PDA

View Full Version : นับถือศาสนาอื่นอยู่จะศึกษากรรม, ทำอย่างไรไม่หลงตัวจากการเผยแผ่ธรรมะ


มดเอ๊ก
04-13-2008, 06:00 PM
ถาม – ดิฉันนับถือศาสนาอื่นอยู่ และยังมีศรัทธาที่มั่นคงกับศาสนาของตนเองนะคะ แต่ก็ชอบอ่านเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวของคุณดังตฤณด้วย เพราะรู้สึกว่าได้คำตอบหลายๆข้อที่สงสัยแต่ไม่กล้าถามใครมานาน อยากทราบว่าดิฉันจะตอบตนเองอย่างไรไม่ให้สับสนเกี่ยวกับเรื่องของศาสนา คืออย่างไรก็คงเปลี่ยนศาสนาไม่ได้ สารภาพว่าบางครั้งก็อ่านข้ามๆคำถามคำตอบบางข้อในเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เพื่อไม่ให้ต้องเกิดความหวั่นไหวมากนัก

หากศาสนาของคุณไม่ได้ห้ามการเชื่อเรื่องกรรมวิบาก ผมก็คิดว่าคงไม่ต้องตะขิดตะขวงมากนักหรอกครับ เพราะเกินกว่าครึ่งของ ‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ จะพูดถึงกรรมวิบาก ซึ่งหมายความง่ายๆว่าใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้น

ผมเชื่อว่าไม่มีศาสนาใดปิดกั้น ‘การเห็นความจริง’ ที่ปรากฏแสดงอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา ในเมื่อทุกสิ่งถูกบันดาลให้เห็นโดยความเป็นอย่างนี้ ก็ไม่เห็นจะต้องขัดกันในแง่การมองตามจริงเท่าที่รับรู้ตรงกันได้ เช่นทำดีได้ดีทางใจก่อน สว่างไสวปลอดโปร่งโล่งใจก่อน แล้วทางกายจะได้ดีหรือมีสุขตามมาเอง ส่วนถ้าทำชั่วก็ได้ชั่วทางใจก่อน มืดมนทนหนักใจก่อน แล้วทางกายจะได้ชั่วหรือมีทุกข์ตามมาเอง นี่คือสิ่งที่เราเห็นกันทั่วโลก ไม่ว่ายากดีมีจนเป็นต้องตกอยู่ภายใต้ ‘ความจริง’ นี้ทั้งหมด

และสำหรับความจริงที่มีให้มองมากกว่านั้น เช่นเกิดมาแล้วต้องโตขึ้น โตขึ้นแล้วต้องหง่อมลง หง่อมลงแล้วต้องตายดับ นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับก็แปลว่าไม่ยอมอยู่ในโลกความเป็นจริง ศาสนาพุทธแค่กระตุ้นให้ยอมรับความจริง ไม่หนีความจริง ซึ่งในที่สุดก็จะไม่วิ่งหนีเหตุผล กับทั้งมีเหตุผลอธิบายตัวเองได้ ว่าเพราะทุกสิ่งต้องเสื่อมลงเป็นธรรมดา ยอมรับธรรมดาเสียก็สิ้นเรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่นผิดๆเมื่อใด ใจก็อยู่ในอาการปล่อยวาง คลาย สบาย และหายทุกข์ไปเอง

ส่วนที่ยากจะเห็น ยากจะพิสูจน์ และยากจะทำให้ยอมรับทั่วกัน เช่น ‘ความจริงก่อนเกิดมาเป็นอย่างนี้’ และ ‘ความจริงหลังตายจากความเป็นอย่างนี้’ แต่ละศาสนาพูดไว้ไม่เหมือนกัน และนั่นก็ทำให้ ‘วิธีมอง’ กับ ‘แนวทางพิสูจน์’ แตกต่างกันไป คุณไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนเพียงเพราะไม่อาจยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งที่ยากจะรู้เห็นและพิสูจน์

แล้วก็ไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิกันว่างมงาย คนเรามีสิทธิ์เลือกเชื่อในสิ่งที่ตนเองอยากเชื่อ เชื่อแล้วมีความสุข เชื่อแล้วมีจุดมุ่งหมายในการทำดี เพราะค่าของการมีชีวิตไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนความเชื่อ แต่อยู่ที่ความเบิกบานใจในการทำดีอย่างมีจุดหมาย

