PDA

View Full Version : คาถาเสริมชะตา กับ พระพุทธรูปประจำวันเกิด


Paang
05-02-2008, 10:46 AM
http://variety.mcot.net/DetailImg/zzzzzzwan01.jpg



ปัจจุบันนอกจากพระประธาน ที่พุทธศาสนิกชนไปกราบไหว้บูชาแล้ว ในวัดหลายแห่ง ยังมักจัดพระพุทธรูปประจำวันเกิด เรียงรายให้คนได้ทำบุญ ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งพระพุทธรูปประจำวันเกิดนี้ ส่วนใหญ่จะมี 7 ปางตาม 7 วันในสัปดาห์ คือ อาทิตย์, จันทร์, อังคาร, พุธ, พฤหัสบดี, ศุกร์ และเสาร์ แต่บางแห่ง ก็จะเพิ่มปางวันพุธกลางคืน ที่เรียกว่าวันราหูเข้าไปด้วย

การกำหนดพระพุทธรูปแต่ละปาง ให้ตรงกับทั้ง 7 วันในสัปดาห์นี้ มีมาแต่สมัยใด ไม่ปรากฏแน่ชัด แต่สมัยโบราณ ได้มีการสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ มาบ้างแล้ว เพื่อเป็นพุทธานุสติ น้อมนำใจให้ปฏิบัติตามคำสั่งสอน ของพระพุทธองค์ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ทรงโปรดฯให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงคิดค้นคัดเลือกพุทธอิริยาบถปางต่างๆ ตามพุทธประวัติมาสร้างเพิ่มเติมขึ้น เมื่อนับรวมกับแบบเดิมก็ได้ทั้งสิ้น 40 ปาง กล่าวกันว่าการสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ ให้เป็นพระพุทธรูปประจำวันเกิดแต่ละวันนั้น เป็นโบราณอุบาย ของคนสมัยก่อน ที่จะหาที่พึ่งทางใจให้แก่ตนและลูกหลาน และถือว่าการบูชาพระประจำวันเกิด เป็นมงคลอันสูงยิ่งอีกประการหนึ่ง โดยบางคนก็บูชาเพื่อสะเดาะเคราะห์ หรือปัดเป่าให้รอดพ้นภัยพิบัติ ซึ่งพระพุทธรูปปางประจำวันเกิด แต่ละวันดังกล่าว มีความเป็นมาอย่างไร กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จะขอนำมาเสนอให้ทราบโดยย่อดังนี้

- ปางถวายเนตร ซึ่งเป็นพระประจำ วันอาทิตย์ มาจากเมื่อครั้งพระบรมศาสดา ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ก็ได้ประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขอันเกิดจากความสงบ) อยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นระยะเวลา 7 วัน หลังจากนั้น ได้เสด็จไปประทับยืน ณ ที่กลางแจ้งทางทิศอีสานของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยไม่กระพริบพระเนตรเลย ตลอดระยะเวลา 7 วัน ซึ่งสถานที่ประทับยืนนี้ได้มีนามปรากฏว่า “อนิมิสเจดีย์” มาจนปัจจุบัน

- ปางห้ามญาติ หรือ ห้ามสมุทร พระประจำ วันจันทร์ 2 ปางนี้ จะต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือ ถ้าเป็นปางห้ามญาติ จะยกมือขวาขึ้นห้ามเพียงมือเดียว ส่วนปางห้ามสมุทร จะยกมือทั้งสองขึ้นห้าม แต่ส่วนใหญ่ มักจะนิยมสร้างเป็นปางห้ามญาติ สำหรับความเป็นมาของปางห้ามญาติ เกิดขึ้นเนื่องจากพระญาติฝ่ายพุทธบิดา คือกรุงกบิลพัสดุ์ และพระญาติฝ่ายพุทธมารดา คือ กรุงเทวทหะ ซึ่งอาศัยอยู่บนคนละฝั่ง ของแม่น้ำโรหิณี เกิดทะเลาะวิวาทแย่งน้ำ เพื่อไปเพาะปลูกกันขึ้น ถึงขนาดจะยกทัพทำสงครามกันเลยทีเดียว พระพุทธองค์จึงต้องเสด็จไปเจรจาห้ามทัพ คือ ห้ามพระญาติมิให้ฆ่าฟันกัน

