PDA

View Full Version : รู้จักใจคือกำไรชีวิต: พระอาจารย์มานพ อุปสโม


Paang
04-21-2008, 09:18 AM
http://img502.imageshack.us/img502/3329/48409591hm3.jpg



ใจและความรู้สึก อำนาจมหัศจรรย์ของมนุษย์..

เราทุกคนมีใจ มีความรู้สึก ในชีวิตประจำวันของเรา เราอยู่กับความรู้สึก ดำเนินชีวิตและทำภารกิจการงานด้วยความรู้สึกตลอด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีเราเป็นในโลกนี้นั้น มีได้เป็นได้ก็เพราะเรามีใจ มีความรู้สึก หากไม่มีใจ ไม่มีความรู้สึกแล้ว เราก็ไม่มีอะไรเลย

เรารู้สึกว่าเงินทองเป็นของเราก็เพราะเรามีความรู้สึก หากเราไม่มีความรู้สึก เงินทองกองอยู่เต็มบ้านเราก็ไม่รับรู้ ที่เรามองไปรอบๆแล้วเห็นคนเต็มไปหมดได้ก็เพราะว่าเรามีใจ หากเราไม่มีใจ ไม่มีความรู้สึก จะมีคนอยู่ตรงนั้นสักกี่พันคน ก็ไม่มีใครเลยสำหรับเรา

การมีนั้น จึงมีได้สองประการคือ หนึ่ง ‘มีสำหรับเรา’ และ สอง ‘มีอยู่จริง’ คำว่ามีสำหรับเรานั้น หากเราไม่มีความรู้สึก เช่นเรานอนหลับแม้จะมีคนนั่งอยู่ข้างๆ เราก็ไม่รู้ แต่เพราะเรามีความรู้สึก เราจึงรู้ว่า มีสิ่งนั้น มีสิ่งนี้ อยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนี้

วัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้ก็เช่นกันล้วนเกิดจากใจคนคิดทั้งนั้น

เพราะเหตุนี้จึงบอกว่า สรรพสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นก็เพราะใจ เนื่องจากใจทำหน้าที่คิด คิดให้เป็นอะไรๆเป็นไปอย่างนั้น อย่างนี้ ใจของคนเราทำได้ทุกอย่าง ใจทำให้เหล็กลอยไปในอากาศได้ ส่งยานอวกาศไปลอยอยู่บนดาว ไปโคจรรอบโลกได้ แต่ในขณะที่ใจทำให้เจริญให้เกิดขึ้นได้ ใจก็ทำความเสื่อมให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน

ใจของคนเรานี้ทำให้เราทุกข์ได้ ทำให้เราสุขได้ เพราะสุข ทุกข์เกิดจากใจ เกิดจากความคิดทั้งนั้น ไม่ได้เกิดที่อื่นไกล เรามีความสุขก็เพราะความคิด เรามีความทุกข์ก็เพราะความคิด คิดดีทำให้มีความสุข คิดไม่ดีย่อมทำให้มีความทุกข์ คำพูดนี้จริงไหม อยากรู้ต้องทดลองดู ลองคิดไม่ดี คิดเบียดเบียน ประทุษร้าย คิดกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนอยู่บ่อยๆ แล้วลองสังเกตตัวเราดูว่าเป็นอย่างไร มีความสุขหรือไม่

หลังจากนั้นให้ลองคิดอีกมุมหนึ่ง ลองคิดสงสาร คิดช่วยเหลือ คิดให้ผู้อื่นได้รับความสุข แล้วมองดูที่ตัวเราว่า ระหว่างการคิดดีๆกับใครคนหนึ่ง กับคิดไม่ดี แบบไหนที่ทำให้ใจเราเร่าร้อน และแบบไหนทำให้ใจเยือกเย็น นี่คือตัวอย่างของความสุขและความทุกข์ที่เกิดจากใจ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ทันที

เมื่อมีความทุกข์ ให้ลองไปอ่านใจของตัวเองดู แล้วจะพบว่าที่จริงแล้ว เราทุกข์ เราหงุดหงิด ไม่สบายใจ ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ก็เพราะใจของเรากำลังรู้สึกขัดเคือง ที่ว่าทุกข์เกิดขึ้นที่ใจ ก็เพราะว่าจริงๆแล้วความทุกข์เกิดจากความรู้สึกขัดใจนั่นเอง หากเราไม่รู้สึกขัดใจ ทุกข์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นในใจเราเลย

ดังนั้นใจและความรู้สึกของตัวเราเองจึงเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องทำความรู้จัก เพื่อให้เราสามารถดูใจเป็น สังเกตใจตัวเองได้ และมองเห็นเหตุเห็นผลว่า คิดอย่างไรใจของเราก็เยือกเย็น มีความสุข คิดอย่างไรใจของเราเร่าร้อน เป็นทุกข์ เมื่อทำได้ดังนี้ เราก็จะสามารถเปลี่ยนใจของเราได้ แล้วความสุขก็จะเกิดกับตัวเราได้ไม่ยากจนเกินไป

Paang
04-21-2008, 09:19 AM
ธรรมชาติของใจ..




<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD> เคยสังเกตไหมว่า ใจของเรา หากปล่อยให้ว่างเมื่อไร ใจจะต้องหาเรื่องมาคิดตลอดเวลา เช่น ใจมักจะคิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ คิดถึงสิ่งที่ขัดใจบ้าง คิดถึงสิ่งที่ชอบใจบ้าง หากคิดถึงสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกขัดใจ คิดถึงสิ่งที่เราเกลียด เราก็มักจะเกิดความรู้สึกขัดใจ ไม่สบายใจ ไม่หงุดหงิด รำคาญใจ แล้วใจก็เป็นทุกข์ และนอกจากจะทุกข์เพราะคิดถึงสิ่งที่เราเกลียดแล้ว การคิดถึงสิ่งที่เรารักก็สร้างทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ใจของเราได้เช่นกัน

คนที่มีความรัก เวลาคิดถึงคนที่เรารัก ก็มักจะกังวลใจไปต่างๆนานา ซึ่งมองเผินๆแล้วอาจจะคล้ายกับว่าเรากำลังมีความสุข แต่หากลองสังเกตเปรียบเทียบดูว่าใจของเราขณะที่ยังไม่รักใครเลยกับเริ่มรักใครเข้าบ้างแล้วนั้น แตกต่างกันหรือไม่ เราจะพบว่า ตอนที่ไม่รักใครเลยนั้น เราจะไม่ค่อยหงุดหงิด ไม่ค่อยโกรธ และไม่ค่อยร้อนใจ แต่เมื่อเริ่มรักใครสักคนเข้าแล้ว เราจะเริ่มกลายเป็นคนขี้น้อยใจ รู้สึกหงุดหงิด และเป็นกังวลได้ง่ายขึ้น เพราะนี่คือธรรมชาติของใจ เมื่อใจเข้าไปผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว สิ่งนั้นจะทำให้ใจหงุดหงิด กังวล หวั่นวิตก และหวาดระแวง กลัวสิ่งนั้นจะเป็นอะไรไป

หากเป็นคนก็กลัวเขาจะปันใจให้คนอื่น...