แม้ผู้มีศรัทธาแรงกล้า ปฏิบัติธรรมตามพระพุทธเจ้าสอนอย่างขยันขันแข็ง ก็ไม่ได้รู้จักภาวะพ้นทุกข์ทางใจอย่างเด็ดขาดตั้งแต่วันแรก ทุกคนเริ่มปลูกศรัทธาขึ้นจากการเห็นความสุขใจในวันนี้ที่มากกว่าเมื่อวาน ไม่ใช่ลงหลักปักฐานให้ศรัทธามั่นคงด้วยการเห็นนิพพานทันใจ

ขอให้บอกตัวเองซ้ำๆ ว่าการปลูกศรัทธาก็เป็นกรรมอย่างหนึ่ง การรักษาศรัทธาก็เป็นกรรมอย่างหนึ่ง หากศรัทธาที่คุณปลูกและรักษานั้น เป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนกัน เป็นไปเพื่อความรักความอาทรที่ก่อความเยือกเย็นน่ายินดีให้ใจคุณเสพเอง กับทั้งเป็นไปเพื่อก่อความอบอุ่นสว่างไสวให้กับโลกรอบข้าง ย่อมเป็นศรัทธาที่จะให้ผลทันตาทันใจกว่าอะไรทั้งหมด อะไรที่ให้ผลจริงย่อมมิใช่ความงมงาย มิใช่เรื่องไร้สาระ และมิใช่เรื่องน่าหวั่นไหวคลอนแคลนแต่อย่างใดเลย

ความมั่นคงในเหตุและผลย่อมระงับความสับสนเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาเสียได้ ทุกศาสนาอิงธรรมชาติ และธรรมชาติที่ใกล้ตัวคุณที่สุดก็คือจิตและสิ่งที่เกิดกับจิตของคุณตลอดวันตลอดคืน ขอเพียงมีความเข้าใจ ว่าศรัทธาคือสิ่งปรุงแต่งให้จิตใจเบิกบาน อาจหาญในการมีชีวิต คุณย่อมยินดีหล่อเลี้ยงศรัทธาไว้ไม่เลิกรา และในที่สุดจะพบว่าศรัทธาย่อมนำคุณไปสู่จุดหมายปลายทางที่ดีเสมอ

ถาม – อยากทราบว่าผู้เผยแผ่ธรรมะที่ประสบความสำเร็จ ได้รับคำแซ่ซ้องสรรเสริญมากๆ จะต้องทำใจอย่างไรไม่ให้หลงตัวเองว่าเป็นผู้วิเศษคะ?

ถ้าคุณเป็นของจริงทางธรรม คุณจะแม่นยำในข้อธรรมะสำคัญของพระพุทธเจ้า คือธรรมะของพระองค์นี้ เป็นไปเพื่อลดความโลภ ความโกรธ และความหลง ไม่ใช่เป็นไปเพื่อเพิ่มความโลภ ความโกรธ และความหลง

ความหลงตัวก็เป็นความหลงชนิดหนึ่ง หากคุณมีสติเตือนตัวเองได้เป็นขณะๆว่าตอนนี้คิดเหิมเกริมแล้วนะ ตอนนี้คิดว่าตัวเก่งแล้วนะ ตอนนี้คิดว่าตัวยิ่งใหญ่กว่าใครแล้วนะ สติที่เกิดขึ้นเท่าทันความหลงทุกครั้งนั่นเอง จะกดหัวความหลงให้หดตัวลงไปเรื่อยๆ ยิ่งมีชีวิตนานขึ้นเท่าไหร่ อัตตาของคุณก็จะยิ่งเล็กลงเท่านั้น ตลอดจนเห็นตนเองเสมอกับคนอื่น ในฐานที่เกิดมาด้วยความไม่รู้ ดีกว่าคนอื่นหน่อยเดียวคือมีสิทธิ์ตายไปอย่างรู้ รู้ว่าการตื่นจากความหลงเท่านั้น คือหนทางแห่งความพ้นทุกข์พ้นภยันตรายได้อย่างเด็ดขาด

สรุปคือจะเป็นคนธรรมดาหรือผู้เผยแผ่พระสัทธรรมก็เสมอกัน ตรงที่หากไม่แม่นในธรรม ไม่ใช่ของจริงทางธรรม ก็จะไม่มีแก่ใจเตือนสติตนเอง เมื่อไม่เตือนสติตนเองความหลงตัวก็ได้ช่องเกิดทีละนิดทีละหน่อย วันละเล็กวันละน้อย นานปีเข้าก็กลายเป็นคนธรรมดาที่หลงตัวเหมือนๆผู้อื่น และเมื่อหลงตัวเหมือนๆผู้อื่นก็ย่อมตกอยู่ในวังวนทุกข์ วังวนแห่งความไม่รู้เหมือนๆเคยนั่นเองครับ

ถาม – หนูทำงานเกี่ยวกับไอเดียสร้างโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งบางครั้งจำเป็นต้องพูดความจริงเพียงบางส่วน แบบที่ใจเรารู้อยู่ว่าส่วนที่เหลือไม่ค่อยดีนัก อยากทราบว่าเป็นบาปแค่ไหน และอยากถามด้วยว่าคุณดังตฤณเขียนนวนิยาย ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง ถือว่าเป็นการมุสาไหมคะ?

