มดเอ๊ก
04-13-2008, 05:55 PM
ถาม ผมเป็นเกย์ครับ แบบว่าไม่แต๋วนะครับ ตั้งแต่วัยุร่นจะไม่รู้สึกรู้สากับผู้หญิง ต่อให้สวยหรือหุ่นดียั่วน้ำลายชายทั่วไปขนาดไหน ต่างจากตอนเห็นผู้ชายมาดเท่ๆ เห็นแล้วถึงจะฮอต คุณดังตฤณเคยบอกมาหลายครั้งว่าที่ผิดปกติทางเพศเพราะเคยประพฤติผิดทางเพศ เพราะฉะนั้นก็จะไม่ถามถึงสาเหตุ แต่อยากถามว่าการเป็นเกย์นี่ขัดขวางมรรคผลนิพพานไหม? ผมอยากหลุดพ้นไปก็เพราะทุกข์หนักเรื่องความรู้สึกทางเพศของตัวเองนี่แหละครับ
ถ้าไม่ได้มีจิตบิดเบี้ยวมาก ทุกคนก็มีสิทธิ์บรรลุมรรคผลหมดแหละครับ จิตที่บิดเบี้ยวมากจนหมดสิทธิ์ดัดให้ตรงถึงขั้นทรงฌานรู้นิพพานนั้น จะมีอยู่สองพวกคือ
๑) มีอวัยวะของสองเพศในร่างเดียวกัน โลกนี้มีไม่มากนัก แต่ก็มีอยู่จริงทั้งในอดีตและปัจจุบัน
๒) ทำอนันตริยกรรม คือฆ่าพ่อแม่ ฆ่าพระอรหันต์ เป็นพระที่ทำความแตกแยกกับหมู่สงฆ์ และทำร้ายพระพุทธองค์ถึงขั้นห้อพระโลหิต
ที่สำคัญ ผมแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะเห็นตัวอย่างของจริงมาแล้วคือ ถ้าเกย์คนไหนดำรงตนเป็นพุทธแท้ จะสามารถแก้ปัญหาความเบี่ยงเบนทางเพศได้อย่างแน่นอน หมายความว่าอาการบิดเบี้ยวเล็กๆอันเกิดจากความเบี่ยงเบนทางเพศจะหายไป เปิดโอกาสให้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงขึ้น เกิดความเห็นอันเที่ยงตรง รับรู้ธรรมชาติตามจริง ว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยง แม้แต่จิตและความรู้สึกนึกคิดก็ดับไปเป็นขณะๆอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนเลย
การดำรงตนเป็นพุทธแท้ที่จะแก้ปัญหาความเบี่ยงเบนทางเพศได้ มีอยู่ ๓ ระดับ ได้แก่ ทาน ศีล และภาวนา
๑) ทาน ในที่นี้คือการช่วยเหลือให้คนที่รู้สึกแย่ๆกับตนเอง ได้มีมุมมองที่ดีขึ้น นับถือตนเองมากขึ้น มีความสุขกับชีวิตของตนเองมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ เช่นเขาดูถูกตัวเองว่าโง่ ก็ให้กำลังใจเขาว่าเด็กเกิดมามันโง่กันทุกคน ที่หายโง่ได้ก็เพราะเริ่มทำเรื่องฉลาดๆ เช่นไม่ดูถูกตัวเอง และต่อสู้เพื่อให้รู้มากกว่าเมื่อวาน หากคุณค่อยๆพูดหยอด ค่อยๆปลอบ กระทั่งเขารู้สึกดีและมีกำลังใจ ผลสะท้อนกลับคือคุณจะรู้สึกดีขึ้นกับตนเองมากกว่าเคยทีละนิด ยิ่งคุณรู้สึกดีกับตนเองเพราะช่วยเหลือผู้อื่นสำเร็จมากขึ้นเท่าไร ความรู้สึกด้านไม่ดีก็ย่อมลดน้อยถอยลงตามส่วน
อาการลดน้อยถอยลงของความรู้สึกไม่ดีกับตนเองนั่นแหละ แสดงให้เห็นว่าวิบากมืดถูกเจือจางด้วยบุญใหม่ๆ วันหนึ่งคุณจะพบว่าความเห็นค่าของตนเอง จะทำให้ความบิดเบี้ยวเบี่ยงเบนเบาบาง และกระทั่งเหมือนหายไปจากใจ แม้ไม่หายขาดสนิท ก็ไม่ติดใจกังวลหรือต้องทนทุกข์มากมายนัก เปิดโอกาสให้บำเพ็ญบุญเพื่อความเป็นพุทธแท้ในขั้นต่อๆไปได้คล่องขึ้น
๒) ศีล ในที่นี้ต้องพูดในระดับศีล ๘ หากคุณยอมงดเว้นการเสพกาม ตลอดจนไม่เสพเครื่องกระตุ้นกามเช่นอาหารหลังเที่ยง ที่นอนนุ่มสบาย และการดูหนังฟังเพลงอันย้อมใจให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็จะเป็นการทวนกระแส ไม่ปล่อยตนให้ถูกดึงดูดอยู่ใต้อำนาจกรรม ซึ่งก็เท่ากับเจือจางวิบากทางเพศให้บรรเทาเบาบางลงด้วย