- ส่วนปางห้ามสมุทร เป็นพุทธประวัติ ตอนเสด็จไปโปรดพวกชฎิล (นักบวชประเภทหนึ่ง ที่นุ่งห่มหนังเสือ และนิยมบูชาไฟ) 3 พี่น้องได้แก่ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราพร้อมบริวาร 1,000 คน โดยได้แสดงพุทธปาฏิหารย์หลายอย่าง เพื่อทำลายทิฎฐิมานะของชฎิลทั้งหลาย เช่น ห้ามลม ห้ามฝน ห้ามพายุ และห้ามน้ำท่วม ที่เจิ่งนองตลิ่ง มิให้มาต้องพระวรกายได้ อีกทั้งยังสามารถเดินจงกรมอยู่ใต้พื้นน้ำได้ ทำให้พวกชฎิลเห็นเป็นที่อัศจรรย์ และยอมบวชเป็นพุทธสาวก

- ปางไสยาสน์ พระประจำ วันอังคาร หรือบางทีก็เรียก ปางปรินิพพาน เป็นพุทธประวัติตอนที่พระพุทธองค์ ได้รับสั่งให้พระจุนทะเถระปูอาสนะลง ที่ระหว่างต้นรังคู่หนึ่ง แล้วทรงประทับบรรมทมแบบสีหไสยา ตั้งพระทัยไม่เสด็จลุกขึ้นอีกแต่ก็ยังได้โปรดสุภัททๆ ปริพาชก เป็นอรหันต์องค์สุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าถึงปางนี้อีกนัยหนึ่งคือ เมื่อทรงโปรด “อสุรินทราหู” หรือ “พระราหู” ด้วยอิริยาบทแบบสีหไสยานี้ กล่าวคือ ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร อสุรินทราหู ผู้ครองอสูรพิภพ ได้สดับคำสรรเสริญถึงพระเกียรติคุณ ของพระบรมศาสดาจากสำนักเทพยดาทั้งหลาย ก็มีความปรารถนาอยากจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง แต่ก็คิดคำนึงไปเองว่า พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์

ดังนั้น คงต้องมีพระวรกายที่เล็ก หากตนจะไปเฝ้า ก็จะต้องก้มมองเป็นความลำบากมาก อีกทั้งตนก็ไม่เคยก้มเศียรให้ใคร คิดแล้วก็ไม่ไปเฝ้า ต่อมาได้ยินพวกเทวดาสรรเสริญพระพุทธองค์อีก ก็เกิดความอยากไปเฝ้าอีก จึงวันหนึ่งได้ตั้งใจไปเฝ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงทราบด้วยญาณ รวมทั้งทราบถึงความในใจข องอสุรินทราหู จึงทรงเนรมิตพระวรกายให้ใหญ่โตกว่ากายของอสุริทราหูหลายเท่า ขณะเสด็จบรรทมรอรับ ดังนั้น เมื่อมาเข้าเฝ้า แทนที่อสุรินทราหูจะต้องก้มมอง กลับต้องแหงนหน้าดูพระพุทธองค์ จึงเกิดความอัศจรรย์ใจยิ่ง พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนว่า ข่าวลือหรือเรื่องใดๆ หากไม่เห็นด้วยตนเอง หรือยังไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ ก็ไม่ควรติชมไปก่อน อีกทั้งได้พาอสุรินทราหูไปเที่ยวพรหมโลก ได้เห็นบรรดาพรหมที่มาเฝ้ามีร่างกายใหญ่โตกว่าตนทั้งสิ้น แต่พระพุทธเจ้า ก็ยังมีพระวรกายใหญ่กว่าพรหมเหล่านั้นอีก อสุรินทราหูจึงลดทิฐิ และหันมาเลื่อมใสในพระบรมศาสดา

