มดเอ๊ก
04-13-2008, 06:09 PM
ถาม สงสัยว่าทำไมตัวเองถึงเหมือนมีระดับสติปัญญาที่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ วันหนึ่งรู้สึกเหมือนฉลาดจัด แต่อีกวันหนึ่งดูโง่ๆคิดอะไรไม่ค่อยออก อย่างนี้แปลว่าผมเคยทำกรรมเกี่ยวกับความฉลาดมาอย่างไรหรือครับ?
ก่อนอื่นต้องมองอย่างนี้ครับ ปัจจัยของความฉลาดไม่ได้มาจากกรรมในอดีตอย่างเดียว อดีตกรรมอาจเป็นตัวตั้งให้สัก ๕๐% สำหรับคนทั่วไป เช่นขึ้นต้นมาอาจมีหยักสมองให้มาก เป็นเด็กหัวโตหน้าผากกว้างเห็นเด่นหน่อย ส่วนอีก ๕๐% ที่เหลือต้องมาฝึกหัดสร้างสมเอาในชาตินี้ชีวิตนี้ จะกล่าวให้เข้าใจง่ายก็คงเป็นว่าคนเราฉลาดด้วยพรสวรรค์ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งต้องอาศัยพรแสวงเอา
๕๐% แรกที่มาจากอดีตชาตินั้น หมายถึงทำทานและรักษาศีลมาสอดคล้องกับการเป็นผู้มีสติปัญญาดีไว้มากน้อยเพียงใด (ขอย้ำว่า ๕๐% จะหมายถึงสำหรับคนทั่วไปนะครับ มีบุญหรือบาปพิเศษบางอย่างที่ให้ผลเป็นความฉลาดหรือความโง่เกิน ๕๐% ได้มากเท่ามาก)
ในแง่ของทานที่ให้ผลเกี่ยวกับสติปัญญา ก็เช่นการมีแก่ใจใช้สติปัญญาของตนช่วยแก้ปัญหาให้ผู้อื่น หรือให้ความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการแก่คนรอบข้าง หากยิ่งให้ธรรมะเป็นทาน ทำให้ผู้อื่นเข้าใจเรื่องกรรมวิบากและหนทางหลุดพ้น ก็ยิ่งมีผลใหญ่หลวงเป็นพิเศษ
ในแง่ของศีลที่ให้ผลเกี่ยวกับสติปัญญามีอยู่ ๒ ข้อหลักๆ ข้อแรกคือปาณาติบาต ถ้างดเว้นการฆ่าสัตว์ก็จะเอื้อให้จิตใจปลอดโปร่ง เปิดทางให้ความฉลาดแล่นได้เต็มที่เต็มทาง แต่หากสั่งสมบาปจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นประจำจะทำให้ทึบหนักเหมือนคนโง่ได้ อีกข้อหนึ่งคือสุราเมรัย ถ้างดเว้นน้ำเมาจะมีสติเป็นปกติดีตามธรรมชาติของจิต แต่หากสั่งสมความมัวเมาขาดสติจากการร่ำสุรามากๆแล้ว จะมีผลถึงชาติถัดไปคือเป็นคนฟุ้งซ่านมาก หรือกระทั่งวิกลจริตได้เป็นพักๆ นั่นเป็นโทษของกรรมที่ไม่เห็นคุณค่าของการมีสติสัมปชัญญะดีๆ
นอกจากศีล ๒ ข้อดังกล่าวแล้ว ศีลข้อที่ว่าด้วยการขโมยก็อาจมีส่วนทำให้โง่ ถ้าการขโมยนั้นเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ เกี่ยวกับปัญญา เช่นขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ลักลอบนำสิ่งที่ผู้อื่นอุตส่าห์เหนื่อยยากคิดค้นมาเป็นของตน หรืออย่างพวกเผาโรงเรียนนี่สติปัญญาจะถูกบาปกรรมบดขยี้บี้แบนเป็นพิเศษ
ศีลข้อที่ว่าด้วยการมุสาก็มีส่วนทำให้โง่ได้เช่นกัน ถ้าการมุสานั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ความเข้าใจ หากคุณเคยเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กลายเป็นผิดพลาดคลาดเคลื่อนมาก่อน ความเขลาหรือความเข้าใจผิดของผู้อื่นจะย้อนกลับมาเข้าตัวคุณในชาติถัดไปได้มากเช่นกัน
นอกจากทานและศีลแล้วยังมีส่วนของการแสวงหาคำตอบให้ชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสว่าพวกมีปัญญามากเป็นผลมาจากการเข้าหาสมณะผู้รู้แจ้ง แล้วไถ่ถามด้วยความปรารถนาเอาความจริงว่ากรรมใดเป็นประโยชน์ กรรมใดเป็นโทษ ก็จะส่งผลให้เป็นผู้ใฝ่รู้ในทางที่ถูกที่ชอบ เป็นทางมาของปัญญาอันใหญ่ได้อย่างดี
สมมุติว่าคุณมีอดีตกรรมอย่างดีเป็นทุนตั้งต้นดังกล่าว เกิดมาชาตินี้คุณก็จะยังไม่ฉลาดทันที ต้องมีความขวนขวายเป็นส่วนเสริมอีก ๕๐% ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการฝึกฝนเชาว์ไวไหวพริบ การสั่งสมประสบการณ์อันเกิดขึ้นระหว่างแก้ปัญหา ซึ่งแต่ละศาสตร์ แต่ละสาขาวิชาก็มีความรู้และแบบฝึกหัดพื้นฐาน ตลอดจนวิธีต่อยอดให้ความฉลาดแตกแขนงพิสดารไม่รู้จบอยู่แล้ว
