มดเอ๊ก
04-04-2008, 06:37 PM
<TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD>http://photos8.flickr.com/7390558_0d1737de2b.jpg
เว้นระยะไปหนึ่งปีที่ หลวงปู่ติชนัทฮันห์ (หรือที่ลูกศิษย์มักจะเรียกท่านในภาษาเวียดนามว่า ไถ่ ซึ่งหมายถึง อาจารย์) ไม่ได้เดินทางกลับไปบ้านเกิดที่เวียดนาม เนื่องจากต้องการพักผ่อนเพื่อรักษาสุขภาพ และปีนี้ไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลเวียดนามนิมนต์ท่านอีกแล้ว เพราะประเทศเวียดนามกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่ประเทศที่เปิดรับเศรษฐกิจ การติดต่อและการค้ากับโลกภายนอก ไถ่ จึงมีโอกาสได้กลับมาเยือนบ้านเกิดอีกเป็นครั้งที่สอง
๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
เป็นวันที่ฉันมีโอกาสไปเยือนเวียดนามอีกเป็นครั้งที่สองเช่นเดียวกัน การไปคราวนี้เราไม่ต้องระหกระเหินเดินทางรถยนต์เหมือนสองปีก่อนเพราะคุณครูชุมศรีช่วยดูแลเรื่องค่าตั๋วเรือบินให้ ต้องขอบคุณคุณครูมา ณ โอกาสนี้ เราได้เดินทางร่วมไปกับ หลวงพี่ฟับเจือง หลวงพี่หั่นเลียน กับอีกสองสาว จัน และเอ็ม ทางเรือบิน งานนี้เราเลยไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมากนักเพียงแค่เดินตาม ๆ เขาไป ถ้าไปคนเดียวอาจจะงก ๆ เงิ่น ๆ ไปกับการทำเอกสารผ่านด่านเพราะไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศไทยผ่านทางเรือบินสักที
ส่วน หลวงพี่ฟับเจือง กับ หลวงพี่หั่นเลียน บังเอิญช่วงที่ผ่านมาท่านมาทำงานสร้างสังฆะหมู่บ้านพลัมให้เกิดขึ้นในเมืองไทยพร้อมด้วย หลวงพี่นิรามิสา เมื่อ ไถ่ เดินทางกลับมาเวียดนามจึงเป็นโอกาสให้ท่านทั้งสามต้องเดินทางไปสมทบกับสังฆะที่เวียดนามด้วย นี่เลยเป็นเหตุให้ฉันได้ร่วมเดินทางไปกับอีกสองท่านในครั้งนี้ ตอนไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ คุณครูชุมศรี (จากโรงเรียนวนิษา) และ รถ (คุณครูอีกท่านหนึ่ง) ก็มาส่งด้วย
หลวงพี่ฟับเจืองบอกกับฉันว่าเดี๋ยวพอเราขึ้นไปบนเครื่องก็จะพบกับ หลวงปู่
ฉันงงเลยถามว่า หลวงปู่ไหนเหรอ
ก็หลวงปู่ติชนัทฮันห์ไง ! หลวงพี่ฟับเจืองตอบ
ฉันเลยถึงบางอ๋อ ว่า เรือบินลำที่เรากำลังจะโดยสารไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้เป็นเรือบินที่บินมาจากฝรั่งเศสซึ่งมีหลวงปู่นั่งมาด้วย ก่อนที่เรือบินจะพาเราทั้งหมดไปสู่เวียดนาม
เมื่อเรา ๕ คนขึ้นเครื่องในเวลาบ่าย ๒ ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ไถ่นั่งอยู่ริมหน้าต่างมีพระภิกษุอุปัฏฐากนั่งคั่นตรงกลางระหว่างท่านกับ หลวงแม่จันคอม ด้านหลังเต็มไปด้วยสานุศิษย์ที่เป็นภิกษุ-ภิกษุณี-สามเณร-สามเณรี เต็มไปทั้งท้องเรือบิน หลวงพี่ หลวงน้องทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหลวงพี่ฟับเจือง และหลวงพี่หั่นเลียน หลาย ๆ ท่านดูคุ้นหน้าคุ้นตาเพราะเราเคยเจอกันเมื่อสองปีที่แล้ว
เมื่อได้เวลาผู้โดยสารต้องกลับไปนั่งประจำที่เพราะเครื่องต้องออก เมื่อเรือบินออกตัวฉันถึงกับรู้สึกหวาด ๆ เสียว ๆ คล้าย ๆ กับขึ้นรถไฟเหาะ ยิ่งเมื่อรับรู้ว่าเรือบินกำลังบินสูงขึ้นจากพื้นดินทีละนิด ๆ ก็ดันนึกภาพตามว่าใต้เรือบินมันมีแต่อากาศและความว่างเปล่าก็ยิ่งเสียวไส้เข้าไปใหญ่ ยิ่งเมื่อเรือบินยกตัวสูงขึ้น ๆ ก็รู้สึกได้ถึงอาการโครงเครงของเครื่อง .. ไม่สนุกเลย ฉันนึกในใจ .. เมื่ออยู่บนเรือบินชีวิตของเราตั้งอยู่บนความ ไม่แน่นอน อย่างที่เราสามารถสัมผัสได้ เราได้แต่ฝากชีวิตของเราไว้กับกัปตันเครื่องบิน แต่ชีวิตของผู้โดยสารทุกคนก็ฝากไว้กับกัปตันเพียงคนเดียวเหมือนกัน หรือบางทีกัปตันเองก็อาจจะฝากชีวิตของตัวเองไว้ที่พวงมาลัยเครื่องบินด้วย ! ผ่านไปสักครู่เรือบินก็ทรงตัวอยู่ในสภาพปรกติ ขนานไปกับพื้นโลก ... ค่อยยังชั่ว ... ฉันคิดในใจ ... คนที่ขึ้นเครื่องบินคนอื่น ๆ ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน
ที่พนักพิงข้างหน้าเรามีจอมอนิเตอร์กันทุกคน เอาไว้ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ ฉันทดลองเปิดดูช่องหนัง เขากำลังฉายเรื่อง The Queen ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของเลดี้ไดอาน่า...