http://variety.mcot.net/DetailImg/zzzzzzwan02.jpg




- ปางอุ้มบาตร พระประจำ วันพุธ (กลางวัน) กล่าวถึงเมื่อพระพุทธเจ้า ได้สำแดงอิทธิปาฏิหารย์ เหาะขึ้นไปในอากาศต่อหน้าพระประยูรญาติทั้งหลาย เพื่อให้พระญาติผู้ใหญ่ได้เห็น และละทิฐิถวายบังคมแล้ว จึงได้ตรัสเทศนา เรื่องพระมหาเวสสันดรชาดก ครั้นแล้วพระญาติทั้งหลายก็แยกย้ายกันกลับ โดยไม่มีใครทูลอาราธนาฉันพระกระยาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น ด้วยเข้าใจผิด คิดว่าพระองค์เป็นราชโอรส และพระสงฆ์ก็เป็นศิษย์ คงต้องฉันภัตตาหาร ที่จัดเตรียมไว้ในพระราชนิเวศน์เอง แต่พระพุทธองค์กลับพาพระภิกษุสงฆ์สาวกเสด็จจาริกไปตามถนนหลวงในเมือง เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ (ผู้ที่พึงสั่งสอนได้)อันเป็นกิจของสงฆ์ และนับเป็นครั้งแรก ที่ชาวเมืองกบิลพัสดุ์ ได้มีโอกาสชมพระพุทธจริยาวัตรขณะทรงอุ้มบาตรโปรดสัตว์ ประชาชนจึงต่างแซ่ซ้องอภิวาทอย่างสุดซึ้ง แต่ปรากฏว่า พระเจ้าสุทโธทนะ พุทธบิดาทรงทราบเข้า ก็เข้าใจผิดและโกรธพระพุทธองค์ หาว่าออกไปขอทานชาวบ้าน ไม่ฉันภัตตาหารที่เตรียมไว้ พระพุทธเจ้าจึงต้องทรงอธิบายว่า การออกบิณฑบาต เป็นการไปโปรดสัตว์ มิใช่การขอทาน จึงเป็นที่เข้าใจกันในที่สุด

- ปางป่าเลไลยก์ พระประจำ วันพุธ (กลางคืน) คือ ผู้ที่เกิดระหว่างเวลา 18.00 ของวันพุธถึง 06.00 น. ของวันพฤหัสบดี หรือบางคนก็นับตั้งแต่ 18.00 - 24.00 น. ของวันพุธ สุดแต่ความเชื่อ สำหรับปางนี้ กล่าวถึงเมื่อพระพุทธองค์ ประทับอยู่ที่เมืองโกสัมพี ครั้นนั้นพระภิกษุมีมากรูปด้วยกัน และไม่สามัคคีปรองดอง ไม่อยู่ในพุทธโอวาท ประพฤติตามใจตัว พระองค์จึงเสด็จจาริก ไปอยู่ตามลำพังพระองค์เดียวในป่าที่ชื่อว่าปาลิไลยกะ โดยมีมีพญาช้างเชือกหนึ่งชื่อ “ปาลิไลยกะ” เช่นเดียวกัน มีความเลื่อมใส ในพระพุทธองค์ มาคอยปฏิบัติบำรุง และคอยพิทักษ์รักษามิให้สัตว์ร้ายมากล้ำกราย ทำให้พระพุทธองค์เสด็จประทับอยู่ในป่านั้น ด้วยความสงบสุข และป่านั้นต่อมาก็ได้ชื่อว่า “รักขิตวัน” ครั้นพญาลิง เห็นพญาช้างทำงานปรนนิบัติพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพ ก็เกิดกุศลจิตทำตามอย่างบ้าง ต่อมาชาวบ้านไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ไม่พบ และทราบเหตุ ก็พากันตำหนิติเตียน และไม่ทำบุญกับพระเหล่านั้น พระภิกษุเหล่านี้จึงได้สำนึก ขอให้พระอานนท์ไปทูลเชิญเสด็จพระพุทธองค์กลับมา ช้างปาลิไลยกะ ก็มาส่งเสด็จด้วยความเศร้าเสียใจ จนหัวใจวายล้มตายไป ด้วยกุศลผลบุญจึงได้ไปเกิดเป็น “ปาลิไลยกะเทพบุตร ”

- ปางสมาธิ พระประจำวัน พฤหัสบดี บางแห่งเรียก “ปางตรัสรู้” คือ ปางที่เจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระโพธิสัตว์ ทรงประทับขัดสมาธิบนบัลลังก์หญ้าคา ใต้ต้นมหาโพธิ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา และได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ซึ่งก็ตรงกับวันวิสาขบูชานั่นเอง