นอกจากนั้น สติปัญญาและความฉลาดยังเกี่ยวข้องโดยอ้อมกับทานและศีลในชาติปัจจุบันอย่างหนีไม่พ้น กล่าวคือทานและศีลจะเป็นตัวกำหนดว่าสติและความแจ่มใสของจิตมีได้มากน้อยเพียงใด สติและความแจ่มใสของจิตจัดเป็นพื้นยืนสำคัญของความฉลาด ต่อให้สมองคุณมีหยักมากจากบุญเก่าขนาดไหน ถ้าไร้ซึ่งสติและความแจ่มใสของจิตเสียแล้ว คุณก็จะมึนๆงงๆ คิดอะไรไม่ออกเหมือนเช่นคนไร้สติปัญญาอยู่ดี
ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณพล่ามพูดเพ้อเจ้อมากๆจนเกิดความฟุ้งซ่าน ความฉลาดก็ย่อมลดลงทันตาเห็น แต่ถ้าวันไหนอยู่กับหมู่บัณฑิต ชักชวนกันพูดจาในเรื่องที่จะปลดเปลื้องความละโมบผิดๆ ความอาฆาตแค้นร้อนๆ และความหลงสำคัญผิดหนักๆทั้งหลาย สติจะดีและจิตจะแจ่มใสเป็นพิเศษ ขณะนั้นคุณย่อมรู้สึกว่าตนเองสามารถคิดอ่านทะลุปรุโปร่ง หูตากว้างขวางกว่าวันอื่นๆ เป็นต้น
สรุปคือสติปัญญาและความฉลาดของคนนั้น ไม่ได้คงที่ตายตัวหรอกครับ ไหลๆเลื่อนๆไปเรื่อยๆสุดแล้วแต่บุญบาปที่ทำกันนั่นเอง
ถาม ผมไม่ใช่คนฉลาดจัด แต่อยากเป็นนักบินมาก สอบแล้วไม่ผ่านตั้งแต่รอบแรก ถ้าสมมุติว่าผมทำสังฆทานแล้วอธิษฐานขอให้ชาติหน้าได้เป็นนักบิน อย่างนี้จะสำเร็จตามความตั้งใจไหมครับ?
เท่าที่ทราบ การเป็นนักบินต้องการคุณสมบัติหลายประการ ทั้งในแง่ความรู้ความเข้าใจ ปฏิภาณในการแก้ปัญหาแบบฉับพลันทันด่วน การควบคุมอารมณ์ในสภาวการณ์กดดันหนักหน่วง ตลอดจนความสามารถแยกประสาทการทำงานของสมองและมือไม้ได้ดี ความฉลาดอย่างเดียวไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้สอบผ่าน กล่าวโดยสรุปคือ คุณต้องมีสติเกินระดับเฉลี่ยนิดหนึ่ง เขาถึงจะไว้ใจให้เป็นนักบินหรือมนุษย์อวกาศ
คราวนี้มามองในแง่การทำบุญสังฆทานหวังผลไปถึงอนาคตชาติเบื้องหน้า ผมมีความจริง ๒ ประการให้คุณพิจารณา
๑) สังฆทานเป็นของใหญ่ หากทำซ้ำๆด้วยใจศรัทธา ด้วยความบริสุทธิ์แห่งของถวาย และด้วยโอกาสได้ทำกับพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วตบท้ายด้วยการอธิษฐานหวังผลแบบเดิมๆไปทั้งชีวิต ก็เป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดผลตามปรารถนา คล้ายคุณเพาะกล้ามให้ใหญ่ บ่มกำลังให้มาก คุณย่อมสามารถตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะเอากำลังนั้นไปไล่รังแกคน เอาไว้เล่นมวยปล้ำ เอาไว้สมัครรปภ. หรือเอาไว้อวดสาวเฉยๆ
๒) การตั้งความหวังให้เกิดผลในชาติหน้านั้น หมายความว่าตัวคุณเดี๋ยวนี้จะไม่ทันได้ประจักษ์กับตนเองว่าผลของสังฆทานเป็นของจริงไหม ทำให้คุณเป็นนักบินได้จริงไหม นอกจากการปลงใจเชื่อ และปล่อยให้เป็นเรื่องของอีกตัวตนหนึ่งที่จะรู้ผลเอา โดยตัวตนข้างหน้าจะไม่ทราบต้นสายปลายเหตุใดๆเลย ว่าเหตุใดจึงชอบใจอยากเป็นนักบินตั้งแต่เด็กๆ และเมื่อโตขึ้นก็มีสติดีเกินระดับเฉลี่ย สอบผ่านฉลุย แถมอาจเป็นนักบินที่ได้รับความไว้วางใจ โดดเด่นเหนือนักบินอื่นๆอีกต่างหาก
สรุปว่ากลของกรรมวิบากข้ามภพข้ามชาติมีอยู่อย่างนี้ การทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วอธิษฐานซ้ำๆนั้น โอกาสเกิดผลจริงในชาติถัดไปจะสูงมาก แถมอาจเป็นผลที่ยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ ทำนองเดียวกับที่เราใช้เมล็ดพันธุ์เล็กนิดเดียว แต่ขอเพียงให้ตรงกับพฤกษ์พันธุ์ที่ปรารถนา ภายในสิบปีร้อยปีก็อาจตั้งลำเป็นไม้ใหญ่มหึมา สูงเงื้อมจนต้องแหงนคอตั้งบ่ากัน
