PDA

View Full Version : ข้อควรปฏิบัติก่อนปฏิบัติฝึกสมาธิ


malila
08-21-2005, 02:05 PM
ข้อควรปฏิบัติก่อนปฏิบัติฝึกสมาธิ

ข้อความต่อไปนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ท่าน ต้องจำและปฏิบัติในระหว่างการปฏิบัติเดินสู่ทางสงบ และจะชนะกิเลสเบื้องต้นด้วยความเพียร และความอดทน

1) ต้องนอนให้เพียงพอ คือร่างกายต้องได้รับการพักผ่อนพอสมควร แต่ไม่นอนมากเกินไป เมื่อตื่นแล้ว ไม่ควรนอนต่ออีกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรนอนกลางวัน เพราะการนอนมากจะทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มง่วงเหงาหาวนอนอยู่ตลอด ไม่มีเรี่ยวแรง

2) พยายามหาโอกาส อาบน้ำ หรือ เช็คตัวชำระร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสะอาด จะช่วยเสริมให้จิตใจสดชื่น

3) หาเครื่องแต่งตัวและสถานที่ที่เหมาะสม ถ้าเป็นไปได้ควรหาเครื่องแต่งกายสีขาวที่ไม่คับแคบไว้ใส่ในระหว่างปฏิบัติจิต เพื่อให้หายใจสะดวก เลือดลมเดินหมุนเวียนได้คล่องและหาสถานที่ที่เหมาะสมแก่การฝึกจิต คือเรียบง่าย เงียบ อากาศถ่ายเทสะดวก ร่มเย็นพอสมควร

สองประการนี้ เป็นการช่วยสนับสนุน ให้จิตใจสะอาดสบายตา สงบได้สมาธิเร็ว

4) ข้อควรระวังเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร

4.1 หลังจากรับประทานอาหาร แล้วต้องรอให้ผ่านพ้นไปครึ่งชั่วโมง เป็นอย่างน้อยจึงจะนั่งสมาธิได้
มิฉะนั้นแล้วจะทำให้ท่านเป็นโรคกระเพาะอาหาร เพราะหลังจากรับประทานอาหารแล้ว เลือดจะนำธาตุไฟมารวมกลุ่มที่กระเพาะอาหาร มากขึ้นเพื่อย่อยอาหาร ในเวลาเดียวกัน ถ้าเราเข้านั่งฝึกสมาธิ เลือดจะถูกดึงขึ้นเลี้ยงสมองมากขึ้นทันทีที่เราใช้ความคิด จึงทำให้ทั้งกระเพาะอาหารขาดธาตุไฟย่อยอาหาร จะทำให้อาหารไม่ย่อยหรือย่อยได้ไม่ดี จึงเป็นโรคกระเพาะได้ง่าย ขณะเดียวกัน สมองก็ขาดเลือดมาหล่อเลี้ยง จึงเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน นั่งไม่ได้สติ จิตไม่สงบ

4.2 ควรที่จะมีเวลา รับประทาน อาหารที่แน่นอน และรับประทานอาหารพอสมควร
บางท่านรับประทานอาหารเดี๋ยว 3 มื้อ เดี๋ยว 2 มื้อ เดี๋ยว 1 มื้อ จะเป็นโรคกระเพาะอาหารได้ง่าย ควรที่จะรับประทานเป็นที่แน่นอนว่า จะรับประทานวันละกี่มื้อและควรจะต้องรับประทานให้ตรงตามเวลาทุกวันด้วย โดยเฉพาะสมณเพศแล้วป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารมาก อาการหนักถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตได้

