PDA

View Full Version : อีกครั้งกับไถ่ : เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและรู้จักกัน


มดเอ๊ก
04-04-2008, 06:37 PM
<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD>http://photos8.flickr.com/7390558_0d1737de2b.jpg



เว้นระยะไปหนึ่งปีที่ ‘หลวงปู่ติชนัทฮันห์’ (หรือที่ลูกศิษย์มักจะเรียกท่านในภาษาเวียดนามว่า ‘ไถ่’ ซึ่งหมายถึง ‘อาจารย์’) ไม่ได้เดินทางกลับไปบ้านเกิดที่เวียดนาม เนื่องจากต้องการพักผ่อนเพื่อรักษาสุขภาพ และปีนี้ไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลเวียดนามนิมนต์ท่านอีกแล้ว เพราะประเทศเวียดนามกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่ประเทศที่เปิดรับเศรษฐกิจ การติดต่อและการค้ากับโลกภายนอก ‘ไถ่’ จึงมีโอกาสได้กลับมาเยือนบ้านเกิดอีกเป็นครั้งที่สอง



๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

เป็นวันที่ฉันมีโอกาสไปเยือนเวียดนามอีกเป็นครั้งที่สองเช่นเดียวกัน การไปคราวนี้เราไม่ต้องระหกระเหินเดินทางรถยนต์เหมือนสองปีก่อนเพราะคุณครูชุมศรีช่วยดูแลเรื่องค่าตั๋วเรือบินให้ ต้องขอบคุณคุณครูมา ณ โอกาสนี้ เราได้เดินทางร่วมไปกับ หลวงพี่ฟับเจือง หลวงพี่หั่นเลียน กับอีกสองสาว จัน และเอ็ม ทางเรือบิน งานนี้เราเลยไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมากนักเพียงแค่เดินตาม ๆ เขาไป ถ้าไปคนเดียวอาจจะงก ๆ เงิ่น ๆ ไปกับการทำเอกสารผ่านด่านเพราะไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศไทยผ่านทางเรือบินสักที

ส่วน หลวงพี่ฟับเจือง กับ หลวงพี่หั่นเลียน บังเอิญช่วงที่ผ่านมาท่านมาทำงานสร้างสังฆะหมู่บ้านพลัมให้เกิดขึ้นในเมืองไทยพร้อมด้วย หลวงพี่นิรามิสา เมื่อ ‘ไถ่’ เดินทางกลับมาเวียดนามจึงเป็นโอกาสให้ท่านทั้งสามต้องเดินทางไปสมทบกับสังฆะที่เวียดนามด้วย นี่เลยเป็นเหตุให้ฉันได้ร่วมเดินทางไปกับอีกสองท่านในครั้งนี้ ตอนไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ คุณครูชุมศรี (จากโรงเรียนวนิษา) และ รถ (คุณครูอีกท่านหนึ่ง) ก็มาส่งด้วย

หลวงพี่ฟับเจืองบอกกับฉันว่าเดี๋ยวพอเราขึ้นไปบนเครื่องก็จะพบกับ ‘หลวงปู่’

ฉันงงเลยถามว่า ‘หลวงปู่ไหนเหรอ’

‘ก็หลวงปู่ติชนัทฮันห์ไง !’ หลวงพี่ฟับเจืองตอบ

ฉันเลยถึงบางอ๋อ ว่า เรือบินลำที่เรากำลังจะโดยสารไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้เป็นเรือบินที่บินมาจากฝรั่งเศสซึ่งมีหลวงปู่นั่งมาด้วย ก่อนที่เรือบินจะพาเราทั้งหมดไปสู่เวียดนาม

เมื่อเรา ๕ คนขึ้นเครื่องในเวลาบ่าย ๒ ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ไถ่นั่งอยู่ริมหน้าต่างมีพระภิกษุอุปัฏฐากนั่งคั่นตรงกลางระหว่างท่านกับ หลวงแม่จันคอม ด้านหลังเต็มไปด้วยสานุศิษย์ที่เป็นภิกษุ-ภิกษุณี-สามเณร-สามเณรี เต็มไปทั้งท้องเรือบิน หลวงพี่ หลวงน้องทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหลวงพี่ฟับเจือง และหลวงพี่หั่นเลียน หลาย ๆ ท่านดูคุ้นหน้าคุ้นตาเพราะเราเคยเจอกันเมื่อสองปีที่แล้ว

เมื่อได้เวลาผู้โดยสารต้องกลับไปนั่งประจำที่เพราะเครื่องต้องออก เมื่อเรือบินออกตัวฉันถึงกับรู้สึกหวาด ๆ เสียว ๆ คล้าย ๆ กับขึ้นรถไฟเหาะ ยิ่งเมื่อรับรู้ว่าเรือบินกำลังบินสูงขึ้นจากพื้นดินทีละนิด ๆ ก็ดันนึกภาพตามว่าใต้เรือบินมันมีแต่อากาศและความว่างเปล่าก็ยิ่งเสียวไส้เข้าไปใหญ่ ยิ่งเมื่อเรือบินยกตัวสูงขึ้น ๆ ก็รู้สึกได้ถึงอาการโครงเครงของเครื่อง .. ไม่สนุกเลย ฉันนึกในใจ .. เมื่ออยู่บนเรือบินชีวิตของเราตั้งอยู่บนความ ไม่แน่นอน อย่างที่เราสามารถสัมผัสได้ เราได้แต่ฝากชีวิตของเราไว้กับกัปตันเครื่องบิน แต่ชีวิตของผู้โดยสารทุกคนก็ฝากไว้กับกัปตันเพียงคนเดียวเหมือนกัน หรือบางทีกัปตันเองก็อาจจะฝากชีวิตของตัวเองไว้ที่พวงมาลัยเครื่องบินด้วย ! ผ่านไปสักครู่เรือบินก็ทรงตัวอยู่ในสภาพปรกติ ขนานไปกับพื้นโลก ... ค่อยยังชั่ว ... ฉันคิดในใจ ... คนที่ขึ้นเครื่องบินคนอื่น ๆ ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

ที่พนักพิงข้างหน้าเรามีจอมอนิเตอร์กันทุกคน เอาไว้ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ ฉันทดลองเปิดดูช่องหนัง เขากำลังฉายเรื่อง The Queen ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของเลดี้ไดอาน่า...

ผ่านไป ๑ ชั่วโมง เรือบินก็พาเรามาถึงที่หมายคือโฮจิมินห์ซิตี้ เมื่อเรือบินลงจอด ไถ่เดินนำหน้าพวกเราออกไปตามด้วยคณะนักบวช ถึงตัวอาคารสนามบินมีสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ยืนรอกระจุกอยู่ที่ปากประตูเพื่อบันทึกภาพไถ่ ประกายแฟลชแปล้บปล้าบไปหมด การมาเยือนบ้านเกิดของไถ่ยังเป็นอะไรที่เป็นน่าสนใจสำหรับชาวเวียดนามเสมอ

ผ่านจากด่านกองตรวจคนเข้าเมืองไปก็เป็นรายการตามหากระเป๋า ที่ล็อบบี้กระเป๋าเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ใบของผู้โดยสารเลื่อนไปเลื่อนมาอยู่บนราง ตามหาของใครของมันกันให้วุ่น เมื่อเราออกไปที่ลานจอดรถประชาชนประมาณเรือนพันมาคอยต้อนรับไถ่และสังฆะ ผู้คนจำนวนมากโบกธงพุทธศาสนา ๕ แถบสีไปมาในอากาศ สำหรับที่นี่แล้วไถ่และสังฆะไม่ใช่ผู้โดยสารธรรมดา ๆ เลยจริง ๆ

รถบัสหลายคันมารับไถ่และสังฆะเพื่อพาไปพักวัดฟับวัน (Phap Van Pagoda) ซึ่งอยู่ในกรุงโฮจิมินห์ เรามีกำหนดพักอยู่ที่นี่ ๓ วัน จากนั้นไถ่และสังฆะจะเดินทางต่อไปที่ เบ๋าล็อก เพื่อจัดภาวนากันที่นั่น



