PDA

View Full Version : ปรัชญาปารามิตาหฤทัยสูตร


Paang
11-20-2005, 11:51 AM
http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=945

เนื้อหาและคำแปล

อริยาวโลกิเตศวาโร โพธิสัตตโว คัมภีรํ ปรัชญาปารมิตา จารยํ จารมโน วยาวโลกยาติ สมา ปัญจะ สกันธัส (ขันธะ) ตัมส จะ สว ภว ศุนยํ

-พระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์ เมื่อปฏิบัติซึ้งในปรัชญาปารามิตาเพ่งเห็นขันธ์ 5 เป็นความว่างเปล่า จึงข้ามพ้นทุกข์

ปัศยาติ สมา อิหา ศารีปุตระ รูปํ ศุนยตา วะ รูปํ รูปํ นะ ปฤถัก
ศุนยตา ศุนยตายะ นะ ปฤทัก รูปํ ยัท รูปํ สะ ศุนยตา ยะ ศูนยตายะ สะ รูปํ
เอวัม เอวะ เวทนท สังชญา (สัญญา) สังสการา (สังขาร) วิชญานัม (วิญญาณ)

-รูปคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าคือรูป รูปไม่อื่นไปจากความว่างเปล่า ความว่างเปล่าไม่อื่นไปจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ว่างเปล่า

อิหา ศารีปุตระ สารวะ ธารมะ ศุนยตา ลักษณะ อนุตปัณณะ อนิรุทธะ อวิมาละ อนูนะ อปาฤปูฤณะ ตัสมา ศารีปุตร ศุนยตายํ

-โอ สารีบุตร ธรรมทั้งปวงว่างเปล่า ไม่มีรูป ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มัวหมอง ไม่ผ่องแผ้ว ไม่เพิ่ม ไม่ลด ในความว่างเปล่าไม่มีรูป

นะ รูปํ นะ เวทานา นะ สังชญา นะ สังสการ นะ วิญญาณ
นะ จักษุ โสรตัม นะ ฆราน ชิว กาย มน
นะ รูป ศัพท คันธ รส ศปิสตาวยา ธารมา
นะ จักษุ ธาตุ ยะ วัน นะ มโน วิชญาณัม ธาตุ

-ไม่มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ไม่มีจักษุธาตุ ไม่มีมโนธาตุ

นะ วิทยา นะ วิทยา กศโย
ยะ วัน ชรามรณัม นะ ชรามรณัม กศโย
นะ ทุกข สมุทย นิโรธ มฤคาชณ
นะ ชญานัม นะ ปราปติ นะ ภิศมายะ ตัสมา นะ ปราปติ

-ไม่มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไม่มีฌาน ไม่มีการบรรลุ เพราะไม่มีอะไรให้บรรลุ

ตวัท โพธิสัตตวะ ปรัชญาปารมิตา อศฤตยา วิหาระ ตยา จิตตา วรโน
นะ สิทธิตวัท อตรัสโต วิปา ฤยส ติ กรานโต
นิ สถา นิรวานะ ตยา ธยา วยาว สถิตา
สาระ พุทธา ปรัชญาปารมิตัม อศฤตยา
อนุตตรํ สัมยักสัมโพธิง อภิสัมพุทธา

-พระโพธิสัตว์ ด้วยเหตุดำเนินตาม “ปรัชญาปารามิตา” จิตย่อมไม่สับสนมืดมัว เพราะจิตไม่สับสนมืดมัว จึงไม่มีความกลัว อยู่เหนือความ หลอกลวง มีพระนิพพานเป็นที่สุด
พระพุทธเจ้าทั้ง 3 กาลด้วยเหตุดำเนินตาม ปรัชญาปารามิตา จึงได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาน

ตา สมา ชญตา วยัม ปรัชญาปารมิตา มหามันตรัม มหาวิทยามันตรัม
อนุตตรมันตรัม อสมสมา มันตรัม
สารว ทุกขา ปรสามานัม สัตยํ อมิตยัทวัท
ปรัชญาปารมิตายัม อุทโท มันตรา ตัทยาถา

-จึงทราบว่า “ปรัชญาปารามิตา”เป็นมหาศักดาธารณี เป็นมหาวิทยาธารณี เป็นอนุตรธารณี เป็นอสมธารณี สามารถดับสรรพทุกข์ สัจจะธรรมไม่ผิดพลาด ฉะนั้นจึงประกาศ “ปรัชญาปารามิตาธารณี”ดังนี้

คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โพธิ สวาหา
-ไป ไป ไปสู่ฝั่งโน้น ฝั่งแห่งพุทธะ สวาหา

มดเอ๊ก
01-09-2007, 12:29 PM
ชอบพระสูตร นี้มาก เกิดมา ชาติใหน ชาติใด อย่าได้ ห่างหาย พระสูตรนี้เลย
ขอให้ เข้าใจ เข้าถึง ธรรมทวาร
แน่นๆ ถี่ๆ จนเป็นสันดาน สาธุ

llllllllll
01-10-2007, 11:11 PM
วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร

สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงประทับ ณ แท่นพิสุทธิ์ บนภูเขาคิชฌกุฏ บรรดาพระโพธิ์สัตว์สาวก
เทวนาคา ๘ ภาค ต่างชุมนุมห้อมล้อมเพื่อฟังธรรมเทศนาจากสัมมาสัมพุทธเจ้าในยามนั้น มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่เริ่มบังเกิดจิตมุ่งต่อพุทธธรรม ต่างก็คิดว่า “ ขอพระพุทธองค์ ได้ทรงโปรดแสดงพระธรรมเทศนาให้ฟังง่าย ๆ เถิด เพื่อเราทั้งหลายจะได้เห็นแจ้งในอรรถธรรม บรรลุมรรค-ผล โดยทั่วกันเถิด” ครั้นจะขอทูลถามก็ไม่อาจจะเข้าใกล้ได้

พระมัญชูศรีโพธิสัตว์ ได้ล่วงรู้ความคิดของพุทธบริษัท๔ จึงได้อำนวยความสะดวก ลุกขึ้นยืนแล้วกราบทูลพระศาสดาว่า
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดแสดงธรรมเบื้องต้น มุ่งชี้ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย สำเร็จเป็นพุทธ เพื่อผู้ที่เข้าแสวงธรรมใต้ร่มเงาในปัจฉิมชาติ ได้มาซึ่งสัมมาทิฏฐิ สามารถสำเร็จมรรคผลในเวลาไม่นานนัก”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“สาธุ สาธุ มัญชูศรีให้ความสะดวกดีแท้ ตั้งหัวข้อธรรม ให้ตถาคตเทศนาอินทรีย์ ๓ เพื่อผู้เข้าสู่ร่มเงาพุทธในปัจฉิมชาติ ได้บำเพ็ญสัมมาวิถี จากที่เธอถามเราจักแสดงแก่เธอ ณ บัดนี้”

ผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้สดับดังนั้น ต่างก็สำรวมจิตตั้งใจฟังธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ดังต่อไปนี้

อรรถกถา วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร

สำดับนั้น พระบรมศาสดา ตรัสว่า
“มีธรณีชื่อ วัชรใจ ใจนี้มีด้วยกันทุกคน ไม่มีผู้ใดที่ปราศจากใจ เป็นใจของสรรพสัตว์ที่แจ้งเองตื่นเอง อันพึงมีอยู่แล้ว เพราะเหตุว่า ความดี ความชั่วทั้งปวง ล้วนเกิดแต่ใจตนเอง ใจตนดี กายจะเป็นสุข ใจตนชั่ว กายจะได้รับทุกข์ ใจเป็นเจ้านายของกาย กายถูกบงการโดยใจ “พุทธ” จึงสำเร็จได้ด้วยใจ ธรรมะเรียนโดยใจ กุศลทำโดยใจ เภทภัยอุบัติโดยใจ ใจเป็นสวรรค์ก็ได้ ใจเป็นนรกก็ได้ ใจเป็นพุทธก็ได้ ใจสัมมาสำเร็จเป็นพุทธ ใจมิจฉาสำเร็จเป็นมาร ใจบุญเป็นเทวะ ใจบาปเป็นยักษา ใจเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งบาป บุญ คุณ โทษทั้งปวง

บุคคลใดประจักษ์แจ้งในใจตน สำรวมได้ เป็นเจ้าเป็นนายตนได้ ไม่ประกอบอกุศลกรรมทั้งหลาย บำเพ็ญแต่กุศลกรรมทั้งปวง เจริญรอยตามและถือปฏิบัติตามพุทธ ตั้งปณิธานตามพุทธ บุคคลผู้นั้นจักสำเร็จเป็นพุทธ ในไม่ช้า