ถ้ามองเป็นธุรกิจบุญ การยอมลงทุนในชีวิตนี้ แล้วค่อยไปเก็บเกี่ยวผลกินในชีวิตหน้า ต้องอาศัยกำลังใจไม่ใช่น้อยๆ คุณต้องใจเย็นพอและ รอได้ ผิดมนุษย์มนา เพราะในวงการลงทุนจะไม่ค่อยมีใครรอผลกำไรเกิน ๕ ปี หรือที่นับว่าใจเย็นเกินมนุษย์สุดๆก็ต้องไม่เกิน ๒๐ ปี แต่นี่ยอมรอกันชาติหนึ่ง ตายแล้ว ลืมแล้ว ถึงไปรับผลแห่งการลงทุนในภายหลัง ถ้าใครทำก็ต้องมีอะไร เกินๆ อยู่ไม่มากก็น้อย เช่นมีศรัทธาแรงกล้าในชาติภพ แล้วก็มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นสูง มี อัตตา ใหญ่โตเอาการในที่ที่กรรมเผล็ดผลตามปรารถนา
พุทธศาสนาเราสอนไว้สองชั้น คำสอนชั้นแรกชี้ให้เห็นตามจริง ว่าบุญบาปมี ผลของบุญบาปมี และนั่นก็หมายความว่าการทำบุญตั้งความปรารถนาสำหรับภพต่อไปย่อมมีได้ หากใครสมัครใจ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ว่าอะไร กับทั้งแนะนำอย่างดีด้วยว่าทำอย่างไรจึงสมใจ เช่นสามีภรรยาคู่หนึ่งถามพระองค์ว่าทำอย่างไรจึงจะได้พบและครองคู่กันอีกในปรโลก พระองค์ก็ตรัสเหตุปัจจัยที่ถูกต้อง คือต้องมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาให้เสมอกัน ถ้าคุณสมบัติ ๔ ประการนี้สมกันแล้ว ก็ย่อมอยู่ครองกันได้ตลอดรอดฝั่งทั้งในชีวิตนี้ และจะได้ไปพบกันอีกในกาลข้างหน้า
คำสอนชั้นที่สอง พุทธศาสนาชี้ให้เห็นตามจริง ว่าภพชาติเป็นของไม่เที่ยง มีความไม่แน่นอน ต้องเหนื่อยยากทำบุญกุศลให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จึงจะได้เป็นสุขไปเรื่อยๆ แต่เกิดเป็นมนุษย์แล้วขึ้นต้นมาทุกคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ มีสิทธิ์พลาดพลั้งทำบาปได้มาก ที่จะทำดีให้ตลอดรอดฝั่งย่อมยากนัก การไม่พบนรกเลยจึงมิใช่วิสัย ฉะนั้นจึงควรพิจารณาภพชาติโดยความเป็นของน้อย ไม่น่าเอา ไม่น่ายึดมั่น การทำบุญอธิษฐานหวังผลให้คุ้มค่าที่สุดจึงไม่ใช่เพื่อไปเกิดเป็นอะไร แต่เพื่อให้มีสิทธิ์ได้เลิกไปเกิดเป็นอะไรๆทั้งหมดมากกว่า
เพื่อมีสิทธิ์เลิกเกิดเป็นอะไรๆทั้งหมด คุณต้องมีสติยิ่งกว่านักบิน เพราะนักบินแค่มีสติขณะทำหน้าที่ขับเคลื่อนอากาศยานก็ถือว่าใช้ได้ แต่เพื่อเลิกเป็นอะไรๆ คุณต้องมีสติเห็นความเกิดดับภายในขอบเขตกายใจนี้อยู่เรื่อยๆ กระทั่งจิตปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นและอุปาทานทั้งปวงได้สำเร็จ
ชาตินี้อยากสนุกต่อ ชาติหน้าอยากสนุกอีก อันนี้ก็ไม่เป็นไรครับ แต่หากรักจะอธิษฐานแล้ว ผมขอแนะให้อธิษฐาน แบบพุทธ ไว้จะดีกว่า นั่นคืออ้างความจริงเป็นตัวตั้งว่า บุญที่ทำแล้วนี้ ทั้งการให้ทานและรักษาศีล ล้วนเป็นไปเพื่อสละความตระหนี่ สละความโลภและความโกรธ แล้วจากนั้นให้ตั้งจิตปรารถนาว่า ขอบุญนี้จงเป็นกำลังทั้งสำหรับชาตินี้และชาติหน้า ให้ข้าได้สละความหลงผิด สละความยึดมั่นถือมั่นผิดๆโดยง่าย เพื่อความเข้าถึงธรรมะขั้นสูงสุด คือบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างถูกต้องด้วยเทอญ
ถ้าอธิษฐานอย่างนี้นะครับ ถือว่าเหมารวบเลย คุณจะได้ประโยชน์สูงสุดที่พึงได้จากการทำบุญในขอบเขตพุทธศาสนาด้วย กับทั้งมีสิทธิ์สมใจ ได้เป็นนั่นเป็นนี่ตามต้องการทุกครั้งที่เกิดใหม่ นั่นเพราะถ้าไม่มีโมหะหรือความหลงปกคลุมจิตเสียอย่างเดียว สติและปัญญาย่อมเอกอุ พอเพียงที่จะมีความสามารถทำอะไรก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ยากจะมีอุปสรรคใดขัดขวางสติปัญญาของคุณไหว
ถาม อยากทราบว่าถ้าต่อรองของที่เราซื้อเพื่อนำไปทำบุญ จะทำให้เป็นการลดส่วนบุญหรือเปล่าคะ?
