PDA

View Full Version : ทำไมตัวจริงของนางเอกจึงมักร้าย,ทำใจอนุโมทนาไม่ได้,ความเป็นมาของพรหมลิขิต


มดเอ๊ก
04-13-2008, 06:06 PM
ถาม – ดิฉันอยู่ในวงการมายา รู้เห็นเบื้องหลังดาราแต่ละคนแล้วบางทีก็ประหลาดใจ ที่ตัวจริงนางเอกหลายคนร้ายนัก ส่วนนางร้ายหลายคนกลับแสนดี เข้าวัดถือศีล ๘ เป็นประจำก็มี พอจะอธิบายตามหลักกรรมวิบากได้ไหมคะว่าทำไมเป็นอย่างนี้?

ทุกคนมีภาคดีและภาคร้ายในตนเองครับ เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้ว เรายังหลงวนเวียนว่ายตายเกิดอยู่ได้ก็เพราะมีโลภะ โทสะ โมหะ แต่ขณะเดียวกันการเป็นมนุษย์ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าบุญถึงพอจะมีมโนธรรมและมนุษยธรรมด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น มหาโจรโฉดอาจมีแก่ใจเอื้ออาทรช่วยเหลือลูกน้องที่จงรักภักดี ขณะที่พระภิกษุอันเป็นที่เคารพอาจเผลอทำอาบัติร้ายแรง ไม่ใช่ว่ามีสองภาคสองคนหรือโดนผีสิงกันทั้งโลกหรอก พวกเราต่างอยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งของกิเลสและมโนธรรมด้วยกันทั้งสิ้น

คนที่แสดงเป็นนางเอกไปมากๆเข้า ย่อมรู้สึกขึ้นมาว่าบทบาทอ่อนหวานและแสนดีเป็นแค่การแสดง พอเกิดความเซ็งกับอาการจำใจหวานขึ้นมา เลยบีบให้รู้สึกอยากปลดปล่อยภาคร้ายออกมาเสียบ้าง ส่วนคนที่แกล้งเป็นนางร้ายมากแล้ว ย่อมเห็นความร้ายกาจเป็นเพียงการเสแสร้ง พอเกิดความแหนงหน่ายขึ้นมา เลยอยากมีใจที่สงบๆเป็นสุขในโลกความจริงเสียบ้าง ไหนๆก็ปลดปล่อยรังสีความร้ายไว้บนจอพอแล้ว

และจากประสบการณ์ตรงของคุณ คงเห็นว่าไม่ใช่ว่านางเอกจะร้าย นางร้ายจะดีกันร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่ไหมครับ? ต้องว่ากันเป็นคนๆด้วย เดี๋ยวจะหาว่าว่าคลุมไปหมด

ถ้าจะดูกรรมดูวิบากกันอย่างละเอียด ก็ต้องไม่ละเลยหรือตกหล่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ลองมาดู ‘กรรมของจริง’ อันเกิดจากการอยู่บนจอบ้าง เช่นสำหรับ ‘นางเอกบนจอ’ นั้น หลายคนละมุนละไมพอจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนดูนึกอยากทำดีได้จริงๆ หากขณะแสดงพวกเธอมีน้ำใสใจจริง อยากให้คนดูเลื่อมใสว่าความสวยงามเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับกรรมดี มาพร้อมกับการกระทำอันเป็นไปเพื่อความเจริญทั้งปัจจุบันและอนาคต การแสดงนั้นๆย่อมเป็นที่มาแห่งบุญได้

ส่วน ‘นางดัดจริตร้าย’ นั้น หากขณะแสดง พวกเธอมีความจงใจยั่วยุให้คนดูเกิดโทสะ เกิดความหมั่นไส้ เกิดความชิงชัง ด้วยความภูมิใจว่าตนตีบทแตก คำนึงอยู่อย่างเดียวคือเร่งเร้ากิเลสคนดูให้เต้นเร่าขึ้นมามากๆ การแสดงนั้นย่อมเป็นที่มาแห่งบาปได้จริงๆเช่นกัน