พระมัญชูศรีทูลถามว่า
“อันว่าวัชรสูตรนั้นคืออะไร”
พระองค์ตรัสว่า
“วัชร อุปมาดังภาวะเดิม สูตรอุปมาดังใจตน หากบุคคลใด ประจักษ์แจ้งในใจตน เป็นภาวะเดิมของตน ก็เหมือนว่า บุคคลนันมีพระสูตรอยู่ในกายตน บุคคลใดที่ประจักษ์แจ้งในใจตน เห็นภาวะเดิมแห่งตน ได้สำเหนียกพุทธในใจตนตลอดเวลา แสดงธรรมสม่ำเสมอช่วยสรรพสัตว์สม่ำเสมอ ดำเนินพุทธกิจสม่ำเสมอ บุคคลผู้ได้มาแล้วซึ่งจรรยานี้ จักได้ชื่อว่า ผู้ถือ วัชรสูตร”

พระมัญชูศรีโพธิสัตว์ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
“ในวัชรสูตร พระพุทธองค์สรรเสริญว่าผู้ถือคาถา ๔ บาท ไปประกาศแสดงแก่คนอื่น ๆ อันกุศลที่ได้รับนั้น จะประเสริฐเลิศล้ำ ยิ่งกว่าบุญกุศลที่ได้จากการนำสัตรัตนะกองเต็มอากาศทั่วทิศ บริจาคทาน คาถา ๔ บาทนั้นคืออะไร ?”
พระบรมศาสดาตรัสว่า
“สรรพสัตว์ทั้งหลาย ถ้ามีธรรมชาติของความเป็นพุทธ แท้จริงไม่เกิด-ไม่ดับ แต่โดยเหตุที่หลงงมงาย ไม่ตื่นไม่แจ้ง จึงมีขึ้นมีลง ทั้งนี้ก็โดยที่สรรพสัตว์ทั้งหลาย หลงตลอดไม่ตื่น ดังนั้นจึงตกต่ำชั่วกัปชั่วกัลป์
พุทธ ทั้งหลายตื่นตลอดไม่หลง ดังนั้นจึงสำเร็จพุทธธรรมตลอดกาล ผู้แสวงพุทธธรรม ระดับขั้นในวิถีดำเนินแบ่งออกเป็น ๔ ขั้น เรียกคาถา ๔ บาท
๑ เรียกว่า ศูนย์กาย
๒ เรียกว่า ศูนย์ใจ
๓ เรียกว่า ศูนย์ภาวะ
๔ เรียกว่า ศูนย์ธรรม
อะไรคือ ศูนย์กาย กายนั้น บิดามารดา เป็นผู้ให้กำเนิด มีทวารทั้ง ๙ ไหลตลอดเวลา นานาปฏิกูล ธาตุ ๔ อันประสานรวมกันอยู่ ย่อมจะเสื่อมสลายในที่สุด ผู้มีสติปัญญา ประจักษ์แจ้งว่า กายเป็นมายา ใช้กายอันเป็นมายานี้ศึกษาพุทธ บำเพ็ญศีล ปฏิบัติธรรม เรียกว่า เห็นแจ้งศูนย์กาย นี้คือ คาถาบาทที่หนึ่ง
หันมาดูใจตน ไวที่สุด มีสภาวะเหมือนมี สภาวะดับเหมือนไม่มี ประจักษ์แจ้งใจจริงแท้ ตื่นตลอด ไม่หลงเลอะ ไม่หันแปรปรวนตามความคิดฝันเพ้อ เห็นแจ้งศูนย์ใจ นี้คือคาถา บาทที่สอง
หันมาดูภาวะเดิม สงบนิ่ง เข้าถึงโดยความรู้สึก เปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด ประจักษ์แจ้งชัด ตื่นเองแจ้งเอง ทั้งสงบทั้งเคลื่อนไหว เรียกว่า เห็นแจ้งศูนย์ภาวะ นี้คือ คาถาบาทที่สาม
หันมาดูธรรมสูตร อันตถาคตแสดงนั้นล้วนเป็นธรรมวิถี โน้มนำอันสะดวกดาย อุปมาดังน้ำล้างฝุ่นละออง เปรียบประหนึ่งป่วยไข้ให้ยา ได้เห็นแจ้งใจตน แจ้งศูนย์ธรรมแล้วไข้หาย หยุดยา เรียกว่าเห็นแจ้งศูนย์ธรรม นี้คือคาถาบาทที่สี่