ตามธรรมชาติแล้ว เมื่อคิดถึงสิ่งที่เรารัก ใจย่อมพล่าน เร่าร้อน และเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า " คนเรามีสิ่งใดก็ย่อมกังวลใจเพราะสิ่งนั้น " ผู้ที่มีโคย่อมทุกข์เพราะโค มีข้าวเปลือกย่อมทุกข์เพราะข้าวเปลือก มีบุตรย่อมทุกข์เพราะบุตร มีภรรยาย่อมทุกข์เพราะภรรยา มีสามีย่อมทุกข์เพราะสามี คนเรามีสิ่งใด รักสิ่งใด ก็ย่อมเป็นทุกข์ ย่อมเป็นกังวลใจเพราะสิ่งนั้น ยิ่งมีมาก รักมาก ผูกพันกับสิ่งใดมากๆ ก็ยิ่งห่วงมาก กังวลมาก เป็นทุกข์มาก

นอกจากเป็นทุกข์เพราะคิดถึงสิ่งที่ชอบใจและขัดใจแล้ว แค่การคิดถึงก็ทำให้เราเป็นทุกข์ได้เช่นกัน เช่นเมื่อเราคิดถึงเรื่องดีๆที่กำลังจะจบลง กำลังจะผ่านพ้นไป เราก็มักจะเป็นทุกข์ใจเพราะความเสียดาย ส่วนเรื่องที่ไม่ดีนั้น แม้ว่าจะจบลงไปแล้ว ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เมื่อคิดถึงขึ้นมา ความรู้สึกขัดใจก็ยังเกิดขึ้นได้

สรปแล้ว ใจของคนเรานี้ ไม่ว่าคิดเรื่องรักหรือเรื่องเกลียด คิดเรื่องอดีตหรืออนาคต ก็จะเร่าร้อน เป็นทุกข์ทั้งนั้น หากเราไม่เลิกคิด ปล่อยให้เป็นเรื่องของอดีต เรื่องของอนาคต เรื่องของคนที่เรารักเราพอใจ และเรื่องของคนที่เราขัดเคืองใจมาเผาใจเราอยู่ตลอดเวลา เราก็จะเป็นทุกข์อยู่ตลอด ไม่มีวันได้พบกับความสงบสุขสักที

เพราะพระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่า มนุษย์ทั้งโลกมีปกติผูกพันอยู่กับเรื่องในอดีตและเรื่องในอนาคตตลอดเวลา วางอดีตวางอนาคตไม่ได้ เป็นเหตุให้มนุษย์ส่วนใหญ่มีจิตใจที่เร่าร้อน พระองค์จึงทรงเมตตาสงสาร และทรงแนะอุบายวิธีให้มนุษย์ได้พ้นจากความทุกข์ไว้ว่า หากผู้ใดเร่าร้อนใจมามากพอแล้ว ต้องการจะสัมผัสกับความสุขบ้าง ก็ให้พักผ่อนใจด้วยการ"พรากใจ"


พรากใจจากอะไร..
และพรากอย่างไร..

พระองค์ทรงสอนให้เราฝึกพรากใจออกจากเหตุการณ์ในอดีตและอนาคต พรากใจออกจากบุคคลที่เรารักและบุคคลที่เราชังด้วยการหยุดคิด เพราะการปล่อยให้ใจคิดอยู่ตลอดนั้นใจจะเหนื่อย เพราะถูกใช้งานอย่างหนักและไม่มีเวลาให้พักผ่อน เนื่องจากนอกจากคิดแล้ว ก็ยังต้องวิตกกังวล เป็นทุกข์เพราะเรื่องที่คิด บางครั้งคิดจบแล้ว อยากพักผ่อน แต่ก็นอนไม่หลับ เพราะใจยังไม่ยอมเลิกทำงาน

หากเราสามารถหยุดคิดให้ใจได้พักผ่อนเสียบ้าง ใจก็จะมีความสุขมากขึ้น..

แต่พระองค์ก็ไม่ได้ห้ามเราให้หยุดคิดเสียโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ตรัสให้เราฝึกพรากใจ หยุดคิดถึงอดีต ถึงอนาคตที่จะทำให้เรากังวลใจเสียบ้าง ด้วยการหางานใหม่ให้ใจของเราทำ เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้ว ใจของคนเรามีธรรมชาติที่จะต้องคิดอยู่ตลอดเวลา จะห้ามใจไม่ให้คิดเฉยๆนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่เราสามารถหางานใหม่ให้ใจของเราทำได้

และงานใหม่ที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำนั้นก็คือ ให้หยุดคิดถึงคนอื่น แล้วหันมาคิดถึงตัวเองแทน..
</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
04-21-2008, 09:20 AM
หัดคิดถึงตัวเอง..

<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD> เมื่อเราต้องการจะพรากใจของเราออกจากการคิดถึงคนอื่น ก็ต้องพาใจมาไว้ที่ตัวเรา เมื่อทำได้ดังนั้น เราก็สามารถหยุดคิดถึงคนอื่นได้ แต่การจะคิดถึงตัวเองได้นั้น ก็ต้องถามตัวเองก่อนว่า แล้วตัวเรานี้คืออะไร ต้องมาทำความรู้จักกับตัวเราเองก่อน

ตัวเรานั้นมีอยู่สองส่วน ก็คือ กาย กับ ใจ ดังนั้น การคิดถึงตัวเองก็คือการคิดถึงกายและคิดถึงความรู้สึกของเรานั่นเอง

การคิดถึงกาย ก็คือการตั้งใจเฝ้าสังเกตกายตามความเป็นจริงว่า กายกำลังทำอะไรอยู่ และอยู่ในอิริยาบทไหน เช่น กายนั่งอยู่ เราก็สังเกตกายนั่ง กายยืนอยู่ เราก็สังเกตกายยืน กายเดินอยู่ เราก็สังเกตกายเดิน กายนอนอยู่เราก็สังเกตกายนอน

ส่วนการคิดถึงความรู้สึก ก็คือการเฝ้าสังเกตความรู้สึกในใจของเราว่า ขณะนี้กำลังรู้สึกอย่างไร ดีใจอยู่ก็รู้ว่าดีใจ โกรธอยู่ก็รู้ว่าโกรธ น้อยใจก็รู้ว่าน้อยใจ ขัดใจก็รู้ว่าขัดใจ ฯลฯ รู้สึกอย่างไรก็สังเกตได้ เมื่อสังเกตได้ ใจก็จะอยู่กับตัวเอง เพราะไม่มีเวลาให้ใจไปคิดถึงคนอื่น ความกังวล หงุดหงิด รำคาญใจ จึงไม่มีโอกาสเกิดขึ้น..

เคยสังเกตไหมว่า เหตุที่เราโกรธ จริงๆแล้วก็เพราะเราคิดถึงเขานั่นเอง แต่เป็นการคิดถึงสิ่งที่ไม่ดี เช่นคิดถึงสิ่งที่เขาทำไม่ดีกับเรา คิดถึงการที่เขาไม่ทำดีต่อบุคคลที่เรารัก หรือคิดถึงการที่เขาทำดีต่อบุคคลที่เราเกลียด แล้วเราก็ไม่ชอบ ไม่พอใจ รู้สึกขัดใจ แล้วก็โกรธ..