การถือศีล ๘ ที่จะแก้การเบี่ยงเบนทางเพศนั้น ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดงดเว้นให้ได้ทุกวัน เอาแค่เดือนละ ๔ หน นับเอาวันพระเป็นหลักก็ดี นานไปความตั้งใจงดเว้นจะกลายเป็นวินัย กลายเป็นแบบทดสอบความอดทน และกลายเป็นเครื่องเสริมสร้างความเข้มแข็ง ก่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงขึ้นอย่างมาก
เมื่อห่างเครื่องกระตุ้นราคะ เอาชนะการครอบงำของราคะได้เดือนละ ๔ วัน พอครบปีคุณจะรู้สึกดีขึ้น ความหมกมุ่นทางเพศลดลง ซึ่งก็จะมีผลให้ความเบี่ยงเบนทางเพศลดลงไปด้วย ตามสัดส่วนของความมั่นคงทางใจ ที่คุณสามารถรักษาวินัย ซื่อสัตย์กับตนเองได้
๓) ภาวนา การภาวนาหมายถึงการอบรมจิตให้สงบจากกิเลส ปลอดโปร่งจากราคะและโทสะหยาบๆ ตลอดจนเอาชนะความหลงผิด มีจิตตื่นรู้ขึ้นเห็นความจริง เช่นเห็นกายเป็นของไม่สะอาด น่ารังเกียจ ไม่มองกายด้วยความเป็นเครื่องล่อให้อยากเสพกาม แต่มองเห็นทุกซอกมุมแห่งความจริงทางกาย ว่ามีแต่คราบไคลเหงื่อสกปรกแฝงอยู่ทุกขุมขน มีแต่การสะสมขี้ฟันอยู่ทุกวินาที มีแต่การไหลเข้าไหลออกตามทวารหนักทวารเบา อะไรดีๆเข้าทางปาก เดี๋ยวเดียวออกมาเป็นอะไรเสียๆทางก้น ไม่เว้นแต่ละวันแต่ละคืน
การมีสติระลึกรู้อยู่เรื่อยๆ เล็งกายไปตรงไหนก็เจอแต่หน่อเหม็นแนวเหม็น จะทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลง เห็นตามจริงมากขึ้นเรื่อยๆว่าทั้งกายเรากายเขาเป็นของเน่าเปื่อย ไม่ใช่สิ่งน่ารักน่าใคร่ จิตของคุณจะอยู่เหนือความรู้สึกทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน เมื่อกายไม่อาจกระตุ้นความมาดหมายทางเพศได้ ความเบี่ยงเบนทางเพศก็ย่อมทำอะไรจิตคุณไม่ได้เช่นกัน
และในที่สุด เมื่อพินิจเห็นกระทั่งจิตของคุณก็ต้องเสื่อมไป มีคิดดี มีคิดชั่ว มีครุ่นคิดทางเพศ มีเลิกครุ่นคิดหนักอก คุณจะวางได้กระทั่งความกังวลว่าตัวเองเป็นหรือไม่เป็นเกย์ เพราะเห็นอย่างแท้จริงว่าเป็นเกย์หรือไม่เป็นเกย์มันเริ่มขึ้นที่จิต เริ่มขึ้นที่คิด เพียงคุณไม่มองว่าจิตและความคิดเป็นตัวคุณ แต่เห็นเป็นสภาวะที่เกิดแล้วต้องดับตลอดวันตลอดคืน ความเบี่ยงเบนทางเพศย่อมหายไป ณ ที่ที่คุณรู้แจ้งนั้น
เมื่อสั่งสมบารมีทางทาน ศีล และภาวนามาถึงระดับหนึ่ง กายใจคุณจะปฏิวัติ เหมือนเป็นคนใหม่ เป็นตัวตนใหม่ เริ่มจากจิตที่สว่าง อบอุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งหายขาดจากรสนิยมผิดธรรมชาติในตน นี่คือสิ่งที่ผมเห็นจากคนที่เขาเอาจริงเอาจังในเส้นทางสายสว่างของพุทธแท้มาแล้วครับ
ถาม ดิฉันมักจะทะเลาะกับคุณพ่อเสมอในหลายๆเรื่อง สาเหตุคือมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ซึ่งดิฉันก็เชื่อในความคิดของดิฉัน และทำให้ดิฉันถูกคุณพ่อว่าดิฉันว่าเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่เคารพท่าน ทำให้ท่านต้องโมโหอยู่เสมอ ทั้งที่บางครั้งดิฉันเพียงแค่ต้องการอธิบายเหตุผลของดิฉัน แต่ท่านก็ไม่ฟัง ดิฉันจะบาปมากไหมคะ?