อรรถธรรมของคาถา ๔ บาทนี้ เป็นประตูนำไปสู่การพ้นปุถุชน เข้าสู่อริยมรรค ตถาคตในสมัยแห่งกาล ๓ สำเร็จเป็นพุทธโพธิสัตว์บำเพ็ญตามระดับขั้นนี้
เห็นแจ้งบาทที่หนึ่ง แล้วบำเพ็ญตามอรรถธรรม จักบรรลุโสดาปัตติผล
เห็นแจ้งบาทที่สอง แล้วบำเพ็ญตามอรรถธรรม จักบรรลุสกทาคามิผล
เห็นแจ้งบาทที่สาม แล้วบำเพ็ญตามอรรถธรรม จักบรรลุอนาคามิผล
เห็นแจ้งบาทที่สี่ แล้วบำเพ็ญตามอรรถธรรม จักบรรลุอรหัตผล
คาถา ๔ บาทนี้ ได้เปิดประตูพุทธธรรมไว้กว้าง หากยึดถือปฏิบัติและนำไปประกาศแสดงแก่คนอื่น ๆ ทำให้ผู้ได้สำเหนียกเห็นแจ้ง ในพุทธทิฐิ ย่อมจะสำเร็จเป็นพุทธ ดังนั้นจึงได้บุญมหาศาล อันบุญกุศลที่ได้รับนั้น จะประเสริฐเลิศล้ำ ยิ่งกว่าการบริจาคทานด้วย สัตรัตนะ
พุทธอดีต พุทธอนาคต เป็นแนวเดียวกัน ล้วนอยู่ที่แต่ละคน ได้ประจักษ์แจ้งในใจตน เห็นภาวะเดิมแห่งตน แล้วบำเพ็ญตนสำเร็จ
ถ้าไม่เข้าสู่ทางพุทธ บำเพ็ญปฏิบัติก็ไม่มีวันสำเร็จเป็นพุทธได้ เพราะเหตุว่าไม่มีความเพียรแห่งพุทธ
ผู้แสวงพุทธนั้น
๑ ต้องถือศีล กินเจ (เบื้องต้นต้องถือศีล ๕ กินมังสวิรัติ (เจ) ละเว้นอบายมุข ๖) ปูพื้นฐานแห่งพุทธ
๒ ฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์ที่ดี เพื่อชี้แนะวิถีแห่งการบำเพ็ญ
๓ เข้าใจ กระจ่างแจ้งชัด ในภาวะใจ
๔ บำเพ็ญบุญหนุนเสริมมูลราก
๕ ใช้เหตุปัจจัย เพื่อเพิ่มพูนกุศลมูลของตน
๖ ประจักษ์แจ้งในกฏแห่งกรรม
๗ ทำลายปีศาจมารร้าย(กิเลส) ออกห่างนอกรีตนอกรอย
๘ เข้าถึงหลักธรรม ไม่ติตยึดในสังขตะ(ปรุงแต่งขึ้น)
๙ ใช้วิริยะ เรียนพุทธ บำเพ็ญคุณประโยชน์
๑๐ ใช้อภิญญา ช่ำชองนานาธรรม
หากบุคคลใด สมบูรณ์ด้วยอานิสงส์ ๑๐ ประการนี้ก็จะบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิธรรม
ในสมัยแห่งปลายพระสัทธรรม จะมีสรรพสัตว์ ผู้มีความเขลาด้อยปัญญา หลงมัวเมาในมิจฉาทิฐิ ไม่บรรลุ บอกว่าบรรลุแล้ว บำเพ็ญกุศลเพียงเล็กน้อยโดยหวังจะได้อริยผลมหาศาล ไม่เข้าใจเจตนารมณ์แห่งพุทธ อวดอุตริหลอกตัวเอง แม้จะมีเหตุปัจจัยที่ดี ก็จักได้ผลอันเลวร้าย เพราะเหตุว่าเมล็ดพันธุ์ไม่แท้ จึงไม่ได้ผลแห่งสัมมาสัมโพธิ สูญเสียร่างคนเมื่อใด ก็ยากจะได้คืนมาเป็นคนอีก นับด้วยหมื่นกัปกัลป์(หลายล้านล้านชาติ)