‘วัดฟับวัน’ หรือ แปลเป็นไทยว่า ‘วัดเมฆธรรม’ ตั้งอยู่นอกใจกลางเมืองโฮจิมินห์ บรรยากาศรอบ ๆ วัดจึงดูค่อนข้างสงบและอากาศดีกว่าใจกลางเมือง ไม่มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์ปู้นป้านให้ดังหนวกหู ที่วัดฟับวันมีหลุมฝังศพของ นัทชีมาย ด้วย นัทชีมาย เป็นฆราวาสหญิงชาวพุทธที่มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งสงครามเวียดนาม เธอเรียกร้องสันติภาพด้วยการเผาตัวเพื่อแลกกับความสงบระหว่างศาสนาพุทธและคริสต์ ในเวลานั้นไม่มีใครฟังใคร ไม่ว่าจะตะโกนคำว่า “สันติภาพ” ให้ดังเท่าไรก็คงไม่ดังเท่ากับ “เปลวของไฟที่มอดไหม้ร่างกาย” ถึงแม้ว่านัทชีมายจะเป็นชาวพุทธ แต่เธอก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายพุทธตรง ๆ จุดยืนของเธอคือการอยู่ตรงกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพียงแต่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดของการสื่อสารคำว่า ‘สันติภาพ’ ในเวลานั้นจึงคือการ ‘เผาตัว’

ร่างมอดไหม้ของเธอถูกฝังไว้ที่สวนหย่อมในวัดฟับวัน เช่นเดียวกับชาวพุทธอีก ๕ คนที่ถูกลอบสังหารในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ที่กำแพงมีแผ่นศิลาภาพวาดของเธอแปะไว้ด้วย เขียนไว้ว่า ‘พระโพธิสัตว์เผาตัวเพื่อเป็นแสงสว่างให้กับโลก’ - บางทีเสียงที่เราพูดก็ไม่ดังเท่ากับสิ่งที่เราทำ - หลวงพี่ฟับเจืองอธิบายให้ฟังถึงความหมายของภาษาเวียดนามที่ถูกเขียนไว้เป็นที่รำลึกถึงนัทชีมายบนกำแพง

เมื่อรถบัสนำคณะนักบวชมาถึงวัดฟับวันเราได้เห็นพระภิกษุจากวัดฟับวันเข้าสวมกอดกับพระภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะจากหมู่บ้านพลัม ใช่แล้ว... ภายหลังการมาเยือนของไถ่สองปีผ่านไปพระภิกษุที่เวียดนามเริ่มเรียนรู้การกอดกัน มันทำให้พุทธศาสนาที่นี่ดูน่าตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นในสายตาของฉัน บางทีถ้าพระในเมืองไทยกอดกันบ้างคงน่าดูไม่แพ้กัน...ฉันว่า (หมายเหตุ : ที่นี่พระผู้ชายกอดกับพระผู้ชาย พระผู้หญิงกอดกับพระผู้หญิง พระท่านไม่กอดข้ามเพศกัน)

เราได้พบกับหลวงพี่ติชตั่งมึน พระสงฆ์ชาวเวียดนามที่เคยเจอกันที่เมืองฮฺเว้เมื่อสองปีที่แล้ว ท่านอยู่วัดฟับวันนี่เอง ตอนเจอกันท่านเข้ามากอดเราเฉยเลย เล่นเอาตั้งตัวแทบไม่ทัน !

และเราได้พบกับหลวงพี่ฟับเหยิง (หลวงพี่ขันติธรรม) ภิกษุชาวโปตุเกสที่เคยมาเมืองไทยเมื่อปี ๔๖ ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่เราจะได้เจอกันอีก ฉันถามถึงวันเกิดของท่านเมื่อวานนี้ (๑๙ ก.พ.) ท่านบอกว่าตื่นเต้นดีเพราะกำลังอยู่บนเรือบิน แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษเพราะไม่มีใครรู้วันเกิดของท่าน ฉันเลยมอบขนมกุ๊กกี้ฝีมือพี่สาวไปให้หนึ่งถุง แต่ก็บอกแถมท่านไปว่าของขวัญแบบนี้มันคงอยู่ในท้องท่านได้ไม่นานเดี๋ยวมันก็ย่อยสลายไป...

เราได้พักรวมกับนักบวชจากหมู่บ้านพลัมรู้สึกแปลก ๆ ดีเพราะหลวงพี่หลวงน้องขี้เล่นยิ้มแย้มแจ่มใสกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกับพระสงฆ์ในหมู่บ้านพลัม



๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

วันนี้เป็น ‘วันขี้เกียจ’ ยังไม่มีรายการเทศนาหรืออะไร แต่ไถ่ยังอุตส่าห์พาลูก ๆ (หมายถึงนักบวชชาย-หญิง) ไปเดินช็อปปิ้งร้านหนังสืออย่างน้อยก็สองร้านในโฮจิมินห์ เดินกันจนเมื่อย ไม่รู้จะซื้ออะไรดีเพราะมีแต่หนังสือภาษาเวียดนาม ร้านหนังสือก็ดูคึกคักมากเป็นพิเศษเพราะมีนักบวชไปเดินอุดหนุนป้วนเปี้ยนกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีไถ่ไปเดินดุ่ม ๆ อยู่ในร้าน ตกเย็นมีรายการซ้อมร้องเพลงของคณะนักบวชชายหญิงที่วัดฟับวัน



๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

ตอนเช้าฉันตื่นไปเล่นโยคะหลังจากที่ไม่ได้เล่นมานานแรมปี วันนี้ไถ่มีรายการไปเยี่ยมเยือนสองวัดด้วยกันคือ วัดควางดึก กับ วัดอันควัง ประชาชนล้นหลามโดยเฉพาะสื่อที่ตามมาเก็บภาพอีกแล้ว ทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์เก็บภาพกันให้วุ่น

ตกเย็นไถ่บรรยายธรรมที่วัดฟับวัน ท่านบรรยายเกี่ยวกับการดูแลจิตใจว่า เมื่อคนเราทำงานจนเครียดร่างกายก็สามารถป่วยได้ นักธุรกิจที่มีความทะเยอทะยานเกินพอดีมักจะตั้งเป้าว่าต้องมีงานเยอะ จะได้มีเงินมาก มีเงินมาก ๆ เพื่อจะได้มีอำนาจแล้วจะได้มีความสุข แต่ความจริงก็คือพอมีงานมากความรับผิดชอบก็สูง จิตใจก็เลยมีความเครียด แล้วในที่สุดก็จบลงด้วยความเจ็บป่วย ถ้าจิตใจเราสงบเราจะมีความสุขมากกว่ามีเงินหรือมีอำนาจเป็นไหน ๆ

แล้วท่านก็สอนให้ฝึกดูลมหายใจ ฝึกหายใจยาว ๆ ลึก ๆ ถึงท้อง เมื่อได้ยินเสียงระฆังให้หยุดกิจกรรมทุกอย่างแล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจ ๓ ครั้ง ฉันลุกขึ้นแอบไปเดินดูรอบ ๆ วัดเวลานั้นประมาณ ๓ ทุ่มแล้ว ผู้คนมาฟังธรรมะจากไถ่เต็มลานวัดไปหมดอย่างกับมาดูงิ้วดูหนังกัน



๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

ปีใหม่ของเวียดนามเป็นวันเดียวกับตรุษจีนของชาวจีน เช้านี้จึงมีรายการอวยพรปีใหม่ให้กับไถ่จากนั้นจึงเป็นรายการ ‘เปิดใจ’ คิดว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของการปฏิบัติธรรมแบบหมู่บ้านพลัมก็คือการเปิดโอกาสให้อุบาสกอุบาสิกาที่มาวัดได้แบ่งปันประสบการณ์ตนเอง หรือเล่าปัญหาของตนเอง (คล้าย ๆ กับรายการ ‘เสียงชาวบ้าน’) ด้วยวิธีการเช่นนี้จะทำให้พวกเราทั้งชาววัดและชาวบ้านได้ทราบว่าการปฏิบัติธรรมของชุมชนกำลังไปถึงไหน กำลังเผชิญกับอะไรอยู่ มีคุณยายแบ่งปันว่าอยากให้เด็กรุ่นใหม่เข้าหาศาสนามากกว่าที่เป็นอยู่ (อันนี้คล้าย ๆ เมืองไทยเลย) วัยรุ่นที่เข้าวัดก็แบ่งปันว่าเมื่อตนเข้าวัดก็จะพยายามชวนเพื่อนมาด้วยเพื่อเป็นการทำให้เพื่อนและคนอื่น ๆ รู้จักธรรมะ

บางคนก็มีคำถามว่าเวลาคนที่เราสนิทคุ้นเคยกันต้องไปต่างถิ่นจะทำไงดี เพราะเป็นทุกข์กับการพลัดพราก มีพระภิกษุคอยช่วยให้คำตอบว่า เราควรรู้ว่าธรรมชาติของคนนั้นไม่ได้อยู่กับที่ ในที่สุดคนเราก็ต้องจากกันไป และเป็นโอกาสที่ดีในการฝึกเจริญสติ

วันนี้ ช่วงสาย ๆ หลวงพี่นิรามิสาเดินทางมาจากเมืองไทยบอกว่าคงอยู่ได้ประมาณ ๑ สัปดาห์ก็ต้องกลับ เพราะต้องไปรับรางวัลสตรีพุทธดีเด่นในวันที่ ๘ มีนาคม (วันสตรีสากล) พร้อมกับต้องไปให้สัมภาษณ์รายการเจาะใจ เรายังได้พบกับ ‘เจ็ง’ สาวไทยที่มาทำงานอยู่ที่ฮานอยก็เดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ด้วย เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและรู้จักกัน

ค่ำนี้ไถ่มีธรรมบรรยายที่ วัดวินงิม ใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ประชาชนมาร่วมฟังท่านบรรยายเป็นพัน ๆ คน เต็มวัดอีกแล้ว เรื่องที่ท่านเทศน์ก็ยังไม่พ้นเรื่องครอบครัว ท่านเทศน์ให้ฟังว่า มีครอบครัวหนึ่งพอถึงวันเกิดลูก พ่อมักจะซื้อของขวัญดี ๆ ราคาแพง ๆ ให้ลูก แต่ลูกถามพ่อว่าพ่อรักลูกไหม พ่อตอบว่ารัก ลูกบอกว่าถ้าพ่อรักลูกละก็อยากให้พ่อมีเวลาให้ลูกมากกว่านี้ ลูกไม่ได้ต้องการของขวัญมากนัก เรื่องนี้พ่อที่รักลูกรักเมียควรมีเวลาให้ครอบครัวแทนที่จะสรรหาวัตถุสิ่งของมาให้ ท่านยังสอนอีกว่าเวลานี้เด็กวัยรุ่นมีปัญหามาก พ่อแม่ก็มักจะเลี้ยงลูกอย่างตำหนิติเตียน เมื่อเราตำหนิติเตียนเขามาก ๆ เขาก็จะไม่ชอบเรา เมื่อได้โอกาสเขาก็จะไปพึ่งพายาเสพติด พ่อแม่ควรเลี้ยงลูกด้วยภาษาดอกไม้หรือคำชมเชย เพื่อที่ว่าบ้านจะได้น่าอยู่ เด็ก ๆ จะได้ไม่ไปหาที่พึ่งนอกบ้าน

ท่านเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่าเวลานี้มีกลุ่มคนทำหนังฮอลลิวู้ดต้องการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านงานเขียนของท่านเรื่อง ‘คือเมฆสีขาว คือทางก้าวเก่าแก่’ (Old Path White Cloud) ซึ่งเป็นเรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า ไถ่จึงจัดให้กลุ่มคนสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมเจริญสติที่หมู่บ้านพลัมระยะหนึ่ง เพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาได้เรียนรู้การเจริญสติพวกเขาก็จะสามารถเข้าใจเรื่องราวของพระพุทธเจ้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ได้อย่างเข้าใจความหมาย ฉันว่าไถ่คิดถูกเพราะการที่ใครสักคนจะทำภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับศาสนาใด ๆ ออกมา พวกเขาก็ควรเข้าไปศึกษาเรียนรู้ ‘สาร’ ในศาสนา ๆ นั้นเสียก่อน หาไม่แล้วเขาอาจจะสร้างหนังเรื่องนั้นออกมาแบบไม่เข้าใจศาสนานั้น ๆ ก็ได้ นี่อาจจะเป็นหนังที่น่าดูที่สุดเรื่องหนึ่งเมื่อหนังเรื่องนี้ถูกสร้างเสร็จ
เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบ..รู้จัก..และทำงานร่วมกัน.

</TD></TR></TBODY></TABLE>

:yociexp23:http://www.oknation.net/blog/Buddha009/2007/05/04/entry-1 (http://www.oknation.net/blog/Buddha009/2007/05/04/entry-1)

มดเอ๊ก
04-04-2008, 06:39 PM
<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD>http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/47/5047/images/c1/Vn.jpg

๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

เช้ามาเก็บที่นอน ลงไปเอาขนมปังไส้แซนด์วิชผักมังสวิรัติ วันนี้ตามโปรแกรมเป็นวันที่ไถ่และสังฆะต้องเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ วัดบักหงา ซึ่งตั้งอยู่ที่ เบ๋าล็อก เป็นเวลา ๑๗ วัน กว่ารถจะออกก็ ๘ โมงเช้า พวกเราถึงวัดบักหงาเอาบ่ายสองโมง เพลีย ๆ นิดหน่อย เราถูกจัดให้เข้าพักร่วมกับหลวงพี่ฝรั่งอีก ๖ รูป คือ ฟับโห แปลว่า ผู้ปกป้อง (เป็นชาวสวีเดน) ฟับซา แปลว่า อุเบกขา (เป็นชาวฮอลแลนด์) ฟับไล แปลว่า การมาถึง (เป็นชาวอังกฤษ) ฟับลู แปลว่า สายน้ำ (เป็นชาวอเมริกัน) ฟับตั้ม แปลว่า จิต (เป็นชาวเวียดนาม) และฟับอี๋ (ชาวอิตาลี) ชื่อของพระภิกษุจะมีคำว่า ฟับ นำหน้า ฟับ แปลว่า ธรรมะ

แต่ละท่านพูดภาษาอังกฤษกันคล่องคอ เรากลายเป็นชนกลุ่มน้อยไปโดยปริยายเพราะความสามารถในการฟังต่ำ หลวงพี่ฝรั่งเลยไม่ค่อยชวนเราคุย ท่านมักจะคุยกันเองมากกว่า หลวงพี่ฟับตั้มก็เป็นชาวเอเชียแต่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อ ถึงตรงนี้เราปรับตัวยากเอาการเลยนึกถึงตอนที่เข้าโรงเรียนอนุบาลตอนเด็ก ๆ โดนพ่อแม่จับมาปล่อยเกาะร้องไห้งอแง ตอนนี้เลยเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมเด็กไทยที่ไปเรียนนอกถึงได้เป็นโรคซึมเซาและคิดถึงบ้าน บางคนก็รู้สึกกดดันจากการไม่สามารถฟังภาษาต่างประเทศเข้าใจ ภาษานี่เรื่องใหญ่จริง ๆ