ถามว่าบาป มาก ไหม? ตอบว่าไม่มากครับ เพราะตั้งต้นขึ้นมาคุณไม่ได้จงใจทำให้ท่านโมโห แค่ต้องการอธิบาย
ถามว่า บาป ไหม? ต้องดูว่าขณะที่คุณพยายามอธิบายนั้น จิตเจืออยู่ด้วยโทสะหรือเปล่า หากรู้สึกขัดเคือง ขุ่นข้อง หรือหมองใจ ก็เป็นบาปทางใจ หากพูดจาด้วยถ้อยคำทิ่มตำ หรือใช้น้ำเสียงกระแทกหู ก็เป็นบาปทางปาก หากลุแก่โทสะถึงขนาดผลัก กระชาก หรือแม้บีบข้อมือพ่อแม่ในอาการเค้นคั้น ก็เป็นบาปทางกาย
ในทางกลับกัน ถ้าถามว่าทะเลาะกับพ่อแม่มีสิทธิ์ ได้บุญ ไหม? ตอบว่ามีครับ ถ้าเจตนาตั้งต้นคือหวังดี หวังให้ท่านเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม แต่บุญนั้นจะเจืออยู่ด้วยบาปมากน้อยเพียงใดก็ต้องดูที่แนวคิดวิธีนำเสนอว่าฉลาดหรือทื่อ ดูที่วิธีเลือกใช้คำว่าสุภาพเป็นเหตุเป็นผลเพียงใด ดูที่กิริยาว่าอ่อนน้อมเคารพหรือแข็งกระด้าง
ลูกสาวที่ทะเลาะกับพ่อนะครับ ผมเห็นรายไหนรายนั้น จะมองว่าพ่อเป็นคนแก่หัวดื้อ ไร้เหตุผล ทิฐิมานะแรง ไม่น่าเคารพเลื่อมใส ทำไมเรื่องแค่นี้ไม่เข้าใจ อยากจะบ้าตายเหลือเกิน
ส่วนพ่อที่ทะเลาะกับลูกสาว ก็จะเห็นลูกเป็นเด็ก อวดฉลาด ถือดีน่าหมั่นไส้ ข้าทำให้เอ็งมีตัวมีตนขึ้นมาจากสภาพวุ้น ข้าเลี้ยงเอ็งมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย หนอยแน่ริอ่านจะอบรมสั่งสอนข้า อะไรทำนองนั้น
พอเป็นพ่อเป็นลูกกันแล้วมองกันแบบนี้นะครับ มันก็มีเหตุให้ทะเลาะกันเรื่อยแหละ แล้วก็ลงเอยเป็นความรู้สึกเดิมๆ เหมือนพายเรือในอ่าง เดินทางในวังวนไม่สิ้นสุด
ผมว่าอย่าเพิ่งห่วงเรื่องบาปหรือไม่บาปเลย ห่วงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกที่ผูกกันแบบ ทั้งรักทั้งแค้น จะดีกว่า นี่จะเป็นกรรมที่ทำให้ภาพรวมระหว่างคุณกับพ่อกะดำกะด่าง ทั้งรัก ทั้งห่วง แต่ก็รู้สึกไม่ดีต่อกัน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกที่ขาวสะอาดในความรู้สึกส่วนลึก ถ้าชาติหน้าพบกันอีกก็ย่อมบันดาลให้เกิดเรื่องครึ่งรักครึ่งแค้นอีก
อย่างไรก็ตาม แม้ทำให้ท่าน ถูกใจ ก็อาจมีมลทินได้อีกเช่นกัน เช่นเห็นท่านเชื่ออะไรผิดๆ หรือไปนับถือสำนักสิบแปดมงกุฎที่ชอบต้มตุ๋นชาวบ้าน ถ้าคุณดูดาย ปล่อยให้ท่านเข้าใจผิดไปเรื่อยๆ เป็นพวกเดียวกับมิจฉาทิฏฐิไปเรื่อยๆ อันนี้ก็เฉียดกันนิดเดียวกับการเป็นลูกอกตัญญู ทำนองเดียวกับรู้ทั้งรู้ว่าพ่อแม่ตาไม่ดี เดินลงน้ำมีสิทธิ์จม แทนที่จะร้องห้ามหรือยื้อยุดฉุดดึงเต็มกำลัง กลับหันหน้าไปทางอื่นและบอกตัวเองว่าธุระไม่ใช่ ท่านอยากเดินทางนั้นก็เป็นกรรมของท่าน
แม้ช่วยไม่ได้ แต่อย่างน้อยพยายามช่วยเต็มที่ ก็ถือว่ามีความกตัญญูต่อท่านแล้ว
เวลาเจอญาติผู้ใหญ่ไม่มีเหตุผล แม้ฟังคำอธิบายดีๆก็หงุดหงิดเกรี้ยวกราด คุณได้ข้อสอบข้อใหญ่ที่ท้าทายปฏิภาณและความฉลาดในกรรมเป็นอย่างยิ่งเชียวครับ ขอให้จำไว้ว่าไฟจะดับไม่ได้ด้วยไฟ ต้องดับด้วยน้ำ
ในที่ที่เหตุผลไร้ค่า หาประโยชน์มิได้ จงนึกให้ออก ว่าจิตที่สงบ มีสติ และเปี่ยมด้วยเมตตาเป็นอย่างไร เพราะความเงียบอันเกิดจากจิตที่สว่าง เกิดจากความมีสติ และเกิดจากความมีเมตตาเท่านั้น จะเป็นทางออกสุดท้ายเสมอ หากฝึกตั้งจิตไว้ถูก คุณจะสามารถหยุดท่านได้ด้วยความเงียบครับ กุศลจิตของคุณจะสะเทือนในทางดีไปถึงจิตของท่าน ละลายความคิดด้านร้ายของท่านลง
