Paang
04-17-2008, 09:29 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name50.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page1.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ช่วงแรกของเล่ม "ล่องแก่งมหาภัย"สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕(ต่อ)
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ถาม: .........................................
ตอบ : สมัยก่อนหลวงพ่อท่านบอกว่าท่านป่วยตลอด แต่พอถึงเวลา ท่านลงรับแขกได้ ทำอะไรได้ ท่านบอกว่าพระช่วย เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง ? ตอนนี้ชัดเลย เมื่อคืนน็อคร่วงไม่เป็นท่าเลย ตอนนี้นั่งคุยกับโยมได้สบาย แล้วเดี๋ยวคอยดูตอนเลิกงาน หงายแผ่สี่สลึง เมื่อคืนมาลาเรียมันทั้งขึ้นสมอง ทั้งลงกระเพาะ นอนสั่นอยู่คนเดียว อาตมาเป็นคนปากหนัก บอกใครไม่เป็นหรอก เพียงแต่บอกเขาว่ามันไม่ค่อยดีเหมือนจะเป็นลมแค่นั้นเอง บอกมากเดี๋ยวเขาตกใจ พอตอนเช้ามาไม่มีแรงแม้แต่จะนั่ง นอนแผ่อยู่ตรงนั้น พอโยมเริ่มมา อยู่ ๆ มันก็มีแรงลุกขึ้นเฉย ๆ เหมือนกับไม่เป็นอะไรเลย อาการนี้เจอมาบ่อย พอท่านไปเสร็จ คราวนี้เหลือแต่กำลังของเราแล้วก็จะซาบซึ้ง ตานี้ก็ทนไปเหอะ
มาลาเรียนี่เขาเรียกว่า โรคพ่อตาหน่ายแม่ยายชัง คือเวลาเป็นขึ้นมาแม้แต่แรงจะหายใจมันยังไม่มี แต่พอไข้มันถอยนี่ มันกินแหลกเลย คือตอนเป็นนี่กินอะไรไม่ได้ เพราะมาลาเรียลงกระเพาะ มันอาเจียนหมด ร่างกายมันจะขาดอาหารเยอะ พอไข้เริ่มถอยเมื่อไร คราวนี้มีเท่าไรมันก็กินหมด ประเภทส่งไปหม้อหนึ่งก็หมดหม้อหนึ่ง เขาเลยเรียกไข้พ่อตาหน่ายแม่ยายชัง ทำงานไม่ได้เอาแต่กินสะบั้นเลย ของอาตมานี่พยายามกลืนมันลงไป รู้อยู่ถ้าไม่กิน มันจะไม่มีแรง โดยเฉพาะถ้าอาเจียนออกมาจะหมดแรงไปเลย อาศัยว่าสมัยก่อนฝึกไว้เยอะ กล้ามเนื้อแข็งแรงกว่าคนอื่นเขาหน่อย อั้นอยู่ เป็นคนเดียวที่หมอเขาไม่เชื่อว่าเป็นมาลาเรีย ขนาดลงกระเพาะตรวจเจอเชื้อเห็น ๆ แต่ไม่ยอมอ้วกกับใคร อั้นอยู่พยายามกลั้นมันไว้ ถ้าหากว่ายังจะทำงานก็จำเป็นที่จะต้องบังคับมันให้ได้
เมื่อวานมีโยมเขาถาม ก็เลยบอกกับโยมเขาว่า จำไว้ว่า ร่างกายมันไม่ใช่ของเรา เราบังคับมันอย่าให้มันบังคับเรา ป่วยหนัก ๆ มันดีอยู่อย่าง มันรู้ว่าใกล้ตาย สติสัมปชัญญะแหมเนี้ยบเลย ถ้าพลาดเดี๋ยวไปนิพพานไม่ได้ สติมันจะดี เลยเหมือนกับพวกซาดิสม์ชอบความเจ็บปวด ถึงเวลาเป็นหนัก ๆ สติสัมปชัญญะมันดี กำลังที่เราฝึกไว้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา มันจะรวมตัวกัน เราจะรู้เลยว่าต้นทุนเรามีเท่าไร ?