จาก วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร

มดเอ๊ก
01-11-2007, 09:38 PM
พระมัญชูศรีทูลถามว่า
“อันว่าวัชรสูตรนั้นคืออะไร”
พระองค์ตรัสว่า
“วัชร อุปมาดังภาวะเดิม สูตรอุปมาดังใจตน หากบุคคลใด ประจักษ์แจ้งในใจตน เป็นภาวะเดิมของตน ก็เหมือนว่า บุคคลนันมีพระสูตรอยู่ในกายตน บุคคลใดที่ประจักษ์แจ้งในใจตน เห็นภาวะเดิมแห่งตน ได้สำเหนียกพุทธในใจตนตลอดเวลา แสดงธรรมสม่ำเสมอช่วยสรรพสัตว์สม่ำเสมอ ดำเนินพุทธกิจสม่ำเสมอ บุคคลผู้ได้มาแล้วซึ่งจรรยานี้ จักได้ชื่อว่า ผู้ถือ วัชรสูตร”

พระมัญชูศรีโพธิสัตว์ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
“ในวัชรสูตร พระพุทธองค์สรรเสริญว่าผู้ถือคาถา ๔ บาท ไปประกาศแสดงแก่คนอื่น ๆ อันกุศลที่ได้รับนั้น จะประเสริฐเลิศล้ำ ยิ่งกว่าบุญกุศลที่ได้จากการนำสัตรัตนะกองเต็มอากาศทั่วทิศ บริจาคทาน คาถา ๔ บาทนั้นคืออะไร ?”
พระบรมศาสดาตรัสว่า
“สรรพสัตว์ทั้งหลาย ถ้ามีธรรมชาติของความเป็นพุทธ แท้จริงไม่เกิด-ไม่ดับ แต่โดยเหตุที่หลงงมงาย ไม่ตื่นไม่แจ้ง จึงมีขึ้นมีลง ทั้งนี้ก็โดยที่สรรพสัตว์ทั้งหลาย หลงตลอดไม่ตื่น ดังนั้นจึงตกต่ำชั่วกัปชั่วกัลป์
พุทธ ทั้งหลายตื่นตลอดไม่หลง ดังนั้นจึงสำเร็จพุทธธรรมตลอดกาล ผู้แสวงพุทธธรรม ระดับขั้นในวิถีดำเนินแบ่งออกเป็น ๔ ขั้น เรียกคาถา ๔ บาท
๑ เรียกว่า ศูนย์กาย
๒ เรียกว่า ศูนย์ใจ
๓ เรียกว่า ศูนย์ภาวะ
๔ เรียกว่า ศูนย์ธรรม
อะไรคือ ศูนย์กาย กายนั้น บิดามารดา เป็นผู้ให้กำเนิด มีทวารทั้ง ๙ ไหลตลอดเวลา นานาปฏิกูล ธาตุ ๔ อันประสานรวมกันอยู่ ย่อมจะเสื่อมสลายในที่สุด ผู้มีสติปัญญา ประจักษ์แจ้งว่า กายเป็นมายา ใช้กายอันเป็นมายานี้ศึกษาพุทธ บำเพ็ญศีล ปฏิบัติธรรม เรียกว่า เห็นแจ้งศูนย์กาย นี้คือ คาถาบาทที่หนึ่ง
หันมาดูใจตน ไวที่สุด มีสภาวะเหมือนมี สภาวะดับเหมือนไม่มี ประจักษ์แจ้งใจจริงแท้ ตื่นตลอด ไม่หลงเลอะ ไม่หันแปรปรวนตามความคิดฝันเพ้อ เห็นแจ้งศูนย์ใจ นี้คือคาถา บาทที่สอง


รำลึก

วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร จากคุณ llllllllll เอามาลงจำได้ ว่าเคยค้นๆ เจอที่ร้านขายหนังสือเก่า
ตอนนั้นอ่าน แล้ว มึน ตื๊บ ยังโง่อยู่ เยอะ
หนังสือเล่มนั้น บางมาก หายไปแล้ว หายไปใหนหว่า .....

เป็นครั้งแรก ที่รู้จัก พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ นึกชอบองค์นี้ขึ้นมาเฉย
เลยอธิษฐานเป็นศิษย์ท่านซะ
ท่านคงจะปวดหัว เพราะเราดื้อด้าน ชอบแหกโค้ง ไม่รักดีบ่อยไป

เลยเจออัด

ช่วงนี้ เลยโดนซะอ่วม ขนาดอ่วม เรายังดื้ออีก ยังไม่เข้าที่เข้าทางเลย
กิเลสหนา ยังหนา ขอให้กิเลสฝ่ายดีสุดๆ ละกัน

อ่านเป็นร้อยๆ พันๆ แสนๆ ครั้ง โพล่ง 1 ครั้ง จำไปจนตาย ประกายแสง