การพยายามเอาชนะด้วยเหตุผล หรือแม้การทำให้พ่อแม่รู้สึกพ่ายแพ้ต้องยอมจำนนลูกนั้น ไม่เคยเป็นทางออกที่สวยงามสำหรับใคร หากคุณมีศิลปะในการหยุด มีศิลปะในการถอย และมีศิลปะในการรุก คุณจะทำให้ทุกฝ่ายชนะได้โดยปราศจากการสูญเสีย
สรุปคือขอให้จำไว้อย่างแม่นยำข้อเดียว ในสถานการณ์ลำบากนั้น ถ้าจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่เจือด้วยโทสะ เมื่อคิดจะเป็นบุญเสมอ เมื่อพูดจะเป็นบุญเสมอ เมื่อทำจะเป็นบุญเสมอ บุญจะเป็นที่มาของความฉลาดจัดการกับสถานการณ์ยากลำบากทั้งหลาย ส่วนบาปแม้เพียงด้วยความคิดจะลวงให้คุณเห็นแต่ทางตันครับ
ถาม ช่วยแนะวิธีคิดและการทำใจที่จะไม่ทำให้ทุกข์มากจากการต้องเสียสามีไปอย่างกะทันหัน ทุกวันนี้ยังไม่อยากเชื่อว่าเขาจากเราไปแล้ว แม้พยายามคิดว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา แต่ยังมีบางครั้งทำใจไม่ได้ มีความคิดว่าเขาไม่น่าอายุสั้นแค่นี้เลยค่ะ
การที่เราไม่คิดไว้ล่วงหน้า หรือไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจไว้เลย ด้วยความประมาทในวัยนั่นแหละ คือต้นเหตุของการทำใจได้ยากเมื่อต้องจากกันอย่างกะทันหันจริงๆ
นี่เป็นเรื่องที่คุณอาจต้องแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุ สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ไม่ใช่การเตรียมใจ แต่เป็นการแก้ปมทางใจ และเป็นปมที่ค่อนจะยุ่งยากเสียด้วย เนื่องจากเราเคยรู้ เคยอ่าน เคยฟังธรรมะมาไม่ใช่น้อยๆ จึงอาจเกิดอาการดื้อยาเสียแล้ว
จุดนี้อยากให้คุณเลิกหาอุบาย เลิกหาธรรมะปลอบใจ แต่ให้สังเกตอย่างตรงไปตรงมา ว่าลมหายใจเข้านี้ใช่ไหม ที่เลี้ยงชีวิตให้รอดไปอีกครั้งหนึ่ง ถามตัวเองว่าลมหายใจออกนี้ใช่ไหม ที่บรรเทาความอัดอั้นไม่ให้จุกอกตายไปอีกเฮือกหนึ่ง เมื่อเห็นเข้ามาถึงการมีชีวิตจริงๆในลมหายใจปัจจุบันนี้ได้ คุณจะสามารถทำความเห็นได้ตามจริง ว่าชีวิตเป็นของเปราะบาง แม้ตัวคุณเองก็อาจแตกดับภายในเวลาไม่กี่นาที ขอเพียงไม่มีลมหายใจเข้าออก
เราจะไม่เห็นความสำคัญของเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต กระทั่งถูกริบเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตไป เราจะไม่สนใจว่าลมหายใจสั้นหรือยาว มีหรือไม่มี ตราบเท่าที่เราไม่ถูกนำไปขังไว้ในที่ที่หายใจลำบาก หรือไม่มีอากาศให้หายใจเลย
หากเกิดข้อสังเกตตามจริงในวินาทีปัจจุบัน คุณจะรู้สึกปล่อยวางกับการมีหรือไม่มีชีวิตของตนเองลงได้บ้าง ยิ่งสังเกตมากก็ยิ่งปล่อยวางได้มาก เมื่อปล่อยวางได้กระทั่งการมีหรือไม่มีชีวิตของตัวเอง คุณจะมองออกไปข้างนอก แล้วปล่อยวางการมีหรือไม่มีชีวิตของคนอื่นได้ง่ายขึ้น
ข้ออ้างที่ว่าเขาตายก่อนวัยอันควร เป็นแค่ความเข้าใจผิดๆ หลงอุปาทาน หลงทึกทักเอาว่าทุกคนต้องตายตอนแก่ ความตายจะมาในเวลาอันควรเสมอ วิบากกรรมเขารู้เวลาของเขาดี และไม่ยอมให้คุณผัดผ่อน เพียงด้วยการวิงวอนเช่นคุณไม่รู้ และเคยไม่เตรียมใจไว้ก่อน อย่าเพิ่งมาเลยนะความตาย