ขอให้เข้าใจว่าจิตที่คิดทำบุญเปล่งประกายกุศลออกมาเต็มที่ได้ ๓ จังหวะ ได้แก่
๑) จิตขณะเตรียมทำบุญ เช่นเพียงตกลงปลงใจแน่วแน่แล้วว่าจะทำบุญ หรือขณะเมื่อเดินเลือกซื้อของ
๒) จิตขณะกำลังทำบุญ เช่นเมื่อหย่อนกับข้าวใส่บาตร
๓) จิตขณะหลังทำบุญ เช่นเมื่อยังมีแก่ใจยิ้มไม่หุบแม้เดินทางออกจากวัดแล้ว
สรุปว่าในขั้นของการเตรียมทำบุญ ยังไม่ได้ลงมือทำบุญจริง จิตก็บังเกิดภาวะกุศลแล้ว เปิดกว้างสว่างระดับหนึ่งแล้ว ส่วนจะมีเหตุปัจจัยให้สว่างบริสุทธิ์หรือเกิดมลทิน ก็ต้องว่ากันเป็นเรื่องๆไป อย่างเช่นที่นี้เราพูดกันถึงเรื่องการต่อรองราคาของ ก็ขอให้ดูตามจริงว่าจิตขณะต่อรองเป็นอย่างไร เช่น
๑) จิตประกอบด้วยความโลภมาก คือมีความคิดเอาจริงเอาจัง อยากได้เปรียบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือคิดคำนวณเงินส่วนต่างอย่างละเอียด กระทั่งหมกมุ่นกับการเงินการทองจนจิตปิดแคบ สภาวะกุศลอันเกิดจากเจตนาทำบุญย่อมหมองลง ทำนองเดียวกับหลอดไฟขาวสว่างที่ถูกหมวกดำมาครอบบัง อันนี้เป็นไปตามกฎธรรมชาติที่ว่าเมื่อใดจิตประกอบด้วยความโลภ เมื่อนั้นจิตย่อมเข้าข่ายอกุศล
๒) จิตประกอบการคำนึงคำนวณสมเหตุสมผล คือเห็นอยู่ว่าแม่ค้าตั้งราคาเกินควร หรือรู้อยู่ว่าของชิ้นนี้ตั้งไว้เพื่อให้ต่อรอง ไม่ครุ่นคิดโลภอยากเอาเปรียบใคร จิตจึงไม่ถึงกับปิดแคบ ยังรักษาระดับความเป็นกุศลดั้งเดิมไว้ได้ อันนี้ต้องใช้ใจเป็นเครื่องวัด หากรู้สึกว่าไม่เป็นไร ถูกหรือแพง ต่อรองได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ สำคัญที่เราเพ่งเล็งจะเอาวัตถุนี้ไปทำบุญ เพราะเห็นประโยชน์ของวัตถุนั้นๆอย่างแท้จริง นั่นแหละมาตรวัดว่ากุศลของเรายังไม่หย่อน และไม่เกิดอกุศลใดๆขึ้นแทรกแซง บุญย่อมเกิดเต็มดวงเหมือนเช่นที่ซื้อเลยไม่ต่อราคา
อีกประการหนึ่งที่สำคัญนะครับ ต้องดูระยะอื่นประกอบด้วย คือขณะกำลังทำบุญและหลังทำบุญ คุณมีความชื่นใจกับการได้ทำบุญแค่ไหน ถ้าชื่นใจมาก ไม่มีความอาลัย ไม่มีความเสียดายทรัพย์ที่บริจาคหรือถวายไปแม้แต่น้อย ก็แปลว่าการทำบุญนั้นๆมีความผ่องแผ้วใช้ได้ครับ ถึงแม้สะดุดนิดๆหน่อยๆตอนเลือกซื้อของก็ไม่ทำให้บุญแหว่งวิ่นมากนักหรอก!