- ปางรำพึง พระประจำ วันวันศุกร์ คำว่า “รำพึง” หมายถึง ครุ่นคิด ตรึกตรอง ใคร่ครวญในเรื่องราวต่างๆ ปางนี้กล่าวถึง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว ได้ทรงพิจารณาถึงธรรมที่ตรัสรู้ว่าเป็นธรรมที่มีความละเอียดลึกซึ้ง ยากที่มนุษย์ปุถุชนจะรู้ตามได้ จึงเกิดความท้อพระทัยที่จะไม่สั่งสอนชาวโลก ด้วยรำพึงว่าจะมีใครสักกี่คนที่ฟังธรรมะของพระองค์เข้าใจ ร้อนถึงท้าวสหัมบดีพรหมได้มากราบทูลอาราธนาเพื่อทรงแสดงธรรมว่าในโลกนี้บุคคลที่มีกิเลสเบาบางพอฟังธรรมได้ยังมีอยู่ พระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาแล้วก็เห็นชอบด้วย อีกทั้งทรงรำพึงถึงธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ปางก่อน ว่าตรัสรู้แล้วก็ย่อมแสดงธรรมโปรดสัตว์โลกเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนทั้งปวง จึงได้น้อมพระทัยในอันที่จะแสดงธรรมต่อชาวโลกตามคำอาราธนานั้น

- ปางนาคปรก พระประจำ วันเสาร์ กล่าวถึงเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ และประทับบำเพ็ญสมาบัติเสวยวิมุตติสุข อันเกิดจากความพ้นกิเลสอยู่ ณ อาณาบริเวณที่ไม่ไกลจากต้นพระศรีมหาโพธิ์แห่งละ 7 วันนั้น ในสัปดาห์ที่ 3 นี้เอง ก็ได้ไปประทับใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) ขณะนั้นฝนได้ตกลงมาไม่หยุด พญานาคตนหนึ่งชื่อ "มุจลินท์นาคราช” ก็ได้ขึ้นมาแสดงอิทธิฤทธิ์เข้าไปวงขนด 7 รอบ แล้วแผ่พังพานปกพระพุทธเจ้าไว้ มิให้ฝนตกต้องพระวรกาย จนฝนหาย จึงได้แปลงร่างเป็นมาณพเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์

ที่กล่าวมาข้างต้น คือ ความเป็นมาของพระปางต่างๆ ที่ถือว่าเป็นพระประจำวันเกิด ซึ่งคิดว่าคนส่วนใหญ่ พอจะทราบกันบ้างแล้ว อย่างไรก็ดี เชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ทราบว่าเหตุใดหรือ ทำไม วันอาทิตย์จึงต้องเป็นปางถวายเนตร วันจันทร์ต้องเป็นปางห้ามญาติ ฯลฯ ดังนั้น จึงขอนำแนวคิด และมุมมองบางส่วนของ อาจารย์เล็ก พลูโต ที่ได้ศึกษาความหมายของดวงดาวต่างๆ ตามหลักโหราศาสตร์ และได้อธิบายเรื่องดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ มาขยายต่อให้ได้ทราบเพื่อเป็นข้อคิด ดังนี้

การกำหนด ปางถวายเนตร เป็น พระประจำวันอาทิตย์ พอสรุปได้ว่า น่าจะเป็นน้อมบูชาพระอาทิตย์ด้วยการเพ่ง “อาโลกกสิณ” (การเพ่งแสงสว่าง) เพราะการที่พระพุทธองค์ได้เสด็จยืน และลืมพระเนตรเพ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทางทิศอีสานนั้น เป็นทิศเดียวกับดวงอาทิตย์ในภูมิทักษา (การพยากรณ์ทางโหราศาสตร์ โดยใช้ดาวพระเคราะห์ทั้ง 9 ดวงเป็นเกณฑ์) และดวงอาทิตย์ ยังมีความหมายในด้านดวงตาด้วย ซึ่งอาจารย์เล็กได้กล่าวว่า การที่พระพุทธองค์ แม้จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงมิได้เย่อหยิ่ง ถือดี ทรงมีพระนิสัยนอบน้อม รู้การใดควรไม่ควร
อีกทั้งการบูชา “พระอาทิตย์” หรือ “สุริยเทพ”นี้ ก็มีมาแต่โบราณก่อนพุทธศาสนา หากจะมองว่า พระอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน ความร้อน และให้แสงสว่างแก่โลก เป็นผู้มีคุณ การบูชา หรือน้อมนอบผู้มีพระคุณก็เป็นสิ่งที่ควร ดังนั้น การกำหนดปางถวายเนตร ให้ประจำวันอาทิตย์ จึงเป็นเสมือนอุทาหรณ์สอนใจ ให้ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ และอยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงอาทิตย์ ซึ่งปกติมักมีนิสัยรักเกียรติ รักศักดิ์ศรี ชอบเป็นผู้นำ และมักเย่อหยิ่ง ทะนงตนไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ให้รู้จักเจริญตามรอยพระพุทธองค์ในการนอบน้อม ถ่อมตน และว่าการบูชาพระปางนี้ ของผู้เกิดวันอาทิตย์ ก็เพื่อเสริมบุญบารมี ด้านความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าด้วยเกียรติยศ ขจัดความมืดบอด และปัญหาอุปสรรคต่างๆ ให้แสงสว่าง และแนวทางการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ซึ่งมีคาถาบูชาพระประจำวันนี้ว่า “ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา ” ให้สวดวันละ 6 จบตามกำลังวันของพระอาทิตย์