สามีจากไปแล้วอย่างกะทันหัน ที่เหลือก็ต้องเตรียมใจให้เป็นกุศล เผื่อวันนี้จะเป็นวันกะทันหันของคุณเองบ้าง การมีจิตเศร้าหมองไม่ช่วยให้ คนตาย กลับมา และไม่ได้ช่วยให้ คนเป็น เตรียมตัวอย่างถูกต้อง หากมาถึงความเข้าใจตรงนี้ลึกซึ้งพอ ความตายของใครๆแม้เราเองก็จะไม่ก่อให้เกิดความเศร้าสร้อยเปล่าได้เลยครับ
:yociexp54:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare083.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare083.htm)
ถ้าไม่ได้มีจิตบิดเบี้ยวมาก ทุกคนก็มีสิทธิ์บรรลุมรรคผลหมดแหละครับ จิตที่บิดเบี้ยวมากจนหมดสิทธิ์ดัดให้ตรงถึงขั้นทรงฌานรู้นิพพานนั้น จะมีอยู่สองพวกคือ
๑) มีอวัยวะของสองเพศในร่างเดียวกัน โลกนี้มีไม่มากนัก แต่ก็มีอยู่จริงทั้งในอดีตและปัจจุบัน
๒) ทำอนันตริยกรรม คือฆ่าพ่อแม่ ฆ่าพระอรหันต์ เป็นพระที่ทำความแตกแยกกับหมู่สงฆ์ และทำร้ายพระพุทธองค์ถึงขั้นห้อพระโลหิต
ที่สำคัญ ผมแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะเห็นตัวอย่างของจริงมาแล้วคือ ถ้าเกย์คนไหนดำรงตนเป็นพุทธแท้ จะสามารถแก้ปัญหาความเบี่ยงเบนทางเพศได้อย่างแน่นอน หมายความว่าอาการบิดเบี้ยวเล็กๆอันเกิดจากความเบี่ยงเบนทางเพศจะหายไป เปิดโอกาสให้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงขึ้น เกิดความเห็นอันเที่ยงตรง รับรู้ธรรมชาติตามจริง ว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยง แม้แต่จิตและความรู้สึกนึกคิดก็ดับไปเป็นขณะๆอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนเลย
การดำรงตนเป็นพุทธแท้ที่จะแก้ปัญหาความเบี่ยงเบนทางเพศได้ มีอยู่ ๓ ระดับ ได้แก่ ทาน ศีล และภาวนา
๑) ทาน ในที่นี้คือการช่วยเหลือให้คนที่รู้สึกแย่ๆกับตนเอง ได้มีมุมมองที่ดีขึ้น นับถือตนเองมากขึ้น มีความสุขกับชีวิตของตนเองมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ เช่นเขาดูถูกตัวเองว่าโง่ ก็ให้กำลังใจเขาว่าเด็กเกิดมามันโง่กันทุกคน ที่หายโง่ได้ก็เพราะเริ่มทำเรื่องฉลาดๆ เช่นไม่ดูถูกตัวเอง และต่อสู้เพื่อให้รู้มากกว่าเมื่อวาน หากคุณค่อยๆพูดหยอด ค่อยๆปลอบ กระทั่งเขารู้สึกดีและมีกำลังใจ ผลสะท้อนกลับคือคุณจะรู้สึกดีขึ้นกับตนเองมากกว่าเคยทีละนิด ยิ่งคุณรู้สึกดีกับตนเองเพราะช่วยเหลือผู้อื่นสำเร็จมากขึ้นเท่าไร ความรู้สึกด้านไม่ดีก็ย่อมลดน้อยถอยลงตามส่วน
อาการลดน้อยถอยลงของความรู้สึกไม่ดีกับตนเองนั่นแหละ แสดงให้เห็นว่าวิบากมืดถูกเจือจางด้วยบุญใหม่ๆ วันหนึ่งคุณจะพบว่าความเห็นค่าของตนเอง จะทำให้ความบิดเบี้ยวเบี่ยงเบนเบาบาง และกระทั่งเหมือนหายไปจากใจ แม้ไม่หายขาดสนิท ก็ไม่ติดใจกังวลหรือต้องทนทุกข์มากมายนัก เปิดโอกาสให้บำเพ็ญบุญเพื่อความเป็นพุทธแท้ในขั้นต่อๆไปได้คล่องขึ้น
๒) ศีล ในที่นี้ต้องพูดในระดับศีล ๘ หากคุณยอมงดเว้นการเสพกาม ตลอดจนไม่เสพเครื่องกระตุ้นกามเช่นอาหารหลังเที่ยง ที่นอนนุ่มสบาย และการดูหนังฟังเพลงอันย้อมใจให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็จะเป็นการทวนกระแส ไม่ปล่อยตนให้ถูกดึงดูดอยู่ใต้อำนาจกรรม ซึ่งก็เท่ากับเจือจางวิบากทางเพศให้บรรเทาเบาบางลงด้วย