:yoyo_0135:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare088.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare088.htm)
ก่อนอื่นต้องมองอย่างนี้ครับ ปัจจัยของความฉลาดไม่ได้มาจากกรรมในอดีตอย่างเดียว อดีตกรรมอาจเป็นตัวตั้งให้สัก ๕๐% สำหรับคนทั่วไป เช่นขึ้นต้นมาอาจมีหยักสมองให้มาก เป็นเด็กหัวโตหน้าผากกว้างเห็นเด่นหน่อย ส่วนอีก ๕๐% ที่เหลือต้องมาฝึกหัดสร้างสมเอาในชาตินี้ชีวิตนี้ จะกล่าวให้เข้าใจง่ายก็คงเป็นว่าคนเราฉลาดด้วยพรสวรรค์ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งต้องอาศัยพรแสวงเอา
๕๐% แรกที่มาจากอดีตชาตินั้น หมายถึงทำทานและรักษาศีลมาสอดคล้องกับการเป็นผู้มีสติปัญญาดีไว้มากน้อยเพียงใด (ขอย้ำว่า ๕๐% จะหมายถึงสำหรับคนทั่วไปนะครับ มีบุญหรือบาปพิเศษบางอย่างที่ให้ผลเป็นความฉลาดหรือความโง่เกิน ๕๐% ได้มากเท่ามาก)
ในแง่ของทานที่ให้ผลเกี่ยวกับสติปัญญา ก็เช่นการมีแก่ใจใช้สติปัญญาของตนช่วยแก้ปัญหาให้ผู้อื่น หรือให้ความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการแก่คนรอบข้าง หากยิ่งให้ธรรมะเป็นทาน ทำให้ผู้อื่นเข้าใจเรื่องกรรมวิบากและหนทางหลุดพ้น ก็ยิ่งมีผลใหญ่หลวงเป็นพิเศษ
ในแง่ของศีลที่ให้ผลเกี่ยวกับสติปัญญามีอยู่ ๒ ข้อหลักๆ ข้อแรกคือปาณาติบาต ถ้างดเว้นการฆ่าสัตว์ก็จะเอื้อให้จิตใจปลอดโปร่ง เปิดทางให้ความฉลาดแล่นได้เต็มที่เต็มทาง แต่หากสั่งสมบาปจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นประจำจะทำให้ทึบหนักเหมือนคนโง่ได้ อีกข้อหนึ่งคือสุราเมรัย ถ้างดเว้นน้ำเมาจะมีสติเป็นปกติดีตามธรรมชาติของจิต แต่หากสั่งสมความมัวเมาขาดสติจากการร่ำสุรามากๆแล้ว จะมีผลถึงชาติถัดไปคือเป็นคนฟุ้งซ่านมาก หรือกระทั่งวิกลจริตได้เป็นพักๆ นั่นเป็นโทษของกรรมที่ไม่เห็นคุณค่าของการมีสติสัมปชัญญะดีๆ
นอกจากศีล ๒ ข้อดังกล่าวแล้ว ศีลข้อที่ว่าด้วยการขโมยก็อาจมีส่วนทำให้โง่ ถ้าการขโมยนั้นเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ เกี่ยวกับปัญญา เช่นขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ลักลอบนำสิ่งที่ผู้อื่นอุตส่าห์เหนื่อยยากคิดค้นมาเป็นของตน หรืออย่างพวกเผาโรงเรียนนี่สติปัญญาจะถูกบาปกรรมบดขยี้บี้แบนเป็นพิเศษ
ศีลข้อที่ว่าด้วยการมุสาก็มีส่วนทำให้โง่ได้เช่นกัน ถ้าการมุสานั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ความเข้าใจ หากคุณเคยเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กลายเป็นผิดพลาดคลาดเคลื่อนมาก่อน ความเขลาหรือความเข้าใจผิดของผู้อื่นจะย้อนกลับมาเข้าตัวคุณในชาติถัดไปได้มากเช่นกัน
นอกจากทานและศีลแล้วยังมีส่วนของการแสวงหาคำตอบให้ชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสว่าพวกมีปัญญามากเป็นผลมาจากการเข้าหาสมณะผู้รู้แจ้ง แล้วไถ่ถามด้วยความปรารถนาเอาความจริงว่ากรรมใดเป็นประโยชน์ กรรมใดเป็นโทษ ก็จะส่งผลให้เป็นผู้ใฝ่รู้ในทางที่ถูกที่ชอบ เป็นทางมาของปัญญาอันใหญ่ได้อย่างดี
สมมุติว่าคุณมีอดีตกรรมอย่างดีเป็นทุนตั้งต้นดังกล่าว เกิดมาชาตินี้คุณก็จะยังไม่ฉลาดทันที ต้องมีความขวนขวายเป็นส่วนเสริมอีก ๕๐% ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการฝึกฝนเชาว์ไวไหวพริบ การสั่งสมประสบการณ์อันเกิดขึ้นระหว่างแก้ปัญหา ซึ่งแต่ละศาสตร์ แต่ละสาขาวิชาก็มีความรู้และแบบฝึกหัดพื้นฐาน ตลอดจนวิธีต่อยอดให้ความฉลาดแตกแขนงพิสดารไม่รู้จบอยู่แล้ว