- ส่วนวันจันทร์นั้น ทางโหราศาสตร์ถือว่า ดาวจันทร์ หมายถึง รูปร่าง หน้าตา ความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการ ผู้ที่เกิดวันนี้จึงมีอารมณ์อ่อนไหว ปรับตัวง่าย และไม่แข็งกระด้าง นอกจากนี้ ดาวจันทร์ยังหมายถึงถิ่นที่อยู่ ญาติพี่น้อง และจัดเป็นดาวธาตุน้ำ ดังนั้น การกำหนดพระ ปางห้ามญาติ หรือห้ามสมุทร ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องญาติ และน้ำตามพุทธประวัติ เป็นพระพุทธรูปประจำวันนี้ ก็เพื่อเป็นพุทธานุสติ ให้นึกถึงเรื่องราวในสมัยพระพุทธองค์ ที่ทรงไปห้ามญาติทั้งสองฝ่ายมิให้ทะเลาะวิวาทแย่งน้ำกัน เป็นการบอกทางอ้อม ให้มีความสามัคคีในหมู่พี่น้อง และยังกล่าวถึงอานิสงส์ แห่งการบูชาพระพุทธรูปปางนี้ว่า จะช่วยห้ามทุกข์ ห้ามโศก ห้ามโรค ห้ามภัยต่างๆ ฯลฯ ดังเช่นที่พระพุทธองค์ห้ามน้ำ ห้ามฝน ในคราวทรมานให้พวกชฎิลให้ละทิฐิด้วย สำหรับคาถาบูชาคือ “ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง ” สวด 15 จบตามกำลังวัน

- สำหรับปางไสยาสน์ ซึ่งเป็นพระประจำ วันอังคาร มีดาวอังคารที่มีอิทธิพลต่อชะตา จัดเป็นดาวฆาตหรือดาวมรณะ และยังเป็นดาวเกี่ยวกับสงคราม อุบัติเหตุ ดังนั้น การจัดปางไสยาสน์ หรือปางปรินิพพานประจำวันนี้ จึงเหมือนเตือนสติให้คนวันนี้ ดำรงชีวิตด้วยความระมัดระวัง ไม่ไปก่อเหตุกับใคร อีกทั้งวันที่พระพุทธองค์ ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานก็เป็นวันอังคาร และพระปางนี้ยังมีเรื่องที่ทรง “โปรดพระราหู” อันน่าจะหมายรวมถึงการขจัดความมัวเมาลุ่มหลง เห็นผิดเป็นชอบ ที่เป็นลักษณะของราหูด้วย คาถาบูชาพระประจำวันนี้ได้แก่ “ ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท ” สวด 8 จบตามกำลัง

- วันพุธ ที่มีดาวพุธกุมชะตา ทางโหราศาสตร์ไทย ถือว่าเป็นดาวที่มีความรวนเรมากที่สุด (เขาถึงห้ามแต่งงานวันนี้) นอกจากนี้ ดาวพุธยังเป็นตัวแทนของการติดต่อ สื่อสาร การเดินทาง พาหนะ พืชพันธุ์ธัญญาหาร และเรื่องเกี่ยวกับปากท้อง พระพุทธรูปประจำวันนี้ จึงเป็น ปางอุ้มบาตร ซึ่งตรงกับลักษณะ แห่งการออกไปบิณฑบาตของพระ ที่ต้องเดินทางไปแสวงหาอาหารเพื่อปากท้อง และเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางวันก็มีคนใส่บาตรมาก บางวันก็น้อย แต่การบิณฑบาต เป็นกิจของสงฆ์อย่างหนึ่ง ถือเป็นการไปโปรดสัตว์ เพื่อคอยสังเกตดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน และสอนให้ใช้ธรรมะเป็นทางดับทุกข์ พระปางนี้ถือว่าบูชาแล้ว จะประสบกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่อดอยาก ยากจน มีเสน่ห์เมตตามหานิยม และช่วยให้ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน คาถาประจำวันนี้คือ “ โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ ” สวด 17 จบตามกำลัง

