PDA

View Full Version : หย่าขาดกับสามีแต่ยังคิดเกี่ยวกับเรื่องบนเตียง, เลิกทำบุญแล้วถึงกับตกอับทีเดียวหรือ


มดเอ๊ก
04-13-2008, 06:14 PM
ถาม – ดิฉันหย่าขาดกับสามีมาได้นานพอสมควรด้วยเหตุผลบางอย่าง ระหว่างเราไม่ได้มีความบาดหมางกัน ยังสามารถโทร.คุยกันเหมือนเพื่อน (เราเคยเป็นเพื่อนกันนานก่อนจะอยู่กินกัน) และดิฉันก็ทราบว่าเขาคิดแบบเพื่อนจริงๆ แต่ดิฉันเองทราบดีแก่ใจว่ายังรักเขามาก แม้จะพยายามใช้น้ำเสียงหรือคำพูดแบบเพื่อนก็ตาม นั่นทำให้รู้สึกผิด เพราะปัจจุบันเขามีลูกเมียแล้ว อยากทราบว่าการที่ดิฉันยังมีใจรักเขา และมีจินตนาการถึงเขาเกี่ยวกับเรื่องบนเตียงอยู่ ถือว่าเป็นผิดบาปอย่างไรไหม? คือนานแล้วที่ไม่ได้เจอตัวเป็นๆนะคะ แต่คุยทางโทรศัพท์ทีไรก็จะคิดถึงความสัมพันธ์เก่าๆเสมอ จนนึกเกลียดตัวเองและทรมานใจที่ตัดอารมณ์ฝ่ายต่ำไม่สำเร็จ

ขอพูดตามขอบเขตของศีล ๕ นะครับ ศีล ๕ เป็นรั้วกั้นบาปทางกายและทางวาจาเท่านั้น ไม่ได้กั้นรวมไปถึงใจ หมายความว่าคุณจะคิดแค่ไหน จิตจะดิ้นรนกระสับกระส่ายเพียงใด ขอเพียงไม่มีเพศสัมพันธ์กันจริงๆ ก็นับว่ายังเป็นผู้อยู่ในกรอบอยู่ในรั้วของศีลได้เต็มตัว ยังไม่หลุดออกมาเป็นผู้ผิดศีลแน่นอนครับ

ว่ากันว่าวัวเคยขา ม้าเคยขี่ เป็นสามีภรรยากันมาก่อนนั้น เมื่อหย่าขาดจากกันและไปเป็นของคนอื่น แล้วยังมีเยื่อใยอยู่ จะเกิดความต้องการทางเพศได้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากรู้ไส้รู้พุง คลุกวงในใกล้ชิดกันมามาก จึงเหมือนอยู่แค่เอื้อมถึง แต่ตานี้ของแค่เอื้อมกลายเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างร้ายแรงไปเสียแล้ว

พอใจรู้สึกว่าเป็นของต้องห้าม และพยายามสั่งตัวเองให้ห้ามใจ ใจจะพยศขึ้นมาเหมือนม้าป่าหนีบ่วงบาศทันที ถ้าไม่ห้าม ถ้าไม่คิด ถ้าไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าห้ามปุ๊บ ใจจะพยายามกระโจน บังเกิดความทะยานอยากอย่างรุนแรงขึ้นมาทันใด

ผลของการมีใจ หรืออีกนัยหนึ่งคือการ ‘ไม่สามารถตัดใจ’ นั้น คุณทราบอยู่แล้วกับปัจจุบัน นั่นคือความทรมานใจ และสำหรับผลในระยะยาว ก็คือความมีความเกาะเกี่ยวผูกพันกับเขาแบบบาดใจ บันดาลเหตุให้ต้องรู้สึกลับๆล่อๆต่อไปอีก นี่คือสัจธรรมของมโนกรรม กรรมที่ทำด้วยใจ ย่อมได้รับ ‘ผลทางใจ’ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างแน่นอน เพียงแต่ในกรณีนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเดือดร้อนทรมานระดับเดียวกับที่ไปผิดศีลข้อกาเมสุมิจฉาจารเท่านั้น

กรณีของคุณอาจนำมาเป็นตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติก็ไม่ได้ใจร้ายไส้ระกำนัก ใช่ว่าหย่าปุ๊บต้องตัดใจให้ได้ปั๊บ ธรรมชาติไม่ได้ห้ามขาดมิให้ถวิลหาหรือเกิดอารมณ์วูบไหววาบหวามอีกเลย ยังมีใจได้ ยังถวิลหาได้ ยังเผลอใจได้ แต่ขออย่างเดียวอย่าเผลอตัวก็แล้วกัน

บางทีผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกันนะครับ คู่ที่เลิกๆกันไปแล้วน่ะ ถ้าต่างฝ่ายต่างรู้ตัวว่าไม่คิดอะไรแล้วจริงๆ จะพูดคุยหรือพบปะก็คงเหมือนเพื่อนที่ไว้ใจได้ แต่มีแบบนั้นสักกี่รายกัน? หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือหนักกว่านั้นคือทั้งสองฝ่าย ต่างก็ยังมีใจผูกพัน ยังมีความรู้สึกแสนหวานแสนดีค้างคาอยู่ อย่างนี้ผมไม่สนับสนุนเลยที่จะให้พบเจอหรือแม้กระทั่งได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ เพราะวันดีคืนดีอาจเกิดน้ำหนักอารมณ์ชนะความยับยั้งชั่งใจเข้าจนได้ วันนี้ยังไม่ผิด อาจไม่ใช่เพราะสามารถไว้ใจตัวเองได้ แต่เพราะยังไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มส่งสัญญาณต่างหาก

อาจฟังยากหน่อยนะครับ ผมตอบว่าคุณยังไม่ผิดในปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่ได้ทำอนาคตให้ถูกเสียทีเดียวนะ การไว้ใจอนาคตมากเกินไปเขาเรียกประมาท ถ้ากิเลสเขาเก่งน้อย วัฏสงสารคงไม่มี ‘ข้างล่าง’ มากกว่า ‘ข้างบน’ เหมือนอย่างที่เห็นตัวอย่างกันในโลกมนุษย์เช่นนี้หรอก

ถ้ามีเหตุสำคัญต้องพูดคุยก็คงจำเป็นต้องคุยต่อไป แต่ถ้าไม่สำคัญ และคุณรู้อยู่แล้วว่าใจตัวเองสั่งตัดไม่ได้ ก็จงอย่าชะล่า อย่าหลงไว้ใจอนาคตอีกต่อไปเลย พรุ่งนี้ไม่ใช่ตัวคุณ แต่เป็นใครอีกคนที่อยู่นอกเหนือการควบคุมอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นก็คุมตัวคุณที่คุมได้ในวันนี้เถิดครับ อย่าปล่อยให้สายเกินแก้แล้วมานั่งเสียใจภายหลัง อย่างมากปีใหม่ส่งลูกอมรสบ๊วยไปให้สักกล่องเดียวก็โอเคแล้ว เป็นการฝากความระลึกถึงในทางดีเพียงพอแล้ว

ถาม – ต้องทำงานใกล้ชิดกับคนไม่มีมารยาท ชอบทำอะไรให้เรารู้สึกหงุดหงิด บางครั้งยิ่งรู้ว่าเราไม่ชอบก็ยิ่งแกล้ง เห็นเป็นเรื่องสนุก ทำให้เกิดความเกลียดขี้หน้ามากขึ้นทุกวัน เลยอยากทราบว่าเขาจะได้รับผลกรรมอย่างไรจากความเป็นคนขี้แกล้งและไม่มีมารยาท เผื่อจะลดความเกลียดลงได้บ้าง

คุณได้อยู่กับคนไม่มีมารยาทอย่างเขาเดี๋ยวเดียว อย่างมากก็วันละ ๘ ชั่วโมงในเวลาทำงาน แต่เขาต้องอยู่กับคนไม่มีมารยาทตลอดเวลา วันละ ๒๔ ชั่วโมงทั้งปี ผมว่าเขาเจอหนักกว่าคุณเยอะนะครับ แค่คิดอย่างนี้ก็น่าจะเป็นเหตุให้นึกเมตตา และลดความเกลียดเขาลงได้บ้างแล้ว

การจงใจแกล้งชาวบ้านเล่นเพื่อความบันเทิงส่วนตัว หรือพูดง่ายๆว่าพอใจจะมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นนั้น ดูเผินๆจะสนุกตอนได้ทำ หรือสะใจตอนแกล้งสำเร็จ อย่างมากคนถูกแกล้งก็โมโหนิดหน่อย และส่วนใหญ่จะไม่อยากถือสาหาความ เลยดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่แท้จริงหากสามารถสัมผัสจิตของคนขี้แกล้งได้ คุณจะรู้สึกว่าความระริกระรี้ตอนแกล้ง ที่แปรเป็นความอลหม่านฟุ้งซ่านหลังแกล้งสำเร็จ ช่างไม่น่าพิสมัยเอาเลยสำหรับเจ้าตัวเอง คล้ายจิตของเขามีความคันแบบลิง อยู่นิ่งเป็นสุขไม่ค่อยได้ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิยาก

และหากสั่งสมบาปเล็กบาปน้อยมากถึงจุดที่กลายเป็นเงาบาปใหญ่ เขาจะเป็นพวกชอบหาความเดือดร้อนให้ตัวเอง อยู่ดีไม่ว่าดี คิดผิด เลือกผิด ตัดสินใจผิด แม้รู้ทั้งรู้ว่าผิดก็อุตส่าห์ดันทุรังทำ เหมือนใจเป็นศัตรูตัวเอง อยากกลั่นแกล้งตัวเองให้ได้รับความเดือดร้อน นี่แหละครับผลกรรมของคนขี้แกล้ง ในระยะยาวไม่มีนักแกล้งมนุษย์รายไหนอยู่เป็นสุขเลยสักคน

ส่วนผลของการเป็นคนไม่มีมารยาท เขาก็ย่อมได้รับการสนองตอบจากสภาพแวดล้อมอย่างไม่มีมารยาทเช่นกัน นับแต่เป็นผู้ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างให้เกียรติ ไปจนกระทั่งได้รับความจุกจิกกวนใจจากมดแมลงบนที่นอน ย้ายบ้านไปที่ไหนก็เจออยู่เรื่อย ในขณะที่คนบ้านเดียวกันไม่ค่อยจะเจอกัน

ฉายภาพวิบากกรรมของคนขี้แกล้งไร้มารยาทให้ดูแล้ว คราวนี้ขออนุญาตฉายภาพใกล้ตัวคุณสักนิดนะครับ การเพ่งเล็งอยู่ว่าใครทำอะไรย่อมได้รับผลอย่างนั้น เฉียดกันนิดเดียวระหว่างผู้มีอุเบกขามหากุศล กับผู้มีจิตคิดสาปแช่งให้ศัตรูมีอันเป็นไป

ที่คุณขอทราบผลกรรมของคนที่คุณเกลียด เพื่อจะได้ลดความเกลียดลงนั้น ขอให้สำรวจใจตัวเองดีๆว่ายังเจืออยู่ด้วยโทสะขณะถามหรือไม่ ได้รับคำตอบแล้วมีความสะใจหรือไม่ หากมีอยู่ก็แปลว่าคุณมีมูลรากของความเป็นนักเพ่งโทษ นักสาปแช่งแล้ว เพราะคุณไม่มีทางลดความเกลียดลงได้ด้วยความสะใจกับการรู้ว่าศัตรูต้องเจอชะตากรรมเลวร้าย จิตที่สะใจแบบนั้นชี้ชัดว่าคุณต้องมีความคิดอันเป็นอกุศล เมื่อคิดเป็นอกุศลย่อมปรุงแต่งจิตให้อยู่ในสภาพที่มืด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประกอบด้วยโสมนัส (กรณีนี้คือสะใจ) ก็ยิ่งขยายผลให้แรงเข้าไปใหญ่

เมื่อคิดเป็นอกุศล ย่อมได้รับผลในทางไม่ดีเช่นกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งคิดไม่ดีกับคนไม่ดี

ขอแนะนำว่าเพื่อฝึกตนให้เป็นผู้มีจิตอุเบกขาจริงๆ คุณควรใส่ใจกับผลกรรมดีของผู้ที่คุณผูกพยาบาทหรือโกรธเกลียดก่อนเป็นอันดับแรก เห็นว่าแม้คุณเกลียดก็ไม่อาจทำลายความสุขที่เขาควรได้รับจากความดีที่เขาสร้างทำมากับมือ จากนั้นจึงค่อยหัดดูผลกรรมชั่วของผู้ที่คุณผูกสมัครรักใคร่เป็นอันดับต่อมา เห็นว่าแม้คุณรักใครเพียงใดก็ไม่อาจทำลายความทุกข์ร้อนที่เขาควรได้รับจากไฟที่เขาก่อขึ้นมากับมือเช่นกัน

ถาม – ถ้าหากอยากเป็นนักเขียนที่มีความสามารถเรียงร้อยถ้อยคำให้กระชับ สวยงาม อ่านแล้วเข้าใจง่าย จะต้องฝึกฝนหรือทำกรรมอย่างไรครับ?