นอกจากนั้น สติปัญญาและความฉลาดยังเกี่ยวข้องโดยอ้อมกับทานและศีลในชาติปัจจุบันอย่างหนีไม่พ้น กล่าวคือทานและศีลจะเป็นตัวกำหนดว่าสติและความแจ่มใสของจิตมีได้มากน้อยเพียงใด สติและความแจ่มใสของจิตจัดเป็นพื้นยืนสำคัญของความฉลาด ต่อให้สมองคุณมีหยักมากจากบุญเก่าขนาดไหน ถ้าไร้ซึ่งสติและความแจ่มใสของจิตเสียแล้ว คุณก็จะมึนๆงงๆ คิดอะไรไม่ออกเหมือนเช่นคนไร้สติปัญญาอยู่ดี
ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณพล่ามพูดเพ้อเจ้อมากๆจนเกิดความฟุ้งซ่าน ความฉลาดก็ย่อมลดลงทันตาเห็น แต่ถ้าวันไหนอยู่กับหมู่บัณฑิต ชักชวนกันพูดจาในเรื่องที่จะปลดเปลื้องความละโมบผิดๆ ความอาฆาตแค้นร้อนๆ และความหลงสำคัญผิดหนักๆทั้งหลาย สติจะดีและจิตจะแจ่มใสเป็นพิเศษ ขณะนั้นคุณย่อมรู้สึกว่าตนเองสามารถคิดอ่านทะลุปรุโปร่ง หูตากว้างขวางกว่าวันอื่นๆ เป็นต้น
สรุปคือสติปัญญาและความฉลาดของคนนั้น ไม่ได้คงที่ตายตัวหรอกครับ ไหลๆเลื่อนๆไปเรื่อยๆสุดแล้วแต่บุญบาปที่ทำกันนั่นเอง
ถาม ผมไม่ใช่คนฉลาดจัด แต่อยากเป็นนักบินมาก สอบแล้วไม่ผ่านตั้งแต่รอบแรก ถ้าสมมุติว่าผมทำสังฆทานแล้วอธิษฐานขอให้ชาติหน้าได้เป็นนักบิน อย่างนี้จะสำเร็จตามความตั้งใจไหมครับ?
เท่าที่ทราบ การเป็นนักบินต้องการคุณสมบัติหลายประการ ทั้งในแง่ความรู้ความเข้าใจ ปฏิภาณในการแก้ปัญหาแบบฉับพลันทันด่วน การควบคุมอารมณ์ในสภาวการณ์กดดันหนักหน่วง ตลอดจนความสามารถแยกประสาทการทำงานของสมองและมือไม้ได้ดี ความฉลาดอย่างเดียวไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้สอบผ่าน กล่าวโดยสรุปคือ คุณต้องมีสติเกินระดับเฉลี่ยนิดหนึ่ง เขาถึงจะไว้ใจให้เป็นนักบินหรือมนุษย์อวกาศ
คราวนี้มามองในแง่การทำบุญสังฆทานหวังผลไปถึงอนาคตชาติเบื้องหน้า ผมมีความจริง ๒ ประการให้คุณพิจารณา
๑) สังฆทานเป็นของใหญ่ หากทำซ้ำๆด้วยใจศรัทธา ด้วยความบริสุทธิ์แห่งของถวาย และด้วยโอกาสได้ทำกับพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วตบท้ายด้วยการอธิษฐานหวังผลแบบเดิมๆไปทั้งชีวิต ก็เป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดผลตามปรารถนา คล้ายคุณเพาะกล้ามให้ใหญ่ บ่มกำลังให้มาก คุณย่อมสามารถตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะเอากำลังนั้นไปไล่รังแกคน เอาไว้เล่นมวยปล้ำ เอาไว้สมัครรปภ. หรือเอาไว้อวดสาวเฉยๆ
๒) การตั้งความหวังให้เกิดผลในชาติหน้านั้น หมายความว่าตัวคุณเดี๋ยวนี้จะไม่ทันได้ประจักษ์กับตนเองว่าผลของสังฆทานเป็นของจริงไหม ทำให้คุณเป็นนักบินได้จริงไหม นอกจากการปลงใจเชื่อ และปล่อยให้เป็นเรื่องของอีกตัวตนหนึ่งที่จะรู้ผลเอา โดยตัวตนข้างหน้าจะไม่ทราบต้นสายปลายเหตุใดๆเลย ว่าเหตุใดจึงชอบใจอยากเป็นนักบินตั้งแต่เด็กๆ และเมื่อโตขึ้นก็มีสติดีเกินระดับเฉลี่ย สอบผ่านฉลุย แถมอาจเป็นนักบินที่ได้รับความไว้วางใจ โดดเด่นเหนือนักบินอื่นๆอีกต่างหาก
สรุปว่ากลของกรรมวิบากข้ามภพข้ามชาติมีอยู่อย่างนี้ การทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วอธิษฐานซ้ำๆนั้น โอกาสเกิดผลจริงในชาติถัดไปจะสูงมาก แถมอาจเป็นผลที่ยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ ทำนองเดียวกับที่เราใช้เมล็ดพันธุ์เล็กนิดเดียว แต่ขอเพียงให้ตรงกับพฤกษ์พันธุ์ที่ปรารถนา ภายในสิบปีร้อยปีก็อาจตั้งลำเป็นไม้ใหญ่มหึมา สูงเงื้อมจนต้องแหงนคอตั้งบ่ากัน