ต่อไปนี้ หากเรารู้ตัวเมื่อไหร่ว่าใจของเรากำลังโกรธ ก็ให้ลองมองเข้าไปในใจ ในความรู้สึกของตัวเอง แล้วสังเกตว่าข้างในใจที่ขัดเคืองอยู่นั้น เราเห็นอะไรบ้าง เห็นความขัดเคืองใจ เห็นความมัวหมองใจ หรือเห็นอะไร เมื่อไหร่ที่เรามองเห็นใจตัวเองและเข้าไปตามสังเกตได้ทัน เราก็จะหยุดคิดถึงคนอื่นโดยปริยาย เพราะต้องการเบนความสนใจจากการคิดถึงคนอื่นมาสู่ตัวเอง และไม่มีโอกาสได้คิดถึงว่าใครทำไม่ดี ต่อเราและบุคคลที่เรารัก หรือทำดีต่อบุคคลที่เราเกลียดอีก

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความขัดใจก็จะไม่เกิดขึ้นอีก เราจึงสามารถหยุดความรู้สึกที่ไม่ดีๆทั้งหลาย และเรื่องก็จะจบลงไปได้ในที่สุด ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ติดตามสังเกตดูใจตัวเอง

ถามว่า..ความทุกข์ ความเสียใจ ความน้อยใจนั้นจะหายไปได้อย่างไร

ทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกอย่างนั้นก็เพราะเรากำลังคิดถึงคนอื่น เราจะทุกข์ใจ เสียใจ น้อยใจ ก็ต่อเมื่อเราคิดถึงคนอื่นว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้นอย่างนี้กับเรา หรือทำไมเขาไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้กับเรา ซึ่งเราจะหยุดความรู้สึกนั้นได้โดยมองเข้าไปในจิตใจของเราเอง เพื่อสังเกตความทุกข์ ความเสียใจที่กำลังเป็นอยู่ได้เมื่อไหร่ เราก็จะหยุดคิดถึงคนอื่นได้เมื่อนั้น เพราะจริงๆแล้ว ใจคนเรานั้นสามารถคิดถึงอะไรๆได้ทีละอย่างเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อใจกำลังสังเกตความทุกข์ ความเสียใจ ความน้อยใจอยู่ ใจก็ย่อมต้องหยุดคิดถึงคนอื่นที่ทำให้เราทุกข์ใจ เสียใจ น้อยใจ ไปโดยปริยาย และเมื่อหยุดคิดถึงเขาได้แล้ว เราจะทุกข์ใจ น้อยใจต่อไปไหม..ไม่ได้ เพราะเหตุนี้ อาการทุกข์ใจ เสียใจ จึงหายไป

มีใครบ้างตั้งแต่เกิดมาไม่ทุกข์ใจ ไม่เคยเสียใจ ไม่เคยโกรธ ไม่เคยหงุดหงิดเลย ไม่มีใช่ไหม คนเราย่อมเคยผ่านความทุกข์ใจ ความเสียใจ ความโกรธ ความหงุดหงิด มาแล้วทุกคน อาการทุกชนิดที่เกิดขึ้นกับใจเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ใด เกิดขึ้นเพราะเราไม่รู้จักใจของตัวเอง และปล่อยให้ใจเป็นทุกข์มานาน

เพราะฉะนั้น..ลองวิธีดับทุกข์และหาความสุขด้วยการมองดูใจของตัวเองกันดีกว่า แทนที่จะมองเขาก็ให้หันมามองที่ตัวเรา ไม่ว่าจะต้องพบเจอกับอะไร ขอเพียงแค่ตั้งรับที่ใจได้เป็นพอ สังเกตอาการของใจได้เมื่อไหร่ ใจก็มีความสุขเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ การเรียนรู้ใจของตัวเองคือการหาความสุข ซึ่งเป็นกำไรชีวิตที่มีค่าที่สุดที่จะให้แก่ตัวเองได้


</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
04-21-2008, 09:21 AM
จัดการใจด้วยการปฎิบัติธรรม..

<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD> เมื่อเรารู้แล้วว่าชีวิตของเรามีปัญหา และสิ่งที่สร้างปัญหาให้กับเราอย่างไม่หยุดหย่อนคือใจ เราจึงต้องมาปฎิบัติธรรม เพราะการปฎิบัติธรรมคือการเรียนรู้ทำความเข้าใจเรื่องของใจ ที่จะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการใจที่เจ้ากี้เจ้าการได้ และทำให้เราสามารถเป็นอยู่แบบสบายๆได้โดยไม่เป็นทุกข์เพราะใจ

การปฎิบัติธรรมกับเศรษฐกิจพอเพียง..

การปฎิบัติธรรมคือการเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของใจ เป็นการสอนเรื่องความพอเพียงให้กับใจ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการตามสนองใจกันตลอดชีวิต เพราะใจไม่รู้จักพอ..

การปฎิบัติธรรมคือการเรียนรู้ใจ เพื่อควบคุมใจให้รู้จักพอ รู้จักหยุด เมื่อเราเรียนรู้และเข้าใจการทำงานของใจแล้ว เราจะไม่เดือดร้อนเพราะใจอีก

ความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุดของใจมีเหตุปัจจัยมาจากการคิดถึงเรื่องใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ปัญหาจึงอยู่ที่การคิด ดังนั้นการจะแก้ปัญหาของใจให้ได้ เราต้องเข้าไปควบคุมตัวความคิดให้ได้ก่อน..

เพราะใจมีธรรมชาติที่ต้องคิดถึงเรื่องต่างๆอยู่ตลอด และทุกๆครั้งที่ความคิดเกิดขึ้นในใจ จะมีสองสิ่งเกิดขึ้นตามมาเสมอ นั่นก็คือ ความรู้สึกชอบและอยากไขว่คว้ามาเป็นของตัวเอง กับความรู้สึกไม่ชอบและอยากจะผลักไสออกไปให้พ้นจากตัวเอง..

ดังนั้น ใจจึงมีปกติเร่าร้อนอยู่กับสองความรู้สึกนี้ตลอดเวลา คือเร่าร้อนอยู่กับสิ่งที่ชอบบ้าง เร่าร้อนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบบ้าง ใจของมนุษย์จะเป็นอย่างนี้ มีชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวสองอย่างคือ กลัวว่าจะไม่ได้ในสิ่งที่อยากได้ และกลัวว่าจะได้ในสิ่งที่ไม่อยากได้ จนบ่อยครั้งว่าเราเหนื่อยและหนักใจเหลือเกินเพราะความกลัวนี้..

</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
04-21-2008, 09:22 AM
ควบคุมใจง่ายๆด้วยการดูใจ..


<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD> พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า การแก้ปัญหาที่เกิดจากใจนั้นจะต้องแก้ที่ใจ คือแก้ไปที่ตัวใจซึ่งกำลังคิด ด้วยการมองดูเข้าไปที่ใจซึ่งกำลังคิดอยู่นั่นเอง เมื่อใดมองเห็นใจที่กำลังคิดอยู่ข้างใน ใจก็จะหยุดคิดถึงสิ่งใหม่ๆ หยุดส่งความคิดออกไปข้างนอก ออกไปหาสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ เพราะไม่มีเวลาให้คิด เนื่องจากต้องหันกลับมามองใจที่กำลังคิด มองความรู้สึกชอบรู้สึกชังที่เกิดขึ้นในใจแทน..

เมื่อเราหยุดส่งใจไปข้างนอก หยุดคิดถึงสิ่งที่เราชอบและชังแล้ว เราก็จะหยุดชอบ หยุดชัง หยุดปรุงแต่ง และเห็นใจแล้วก็จะเริ่มวางเฉย ไม่ตกเป็นทาสของความต้องการของใจ และสามารถตอบสนองใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ตามที่จำเป็น อย่างพอเพียง หรือแม้กระทั่งยุติการตอบสนองใจไปเลยก็ได้..

การปฎิบัติธรรมจึงเป็นเรียนรู้เรื่องของใจจากใจ เพื่อสอนให้ใจได้หยุดพักจากการคิด ซึ่งนำไปสู่การไขว่คว้าให้ได้มากและการผลักไสออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่..