เพราะว่า " เมื่อถึงเวลารับประทานอาหาร อวัยวะภายในก็จะทำการส่งน้ำย่อย น้ำดี และกรดในกระเพาะอาหารก็จะรวมตัวกันเพื่อย่อยอาหาร ถ้าไม่มีอาหาร น้ำย่อยน้ำกรดเหล่านั้น ก็จะย่อยเนื้อหนังของกระเพาะอาหารและลำไส้ถึงขั้นทะลุได้ อนึ่ง ควรที่จะรับประทานอาหารพอเหมาะ เพื่อให้ร่างกายโปร่งสบายเพราะถ้ามากไป ก็จะทำให้แนอึดอัด ง่วงนอน น้อยไปก็ทำให้หิวง่ายจิตใจฟุ้งซ่าน

4.3 สำหรับท่านที่มุ่งหวังโลกุตระควรที่จะงดเว้นหรือหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท

ควรงดเว้นอาหารรสจัดทั้งหลาย ที่จะกระตุ้นกามตัณหา จำพวกพริก ผักกุยช่าน และดอก (ไม้กวาด) กระเทียม หัวหอม และรับประทานอาหารประเภทเนื้อให้น้อยลง แต่ก็ควรจะรับประทานอาหารโปรตีนพวกถั่ว ถั่วเหลืองเพิ่มเติม ถ้าเป็นไปได้ ควรรับประทานอาหารมังสวิรัติก็จะดี

4.4 ควรงดเว้นสิ่งเสพติดและมึนเมา ตั้งแต่ยาเสพติดทั้งหลายจนเหล้า บุหรี่หมากพลู ยานัดถุ์ ตลอดจนชา กาแฟที่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่า ขาดเสียมิได้เมื่อนึกอยากขึ้นมา เพราะจะทำให้เกิดความหงุดหงิดอารมณ์เสีย

5) ขอให้ท่านดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนเวลาปฏิบัติจิตและหลังออกจากสมาธิอีก 1 แก้ว เพื่อเสริมให้ร่างกายสดชื่น น้ำนั้นควรที่จะเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำสะอาดที่ไม่มีความเย็นด้วย เช่น ไม่ควรแช่เย็น หรือ ใส่น้ำแข็ง

6) รักษาความสนใจไว้ให้ดีด้วยการปฏิบัติจิตให้สม่ำเสมอทุกๆวัน และเป็นเวลาเดียวกันได้ยิ่งดี ต้องไม่มีการนัดกับใครทั้งก่อนและหลังเวลาที่จะฝึกปฏิบัติจิต เพราะจะทำให้เราเกิดความกังวล

7) ถ้าจิตรีบเร่ง " อยาก " ได้แล้วท่านจะไม่ได้ เพราะตัว " อยาก " คือกิเลสที่ทำให้ประสาทตื่นเต้นเครียด เป็นการบีบรัดให้ประสาท มึนชา ไม่ทำงานอย่างที่เราหวังได้

ขอให้ท่านวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติ ด้วยการประคองความเพียรไม่ให้หย่อนเกินไป และไม่ตึงเกินไป เดินไปเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไปด้วยความอดทนไม่ท้อแท้

ถ้านั่งแล้วรู้สึกเวียนหัว ด้วยสาเหตุใดก็ตาม มีอาการปวดเสียวหัวใจ หายใจเหนื่อย ปลายมือปลายเท้า เย็น ซีด มีเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมานั้น คงจะมีเหตุจากการที่เลือดขึ้นไปหล่อเลี้ยงสมองน้อย อาจจะเป็นเหตุให้เป็นลมหมดสติได้

ท่านไม่ต้องตกใจ ขอให้ค่อยๆถอนออกจากการฝึกสมาธิแล้วนอนราบกับพื้นทำใจให้สบาย ปล่อยให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงสมองสักครู่ นอนนานประมาณ 5 นาที ร่างกายก็จะหายเป็นปรกติ