การถือศีล ๘ ที่จะแก้การเบี่ยงเบนทางเพศนั้น ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดงดเว้นให้ได้ทุกวัน เอาแค่เดือนละ ๔ หน นับเอาวันพระเป็นหลักก็ดี นานไปความตั้งใจงดเว้นจะกลายเป็นวินัย กลายเป็นแบบทดสอบความอดทน และกลายเป็นเครื่องเสริมสร้างความเข้มแข็ง ก่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงขึ้นอย่างมาก
เมื่อห่างเครื่องกระตุ้นราคะ เอาชนะการครอบงำของราคะได้เดือนละ ๔ วัน พอครบปีคุณจะรู้สึกดีขึ้น ความหมกมุ่นทางเพศลดลง ซึ่งก็จะมีผลให้ความเบี่ยงเบนทางเพศลดลงไปด้วย ตามสัดส่วนของความมั่นคงทางใจ ที่คุณสามารถรักษาวินัย ซื่อสัตย์กับตนเองได้
๓) ภาวนา การภาวนาหมายถึงการอบรมจิตให้สงบจากกิเลส ปลอดโปร่งจากราคะและโทสะหยาบๆ ตลอดจนเอาชนะความหลงผิด มีจิตตื่นรู้ขึ้นเห็นความจริง เช่นเห็นกายเป็นของไม่สะอาด น่ารังเกียจ ไม่มองกายด้วยความเป็นเครื่องล่อให้อยากเสพกาม แต่มองเห็นทุกซอกมุมแห่งความจริงทางกาย ว่ามีแต่คราบไคลเหงื่อสกปรกแฝงอยู่ทุกขุมขน มีแต่การสะสมขี้ฟันอยู่ทุกวินาที มีแต่การไหลเข้าไหลออกตามทวารหนักทวารเบา อะไรดีๆเข้าทางปาก เดี๋ยวเดียวออกมาเป็นอะไรเสียๆทางก้น ไม่เว้นแต่ละวันแต่ละคืน
การมีสติระลึกรู้อยู่เรื่อยๆ เล็งกายไปตรงไหนก็เจอแต่หน่อเหม็นแนวเหม็น จะทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลง เห็นตามจริงมากขึ้นเรื่อยๆว่าทั้งกายเรากายเขาเป็นของเน่าเปื่อย ไม่ใช่สิ่งน่ารักน่าใคร่ จิตของคุณจะอยู่เหนือความรู้สึกทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน เมื่อกายไม่อาจกระตุ้นความมาดหมายทางเพศได้ ความเบี่ยงเบนทางเพศก็ย่อมทำอะไรจิตคุณไม่ได้เช่นกัน
และในที่สุด เมื่อพินิจเห็นกระทั่งจิตของคุณก็ต้องเสื่อมไป มีคิดดี มีคิดชั่ว มีครุ่นคิดทางเพศ มีเลิกครุ่นคิดหนักอก คุณจะวางได้กระทั่งความกังวลว่าตัวเองเป็นหรือไม่เป็นเกย์ เพราะเห็นอย่างแท้จริงว่าเป็นเกย์หรือไม่เป็นเกย์มันเริ่มขึ้นที่จิต เริ่มขึ้นที่คิด เพียงคุณไม่มองว่าจิตและความคิดเป็นตัวคุณ แต่เห็นเป็นสภาวะที่เกิดแล้วต้องดับตลอดวันตลอดคืน ความเบี่ยงเบนทางเพศย่อมหายไป ณ ที่ที่คุณรู้แจ้งนั้น
เมื่อสั่งสมบารมีทางทาน ศีล และภาวนามาถึงระดับหนึ่ง กายใจคุณจะปฏิวัติ เหมือนเป็นคนใหม่ เป็นตัวตนใหม่ เริ่มจากจิตที่สว่าง อบอุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งหายขาดจากรสนิยมผิดธรรมชาติในตน นี่คือสิ่งที่ผมเห็นจากคนที่เขาเอาจริงเอาจังในเส้นทางสายสว่างของพุทธแท้มาแล้วครับ
ถาม ดิฉันมักจะทะเลาะกับคุณพ่อเสมอในหลายๆเรื่อง สาเหตุคือมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ซึ่งดิฉันก็เชื่อในความคิดของดิฉัน และทำให้ดิฉันถูกคุณพ่อว่าดิฉันว่าเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่เคารพท่าน ทำให้ท่านต้องโมโหอยู่เสมอ ทั้งที่บางครั้งดิฉันเพียงแค่ต้องการอธิบายเหตุผลของดิฉัน แต่ท่านก็ไม่ฟัง ดิฉันจะบาปมากไหมคะ?