คำตอบก็คือ ต้องใช้กำลังของความไว เพราะใจนั้นคิดไวมาก เรายังไม่ทันรู้ตัว ใจก็คิดไปถึงไหนๆแล้ว หน้าที่ของเราคือต้องตามดูตรงนี้ให้ทัน ด้วยการสร้างความไว ความคล่องแคล่วให้กับตัวผู้ดูหรือตัวระลึก ซึ่งภาษาธรรมใช้คำว่า สติ และตัวรู้ ซึ่งเรียกว่า สัมปชัญญะ ซึ่งจะไปทำหน้าที่ตามดู ตามรู้ใจ..

หากสติสัมปชัญญะของเรายังคล่องแคล่วว่องไวไม่พอ เราก็จะยังตามดูใจไม่ทัน พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้สร้างความชำนาญและความคล่องแคล่วให้กับสติสัมปชัญญะด้วยการฝึกฝน เพราะสติสัมปชัญญะก็เหมือนกับความสามารถด้านอื่นๆของเรา ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีการฝึกฝน

เมื่อเราฝึกมองดูใจให้ทันได้แล้ว เราจะหยุดได้ทุกปัญหา แก้ไขได้หมดทุกเรื่อง เพราะปัญหาทุกอย่างในชีวิตนั้นเกิดขึ้นที่ใจ ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า การปฎิบัติธรรมนั้นไม่ใช่อื่นไกลเลย นอกจากการบริหารจัดการใจที่เจ้ากี้เจ้าการให้หยุดสร้างปัญหาด้วยการฝึกตัวระลึกและตัวรู้ หรือที่เรียกว่า สติสัมปชัญญะ ให้แคล่วคล่องว่องไวพอที่จะเข้าไปสังเกต ไปดูใจให้ทัน เพื่อกำจัดปัญหาที่เกิดจากใจ

หัวใจของการปฎิบัติธรรมก็คือต้องดูใจให้ทัน

การปฎิบัติธรรมจะได้ผลหรือไม่ได้ผลขึ้นอยู่กับว่า เราจะสามารถดูใจ ดูความรู้สึกของตัวเราเองได้ทันหรือไม่ หากดูไม่ทัน ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะไม่มีวันแก้ปัญหาได้ อย่างไรก็ต้องตกเป็นทาสของใจอยู่วันยังค่ำ และเป็นทุกข์ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากดูได้บ้างถือว่าได้ผลระดับหนึ่ง และหากดูได้ทั้งหมด ก็จะได้รับผลร้อยเปอร์เซนต์ อย่างพระอรหันต์ที่สามารถดูใจของท่านได้ร้อยเปอร์เซนต์ รู้เท่าทันทุกความรู้สึก
</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
04-21-2008, 09:23 AM
จะเริ่มฝึกสติอย่างไรดี


<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD> การฝึกสติสัมปชัญญะนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า ให้เราเริ่มจากการสังเกตร่างกายก่อน สังเกตทั้งกายนั่ง กายยืน กายเดิน กายนอน หากนั่งอยู่ก็ให้สำรวจตรวจดูกายและทำความรู้สึกตัวพร้อมในกายนั่ง ยืนอยู่ก็ให้สำรวจตรวจดูกายและทำความรู้สึกพร้อมว่ากายยืน เดิน นอน ก็เช่นกัน ยิ่งทำความรู้สึกตัวพร้อมในอิริยาบทต่างๆได้บ่อยเท่าไร สติสัมปชัญญะก็จะยิ่งเกิดบ่อยเท่านั้น และเมื่อสติสัมปชัญญะคล่องแคล่วว่องไวขึ้น เราก็จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้นกับส่วนต่างๆของร่างกายได้ละเอียดขึ้น

ลมหายใจ แบบฝึกหัดบทแรกของสติ..
ลมหายใจเป็นสิ่งที่มีคุณต่อชีวิตมนุษย์มหาศาล นอกจากมนุษย์จะขาดลมหายใจเข้าออกไม่ได้เพราะต้องการอากาศไปเลี้ยงร่างกายแล้ว ลมหายใจยังเป็นอุปกรณ์ที่หาง่าย และดีที่สุดต่อการปฎิบัติเพื่อพัฒนาสติสัมปชัญญะให้เพิ่มพูนอีกด้วย

เมื่อจะฝึกสติด้วยการสังเกตลมหายใจ ก่อนอื่นให้เริ่มด้วยการนั่งในท่าที่สบายๆ จะเป็นการขัดสมาธิหรือการนั่งเก้าอี้ก็ได้ แต่ขอให้พยายามตั้งตัวให้ตรง เพราะการตั้งตัวตรงจะช่วยให้ลมหายใจเข้าออกไม่ติดขัด และทำให้สามารถตามสังเกตลมหายใจเข้าออกได้ง่ายขึ้น..

เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วก็ให้ตามสังเกตดูลมหายใจเข้าออก เพียงแค่ให้รู้ว่าเมื่อไรหายใจเข้า เมื่อไรหายใจออก เท่านั้นก็พอ ไม่ต้องบังคับหรือกลั้นลมหายใจ ปล่อยการหายใจให้เป็นไปตามปกติ ตามธรรมชาติ แล้วค่อยสังเกตดูหายใจอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เริ่มหายใจเข้า จนเต็มปอด แล้วก็ตามดูลมหายใจออกจนหมด เพียรตามดู ตามสังเกตเฉยๆอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องพยายามบังคับการหายใจ

เมื่อรู้สึกว่าหายใจเข้าก็สบาย หายใจออกก็สบาย ก็รับรู้ต่อไปอย่างสบายๆ ไม่ต้องพยายามหรือบังคับว่าต้องตามทันตลอด หากตั้งใจแล้ว จะรู้บ้างหลุดบ้าง ก็ไม่เป็นไร เมื่อหลุดไปก็ได้ เพิ่มการสังเกตว่าใจหลุดไปแล้ว หลังจากนั้นก็กลับมาสังเกต ลมหายใจเข้าออกต่อ ระหว่างสังเกต ใจจะนิ่งหรือไม่นิ่งก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องบังคับให้นิ่ง ใจต้องการจะคิดถึงสิ่งอื่นบ้างก็ปล่อยใจไป เราเพียงแค่ตามสังเกตใจขณะกำลังคิดอยู่ และตามดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นให้ทันก็พอ

ฝึกตามดูความรู้สึกสลับไปกับลมหายใจเข้าออกไปเรื่อยๆ เมื่อความรู้สึกหมดไป ก็กลับมาสังเกตลมหายใจเข้าออกต่อ ลมหายใจยาวหรือสั้น หยาบหรือละเอียด ก็ตามดู ตามเห็น ตามรู้เท่าทัน เมื่อมีการสังเกตครั้งหนึ่ง สติสัมปชัญญะก็เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง หากเราสามารถสังเกตได้ทุกลมหายใจเข้าออก เราก็จะมีสติสัมปชัญญะทุกลมหายใจเข้าออก

เมื่อรู้สึกว่าได้นั่งสังเกตลมหายใจเข้าออกมาสักระยะแล้ว หากต้องการเปลี่ยนอิริยาบทบ้าง ก็ลองหัดเดินจงกรมต่อไป
</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
04-21-2008, 09:24 AM
เดินจงกรม..



<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD>
เดินจงกรม อุบายฝึกสติที่ดีที่สุด..