ถ้ามองเป็นธุรกิจบุญ การยอมลงทุนในชีวิตนี้ แล้วค่อยไปเก็บเกี่ยวผลกินในชีวิตหน้า ต้องอาศัยกำลังใจไม่ใช่น้อยๆ คุณต้องใจเย็นพอและ รอได้ ผิดมนุษย์มนา เพราะในวงการลงทุนจะไม่ค่อยมีใครรอผลกำไรเกิน ๕ ปี หรือที่นับว่าใจเย็นเกินมนุษย์สุดๆก็ต้องไม่เกิน ๒๐ ปี แต่นี่ยอมรอกันชาติหนึ่ง ตายแล้ว ลืมแล้ว ถึงไปรับผลแห่งการลงทุนในภายหลัง ถ้าใครทำก็ต้องมีอะไร เกินๆ อยู่ไม่มากก็น้อย เช่นมีศรัทธาแรงกล้าในชาติภพ แล้วก็มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นสูง มี อัตตา ใหญ่โตเอาการในที่ที่กรรมเผล็ดผลตามปรารถนา
พุทธศาสนาเราสอนไว้สองชั้น คำสอนชั้นแรกชี้ให้เห็นตามจริง ว่าบุญบาปมี ผลของบุญบาปมี และนั่นก็หมายความว่าการทำบุญตั้งความปรารถนาสำหรับภพต่อไปย่อมมีได้ หากใครสมัครใจ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ว่าอะไร กับทั้งแนะนำอย่างดีด้วยว่าทำอย่างไรจึงสมใจ เช่นสามีภรรยาคู่หนึ่งถามพระองค์ว่าทำอย่างไรจึงจะได้พบและครองคู่กันอีกในปรโลก พระองค์ก็ตรัสเหตุปัจจัยที่ถูกต้อง คือต้องมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาให้เสมอกัน ถ้าคุณสมบัติ ๔ ประการนี้สมกันแล้ว ก็ย่อมอยู่ครองกันได้ตลอดรอดฝั่งทั้งในชีวิตนี้ และจะได้ไปพบกันอีกในกาลข้างหน้า
คำสอนชั้นที่สอง พุทธศาสนาชี้ให้เห็นตามจริง ว่าภพชาติเป็นของไม่เที่ยง มีความไม่แน่นอน ต้องเหนื่อยยากทำบุญกุศลให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จึงจะได้เป็นสุขไปเรื่อยๆ แต่เกิดเป็นมนุษย์แล้วขึ้นต้นมาทุกคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ มีสิทธิ์พลาดพลั้งทำบาปได้มาก ที่จะทำดีให้ตลอดรอดฝั่งย่อมยากนัก การไม่พบนรกเลยจึงมิใช่วิสัย ฉะนั้นจึงควรพิจารณาภพชาติโดยความเป็นของน้อย ไม่น่าเอา ไม่น่ายึดมั่น การทำบุญอธิษฐานหวังผลให้คุ้มค่าที่สุดจึงไม่ใช่เพื่อไปเกิดเป็นอะไร แต่เพื่อให้มีสิทธิ์ได้เลิกไปเกิดเป็นอะไรๆทั้งหมดมากกว่า
เพื่อมีสิทธิ์เลิกเกิดเป็นอะไรๆทั้งหมด คุณต้องมีสติยิ่งกว่านักบิน เพราะนักบินแค่มีสติขณะทำหน้าที่ขับเคลื่อนอากาศยานก็ถือว่าใช้ได้ แต่เพื่อเลิกเป็นอะไรๆ คุณต้องมีสติเห็นความเกิดดับภายในขอบเขตกายใจนี้อยู่เรื่อยๆ กระทั่งจิตปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นและอุปาทานทั้งปวงได้สำเร็จ
ชาตินี้อยากสนุกต่อ ชาติหน้าอยากสนุกอีก อันนี้ก็ไม่เป็นไรครับ แต่หากรักจะอธิษฐานแล้ว ผมขอแนะให้อธิษฐาน แบบพุทธ ไว้จะดีกว่า นั่นคืออ้างความจริงเป็นตัวตั้งว่า บุญที่ทำแล้วนี้ ทั้งการให้ทานและรักษาศีล ล้วนเป็นไปเพื่อสละความตระหนี่ สละความโลภและความโกรธ แล้วจากนั้นให้ตั้งจิตปรารถนาว่า ขอบุญนี้จงเป็นกำลังทั้งสำหรับชาตินี้และชาติหน้า ให้ข้าได้สละความหลงผิด สละความยึดมั่นถือมั่นผิดๆโดยง่าย เพื่อความเข้าถึงธรรมะขั้นสูงสุด คือบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างถูกต้องด้วยเทอญ
ถ้าอธิษฐานอย่างนี้นะครับ ถือว่าเหมารวบเลย คุณจะได้ประโยชน์สูงสุดที่พึงได้จากการทำบุญในขอบเขตพุทธศาสนาด้วย กับทั้งมีสิทธิ์สมใจ ได้เป็นนั่นเป็นนี่ตามต้องการทุกครั้งที่เกิดใหม่ นั่นเพราะถ้าไม่มีโมหะหรือความหลงปกคลุมจิตเสียอย่างเดียว สติและปัญญาย่อมเอกอุ พอเพียงที่จะมีความสามารถทำอะไรก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ยากจะมีอุปสรรคใดขัดขวางสติปัญญาของคุณไหว
ถาม อยากทราบว่าถ้าต่อรองของที่เราซื้อเพื่อนำไปทำบุญ จะทำให้เป็นการลดส่วนบุญหรือเปล่าคะ?