วัดบักหงา (บักหงา แปลว่า ปรัชญา) เป็นวัดที่ไถ่ได้รับมอบให้เป็นวัดสาขาของหมู่บ้านพลัมประจำเวียดนามตั้งแต่ไถ่มาเยือนเวียดนามครั้งแรกเมื่อสองปีที่แล้ว เนื่องจากท่านเจ้าอาวาสวัดนี้มีความเลื่อมใสในวิถีการปฏิบัติของไถ่ จึงเต็มใจถวายวัดนี้ให้เป็นวัดสาขาของหมู่บ้านพลัม จะเรียกว่าเป็นสาขาแห่งแรกของหมู่บ้านพลัมในเวียดนามก็ว่าได้ เป็นวัดที่อยู่บนเนินเขาในชนบท มีพื้นที่เป็นร้อย ๆ ไร่ มองออกไปรอบ ๆ วัดเต็มไปด้วยไร่ใบชา อากาศที่นี่อบอุ่นในตอนกลางวันและหนาวเหน็บในเวลากลางคืน โชคดีที่เอาเสื้อกันหนาวมาด้วยไม่งั้นคงทนความหนาวไม่ไหวแน่

ทุกเช้าเวลาตี ๕ ครึ่งเรามีกิจวัตรคือนั่งสมาธิร่วมกันทั้งนักบวชและฆราวาสที่หอประชุมใหญ่ ซึ่งสามารถจุคนได้เป็นพัน ๆ คน แต่เชื่อหรือไม่ว่าพอข่าวการปฏิบัติธรรมกับไถ่ได้แพร่สะพัดออกไป ผู้คนก็มากันมืดฟ้ามัวดินกันถึง ๖ พันคน จากที่เคยตั้งหลักไว้ที่ ๒ พัน ถึงแม้ทางวัดจะบอกว่าที่เต็มแล้ว ทางวัดไม่มีที่พักให้เพียงพอ แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังยืนยันที่จะพักในที่โล่งแจ้งให้ได้ ฉันรู้สึกทึ่งมาก ๆ กับความกระตือรือร้นเพื่อที่จะปฏิบัติธรรมของชาวเวียดนามในแบบที่ผู้คนมากันมากมายจนล้นวัดขนาดนี้

อาหารที่เตรียมมาแต่ละมื้ออย่างน้อยต้องมีกลุ่มที่ผลัดวาระกันทำคราวละ ๓๐ คน บางมื้ออาหารไม่เพียงพอ ก็ต้องทำเพิ่ม เห็นได้ว่าการปฏิบัติธรรมสำหรับชาวเวียดนามแล้วเป็นสิ่งที่พวกเขาโหยหามานาน คงเพราะพวกเขารอไถ่มา ๔๐ ปีแล้ว เมื่อไถ่กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด พวกเขาจึงไม่รีรอที่จะมาปฏิบัติร่วมกับไถ่และฟังไถ่พูดธรรมะกันอย่างล้นหลามแบบนี้

สำหรับเสียงระฆังที่นี่ยังมีความหมาย เมื่อมันดังขึ้นนั่นหมายความว่าเราทุกคนหยุดกิจกรรมทุกอย่าง อยู่นิ่ง ๆ นับลมหายใจเข้าออก ๓ ครั้ง ก่อนจะทำอะไรตามปรกติ ที่สำคัญมันทำให้เรามี ‘สติ’ มากกว่าตอนที่ยังไม่ได้ยินเสียงระฆัง

การปฏิบัติธรรมที่เวียดนามทริปนี้ยังคงมีเพื่อนชาวไทยมาร่วมกันเช่นเคย คือ พี่โก๋ หญิง อ้อ จักร นิ้ง โต้ง บี และ นภา ทุกคนต่างเคยผ่านการฝึกปฏิบัติการเจริญสติตามแนวหมู่บ้านพลัมมาแล้วทั้งนั้นและต่างก็เคยอ่านหนังสือของไถ่มาแล้วด้วย เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและรู้จักกัน

คำบรรยายจากไถ่

ไถ่บรรยายให้ชาวเวียดนามฟังว่า ‘เมื่อเรามีความเครียด เราปฏิบัติธรรมเพื่อให้ความเครียดหายไป การปฏิบัติธรรมที่วัดบักหงาแห่งนี้เรามีเวลาอยู่ด้วยกันไม่กี่วัน การอยู่ในวัดจะมีสิ่งแวดล้อมที่ดีพอที่จะสนับสนุนให้เราปฏิบัติธรรมได้ดี ถ้าเรากลับไปบ้าน เราจะไม่มีสิ่งแวดล้อมดี ๆ เช่นนี้ ฉะนั้นเมื่อเราตั้งใจมาวัดแล้วก็ควรปฏิบัติให้เต็มที่ ไม่ใช่มาแล้วก็เอาแต่คุยกัน พวกเธอรอฉันมานานถึง ๔๐ ปีแล้วไม่ใช่หรือ ฉะนั้นจงใช้ช่วงเวลานี้ให้คุ้มค่า’

‘เมื่อเราอยู่ที่วัดบักหงา ให้เราสัมผัสกับความสุขอย่างเต็มที่ อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับลมหายใจ อยู่กับการทานอาหาร พยายามหยุดความสงสัย ไม่ต้องตามความสงสัยไป เมื่อเราตามความสงสัยหรือตามความคิดบางทีเราหยุดความสงสัยไม่ได้เราก็เก็บไปคิดในขณะนอนหลับทำให้ฝันไปต่าง ๆ นานา จิตใจของเราจึงไม่มีอิสระ จิตใจของเรามักจะคิดไปต่าง ๆ นานาทั้งอนาคตและอดีต แต่ลมหายใจจะช่วยให้จิตใจกลับมาอยู่กับร่างกาย เมื่อเรากลับมาอยู่กับลมหายใจจึงเป็นการดึงจิตให้กลับมาอยู่กับร่างกาย จิตลืมร่างกายไปก็ต้องพากลับมาสู่บ้านที่แท้จริง’

‘ทุกวันนี้จิตแพทย์ในโรงพยาบาลบางแห่งได้นำวิธีการทางพุทธไปใช้กับคนไข้ พวกเขาทำการค้นคว้าถึงวิธีการที่จะทำให้คนไข้ของเขาผ่อนคลายจากโรคเครียด และเขาก็ประสบความสำเร็จ ด้วยการใช้การผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ (Total Relaxation) กับคนไข้ เพียงนอนหงายราบไปกับพื้นแล้วอยู่กับลมหายใจเข้าออก แค่นี้ก็เป็นการผ่อนคลายอย่างแท้จริง’

‘พวกสัตว์มันก็รู้จักการผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์เหมือนกัน เมื่อมันป่วยมันจะหาที่เงียบสงบปลอดภัยจากสิ่งรบกวน แล้วนอนนิ่ง ๆ เลียแผลที่บาดเจ็บ ไม่นานมันก็จะกลับมาเป็นปรกติเหมือนเดิม ร่างกายของมนุษย์ก็มีความสามารถในการเยียวยารักษาตนเองเหมือนกัน เมื่อเรารู้สึกอ่อนเพลียนั่นหมายความว่าร่างกายเราต้องการการพักผ่อน แค่เพียงเรานอนผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์สัก ๑๕ นาที ร่างกายของเราก็จะกลับมากระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิมโดยไม่ต้องพึ่งพิงยาใด ๆ ’



๓ มีนาคม ๒๕๕๐

วันนี้มีรายการพิเศษ เป็นพิธีบวชสามเณรและสามเณรี การบวชที่นี่แตกต่างจากการบวชที่บ้านเราโดยสิ้นเชิง ผู้ที่จะบวชต้องผ่านการฝึกปฏิบัติอยู่ที่วัดอย่างน้อยเป็นเวลา ๓ เดือน จากนั้นจึงจะได้บรรพชาเป็นสามเณรหรือสามเณรี แต่การบวชก็ใช่ว่าจะบวชกันได้ง่าย ๆ เพราะใน ๑ ปีจะมีการบวชแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เพื่อที่ว่าจะได้บวชหมู่ในคราวเดียวกันและไม่เสียเวลา ไม่มีการบวชเดี่ยวรูปเดียวเหมือนบ้านเรา

เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วอย่างน้อยต้องปฏิบัติเป็นเวลา ๓ ปีจึงจะได้เข้าพิธีรับศีลเป็นพระภิกษุ ส่วนผู้หญิงเมื่อเป็นสามเณรีผ่านพ้น ๓ ปีไปแล้วจึงจะได้เข้าพิธีสมาทานเป็นสิกขมานา และเมื่อปฏิบัติในสิกขมานาครบ ๒ ปีแล้วจึงจะได้เข้าพิธีรับศีลเป็นภิกษุณีตามลำดับ การบวชเป็นพระสำหรับที่นี่แล้วจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ ๓ ปี ในขณะที่ของเราใช้เวลาแค่สองชั่วโมง

พิธีกรรมเริ่มตั้งแต่ตี ๕ มีผู้ที่จะบรรพชา ๗๗ ท่านด้วยกัน เป็นสามเณร ๒๕ ท่าน สามเณรี ๕๒ ท่าน ทุกท่านเดินเข้าแถวมาในโบสถ์อย่างช้า ๆ มีพระภิกษุนั่งคนละฟากกับภิกษุณี ตรงกลางเว้นว่างไว้สำหรับในนาคทั้ง ๗๗ ท่านเดินเข้ามากล่าวคำขอบรรพชา มีไถ่ (ติชนัทฮันห์) เป็นอุปัชฌาย์นั่งเป็นประธานในพิธี พิธีกรรมดำเนินไปอย่างช้า ๆ กว่าจะเสร็จก็ ๘ โมงเช้าพอดี

เมื่อพิธีบรรพชาจบสิ้นลง สามเณรและสามเณรีทั้ง ๗๗ รูปจึงค่อยออกไปปลงผม แล้วค่อยนุ่งห่มจีวรในภายหลัง ช่วงที่ปลงผมมีสามเณรีหลายรูปร้องไห้เพราะซาบซึ้งใจที่ตนเองได้ผ่านพิธีบวชและกำลังจะได้ครองผ้าเหลืองภายหลังปลงผมเสร็จ ถ้าเมืองไทยมีการบวชภิกษุณีอย่างนี้บ้างพุทธศาสนาในเมืองไทยคงสวยงามกว่านี้และคงเป็นช่วงเวลาที่น่าปลาบปลื้มใจไม่น้อยทีเดียวเมื่อผู้หญิงได้ออกบวชเช่นเพศชาย

หลังจากนั้นวันถัดมาเป็นวันที่สามเณรและสิกขมานาจากวัดต่าง ๆ ที่ปฏิบัติครบกำหนดที่จะรับศีลเป็นภิกษุ-ภิกษุณีมาเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดบักหงา โดยมีไถ่เป็นอุปัชฌาย์เช่นเคย

วันถัดไปเป็นวันของสามเณรีที่ผ่านการปฏิบัติครบ ๓ ปี เข้าพิธีสมาทานเป็นสิกขมานา โดยมีไถ่เป็นอุปัชฌาย์ สังเกตว่าแต่ละวันเป็นวันบวชเลื่อนชั้นของนักบวชเป็นวัน ๆ ไป ไม่ได้จัดวันเดียวกันและไถ่เป็นอุปัชฌาย์ให้ทุกกระบวนการ

แน่นอนว่าสามเณรและสามเณรีที่บวชในเช้าวันนี้ ๗๗ รูป อีก ๓ ปีข้างหน้าท่านจะได้รับศีลขึ้นเป็นภิกษุ - สิกขมานา- และภิกษุณีตามลำดับ

ไถ่ตอบปัญหาธรรมะ

รายการปฏิบัติธรรมกับไถ่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องฟังบรรยายอย่างเดียว เช้าวันหนึ่งไถ่เปิดโอกาสให้ญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมได้มีโอกาสถามปัญหาต่าง ๆ นานา ตั้งแต่ปัญหาทั่วไปไปจนถึงปัญหาชีวิต ไถ่จะให้คนที่ถามยืนขึ้นแล้วพูดใส่ไมโครโฟน จากนั้นไถ่จะตอบให้ฟัง

- พุทธศาสนาจะสอนให้เด็ก ๆ รักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร (ถามโดยคุณครูท่านหนึ่ง)

ไถ่ : มนุษย์มาจากสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ มนุษย์เกิดมาจากสิ่งแวดล้อม มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้เมื่อสิ่งแวดล้อมอยู่ในสภาพดี ถ้าเราไม่รักษาสิ่งแวดล้อมนั่นก็คือเรากำลังฆ่าตัวเอง ขณะนี้ชาวเวียดนามกำลังฆ่าตัวเองด้วยการทิ้งถุงพลาสติก ทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง ถ้าคนเวียดนามไม่รักษาสิ่งแวดล้อมต่อไปคนเวียดนามจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก

- ดิฉันอยากบวช แต่คุณแม่ไม่ยอมให้บวช จะทำอย่างไรดี (ถามโดยหญิงวัยรุ่นท่านหนึ่ง)

ไถ่ : พาแม่ให้มารู้จักกับภิกษุณีที่มีความสุขที่วัดสิ แม่ก็จะพบว่าชีวิตของนักบวชมีความสุข เมื่อแม่เห็นนักบวชมีความสุขแม่ก็จะเข้าใจ เดี๋ยวแม่ก็อนุญาตให้บวชเอง

- ดิฉันเป็นชาวพุทธแต่แฟนเป็นชาวคริสต์ เราจะรักกันได้ไหม

ไถ่ : รักกันแล้วก็สามารถเรียนรู้ศาสนาของกันและกันก็ได้ วันอาทิตย์ฝ่ายหญิงก็ไปโบสถ์กับฝ่ายชาย พอถึงวันพระฝ่ายชายก็ไปเข้าวัดกับฝ่ายหญิง

- ดิฉันเป็นมะเร็ง และมีทุกข์มาก ไม่อาจจะเจริญสติและมีความสุขในปัจจุบันได้ ฉันจะทำอย่างไรดี

ไถ่ : ตอนที่ฉันอยู่ที่หมู่บ้านพลัม มีสตรีชาวแคนาดามาถามฉันด้วยปัญหาเดียวกัน เธอป่วยเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ฉันจึงสอนให้สตรีผู้นั้นรู้จักการดื่มชาและขนมเค้กอย่างมีความสุข ขณะที่ดื่มชาก็ให้รู้รสอร่อยของชา มีความสุขกับรสอร่อยของขนมเค้ก มีความสุขอยู่กับปัจจุบันในขณะที่กำลังดื่มชา ไม่หลงไปกับความทุกข์ที่รายรอบตัว หรือหลงไปกับความเจ็บไข้ได้ป่วย สตรีท่านนั้นก็นำไปปฏิบัติตามและอยู่ต่อมาถึง ๑๑ ปี เพราะดื่มชาอย่างมีความสุข เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับจิตใจและการปฏิบัติธรรมเป็นสำคัญ

นั่นเป็นช่วงของฆราวาส มีเหมือนกันสำหรับช่วงของนักบวชที่ไถ่เปิดโอกาสให้พระภิกษุ-ภิกษุณีได้ถามคำถาม แต่ของนักบวชจะพิเศษกว่าตรงที่จะมีเก้าอี้ให้นั่งประจันหน้ากับไถ่ ใครที่อยากถามคำถามต้องลุกขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ที่จัดไว้ให้ รู้สึกว่าท้าทายน่าดู มีนักบวชชายหญิงลุกขึ้นไปถามคำถามคาใจกับท่าน ฉันนึกสนุกขึ้นมาเลยลุกขึ้นไปตั้งคำถามบ้าง ฉันถามไถ่ว่าตอนที่ไถ่มาถึงสนามบิน ฉันเห็นผู้คนโบกธงพุทธศาสนา ๕ แถบสี ธงนี้มีความหมายว่าอย่างไร

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/47/5047/images/c1/flag.jpg

ไถ่ : ธง ๕ สี หมายถึง พละ ๕ แต่ละสีมีความหมายคือ

น้ำเงิน = ศรัทธา

เหลือง = วิริยะ

แดง = สติ

ขาว = สมาธิ

ส้ม = ปัญญา

บริเวณส่วนปลายของธงมี ๕ แถบสีเป็นช่องเล็ก ๆ เป็นสัญลักษณ์ว่า การจะบรรลุธรรมได้ต้องมีพละกำลังทั้ง ๕ หน่วยนี้อย่างละเท่า ๆ กัน เมื่อรวมกันเป็นหนึ่งก็พร้อมที่จะเกิดพลังแห่งการบรรลุมรรคผลที่แท้จริง
หลังจากที่ได้ฟังคำตอบก็รู้สึกคลายความตื่นเต้นไปเยอะ และรู้สึกมากขึ้นว่าการตั้งคำถามนั้นไม่ยาก แต่ที่ยากกว่าคือรู้สึกตื่นเต้นที่ได้นั่งใกล้ ๆ ไถ่ ได้ถามคำถามถึงแม้จะไม่ค่อยสลักสำคัญอะไรนัก แต่ก็รู้สึกดีที่ใช้เวลาที่ท่านเปิดโอกาสขณะนั้นให้เป็นประโยชน์กับตัวเองและหลาย ๆ คน เพราะหลังจากนั้นมีเพื่อนภิกษุบางรูปแวะมากระซิบว่า ‘ขอบคุณ ที่ถามคำถามนี้ ทำให้ผมเข้าใจสีของธงมากขึ้น’ เพราะธรรมะ...ทำให้เราค้นพบสิ่งดี ๆ ในกันและกัน.

</TD></TR></TBODY></TABLE>



:yoyo_0131:http://www.oknation.net/blog/Buddha009/2007/05/14/entry-1 (http://www.oknation.net/blog/Buddha009/2007/05/14/entry-1)

มดเอ๊ก
04-04-2008, 06:40 PM
เทคนิคอย่างหนึ่งของกระบวนการสื่อธรรมะอย่างมีส่วนร่วมของไถ่ก็คือ การแบ่งกลุ่มย่อย หรือที่ไถ่มักจะเรียกว่า ‘กลุ่มครอบครัวธรรม’ ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการจัดการที่ชาญฉลาด เพราะกระบวนการกลุ่มย่อยทำให้คนที่มาเข้าร่วมปฏิบัติธรรมได้มีโอกาสทำความรู้จักกันมากขึ้น มีความเป็นชุมชนหรือมีความเป็นสังฆะมากขึ้น ซึ่งในกลุ่มครอบครัวจะมีกิจกรรมตั้งแต่ นั่งทานข้าวด้วยกัน พูดคุยสื่อสารแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตประสบการณ์ทางธรรมะร่วมกัน ทำงานวัดร่วมกัน (อย่างเช่นทำความสะอาดวิหาร ทำความสะอาดห้องน้ำ กวาดลานวัด) โดยในกลุ่มจะมีนักบวชเป็นผู้นำกลุ่มอย่างน้อยกลุ่มละ ๒-๓ รูป


ดังนั้น การแบ่งกลุ่มครอบครัวสำหรับผู้เข้าร่วมประมาณ ๖ พันคน จึงเป็นการจัดการที่ไม่ยากจนเกินไปที่จะทำให้ทุก ๆ คนจะได้มีมีส่วนร่วมในการปฏิบัติธรรม ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่น่าเบื่อ แต่โดยปรกติแล้วกลุ่มครอบครัวมักจะมีกันกลุ่มละ ๑๐ คน แต่สำหรับกลุ่มครอบครัวคราวนี้มีกลุ่มละประมาณ ๕๐ คน และมีอยู่ถึง ๑๐๐ กว่ากลุ่ม ทีเดียวนับว่าเยอะเอาการ



สำหรับฉันได้ไปอยู่ในกลุ่มของชาวต่างชาติที่มาจากยุโรปและอเมริกา (มีด้วยกันประมาณ ๑๐ คน มีนักบวชอยู่ในนั้น ๓ รูป) ช่วงที่เราสนทนาธรรมกัน เราแบ่งปันกันด้วยเรื่องของ ‘การก้าวข้ามศาสนา’ ในฐานะที่แต่ละคนเป็นชนผิวขาว เมื่อหันมาสนใจพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่มีแต่เฉพาะในแถบเอเชีย ได้เกิดอะไรขึ้นบ้างในแต่ละคน


เพื่อนชาวเยอรมันท่านหนึ่งแบ่งปันให้ฟังว่า หลังจากที่ตนเองหันมาสนใจพุทธศาสนาก็ชวนลูกชายมาปฏิบัติธรรมด้วย จนเวลานี้ทั้งพ่อและลูกหันมานับถือพุทธ แต่ที่ลำบากใจก็คงเป็นแฟนของลูกที่เป็นแคธอลิคเพราะตอนนี้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาว่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ชอบลูกชายของตนที่เวลานี้เปลี่ยนมานับถือพุทธแล้ว ตอนนี้ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรกับความขัดแย้งของพ่อแม่ฝ่ายนู้น


หลวงพี่ชาวอเมริกันท่านหนึ่งในกลุ่มแบ่งปันว่า ตอนที่ตัดสินใจบวชก็ขออนุญาตพ่อกับแม่ แต่ท่านกลับเสียใจเพราะคิดว่าเมื่อบวชแล้วคงไปทำสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่ป่าในเขา และคงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก แต่เมื่อเวลาผ่านไปพ่อแม่ก็ได้เรียนรู้มากขึ้นว่า ที่ไปบวชนั้นก็คือไปอยู่หมู่บ้านพลัมที่ฝรั่งเศส และนาน ๆ ก็ยังได้มีโอกาสพบกันอีก การบวชของลูกก็ยังสามารถช่วยเหลือคนอื่น ๆ ที่มีความทุกข์ ในเมื่อลูกมีความสุขพ่อแม่ก็มีความสุขไปด้วย ตอนที่ท่านกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่อเมริกาก็น่าตื่นเต้น เพราะที่นั่นจะไม่ค่อยมีใครเคยเห็นพระภิกษุในศาสนาพุทธ แต่เมื่อไปถึงเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ก็น่ารัก พูดคุยเป็นอย่างดีไม่มีท่าทีรังเกียจหรือตั้งคำถาม


หญิงอเมริกันท่านหนึ่งแบ่งปันว่าที่บ้านไม่ได้มีปัญหาทางศาสนามากนักเมื่อตนเองหันมาปฏิบัติทางพุทธศาสนา แต่ชีวิตช่วงที่ผ่านมาพ่อแม่ไม่เข้าใจและยอมรับไม่ได้เมื่อเธอชอบเพศเดียวกัน จนกระทั่งเวลาผ่านไปแม่ก็เริ่มเข้าใจและเริ่มยอมรับมากขึ้นเพราะเห็นเธอมีความสุขดีกับคู่รักของเธอ ส่วนคุณพ่อเวลานี้ยังทำใจไม่ได้ เธอได้แต่ภาวนาว่าสักวันหนึ่งพ่อของเธอคงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน (Transform) และสามารถยอมรับเธอได้เช่นเดียวกับแม่ ตรงนี้ทำให้ทราบภายหลังว่าในกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมชาวต่างประเทศมีประมาณ ๗-๘ ท่านที่เป็นเกย์ แต่ส่วนใหญ่พวกเขาไม่สามารถพูดถึงเรื่องราวของตนเองได้ ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องน่าวิตกกังวลหรือน่ากลัวอะไรนักหากพวกเขาจะบอกคนอื่น ๆ หรือเปิดเผยตัวเองต่อสังฆะว่าชอบเพศเดียวกัน เพราะนั่นเป็นบททดสอบความอดทนของผู้ที่ได้ยินเป็นอย่างดี ในเมื่อเราอยู่ในโลกของธรรมะเราก็ควรฝึกที่จะได้ยินได้ฟังในสิ่งที่แตกต่างจากเราเข้าไว้


เห็นได้ว่าการพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตหรือประสบการณ์ธรรมะในกลุ่มครอบครัวเช่นนี้ บางครั้งปัญหาที่นำมาแบ่งปันก็ไม่ได้คลี่คลายลงไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทุกคนในครอบครัวมีพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ได้พูดระบายในสิ่งที่ตนกำลังประสบอยู่ เป็นการแบ่งปันความทุกข์ที่ตนมีให้คนอื่นได้รับรู้ แค่นี้ก็มีส่วนทำให้ความทุกข์ของคน ๆ นั้นลดน้อยลงถึงแม้ว่าปัญหานั้นยังคงอยู่ และเมื่อความทุกข์ใจได้ถูกแบ่งเบาออกไปก็สามารถทำให้คน ๆ นั้นมองเห็นปัญหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ปัญญาญาณก็เกิด เมื่อกลับไปบ้านก็อาจทำให้คน ๆ นั้นรู้วิธีที่จะทำให้ปัญหานั้นคลี่คลายไปได้อย่างเหมาะสม


ในเวลาเดียวกันสมาชิกกลุ่มครอบครัวก็สามารสร้างเครือข่ายของผู้ปฏิบัติธรรม แล้วอาจจะมีการนัดพบกันเดือนละครั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อมาทานอาหารร่วมกัน ทำสมาธิร่วมกัน แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตร่วมกัน ในเมืองไทยเวลานี้หลังจากที่นักบวชหมู่บ้านพลัมได้เข้ามาเผยแผ่การปฏิบัติธรรมแบบ สังฆะ ในช่วง ๔- ๕ ปีที่ผ่านมามีกลุ่มธรรมะลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายกลุ่มทีเดียว ทำให้ชีวิตการปฏิบัติธรรมของฆราวาสมีทางเลือกมากขึ้น ประตูธรรมสำหรับฆราวาสก็เปิดมากขึ้น



งานแต่งงานแบบหมู่บ้านพลัม


บังเอิญช่วงที่มีการปฏิบัติธรรมในวัดบักหงา มีคู่รักชาวญี่ปุ่น-อเมริกันคู่หนึ่งมาปฏิบัติธรรมร่วมกัน ทั้งคู่ยังหนุ่มยังสาวแต่ก็สนใจในการปฏิบัติธรรม


เช้าวันนั้นเรากำลังเดินเล่นเพลิน ๆ บังเอิญเราไปเห็นงานแต่งของบ่าวสาวคู่นี้เข้าพอดี เป็นงานแต่งแบบง่าย ๆ ที่จัดกันต่อหน้าพระรูปเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่หน้าวัด ทั้งคู่อยู่ในชุดสีน้ำตาลดำซึ่งเป็นชุดปฏิบัติธรรมของชาวเวียดนาม มีภิกษุณี ๓ ท่านนำพิธีกรรม มีการเชิญระฆังเพื่อตามลมหายใจเข้าออก กราบรูปเจ้าแม่กวนอิมก่อนพิธี ภิกษุณีท่านหนึ่งอ่านบทภาวนา และอารัมภบทเปิดพิธีแต่งงาน แล้วอ่านบทสอนใจคู่บ่าวสาว


http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/47/5047/images/c1/wed.jpg
(งานแต่งงานที่หน้าพระรูปเจ้าแม่กวนอิม หน้าวัดบักหงา จ.เบ๋าล็อก เวียดนาม)



ภิกษุณีอ่าน :- ขอให้คู่บ่าวสาวเข้าใจด้วยว่าความเข้าใจก็เป็นพื้นฐานของความรัก การตำหนิติเตียนอาจทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้าง แต่ควรพูดคุยผ่านความรู้สึกว่าเราต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามทำอะไรให้เราเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น – อันนี้เป็นตัวอย่างย่อ ๆ ของใจความสำคัญของธรรมะของคู่บ่าวสาว


จากนั้นก็ให้คู่บ่าวสาวพูดความรู้สึกที่มีต่อกัน ตอนนี้เจ้าเอาแต่น้ำตาไหลพรากและพูดด้วยเสียงสั่นเครือ วันก่อนเราเห็นน้ำตาในพิธีบวชวันนี้เราได้เห็นน้ำตาในพิธีแต่งงาน


พี่โก๋บอกว่าหนังสือภาวนาที่ภิกษุณีอ่านในพิธีแต่งงานชื่อ Chanting From The Heart เป็นหนังสือที่ว่าด้วยพิธีกรรมต่าง ๆ ในชีวิตมนุษย์ที่ไถ่เขียนขึ้น ทั้งพิธีแต่งงาน พิธีศพ การให้กำลังใจ การขึ้นบ้านใหม่ เล่มนี้ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย


ที่หมู่บ้านพลัมมีการประยุกต์พิธีกรรมทางสังคมให้เข้ากับยุคสมัยถึงแม้ว่าพิธีกรรมนั้นจะไม่เคยมีในพุทธศาสนามาก่อน บางคนเห็นว่าพิธีแต่งงานเป็นพิธีแบบโลก ๆ เนื่องจากเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องของชีวิตคู่นักบวชที่ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวหรือมีส่วนร่วม แต่เราว่ามันดีออกเพราะเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงระหว่างโลกกับธรรม คู่รักใดที่ปราศจากธรรมะคู่รักนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่เหมือนกัน และถึงแม้นักบวชที่ประพฤติพรหมจรรย์จะมองดูเหมือนว่าตัดขาดจากโลกแล้วแต่ถึงอย่างไรก็ยังอยู่กับโลกอยู่ดี พวกเขาไม่ได้หนีหายไปไหน อีกอย่างเรามองว่าชีวิตคู่จะทำให้เป็นชีวิตทางธรรมก็ยังได้ คู่รักสามารถที่จะพัฒนาความรักความสัมพันธ์ของตนไปสู่ความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีให้แก่กันและกัน ได้ เรียนรู้ธรรมะในกันและกันก็ยังได้ ดูอย่างนางวิสาขาในพุทธประวัติ ขนาดเธอบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ เมื่อเธอโตเป็นสาวเธอก็ไม่ได้คิดจะไปเป็นภิกษุณีแต่เธอกลับมีสามีมีลูกมีหลานในฐานะพระโสดาบันที่เป็นฆราวาส โลกกับธรรมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างแท้จริง



๑๔ มีนาคม ๒๕๕๐


วันนี้ต้องเดินทางกลับโฮจิมินห์ โปรแกรมการปฏิบัติธรรมที่วัดบักหงาได้จบลงแล้ว และพรุ่งนี้ก็เป็นวันที่ฉันต้องเดินทางกลับเมืองไทย


ช่วงที่ปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดบักหงา ในครอบครัวธรรมเราได้รู้จักกับ คริสโตเฟอร์ ชาวฝรั่งเศสวัย ๕๐ ที่ทำงานให้คำปรึกษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล คริสโตเฟอร์เล่าให้ฟังว่าการที่เขามาที่เวียดนามก็เพื่อภาวนาให้กับคนรักที่เสียชีวิต พ่อแม่ที่เสียชีวิต เพื่อนที่ยังมีชีวิตอยู่และเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้ว ภาวนาให้กับพี่ชายของเพื่อนที่ผ่านสงคราวเวียดนาม ภาวนาให้ชาวเวียดนามและชาวอเมริกันที่เสียชีวิตในช่วงสงครามเวียดนาม และภาวนาให้กับคนรักปัจจุบัน


แน่นอนว่าคริสโตเฟอร์ในวัย ๕๐ เขายังจดจำเรื่องราวของสงครามเวียดนามได้ดี เวลานั้นสหรัฐส่งทหารหนุ่ม ๆ ไปรบในเวียดนามหวังจะให้เวียดนามสงบสุขแต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสถานการณ์ย่ำแย่ลง มีคนเสียชีวิตมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น รวมทั้งทหารอเมริกันจำนวนมากไปตายในเวียดนาม


http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/47/5047/images/c1/men.jpg
(คริสโตเฟอร์ (ซ้าย) กับเพื่อนคู่หู เอ็มเมอริค (ขวา) ทั้งคู่เป็นชาวฝรั่งเศสที่มาร่วมปฏิบัติธรรมกับไถ่)




๑๕ มีนาคม ๒๕๕๐


วันนี้ที่วัดฟับวัน เราได้พบกับคริสโตเฟอร์อีกครั้ง เราถามคริส (เรียกสั้น ๆ ว่า คริส ละกัน)ว่าอยากไปชม พิพิธภัณ์สงคราม ไหม คริสบอกว่ายังไม่เคยไปและอยากไป ฉันเลยพาคริสไปชมพิพิธภัณฑ์สงคราม ในพิพิธภัณฑ์สงครามแสดงภาพถ่ายเหตุการณ์สงครามในเวียดนามที่รุนแรง เป็นภาพของทหารอเมริกันที่กำลังบาดเจ็บ ภาพของชาวเวียดนามที่ตายเป็นเบือ ภาพของคราบเลือด ควันปืน ท้องฟ้าที่กลายเป็นสีเลือดของสงคราม เมื่อเราเดินออกจากห้องแสดงภาพคริสถึงกับน้ำตาไหล เราได้เห็นน้ำตาอีกแล้ว


คริสบอกขอบคุณที่ฉันพาเขามาที่นี่ เพราะมันทำให้เขาได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าได้เกิดอะไรขึ้นบ้างที่นี่ คริสเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ประเทศฝรั่งเศสเองก็เคยเข้ายึดครองเวียดนาม ในยุคถัดมาอเมริกาก็เข้ามายึดครองต่อ จนเมื่อเกิดสงครามเวียดนามประเทศนี้ก็ถูกอเมริกากระทำรุนแรงอีก ประเทศนี้ได้ถูกกระทำชำเรามาหลายยุคสมัย เขาบอกว่าการที่เขาได้มาที่นี่ในฐานะคนชาติฝรั่งเศสอย่างน้อยก็มาเพื่อภาวนาให้กับบาดแผลในอดีต ภาวนาให้กับคนที่เสียชีวิตไปในช่วงภาวะสงครามที่ผ่านมา


เขายังบอกอีกว่าเหตุการณ์ในเวลานั้นส่งผลกระทบไปหมด ชายหนุ่มอเมริกันจำนวนมากถูกเกณฑ์ให้ไปรบทั้ง ๆ ที่พวกเขาในเวลานั้นไม่ได้มีความต้องการจะไปรบเลย เมื่อพวกเขาลงจากเครื่องบินมีเพียงคำสั่งให้ยิง ๆ ๆ เท่านั้น เราได้เห็นภาพถ่ายใบหน้าทหารหนุ่มอเมริกันนายหนึ่งแววตาของเขาเต็มไปด้วยความหดหู่ ทหารคนนี้ก็คงถูกเกณฑ์ให้มารบที่นี่เหมือนกัน




http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/47/5047/images/c1/han.jpg
(ภาพนายทหารอเมริกันกับซากศพชาวเวียดนาม ภาพนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์สงคราม ในโฮจิมินซิตี้)


คริสชี้ไปที่ภาพถ่ายของคนหนุ่มอเมริกันที่ฉีก ‘หมายเรียกเข้ารับการเกณฑ์ทหาร’ ซึ่งฉันคิดว่าเป็นภาพที่เท่มาก เวลานั้นมีชายหนุ่มหลายคนฉีกหมายเกณฑ์ทิ้งเพื่อทำการดื้อแพ่ง ฉันถามคริสว่าแล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เขาฉีกหมายเกณฑ์ พวกเขาถูกรัฐบาลดำเนินคดี .. ‘ไม่ยุติธรรมเลย’ ฉันคิดในใจ


คริสบอกว่า ทหารที่สหรัฐส่งไปรบในอิรักในวันนี้แตกต่างจากเมื่อคราวสงครามเวียดนาม เพราะไม่ได้ใช้วิธีเกณฑ์แต่อาจจะเลวร้ายกว่าเพราะเป็นการจ้างด้วยเงิน คนหนุ่มที่ตกงานไม่มีเงินก็พากันอาสาไปรบเพราะอยากได้เงิน รัฐบาลของจอจบุชก็จัดสรรเงินเป็นค่าตอบแทนให้กับคนที่สมัครเข้าไปรบในอิรัก...ความรุนแรงไม่เคยเปลี่ยนแปลง




http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/47/5047/images/c1/du.jpg
(นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกำลังชมภาพถ่ายจากสงคราม ในพิพิธภัณฑ์สงคราม ในโฮจิมินห์ซิตี้)


คริสบอกว่า ทหารอเมริกันจำนวนมากที่รอดชีวิตจากสงครามเวียดนามเมื่อกลับไปสหรัฐก็ต้องประสบกับภาวะความบอบช้ำทางจิต มีภาพหลอน ฝันร้าย เมื่อเขามาที่พิพิธภัณฑ์สงครามเขาไม่สงสัยเลยว่าเหตุใด ‘พี่ชายของเพื่อน’ ที่เคยมาร่วมรบที่เวียดนามจึงเป็นคนที่เงียบขรึมผิดปรกติและไม่ยอมพูดจากับใครเลย


เราบอกขอบคุณคริสเช่นกันที่ช่วยเล่าเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับสงครามเวียดนามให้ฟัง เพราะสองปีที่แล้วเราเคยมาแต่ก็ไม่ได้เข้าใจอะไรลึกซึ้งแบบนี้ อย่างมากเราก็เพียงแต่ดูภาพเหล่านี้ไปกับความโศกสลดของสงคราม



๔ โมงเย็นแล้ว ฉันบอกคริสว่าเราคงต้องขอตัวกลับวัดฟับวันก่อน เพราะต้องเตรียมแพ็คกระเป๋าเพื่อจะได้ขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยเวลา ๒ ทุ่ม คริสบอกขอบคุณที่ฉันพาเขาไปชมพิพิธภัณฑ์และขอบคุณที่มาเวียดนามทำให้ได้พบสิ่งดี ๆ ร่วมกัน คริสบอกว่าจริง ๆ แล้วเขาเพิ่งได้อ่านหนังสือของไถ่เมื่อไม่ถึง ๖ เดือนที่ผ่านมานี่เอง เขาพบหนังสือของไถ่บนหิ้งหนังสือในร้านอาหารของเพื่อนซึ่งเป็นคนไทยในฝรั่งเศส จากนั้นเพื่อนก็นำทางให้เขาไปหมู่บ้านพลัม เขาจึงได้เดินทางไปที่นั่น จนในที่สุดก็เดินทางมาร่วมภาวนากับไถ่ที่เวียดนามแห่งนี้ สิ่งที่เขาหลงรักในเวลานี้คือ ‘ความรักในแบบสังฆะ’
เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและเป็นสังฆะในกันและกัน



ไถ่ยังคงเดินทางเผยแผ่ธรรมะต่อไปเรื่อย ๆ จากโฮจิมินห์ ขึ้นไป ฮอยอัน ฮฺเว้ ฮานอย จากนั้นโปรแกรมของท่านต้องไปเผยแผ่ต่อที่ฮ่องกง ก่อนที่จะบินมาเมืองไทยในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๐


เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและรู้จักกัน...ทำให้เราได้ค้นพบสิ่งดี ๆ ในกันและกัน...และทำให้เราเป็นสังฆะในกันและกัน.



ª (http://www.oknation.net/blog/#_ftnref1)บทความขนาด ๓ ตอนจบเพื่อต้อนรับการมาเยือนเมืองไทยของท่านติชนัทฮันห์ ระหว่างวันที่ ๑๙ พฤษภาคม – ๑ มิถุนายน ๒๕๕๐


:0025:http://www.oknation.net/blog/Buddha009/2007/05/18/entry-4

โชติย
07-24-2008, 12:44 AM
ขอบคุณครับ