PDA

View Full Version : ทำบุญมามากไม่เจอแฟนสักที,กรรมทำให้เพื่อนที่ต่างกันห่างไป,เก็บเงินได้ถือว่าขโมยไหม


มดเอ๊ก
04-13-2008, 05:53 PM
ถาม – ผมอายุก็ไม่น้อยแล้ว แต่ยังไม่เคยเจอกับคนที่ถูกใจและเหมาะสมกันเลย ความจริงก็เจอนะครับ ที่ถูกใจ แต่ตอนเจอจะมีแฟนกันอยู่แล้วทุกครั้งเลย ตอนแรกๆก็คิดว่าคงบังเอิญ แต่พอบ่อยเข้าก็ชักเชื่อว่าไม่บังเอิญ คือเหมือนชะตาแกล้งจงใจซ้ำๆว่าต้องเป็นอย่างนี้เสมอ ผมไม่เคยแย่งแฟนใครเลย บางทีก็คิดว่าความซื่อของเราคือการปิดโอกาสให้ตัวเอง อีกอย่างหนึ่ง ผมไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่ แล้วก็ทำบุญช่วยเหลือคนมาไม่น้อย ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นเหตุดึงดูดคนเหมาะๆมาคู่กันสักที อย่างนี้แปลว่าผมทำกรรมอะไรมาในอดีตชาติ กลายเป็นอุปสรรคขวางทางคู่บุญหรือเปล่าครับ?

กรณีของคุณ เราอาจต้องคุยกันในมุมมองใหม่ครับ คืออย่าถามว่า ‘ทำกรรมอะไรมา’ แต่ควรถามว่า ‘ไม่ได้ทำกรรมอะไรมา’ มากกว่า

ที่กล่าวว่าเป็น ‘กรณีของคุณ’ โดยเฉพาะ ก็เพราะคุณบอกว่าตัวเองชอบช่วยเหลือคน หน้าตาไม่ขี้ริ้ว ก็แสดงว่าต้องมีเสน่ห์อันเกิดจากหน้าตาดีๆและจิตที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ต้องมีผู้หญิงมาชอบอยู่บ้าง และอาจจะเยอะด้วย แต่เรื่องของเรื่องก็คือคุณไม่ถูกใจ หรือคิดว่ายังไม่ใช่คนที่เหมาะสมสำหรับคุณ อันนี้คุณจะทราบอยู่กับตนเองถึงเหตุผลแท้จริง

บุญกรรมในเรื่องคู่นั้น คุณทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีใครอีกคนหนึ่งทำมาด้วยกัน เป็นไปในทางเดียวกัน และลงรอยกันสนิท จึงจะเรียกได้ว่าเป็นคู่บุญกันจริงๆ คู่บุญจะได้พบกันด้วยแรงดึงดูดอันลึกลับ และสนิทใจกันด้วยแรงดึงดูดที่ลึกซึ้ง

หันกลับมาดูความคิดของคุณ คุณคิดว่าถ้าทำบุญ แม้จะทำอยู่เดี่ยวๆในชาตินี้ อย่างไรบุญก็คงดึงดูดผู้หญิงดีๆที่คู่ควรกับคุณมาหา ซึ่งก็อาจจะดึงดูดจริงๆ แต่ถ้าคุณไม่ชอบล่ะ? นั่นแหละปัญหาของการ ‘ไม่ได้ร่วมกรรมกันมา’ หาใช่เป็นปัญหาของตัวบุญแต่อย่างใด

หน้าที่ของบุญคือเป็นปัจจัยให้สุขสมยินดีที่ได้ทำเรื่องน่าสบายใจ และเป็นแรงหนุนให้สมปรารถนาในขอบเขตที่พึงมีพึงได้ ปัญหาอยู่ที่ใจคนครับ คือทำบุญอยู่ในขอบเขตหนึ่ง แต่จะตั้งความปรารถนาไว้เกินขอบเขตกันอยู่เรื่อย ของคุณยังดีที่บ่นเรื่องแฟน ผมเคยเจอยิ่งกว่านี้ ลงทุนทำบุญไม่กี่สิบกี่ร้อย แต่บ่นว่าไม่เห็นรวย ไม่เห็นถูกหวยสักที เลยท้อถอยไม่อยากทำบุญอีกแล้ว

กฎแห่งกรรมวิบากมีจริง แต่ถ้าเราไม่เข้าใจกฎอย่างแท้จริง ก็จะต้องเสียกำลังใจเพราะรอสิ่งที่ไม่มีวันมาถึงเรื่อยไป