ขอให้เข้าใจว่าจิตที่คิดทำบุญเปล่งประกายกุศลออกมาเต็มที่ได้ ๓ จังหวะ ได้แก่
๑) จิตขณะเตรียมทำบุญ เช่นเพียงตกลงปลงใจแน่วแน่แล้วว่าจะทำบุญ หรือขณะเมื่อเดินเลือกซื้อของ
๒) จิตขณะกำลังทำบุญ เช่นเมื่อหย่อนกับข้าวใส่บาตร
๓) จิตขณะหลังทำบุญ เช่นเมื่อยังมีแก่ใจยิ้มไม่หุบแม้เดินทางออกจากวัดแล้ว
สรุปว่าในขั้นของการเตรียมทำบุญ ยังไม่ได้ลงมือทำบุญจริง จิตก็บังเกิดภาวะกุศลแล้ว เปิดกว้างสว่างระดับหนึ่งแล้ว ส่วนจะมีเหตุปัจจัยให้สว่างบริสุทธิ์หรือเกิดมลทิน ก็ต้องว่ากันเป็นเรื่องๆไป อย่างเช่นที่นี้เราพูดกันถึงเรื่องการต่อรองราคาของ ก็ขอให้ดูตามจริงว่าจิตขณะต่อรองเป็นอย่างไร เช่น
๑) จิตประกอบด้วยความโลภมาก คือมีความคิดเอาจริงเอาจัง อยากได้เปรียบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือคิดคำนวณเงินส่วนต่างอย่างละเอียด กระทั่งหมกมุ่นกับการเงินการทองจนจิตปิดแคบ สภาวะกุศลอันเกิดจากเจตนาทำบุญย่อมหมองลง ทำนองเดียวกับหลอดไฟขาวสว่างที่ถูกหมวกดำมาครอบบัง อันนี้เป็นไปตามกฎธรรมชาติที่ว่าเมื่อใดจิตประกอบด้วยความโลภ เมื่อนั้นจิตย่อมเข้าข่ายอกุศล
๒) จิตประกอบการคำนึงคำนวณสมเหตุสมผล คือเห็นอยู่ว่าแม่ค้าตั้งราคาเกินควร หรือรู้อยู่ว่าของชิ้นนี้ตั้งไว้เพื่อให้ต่อรอง ไม่ครุ่นคิดโลภอยากเอาเปรียบใคร จิตจึงไม่ถึงกับปิดแคบ ยังรักษาระดับความเป็นกุศลดั้งเดิมไว้ได้ อันนี้ต้องใช้ใจเป็นเครื่องวัด หากรู้สึกว่าไม่เป็นไร ถูกหรือแพง ต่อรองได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ สำคัญที่เราเพ่งเล็งจะเอาวัตถุนี้ไปทำบุญ เพราะเห็นประโยชน์ของวัตถุนั้นๆอย่างแท้จริง นั่นแหละมาตรวัดว่ากุศลของเรายังไม่หย่อน และไม่เกิดอกุศลใดๆขึ้นแทรกแซง บุญย่อมเกิดเต็มดวงเหมือนเช่นที่ซื้อเลยไม่ต่อราคา
อีกประการหนึ่งที่สำคัญนะครับ ต้องดูระยะอื่นประกอบด้วย คือขณะกำลังทำบุญและหลังทำบุญ คุณมีความชื่นใจกับการได้ทำบุญแค่ไหน ถ้าชื่นใจมาก ไม่มีความอาลัย ไม่มีความเสียดายทรัพย์ที่บริจาคหรือถวายไปแม้แต่น้อย ก็แปลว่าการทำบุญนั้นๆมีความผ่องแผ้วใช้ได้ครับ ถึงแม้สะดุดนิดๆหน่อยๆตอนเลือกซื้อของก็ไม่ทำให้บุญแหว่งวิ่นมากนักหรอก!
:yoyo_0135:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare088.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare088.htm)