ผ่านไป ๑ ชั่วโมง เรือบินก็พาเรามาถึงที่หมายคือโฮจิมินห์ซิตี้ เมื่อเรือบินลงจอด ไถ่เดินนำหน้าพวกเราออกไปตามด้วยคณะนักบวช ถึงตัวอาคารสนามบินมีสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ยืนรอกระจุกอยู่ที่ปากประตูเพื่อบันทึกภาพไถ่ ประกายแฟลชแปล้บปล้าบไปหมด การมาเยือนบ้านเกิดของไถ่ยังเป็นอะไรที่เป็นน่าสนใจสำหรับชาวเวียดนามเสมอ
ผ่านจากด่านกองตรวจคนเข้าเมืองไปก็เป็นรายการตามหากระเป๋า ที่ล็อบบี้กระเป๋าเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ใบของผู้โดยสารเลื่อนไปเลื่อนมาอยู่บนราง ตามหาของใครของมันกันให้วุ่น เมื่อเราออกไปที่ลานจอดรถประชาชนประมาณเรือนพันมาคอยต้อนรับไถ่และสังฆะ ผู้คนจำนวนมากโบกธงพุทธศาสนา ๕ แถบสีไปมาในอากาศ สำหรับที่นี่แล้วไถ่และสังฆะไม่ใช่ผู้โดยสารธรรมดา ๆ เลยจริง ๆ
รถบัสหลายคันมารับไถ่และสังฆะเพื่อพาไปพักวัดฟับวัน (Phap Van Pagoda) ซึ่งอยู่ในกรุงโฮจิมินห์ เรามีกำหนดพักอยู่ที่นี่ ๓ วัน จากนั้นไถ่และสังฆะจะเดินทางต่อไปที่ เบ๋าล็อก เพื่อจัดภาวนากันที่นั่น
วัดฟับวัน หรือ แปลเป็นไทยว่า วัดเมฆธรรม ตั้งอยู่นอกใจกลางเมืองโฮจิมินห์ บรรยากาศรอบ ๆ วัดจึงดูค่อนข้างสงบและอากาศดีกว่าใจกลางเมือง ไม่มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์ปู้นป้านให้ดังหนวกหู ที่วัดฟับวันมีหลุมฝังศพของ นัทชีมาย ด้วย นัทชีมาย เป็นฆราวาสหญิงชาวพุทธที่มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งสงครามเวียดนาม เธอเรียกร้องสันติภาพด้วยการเผาตัวเพื่อแลกกับความสงบระหว่างศาสนาพุทธและคริสต์ ในเวลานั้นไม่มีใครฟังใคร ไม่ว่าจะตะโกนคำว่า สันติภาพ ให้ดังเท่าไรก็คงไม่ดังเท่ากับ เปลวของไฟที่มอดไหม้ร่างกาย ถึงแม้ว่านัทชีมายจะเป็นชาวพุทธ แต่เธอก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายพุทธตรง ๆ จุดยืนของเธอคือการอยู่ตรงกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพียงแต่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดของการสื่อสารคำว่า สันติภาพ ในเวลานั้นจึงคือการ เผาตัว
ร่างมอดไหม้ของเธอถูกฝังไว้ที่สวนหย่อมในวัดฟับวัน เช่นเดียวกับชาวพุทธอีก ๕ คนที่ถูกลอบสังหารในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ที่กำแพงมีแผ่นศิลาภาพวาดของเธอแปะไว้ด้วย เขียนไว้ว่า พระโพธิสัตว์เผาตัวเพื่อเป็นแสงสว่างให้กับโลก - บางทีเสียงที่เราพูดก็ไม่ดังเท่ากับสิ่งที่เราทำ - หลวงพี่ฟับเจืองอธิบายให้ฟังถึงความหมายของภาษาเวียดนามที่ถูกเขียนไว้เป็นที่รำลึกถึงนัทชีมายบนกำแพง
