PDA

View Full Version : มนุษย์ต่างดาวมีจริงไหม,ทำลายเด็กหลอดแก้วเป็นบาปหรือไม่,กล่าวเท็จโดยไม่มีใครเสียประโยช


มดเอ๊ก
04-13-2008, 06:16 PM
ถาม – การมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวจะอธิบายอย่างไรตามหลักของพุทธครับ?

ผมจะพูดตาม ‘หลักฐานทางตัวอักษร’ ที่มีอยู่ในคัมภีร์นะครับ เพื่อให้คำตอบอยู่ใน ‘กรอบของพุทธ’ และเป็นอันรู้กันว่าไม่ใช่หลักฐานจากการค้นพบจริงหรือจากการนั่งทางในใดๆ ขอให้ฟังเป็น ‘ความรู้แบบพุทธ’ เกี่ยวกับคำถามที่ยังไม่อาจพิสูจน์เป็นมั่นเป็นเหมาะ อย่าฟังเอาไว้วิจารณ์ว่าเหลวไหลหรือไม่เหลวไหล

ก่อนอื่นขอให้มองว่า ‘มนุษย์’ ที่มีหูตา มีหนึ่งตัว มีสองแขนสองขาอย่างเราๆท่านๆนี้ หาได้มีอยู่เผ่าพันธุ์เดียวไม่ เดินออกไปก็เจอไทย จีน ฝรั่ง แขกคละกันทุกหย่อมหญ้าอยู่แล้ว ฉะนั้นมนุษย์เองก็มีความ ‘ต่างแดน’ ได้แม้จะไม่ต้อง ‘ต่างดาว’ กัน

ตามหลักของพุทธนั้น การเกิดมามีผิวสีใด ภาษาไหน อยู่เขตร้อนหรือหนาว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการ ‘ยัดเยียดจากกรรมเก่า’ ทั้งสิ้น ไม่มีทฤษฎีแห่งความบังเอิญหรือทฤษฎีสุ่มสี่สุ่มห้าใดๆในศาสนาพุทธอย่างเด็ดขาด

และแม้มาเกิดในโลกใบเดียวกัน แต่หากเป็นคนละยุค ก็แปลว่าทำกรรมที่จะต้องมาเสวยวิบากแตกต่างกัน เช่นคนมีบุญมากๆจะไม่เกิดเป็นมนุษย์ถ้ำ ต้องกินอยู่แบบดิบๆเถื่อนๆ เป็นต้น แม้จะก่อกรรมทำเข็ญมาให้ยากจน อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสดิ้นรนทำงานเพื่อลืมตาอ้าปากได้ในวันหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง ถึงแม้จะเกิดในโลกต่างใบกัน ทว่าทำกรรมคล้ายคลึงกัน ก็ย่อมต้องเสวยผลไม่แตกต่างจากมนุษย์ที่เราเห็นๆอยู่ พูดง่ายๆว่าไม่จำเป็นต้องค้นหาให้พบมนุษย์ต่างดาวก็ได้ ถ้าอยากเห็นความต่างกัน ก็คงไม่ต่างจากที่คุณเห็นคนต่างชาติต่างภาษาบนโลกใบนี้ และถ้าอยากเห็นความเหมือนกัน ก็คงไม่ต่างจากที่คุณเห็นคนใกล้บ้านเรือนเคียงสักเท่าใด

หากอยากทราบว่าจะรู้สึกอย่างไรเวลาเจอมนุษย์ต่างดาว ขอแนะนำง่ายๆว่าให้เข้าไปในประเทศที่คุยกันด้วยภาษาซึ่งคุณฟังไม่รู้เรื่อง ห้ามเอาล่ามไปด้วยนะครับ เอาสักสองสามวันก็พอ แล้วจะได้บรรยากาศ ‘ดาวคนละดวง’ อย่างถึงอกถึงใจ