การประกอบอาชีพทางโลกนั้น น้อยมากครับที่จะสะอาดสะอ้านผุดผาดปราศจากมลทินได้หมดจด อย่างเช่นหลักวิชาโฆษณา จะเน้นการประชาสัมพันธ์สินค้าให้ดูเด่น ดูดี ดูคุ้ม ดูมีค่า แม้เมื่อคุณศึกษาตัวสินค้าแล้วจะทำหน้าเหย เห็นมันไม่เด่น ไม่ดี ไม่คุ้ม ไม่มีค่าอย่างไร ถ้าตัดสินใจรับงานก็จำเป็นต้องหาจุดแข็งให้จงได้ ส่วนจะจำเป็นต้องพูดให้เกินจุดแข็งที่พบ หรือกระทั่งจำเป็นต้องกลับดำให้เป็นขาวตามใบสั่งเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่นักประชาสัมพันธ์แต่ละรายลำบากใจมากน้อยต่างกัน ถ้าไม่เห็นว่ามันผิดก็ไม่รู้สึกผิด แต่หากเห็นว่ามันผิดก็หลีกเลี่ยงความรู้สึกผิด เหมือนเป็นคนโกหก หรือเหมือนร่วมขบวนการเด็กเลี้ยงแกะไปกับเขาด้วย

ฉะนั้นตรงจุดเริ่มต้นนั่นแหละครับที่สำคัญ หากคุณมีอำนาจตัดสินใจเลือกโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้สินค้าที่ไม่หลอกลวง ไม่เอาเปรียบผู้บริโภคได้ ก็จะไม่ต้องฝืนใจ ไม่ต้องพยายามเค้นความคิดกลับดำให้เป็นขาวในภายหลัง

แต่หากคุณไม่อยู่ในฐานะที่จะตัดสินใจเลือก คือนั่งโต๊ะรับใบสั่งจากเจ้านายที่ท่านรับงานมาแล้ว อันนี้ก็ต้องทำใจไว้ว่า เราทำหน้าที่ของเรานะ เราไม่ได้มีความเต็มใจยินดีที่จะกลับดำเป็นขาว ไม่ได้อยากจะโกหกแทนคนอื่น ใจที่ไม่มีความยินดีย่อมลดทอนความรู้สึกผิดลง และนั่นก็ลด ‘มลทิน’ ลงได้จริงด้วย ตามธรรมชาติของจิตและกรรมที่ว่าถ้าไม่ยินดี ไม่เกิดโสมนัสในการกระทำบาป บาปนั้นๆย่อมไม่ใหญ่โตนัก เวลาให้ผลก็ไม่รุนแรงเต็มเหนี่ยว และกว่าจะให้ผลก็อาจใช้เวลานานพอสมควร กับทั้งเปิดโอกาสให้ทำบุญอันเป็นตรงข้ามกับบาปนั้นๆได้ โดยที่จิตไม่รู้สึกถูกปิดกั้นด้วยเหตุภายนอกและภายในใดๆ

อาชีพประชาสัมพันธ์สินค้านั้น ต้องมีบ้างที่สินค้าดีจริง ต้องมีบ้างที่สินค้าคุ้มค่าเกินราคา และต้องมีบ้างที่สินค้าโหลยโท่ยไม่เอาอ่าว ดังนั้นอาชีพของคุณจึงไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องปั้นน้ำให้เป็นตัว ปั้นดินให้เป็นดาวอยู่ตลอดเวลา ใจคุณจึงเฉลี่ยๆไปได้อยู่แล้ว เช่นไม่ต้องเห็นตนเองเป็นเด็กเลี้ยงแกะทุกวัน บางวันอาจมีโอกาสส่งเสริมสินค้าดีๆมีคุณภาพให้เป็นที่รู้จักกับคนจำนวนมาก เหมือนนำสิ่งดีๆไปสู่ชีวิตใครต่อใครในวงกว้างด้วยซ้ำ