เพราะฉะนั้นได้สำรวจต้นทุนบ่อย ๆ ก็เข้าท่าดีนะ แต่ถ้าหากว่าทนไม่ไหวก็ไปเหอะ เมื่อคืนอาตมาตั้งท่าไปแล้ว ไม่ได้ไป ไม่ใช่ว่าไม่ยอมให้ไป มีอยู่ครั้งหนึ่งขนาดตายไปแล้วนะ รู้เลยว่านี่ตาย แต่มันไม่ไปไหนเลย ตอนนั้นก็เป็นหนัก ๆ ลักษณะอย่างนี้แหละ พอชัก ๕ ทุ่ม รู้สึกว่ามือเท้ามันเย็นเข้า ๆ มันรวบเข้ามาตรงกลาง เราก็เสร็จแน่แล้วงานนี้ แสดงว่าเลือดลมมันไม่มีแล้ว ความเย็นมันเข้ามาจนกระทั่งถึงหน้าอกนี่ พอเย็นจัดมันก็ประสาทหลอนเหมือนยังกับว่าเราตกน้ำ พอความรู้สึกว่า ตัวเราจมอยู่ใต้น้ำ พอลงบุ๋มลงไปมันก็หยุดหายใจตอนนั้นล่ะ เพราะสังเกตตัวเองตลอด คืออยากจะรู้ว่ามันจะออกไปยังไง ? อยากจะรู้ว่าออกแล้วมันจะไปไหนได้ ? ก็ตามดูมันตลอด มันก็หยุดหายใจแล้วค่อยๆ จมต่ำลง ๆ จนกระทั่งถึงข้างล่างเหมือนกับหลังแตะพื้นใต้น้ำ แล้วมันก็ค่อย ๆ ลอยกลับขึ้นมา พอรู้สึกว่าตัวเองจมูกพ้นน้ำ ตัวมันกระตุกเฮือกแล้วมันก็หายใจเอง ดูนาฬิกาตีห้ากว่า ตอนเริ่มเป็นห้าทุ่มกว่าแป๊บเดียวแค่นั้นเอง
ยิ่งสมาธิดิ่งลึกมากเท่าไร เวลามันจะผ่านไปไม่รู้ตัว เคยตื่นขึ้นมาเวลาตีสอง ๕๕ นาที จะตื่นเวลานั้นประจำ สมัยก่อนจะจำกัดตัวเองบังคับว่าต้องทำความดี ปกติก็จะตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีสาม แต่ตื่นขึ้นมาปิดนาฬิกาปลุกก่อนทุกที พอตื่นขึ้นมาดูนาฬิกา อ้อ..ตีสอง ๕๕ นาที เดี๋ยวท่องคาถาเงินล้านซักจบหนึ่งแล้วลุกไปล้างหน้าล้างตาเจริญกรรมฐาน ปรากฏว่าพอท่องคาถาเงินล้าน ๑ จบ ลืมตามาฟ้าสว่างโร่ เพื่อนออกบิณฑบาตแล้ว คว้าบาตรไล่เขาแทบไม่ทัน จบเดียว ไม่ได้หลับนะยืนยัน สติรู้ตัวอยู่ตลอด
แต่คราวนี้ว่า ถ้าสมาธิมันยิ่งลึกมากเท่าไรเวลามันผ่านไปเราจะไม่รู้ตัว ผ่านไปเร็วมากเลย พอรุ่งขึ้นก็เอาใหม่ คราวนี้พยายามตั้งสติจับมันให้อยู่ว่ามันไปได้ยังไง ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นได้ ๓ จบ เยอะขึ้นมาหน่อย บิณฑบาตเกือบไม่ทันเหมือนเดิม จะลองดูบ้างมั้ยวิธีแบบนี้ สนุกดีเหมือนกัน(หัวเราะ) รถติดไปทำงานไม่ทันโดนไล่ออกอีก อันนั้นตั้งใจดูว่ามันตายแล้วมันจะไปไหน รู้แต่ว่าหมดลมไปเฉย ๆ จิตไม่ได้ออกจากร่าง มันอยู่ของมันนั่นแหละ คอยจ้องอยู่ทุกอิริยาบถเลย อยากรู้ว่ามันจะขยับไปท่าไหน ออกไปแล้วจะนึกถึงอะไรก่อน ไม่ได้กินมันหรอก มันขี้อายหรือไงไม่รู้ ไปจ้องมันมาก ๆ มันเลยไม่ออก
ถาม : .............เวลามันผ่านไปนาน แล้วจริง ๆ มัน......?