เมื่อมีกรรม และผลของกรรมมี ไม่ว่าจะเป็นตรงไหนของจักรวาล ก็ต้องมี ‘สถานที่รับผลกรรม’ อย่างแน่นอนครับ ถ้าไม่เหมาะจะรับกรรมในไทย ก็อาจจะไปรับในมาเลเซีย ในญี่ปุ่น ในอเมริกา หรือถ้าดูๆแล้วไม่มีประเทศไหน เกาะใดบนโลกเหมาะ ก็จับเขวี้ยงไปหาโลกอื่นที่เหมาะสมเข้าจนได้ วิบากกรรมเป็นสิ่งมีอำนาจสูงที่สุดในจักรวาล เขาเหวี่ยงใครไปอยู่ไหนก็ได้ไม่จำกัด ไม่เกี่ยงระยะทางว่าไกลจาก ‘จุดก่อกรรม’ มากน้อยเพียงใด

ตามที่มีมาในพระไตรปิฎกอันเป็นแหล่งบันทึกคำสอนและความรู้ต่างๆนานาจากพระพุทธเจ้านั้น มีอยู่บทหนึ่ง พระศาสดาท่านตรัสกะพระผู้รับใช้ใกล้ชิดว่า

ดูกรอานนท์ จักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่ากับโอกาสที่พระจันทร์พระอาทิตย์โคจร ทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์ (หมายความว่านิยามของจักรวาลในที่นี้ ก็คือสุริยจักรวาลของเรา หรือสุริยจักรวาลอื่นๆ ที่มีพระอาทิตย์เป็นประธาน และมีดาวเคราะห์ต่างๆเป็นบริวาร โดยแสงอาทิตย์สาดไปได้ถึงครบทั่ว)

โลกธาตุอย่างเล็กมีอยู่พันจักรวาล ในโลกธาตุพันจักรวาลนั้น มีพระจันทร์พันดวง มีอาทิตย์พันดวง มีขุนเขาสิเนรุพันหนึ่ง มีชมพูทวีปพันหนึ่ง มีอปรโคยานทวีปพันหนึ่ง มีอุตตรกุรุทวีปพันหนึ่ง มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง มีมหาสมุทรสี่พัน มีท้าวมหาราชสี่พัน มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดุสิตพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสตีพันหนึ่ง มีพรหมโลกพันหนึ่ง

นอกจากนั้น พระพุทธองค์ยังตรัสถึงโลกธาตุอย่างกลางซึ่งมีอยู่หนึ่งล้านจักรวาล และโลกธาตุอย่างใหญ่ที่มีนับไม่ถ้วน ต้องเรียกแสนโกฏิ ซึ่งเป็นสำนวนหมายถึงจำนวนเป็นอนันต์นับกันไม่ไหว ที่พระองค์แยกแยะเช่นนี้ก็เพื่อให้เห็นขอบเขตของอนันตจักรวาลว่าใหญ่หลวงประมาณใด และมีภพซ้อนๆกันอยู่มากมายมหาศาลเกินจินตนาการปานไหน

มาทำความเข้าใจกันครับ ว่าหนึ่งชมพูทวีปคือโลกมนุษย์แบบที่เราอาศัยอยู่หนึ่งใบ หมายความว่าเพียงแค่มีกรรมที่ประมาณว่าสมควรจะอยู่ในโลกแบบเรา ก็มีสิทธิ์ไม่ใช่แค่พัน ไม่ใช่แค่ล้าน แต่เป็นอนันต์ ที่จะไปโผล่ที่ชมพูทวีปแห่งไหนก็ได้ในระหว่างแห่งอนันตจักรวาลนี้

นอกจากชมพูทวีปจะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ได้แล้ว ยังมีอปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีปอีกด้วย หมายความว่าทำกรรมเหมาะกับโลกแบบไหนก็ไปตกอยู่ในโลกแบบนั้น

จะยกตัวอย่างโลกมาแบบเดียวตามที่มีปรากฏในพระสูตรหนึ่งชื่ออาฏานาฏิยสูตร ท่านกล่าวว่าพวกมนุษย์ซึ่งเกิดในอุตตรกุรุทวีปนั้น ไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตน ไม่หวงแหนกัน มนุษย์เหล่านั้น ไม่ต้องหว่านพืช และไม่ต้องนำไถออกไถ หมู่มนุษย์บริโภคข้าวสาลีอันเป็นผลิตผลในที่ที่ไม่ต้องไถ ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ บริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม เป็นเมล็ดข้าวสาร หุงข้าวนั้นได้ในเตาอันปราศจากควัน