8) วิธีการถอนออกจากการปฏิบัติจิตทุกครั้ง

ขอให้ค่อยๆ คลายออกจากสมาธิ ด้วยการหายใจตามปรกติช้าๆ 10 ครั้ง แล้วถอนหายใจลึกๆ ช้าๆ ตามแบบการฝึกลมปราณสัก 10 ครั้ง ให้โล่งอก และตื่นจากภวังค์แล้วค่อยๆขยับร่างกายให้เคลื่อนไหวเล็กน้อย ถอนฝ่ามือที่ซ้อนกันอยู่นั้นออกแล้วมาวางบนหัวเข่า ลืมตาขึ้นเล็กน้อย มองลาดต่ำใกล้ตัวใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างคลึง เบาๆ ช้าๆ ที่ตาสักครู่แล้วจึงลืมตาขึ้นเต็มที่ และถูฝ่ามืออีกครั้งจนร้อนแล้วนวดคลึงตั้งแต่ขมับ ท้ายทอยลงมาต้นคอ ไหล่ แขน หน้าอก หน้าท้อง เอว หลัง ต้นขา แล้วจึงค่อยๆยืดขาออกกระดิกปลายเท้าให้ยืดออกพักหนึ่งจนรู้สึกหายจากอาการชาแข็งกระด้าง

ปรับเช่นนี้ จนจิตใจและร่างกายคืนสู่สภาพปรกติ รับรู้สิ่งแวดล้อมเต็มที่แล้วจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง

แม้จะมีคนรีบด่วนมาเรียก ก็ขอให้ท่านใจเย็นๆ ค่อยๆ ขานรับ ค่อยๆ คลายออกจากสมาธิเพื่อให้พ้นจากการสะดุ้งหวาดกลัว อันเป็นเหตุให้สะเทือนกายทิพย์

เมื่อถอนออกจากการปฏิบัติสมาธิแล้ว ไม่ให้รีบถอดเสื้อผึ่งลมหรือรีบไปล้างหน้าอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัด เพราะขณะที่นั่งฝึกสมาธิจนจิตสงบธาตุทั้ง 4 เสมออยู่นั้น ต่อมเหงื่อและรูขุมขนทั่วร่างกายจะเปิดกว้างกว่าปรกติเพื่อขับเหงื่อ เมื่อออกจากสมาธิแล้ว เช็คเหงื่อให้แห้งและรอจนกว่า ร่างกาย ปรับอุณหภูมิให้เสมอกับอากาศแวดล้อมก่อน จึงควรจะไปล้างหน้าอาบน้ำได้

9) เดินจงกรมหลังจากฝึกปฏิบัติสมาธิแล้วทุกครั้ง ขอให้ท่านเดินจงกรมอย่างน้อย 15 นาที เพื่อเป็นการบริหารร่างกายให้เลือดลมที่คั่ง ค้างตาม เอ็นตามข้อเดินสะดวกโดยเฉพาะอย่างยิ่งขาจะได้ไม่เสียสุขภาพด้วย

10) บูชาและน้อมระลึกถึงพระรัตนตรัย ตามบทสวดมนต์เพื่อส่งเสริมเกื้อกูลให้ผู้ปฏิบัติสมาธิเกิดความเลื่อมใสศรัทธาบารมีพระรัตนตรัยที่ภาวนาเป็นการสนับสนุนเสริมพื้นฐานของจิตไม่ให้หดหู่ เกิดความหนักแน่น กล้าหาญ เข้มแข็ง สงบ พร้อมที่จะเริ่มต้นฝึกปฏิบัติจิตต่อไป

ที่มา
http://www.geocities.com/somdedto1/c1

KomAon11
08-22-2005, 02:52 PM
เอาสั้นๆ .. ง่ายๆ

1. มีความต้องการจะฝึกสมาธิ
2. มีจิตใจอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง พอดีๆ ... ไม่มาก ไม่น้อย (อย่างไรเรียกว่าไม่มาก ไม่น้อย ก็แบบที่ฝึกแล้ว จิตเข้าสมาธิง่ายนั่นเอง)
3. มีครูบาอาจารย์ หรือคนแนะนำที่ดี และ เรามั่นใจ และที่สำคัญ ศรัทธา
4. มีความต่อเนื่อง และ วางอารมณ์จิตได้ถูกต้อง..
.. ยกตัวอย่าง ... เมื่อมีสิ่งใด มากระทบ มาว่า มาทำให้เราเขวไปทางอื่น เช่นว่า เพื่อนบ่น แฟนว่า เราก็ต้องหาเวลาและการวางตัวที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกัน... ส่วนที่สำคัญ คือ เราต้องได้ฝึก และมีความมั่นใจกรรมฐานเรา ที่เรากำลังก้าวไปเพื่อเป้าหมายคือ ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน และให้ความสุขความเย็นแก่คนอื่นๆ ...