ที่ผ่านมาเวลาเราเดินกันในชีวิตประจำวัน เราเคยสังเกตไหมว่าเราเดินอย่างไร ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสังเกต สติสัมปชัญญะเลยไม่มีโอกาสได้เกิด ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงสร้างอุบายให้เราใช้การเดินให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสติสัมปชัญญะ ด้วยการให้เราหัดเดินกันใหม่ ให้เดินไปด้วยสังเกตไปด้วย

เริ่มจากสังเกตความรู้สึกหนักๆที่เท้า ว่าหนักเท่ากันทั้งสองข้างหรือไม่ หากข้างใดข้างหนึ่งหนักกว่า ก็ให้สังเกตเห็น แล้วก็ให้ทดลองทิ้งน้ำหนักให้เท่ากันทั้งสองข้าง ในขณะเดียวกันก็ให้ตามดูความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกที่เท้าไปเรื่อยๆ เมื่อทดลองทิ้งน้ำหนักไปที่เท้าข้างเดียว ก็สังเกตให้เห็นว่าความรู้สึกหนักทั้งสองข้างนั้นหายไปแล้ว หลังจากนั้นก็เตรียมตัวก้าว ด้วยการทดลองดูว่า ก้าวขนาดไหนรู้สึกอย่างไร ก้าวขนาดไหนจึงจะสบาย เพราะเมื่อสบายแล้ว การสังเกตจะง่ายขึ้น

ก่อนจะก้าวแต่ละก้าว ให้สังเกตเท้าที่กำลังก้าวก่อน แล้วจึงก้าว และเมื่อก้าวแล้ว ก็ให้ใส่ใจที่เท้านั้น อย่าปล่อยใจไปที่อื่น ให้สังเกตเท้านั้นไปเรื่อยๆ ระยะที่ฝึกใหม่ๆอาจจะเริ่มด้วยการสังเกตทีละเท้าก่อน เมื่อเท้าซ้ายจะก้าว ก็สังเกตที่เท้าซ้ายก่อนแล้วจึงก้าว ก้าวเสร็จก็สังเกตที่เท้าซ้ายต่อ สังเกตการเคลื่อนกายที่มีผลต่อเท้าซ้าย สังเกตว่าเท้าซ้ายรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกตึงอย่างไร สำรวจให้ชัดเจนว่าตึงส่วนไหน จนกระทั่งดีที่สุดแล้วจึงย้ายจิตไปที่เท้าขวาบ้าง ทำไปทำมา สลับไปมาอยู่อย่างนี้ แล้วจะพบว่ายิ่งขยันสังเกตสติสัมปชัญญะจะยิ่งเกิดมากขึ้น และเกิดเร็วขึ้นเรื่อยๆ

การก้าวเดินแต่ละครั้งหากสังเกตได้ สติสัมปชัญญะก็จะเกิดทุกครั้ง จะหลุดบ้าง ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ก็ไม่เป็นไร ทันเท่าไหนก็เท่านั้น ไม่ต้องคาดหวังอะไร สำคัญที่ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆฝึก ค่อยๆเคลื่อนกายไปช้าๆ เพราะยิ่งเคลื่อนช้าเท่าไร ก็จะยิ่งสังเกตได้ชัดเท่านั้น

การเดินจงกรมอย่างถูกวิธีนั้นจะให้ผลไว เพราะเป็นวิธีฝึกสติที่ทำได้นานๆโดยไม่เบื่อ หากรู้สึกเบื่อก็อย่าหยุดเดิน ให้ฝืนเดินต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะพบว่า ในที่สุดความเบื่อจะหายไปเอง เพราะสาเหตุของความเบื่อก็คือใจที่ยังไม่นิ่ง ยังปรุงแต่งอยู่เรื่อยๆ แต่เราจะสังเกตไม่ทัน การเพียรเดินไปเรื่อยๆ จะทำให้สติเพิ่มมากขึ้น จนใจเริ่มนิ่งขึ้น แล้วความเบื่อจะหายไปเอง

ความพากเพียรคือหนทางเดียวที่จะทำให้เราไปสู่จุดหมายปลายทางที่มุ่งหวังไว้ในที่สุด


อานิสงส์ของการเดินจงกรม


พระพุทธเจ้าแสดงอานิสงส์ของการเดินจงกรมไว้ว่า เป็นการฝึกความอดทนและเป็นการออกกำลัง ทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ยิ่งหากเดินหลังกินอาหารมาอิ่มๆ ด้วยแล้ว ก็จะทำให้อาหารย่อยง่ายและไม่ง่วงเหงาหาวนอนด้วย

ในบรรดาสมาธิที่เกิดในสี่อิริยาบทที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ได้แก่ สมาธิจากการนั่ง การนอน การยืน การเดินนั้น ไม่มีสมาธิใดสู้สมาธิจากการเดินได้ สมาธิจากการเดินเป็นสมาธิที่ยอดเยี่ยมและพิเศษที่สุด เพราะแม้กายจะเคลื่อนไหวตลอด แต่ใจก็เป็นสมาธิ สามารถตั้งมั่นอยู่ได้ สมาธิที่เกิดจากการเดินจึงเป็นสมาธิชนิดไม่ปักดิ่ง พร้อมสำหรับการมองดูใจ สังเกตใจ เป็นสมาธิที่พร้อมที่จะยกระดับจิตใจขึ้นสู่วิปัสสนาปัญญา

การเดินจงกรมที่ถูกวิธีจึงไม่ใช่เดินเพื่อให้ได้ระยะทาง หรือเดินเพื่อนับเที่ยวนับรอบ แต่เป็นการเดินเพื่ออาศัยกัปกิริยาของการเดินมาสังเกต เป็นการเดินเพื่อฝึกให้ใจอยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบัน หยุดคิดถึงเรื่องอดีต เรื่องอนาคต ยิ่งเราสามารถสังเกตปัจจุบันการเดินได้เท่าไร ใจของเราก็จะยิ่งหยุดดิ้นพล่านไปในอดีตและอนาคตมากเท่านั้น

เรื่องสำคัญของการปฎิบัติธรรมก็คือ เราต้องฝึกสังเกตให้มาก จะทำอะไร จะคิดอะไร ก็ให้สังเกตตลอด เพื่อฝึกสติสัมปชัญญะให้แคล่วคล่องว่องไว สามารถนำไปดูใจของเราได้ทันท่วงที
</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
04-21-2008, 09:25 AM
ว่างจากใจคือว่างจริง..


<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD> เวลาเรานอนหลับ เหตุที่เราไม่ได้ยินเสียงต่างๆ แม้หูจะยังอยู่ เสียงก็ยังมี และเสียงก็ยังมากระทบหูอยู่ ก็เป็นเพราะเวลาเรานอนหลับ ใจที่จะไปรู้สึกการกระทบทางหูนั้นไม่ทำงาน ความรู้สึกจึงไม่เกิดเสียงแม้มันจะมีอยู่จริง แต่ก็ไม่มีอยู่ในใจเรา กลายเป็นเสียงว่าง..