หมายความว่าถ้าใครมีจิตใจอารีอารอบ เห็นเพื่อนร่วมโลกเป็นญาติมิตรไปหมด ก็มีสิทธิ์ไปถือกำเนิดในอุตตรกุรุทวีป อันไม่มีการแก่งแย่ง ไม่มีการแข่งขันค้าขาย บริโภคข้าวอันเกิดแต่บุญเช่นการให้ทานอย่างไม่เลือกหน้า

เรื่องรายละเอียดอื่นใดอาจฟังยาก แต่ขอให้สังเกตด้วยว่าพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องจักรวาลไว้เกือบสามพันปีแล้ว มนุษย์ยุคนั้นยังนึกว่าโลกแบนด้วยซ้ำ และเมื่อร้อยกว่าปีก่อนนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกยังพากันหลงเข้าใจว่ามหาจักรวาลนี้มีดาวฤกษ์อย่างพระอาทิตย์แค่หลักหมื่นหลักแสน (เท่าที่ตาเปล่าและกล้องดูดาวเล็กๆจะขยายให้เห็นได้) แต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เรียบร้อยว่ามีเป็นอนันต์ ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องพูดประมาณนั้น เนื่องจากหนึ่งกาแลกซี่มีดาวฤกษ์แสนล้านดวง และทั้งจักรวาลก็ไม่น่าจะต่ำกว่าแสนล้านกาแลกซี่

นอกจากนั้นยังเป็นที่รู้กัน ว่ายิ่งวิทยาการก้าวหน้า ขุดคุ้ยความจริงทางธรรมชาติได้มากขึ้นเพียงใด ธรรมชาติยิ่งปรากฏเป็นสิ่งพิลึกพิลั่น แปลกประหลาดผิดเพี้ยนไปจากสามัญสำนึกของพวกเรามากขึ้นเพียงนั้น อย่างเช่นที่นึกๆกันว่าจักรวาลเป็นห้วงอวกาศว่างๆอันกว้างใหญ่ ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้นเสียแล้ว

หนึ่งในความลึกลับน่าฉงนกว่าอะไรอื่น ก็คือสสารมืด (Dark Matter) การเริ่มรู้ว่าสสารมืดมีอยู่ มาจากการสังเกตว่าการหมุนของกาแลกซี่เป็นไปได้ช้ากว่าที่ควร คือคำนวณแล้วต้องมีแรงโน้มถ่วงจาก ‘สิ่งลึกลับ’ บางอย่างเข้ามากระทำ และหลังจากนักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณค่าพลังหน่วงเหนี่ยวแล้ว ก็พบว่าสิ่งลึกลับเจ้าของพลังดังกล่าวจะต้องเป็นส่วนประกอบของจักรวาลถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ทีเดียว!

นั่นหมายความว่ามหาจักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้ แม้ถูกเปิดเผยด้วยเครื่องไม้เครื่องมือบนโลกไปสักเท่าไร ก็ไม่มีทางเกินกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไปได้!

ตรงนี้ถ้ามาพิจารณาสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง ไม่ว่าจะเป็น ‘ขุนเขาสิเนรุ’ หรือ ‘มหาสมุทร’ อันคั่นอยู่ในระหว่างแห่งโลกธาตุ ก็อาจมีนัยเชื่อมโยงถึงกันอยู่ก็ได้ นี่ก็ต้องรอว่าเทคโนโลยีจะข้ามพรมแดนรูปธรรมไปสู่สภาพอันไม่อาจจับต้องได้แค่ไหน