- ส่วนวัน พุธกลางคืน ถือว่าเป็น วันราหู อันมีความหมายถึงสิ่งเลวร้าย อบายมุข สิ่งเสพติด นักเลงอันธพาล ส่งผลในทางลุ่มหลง มัวเมา เชื่อคนง่าย เอาแต่ใจตน ไม่มีเหตุผล ดังนั้น การนำ ปางปาลิไลยกะ มาเป็นปางประจำวันพุธกลางคืน ก็เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ ตอนที่พระพุทธองค์หนีไปปลีกวิเวก เพราะพระสงฆ์มัวแต่ทะเลาะวิวาทกัน ไม่ฟังพระโอวาท ถือทิฐิ ทำให้ต้องได้รับความลำบากกันเอง เพราะไม่มีใครทำบุญดังที่เล่าข้างต้น เป็นการเตือนให้ระลึกถึงโทษการความดื้อดึง และความหลงผิด คาถาประจำวันนี้คือ “ วา โธ โน อะ มะ มะ วา ” สวด 12 จบตามกำลังวัน

- วันพฤหัสบดี ดาวพฤหัสบดีมีอิทธิพลต่อชะตา อันหมายถึง ความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรือง ศาสนาศีลธรรม และสติปัญญา เป็นต้น อีกทั้งโบราณถือว่าวันนี้ เป็นวันครู ซึ่งพระพุทธเจ้าก็เป็นบรมครู ที่ทรงสั่งสอนธรรมะแก่เหล่าพุทธบริษัท ดังนั้น การจัดให้ พระปางสมาธิหรือตรัสรู้ เป็นพระประจำวันพฤหัสบดี ก็เพราะปางนี้สอดคล้องกับลักษณะของดาวพฤหัสบดี ที่หมายถึงความสำเร็จ สติปัญญาและความเป็นครู คาถาประจำวันนี้คือ “ คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ ” สวด 19 จบ
http://variety.mcot.net/DetailImg/zzzzzzwan03.jpg



- วันศุกร์ มีดาวศุกร์เป็นตัวแทน และเป็นดาวเกี่ยวกับโลกีย์ ที่ต้องใช้อารมณ์ และความรู้สึกนึกคิด จินตนาการเข้าช่วย รวมทั้งมีเสียงพ้องกับคำว่า “สุข” ซึ่งผู้ที่เกิดวันนี้มักจะสนใจในเรื่องศิลปะ บันเทิง และมีนิสัยยิ้มง่าย พูดง่าย รู้จักปล่อยวาง โบราณจึงจัด พระปางรำพึง เป็นพระประจำวันเกิด ซึ่งเป็นปางที่พระพุทธองค์ ทรงรำพึงถึงธรรมที่ตรัสรู้อันทวนถึงกระแสใจของมนุษย์ คล้ายๆ เตือนให้คนวันนี้ไม่หลงระเริงไปกับโลก แต่ต้องคอยคิดตรึกตรองถึงหลักธรรมอยู่เสมอ คาถาประจำวันนี้คือ “ อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ ” สวด 21 จบตามกำลังวัน