จริงๆแล้วในยามตื่นเราก็สามารถนำเรื่องนี้มาประยุกต์ใช้เพื่อฝึกปฎิบัติได้เช่นกัน ทุกครั้งที่ได้ยินเสียง ให้ถามตัวเองว่าเสียงที่เกิดขึ้นนั้น ดังขึ้นที่หูหรือดังที่ใจ หากเราสังเกตถูกต้องจะพบว่า ในที่สุดเสียงต้องดังที่ใจ และตามธรรมชาตินั้น เมื่อใจได้ยินเสียงแล้ว ก็มักจะปรุงแต่งว่าเสียงนั้นไพเราะหรือไม่ หากปรุงแต่งว่าไพเราะก็จะรู้สึกพอใจ หากปรุงแต่งว่าไม่ไพเราะก็จะรู้สึกขัดใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถามว่าเมื่อเสียงไปปรากฎที่ใจนั้น ความไพเราะมีอยู่จริงหรือไม่ ตอบว่า ไม่มี มีแต่ดังกับดับเท่านั้นที่ปรากฏให้ใจรู้สึก สิ่งอื่นๆนอกจากนั้นเกิดเพราะการปรุงแต่งทั้งหมด

การเห็นความจริงอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการสังเกตเท่านั้น หาไม่แล้วใจก็จะเพลินไปกับการปรุงแต่ง การคิดต่อเนื่องจนเกิดเป็นปัญหาเรื่องความชอบใจ ขัดใจตามมาในที่สุด..

ที่จริงแล้วสรรพสิ่งเกิดขึ้นแล้วดับไปทุกครั้ง แต่ที่เราไม่รู้และยังยึดติดอยู่นั้น ก็เพราะเราไม่ได้สังเกตใจ ซึ่งหากสังเกตแล้วจะพบว่า แม้แต่ใจของเราเองก็มีเกิดขึ้น แล้วก็มีดับไปหมดไปเช่นกัน

จุดมุ่งหมายของการฝึกปฎิบัติก็คือต้องการให้สติสัมปชัญญะไวจนสามารถสังเกตใจได้ทัน มีอะไรมากระทบก็รับรู้และใส่ใจตรงจุดได้อย่างทันท่วงที แล้วเห็นว่าทุกอย่างที่มาปรากฏที่ใจนั้นต้องดับไปจากใจ และกลายเป็นของว่าง เมื่อว่างแล้ว ชอบใจก็ไม่เกิด ขัดใจก็ไม่เกิด

ความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงต้องการให้เราเห็นก็มีเพียงเท่านี้คือเห็นว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นไปตามกฎ อนิจจัง แปลว่าไม่เที่ยง คือแปรเปลี่ยนไปสู่ความหมด ทุกขังแปลว่าทนอยู่ไม่ได้ และอนัตตาแปลว่าไม่มีตัวตน เพราะหมดไปจากใจแล้วกลายเป็นของว่าง หากเรามองทุกอย่างตามนี้ได้ เราก็สามารถยุติปัญหาทุกอย่างได้ แต่การจะสามารถมีปัญญารู้ธรรมถึงระดับนี้ได้ จำเป็นต้องผ่านการฝึกหัดสติสัมปชัญญะด้วยความพากเพียรพยายามมาก่อนเท่านั้น

แค่การปฎิบัติธรรมด้วยการนั่งหลับตาแล้วทำใจนิ่งๆนั้นอย่าคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหาอะไรได้ นอกจากได้ความนิ่ง ความเบา สบายใจ เฉพาะขณะที่นั่งอยู่นั้น ลืมตาขึ้นมาเมื่อไรก็ต้องกลับไปวุ่นวายเหมือนเดิม ความสงบสบายถาวรนั้นก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเราตามดูใจไม่ทันและไม่เห็นสรรพสิ่งว่างไปจากใจ

หากอุปมาใจเหมือนกับอาคารหลังหนึ่ง หน้าที่ของเราก็คือเป็นยามเฝ้าอาคาร คอยเฝ้าดูรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ที่จะเข้าไปในอาคารว่าใครจะเข้ามาเมื่อไร และเข้าไปทำอะไร และเมื่อเสร็จธุระแล้ว ก็เฝ้าดูผู้มาเยือนเหล่านั้นเดินออกจากอาคารแล้วจากไป ทิ้งให้อาคารว่างจากผู้คน

สติสัมปชัญญะที่เราใช้ในการเฝ้าดู เฝ้าสังเกตใจ จึงทำหน้าที่เหมือนยามนั่นเอง หากยามทำหน้าที่ไม่ดี เช่น ปิดหูปิดตา ไม่ยอมใส่ใจรับรู้ดูแลความเป็นไปของอาคาร หรือมัวแต่เพลินกับการมองตามผู้มาเยือนไปถึงไหนๆ จนถึงขนาดหลงเดินตามออกไปถึงนอกอาคารแล้วยังไม่รู้ตัว ปัญหาย่อมเกิดตามมาแน่ๆ

</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
04-21-2008, 09:27 AM
การรับรู้ 3 ระดับ..


<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD> การรับรู้ 3 ระดับสู่วิปัสสนาปัญญา..

หากเราสามารถตามสังเกตการรับรู้ของใจของเราได้เท่าทันทุกขั้นตอนโดยละเอียดแล้ว เราจะเห็นว่าการรับรู้นั้นเกิดขึ้นซ้อนๆกันอยู่หลายระดับ ซึ่งแต่ละระดับเกิดขึ้นได้ไวมาก

การรับรู้ที่เกิดขึ้นในระดับแรกคือ การรับรู้ด้วยใจอย่างที่รับรู้กันอยู่ตามปกติ ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีสิ่งมากระทบ เช่นมีรูปมากระทบตา มีเสียงมากระทบหู มีกลิ่นมากระทบจมูก มีรสมากระทบลิ้น มีสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง มากระทบกาย ใจรับรู้สิ่งกระทบเหล่านี้โดยอัตโนมัติด้วยตัวเอง เราไม่ต้องสั่งให้ใจรับรู้ ใจก็สามารถรับรู้ได้เอง เพราะเป็นสิ่งที่ใจทำจนเคยชิน

หากมีสิ่งกระทบเข้ามาพร้อมๆกันหลายๆทาง ใจของเราจะรับรู้ได้ทีละทางเท่านั้น ไม่สามารถรับรู้ได้พร้อมๆกันหลายๆทางเช่น ขณะที่เรากำลังจ้องดูอะไรสักอย่าง เมื่อเสียงดังขึ้น ใจก็ย่อมทิ้งรูปที่เห็นทางตาไปรับรู้เสียงที่ได้ยินทางหูแทนเสมอ แม้เราจะไม่ได้ตั้งใจจะสนใจเสียงนั้น แต่ใจก็จะเข้าไปรับรู้เองโดยสัญชาตญาณ เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ เพราะนั่นคือความชำนาญของใจ ไม่ว่าเราจะห้ามใจอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่ ใจวิ่งไปรับรู้เสียแล้ว และเมื่อมีกลิ่นโชยมาอีก ใจก็ย่อมทิ้งทั้งเสียงทั้งรูป ไปหากลิ่นที่เข้ามาใหม่อีก ใจจะวิ่งไปรับรู้สิ่งกระทบเหล่านี้เองโดยอัตโนมัติ..