คัมภีร์ศาสนาเราเป็นสิ่งสืบทอดต่อเนื่องกันมาช้านาน คงไม่มีชาวพุทธคลั่งศาสนายุคใหม่ที่ไหนแอบดอดไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง สอดแทรกความรู้อันเกิดจากวิทยาการปัจจุบันเข้าไปได้เป็นแน่ ฉะนั้นเมื่อพระองค์รู้จักสิ่งที่คนสมัยนั้นรู้ไม่ได้ด้วยกล้องดูดาว ตรัสออกมาได้ถูกต้องว่ามีดาวกลมๆ มีพระอาทิตย์สว่างๆอยู่อีกมากมาย ก็น่าจะแปลว่าพระองค์คง ‘เห็นจริงๆ’ ในสิ่งที่ตรัสอื่นๆ เช่นมนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปเช่นกัน

สรุปคือพุทธพจน์ยืนยันการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาว แล้วก็เป็น ‘มนุษย์’ ในความหมายที่มีเลือดเนื้อ มีจิตวิญญาณแบบพวกเรา แม้อยู่ในโลกใบอื่นก็เคยประกอบกรรมมาให้เหมาะควรแก่การมีจิตสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี (มโนธรรม) มีเมตตากรุณา (มนุษยธรรม) ตลอดจนมีเหตุผล สามารถเรียนรู้ สามารถคิดอ่าน สามารถสร้างสรรค์อะไรๆได้เหมือนพวกเรา

การมีอยู่จริงของมนุษย์ต่างดาวไม่ได้เป็นประกันว่าเขาจะฉลาดหรือโง่กว่าเราสักแค่ไหน หากมีกรรมที่เหมาะจะไปเกิดในอาณาจักรการปกครองยุคมืด ก็คงไม่มีทางสร้างจานบินหรือผลิตจานส่งสัญญาณข้ามอวกาศมาสื่อสารกับเราได้แน่

ถ้าอยากรู้ว่ามนุษย์ต่างดาว เทวดา มาร พรหมมีจริงหรือไม่มีจริง คุณแค่ศึกษาหลักกรรมวิบากให้ดีๆ แล้วฝึกจิต ฝึกสติตามรู้ ตามดูความเคลื่อนไหวกายใจตนเองให้ต่อเนื่อง ก็จะทราบว่าแหล่งผลิตกรรมอยู่ตรงนี้เอง ภพที่จะต้องเกิดขึ้นรองรับผลกรรมก็อยู่แค่เอื้อมนี่เอง ไม่มีสิ่งใดในสากลจักรวาลนี้แปลกประหลาดพิสดารเกินกรรมวิบากไปได้เลย

ถาม – การทำเด็กหลอดแก้วมีโอกาสดูได้ง่ายว่าเด็กออกมาจะมีคุณสมบัติอย่างไร ถ้าไม่ชอบก็ทิ้งไป การเลือกว่าจะเอาหรือไม่เอาแบบนี้ถือว่าเป็นการฆ่ามนุษย์หรือยังคะ?

ถือว่าเป็นการฆ่ามนุษย์ครับ ทางพุทธเราไม่ได้เริ่มนับความเป็นมนุษย์ตอนเด็กคลอดออกมาร้องไห้ให้ฟัง แต่นับความเป็นมนุษย์ตามภาวะความเป็นจริงทางธรรมชาติ นั่นคือนับแต่วินาทีแรกที่สามารถตั้งอยู่ในครรภ์มารดาได้

พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าไม่มีวิญญาณหยั่งลงในครรภ์มารดา นามรูปก็ไม่อาจตั้งอยู่ได้ ซึ่งนามรูปในที่นี้ก็คือสิ่งที่เราเห็นว่าเจริญขึ้นเป็นตัวอ่อนนั่นแหละ นั่นแปลว่าทันทีที่เกิดการปฏิสนธิระหว่างอสุจิกับไข่สำเร็จ ตอนนั้นมีวิญญาณมาแล้ว

นี่เป็นความจริง หากใครสามารถย้อนระลึกกลับไปสู่ภาวะก่อนเกิด ก็จะทราบว่าความรู้สึกครึ่งภวังค์ครึ่งนึกคิดได้นั้น ปรากฏตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาแล้ว หาใช่เพิ่งมารู้สึกนึกคิดแบบแจ่มชัดและรู้ความหลังจากคลอดดังที่เข้าใจกันไม่