บอกตัวเองว่าคุณไม่ใช่นักโฆษณาใจบาป ขอให้มีโอกาสเถอะ เห็นสินค้าตัวไหนคุ้มหรือเกินคุ้ม ก็ใส่ใจเชียร์เต็มที่ด้วยความอยากให้เขาประสบความสำเร็จ และเมื่อเห็นสินค้าตัวใดเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ก็ทำใจกลางๆว่าเราเลือกข้อเด่นข้อดีที่มีอยู่จริงๆมาพูด จะงดเว้นการนำเสนอเรื่องไม่มีมูลมาฝอยเป็นตุเป็นตะ

หากเจ้านายหรือลูกค้าออกใบสั่งพิเศษมาให้ปั้นน้ำเป็นตัว คุณต้องมีจุดยืนโต้ตอบกับพวกเขาบ้าง คือชี้ให้เห็นว่าตามฐานะผู้มีหน้าที่ออกไอเดีย คุณเห็นว่าการพูดเกินจริงมากไปจะก่อให้เกิดภาพที่เสียหายในภายหลัง คุณไม่สามารถวาดภาพลวงตาที่ไม่ก่อความเสียหายต่อสินค้า ขอพบกันครึ่งทาง คือนำเสนอความจริงที่ดีอยู่แล้ว มีอยู่แล้ว นำมาสร้างเป็นภาพน่าประทับใจที่สมน้ำสมเนื้อ และไม่ทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่าถูกหลอก

แต่ละครั้งที่คุณสามารถเค้นไอเดียได้จากโอกาสอันแคบจำกัด คุณจะฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่เฉพาะฉลาดในเชิงการตลาด แต่จะฉลาดในเชิงกรรมด้วย ต่อให้คุณต้องเอาโจรมาเป็นนายแบบโฆษณา ความฉลาดของคุณก็จะกลั่นโฆษณาที่เป็นมงคล มีผลเป็นบวก ก่อโลกทัศน์ด้านดีให้คนชมจนได้

ต่อข้อถามที่ว่านิยายเป็นเรื่องไม่จริง ถือว่าโกหกไหม ก่อนอื่นต้องเล็งที่การรับรู้ของคนอ่านเป็นหลัก นวนิยายคือข้อตกลงในตัวเองว่าเป็นเรื่องสมมุติ เพราะฉะนั้นคนอ่านย่อมรับทราบแต่แรกว่าตัวละครและโครงเรื่องไม่มีอยู่จริงในโลกนี้

เมื่อคนเขียนนิยายตระหนักว่าคนอ่านจะไม่เชื่อว่าเป็นเหตุการณ์จริง โดยทั่วไปก็ย่อมตกแต่งเรื่องราวโดยปราศจากเจตนาลวงให้ใครๆหลงนึกว่ามีตัวละครนี้อยู่ มีเหตุการณ์นี้อยู่ และเป็นไปได้ที่จะเจตนาใช้เรื่องแต่งเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเรื่องดีขึ้นจริงๆ

อีกประการหนึ่ง แม้ตัวละครและเหตุการณ์จะไม่จริง แต่นักประพันธ์สามารถให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเข้าไปได้ทุกหน้า

เหตุผลของนักประพันธ์ส่วนใหญ่ที่จะให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงไว้ในนิยายเสมอ ก็คือเพื่อให้นิยายของตนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ อันจะทำให้เรื่องทั้งหมดเร้าใจไม่ต่างจากเหตุการณ์จริง จะเห็นได้ว่าถ้าเรื่องใดขาดเหตุขาดผล ขาดความสมจริง ขาดที่มาที่ไป ทำอย่างไรก็เร้าใจให้คุณรอคอยจุดสรุปอันเป็นยอดสุดของเรื่องไม่ได้

เหตุผลของใครเป็นอย่างไร กรรมของเขาก็เป็นอย่างนั้น สำหรับผม ผมจะใส่ข้อมูลและข้อเท็จจริงเข้าไปมากที่สุด โดยมีเหตุผลคือเพื่อสาธิตกรรมอันเกิดขึ้นได้จริงในโลกปัจจุบัน และวิบากอันเกิดขึ้นได้จากวิธีคิด วิธีพูด วิธีทำแบบหนึ่งๆ