ระดับที่สองคือ การรับรู้ด้วยสัญญา การรับรู้ระดับนี้ต่างจากระดับแรกตรงที่ ในระดับแรกนั้น การหมายรู้ว่าสิ่งนั้นๆเป็นอะไรจะยังไปปรากฎแก่ใจ แต่ต้องอาศัยสัญญาหรือความจำเข้ามารับรู้ต่อในระดับที่สองนี้ การหมายรู้ว่าสิ่งที่มากระทบนั้นเป็นอะไรจึงจะปรากฏ เพราะการหมายรู้ว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้คืออะไรนั้นไม่ใช่เรื่องของใจ แต่เป็นเรื่องของสัญญา สัญญาคือตัวบ่งบอกว่านี่คือดอกไม้ นั่นคือโต๊ะ นี่เรียกว่าตำรับตำรา เธอคือผู้หญิง เขาคือผู้ชาย คนนี้ชื่อนั้น คนนั้นชื่อนี้ และนี่คือตัวเรา ความสามารถในการจำแนกชื่อของสิ่งต่างๆตามสมมติบัญญัติคือเรื่องของสัญญา

ส่วนระดับสุดท้าย คือการรับรู้ที่พิเศษกว่าสองประเภทแรก คนทั่วไปที่ไม่เคยฝึกสังเกตการทำงานของใจจะไม่มีโอกาสสัมผัสการรับรู้ในระดับนี้เลย เพราะการรับรู้ในระดับนี้จะใช้แค่ใจใช้แค่สัญญารับรู้ไม่ได้ แต่ต้องอาศัยปัญญาในการรับรู้ รับรู้อะไรก็รับรู้ความจริงของสรรพสิ่งที่มากระทบใจ ว่าเมื่อมากระทบ มาให้ใจรับรู้แล้วก็ย่อมดับไป หมดไปจากใจ หรือเมื่อมีสิ่งกระทบใหม่มาให้ใจรับรู้ ใจก็ย่อมทิ้งสิ่งกระทบเก่า ไปรับรู้สิ่งกระทบใหม่แทน การรับรู้ความจริงเช่นนี้เรียกว่า การรับรู้ด้วยปัญญา

ปัญญาที่ทำหน้ารับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงนี้ เรียกกันในภาษาธรรมว่า วิปัสสนาปัญญา แปลว่าการรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีแรงสนับสนุนของสติและสัมปชัญญะเท่านั้น หากไม่มีสติสัมปชัญญะเป็นผู้สนับสนุนแล้ว วิปัสสนาปัญญาก็จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
04-21-2008, 09:28 AM
ฝึกดูใจ..ไม่ใช่การฝึกใจ..

<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD> วิปัสสนาปัญญา เรียกในภาษาธรรมว่าวิปัสสนากรรมฐาน มิได้มีจุดมุ่งหมายว่าทำให้ใจสงบตั้งมั่น ไม่ใช่การนั่งนิ่งๆเพื่อทำจิตใจให้สงบแต่ต้องการนั่งนิ่งๆเพื่อเฝ้าติดตามดูความรู้สึกต่างๆให้ทัน..

การฝึกใจให้สงบ ตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ด้วยการบังคับใจให้รับรู้เพียงอารมณ์เดียว ไม่รับรู้อย่างอื่นนั้น เรียกว่า สมถกรรมฐาน เป็นอีกแนวทางหนึ่งของการปฎิบัติกรรมฐานซึ่งมีจุดมุ่งหมายคือฌานสมาบัติและอภิญญาจิต หรือสมาธิขั้นแน่วแน่ และความสามารถพิเศษของจิตในการรับรู้ เช่น การมีหูทิพย์ ตาทิพย์ การอ่านใจคนอื่น หรือการมีอิทธิฤทธิ์เป็นต้น ซึ่งความสามารถเหล่านี้ แม้จะฟังดูพิเศษ แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงให้ความสำคัญหรือให้ความสนใจ เพราะเป็นความสามารถที่ไม่อาจพาใจให้เข้าถึงความหลุดพ้นจากกิเลสและการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏได้..

สมถกรรมฐานจึงไม่ใช่คำสอนหลักของพระพุทธเจ้า แต่เป็นหลักคำสอนของครูบาอาจารย์ต่างๆ เช่นนักพรต ดาบส ฤาษี ชีไพร ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ซึ่งวิชาเหล่านั้นพระพุทธเจ้าทรงศึกษามาจนจบหลักสูตรแล้วจากสองอาจารย์คือ ท่านอาฬารดาบส และ ท่านอุทกดาบส สมถกรรมฐานนั้นพาพระองค์ไปได้สูงสุดแค่อรูปฌาน แต่ยังไม่ถึงทางหลุดพ้น..

พระองค์จึงทรงหาทางหลุดพ้นด้วยตัวเองโดยยึดหลัก มัชฌิมาปฏิปทา ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานซึ่งจะนำไปสู่การหลุดพ้นแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้

อีกสาเหตุคือ สมถกรรมฐานนั้นต้องอาศัยการปลีกตัวออกจากสังคม หมู่คณะ และไปอยู่ลำพังในสถานที่วิเวกอันสงบเงียบเท่านั้น ผู้ที่ยังมีภารกิจ ยังมีงาน มีครอบครัว จึงมีสภาวะจิตที่ไม่พร้อมสำหรับการเจริญฌาน..เหล่านั้น

การเจริญวิปัสสนากรรมฐานจึงเหมาะสำหรับคนที่มีสถานภาพอย่างพวกเรา เพราะวิปัสสนากรรมฐานไม่ได้มุ่งเน้นให้ใจนิ่ง แต่ฝึกการระลึกและการกระทำความรู้สึกให้แคล่วคล่องว่องไว เพื่อใช้ตามดูใจ ให้รู้เท่าทันความจริง จนสามารถนิ่งเฉยต่อสิ่งกระทบได้..

ความนิ่งจากการรับรู้เท่าทันแตกต่างจากความนิ่งจากสมาธิ ความนิ่งจากสมาธิคือนิ่งเพราะใจไม่ยอมรับรู้โลกภายนอก จึงแสดงออกถึงความนิ่งเฉย แต่การนิ่งจากการวิปัสสนานั้นเกิดขึ้นได้ทั้งๆที่ใจยังคงรับรู้สิ่งต่างๆตามปกติเหมือนคนทั่วไป แต่เพราะสามารถรับรู้อย่างเท่าทัน ความตื่นเต้นไปตามความรู้สึกต่างๆหมดไป เกิดเป็นความนิ่งเฉยขึ้นมาแทน อุปมาเหมือนการดูหนังดูละคร หากเป็นเรื่องที่เคยดูมาแล้ว เราย่อมทราบดีว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรและจะจบลงอย่างไร จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจไปตามสิ่งที่เห็นอีก..

ดังนั้น..การฝึกใจ..กับการฝึกดูใจนั้นแตกต่างกัน..

ฝึกใจคือ ฝึกให้ใจรับรู้ ให้ใจรู้สึก เฉพาะเรื่องที่เราอยากให้รู้ เพื่อให้เกิดความนิ่ง ความตั้งมั่น เป็นสมาธิ ส่วนการฝึกดูใจคือ การฝึกสังเกต ตามดู ตามรู้ใจที่ทำหน้าที่รับรู้และทำหน้าที่รู้สึกให้ทัน ซึ่งการฝึกสังเกตใจนั้น ฝึกใหม่ๆอาจจะพบว่าใจของเราพล่าน นั่นเป็นเพราะเราไปบังคับใจ ไม่ปล่อยให้ใจรับรู้โดยอิสระ ใจจึงมีปฎิกิริยาโต้ตอบโดยการพล่าน การกระสับกระส่าย..

ผู้ที่เริ่มฝึกใหม่ๆอาจจะสับสน ระหว่างฝึกใจกับฝึกดูใจ เช่นการฝึกดูลมหายใจเข้าออก ก็บังคับให้ใจกลับมาดูเฉพาะลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เมื่อใจหลุดไปคิดเรื่องอื่น ก็บังคับให้ใจกลับมาดูที่ลมหายใจอีก โดยไม่ยอมให้ใจไปรับรู้เรื่องอื่นเลย หากฝึกวิธีนี้ ไปได้สักครึ่งชั่วโมงใจเราจะเริ่มเหนื่อย พล่าน ดิ้นรน จากการถูกบังคับ เนื่องจากไปฝืนธรรมชาติของใจนั่นเอง..