อีกประการหนึ่ง จากที่เห็นกับตามาหลายคู่ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่มีโอกาสรู้จักชายหญิงใจบุญใจกุศลทั้งหลาย ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าการชอบธรรมะด้วยกันยังไม่ใช่ใบรับประกันความสุขในการครองคู่เสมอไป คู่รักที่มีใจฝักใฝ่ธรรมะแค่โน้มเอียงที่จะอยู่ด้วยกันอย่างผาสุกมากกว่าคู่ที่ฝักใฝ่อธรรม

นี่เป็นการให้ข้อมูล ให้ทราบข้อเท็จจริง คือว่ากันตามเนื้อผ้าจากสิ่งที่มีอยู่ให้เห็นนะครับ มีหญิงชายจำนวนหนึ่งพอใจเรียกตนเองว่าผู้ประพฤติธรรม แต่ไม่ได้มีความเต็มใจเปิดรับธรรมเข้าไปอยู่ในใจอย่างแท้จริง ผลที่ปรากฏออกมาจริงๆก็เลยไม่แตกต่างจากหญิงชายอื่นซึ่งจับคู่กันด้วยกิเลส อยู่ร่วมกันอย่างมีกิเลส มีทิฐิมานะ มีอัตตาใหญ่โต และมีช่องว่างที่กว้างขวางถมไม่เต็มทั้งหลาย

หากคุณผ่านการมีแฟนที่ใจบุญด้วยกันมา ก็ย่อมเห็นความจริงได้ว่าแค่ ‘ทำบุญตามมาตรฐาน’ อย่างเดียวยังไม่พอ คุณต้องต่อยอดขึ้นไปอีก ทำให้เกินมาตรฐาน คือช่วยเหลือกัน เกื้อกูลกันทั้งทางโลกทางธรรมกับใครก็ตามที่โคจรเข้ามา จนกระทั่งเกิดความซึ้งใจกัน ผูกพันกัน และสนิทใจกัน หากคุณรอคนรักสำเร็จรูป คุณอาจจะไม่ได้เจอเธอตลอดไป แต่หากคุณกำหนดใจไว้ว่าเอาแค่พอเข้ากันได้โดยพื้นฐาน แล้วค่อยๆเติมสายใยความสัมพันธ์ด้านดีเข้าไปทีละน้อย กระทั่งเกิดความผูกพันเหนียวแน่น นั่นแหละคุณอาจจะพบว่าตัวเองเจอแล้ว แต่ลืมสร้างเหตุปัจจัยให้ถูกใจกันและกัน

กรณีของคุณมีอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ ถ้าเป็นไปตามที่คุณเล่าเป๊ะๆ คือพบคนถูกใจก็มีแฟนแล้วนั่นแหละ หากไม่มองในแง่ที่ว่านี่คือผลกรรมจากอดีตชาติ แต่มองในแง่ที่ว่านี่เป็นบทพิสูจน์ ว่าคนมีบุญจะ ‘รักบุญ’ สักแค่ไหน ของรักของหวงของคนอื่น คุณห้ามใจไม่แย่งมาได้ไหม คุณไม่ตามใจตัวเอง ไม่ยอมมีความสุขบนบาดแผลของคนอื่นไหม การเป็นชายผู้โชคดีที่อาจหมายถึงการยัดเยียดความเป็นชายผู้โชคร้ายให้คนอื่นนั้น จะทำให้คนที่รักบุญไม่อาจรักหญิงด้วยความภาคภูมิใจแต่อย่างใดเลย

พูดแยกมาอีกทางให้ครอบคลุมนะครับ ต้องยอมรับว่าคนบางคนก็เกิดมาเพื่อที่จะอยู่คนเดียว นับจากอุปนิสัยใจคอ นับจากความปรารถนาเช่นมีจิตฝักใฝ่ในการพ้นทุกข์อย่างเด็ดขาด ถ้าส่วนลึกของคุณรักอิสระ ไม่ชอบตัดสินใจร่วมกับใคร กับทั้งทำบุญฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วเกิดความซาบซึ้ง อยากรู้จักพระนิพพานอันพระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นรสที่เหนือรสทั้งปวง ความปรารถนาในส่วนลึกนั้นของคุณอาจก่อร่างสร้างตัวเป็นกำแพงหรือสนามพลังไร้ตน กั้นขวางไม่ให้ผู้หญิงคนไหนเข้าถึงตัวคุณได้

นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องสำรวจใจตัวเอง ขุดค้นให้พบส่วนลึก ว่าจิตของคุณติดอยู่กับภาวะแบบไหนกันแน่ อยากมีคู่หรืออยากเป็นอิสระ ติดใจภาวะแบบไหน จิตคุณก็เสวยภพแบบนั้น หลายคนที่ชอบทำบุญจะสับสนนะครับ นับเป็นเรื่องน่าเห็นใจเหมือนกัน เพียงคุณติดใจความเป็นอิสระอย่างมาก ก็จะเหมือนมีช่องว่างเกิดขึ้นระหว่างคุณกับผู้หญิงที่จะเข้ามา คือต่อให้กายสนิทใกล้ชิดอย่างไร ต่าง ใจของแต่ละฝ่ายก็จะสำเหนียกรู้สึกถึงช่องว่างนี้ได้

ถาม – เคยสงสัยว่าคนประเภทเดียวกันที่สร้างกรรมทั้งขาวและดำมาใกล้เคียงกัน วิถีแห่งกรรมจะจัดสรรให้พวกเขามาเจอะเจอและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันใช่หรือเปล่าคะ? สังเกตเอาเองว่าเพื่อนที่คบหากันสนิทมากๆตอนนี้ ชอบทำบุญ อ่านหนังสืออิงธรรมะ ส่วนเพื่อนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้ อยู่ๆก็หายไปจากวงจรชีวิตเราเฉยๆ เกิดผลอย่างนี้เลยตั้งใจจะสร้างแต่กรรมดี เพราะหวังจะได้ใช้ชีวิตที่เหลือในหมู่คนคิดดีแบบนี้ตลอดไปค่ะ

พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเราเข้ากันได้โดยธาตุนิสัย ใครเป็นอย่างไรก็จ้องจะหาคนอัธยาศัยเดียวกันมาคบเป็นมิตร อย่างไรก็ตาม คนธาตุนิสัยเลวหาง่าย ส่วนคนธาตุนิสัยดีหายาก แม้ว่าคุณจะเป็นคนดี ก็ยังไม่ประกันเสียทีเดียวว่าคุณจะพบเพื่อนดีๆ โดยมากต้องเคยผูกพันกันมาพอสมควรด้วย จึงจะพบและมีโอกาสคบสนิทกันนานๆ

ฟังคุณเล่าแล้วเหมือนชีวิตที่ถูกโอบอุ้มด้วยบุญ ไม่มีบาปใดมาเป็นอุปสรรคกั้นขวาง พอหมั่นสร้างกรรมขาว โลกสีขาวก็ปรากฏง่ายๆอย่างนั้นเอง

การหายไปของเพื่อนที่ไม่ค่อยธรรมะธัมโมนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะธรรมะที่ไม่กลมกลืนกันส่งแรงผลักไปจริง แต่หากยังมีเยื่อใย ยังมีเวรต่อกันอยู่อย่างเหนียวแน่น อย่างนี้ก็ต้องใช้เวรกันต่ออีกระยะ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเอาอภัยทานมาล้างเวรได้หมดจด

อย่างไรก็ตาม การตั้งใจมุ่งสร้างกรรมดีเพื่อหวังจะใช้ชีวิตอยู่กับหมู่คนดี อันนี้เป็นมโนกรรมอันประเสริฐและถือว่าฉลาดที่สุดข้อหนึ่ง เพราะวิบากของมโนกรรมข้อนี้ จะบันดาลให้เกิดผลสมปรารถนาทั้งชีวิตนี้และชีวิตหน้า โดยเฉพาะจะมีความแน่นอนคงเส้นคงวา หากตลอดชีวิตเราคิดขาว พูดขาว ทำขาวได้อย่างสม่ำเสมอโดยไม่มีเพื่อนสารเลวมายั่วยุให้ไขว้เขว ในที่สุดจิตก็จะเสวยภพสีขาว ได้อยู่ในท่ามกลางบัณฑิต จะผลักดันคนผิดที่คิดแบบพาลให้ห่างพ้นจากเราได้จริงๆครับ ยินดีด้วย