เริ่มจากมโนกรรมก่อนครับ ขณะเขียนต้องคิดทุกประโยคว่าทำอย่างไรจะให้เข้าใจง่ายที่สุด น่าสนใจที่สุด

โรงเรียนนักเขียนที่ดีที่สุดน่าจะได้แก่ชีวิตประจำวัน หลายครั้งที่ประโยคดีๆเกิดขึ้นในหัวขณะเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างตัวคุณกับโลกภายนอก ตรงนั้นก็เอามาเขียนได้เลยตรงๆ แต่หลายครั้งคุณเกิดความรู้สึกประทับใจทว่าบรรยายเป็นคำพูดไม่ถูก ตรงนั้นก็ต้องฝึกที่จะกลั่นมันออกมาเป็นคำพูดและบันทึกลงไปเนียนๆ

ขอให้จำไว้ว่าคุณจะได้ประโยคคำพูดกินใจ ชื่อบทความน่าสนใจ หรือชื่อหนังสือสะดุดตาที่สุดจากเรื่องราวกระทบตัวระหว่างวัน ไม่มีทางหาได้จากการนั่งใช้จินตนาการอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือเลย

ด้วยนิสัยนึกได้แล้วค่อยจด คุณจะพบว่าตัวเอง ‘อยู่กับงานเขียนทั้งวัน’ ได้โดยไม่ต้องเหนื่อยเฟ้นหาคำจากสมองที่ว่างกลวง เพราะชีวิตประจำวันนั่นเอง จะเป็นที่มา เป็นตัวบันดาลคำที่คุณจะเขียน เมื่อมานั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือก็แค่เรียบเรียงให้เกิดเนื้อหาเริ่มต้น ดำเนินไป และจบลงอย่างเรียบร้อย สอดคล้องกับไอเดียระหว่างวันเท่านั้น

สมัยก่อนสมุดโน้ตเล่มเล็กกับปากกาหนึ่งด้ามจึงเป็นอุปกรณ์หากินสำคัญที่สุดสำหรับนักเขียน หากไม่พกติดตัวไปไหนมาไหนอาจเป็นความผิดขั้นอุกฤษฏ์ และจะสำนึกได้ต่อเมื่อการออกนอกบ้านครั้งหนึ่งๆเกิดไอเดียเด็ดแล้วไม่สามารถทรงจำไว้ หรือจำได้ไม่ครบถ้วน

สมัยนี้ไม่จำเป็นต้องขยันพกสมุดกับปากกาให้รุงรัง เพราะโทรศัพท์มือถือกลายเป็นอะไรที่รวมเอาทุกอุปกรณ์สำคัญไว้ในหนึ่งเดียว ถ้าคุณมีโทรศัพท์ชนิดบันทึกเสียงได้ ก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์เต็มที่เถอะครับ เมื่อใดก็ตามที่ประโยคคำพูดดีๆผ่านแวบขึ้นมาในหัว อาจจะขณะว่าง หรือขณะกระทบเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกแรงๆ จงบันทึกมันลงไป หาวิธีอธิบาย หรือหัดเลือกคำให้เหมาะเจาะที่สุด ฟังแล้วเข้าใจทันที ตีกรอบไว้ด้วยว่าต้องสั้น ถ้าให้ดีที่สุดคือจบความในประโยคเดียว หรือให้ยาวที่สุดอย่าเกิน ๓ ประโยค

เยี่ยมกว่านั้นคืออาศัยลูกขยัน พอบันทึกเสร็จก็คิดซ้ำ ว่ามีมุมมองไหนอธิบายเรื่องเดียวกันให้น่าสนใจมากขึ้นได้ไหม อย่าตำหนิตัวเองถ้าคุณมีความไม่พอใจในงานของตัวเองสูงมาก กลับไปอ่านแล้วไม่เคยรู้สึกพอใจ จะต้องเห็นจุดบกพร่องที่ต้องแก้เสมอ เพราะไม่ว่าจะเขียนได้ดีเพียงใด คุณจะพบว่าตัวเองในอีกเวลาหนึ่งมักสามารถเขียนได้ดีกว่าเดิมเกือบทุกครั้ง

ในแง่ของกรรมวิบาก เมื่อฝึกหาคำอธิบายให้เข้าใจง่ายมากเข้า กระทั่งเกิดกระแสความปรารถนาอันแท้จริงที่จะถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจของคุณเป็นวิทยาทานกับคนอื่น จิตจะเกิดความฉลาดทางภาษาขึ้นมาเอง และยิ่งวิทยาทานทำให้จิตคุณนุ่มนวลควรแก่งานมากขึ้นเท่าไร คุณก็จะยิ่งเกิดความละเอียดอ่อนและสามารถขีดเขียนได้สละสลวยมากขึ้นเท่านั้น

ถาม – เห็นคนเคยมีโอกาสทำบุญมากๆแล้วชีวิตรุ่งเรือง แต่พอไปอยู่ในประเทศที่ไม่ค่อยมีโอกาสทำบุญ เขาก็ดูตกอับลงทันที อย่างนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อใดไม่ได้ทำบุญ เมื่อนั้นจะตกอับทันทีใช่ไหมคะ?