แต่หากเราตามดูลมหายใจเข้าออกแบบไม่บังคับ ใจจะคิดอะไรก็ปล่อยให้ใจคิดไป หน้าที่ของเราก็คือตามดู ตามสังเกตใจไปเรื่อยๆเท่านั้น เราจะเห็นว่าใจนั้นบังคับไม่ได้ เพราะมีธรรมชาติต้องรับรู้เรื่องใหม่ตลอดเวลา เราก็จะสามารถฝึกไปได้อย่างสบายๆ โดยที่ใจไม่พล่าน..</TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
04-21-2008, 09:29 AM
หน้าที่ของเราคือการตามรู้...

<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD>ใจของเรานี้ไม่เที่ยงแท้ เปลี่ยนอยู่ตลอด เดี๋ยวก็คิดถึงคนนั้น แล้วก็เปลี่ยนไปคิดถึงคนนี้ คิดเรื่องนี้อยู่เดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนไปคิดเรื่องใหม่แล้ว คิดว่าจะไปทำอย่างนี้ ไม่ทันไรก็คิดใหม่ว่าจะไปทำอย่างอื่นอีกแล้ว เมื่อสังเกต เราจะเข้าใจและเห็นจริงว่าความคิดของเรานั้นเปลี่ยนอยู่ตลอด แล้วเราก็จะเยือกเย็นขึ้น ไม่วิ่งเต้นตามใจตัวเองมากเกินไป แต่หากเรามองไม่เห็นและไม่รู้ความจริงนี้ เราก็มักจะไปเกาะติดอยู่กับเรื่องต่างๆตามที่ใจคิดเมื่อใจของเราเปลี่ยนมากๆเข้า เราก็จะรู้สึกเร่าร้อนและเหนื่อย..

สาระสำคัญและประโยชน์ของการปฎิบัติธรรมอยู่ตรงที่เราจะสามารถมองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของใจ เห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เห็นการหมดไปของสิ่งมากระทบ เห็นการดับไปของความคิด และหน้าที่ของเราก็คือตามรับรู้ความเปลี่ยนแปลงไปของใจ ไม่ใช่ไปรับสิ่งที่ใจคิดมาคิดปรุงแต่งต่อ..

ผู้ที่ไม่เคยเฝ้าตามดูใจอาจจะเถียงว่าใจสามารถคิดถึงเรื่องเดียวนานๆได้ เพราะเคยมีประสบการณ์กับบางเรื่องที่ลืมไม่ลง เฝ้าคิดถึงแล้วคิดถึงอีก ก็เลยเข้าใจว่า นั่นเรียกว่าการคิดเรื่องเดียว แต่จริงๆแล้วนั่นเป็นการเข้าใจผิด ที่เกิดเพราะไม่ได้ตามสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงของใจให้ละเอียดพอ หากตามดูใจโดยละเอียดแล้วเราจะเห็นเลยว่า แม้ใจจะคิดถึงสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา แต่ใจจะเปลี่ยนวิธีคิดไปเรื่อยๆ คือคิดถึงในมุมนั้น มุมนี้ เมื่อคิดจบแล้วก็เปลี่ยนมุมคิดใหม่ คิดจบอีกก็เปลี่ยนอีก เป็นอย่างนี้ตลอด เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า การคิดนั้นเราไม่ต้องฝึกแล้ว เพราะเป็นความสามารถพิเศษที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติของใจ เป็นเรื่องที่ใจทำได้ดีอยู่แล้ว แต่การเฝ้ามองใจคิดต่างหากที่จะต้องฝึก..

ดังนั้น แม้ว่าการปฎิบัติใดๆไปแล้วใจจะฟุ้งก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล ขอเพียงแค่รู้ทันว่าใจกำลังฟุ้ง แล้วให้หาประโยชน์จากความฟุ้งด้วยการทำหน้าที่ตามดู ตามรู้ใจต่อไป ใจจะฟุ้ง จะหงุดหงิด จะรำคาญ จะพล่านก็ให้ตามดู ในที่สุดความว่องไวของสติสัมปชัญญะจะเกิด ไม่ว่าใจจะฟุ้ง จะหงุดหงิด จะรำคาญ หรือจะสงบ ก็มีประโยชน์ทั้งนั้นสำหรับการวิปัสสนา..

สิ่งสำคัญอยู่ที่เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากใจได้แค่ไหนเท่านั้น หากเรามัวแต่เกลียดความฟุ้งและชอบความสงบ เมื่อใจฟุ้งเราก็รู้สึกขัดใจ จนลืมหาประโยชน์จากความฟุ้งที่เกิดขึ้น หากเป็นเช่นนี้เราก็จะเสียหาย เพราะไม่มีโอกาสได้รู้ได้เห็นความรู้สึกต่างๆตามความเป็นจริง เนื่องจากมัวแต่อยากได้มาซึ่งความสงบ จนลืมเก็บเกี่ยวประโยชน์จากความฟุ้ง ลืมใช้ความฟุ้งเป็นอุปกรณ์ในการศึกษาตัวเอง อย่างนี้น่าเสียดาย

ผู้ปฎิบัติวิปัสสนานั้นต้องมองเห็นคุณค่าของทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับใจให้เท่ากันให้ได้ ไม่ว่าจะฟุ้งหรือสงบก็มีคุณค่าเท่ากัน หากอารมณ์นั้นสามารถทำให้เกิดสติสัมปชัญญะ เกิดปัญญามองเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้..

ขอบคุณหนังสือ รู้จักใจคือกำไรชีวิต: พระอาจารย์มานพ อุปสโม
ฐิติขวัญ เหลี่ยมวัฒนา : เรียบเรียง
ขอบคุณสำนักพิมพ์อมรินทร์ ที่พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน</TD></TR></TBODY></TABLE>

ดุสิตา
04-26-2008, 11:47 PM
สมแล้วที่ Paang กับคำว่า กัลยาณมิตร
ดีใจจัง

แต่อ่านข้อความของ Paang แล้วเจอ Facehot ตลอดเลย สงสัยจะคอเดียวกัน

ดีใจที่ได้เจอ Paang และ Facehot

ข้าวใจ
05-14-2008, 05:59 PM
อนุโมทนาค่ะ

facehot
05-14-2008, 06:55 PM
สมแล้วที่ Paang กับคำว่า กัลยาณมิตร
ดีใจจัง

แต่อ่านข้อความของ Paang แล้วเจอ Facehot ตลอดเลย สงสัยจะคอเดียวกัน

ดีใจที่ได้เจอ Paang และ Facehot


อะจ๊าก แนวเดียวกัน แต่คนล่ะคอนะ 55+ ผมเป็นน้องรักของพี่แป้ง จาพยายามตามประจบไปตลอดล่ะครับ
อืมหืม ..ขอบคุณนะครับที่กล่าวนาม ของผมด้วย ขอบคุณมากมายครับ ขอให้ความดีคุ้มครองนะครับผม..

*8q*
06-22-2008, 06:45 PM
อนุโมทนาครับ
อาจารย์มานพเคยมาหาที่บ้านครับเอาหนังสือธรรมและซีดีมาให้ เพราะวัดท่านเลยบ้านไป40ก่ากิโล