ถาม – สมมุติว่าผมเดินไปเจอเงินตกอยู่กลางถนน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ (เคยได้ยินบ่อยๆทำนองคนเก็บขยะเคยเจอแหวนเพชรในซองที่ถูกทิ้งโดยไม่ได้ตั้งใจด้วยซ้ำ) ถ้าเรานำเงินมาเข้ากระเป๋าตัวเอง วิบากจะเป็นเช่นไร ถือว่าผิดศีลข้ออทินนาฯไหม? แล้วกรณีที่เราพยายามสืบหาเจ้าของอย่างเต็มที่แต่หาไม่ได้จริงๆ จะยังผิดอยู่ไหม? อีกอย่างถ้านำทรัพย์ดังกล่าวไปทำบุญ ผลบุญที่ได้จะเป็นเช่นไร? ส่วนเจ้าของเงินตัวจริงถ้าไม่ได้อนุโมทนา จะได้บุญตามเราหรือไม่อย่างไร? และถ้าเป็นคุณดังตฤณเจอเงิน คุณจะทำอย่างไรกับเงินนั้น?

ต้องทำความเข้าใจเรื่องธรรมชาติของสิทธิ์ในการครอบครองกันก่อนครับ ตามกฎของธรรมชาตินั้นคล้ายคลึงกับกฎหมายทางโลก นั่นคือสิทธิ์ครอบครองสมบัติจะคงอยู่ตราบเท่าที่เจ้าของยังไม่ตาย และ/หรือ ยังไม่ยินยอมยกให้กับผู้อื่น

สิทธิ์ในการครอบครองเป็นสิ่งที่มีพลังในตัวเอง หากใครมาทำลายสิทธิ์นั้น เจตนาฉกฉวยสิทธิ์นั้นไปครอบครองโดยเจ้าของไม่ยินยอม ก็ได้ชื่อว่าทำกรรมข้อที่ว่าด้วยการลักขโมยเต็มร้อย

สิทธิ์ในการครอบครองจะเป็นพลังที่เป็นกลางกับเจ้าทรัพย์เดิม แต่จะแปรเป็นพลังลบ หรือเป็นเงาดำติดตัวหัวขโมยไปในทันทีที่เกิดการยักยอกหรือฉกชิงไป หากคุณมีโอกาสเข้าไปในบ้านหัวขโมย เห็นข้าวของเครื่องใช้ที่ขโมยคนอื่นมาตั้งอยู่เรียงราย ก็จะสัมผัสได้ชัดเลยครับว่ามีกลิ่นอายแปลกๆ ทั้งบ้านมีความทึบทึมน่าอึดอัดอย่างอธิบายยาก และตัวหัวขโมยเองก็มีกระแสประหลาดที่ไม่น่าไว้ใจ ไม่น่าเข้าใกล้ อันนั้นแหละ ‘เงาดำ’ อันเกิดจากการมีสมบัติอย่างไม่ชอบธรรม

คราวนี้มาถึงกรณีของทรัพย์ที่พบตามทาง คุณไม่มีเจตนาไปปล้นใครเขามา อันนั้นเป็นความจริงข้อหนึ่งที่ทำให้การหยิบฉวยไปไม่เข้าข่ายลักขโมย แต่สิทธิ์ในการครอบครองวัตถุยังไม่หายไป เพราะเจ้าของยังไม่ยินยอมยกสิทธิ์ให้ใครอื่น อันนั้นเป็นความจริงอีกข้อหนึ่งที่ทำให้คุณครอบครองสมบัติโดยไม่ชอบธรรมเต็มร้อย เพราะฉะนั้นขอกล่าวว่าคุณไม่ได้ทำกรรมอันเป็นบุญหรือเป็นบาปอย่างชัดเจน แต่มีมลทิน มีกลิ่นเหม็นติดมือมาด้วย ส่วนจะเหม็นมากหรือเหม็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับความโลภที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างนะครับ ถ้าระหว่างเดินทางเข้าบ้านซึ่งไม่ค่อยมีคนสัญจร หากเห็นกระเป๋าเงินหล่น คุณรีบปรี่เข้าไปฉกทันที ด้วยเจตนาจะรีบอุ๊บอิ๊บไว้ เป็นการป้องกันเจ้าของกลับมาพบ อันนั้นไม่ขโมยก็เหมือนขโมย เพราะใจรู้สึกอยู่ว่าเจ้าของเขามีสิทธิ์รู้ตัวและย้อนกลับมาเอาคืนได้ภายในสองสามนาที ไม่สายเกินการณ์

อีกประการหนึ่ง ถ้าของที่พบเป็นกระเป๋าสตางค์ ปกติจะมีร่องรอยเจ้าของอยู่เสมอ เช่นบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวพนักงาน อันนี้คุณมีสิทธิ์สองประการเกิดขึ้นทันที หนึ่งคือทำบุญด้วยการนำของไปคืนตามที่อยู่ สองคือทำบาปด้วยการไม่รู้ไม่ชี้ ริบทรัพย์ไปเลยด้วยใบหน้าเฉยๆชาๆ