ขอให้คำนึงว่าเด็กหลอดแก้วมิใช่สิ่งที่พวกเรา 'สร้าง' ขึ้นเหมือนก่ออิฐถือปูนที่ปราศจากวิญญาณ เราแค่ 'เชิญใครคนหนึ่งมาเกิด' ในที่ที่ตระเตรียมไว้ เมื่อเขามาตามคำเชิญแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปทำลายโอกาสเจริญขึ้นเป็นมนุษย์เต็มตัวแต่อย่างใด

ถาม – ถ้าการกล่าวเท็จนั้นไม่ได้ทำลายประโยชน์ของเรา ไม่ได้ทำลายประโยชน์ผู้อื่น อย่างนี้แล้วถือว่าไม่ผิดศีลได้ไหมคะ?

ความจริงมีอยู่ เราเจตนาพูดเพื่อบิดเบือนความจริง ความจริงที่ถูกบิดก็จะเป็นพลังบิดชีวิตเราในทางใดทางหนึ่ง สมดังเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้โกหกย่อมมีโทษสถานเบาเป็นการถูกใส่ไคล้ นั่นหมายความว่าถ้ากล่าวเท็จเล็กน้อย ก็อาจถูกใส่ไคล้เล็กน้อย แต่ประเด็นสำคัญคือเมื่อริโกหก นิสัยอ้างโน่นอ้างนี่เพื่อโกหกจะติดตัวเราไป

วันนี้โกหกเพื่อปกป้องคนอื่น อาทิตย์หน้าโกหกเอาตัวรอดเล็กน้อย เดือนหน้าโกหกเพื่อให้โลกเกิดสันติสุข ปีหน้าโกหกเพื่อความยั่งยืนของอุดมการณ์ ฯลฯ อะไรใหญ่ๆจะเริ่มจากอะไรเล็กๆ กว่าคุณจะรู้สึกตัว ก็กลายเป็นคนขี้โกหกเพื่อข้ออ้างอันน่าฟังไปเสียแล้ว

สรุปคือขึ้นต้นด้วยเจตนาบิดเบือน ก็เป็นมุสาแล้ว ไม่มีข้อยกเว้นครับ ลองไม่ต้องคำนึงว่าเป็นบาปไหม ลองไม่ต้องคำนึงว่าจะเสวยผลเป็นทุกข์ในรูปแบบใด เอาแค่คำนึงว่ามันจะทำให้เราติดนิสัยโกหกเพื่อข้ออ้างหรือไม่ ก็จะทราบว่าโลกนี้มีความจริงเป็นอย่างไร ก็อย่าให้การเกิดมาของเราไปทำลายความจริงนั้นๆเถิด

ผลที่จะเกิดขึ้นแน่ๆคือจิตของเราเองที่ใสเรียบ เห็นความจริงทั้งหลายได้อย่างเที่ยงตรง ซึ่งสอดคล้องกันดีกับหลักปฏิบัติสูงสุดของพุทธศาสนา คือ ‘เห็นตามจริงเท่าที่ปรากฏอยู่’ แล้วในที่สุดบรมสุขจะเป็นของผู้ตัดสินใจยืนอยู่ข้างความจริง ความจริงย่อมเข้าข้างผู้รักความจริง และคนรักความจริงย่อมประจักษ์ว่าอำนาจความจริงมีพลังอยู่เหนืออะไรทั้งหมด แม้จะต้องลำบากบ้างจากการพูดคำอันเป็นจริงในระยะแรกๆ แต่หลังจากยืนอยู่ข้างความจริงนานไป คุณจะพบว่าตัวเองยืนอยู่ในโลกที่แตกต่าง เหตุผลบีบคั้นให้ต้องโกหกจะน้อยลงเรื่อยๆกระทั่งเหมือนชีวิตอยู่บนเส้นทางที่ไม่ต้องโกหกเลย



:yoyo_0103:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare092.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare092.htm)