ผมไม่ใช่นักดูละคร แต่เท่าที่เห็นผ่านตาอยู่บ้าง ก็รู้สึกว่าสมัยนี้เลิกเอาผู้หญิงบุคลิกเมียโจรมารับบทนางร้ายกันแล้ว แต่เอาสาวหุ่นดี หน้าตาน่ารักพอๆกับนางเอก หรือกระทั่งเคยเป็นนางเอกมาประชันบทกัน ซึ่งในแง่เรตติ้งก็คงดีอยู่ เพราะคนดูชอบเห็นคนสวยคนงามเดินพาเหรดมาป้วนเปี้ยนให้ชมหลายๆคนในเรื่องเดียว แต่ในแง่ของการเร่งเร้าให้เกิดความโกรธและความหลง ก็มองได้ว่าสื่อโทรทัศน์อาจมีส่วนทำให้คนดูเห็นผิดเป็นชอบ เกิดมุมมองว่าขนาดนางฟ้ายังกลายพันธุ์ ความงามกลายเป็นเครื่องหมายของความชั่วร้ายได้อย่างนั้น แล้วคนธรรมดาเดินดินจะมีดีเหลืออยู่หรือ? ใจคนดูย่อมคล้อยไปตามภาพ เชื่อไปตามภาพว่านี่เป็นยุคแห่งการแปลงร่างจากเทวดานางฟ้าเป็นยักษ์มารกันไปหมดแล้ว

นี่เป็นแง่มองเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับกรรมวิบากนะครับ พูดๆมานี้หาใช่อยากขวางโลก และหาใช่ว่าผมมีเจตนาชักชวนให้รณรงค์ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โลกเรากำลังหมุนเร็วด้วยแรงขับของเงิน ไม่ใช่ด้วยแรงขับของบุญ อาจต้องก้มหน้าก้มตายอมรับกันไปตามนั้น แต่ตราบใดความจริงยังมีอยู่ คำถามคำตอบเกี่ยวกับบุญบาปยังมีอยู่ ก็ต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้าแบบนี้เช่นกัน

ถาม – มีคนบอกว่าถ้าเราไม่กล่าวอุทิศบุญ ก็จะไม่มีใครแบ่งบุญจากเราไปได้ ไม่ทราบว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร? ที่สงสัยมากเพราะบางทีนึกยินดีที่เห็นใครสร้างกุศลเฉยๆ กลับจะรู้สึกปลอดโปร่งกว่าตอนเขามาพูดจาคล้ายกดดันให้เราต้องอนุโมทนาตามเขา ทั้งที่ใจเราเห็นอยู่ว่าเขามาอวดรวย อวดบุญญาธิการมากกว่า

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าบุญเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ใจคิดดีแล้ว อย่างเช่นคิดยินดีที่เห็นใครได้ดี อย่างนี้ก็เป็นบุญเรียบร้อย ไม่ต้องตั้งโต๊ะทำพิธีรีตองใดๆทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างให้ชัดเจนขึ้น เมื่อคุณยินดีที่เห็นใครเขาให้อภัยผู้อื่น ใจคุณย่อมมีส่วนแห่งการอภัยไปด้วย เห็นได้จากความโล่งอกที่พลอยเกิดขึ้นในคุณ ความสุข ความเบา ความสบายใจนั้นเอง เป็นหลักฐานของการได้ส่วนบุญในการให้อภัยของคนอื่น

คุณไม่ได้เป็นคนให้อภัย แต่ก็รู้สึกเสมือนเป็นผู้ให้อภัยด้วยตนเอง ยิ่งถ้าคุณติดตามสถานการณ์อันน่าอึดอัดรุ่มร้อนมาก่อน ก็ย่อมเห็นชัดว่าอะไรๆคลี่คลายกลายเป็นโปร่งโล่งเยือกเย็นไปแล้ว หรือเหมือนยกภูเขาออกจากอกไปด้วยแล้ว นั่นจะเป็นแรงบันดาลใจเผื่อไว้สำหรับครั้งหน้า คุณได้ทุนไว้พอจะมีแก่ใจให้อภัยใครๆที่ร้ายกับคุณแล้ว

นี่แหละครับคือการสาธิตธรรมชาติแห่งบุญ เราดูดบุญคนอื่นได้ด้วยจิตอนุโมทนายินดี แม้เจ้าของบุญจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจยกให้ ขอเพียงอาการทางใจของเราร่วมโสมนัสไปกับเขา เท่านั้นก็เป็นอันจบพิธีดูดบุญอย่างสมบูรณ์แล้ว