เหตุผลอันเป็นไปเพื่อสาธิตกรรมวิบากนี่เอง ที่ทำให้ผมบอกตัวเองได้เต็มปากว่าผมเปล่าโกหก และบางครั้งนิยายที่ออกมาอาจจะแสดง ‘ความจริง’ ได้ชัดเจนกว่าสารคดีเปิดโลกกว้างทางทีวีด้วยซ้ำ เนื่องจากคนเรารับรู้ความจริงได้ง่ายผ่านตัวอย่างที่โยงอยู่กับประสบการณ์ของตนเอง และกลวิธีทางนิยายก็เปิดโอกาสตรงจุดนี้อย่างเต็มที่

แต่ละความคิด แต่ละคำพูด แต่ละการกระทำของตัวละครในนิยาย ไม่ได้ออกมาจากจิตใจของผม แต่ออกมาจากจิตวิญญาณของตัวละครนั้นๆโดยตรงทีเดียว หลักการของผมขณะลงมือเขียนแต่ละบรรทัด คือผมจะกันตัวเองออกมาเป็น ‘ผู้แลเห็นจิต’ ของตัวละครแต่ละตัว ไม่เอาความพอใจส่วนตัวเข้าไปเจือด้วยเลย ผมจึง ‘รู้ตามจริง’ ว่าในสถานการณ์หนึ่งๆ ตัวละครจะโต้ตอบกับโลกท่าไหนเสมอ

เพราะฉะนั้นแม้ว่าคุณอาจไม่พบชื่ออย่างนี้นามสกุลอย่างนั้นเหมือนในนิยายของผม แต่ตัวตนแบบนั้นๆก็จะคิด พูด และทำอย่างที่คุณเห็นผมเขียนจริงๆ คำถามที่มีมาถึงเป็นประจำคือตัวละครที่ผมเขียนนั้น ชื่อแซ่ใด บ้านช่องอยู่ที่ไหน ต้องมีตัวตนอยู่แน่ๆเลย ซึ่งคำตอบที่ชัดเจนก็คือมีอยู่จริงในใจคนอ่านนั่นแหละ

นอกจากนั้น ผมต้องบอกตัวเองได้ด้วยว่าจะสร้างความสมจริงขึ้นมาเพื่ออะไร คำตอบก็คือเพื่อให้คนอ่านเชื่อในกรรมขาวว่ามีผลเป็นสุข เชื่อในกรรมดำว่ามีผลเป็นทุกข์ เชื่อว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรมวิบากไว้อย่างหมดจด ทุกคนจะได้ประโยชน์สุงสุดจากความเข้าใจอันก่อให้เกิดความเชื่ออย่างหนักแน่นในระดับโสมนัสศรัทธา

หากผลตอบรับจากคนอ่านนิยายจำนวนมากเป็นไปในทิศทางที่ตรงกับเป้าของผม ผมก็คงสบายใจหายห่วง

และแม้เจตนาโดยรวมจะดี ผลรวมที่เกิดกับคนอ่านออกมาเป็นบวก แต่ส่วนไหนตอนใดในเรื่องที่ก่อให้เกิดราคะ โทสะ โมหะ อย่างไรก็มีผลลบกับผมเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องระมัดระวัง ตลอดจนพยายามถ่ายถอนผลข้างเคียงด้านลบนั้นเสียด้วยบทสรุปที่คานกัน หรืองัดข้อกันได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ เช่นถ้าเขียนนำไปด้วยคำพูดจูงใจให้รู้สึกว่าฟรีเซ็กซ์เป็นของดี ต่อมาผมต้องนำอะไรบางอย่างที่น้ำหนักชนะกันมาทำให้คนอ่านเห็นจริงว่าผลของฟรีเซ็กซ์เป็นทุกข์ เป็นโทษ เป็นภัย เป็นทางสู่ความตกต่ำ

ผมทราบว่านักประพันธ์บางท่าน แอบเป็นบ้าอย่างลับๆก็มี เป็นโรคหดหู่ซึมเศร้าก็มี แยกโลกความจริงจากโลกจินตนาการไม่ออกก็มี อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากยืนยันกับโลกวรรณกรรมครับ ในที่สุดคุณจะเป็นในสิ่งที่คุณให้กับคนอ่านเสมอ ผู้ให้สติย่อมได้สติ ผู้ให้เป้าหมายย่อมมีเป้าหมาย ผู้ให้ความแปรปรวนทางอารมณ์ย่อมเกิดความแปรปรวนทางอารมณ์ อาชีพนักประพันธ์ก่อกรรมได้ไม่จำกัด เพราะเพดานมีอยู่แค่ที่จินตนาการอนันต์ในมนุษย์เท่านั้น


:yoyo_0050:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare085.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare085.htm)