ถามว่าบาป มาก ไหม? ตอบว่าไม่มากครับ เพราะตั้งต้นขึ้นมาคุณไม่ได้จงใจทำให้ท่านโมโห แค่ต้องการอธิบาย
ถามว่า บาป ไหม? ต้องดูว่าขณะที่คุณพยายามอธิบายนั้น จิตเจืออยู่ด้วยโทสะหรือเปล่า หากรู้สึกขัดเคือง ขุ่นข้อง หรือหมองใจ ก็เป็นบาปทางใจ หากพูดจาด้วยถ้อยคำทิ่มตำ หรือใช้น้ำเสียงกระแทกหู ก็เป็นบาปทางปาก หากลุแก่โทสะถึงขนาดผลัก กระชาก หรือแม้บีบข้อมือพ่อแม่ในอาการเค้นคั้น ก็เป็นบาปทางกาย
ในทางกลับกัน ถ้าถามว่าทะเลาะกับพ่อแม่มีสิทธิ์ ได้บุญ ไหม? ตอบว่ามีครับ ถ้าเจตนาตั้งต้นคือหวังดี หวังให้ท่านเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม แต่บุญนั้นจะเจืออยู่ด้วยบาปมากน้อยเพียงใดก็ต้องดูที่แนวคิดวิธีนำเสนอว่าฉลาดหรือทื่อ ดูที่วิธีเลือกใช้คำว่าสุภาพเป็นเหตุเป็นผลเพียงใด ดูที่กิริยาว่าอ่อนน้อมเคารพหรือแข็งกระด้าง
ลูกสาวที่ทะเลาะกับพ่อนะครับ ผมเห็นรายไหนรายนั้น จะมองว่าพ่อเป็นคนแก่หัวดื้อ ไร้เหตุผล ทิฐิมานะแรง ไม่น่าเคารพเลื่อมใส ทำไมเรื่องแค่นี้ไม่เข้าใจ อยากจะบ้าตายเหลือเกิน
ส่วนพ่อที่ทะเลาะกับลูกสาว ก็จะเห็นลูกเป็นเด็ก อวดฉลาด ถือดีน่าหมั่นไส้ ข้าทำให้เอ็งมีตัวมีตนขึ้นมาจากสภาพวุ้น ข้าเลี้ยงเอ็งมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย หนอยแน่ริอ่านจะอบรมสั่งสอนข้า อะไรทำนองนั้น
พอเป็นพ่อเป็นลูกกันแล้วมองกันแบบนี้นะครับ มันก็มีเหตุให้ทะเลาะกันเรื่อยแหละ แล้วก็ลงเอยเป็นความรู้สึกเดิมๆ เหมือนพายเรือในอ่าง เดินทางในวังวนไม่สิ้นสุด
ผมว่าอย่าเพิ่งห่วงเรื่องบาปหรือไม่บาปเลย ห่วงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกที่ผูกกันแบบ ทั้งรักทั้งแค้น จะดีกว่า นี่จะเป็นกรรมที่ทำให้ภาพรวมระหว่างคุณกับพ่อกะดำกะด่าง ทั้งรัก ทั้งห่วง แต่ก็รู้สึกไม่ดีต่อกัน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกที่ขาวสะอาดในความรู้สึกส่วนลึก ถ้าชาติหน้าพบกันอีกก็ย่อมบันดาลให้เกิดเรื่องครึ่งรักครึ่งแค้นอีก
อย่างไรก็ตาม แม้ทำให้ท่าน ถูกใจ ก็อาจมีมลทินได้อีกเช่นกัน เช่นเห็นท่านเชื่ออะไรผิดๆ หรือไปนับถือสำนักสิบแปดมงกุฎที่ชอบต้มตุ๋นชาวบ้าน ถ้าคุณดูดาย ปล่อยให้ท่านเข้าใจผิดไปเรื่อยๆ เป็นพวกเดียวกับมิจฉาทิฏฐิไปเรื่อยๆ อันนี้ก็เฉียดกันนิดเดียวกับการเป็นลูกอกตัญญู ทำนองเดียวกับรู้ทั้งรู้ว่าพ่อแม่ตาไม่ดี เดินลงน้ำมีสิทธิ์จม แทนที่จะร้องห้ามหรือยื้อยุดฉุดดึงเต็มกำลัง กลับหันหน้าไปทางอื่นและบอกตัวเองว่าธุระไม่ใช่ ท่านอยากเดินทางนั้นก็เป็นกรรมของท่าน
แม้ช่วยไม่ได้ แต่อย่างน้อยพยายามช่วยเต็มที่ ก็ถือว่ามีความกตัญญูต่อท่านแล้ว
เวลาเจอญาติผู้ใหญ่ไม่มีเหตุผล แม้ฟังคำอธิบายดีๆก็หงุดหงิดเกรี้ยวกราด คุณได้ข้อสอบข้อใหญ่ที่ท้าทายปฏิภาณและความฉลาดในกรรมเป็นอย่างยิ่งเชียวครับ ขอให้จำไว้ว่าไฟจะดับไม่ได้ด้วยไฟ ต้องดับด้วยน้ำ
ในที่ที่เหตุผลไร้ค่า หาประโยชน์มิได้ จงนึกให้ออก ว่าจิตที่สงบ มีสติ และเปี่ยมด้วยเมตตาเป็นอย่างไร เพราะความเงียบอันเกิดจากจิตที่สว่าง เกิดจากความมีสติ และเกิดจากความมีเมตตาเท่านั้น จะเป็นทางออกสุดท้ายเสมอ หากฝึกตั้งจิตไว้ถูก คุณจะสามารถหยุดท่านได้ด้วยความเงียบครับ กุศลจิตของคุณจะสะเทือนในทางดีไปถึงจิตของท่าน ละลายความคิดด้านร้ายของท่านลง