- วันเสาร์ เป็นวันแข็ง ทางโหราศาสตร์ ดาวเสาร์เป็นดาวบาปเคราะห์ใหญ่ทำให้ คนเกิดวันนี้มักอาภัพ ต้องเหน็ดเหนื่อย และมักมีเรื่องทุกข์ใจ ผิดหวังบ่อยครั้ง รวมทั้งมักพบปัญหาอุปสรรคอยู่เสมอ ดังนั้น โบราณจึงจัดให้ พระนาคปรก เป็นพระประจำวันนี้ เปรียบเสมือนให้พญานาคราช ได้แผ่พังพาน ปกป้องคุ้มครองเจ้าชะตาให้พ้นทุกข์และภัยพิบัติต่างๆ อีกทั้งดาวเสาร์ยังใช้เลข 7 เป็นสัญลักษณ์ซึ่งตรงกับเศียรพญานาคราชที่มี 7 เศียร และยังวงขนดเป็น 7 รอบอีกด้วย และยังมีความเชื่อว่า พระปางนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ทางเมตตา ซึ่งเป็นการสอนทางอ้อม ให้เห็น
อานิสงส์หรือผลดีของความเมตตา เพราะแม้แต่พญานาค ยังขึ้นจากสระน้ำมาถวายอารักขาพระพุทธเจ้า ทั้งนี้ก็ด้วยพลานุภาพ แห่งพระมหากรุณาธิคุณ ของพระพุทธองค์ ซึ่งคนวันเสาร์ที่มักเป็นคนเจ้าทุกข์ หากฝึกให้มีเมตตาอยู่เสมอ ก็ช่วยบรรเทาทุกข์ให้คลายลงได้ สำหรับคาถาบูชาพระประจำวันนี้มีว่า “ภะ สัม สัม วิ สา เท ภะ ” สวด 10 จบตามกำลัง

การสวดคาถากี่จบๆ ตามกำลังวันนั้น เป็นการสวดตามจำนวนสัตว์ หรือเทพที่ถูกนำมาสร้างเป็นดาวนพเคราะห์นั้นๆ กล่าวคือ เมื่อพระอิศวรผู้เป็นใหญ่ได้สร้าง 12 นักษัตรแล้ว ก็ได้สร้างเทวดาขึ้นอีก 9 องค์เพื่อประจำดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ได้แก่

- พระอาทิตย์ สร้างขึ้นจากราชสีห์ 6 ตัว
- พระจันทร์ สร้างจากนางฟ้า 15 นาง
- พระอังคาร สร้างจากกระบือ(ควาย) 8 ตัว
- พระพุธ สร้างจากคชสาร 18 ตัว
- พระพฤหัสบดี สร้างจากฤาษี 19 ตน
- พระศุกร์ สร้างจากโค 21 ตัว
- และพระเสาร์ สร้างจากเสือ 10 ตัว
- พระราหู สร้างจากผีโขมด 13 หัว
- และพระเกตุ สร้างจากพญานาค 9 ตัว

ซึ่งจำนวนสัตว์ และเทพที่นำมาสร้างเป็นเทวดาประจำนพเคราะห์นี่เอง ที่เรียกว่า กำลังประจำวันนั้นๆ การกำหนดพระพุทธรูปประจำวันเกิดนี้ อ.เล็ก พลูโต ได้ให้ข้อคิดโดยสรุปว่า เป็นเคล็ดลับของคนโบราณ ที่ท่านบัญญัติไว้ เพื่อเป็นการสะเดาะห์เคราะห์ต่ออายุ เสริมดวงชะตา และยังเป็นอุบายธรรม ให้ผู้สักการะเข้าถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระปางนั้นๆ ในพระพุทธประวัติ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งก็เป็นการจัดตามลักษณะนิสัย และการดำเนินชีวิตของคนนั้นๆ ตามความเชื่อทาง

โหราศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ คงทำให้ท่านได้มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับพระพุทธรูปประจำวัน รวมทั้งช่วยให้ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างมีสติยิ่งขึ้น


ที่มา www.mcot.net (http://www.mcot.net)

vpo-14
05-02-2008, 05:55 PM
55+ดาวจันทร์ หมายถึง รูปร่าง หน้าตา ความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการ ผู้ที่เกิดวันนี้จึงมีอารมณ์อ่อนไหว ปรับตัวง่าย และไม่แข็งกระด้าง

:yociexpress06:จริงครับพี่แป้ง คนวันจันทร์รูปร่างหน้าตา ความรู้สึกนึกคิด ดีไปหมดแหละครับ55+

ส่วนคาถานั้น มีอีกคาถานึงครับ สำหรับคนเกิดวันจันทร์เหมือนกัน

คนเกิดวันจันทร์เท่าัน้นที่จะใช้คาถานี้ได้:yoyo_0092:

:yoyo_0134_1:คาถาห้ามฝน ห้ามน้ำ
"ภะ สัม สัม วิสา เท ภะ"

ร่วมอนุโมทนาบุญครับ

ตอนนี้ป้อก้อบูชาพระปางห้ามสมุทรอยู่เช่นกัน:yociexp20: