(หิ) หิเน ถาเน นัชฌายันเต หิเน เปติ สุคะติง<o:p></o:p>
หิเน โมหะสะเม ชาเล หิตันตัง ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ปัส) ปักกะโต โพธิสัมภาเร ปะเสฏโฐ โสสะเทวะเส<o:p></o:p>
ปัญญายะ อะสะโม โหติ ปะสันตานัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สิ) สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา<o:p></o:p>
สีเลนะ นิพพุติงยันติ สีละธะนัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โก) โก โย อัคคะสุปุญโญ ปุพเพ โกฑะชะเห อะธิ คัจฉิ<o:p></o:p>
โกธัมมัญจะ วิชานาติ โกวันตัง ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โอ) โอนะโต สัพพะกิเลสัง โอนะโต สัพพะ มะมะลัง<o:p></o:p>
โอนะโต ทิฏฐิชาลัญจะ โอนะโตตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ปะ) ปัญญา ปาเสฏโฐ โลกัสมิง ปัญญาอัปปะฏิ ปุคคะโล<o:p></o:p>
ปัญญายะ อะสะโม โหติ ปะสันโนตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(นะ) นะรานะระ หิตังเทวัง นะระเทเวหิ ปูชิตัง<o:p></o:p>
นะรานัง กัมมะปักเขหิ นะมิตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ยิ) ยิชชะโต สัพพะสัตตานัง ยิชชะตัง เทวะ พรหเมหิ<o:p></o:p>
ยิชชะสะติ จะ ปาณินัง ยิชชะตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โก) โกธัง ชะหะติ ปาปะกัง โกธัง โกธะนัง นาสสะติ<o:p></o:p>
โกธัง ชะเหวิ ปัชชะติ โกธะ นุทธัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ปัจ) ปัจจาภิระตา ปะชา ปัชชะหิตา ปาปะกาโย<o:p></o:p>
ปัปโปติ โชติวิปุโล ปะโชตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(จัต) จะริตวา พรหมะจะริยัง จัชชันตัง สุวิหัญญะติ<o:p></o:p>
จัชชันตัง สัพพะทาเนนะ จัชชะตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ตัง) ตังโนติ กุสะลังธัมมัง ตังโนติ สัพพะวิริยัง<o:p></o:p>
ตังโนติ สีละสะมาธิง ตังตะวายัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(เว) เวรานิปิ นะ พันธันติ เวรัง เตสูปะสัมมะติ<o:p></o:p>
เวรัง เวเรนะ เวรานิ เวระสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ทิ) ทีฆายุโก พะหูปุญโญ ทีฆาระโต มะหาสาโล<o:p></o:p>
ทีฆังเตเชนะ ปุญเญนะ ทีฆะรัตตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ตัพ) ตะโต ทุกขา ปะมุญจะโส ตะโตโมเจติ ปาณิโน<o:p></o:p>
ตะโน ราคาทิ กิเลเส ตะโตโมกขัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โพ) โพนโต เทวะสังฆาโย โก โพธิเสฏ เฐจะ ปะกะโต<o:p></o:p>
โพธินา ปะริปุณโณโส โพธิสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(วิญ) วิระติ สัพพะทุกขัสมา วิริยะนาปี ทุลละภา<o:p></o:p>
วิริยะ ทุกขสัมปันนา วิริยันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ญู) ญูตัญญาเญหิ สัมปันนัง ญูตะโยคะสะมัปปิตัง<o:p></o:p>
ญูตัญญาณะทัสสะนัญจะ ญูตะโยคัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(หิ) หิสันตัง สัพพะโทสานิ หิสันตา สัพพะภยาติ<o:p></o:p>
หิสะโมหา สัตตาคะตา หิสะสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ติ) ติณโณ โย วัฏฏะทุกธัมมะหา ติณนะโลกานะ มุตตะโม<o:p></o:p>
ติสโสภูมิ อะติกกันโต ติณนะโอฆัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
จบห้องพระธรรมคุณ ๓๘ คาถา<o:p></o:p>
sithiphong
05-29-2008, 08:18 PM
(สุ) สุทธิสีเลหิ สัมปันโน สุฏฐะปัตโตจะโย สังโฆ<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
สุนทะโร สาสะนะธะโร สุนทะรัง ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ปะ) ปฎิสัมภิทา จะตัสโส ปะเสฏโฐ โสอนุตตะโร<o:p></o:p>
ปัญญา อนุตตะโร โลเก ปะสัฏฐัง ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ฏิ) ฏิตถิปะราชิโต สัตถา ฏิตถาฏิยา ทัสสะนะเม<o:p></o:p>
ฏิตถิ พุทธะวิเสนะ ฏิตถันตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ปัน) ปะเสฏโฐ ธัมมะคัมภิโร ปัญญะวันโต อะลังกะโต<o:p></o:p>
ปะเสนโต อัตถะธัมมัญจะ ปะสัฏฐัง ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โน) โนเจติ กุสะลัง กัมมัง โนจะปาปัง อาการะยิ<o:p></o:p>
โนนะตัง พุชฌะ ธัมมัญจะ โนทิสันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(ภะ) ภัคคะราโค ภัคคะโทโส ภัคคะโมโหจะ ปาณินัง<o:p></o:p>
ภัคคะกิเสสะสัตตานัง ภัคคะตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(คะ) คัจฉันโต โลกิยัง ธัมมัง คัจฉันโต โลกุตตะ รัมปี<o:p></o:p>
คัจฉะเทวะ กิเลเสหิ คะมิตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(วะ) วัณเณติ กุสะลัง ธัมมัง วัณเณติสีละสัมปันนัง<o:p></o:p>
วัณเณติกขะติ รักขิตัง วัณเณนะตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โต) โตเสนโต เทวะมะนุสโส ธัมมะยะลิ โตเสติ<o:p></o:p>
ทุฏฐะ จิตตานิ โตเสนตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สา) สาสะนัง สุปะฏิจฉันนัง สาสะยันตังลิวัง รัมมัง<o:p></o:p>
สาสะนัง อะนุสาเสนยัง สาสะยันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(วะ) วันตะราคัง วันตะโทสัง วันตะโมหัง ทิฏฐิ ฉันทัง<o:p></o:p>
วันตานัง สัพพะปาณินัง วันตะกิเลสัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(กะ) กะโรนโต สีละสะมาธิง กะโรนโต สาระมัตตะโน<o:p></o:p>
กะโรนโต กัมมัฏฐานานิ กะโรนโต ตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
(สัง) สังสาเร สังสะรันโต โส สังสาระโต วิมุญจิโส<o:p></o:p>
สังสาระ ทุกขโมเจสิ สังเสฏฐัง ปะ นะมามิหัง<o:p></o:p>
(โฆ) โฆรัง ทุกขะยัง กัตวา โฆสาเปติ สุรังนะรัง<o:p></o:p>
โฆสะยิตวา ติปิฏะกัง โฆระตันตัง นะมามิหัง<o:p></o:p>
จบห้องพระสังฆคุณ ๑๔ คาถา<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
สะตะอัฏฐะธัมมะคาถา รัตตะนัตตะยะคุณาสะมัตตา เอเตนะ ชะยะเตเชนะ โสตถิเม ชะยะมังคะลัง ฯ<o:p></o:p>
ปุตโต ตะยาหัง มะหาราชัง ตะวัง มังโปสะชานาที อัญโญ กิญจิ เทโว โทเสติ สะมัง ปัชชะ ฯ<o:p></o:p>
อิติปาระมิตา ติงสา อิติ สัพพัญญุมาคะตา อิติ โพธิมะ นุปปัตโต อิติ ปิโสจะเต นะโม ฯ<o:p></o:p>
ภะคะวา ภะคะวา นามะ ภะโค กิเลสะ พาหะโน ภะโคสังสาระจักกานัง ภะคะวา นามะ เตนะโม ฯ<o:p></o:p>
รวม ๓ ห้อง ๑๐๘ คาถา อิติปิโสระตะนะมาลา นิฏฐิตัง<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
***พระพุทธภาษิตธะชัคคะสูตรแสดงไว้ดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าความกลัวหรือความหวาดเสียว หรือขนพองสยองเกล้า เกิดขึ้นแก่ท่านทั้งหลาย ผู้ไปสู่ที่ว่างเปล่า อันเป็นที่เงียบสงัดอันจะพึงกลัว เป็นตันว่า ไปสู่ป่าก็ดี สู่โคนต้นไม้ก็ดี สู่เรือนเปลี่ยวก็ดี สมัยนั้นท่านทั้งหลายพึงระลึกถึงเราผู้ตถาคตอย่างนี้ว่า <o:p></o:p>
*** อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโณ สุคะโต โลกะวิทู อนุตตะโรปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ ***<o:p></o:p>
sithiphong
05-29-2008, 08:19 PM
พระคาถาอาการะวัตตาสูตร<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๒๘ พระองค์ที่ล่วงไปแล้วก็ดี พระพุทธเจ้าในปัจจุบันก็ดี ได้ทรงกระทำตามกันมาทุกๆพระองค์<o:p></o:p>
พระสูตรนี้เป็นพระสูตรอันใหญ่ยิ่งหาสูตรอื่นมาเปรียบมิได้ ด้วยมีทั้ง พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ พระปิฎก<o:p></o:p>
ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ทิ้งวางในที่อันไม่สมควรเลย จงทำการสักการะบูชา สวดมนต์ ภาวนา ฟัง ตามสติกำลังด้วยเทอญ
1. อิติปิโสภะคะวา อะระหัง
อิติปิโสภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ
อิติปิโสภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สุคะโต
อิติปิโสภะคะวา โลกะวิทู
อิติปิโสภะคะวา อะนุตตะโรปุริสะธัมมะสาระถิ
อิติปิโสภะคะวา สัตถาเทวะมะนุสสานัง
อิติปิโสภะคะวา พุทโธ
อิติปิโสภะคะวา ภะคะวาติ
(พุทธะคุณะวัคโค ปะฐะโม)
2. อิติปิโสภะคะวา อะภินิหาระ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อุฬารัชฌาสะยะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปะนิธานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา มะหากะรุณา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปะโยคะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ยุติ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ชุติ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา คัพภะโอกกันติ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา คัพภะฐิติ ปาระมิสัมปันโน
(อะภินิหาระวัคโค ทุติโย)
3.อิติปิโสภะคะวา คัพภะวุฏฐานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา คัพภะมะละวิระหิตะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อุตตะมะชาติ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา คะติ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อะภิรูปะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สุวัณณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา มะหาสิริ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อาโรหะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปะรินาหะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สุนิฏฐะ ปาระมิสัมปันโน
(คัพภะวุฏฐานะวัคโค ตะติโย)
4. อิติปิโสภะคะวา อะภิสัมโพธิ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สีละขันธะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สะมาธิขันธะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปัญญาขันธะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ทะวัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
(อะภิสัมโพธิวัคโค จะตุฏโฐ)
5. อิติปิโสภะคะวา มะหาปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปุถุปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา หาสะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ชะวะนะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ติกขะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปัญจะจักขุ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อัฏฐาระสะพุทธะกะระ ปาระมิสัมปันโน
(มะหาปัญญาวัคโค ปัญจะโม)
6. อิติปิโสภะคะวา ทานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สีละ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา เนกขัมมะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา วิริยะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ขันตี ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สัจจะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อะธิษฐานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา เมตตา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อุเปกขา ปาระมิสัมปันโน
(ปาระมิวัคโค ฉัฏโฐ)
7. อิติปิโสภะคะวา ทะสะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ทะสะอุปะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ทะสะปะระมัตถะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สะมะติงสะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ตังตังฌานะฌานังคะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อะภิญญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สะติ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สะมาธิ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา วิมุตติ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา วิมุตติญาณะ ปาระมิสัมปันโน
(ทะสะปาระมิวัคโค สัตตะโม)
8. อิติปิโสภะคะวา วิชชาจะระณะวิปัสสะนาวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา มะโนมะยิทธิวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อิทธิวิทธิวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ทิพพะโสตะวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปะระจิตตะวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ทิพพะจักขุวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา จะระณะวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา จะระณะธัมมะวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อะนุปุพพะวิหาระ ปาระมิสัมปันโน
(วิชชาวัคโค อัฏฐะโม)
sithiphong
05-29-2008, 08:30 PM
9. อิติปิโสภะคะวา ปะริญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปะหานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สัจฉิกิริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ภาวะนา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปะริญญาปะหานะสัจฉิกิริยาภาวะนา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา จะตุธัมมะสัจจะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปะฏิสัมภิทาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
(ปะริญญานะวัคโค นะวะโม)
10. อิติปิโสภะคะวา โพธิปักขิยะธัมมะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สะติปัฏฐานะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สัมมัปปะทานะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อิทธิปาทะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อินทรียะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา พะละปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา โพชฌังคะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อัฏฐังคิกะมัคคะธัมมะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา มะหาปุริสะสัจฉิกิริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อะนาวะระณะวิโมกขะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อะระหัตตะพะละวิมุตติ ปาระมิสัมปันโน
(โพธิปักขิยะวัคโค ทะสะโม)
11. อิติปิโสภะคะวา ทะสะพะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ฐานาฐานะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา วิปากะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สัพพัตถะคามินีปะฏิปะทา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา นานาธาตุญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา นานาธิมุตติกะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อินทริยะปะโรปะริยัตตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา นิโรธะวุฏฐานะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา จุตูปะปาตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อาสะวักขะยะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
(ทะสะพะละญาณะวัคโค ทะสะโม)
12 . อิติปิโสภะคะวา โกฏิสะหัสสานังปะกะติสะหัสสานังหัตถีนังพะละธะระ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปุริสะโกฏิทะสะสะหัสสานังพะละธะระ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปัญจะจักขุญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ยะมักกะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สีละคุณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา คุณะปาระมิสะมาปัตติ ปาระมิสัมปันโน
(กายะพะละวัคโค ทะวาทะสะโม)
13. อิติปิโสภะคะวา ถามะพะละ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ถามะพะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา พะละ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา พะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปุริสะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อะตุละยะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อุสาหะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา คะเวสิญาณะ ปาระมิสัมปันโน
(ถามะพะละวัคโค เตระสะโม)
14. อิติปิโสภะคะวา จะริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา จะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา โลกัตถะจะริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา โลกัตถะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ญาณัตถะจะริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ญาณัตถะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา พุทธะจะริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา พุทธะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ติวิธะจะริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปาระมิอุปะปาระมิปะระมัตถะ ปาระมิสัมปันโน
(จะริยาวัคโค จะตุระสะโม)
15. อิติปิโสภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุอะนิจจะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุทุกขะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุอะนัตตะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อายัตตะเนสุติลักขะณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อัฏฐาระสะธาตุสุติลักขะณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา วิปะรินามะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
(ลักขะณะวัคโค ปัณณะระสะโม)
16. อิติปิโสภะคะวา คะตัตถานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา คะตัตถานะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา วะสิตะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา วะสิตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สิกขา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สิกขาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สังวะระ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สังวะระญาณะ ปาระมิสัมปันโน
(คะตัตถานะวัคโค โสฬะสะโม)
17. อิติปิโสภะคะวา พุทธะปะเวณี ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา พุทธะปะเวณีญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริยะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริยะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา จะตุพรหมวิหาระ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อะนาวะระณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา อะปะริยันตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา สัพพัญญุตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา จะตุวีสะติโกฏิสะตะวัชชิระ ปาระมิสัมปันโน
(ปะเวณีวัคโค สัตตะระสะโม)<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
<HR align=center width="100%" SIZE=2>
sithiphong
05-29-2008, 08:31 PM
อานิสงส์อาการวัตตาสูตร<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
......ในสมัยหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฎบรรพตคีรี ใกล้ราชธานี
ราชคฤห์มหานคร ในสมัยครั้งนั้นพระสารีบุตรพุทธสาวก เข้าไปสู่ที่เฝ้าถวายอภิวาทโดยเคารพแล้วนั่งในที่ควรส่วนข้างหนึ่งเล็กแลดูสหธัมมิกสัตว์ทั้งหลาย ก็เกิดปริวิตกในใจคิดถึงกาลต่อไปภายหน้าว่า อิเม โข สตฺตา ฉินฺนมูลา อตีตสิกฺขา สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ที่หนาไปด้วยกิเลสมีอวิชชาหุ้มห่อไว้ มีสันดานอันรกชัฏด้วยอกุศล คือ โลภะ โทสะ โมหะ ชื่อว่ากุศลมูลขาดแล้ว มีสิกขาอันละเสียแล้ว เที่ยงที่จะไปสู่อบายทั้ง ๔ คือ นรก เปรตวิสัย อสุรกายและสัตดิรัจฉาน เมื่อสัตว์หนาไปด้วยอกุศล จะนำตนให้ไปไหม้อยู่ในอบายภูมิตลอดกาลยืดยาวนาน ธรรมเครื่องกระทำให้เป็นพระพุทธเจ้า คือบารมี๓๐ ทัศ มีอยู่จะห้ามกันเสียได้ซึ่งจตุราบายทุกข์ทั้งมวล และธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ในพระสูตรพระวินัย พระปรมัตถ์ล้วนเป็นธรรมที่จะนำให้สัตว์พ้นจากสังสารทุกข์ทั้งนั้น เมื่อปริวิตกเช่นนี้เกิดมีแก่พระธรรมเสนาบดีพระสารีบุตรแล้ว ด้วยความเมตตากรุณาแก่ประชาชนทั้งหลายที่เกิดมาในสุดท้ายภายหลังจะได้ปฏิบัติเป็นเครื่องป้องภัยในอบาย พระผู้เป็นเจ้าจึงยกอัญชลีกรถวายอภิวาทพระบรมโลกนาถเจ้า แล้วทูลถามว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ เย เกจิ ทุปฺปญฺญา ปถคฺคลา บุคคลทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีปัญญายังหนาด้วยโมหะหารู้จักพุทธกรณธรรม คือบารมีแห่งพระพุทธเจ้านั้นไม่เพราะเป็นคนอันธพาล กระทำซึ่งกรรมอันเป็นบาปทั้งปวงด้วยอำนาจราคะ โทสะ โมหะ เข้าครอบงำกระทำกรรมตั้งแต่เบาคือ ลหุกรรม จนกระทั่งกรรมหนักคือครุกรรม โดยไม่มีความกระดากอาย เบื้องหน้าแต่แตกกายทำลายขันธ์ จากชีวิตอินทรีย์แล้วจะไปเกิดในอเวจีนิรยาบาย ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าข้าผู้ประเสริฐ ธรรมอันสุขุมคัมภีรภาพสามารถปราบปรามห้ามเสียซึ่งสัตว์ทั้งหลาย มิให้ตกไปสู่นรกใหญ่จะมีอยู่หรือพระพุทธเจ้าข้า <o:p></o:p>
ในลำดับนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงอาการวัตตาสูตร กำหนดด้วยวรรค ๕ วรรค มีนวราทิคุณวรรค เป็นต้น จนถึงปารมีทัตตะวรรค เป็นคำรบ ๕ คาถาอาการวัตตาสูตรนี้ มีอานุภาพยิ่งกว่าสูตรอื่น ๆ ในการที่ป้องกันภัยอันตรายแก่ผู้มาตามระลึกอยู่เนืองนิตย์ บาปกรรมทั้งปวงจะไม่ได้ช่องหยั่งลงสู่สันดานได้ด้วยอำนาจอาการวัตตาสูตรนี้ และบุคคลผู้ใดได้ฟังก็ดีได้เขียนเองก็ดี หรือได้จ้างท่านผู้อื่นเขียนให้ก็ดีได้ท่องทรงจำไว้ก็ดี ได้กล่าวสอนผู้อื่นก็ดี ได้สักการบูชาเคารพนับถือก็ดี ได้สวดมนต์ภาวนาอยู่เนือง ๆ ก็ดี ก็จะได้พ้นจากภัย ๓๐ ประการคือภัยอันเกิดแต่ งูพิษ สุนัขป่า สุนัขบ้าน โคบ้าน และโคป่า กระบือบ้านและกระบือเถื่อน พยัคฆะ หมู เสือ สิงห์ และภัยอันเกิดแต่คชสารอัสดรพาชี จตุรงคชาติของพระราชา ผู้เป็นจอมของนรชน ภัยอันเกิดแต่น้ำและเพลิงเกิดแต่มนุษย์และอมอุษย์ภูตผีปิศาจเกิดแต่อาชญาของแผ่นดินเกิดแต่ยักษ์กุมภัณฑ์ และคนธรรพ์อารักขเทวตา เกิดแต่มาร ๕ ประการที่ผลาญให้วิการต่าง ๆ เกิดแต่วิชาธรผู้ทรงคุณวิทยากรและภัยที่จะเกิดแต่มเหศวรเทวราช ผู้เป็นใหญ่ในเทวโลกรวมเป็นภัย ๓๐ ประการ อันตรธานพินาศไป ทั้งโรคภัยที่เสียดแทงอวัยวะน้อยใหญ่ ก็จะวินาศเสื่อมคลายหายไปด้วยอำนาจ
เคารพนับถือในพระอาการวัตตาสูตรนี้แล ดูกรสารีบุตรบุคคลผู้นั้นเมื่อยังท่องเที่ยวอยู่ในสังสรวัฏฏ์ จะเป็นผู้มีปัญญาละเอียดสุขุม มีชนมายุยืนยงคงทนนาน จนเท่าถึงอายุไขยเป็นกำหนดจึงตายจะตายด้วยอุปัททวันอันตราย นั้นหามิได้ ครั้นเมื่อสิ้นชีพแล้วจะได้ไปอุบัติขึ้นบนสวรรค์ร่างกายก็จะมีฉวีวรรณอันผ่องใจดุจทองคำธรรมชาติ จักษุประสาทก็จะรุ่งเรืองงามมองดูได้ไกลมิได้วิปริต จะได้เป็นพระอินทร์ ๓๖ กัลปเป็นประมาณ จะได้สมบัติพระยาจักรพรรดิราชาธิราช ๑๖ กัลป คับครั่งไปด้วยรัตนะ ๗ ประการก็ด้วยอานิสงส์ที่ได้สวดสาธยายอยู่เนืองนิตย์ ทุคฺคตึ โส น คจฺฉติ แม้แต่สดับฟังท่านอื่นเทศนา ด้วยจิตประสันนาการเลื่อมใสก็ไม่ไปสู่คติตลอดยืดยาวนานถึง ๙๐ แสนกัลป์<o:p></o:p>
<HR> <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=text><!-- Message body -->นะมะการะสิทธิคาถา
พระนิพนธ์ของสมเด็จพระพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
___________________
ใช้แทนสัมพุทเธ
โย จักขุมา โมหะมะลาปะกัฏโฐ สามัง วะ พุทโธ
สุคะโต วิมุตโต มารัสสะ ปาสา วินิโมจะยันโต ปาเปสิ
เขมัง ชะนะตัง วิเนยยัง ฯ พุทธัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ
โลกัสสะ นาถัญจะ วินายะกัญจะ ตันเตชะสา เต ชะยะ
สิทธิ โหตุ สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ ฯ
ธัมโม ธะโช โย วิยะ ตัสสะ สัตถุ ทัสเสสิ โลกัสสะ
วิสุทธิมัคคัง นิยยานิโก ธัมมะธะรัสสะธารี สาตาวะโห สันติกะโร
สุจิณโณ ฯ ธัมมัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ โมหัปปะทาลัง
อุปะสันตะทาหัง ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ
สัมพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ ฯ
สัทธัมมะเสนา สุ คะตานุโค โย โลกัสสะ ปาปูปะกิเล
สะเชตา สันโต สะยัง สันตินิโยชะโก จะ สวากขาตะธัมมัง
วิทิตัง กะโรติ ฯ สังฆัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ
พุทธานุพุทธัง สะมะสีละทิฏฐิง ตันเตชะสา เต ชะยะ
สิทธิ โหตุ สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ ฯ
__________________
ขึ้นสวดมนต์สิบสองตำนาน
สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง ปะริตตานุภาโว
สะทา รักขะตูติ ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา
อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ ฯ สะมันตา จักกะวาเฬสุ
อัตรา คัจฉันตุ เทวะตา สัทธัมมัง มุนิราชัสสะ สุณันตุ
สัคคะโมกขะทัง ฯ
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข
วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน
เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม
ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง
สาธะโว เม สุณันตุ ฯ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัส สะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล
อะยัมภะทันตา ฯ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ
( ว่า ๓ หน )
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ฯ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ฯ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ฯ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง
คัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ฯ
สัมพุทเธ อัฏฐะวีสัญจะ ทวาทะสัญจะ สะหัสสะเก
ปัญจะสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิระสา อะหัง เตสา
ธัมมัญจะ สังฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหัง นะมะการานุภาเวนะ
หันตวา สัพเพ อุปัททะเว อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ
อะเสสะโต ฯ สัมพุทเธ ปัญจะปัญญาสัญจะจะตุวีสะติ สะหัส
สะเก ทะสะสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิระสา อะหัง เตสัง
ธัมมัญจะ สังฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหัง นะมะการานุภาเวนะ
หันตวา สัพเพ อุปัททะเว อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ
อะเสสะโตฯ สัมพุทเธ นะวุตตะระสะเต อัฏฐะจัตตาฬีสะสะหัสสะเก
วีสะติสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิระสา อะหัง เตสัง สังฆัญจะ
อาทะเรนะ นะมามิหัง นะมะการานุภาเวนะ หันตวา สัพเพ
อุปัททะเว อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต ฯ
( ถ้าไม่สวด สัมพุทเธ จะสวด นะมะการะสิทธิคาถา
ซึ่งอยู่หน้าต้นแทนก็ได้ )
______________________
นะโมการะอัฏฐะกะ
นะโม อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ มะเหสิโน นะโม
อุตตะมะธัมมัสสะ สวากขาตัสเสวะ เตนิธะ นะโม มะหาสังฆัสสาปิ
วิสุทธะสีละทิฏฐิโน นะโม โอมาตยารัทธัสสะ ระตะนัตตะยัสสะ
สาธุกัง นะโม โอมะกาตี ตัสสะ ตัสสะวัตถุตตะยัสสะปิ นะโม
การัปปะภาเวนะ วิคัจฉันตุ อุปัททะวา นะโม การานุภาเวนะ
สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา นะโม การัสสะ เตเชนะ วิธิมหิ โหมิ
เตชะวา ฯ
( นะโมการะอัฏฐะกะนี้สวดในสมัยที่ควร )
_____________________
เริ่มมังคะละสุตตัง
เย สันตา สันตะจิตตา ติสะระณะสะระณา เอตถะ
โลกันตะเร วา ภุมมาภุมมา จะ เทวา คุณะคะณะคะหะณัพยาวะฏา
สัพพะกาลัง เอเต อายันตุ เทวา วะระกะนะ กะมะเย เมรุราเช
วะสันโต สันโต สันโต สะเหตุง มุนิวะระวะจะนัง โสตุมมัคคัง ฯ
สัพเพสุจักกะวาเฬสุ ยักขา เทวา จะ พรัหมุโน ยัง อัมเหหิ กะตัง
ปุญญัง สัพพะสัมปัตติ สาธะกัง สัพเพ ตัง อะนุโมทิตวา
สะมัคคา สาสะเน ระตา ปะมาทะระหิตา โหนตุ อารักขาสุ
วิเสสะโต สาสะนัสสะ จะ โลกัสสะ วุฑฒี ภะวะตุ
สัพพะทา สาสะนัมปิ จะ โลกัญจะ เทวา รักขันตุ สัพพะทา
สัทธิง โหนตุ สุขี สัพเพ ปะริวาเรหิ อัตตะโน อะนีฆา
สุมะนา โหนตุ สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ ฯ
ยัญจะ ทวาทะสะ วัสสานิ จินตะยิงสุ สะเทวะกา
จิรัสสัง จินตะยันตาปิ เนวะ ชานิงสุ มังคะลัง จักกะ
วาฬะสะหัสเสสุ ทะสะสุ เยนะ ตัตตะกัง กาลัง โกลาหะลัง
ชาตัง ยาวะ พรัหมเวสะนา ยัง โลกะนาโถ เทเสสิ
สัพพะปาปะวินาสะนัง ยัง สุตวา สัพพะทุกเขหิ มุจจันตา
สังขิยา นะรา เอวะมาทิคุณูเปตัง มังตะลันตัมภะณามะ เห ฯ
____________________
มังคะละสุตตัง
เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง
วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม ฯ
อะถะโข อัญญะตะรา เทวะตา อะภิกกันตายะ รัตติยา
อะภิกกันตะวัณณา เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง โอภาเสตวา
เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิตวา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตวา
เอกะมันตัง อัฏฐาสิ ฯ เอกะมันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา
ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิฯ
พะหู เทวา มะนุสสา จะ มังคะลานิ อะจินตะยุง
อากังขะมานา โสตถานัง พรูหิ มังคะละมุตตะมัง ฯ
อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ปูชา
จะ ปูชะนียานัง เอตัม มังคะละมุตตะมัง ฯ ปะฏิรูปะเทสะ
วาโส จะ ปุเพ จะ กะตะปุญญะตา อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ
เอตัม มังคะละมุตตะมัง ฯ พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ วินะโย
จะ สุสิกขิโต สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัม มังคะละมุตตะมัง ฯ
มาตาปิตุอุปัฏฐานัง ปุตตะทารัสสะ สังคะโห อะนากุลา จะ
กัมมันตา เอตัม มังคะละมุตตะมัง ฯ ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ
ญาตะกานัญจะ สังคะโห อะนะวัชชานิ กัมมานิเอตัม
มังคะละมุตตะมัง ฯ อาระตี วิระตี ปาปา มัชชะปานา จะ
สัญญะโม อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัม มังคะละมุตตะมัง ฯ
คาระโว จะ นิวาโต จะ สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา กาเลนะ
ธัมมัสสะวะนัง เอตัม มังคะละมุตตะมัง ฯ ขันตี จะ โสวะจัสสะตา
สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัม
มังคะละมุตตะมัง ฯ ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ อะริยะสัจจานะ
ทัสสะนัง นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ เอตัม มังคะละมุตตะมัง ฯ
ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ อะโสกัง
วิระชัง เขมัง เอตัม มังคะละมุตตะมัง ฯ เอตาทิสานิ กัตวานะ
สัพพัตถะมะปะราชิตา สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ ตันเตสัง
มังคะละมุตตะมันติ ฯ
________________________
เริ่มระตะนะสุตตัง
ปะณิธานะโต ปัฏฐายะ ตะถาคะตัสสะ ทะสะปาระมิโย
ทะสะ อุปะปาระมิโย ทะสะ ปะระมัตถะปาระมิโยติ
สะมะติงสะ ปาระมิโย ปูเรตวา ปัญจะ มะหาปะริจจาเค ติสโส
จะริยา ปัจฉิมมัพภะเว คัพภาวักกันติง ชาติง อะภินิกขะมะนัง
ปะธานะจะริยัง โพธิปัลลังเก มาระวิชะยัง
สัพพัญญุตะญาณัปปะฏิเวธัง ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง นะวะ
โลกุตตะระธัมเมติ สัพเพปิเม พุทธะคุเณ อาวัชชิตวา เวสาลิยา
ตีสุ ปาการันตะเรสุ ติยามะรัตติง ปะริตตัง กะโรนโต อายัสมา
อานันทัตเถโร วิยะ การุญญะจิตตัง อุปัฏฐะเปตวา
โกฏิสะตะสะหัสเสสุ จักกะวาเฬสุ เทวะตา ยัสสาฌัมปะฏคคัณหันติ
ยัญจะ เวสาลิยัมปุเร โรคามะนุสสะ ทุพภิกขะสัมภูตันติวิธัมภะยัง
ขิปปะมันตะระธาเปสิ ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
__________________________
ระตะนะสุตตัง
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ
อันตะลิกเข สัพเพวะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ อะโถปิ
สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง ตัส์มา หิ ภูตา นิสาเมถะ
สัพเพ เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ ทิวา จะ
รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง ตัส์มา หิ เน รักขะถะ
อัปปะมัตตา ฯ ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา สะเคสุ
วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ
โหตุ ฯ ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง ยะทัชฌะคา สัก์ยะมุนี
สะมาหิโต นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ อิทัมปิ ธัมเม
ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยีสุจิงสะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง
ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ เย ปุคคะลา
อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ เต
ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา เอเตสุ ทินนานิ
มะหัปผะลานิ อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ
สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ
นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ เต ปัตติปัตตา อะมะตัง
วิคัยหะ ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา อิทัมปิ สังเฆ
ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยะถินทะขีโล ปะถะวิง สิโต สิยา จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะ
กัมปิโย ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ โย อะริยะสัจจานิ
อะเวจจะ ปัสสะติ อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ เย อะริยะสัจจานิ
วิภาวะยันติ คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ กิญจาปิ เต
โหติ ภุสัปปะมัตตา นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ
โหตุ ฯ สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ ตะยัสสุ ธัมมา
ชะหิตา ภะวันตุ สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ สีลัพพะตัง
วาปิ ยะทัตถิกิญจิ จะตูหะปาเยหิ จะวิปปะมุตโต ฉะจาภิฐานานิ
อะภัพโพ กาตุง อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ
สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ
ปาปะกัง กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา อะภัพโพ โส
ตัสสะ ปะฏิฐฉะทายะ อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ
วุตตา อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ
สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค
คิมหานะมาเส ปะฐะมัส์มิง คิมเห ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง
อะเทสะยิ นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ อิทัมปิ พุทเธ
ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ วะโร
วะรัญญู วะระโท วะราหะโร อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง
อะเทสะยิ อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ
สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ
สัมภะวัง วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง เต ขีระพีชา
อะวิรุฬหิฉันทา นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป อิ
ทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวา
อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะ ปูชิตัง พุทธัง
นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ ยานีธะ ภูตานิ สะมา คะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะ
ปูชิตัง ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ ยานีธะ ภูตานิ
สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง
เทวะมะนุสสะปูชิตัง สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
___________________
เริ่มกะระณียะเมตตะสุตตัง
ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง
ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะมะตันทิโต สุขัง สุปะติ
สุตโต ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ เอวะมาทิคุณูเปตัง
ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
___________________
กะระณียะเมตตะสุตตัง
กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง
อะภิสะเมจจะ สักโก อุชู จะ สุหุชู สุวะโจ จัสสะ
มุทุ อะนะติมานี สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ
จะ สัลละหุกะวุตติ สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะ
คัพโภ กุเลสุ อะนะ นุคิทโ ธ นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ
เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา เย เกจิ ปาณะภู
ตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา ทีฆา วา เย
มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา ทิฏฐา วา
เย จะ อัทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร ภูตา วา สัมภะ
เวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา นะ ปะโร ปะรัง
นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ พยาโรสะนา
ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ มาตา
ยะถานิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข เอวัมปิ
สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง เมตตัญจะ
สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ
จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรังอะสะปัตตัง ติฏฐัญจะรัง
นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ เอตัง
สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทิฏฐิญ
จะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสุ
วิเนยยะ เคธัง นะหิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ
___________________
เริ่มขันธะปะริตตัง
สัพพาสีวิสะชาตีนัง ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ ยันนา
เสติ วิสัง โฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง อาณักเขตตัมหิ
สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณินัง สัพพะโสปิ นิวาเรติ
ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ
___________________
ขันธะปะริตตัง
วิรูปักเขหิ เม เมตตัง เมตตัง เอราปะเถหิ เม
ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง เมตตัง กัณหาโคตะระเกหิ จะ
อะปาทะเกหิ เม เมตตัง เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม จะตุปปะ
เทหิ เม เมตตัง เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม มา มัง อะปา
ทะโก หิงสิ มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก มา มัง จะตุปปะโท
หิงสิ มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท สัพเพ สัตตา สัพเพ
ปาณา สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ
มา กิญจิ ปาปะมาคะมา อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ
ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ
อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี สะระภู มูสิกา กะตา
เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ โสหัง
นะโม ภะคะวะโต นะโม สันตันนัง สัมมาสัมพุทธานังฯ
___________________
ฉัททันตะปะริตตัง
วะธิสสะเมนันติ ปะรามะสันโต กาสาวะมัททักขิ ธะชัง
อิสีนัง ทุกเขนะ ผุฏฐัสสุทะปาทิ สัญญา อะระหัทธะโช
สัพภิ อะวัชฌะรูโป สัลเลนะ วิทโธ พยะถิโตปิ สันโต
กาสาวะวัตถัมหิ มะนัง นะทุสสะยิ สะเจ อิมัง นาคะวะ
เรนะ สัจจัง มามัง วะเน พาละมิคา อะคัญฉุนติฯ
___________________
เริ่มโมระปะริตตัง
ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง เยนะ
สังวิหิตารักขัง มะหาสัตตัง วะเนจะรา จิรัสสัง วายะมัน
ตาปิ เนวะ สักขิงสุ คัณหิตุง พรัหมะมันตันติ อักขาตัง
ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
___________________
โมระปะริตตัง
อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ
ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง
ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย
พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมฌม เต เม นะโม เต จะ
มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม
วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา
โมโร จะระติ เอสะนาฯ อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ
หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ
รัตติง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม
เต จะมัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง
กัตวา โมโร วา สะมะกัปปะยีติฯ
___________________
เริ่มวัฏฏะกะปะริตตัง
ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง วัฏฏะชาติยัง ยัสสะ
เตเชนะ ทาวัคคิ มะหาสัตตัง วิวัชชะยิ เถรัสสะ
สารีปุตตัสสะ โลกะนาเถนะ ภาสิตัง กัปปัฏฐายิ
มะหาเตชัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
___________________
วัฏฏะกะปะริตตัง
อัตถิ โลเก สีละถุโณ สัจจัง โสเจยยะนุททะยา
เตนะ สัจเจนะ กาหามิ สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง อาวัชชิตวา
ธัมมะพะลัง สะริตวา ปุพพะเก ชิเน สัจจะพะละมะวัส
สายะ สัจจะกิริยะมะกาสะหัง สันติ ปักขา อะปัตตะนา
สันติปาทา อะวัญจะนา มาตา ปิตา จะ นิกขันตา ชาตะ
เวทะ ปะฏิกกะมะ สะหะ สัจเจ กะเต มัยหัง มะหาปัช
ชะลิโต สิขี วัชเชสิ โสฬะสะกะรีสานิ อุทะกัง ปัตวา ยะถา
สิขี สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ เอสา เม สัจจะปาระมีติฯ
___________________
เริ่มธะชัคคะสุตตัง
ยัสสานุสสะระเณนาปิ อันตะลิกเขปิ ปาณิโน
ปะติฏฐะมะธิคัจฉันติ ภูมิยัง วิยะ สัพพะทา สัพพู
ปัททะวะชาลัมหา ยักขะโจราทิสัมภะวา คะณะนา นะ
จะ มุตตานัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
___________________
ธะชัคคะสุตตัง
เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง
วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม ฯ ตัตระ
โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ ภะทันเตติ เต
ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง ฯ ภะคะวา เอตะทะโวจะฯ
ภูตะปุพพัง ภิกขะเว เทวาสุระสังคาโม สะมุปัพยุฬ
โห อะโหสิ ฯ อะถะโข ภิกขะเว สักโก เทวานะมินโท
เทเว ตาวะติงเส อามันเตสิ สะเจ มาริสา เทวานัง สังคา
มะคะตานัง อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา
โลมะหังโส วา มะเมวะ ตัสมิง สะมะเย ธะชัคคัง
อุลโลเกยยาถะ มะมัง หิ โว ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
โส ปิหิยยิสสะติ โน เจ เม ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
อะถะ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกย
ยาถะ ปะชาปะติสสะ หิโว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง
อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา
โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ โน เจ ปะชาปะติสสะ
เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ อะถะ วะรุณัสสะ
หิโว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ
ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิส
สะติ โน เจ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโล
เกยยาถะ อีสานัสสะ หิโว เทวะ ราาชัสสะ ธะชัคคัง
อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา
โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะตีติฯ
ตัง โข ปะนะ ภิกขะเว สักกัสสะ วา เทวานะ
มินทัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ปะชาปะติสสะ วา
เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง วะรุณัสสะ วา
เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง อีสานัสสะ วา
เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง
วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยเยถาปิ โนปิ
ปะหิยเยถะ ตัง กิสสะเหตุ สักโก หิ ภิกขะเว เทวานะมินโท
อะวีตะราโค อะวีตะโทโส อะวีตะโมโห ภิรุ ฉัมภี อุตราสี
ปะลายีติฯ อะหัญจะ โข ภิกขะเว เอวัง วะทามิ สะเจ
ตุมหากัง ภิกขะเว อะรัญญะคะตานัง วา รุกขะมูละคะตานัง
วา สุญญาคาระคะตานัง วา อุปปัชเชยยะ ภะยัง
วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา มะเมวะ ตัสมิง
สะมะเย อันุสสะเรยยาถะ อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง
สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง
พุทโธ ภะคะวาติ มะมัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง
ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
โส ปะหิยยิสสะติ โน เจ มัง อะนุสสะเรยยาถะ อะถะ
ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง
เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ธัมมัง หิโว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง
ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
โส ปะหิยยิสสะติ โน เจ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ อะถะ
สังฆัง อะนุสสะเรยยาถะ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะ
กะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะ
ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน
ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ
อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณะโย
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ สังฆัง หิ โว ภิกขะเว
อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา
โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ ตัง กิสสะ เหตุ ตะถา
คะโต หิ ภิกขะเว อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วีตะราโค
วีตะโทโส วีตะโมโห อะภิรุ อัจฉัมภี อะนุตราสี อะปะ
ลายีติฯ อิทะมะโวจะ ภะคะวา อิทัง วตวานะ สุคะโต
อะถาปะรัง เอตะทะโวจะ สัตถา อะรัญเญ รุกขะมูเล วา
สุญญาคาเรวะ ภิกขะโว อะนุสสะเรถะ สัมพุทธัง ภะยัง
ตุมหากะ โน สิยา โน เจ พุทธัง สะเรยยาถะ โลกะ
เชฏฐัง นะราสะภัง อะถะ ธัมมัง สะเรยยาถะ นิยยานิกัง
สุเทสิตัง โน เจ ธัมมัง สะเรยยาถะ นิยยานิกัง สุเทสิตัง
อะถะ สังฆัง สะเรยยาถะ ปุญญักเขตตัง อะนุตตะรัง
เอวัมพุทธัง สะรันตานัง ธัมมัง สังฆัญจะ ภิกขะโว ภะยัง
วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส นะ เหสสะตีติ ฯ
___________________
เริ่มอาฏานาฏิยะปะริตตัง
อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุสัมมะเต
อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิสะการิภิ ปะริสานัญจะ
ตัสสันนะมะหิงสายะ จะ คุตติยา ยันเทเสสี มะหาวีโร
ปะริตตันตัมภะณะนะ เห ฯ
___________________
อาฏานาฏิยะปะริตตัง
วิปัสสิสสะ นะมัตถุ จักขุมันตัสสะ สิรีมะโต สิขิส
สะปิ นะมัตถุ สัพพะภู ตานุกัมปิโน เวสสะภุสสะ นะมัตถุ
นหาตะกัสสะ ตะปัสสิโน นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ มาระ
เสนัปปะมัททิโน โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ พราหมะณัสสะ
วุสีมะโต กัสสะปัสสะ นะมัตถุ วิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิ
อังคีระสัสสะ นะมัตถุ สักยะปุตตัสสะ สิรีมะโต โย อิมัง
ธัมมะมะเทเสสิ สัพพะทุกขาปะนูทะนัง เย จาปิ นิพพุตาโลเก
ยะถาภูตัง วิปัสสิสุง เต ชะนา อะปิสุณา มะหันตา วีตะ
สาระทา หิตัง เทวะมะนุสสานัง ยัง นะมัสสันติ โคตะมัง
วิชชาจะระณะสัมปันนัง มะหันตัง วีตะสาระทัง ฯ
นะโม เม สัพพะพุทธานัง อุปปันนานัง มะเหสินัง
ตัณหังกะโร มะหาวีโร เมธังกะโร มะหายะโส สะระณัง
กะโร โลกะหิโต ทีปังกะโร ชุตินธะโร โกณฑัญโญ ชะนะ
ปาโมกโข มังคะโล ปุริสาสะโภ สุมาโน สุมาโน ธีโร
เรวะโต ระติวัฑฒะโน โสภีโต ถุณะสัมปันโน อะโนมะ
ทัสสี ชะนุตตะโม ปะทุโม โลกะปัชโชโต นาระโท วะระ
สาระถี ปะทุมุตตะโร สัตตะสาโร สุเมโธ อัปปะฏิปุคคะโล
สุชาโต สัพพะโลกัคโค ปิยะทัสสี นะราสะโภ อัตถะทัสสี
การุณิโก ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท สิทธัตโถ อะสะโม โลเก
ติสโส จะ วะทะตัง วะโร ปุนโน จะ วะระโท พุทโธ
วิปัสสี จะ อะนูปะโม สิขี สัพพะหิโต สัตถา เวสสะภู
สุขะทายะโก กะกุสันโธ สัตถะวาโห โกนาคะมะโน ระณัญ
ชะโห กัสสะโป สิริสัมปันโน โคระโม สักยะปุงคะโว ฯ
เอเต จัญเญ จะ สัมพุทธา อัเนกะสะตะโกฏะโย
สัพเพ พุทธา อะสะมะสะมา สัพเพ พุทธา มะหิทธิกา
สัพเพ ทะสะพะลูเปตา เวสารัชเชหุปาคะตา สัพเพ เต
ปะฏิชานันติ อาสะภัณฐานะมุตตะมัง สีหะนาทัง นะทันเตเต
ปะริสาสุ วิสาระทา พรัหมะจักกัง ปะวัตเตนติ โลเก อัปปะ
ฏิวัตติยัง อุเปตา พุทธะธัมเมหิ อัฏฐาระสะหิ นายะกา
ทวัตติงสะ ลักขะณูเปตา สีตยานุพยัญชะนาธะรา พยา
มัปปะภายะ สุปปะภา สัพเพ เต มุนิกุญชะรา พุทธา
สัพพัญญุโน เอเต สัพเพ ขีณาสะวา ชินา มะหัปปะภา
มะหาเตชา มะหาปัญญา มะหัพพะลา มะหาการุณิกา ธีรา
สัพเพสานัง สุขาวะหา ทีปา นาถา ปะติฏฐา จะ ตาณา
เลณา จะ ปาณินัง คะตี พันธู มะหัสสาสา สะระณา จะ
หิเตสิโน สะเทวะกัสสะ โลกัสสะ สัพเพ เอเต ปะรา
ยะนา เตสาหัง สิระสา ปาเท วันทามิ ปุริสุตตะเม วะจะสา
มะนะสา เจวะ วันทาเมเต ตะถาคะเต สะยะเน อาสะเน
ฐาเน คะมะเน จาปิ สัพพะทา สะทา สุเขนะ รักขันตุ
พุทธา สันติกะรา ตุวัง เตหิ ตวัง รักขิโต สันโต มุตโต
สัพพะภะเยนะ จะ สัพพะโรคะวินิมุตโต สัพพะสันตา
ปะวัชชิโต สัพพะเวระมะติกกันโต นิพพุโต จะ ตุวัง
ภะวะ ฯ เตสัง สัจเจนะ สีเลนะ ขันติเมตตาพะเลนะ จะ
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุเขนะ จะฯ
ปุรัตถิมัสมิง ทิสาภาเค สันติ ภูตา มะหิทธิกา เตปิ
ตุมเห อันุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุเขนะ จะ ทักขิณัสมิง
ทิสาภาเค สันติ เทวา มะหิทธิกา เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ
อาโรคเยนะ สุเขนะ จะ ปัจฉิมัสมิง ทิสาภาเค สันติ
นาคา มิหิทธิกา เตหิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรคเยนะ
สุเขนะ จะ อุตตะรัสมิง ทิสา ภาเค สันติ ยักขา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุเขนะ จะ
ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทิกขิเณนะ วิรุฬหะโก ปัจฉิเมนะ
วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง จัตตาโร เต มะหาราชา
โลกะปาลา ยะสัสสิโน เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ
อาโรเยนะ สุเขนะ จะ อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา
เทวา นาคา มะหิทธิกา เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ
อาโรคเยนะ สุเขนะ จะ ฯ
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง นัตถิ เม
สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ
สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง นัตถิ เม
สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณังวะรัง เอเตนะ
สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ
ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
ระตะนัง พุทธะสะมัง นัตถิ ตัสมา โสตถี ภะวันตุ
เต ฯ ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
ระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตถิ ตัสมา โสถี ภะวันตุ
เต ฯ ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
ระตะนัง สังฆะสะมัง นัตถิ ตัสมา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
สักกัตวา พุทธะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
หิตัง เทวะมะนุสสานัง พุทธะ เตเชนะ โสตถินา นัสสันตุ
ปัททะวา สัพเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต สักกัตวา ธัมมะ
ระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง ปะริฬาหูปะสะมะนัง
ธัมมะเตเชนะ โสตถินา นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ภะยา
วูปะสะเมนตุ เต สักกัตวา สังฆะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง
วะรัง อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆะเตเชนะ โสตถินา
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เต ฯ
สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ มา เต
ภะวัตตวันตะราโย สุขีทีฆายุโก ภะวะ อะภิวาทะนะสีลิสสะ
นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุวัณโณ
สุขัง พะลัง ฯ
______________________
เริ่มอังคุลิมาละปะริตตัง
ปะริตตัง ยัมภะณันตัสสะ นิสินนัฏฐานะโธวะนัง
อุทะกัมปิ วินาเสติ สัพพะเมวะ ปะริสสะยัง โสตถินา
คัพภะวุฏฐานัง ยัญจะ สาเธติ ตัง ขะเณ เถรัสสังคุลิมา
ลัสสะ โลกะนาเถนะ ภาสิตัง กัปปัฏฐายิ มะหาเตชัง
ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
___________________
อังคุลิมาละปะริตตัง
ยะโตหัง ภะคินี อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชา
นามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ
โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ ยะโตหัง ภะคินิ
อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง
ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ
คัพภัสสะ ฯ ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต
นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ
สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ
_________________________
เริ่มโพชฌังคะปะริตตัง
สังสาเร สังสะรันตานัง สัพพะทุกขะวินสะเน
สัตตะ ธัมเม จะ โพชฌังเค มาระเสนัปปะมัททิโน
พุชฌิตวา เยปิเม สัตตา ติภะวามุตตะกุตตะมา อะชาติง
อะชะราพยาธิง อะมะตัง นิพภะยัง คะตา เอวะมาทิคุณู
เปตัง อะเนกะคุณะสังคะหัง โอสะถัญจะ อิมัง มันตัง
โพชฌังคันตัมภะณามะ เห ฯ
___________________
โพชฌังคะปะริตตัง
โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา
วิริยัมปีติ ปัสสัทธิโพชฌังคา จะ ตะถาปะเร สะมาธุเปกขะ
โพชฌังคา สัตเตเต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา
ภาวิตา พะหุลีกะตา สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ
จะ โพธิยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ
สัพพะทา ฯ เอกัสมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ
กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ
เต จะ ตัง อะภินันทิตวา โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ เอเตนะ
สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ เอกะทา
ธัมมะราชาปิ เคลัญเญ นาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ
ภะณาเปตวานะ สาทะรัง สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา
วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ
สัพพะทา ฯ ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ
มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสา วะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ
___________________
เริ่มอะภะยะปะริตตัง
ปุญญะลาภัง มะหาเตชัง วัณณะกิตติมะหายะสัง
สัพพะสัตตะหิตัง ชาตัง ตัง สุณันตุ อะเสสะโต
อัตตัปปะระหิตัง ชาตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ
___________________
อะภะยะปะริตตัง
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป
สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ ยันทุนนิมิตตัง อะวะมัง
คะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห
ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ
สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ
วินาสะเมนตุ ฯ
ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา
โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน
เอตตาวะตา จะ อัมเหหิ สัมภะตัง ปุญญะสัมปะทัง
สัพเพ เทวา นุโมทันตุ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา ทานัง
ทะทันตุ สัทธายะ สีลัง รักขันตุ สัพพะทา ภาวะนาภิระตา
โหนตุ คัจฉันตุ เทวะตาคะตา ฯ
สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญจะ ยัง พะลัง
อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สัพพะโสฯ
____________________
เริ่มชะยะปะริตตัง
ชะยัง เทวะมะนุสสานัง ชะโย โหตุ ปะราชิโต
มาระเสนา อะภิกกันตา สะมันตาทวาทะสะโยชะนา
ขันติเมตตา อะธิฏฐานา วิทธังเสตวานะ จักขุมา
ภะวาภะเว สังสะรันโต ทิพพะจักขุง วิโสธะยิ ปะริยา
ปันนาทิโสตถานัง หิตายะ จะ สุขายะ จะ พุทธะกิจจัง
วิโสเธตวา ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
___________________
ชะยะปะริตตัง
มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา
ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัช
เชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ ชะยันโต โพธิยา มูเล
สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ
ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิวโปกขะเร
อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ สุนัก
ขัตตัง สุมังคะลัง ปุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุกขะโณ สุมุหุตโต
จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจารีสุปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง
ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทัก
ขิณานิ กัตวานะละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ
โส อัตถะลัทโธ สุขิโต วิรุฬโห พุทธะสาสะเน อะโรโค
สุขิโต โหหิ สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ สา อัตถะลัทธา
สุขิตา วิรุฬหา พุทธะสาสะเน อะโรคา สุขิตา โหหิ สะหะ
สัพเพหิ ญาติภิ เต อัตถะลัทธา สุขิตา วิรุฬหา พุทธะสา
สะเน อะโรคา สุขิตา โหถะ สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะ
ธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ
สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆา
นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา ปะริต
ตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว ฯ นักขัตตะยักขะ
ภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา
เตสัง อุปัททะเว ฯ นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะ
นิวาระณา ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว ฯ
จบสิบสองตำนานบริบูรณ์
<!-- Message body ''"" --></TD></TR></TBODY></TABLE>
sithiphong
05-30-2008, 07:35 PM
ขอบคุณนะครับคุณ*8q* (http://www.agalico.com/board/member.php?u=21619)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_86578", true); </SCRIPT>
แต่เอ้ ทำไมถึงรู้ละครับว่า จะถึงบทนี้อยู่ครับ
.
sithiphong
05-30-2008, 07:36 PM<