หลักกรรมวิบากที่ต้องจดจำไว้แม่นๆ คือทำบุญแล้วจะเป็นสุขใจ และมีความรุ่งเรืองในชีวิตเป็นผลลัพธ์ ส่วนถ้าทำบาปใจอาจปลาบปลื้มชั่วคราว แต่จะมีความตกอับในชีวิตเป็นผลตามหลังมา ความสมเหตุสมผลกันมีอยู่แค่นี้ ไม่มีอย่างอื่น

สำหรับคนที่คุณเห็นว่าเขาไม่ทำบุญแล้วตกอับ แตกต่างจากเมื่อครั้งมีโอกาสทำบุญ อาจชวนให้ไพล่นึกไปว่า ‘เหตุ’ คือเคยทำบุญแล้วเว้นวรรคไป ส่งให้เกิด ‘ผล’ คือมีชีวิตที่ตกอับ มีความลำบากในการงาน มีความเป็นทุกข์กับสิ่งแวดล้อม

ขอให้มองอย่างนี้แทนนะครับ ความจริงคือทุกคนต่างชุ่มอยู่ด้วยบาป เพราะหลงไม่รู้ ก่อเวรกันมาคนละมากต่อมาก ฉะนั้นวิบากมืดอาจจ้องรอโอกาสทำร้ายพวกเราอยู่ตลอดเวลา แต่หากมีโอกาสทำบุญหนักๆ บุญใหม่ก็อาจช่วยช้อนไว้ หรือลดแรงกระแทกจากบาปเก่าไว้ ทำให้เหมือนสุขสบายดี หรือเสวยบุญโดยไม่มีอุปสรรคน่ารำคาญใจใดๆ

คนที่คุณกล่าวถึงนั้น พื้นชีวิตเดิมอาจไม่ดีนัก เพราะบาปเก่าแต่หนหลังจ้องเล่นงานอยู่ แต่เมื่อมีบุญใหม่ช่วยอุ้มไว้ ก็เลยดูดีมีสุข ทว่าพอหมดตัวช่วย วิบากดำก็เลยเล่นงานได้โดยไม่ต้องเกรงใจบุญใหม่อีกต่อไป

อีกประการหนึ่ง หากคุณมีโอกาสแนะนำเขาได้ ก็ควรบอกกล่าวให้เข้าใจว่า ‘บุญ’ นั้นไม่ใช่มีแค่การทำสังฆทานถวายพระภิกษุสงฆ์ แท้จริงยังมีบุญที่ ‘ใหญ่กว่า’ เช่น ตั้งใจเว้นขาด (หมายถึงไม่ทำเลยตลอดชีวิต) ที่จะฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ที่จะลักทรัพย์ ที่จะประพฤติผิดในกาม ที่จะโป้ปดมดเท็จ และที่จะเสพสุรายาเมา

แค่ความตั้งใจเว้นขาดที่สามารถพิสูจน์ตัวว่าทำได้จริง ทำได้ต่อเนื่อง แม้ไร้โอกาสเข้าวัด แม้ไม่มีขอทานให้บริจาคเงินเลยสักคน ก็ได้ชื่อว่าทำชีวิตให้เป็นโอกาสแห่งบุญใหญ่แล้ว วิบากมืดซัดเข้ามาแรงเพียงใด ก็อาศัยปราการคือศีลธรรมที่บริสุทธิ์เป็นตัวต้าน เป็นแรงเสียดทาน หรืออย่างน้อยเป็นตัวเจือจาง ผ่อนหนักให้เป็นเบาลงได้มากอย่างแน่นอน

พอเข้าใจถูกต้องเสียอย่างนี้ ก็จะได้สบายใจด้วยครับ หลายคนกลัดกลุ้มที่บ้านอยู่ห่างวัด ขาดโอกาสทำบุญกับพระ จริงๆแล้วอยู่บ้านก็ทำบุญได้ตลอดเวลาเลย พอมีโอกาสค่อยเดินทางไกลไปพบพระดี ที่จะช่วยเป็นแรงเสริมให้เกิดศรัทธาปสาทะในการทำบุญอย่างแรงเป็นครั้งคราวก็ใช้ได้ ไม่ถือว่าเสียเปรียบใครเท่าไหร่หรอก



:yoyo_0071:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare091.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare091.htm)