จริงๆแล้วการยกบุญยกกุศลให้ผู้อื่น หรืออุทิศส่วนกุศลให้คนตาย เป็นแง่ของการกระตุ้นให้ผู้อื่นอนุโมทนาเท่านั้น เหมือนเพื่อนกำลังมองไปทางอื่น เราก็สะกิดแขนให้หันมาชมดอกไม้ที่เราปลูก เพื่อร่วมชื่นตาชื่นใจกับเราบ้าง หากเราไม่ชักชวนให้ชม เขาก็อาจไม่มีโอกาสได้เห็น พลาดโอกาสเสพสุขทางตาไป

และจากตัวอย่างชวนเพื่อนดูดอกไม้นี่เอง ตรองดูจะเห็นว่า แม้เราไม่สะกิด ไม่ชักชวนให้เพื่อนมาชมดอกไม้ที่เราปลูก แต่เขาเผอิญผ่านมาเห็นด้วยตนเอง เขาก็จะเสพสุขทางตาได้เช่นเดียวกับเรา เราไม่มีสิทธิ์ไปหวงห้ามหรือปิดกั้นความสุขอันเกิดจากการเห็นดอกไม้ของเขา

บุญของแต่ละคนเป็นกลาง ต่อให้เจ้าของบุญตายไปแล้วเป็นพันปี ถ้าคุณมารู้วันนี้ว่าเขาเคยยอมลำบากตรากตรำ เคยอดกลั้นเป็นแรมปีเพื่อทำดีให้ปรากฏ ใจของคุณที่ซึมซับบารมีทางความเพียรและบารมีทางขันติของเขาอย่างเต็มตื้น ก็จะพลอยได้มีความเหิมหาญ มีความยินดีในการมุมานะทำดีไปกับเขาด้วย ส่วนแบ่งบุญจะมากหรือน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับกำลังใจของคุณ หรือขึ้นอยู่กับการมีอารมณ์ร่วมไปกับเจ้าของบุญมากน้อยเพียงใด

ตรงข้าม หากไม่อนุโมทนาแล้วยังหมั่นไส้หรือคิดบั่นทอนกำลังใจคนทำบุญ อย่างนั้นไม่ใช่แค่ทำลายโอกาสได้ส่วนแห่งบุญ ยังเกิดบาปเกิดกรรมไปเสียอีก เหมือนคนเกลียดแสงสว่างย่อมหันหลังเข้าหาความมืด ปริมาณของบาปจะมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับค่าความสว่างของบุญ ที่คูณด้วยน้ำหนักเจตนาที่คุณไปบั่นทอนกำลังใจเขา หรือหมั่นไส้เขา

แต่พูดก็พูดนะครับ คนไทยเราจำนวนไม่น้อย ทำบุญใหญ่ๆบางครั้งด้วยความเห็นว่าเป็นเรื่องน่าอวด น่าให้คนอื่นอิจฉาว่ามีสตางค์เหลือเฟือ หรือกระทั่งใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันว่าบารมีใครมากกว่ากัน ใครใจป้ำกว่ากัน อันนั้นบุญย่อมมัวหมองด้วยจิตคิดอกุศล และผลที่ได้รับในระยะยาวจะทำให้ต้องตกอยู่ในวงจรการแข่งขัน ใจนึกอยากประชันกับใครต่อใครร่ำไป ถ้าแข่งแพ้หรือน้อยหน้าคนอื่นก็จะทุรนทุราย กินไม่ได้นอนไม่หลับ สรุปคือคนบางคนทำบุญเพื่อผลักตัวเองเข้าไปอยู่ในวงจรภัยเวร ไม่น่าเป็นที่ตั้งของความเลื่อมใส ความมีใจอยากอนุโมทนายินดีแก่ผู้อื่น

การทำใจเผื่อแผ่บุญให้คนอื่น อาจเฉียดกับการทำบุญให้คนอื่นอิจฉาแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ทั้งหมดทั้งปวงต้องดูที่จุดเริ่มต้นทางใจ หากคุณมีความยินดีในบุญของตนก่อน แล้วนึกอยากให้ผู้อื่นรับรู้เพื่อให้เขายินดีตามในภายหลัง อย่างนี้เรียกว่าเป็นใจเผื่อแผ่ แต่หากตั้งต้นขึ้นมาใจคุณนึกถึงตัวตนอันเขื่องโข อยากให้คนอื่นเห็นว่าคุณทำบุญใหญ่เหนือกว่าเขาหรือใครๆ อันนี้เรียกว่าเป็นใจเบียดเบียน คนเราเมื่อหมั่นไส้กันย่อมอนุโมทนาไม่ออก เกิดกำลังใจพลอยร่วมยินดีไม่ไหว