มันขึ้นอยู่กับว่าใจคุณรู้อย่างไร คิดอย่างไรด้วย ถ้ารู้ตัวว่าอยู่ในมือคุณ เจ้าของมีสิทธิ์ได้คืนแน่ เพราะคุณจะแจ้งเขาตามที่อยู่ตามเอกสารในกระเป๋า อันนั้นหากตัดสินใจทิ้งไว้ที่เดิม แม้ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาปก็ถือเป็นการขาดเมตตา เพาะนิสัยดูดาย อันเป็นกรรมที่กระเดียดไปทางลบอยู่ดี

ยิ่งเป็นกรณีคนเก็บขยะพบแหวนเพชร ถ้าเขาซื่อจริงย่อมสืบได้ว่ามาจากขยะกองไหน เป็นเขตบ้านของใคร การนำไปคืนไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย คือแจ้งตำรวจเรียกหาเจ้าของเดิมมารับพร้อมหลักฐาน

แต่มีอีกกรณีหนึ่ง หากเจอแต่เงินหรือทรัพย์ล้วนๆที่ไม่อาจสืบหาเจ้าของได้ อันนั้นถ้าทิ้งไว้กับที่จะดีที่สุด สบายใจที่สุด เพราะแม้คุณคิดว่าถ้าคุณไม่เอา คนอื่นก็เอา อย่างนั้นก็เป็นการตัดสิทธิ์เจ้าของไม่ให้กลับมาพบทรัพย์ได้อีกเลยอย่างถาวร ให้คนอื่นทำเถอะ อย่าให้เป็นคุณจะดีกว่า

ที่จะเป็นกรณียกเว้น คือคุณรู้ชัดๆว่าเจ้าทรัพย์ตาย หาผู้สืบทอดไม่ได้ อันนั้นโอเคไม่มีปัญหา อย่างเช่นเมื่อครั้งพุทธกาล พอคนตายญาติก็เอาศพไปทิ้งที่ป่าช้า พระก็มีสิทธิ์ชักผ้าห่อศพมาใช้ได้โดยไม่ถือเป็นการขโมย เพราะไหนๆเจ้าของเดิมก็ตายแล้ว ญาติก็นำมาทิ้งให้แร้งทึ้งแล้ว ไม่ใช้ประโยชน์อันใดอีกแล้ว สละสิทธิ์ครอบครองเต็มที่แล้ว ใครจะเอาไปก็ไม่ควรว่ากัน

และหากพิจารณาด้วยใจบริสุทธิ์จริงๆว่าเจ้าของไม่มีทางย้อนกลับมาสืบหาได้ เช่นธนบัตรปลิวมาจากที่ไกล เจ้าของไม่อาจตามเส้นทางลมมาถึงธนบัตร อันนี้ถือเป็นลาภลอยก็คงไม่ผิดอะไร

กรณีที่นำทรัพย์ไปทำบุญ ก็ต้องย้อนกลับไปพิจารณาจากเงื่อนไขที่ผ่านๆมาข้างต้น ถ้าทรัพย์หาเจ้าของไม่ได้จริงๆ เป็นลาภลอยของคุณจริงๆ บุญนั้นก็บริสุทธิ์ แต่ถ้าใจคุณสงสัยแม้แต่นิดเดียวว่าป่านนี้เจ้าของจะกลับมายังตำแหน่งของตกหรือเปล่า เขาจะกระวนกระวายทุกข์ร้อนแค่ไหนเมื่อไม่พบ ใจคุณจะมีมลทินทันที และบุญจะไม่มีทางบริสุทธิ์ไปได้เลย

กรณีที่เจ้าของไม่อนุโมทนา แม้คุณจะอุทิศบุญไปให้เขา เขาก็ไม่ได้รับส่วนบุญหรอกครับ แต่เขาอาจได้รับกระแสความสว่างเย็นแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้วูบหนึ่ง เพราะจิตเป็นสิ่งที่สื่อกันได้ผ่านวัตถุ โดยเฉพาะถ้าวัตถุเคยอยู่ในครอบครองของเขา

สำหรับผม ถ้าเจอเหตุการณ์ดังกล่าว ก็จะพิจารณาตามที่กล่าวไปแล้วทั้งหมดเหมือนกันครับ



:yociexp30:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare082.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare082.htm)