แนะนำเพิ่มเติม >> ควรมีอารมณ์อยู่ใน อนุสสติ 10 ประการ สำหรับคนฝึกใหม่ๆ ผมแนะนำว่า พุทธานุสสติ และ สังฆานุสสติ จะระลึกได้ง่าย อย่างเช่นนึกถึงพระพุทธรูป นึกถึงหลวงปู่มั่น หลวงพ่อโต หลวงพ่อฤาษี หลวงปู่ทวด หลวงปู่มั่น หลวงพ่ออะไรก็ได้ ที่เราเคารพ และ มั่นใจว่าท่านดีจริง ..

5. หมั่นตรวจสอบ และทบทวนสมาธิ และ นิมิตที่เกิดขึ้น อารมณ์จิตที่เกิดขึ้น .. ว่าตรงต่อ สายพระนิพพานหรือไม่ .. แต่ก็แบ่งเป็นกรณี

** 1. สำหรับคนที่ฝึก ไปเรื่อยๆ ไม่มีเป้าหมายแน่นอน .. แบบนี้ ก็ควรระวังจิตไว้ ไม่ให้กระทบกับคนอื่น และ ฝึกเพื่อความเย็น ความมีสมาธิสำหรับทำงานตามระดับที่ได้จากสมาธิ
** 2. สำหรบคนที่ฝึก มีเป้าหมายเพื่อ ไม่ทำบาป ทำความดีระดับที่ ให้พอสังคมสงบสุข .. แบบนี้ .. จะเริ่มมองหาทาง สงบสุขอย่างถาวร ของสังคม ... จะเริ่มไต่ทางไปนิพพาน ควรหาผู้ที่มั่นใจว่า เป็นพระอริยเจ้าเป็นกัลยาณมิตร หรือ อาจารย์สอนเรา จะไปได้ถูกทาง
** 3. สำหรับคนที่มีเข้าใจเป้าหมายตัวเอง โลก ศาสนา .. คนแบบนี้มีเป้าหมายคือ พระนิพพาน .. ควรมีจิตเกาะอารมณ์พุทธคุณ ธรรมคุร สังฆคุณ เป็นปรกติ ... มีกำลังใจก้าวไปเพื่อหมดกิเลส .. ส่วนนี้ก็แล้วแต่จริตนิสัยครับ แบ่งได้ เป็น 4 แบบ (สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต)
** 4. สุดท้าย พุทธภูมิ(ผู้ต้องการเป็นพระพุทธเจ้า) .. แบบนี้ .. ต้องรู้หมดทุกอย่างครับ.. สรุปคือ จำเป็นที่จะต้องรู้ทุกอย่างในกรรมฐานทุกกอง .. เพื่อจะสอนคนอื่นในอนาคตข้างหน้า ซึ่งอาจจะยาวไกลมากมาย จนคิดไม่ถึง แบบนี้ก็มีความปรารถนานิพพานเหมือนกัน แต่จะไปอารมณ์ตัดตรงที่ มีความต้องการที่จะสอนคนมากกว่าไปนิพพานคนเดียว... แบบนี้ ข้อมูลยังไม่เด่นชัด ไว้จะหามาให้อ่านครับ

ทั้งหมดทั้งปวง มีเป้าหมายคือ .. ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน มีความสุข และเป็นความสุขที่ยั่งยืนไปเรื่อยๆ ตามระดับการไต่ทางแห่งนิพพาน