การพยายามเอาชนะด้วยเหตุผล หรือแม้การทำให้พ่อแม่รู้สึกพ่ายแพ้ต้องยอมจำนนลูกนั้น ไม่เคยเป็นทางออกที่สวยงามสำหรับใคร หากคุณมีศิลปะในการหยุด มีศิลปะในการถอย และมีศิลปะในการรุก คุณจะทำให้ทุกฝ่ายชนะได้โดยปราศจากการสูญเสีย
สรุปคือขอให้จำไว้อย่างแม่นยำข้อเดียว ในสถานการณ์ลำบากนั้น ถ้าจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่เจือด้วยโทสะ เมื่อคิดจะเป็นบุญเสมอ เมื่อพูดจะเป็นบุญเสมอ เมื่อทำจะเป็นบุญเสมอ บุญจะเป็นที่มาของความฉลาดจัดการกับสถานการณ์ยากลำบากทั้งหลาย ส่วนบาปแม้เพียงด้วยความคิดจะลวงให้คุณเห็นแต่ทางตันครับ
ถาม ช่วยแนะวิธีคิดและการทำใจที่จะไม่ทำให้ทุกข์มากจากการต้องเสียสามีไปอย่างกะทันหัน ทุกวันนี้ยังไม่อยากเชื่อว่าเขาจากเราไปแล้ว แม้พยายามคิดว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา แต่ยังมีบางครั้งทำใจไม่ได้ มีความคิดว่าเขาไม่น่าอายุสั้นแค่นี้เลยค่ะ
การที่เราไม่คิดไว้ล่วงหน้า หรือไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจไว้เลย ด้วยความประมาทในวัยนั่นแหละ คือต้นเหตุของการทำใจได้ยากเมื่อต้องจากกันอย่างกะทันหันจริงๆ
นี่เป็นเรื่องที่คุณอาจต้องแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุ สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ไม่ใช่การเตรียมใจ แต่เป็นการแก้ปมทางใจ และเป็นปมที่ค่อนจะยุ่งยากเสียด้วย เนื่องจากเราเคยรู้ เคยอ่าน เคยฟังธรรมะมาไม่ใช่น้อยๆ จึงอาจเกิดอาการดื้อยาเสียแล้ว
จุดนี้อยากให้คุณเลิกหาอุบาย เลิกหาธรรมะปลอบใจ แต่ให้สังเกตอย่างตรงไปตรงมา ว่าลมหายใจเข้านี้ใช่ไหม ที่เลี้ยงชีวิตให้รอดไปอีกครั้งหนึ่ง ถามตัวเองว่าลมหายใจออกนี้ใช่ไหม ที่บรรเทาความอัดอั้นไม่ให้จุกอกตายไปอีกเฮือกหนึ่ง เมื่อเห็นเข้ามาถึงการมีชีวิตจริงๆในลมหายใจปัจจุบันนี้ได้ คุณจะสามารถทำความเห็นได้ตามจริง ว่าชีวิตเป็นของเปราะบาง แม้ตัวคุณเองก็อาจแตกดับภายในเวลาไม่กี่นาที ขอเพียงไม่มีลมหายใจเข้าออก
เราจะไม่เห็นความสำคัญของเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต กระทั่งถูกริบเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตไป เราจะไม่สนใจว่าลมหายใจสั้นหรือยาว มีหรือไม่มี ตราบเท่าที่เราไม่ถูกนำไปขังไว้ในที่ที่หายใจลำบาก หรือไม่มีอากาศให้หายใจเลย
หากเกิดข้อสังเกตตามจริงในวินาทีปัจจุบัน คุณจะรู้สึกปล่อยวางกับการมีหรือไม่มีชีวิตของตนเองลงได้บ้าง ยิ่งสังเกตมากก็ยิ่งปล่อยวางได้มาก เมื่อปล่อยวางได้กระทั่งการมีหรือไม่มีชีวิตของตัวเอง คุณจะมองออกไปข้างนอก แล้วปล่อยวางการมีหรือไม่มีชีวิตของคนอื่นได้ง่ายขึ้น
ข้ออ้างที่ว่าเขาตายก่อนวัยอันควร เป็นแค่ความเข้าใจผิดๆ หลงอุปาทาน หลงทึกทักเอาว่าทุกคนต้องตายตอนแก่ ความตายจะมาในเวลาอันควรเสมอ วิบากกรรมเขารู้เวลาของเขาดี และไม่ยอมให้คุณผัดผ่อน เพียงด้วยการวิงวอนเช่นคุณไม่รู้ และเคยไม่เตรียมใจไว้ก่อน อย่าเพิ่งมาเลยนะความตาย
สามีจากไปแล้วอย่างกะทันหัน ที่เหลือก็ต้องเตรียมใจให้เป็นกุศล เผื่อวันนี้จะเป็นวันกะทันหันของคุณเองบ้าง การมีจิตเศร้าหมองไม่ช่วยให้ คนตาย กลับมา และไม่ได้ช่วยให้ คนเป็น เตรียมตัวอย่างถูกต้อง หากมาถึงความเข้าใจตรงนี้ลึกซึ้งพอ ความตายของใครๆแม้เราเองก็จะไม่ก่อให้เกิดความเศร้าสร้อยเปล่าได้เลยครับ
:yociexp54:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare083.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare083.htm)