ตอบ : มันไม่ใช่ คือพอจิตลึกลง ทุกสิ่งทุกอย่างจะช้าโดยอัตโนมัติ แบบเดียวกับพระที่ท่านเข้านิโรธสมาบัติ จะผ่านระยะเวลาไป ๗ วัน ๑๕ วัน มันเหมือนกับแป๊บเดียว เพราะว่าอันนั้นถึงที่สุดจริง ๆ นิโรธสมาบัติใครได้มโนมยิทธิทำได้ เอ้า ชักจะเกินไปแล้วมั้ง หลวงพ่อเคยสอนหรือเปล่าหว่า นิโรธสมาบัติจำไว้ว่ามันเป็นการที่จิตไม่เอาร่างกายจริง ๆ คราวนี้มันมีอาการอยู่ ๒ อย่าง อย่างแรกก็คือไปตั้งมั่นอยู่จุดเดียวที่นิพพาน อย่างที่สอนคือท่องเที่ยวไปในระหว่างภพต่าง ๆ
มโนมยิทธิทำได้แล้วใช่มั้ย ? แต่สำคัญอยู่ตรงจุดที่ว่านิโรธสมาบัตินี้จิตจะไม่เกาะร่างกายเลย เพราะฉะนั้นก็แค่นิดเดียวแค่นั้นเอง พวกเราซ้อม ๆ ไว้บ้างก็ดี เผื่อปฏิสัมภิทาญาณเกิดมันจะได้คล่องตัวหน่อย
หลวงพ่อเจ้าคุณพระราชธรรมโสภณ รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เวลาไปกราบท่าน ท่านก็ เอ้อ! โน่นน่ะสังฆทาน เราก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอกครับ ผมมีเยอะ พอปฏิเสธครั้งที่ ๒ ท่านบอก จำไว้นะคุณ ผู้ใหญ่ให้อะไรรีบรับไปเหอะ เราจะเป็นคนน่ารักในสายตาของท่าน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาท่านบอกให้อะไรขนหมด ผู้ใหญ่ให้ของเพราะท่านมีเหลือเฟือแล้ว ของเราไปปฏิเสธประเภทผมพอแล้วผมไม่อยากได้แล้ว เดี๋ยวก็โดนข้อหาหมั่นไส้ เพราะกำลังใจของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แต่ถ้าเรารีบกระตือรือร้นรับ เห็นเป็นบุญคุณเลยที่ท่านให้มา เห็นความดีของท่าน มันก็กลายเป็นว่าทำตัวน่ารักไป ท่านสอนเคล็ดลับของการอยู่ร่วมกับคนอื่น จำไว้ ผู้ใหญ่ให้อะไรรีบรับ อันนี้มันเกิดจากประสบการณ์ชีวิต กว่าจะผ่านมาถึงระดับนั้นได้ ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมามหาศาล ในเมื่อผ่านมาถึงขนาดนั้น ท่านจะรู้เลยว่าทำยังไงมันถึงจะเป็นที่พอใจคนอื่น
เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมาสอนพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าท่านจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นสันดุสิตเทพบุตร จุติสู่พระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ อยู่ในท้องแม่ ๑๐ เดือนถ้วน ๆ ไปคลอดเอาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ของปีถัดไป
ถาม : จากดาวดึงส์ ?
ตอบ : จากชั้นดุสิต สวรรค์ชั้นดุสิตเข้ายาก กติกาเขาเยอะ อันดับแรกต้องเป็นพระโพธิสัตว์ บารมีเต็ม อันดับที่สอง ต้องเป็นพ่อแม่ของพระโพธิสัตว์ในชาติสุดท้าย ที่ท่านจะตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญานเป็นพระพุทธเจ้า อันดับที่สาม ต้องเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป เพราะฉะนั้นชั้นนี้คุณสมบัติไม่ถึงไม่ได้อยู่ เมื่อท่านลงมา ในบาลีท่านใช้คำว่า อยู่ถ้วนทศมาส ต่างจากสัตว์เหล่าอื่น สัตว์อื่นอยู่ในครรภ์มารดาไม่ถึง ๑๐ เดือนบ้าง เกิน ๑๐ เดือนบ้าง แต่พระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจะอยู่ ๑๐ เดือนถ้วน ๆ ในระหว่างที่อยู่ในครรภ์ จะไม่ได้คุดคู้เหมือนทารกทั่วไป แต่จะอยู่ในท่านั่งสมาธิ ผู้เป็นมารดาสามารถเห็นได้ตลอดเวลา เหมือนดังแก้วมณีอันใสที่ร้อยผ่านด้วยด้ายเหลือง แก้วใส ๆ เอาด้ายเหลืองร้อยผ่านก็มองเห็นใช่มั้ย ? อันนั้นแม่มองเห็นอยู่ตลอด ลูกอยู่ในท้อง พอท่านคลอดออกมา ท่านเดินไป ๗ ก้าว ประกาศวาจา ท่านบอกว่า อะหัง อัคโคหะมัสมิ อะหัง เชฏโฐหะมัสมิ อะหัง เสฏโฐหะมัสมิ ชาตินัตถิทานิ ปุนัพพะโว เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ขึ้นชื่อว่าการเกิดสำหรับเราต่อไปไม่มี เด็กพึ่งคลอด เดินได้ พูดได้ เป็นไปได้มั้ย ?
พระเขาถามส่วนใหญ่เขาจะไปสงสัยตรงจุดนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สัตว์บางเหล่าจุติมิรู้ตัว ลงสู่ครรภ์มารดามิรู้ตัว คลอดออกมาจึงรู้ตัว สัตว์บางเหล่าขณะจุติไม่รู้ตัว เข้าสู่ครรภ์มารดาแล้วรู้ตัว คลอดออกมาแล้วรู้ตัว สัตว์บางเหล่าขณะจุติรู้ตัวอยู่ อยู่ในครรภ์มารดารู้ตัวอยู่ คลอดออกมารู้ตัวอยู่ ประเภทสุดท้ายนี่แหละ ทำอะไรอยู่รู้อยู่ พัฒนาการไม่ได้โดนขัดขวาง ออกมาก็เลยเดินได้พูดได้เลย เพราะท่านรู้อยู่ตลอด คราวนี้คนสมัยหลัง ๆ ถ้าเขาไม่ได้ศึกษาตรงจุดนี้นะ เขาก็จะคิดว่าเว่อร์ เกิดมาอะไรวะพูดได้เดินได้เลย มันจะเอาพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีมาอย่างน้อยสี่อสงไขยกับแสนมหากัป ลงมาเท่ากับมนุษย์ขี้เหม็นทั่ว ๆ ไป
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕(ต่อ)
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ถาม: .........................................
ตอบ : สมัยก่อนหลวงพ่อท่านบอกว่าท่านป่วยตลอด แต่พอถึงเวลา ท่านลงรับแขกได้ ทำอะไรได้ ท่านบอกว่าพระช่วย เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง ? ตอนนี้ชัดเลย เมื่อคืนน็อคร่วงไม่เป็นท่าเลย ตอนนี้นั่งคุยกับโยมได้สบาย แล้วเดี๋ยวคอยดูตอนเลิกงาน หงายแผ่สี่สลึง เมื่อคืนมาลาเรียมันทั้งขึ้นสมอง ทั้งลงกระเพาะ นอนสั่นอยู่คนเดียว อาตมาเป็นคนปากหนัก บอกใครไม่เป็นหรอก เพียงแต่บอกเขาว่ามันไม่ค่อยดีเหมือนจะเป็นลมแค่นั้นเอง บอกมากเดี๋ยวเขาตกใจ พอตอนเช้ามาไม่มีแรงแม้แต่จะนั่ง นอนแผ่อยู่ตรงนั้น พอโยมเริ่มมา อยู่ ๆ มันก็มีแรงลุกขึ้นเฉย ๆ เหมือนกับไม่เป็นอะไรเลย อาการนี้เจอมาบ่อย พอท่านไปเสร็จ คราวนี้เหลือแต่กำลังของเราแล้วก็จะซาบซึ้ง ตานี้ก็ทนไปเหอะ
มาลาเรียนี่เขาเรียกว่า โรคพ่อตาหน่ายแม่ยายชัง คือเวลาเป็นขึ้นมาแม้แต่แรงจะหายใจมันยังไม่มี แต่พอไข้มันถอยนี่ มันกินแหลกเลย คือตอนเป็นนี่กินอะไรไม่ได้ เพราะมาลาเรียลงกระเพาะ มันอาเจียนหมด ร่างกายมันจะขาดอาหารเยอะ พอไข้เริ่มถอยเมื่อไร คราวนี้มีเท่าไรมันก็กินหมด ประเภทส่งไปหม้อหนึ่งก็หมดหม้อหนึ่ง เขาเลยเรียกไข้พ่อตาหน่ายแม่ยายชัง ทำงานไม่ได้เอาแต่กินสะบั้นเลย ของอาตมานี่พยายามกลืนมันลงไป รู้อยู่ถ้าไม่กิน มันจะไม่มีแรง โดยเฉพาะถ้าอาเจียนออกมาจะหมดแรงไปเลย อาศัยว่าสมัยก่อนฝึกไว้เยอะ กล้ามเนื้อแข็งแรงกว่าคนอื่นเขาหน่อย อั้นอยู่ เป็นคนเดียวที่หมอเขาไม่เชื่อว่าเป็นมาลาเรีย ขนาดลงกระเพาะตรวจเจอเชื้อเห็น ๆ แต่ไม่ยอมอ้วกกับใคร อั้นอยู่พยายามกลั้นมันไว้ ถ้าหากว่ายังจะทำงานก็จำเป็นที่จะต้องบังคับมันให้ได้
เมื่อวานมีโยมเขาถาม ก็เลยบอกกับโยมเขาว่า จำไว้ว่า ร่างกายมันไม่ใช่ของเรา เราบังคับมันอย่าให้มันบังคับเรา ป่วยหนัก ๆ มันดีอยู่อย่าง มันรู้ว่าใกล้ตาย สติสัมปชัญญะแหมเนี้ยบเลย ถ้าพลาดเดี๋ยวไปนิพพานไม่ได้ สติมันจะดี เลยเหมือนกับพวกซาดิสม์ชอบความเจ็บปวด ถึงเวลาเป็นหนัก ๆ สติสัมปชัญญะมันดี กำลังที่เราฝึกไว้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา มันจะรวมตัวกัน เราจะรู้เลยว่าต้นทุนเรามีเท่าไร ?
เพราะฉะนั้นได้สำรวจต้นทุนบ่อย ๆ ก็เข้าท่าดีนะ แต่ถ้าหากว่าทนไม่ไหวก็ไปเหอะ เมื่อคืนอาตมาตั้งท่าไปแล้ว ไม่ได้ไป ไม่ใช่ว่าไม่ยอมให้ไป มีอยู่ครั้งหนึ่งขนาดตายไปแล้วนะ รู้เลยว่านี่ตาย แต่มันไม่ไปไหนเลย ตอนนั้นก็เป็นหนัก ๆ ลักษณะอย่างนี้แหละ พอชัก ๕ ทุ่ม รู้สึกว่ามือเท้ามันเย็นเข้า ๆ มันรวบเข้ามาตรงกลาง เราก็เสร็จแน่แล้วงานนี้ แสดงว่าเลือดลมมันไม่มีแล้ว ความเย็นมันเข้ามาจนกระทั่งถึงหน้าอกนี่ พอเย็นจัดมันก็ประสาทหลอนเหมือนยังกับว่าเราตกน้ำ พอความรู้สึกว่า ตัวเราจมอยู่ใต้น้ำ พอลงบุ๋มลงไปมันก็หยุดหายใจตอนนั้นล่ะ เพราะสังเกตตัวเองตลอด คืออยากจะรู้ว่ามันจะออกไปยังไง ? อยากจะรู้ว่าออกแล้วมันจะไปไหนได้ ? ก็ตามดูมันตลอด มันก็หยุดหายใจแล้วค่อยๆ จมต่ำลง ๆ จนกระทั่งถึงข้างล่างเหมือนกับหลังแตะพื้นใต้น้ำ แล้วมันก็ค่อย ๆ ลอยกลับขึ้นมา พอรู้สึกว่าตัวเองจมูกพ้นน้ำ ตัวมันกระตุกเฮือกแล้วมันก็หายใจเอง ดูนาฬิกาตีห้ากว่า ตอนเริ่มเป็นห้าทุ่มกว่าแป๊บเดียวแค่นั้นเอง
ยิ่งสมาธิดิ่งลึกมากเท่าไร เวลามันจะผ่านไปไม่รู้ตัว เคยตื่นขึ้นมาเวลาตีสอง ๕๕ นาที จะตื่นเวลานั้นประจำ สมัยก่อนจะจำกัดตัวเองบังคับว่าต้องทำความดี ปกติก็จะตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีสาม แต่ตื่นขึ้นมาปิดนาฬิกาปลุกก่อนทุกที พอตื่นขึ้นมาดูนาฬิกา อ้อ..ตีสอง ๕๕ นาที เดี๋ยวท่องคาถาเงินล้านซักจบหนึ่งแล้วลุกไปล้างหน้าล้างตาเจริญกรรมฐาน ปรากฏว่าพอท่องคาถาเงินล้าน ๑ จบ ลืมตามาฟ้าสว่างโร่ เพื่อนออกบิณฑบาตแล้ว คว้าบาตรไล่เขาแทบไม่ทัน จบเดียว ไม่ได้หลับนะยืนยัน สติรู้ตัวอยู่ตลอด
แต่คราวนี้ว่า ถ้าสมาธิมันยิ่งลึกมากเท่าไรเวลามันผ่านไปเราจะไม่รู้ตัว ผ่านไปเร็วมากเลย พอรุ่งขึ้นก็เอาใหม่ คราวนี้พยายามตั้งสติจับมันให้อยู่ว่ามันไปได้ยังไง ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นได้ ๓ จบ เยอะขึ้นมาหน่อย บิณฑบาตเกือบไม่ทันเหมือนเดิม จะลองดูบ้างมั้ยวิธีแบบนี้ สนุกดีเหมือนกัน(หัวเราะ) รถติดไปทำงานไม่ทันโดนไล่ออกอีก อันนั้นตั้งใจดูว่ามันตายแล้วมันจะไปไหน รู้แต่ว่าหมดลมไปเฉย ๆ จิตไม่ได้ออกจากร่าง มันอยู่ของมันนั่นแหละ คอยจ้องอยู่ทุกอิริยาบถเลย อยากรู้ว่ามันจะขยับไปท่าไหน ออกไปแล้วจะนึกถึงอะไรก่อน ไม่ได้กินมันหรอก มันขี้อายหรือไงไม่รู้ ไปจ้องมันมาก ๆ มันเลยไม่ออก
ถาม : .............เวลามันผ่านไปนาน แล้วจริง ๆ มัน......?
ตอบ : มันไม่ใช่ คือพอจิตลึกลง ทุกสิ่งทุกอย่างจะช้าโดยอัตโนมัติ แบบเดียวกับพระที่ท่านเข้านิโรธสมาบัติ จะผ่านระยะเวลาไป ๗ วัน ๑๕ วัน มันเหมือนกับแป๊บเดียว เพราะว่าอันนั้นถึงที่สุดจริง ๆ นิโรธสมาบัติใครได้มโนมยิทธิทำได้ เอ้า ชักจะเกินไปแล้วมั้ง หลวงพ่อเคยสอนหรือเปล่าหว่า นิโรธสมาบัติจำไว้ว่ามันเป็นการที่จิตไม่เอาร่างกายจริง ๆ คราวนี้มันมีอาการอยู่ ๒ อย่าง อย่างแรกก็คือไปตั้งมั่นอยู่จุดเดียวที่นิพพาน อย่างที่สอนคือท่องเที่ยวไปในระหว่างภพต่าง ๆ
มโนมยิทธิทำได้แล้วใช่มั้ย ? แต่สำคัญอยู่ตรงจุดที่ว่านิโรธสมาบัตินี้จิตจะไม่เกาะร่างกายเลย เพราะฉะนั้นก็แค่นิดเดียวแค่นั้นเอง พวกเราซ้อม ๆ ไว้บ้างก็ดี เผื่อปฏิสัมภิทาญาณเกิดมันจะได้คล่องตัวหน่อย
หลวงพ่อเจ้าคุณพระราชธรรมโสภณ รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เวลาไปกราบท่าน ท่านก็ เอ้อ! โน่นน่ะสังฆทาน เราก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอกครับ ผมมีเยอะ พอปฏิเสธครั้งที่ ๒ ท่านบอก จำไว้นะคุณ ผู้ใหญ่ให้อะไรรีบรับไปเหอะ เราจะเป็นคนน่ารักในสายตาของท่าน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาท่านบอกให้อะไรขนหมด ผู้ใหญ่ให้ของเพราะท่านมีเหลือเฟือแล้ว ของเราไปปฏิเสธประเภทผมพอแล้วผมไม่อยากได้แล้ว เดี๋ยวก็โดนข้อหาหมั่นไส้ เพราะกำลังใจของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แต่ถ้าเรารีบกระตือรือร้นรับ เห็นเป็นบุญคุณเลยที่ท่านให้มา เห็นความดีของท่าน มันก็กลายเป็นว่าทำตัวน่ารักไป ท่านสอนเคล็ดลับของการอยู่ร่วมกับคนอื่น จำไว้ ผู้ใหญ่ให้อะไรรีบรับ อันนี้มันเกิดจากประสบการณ์ชีวิต กว่าจะผ่านมาถึงระดับนั้นได้ ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมามหาศาล ในเมื่อผ่านมาถึงขนาดนั้น ท่านจะรู้เลยว่าทำยังไงมันถึงจะเป็นที่พอใจคนอื่น
เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมาสอนพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าท่านจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นสันดุสิตเทพบุตร จุติสู่พระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ อยู่ในท้องแม่ ๑๐ เดือนถ้วน ๆ ไปคลอดเอาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ของปีถัดไป
ถาม : จากดาวดึงส์ ?
ตอบ : จากชั้นดุสิต สวรรค์ชั้นดุสิตเข้ายาก กติกาเขาเยอะ อันดับแรกต้องเป็นพระโพธิสัตว์ บารมีเต็ม อันดับที่สอง ต้องเป็นพ่อแม่ของพระโพธิสัตว์ในชาติสุดท้าย ที่ท่านจะตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญานเป็นพระพุทธเจ้า อันดับที่สาม ต้องเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป เพราะฉะนั้นชั้นนี้คุณสมบัติไม่ถึงไม่ได้อยู่ เมื่อท่านลงมา ในบาลีท่านใช้คำว่า อยู่ถ้วนทศมาส ต่างจากสัตว์เหล่าอื่น สัตว์อื่นอยู่ในครรภ์มารดาไม่ถึง ๑๐ เดือนบ้าง เกิน ๑๐ เดือนบ้าง แต่พระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจะอยู่ ๑๐ เดือนถ้วน ๆ ในระหว่างที่อยู่ในครรภ์ จะไม่ได้คุดคู้เหมือนทารกทั่วไป แต่จะอยู่ในท่านั่งสมาธิ ผู้เป็นมารดาสามารถเห็นได้ตลอดเวลา เหมือนดังแก้วมณีอันใสที่ร้อยผ่านด้วยด้ายเหลือง แก้วใส ๆ เอาด้ายเหลืองร้อยผ่านก็มองเห็นใช่มั้ย ? อันนั้นแม่มองเห็นอยู่ตลอด ลูกอยู่ในท้อง พอท่านคลอดออกมา ท่านเดินไป ๗ ก้าว ประกาศวาจา ท่านบอกว่า อะหัง อัคโคหะมัสมิ อะหัง เชฏโฐหะมัสมิ อะหัง เสฏโฐหะมัสมิ ชาตินัตถิทานิ ปุนัพพะโว เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ขึ้นชื่อว่าการเกิดสำหรับเราต่อไปไม่มี เด็กพึ่งคลอด เดินได้ พูดได้ เป็นไปได้มั้ย ?
พระเขาถามส่วนใหญ่เขาจะไปสงสัยตรงจุดนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สัตว์บางเหล่าจุติมิรู้ตัว ลงสู่ครรภ์มารดามิรู้ตัว คลอดออกมาจึงรู้ตัว สัตว์บางเหล่าขณะจุติไม่รู้ตัว เข้าสู่ครรภ์มารดาแล้วรู้ตัว คลอดออกมาแล้วรู้ตัว สัตว์บางเหล่าขณะจุติรู้ตัวอยู่ อยู่ในครรภ์มารดารู้ตัวอยู่ คลอดออกมารู้ตัวอยู่ ประเภทสุดท้ายนี่แหละ ทำอะไรอยู่รู้อยู่ พัฒนาการไม่ได้โดนขัดขวาง ออกมาก็เลยเดินได้พูดได้เลย เพราะท่านรู้อยู่ตลอด คราวนี้คนสมัยหลัง ๆ ถ้าเขาไม่ได้ศึกษาตรงจุดนี้นะ เขาก็จะคิดว่าเว่อร์ เกิดมาอะไรวะพูดได้เดินได้เลย มันจะเอาพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีมาอย่างน้อยสี่อสงไขยกับแสนมหากัป ลงมาเท่ากับมนุษย์ขี้เหม็นทั่ว ๆ ไป
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>