ถ้าใจยินดีในบุญและเผื่อแผ่บุญอย่างแท้จริง กิริยาทางกายจะอ่อนสลวยเย็นตาน่าประทับใจ แทบไม่ต้องเอ่ยปากสักคำคนเห็นเขาก็บังเกิดความเลื่อมใสตามอยู่แล้ว ยิ่งถ้าสำทับด้วยคำพูดให้เขาเปิดใจรับรู้และยินดีตามคุณ ก็เพิ่มความหนักแน่นในบุญอันเกิดจากการอนุโมทนายิ่งๆขึ้น

และขอพูดเผื่อไว้ คุณจะสงสัยว่าใครทำบุญด้วยจิตคิดข่มผู้อื่นหรือด้วยจิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้วก็ตามที หากถึงขั้นต้องกัดลิ้นฝืนใจอนุโมทนาแล้วล่ะก็ เมินๆหน้าไปทางอื่น ทำใจเป็นกลางๆเสียดีกว่า เพราะจิตที่กึ่งยินดีกึ่งยินร้ายกับบุญของคนอื่นนั้น ภายหลังอาจบานปลายเป็นความสัมพันธ์ครึ่งดีครึ่งร้ายกับเขาได้ครับ

ถาม – คำว่า ‘พรหมลิขิต’ มีความเป็นมาอย่างไรคะ?

ตามตำนานนะครับ มีพระพรหมซึ่งเป็นเทพผู้ทรงฌานท่านหนึ่ง อายุยืนยาวจนลืมความเป็นมาของตัวเอง เห็นแต่ความเกิดดับของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย แต่ไม่เห็นความเกิดดับของตนเอง ก็เกิดความหลงเข้าใจว่าตนเป็นผู้สร้างโลก สร้างสวรรค์ สร้างจักรวาล และความเชื่อนี้พลอยตกทอดลงมาถึงมนุษย์ผ่านเทวดา ผ่านร่างทรง ผ่านการเข้าฝัน จนกระทั่งผ่านมนุษย์รุ่นต่อรุ่น หาที่มาชัดเจนไม่เจอ

เมื่อเชื่อเสียแล้วว่าพระพรหมเป็นผู้สร้าง ดังนั้นชะตากรรมทั้งหมดก็ต้องมีพระพรหมเป็นผู้ลิขิต แต่ถามว่าทำไมพระพรหมมีเวลาลิขิตมากนัก สัตว์เป็นหมื่นล้านแสนล้านขนาดนี้ ก็จะไม่พบคำตอบ คำตอบสุดท้ายคือพระพรหมเป็นผู้ลิขิต หาทางพิสูจน์หรือหาคำอธิบายให้ยิ่งไปกว่านี้ไม่ได้

จุดและที่สำคัญคือ เมื่อเชื่อว่าพระพรหมเป็นผู้ลิขิตเสียแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนอะไรๆให้ดีขึ้นเลย ทุกอย่างถูกกำหนดไว้เรียบร้อยตั้งแต่เกิดจนตาย แบบเดียวกับเราเป็นนกหนูในกรงทดลองที่คนอยากกำหนดให้มีอันเป็นไปอย่างไรก็ได้ ไม่มีทางหือ

แต่ถ้าเราเชื่อตามหลักพุทธศาสนาที่ว่าตัวเราเองลิขิตตัวเองด้วยกรรม ใครทำกรรมอันใดไว้ ย่อมเป็นทายาทของกรรมนั้นๆ อันนี้พอหาทางพิสูจน์และอธิบายกันได้ เช่นว่าถ้าเราดวงไม่ดี เจอแต่คนรักเลวๆ ก็แปลว่ากรรมเก่าเราทำให้คนอื่นมีชะตากรรมไม่ดี และเราก็อาจจะเคยเลวกับคนรักในปางก่อน

วิธีพิสูจน์นั้น ก็ยืนพื้นอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า ถ้าเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นด้วยกรรมดำ เราก็ต้องสร้างเรื่องดีมาสู้ได้ด้วยกรรมขาวอันเป็นขั้วตรงข้ามเช่นกัน เช่นเมื่อหมั่นสร้างชะตากรรมดีๆให้ผู้ด้อยโอกาส หมั่นให้อภัยไม่อาฆาตคนร้ายกับคุณ กัดฟันทำแต่กรรมขาวจนกระทั่งความดีงามตั้งมั่นในคุณ หากเรื่องของกรรมวิบากมีจริงชะตากรรมของคุณก็ต้องดีขึ้นภายในชาตินี้ กรรมย่อมไม่ปล่อยให้คุณต้องมัวน้อยใจวาสนา ไม่ปล่อยให้รอถึงชาติหน้าเหมือนอย่างพรหมลิขิตอย่างแน่นอน

และเท่าที่พบกันมานักต่อนัก ทันทีที่คนเราเริ่มเชื่อว่ากรรมเป็นตัวลิขิตชะตานี่นะครับ ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นทันที อย่างน้อยเรามีเหตุผลอธิบายตัวเองว่าทำไมต้องเป็นเรา และเจออะไรอย่างที่เคยเจอ จิตที่มีศรัทธาแบบพุทธจะคล้อยไปในเส้นทางของเหตุผลและปัญญา ซึ่งทำให้เกิดความสว่าง ความอบอุ่น และความไม่หลงงมงายด้วยความเชื่อสืบๆกันมาครับ

ถาม – คุณป้าได้ฟังพระเทศน์จากวิทยุเรื่องการซื้อกับข้าวสดใส่บาตรพระ ท่านว่า หากไม่จ่ายเงินก่อน จะทำให้บุญไปตกอยู่ที่คนขายข้าวแกงนั้น ฟังแล้วไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไรนัก เพราะคิดว่าบุญน่าจะเป็นที่เจตนามากกว่า เพราะสุดท้ายเราก็จ่ายเงินค่ากับข้าวนั้นภายหลังอยู่ดี คุณดังตฤณคิดเห็นว่าอย่างไรคะ?

เท่าที่ผมจะคิดตัวอย่างได้จริงจากกรณีสมมุติแปลกๆนี้ ก็คงเป็นสมมุติเช่นว่าคุณจะทำบุญบ้านใหม่ แล้วไปติดต่อร้านที่เขารับจัดงานเลี้ยง ซึ่งส่วนใหญ่รับมัดจำนิดหน่อย ก็จะจัดงานให้เสร็จก่อนแล้วจึงรับเงินในภายหลัง

คุณคิดจัดงานบุญ คุณก็ต้องได้บุญจากความคิดนั้นสิครับ กรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม ร้านค้าไม่ได้เจตนาจะทำบุญ แต่เจตนาจะขายของตามครรลองอาชีพของเขา ไม่ได้คิดถึงพระ ไม่ได้คิดถึงการถวายทาน แล้วจะมาแบ่งส่วนบุญไปได้อย่างไร

ทั้งตามกฎหมายและกฎแห่งกรรมวิบาก การโอนสิทธิ์จากคนๆหนึ่งมาให้อีกคนหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับความ 'เต็มใจ' เป็นหลัก หมายความว่าถ้าแม่ค้ายกของให้ลูกค้าแล้ว สิทธิ์อันชอบธรรมก็เป็นของลูกค้าทันที แม้จะตกลงกันว่าเดี๋ยวค่อยจ่ายเงินภายหลัง สิทธิ์อันชอบธรรมก็ไม่ได้ตามมาทีหลังไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าลูกค้ารู้อยู่แก่ใจว่าเดี๋ยวจ่ายแน่ ไม่มีเจตนาชักดาบเจืออยู่ ก็เหมือนๆจะมีค่าเท่ากับให้เงินไปแล้วนั่นเอง ความติดค้างเกิดขึ้นเพราะรอเวลาชำระ มิใช่รอการตัดสินใจว่าจะชักดาบดีหรือไม่ชักดาบดี

เรื่องกรรมวิบากนั้น ต้องเล็งเข้ามาที่จิต และเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าเจตนาคือกรรม กรรมคือเจตนา ข้อสงสัยต่างๆจะลดลงได้มากทีเดียวครับ รวมทั้งป้องกันการเผยแพร่ความเห็นผิดๆไปในหมู่ชนวงกว้าง อันจะยังความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นในภายหลังได้อีกด้วย



:yoyo_0140:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare086.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare086.htm)