เมื่อรถบัสนำคณะนักบวชมาถึงวัดฟับวันเราได้เห็นพระภิกษุจากวัดฟับวันเข้าสวมกอดกับพระภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะจากหมู่บ้านพลัม ใช่แล้ว... ภายหลังการมาเยือนของไถ่สองปีผ่านไปพระภิกษุที่เวียดนามเริ่มเรียนรู้การกอดกัน มันทำให้พุทธศาสนาที่นี่ดูน่าตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นในสายตาของฉัน บางทีถ้าพระในเมืองไทยกอดกันบ้างคงน่าดูไม่แพ้กัน...ฉันว่า (หมายเหตุ : ที่นี่พระผู้ชายกอดกับพระผู้ชาย พระผู้หญิงกอดกับพระผู้หญิง พระท่านไม่กอดข้ามเพศกัน)
เราได้พบกับหลวงพี่ติชตั่งมึน พระสงฆ์ชาวเวียดนามที่เคยเจอกันที่เมืองฮฺเว้เมื่อสองปีที่แล้ว ท่านอยู่วัดฟับวันนี่เอง ตอนเจอกันท่านเข้ามากอดเราเฉยเลย เล่นเอาตั้งตัวแทบไม่ทัน !
และเราได้พบกับหลวงพี่ฟับเหยิง (หลวงพี่ขันติธรรม) ภิกษุชาวโปตุเกสที่เคยมาเมืองไทยเมื่อปี ๔๖ ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่เราจะได้เจอกันอีก ฉันถามถึงวันเกิดของท่านเมื่อวานนี้ (๑๙ ก.พ.) ท่านบอกว่าตื่นเต้นดีเพราะกำลังอยู่บนเรือบิน แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษเพราะไม่มีใครรู้วันเกิดของท่าน ฉันเลยมอบขนมกุ๊กกี้ฝีมือพี่สาวไปให้หนึ่งถุง แต่ก็บอกแถมท่านไปว่าของขวัญแบบนี้มันคงอยู่ในท้องท่านได้ไม่นานเดี๋ยวมันก็ย่อยสลายไป...
เราได้พักรวมกับนักบวชจากหมู่บ้านพลัมรู้สึกแปลก ๆ ดีเพราะหลวงพี่หลวงน้องขี้เล่นยิ้มแย้มแจ่มใสกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกับพระสงฆ์ในหมู่บ้านพลัม
๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
วันนี้เป็น วันขี้เกียจ ยังไม่มีรายการเทศนาหรืออะไร แต่ไถ่ยังอุตส่าห์พาลูก ๆ (หมายถึงนักบวชชาย-หญิง) ไปเดินช็อปปิ้งร้านหนังสืออย่างน้อยก็สองร้านในโฮจิมินห์ เดินกันจนเมื่อย ไม่รู้จะซื้ออะไรดีเพราะมีแต่หนังสือภาษาเวียดนาม ร้านหนังสือก็ดูคึกคักมากเป็นพิเศษเพราะมีนักบวชไปเดินอุดหนุนป้วนเปี้ยนกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีไถ่ไปเดินดุ่ม ๆ อยู่ในร้าน ตกเย็นมีรายการซ้อมร้องเพลงของคณะนักบวชชายหญิงที่วัดฟับวัน
๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
ตอนเช้าฉันตื่นไปเล่นโยคะหลังจากที่ไม่ได้เล่นมานานแรมปี วันนี้ไถ่มีรายการไปเยี่ยมเยือนสองวัดด้วยกันคือ วัดควางดึก กับ วัดอันควัง ประชาชนล้นหลามโดยเฉพาะสื่อที่ตามมาเก็บภาพอีกแล้ว ทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์เก็บภาพกันให้วุ่น
ตกเย็นไถ่บรรยายธรรมที่วัดฟับวัน ท่านบรรยายเกี่ยวกับการดูแลจิตใจว่า เมื่อคนเราทำงานจนเครียดร่างกายก็สามารถป่วยได้ นักธุรกิจที่มีความทะเยอทะยานเกินพอดีมักจะตั้งเป้าว่าต้องมีงานเยอะ จะได้มีเงินมาก มีเงินมาก ๆ เพื่อจะได้มีอำนาจแล้วจะได้มีความสุข แต่ความจริงก็คือพอมีงานมากความรับผิดชอบก็สูง จิตใจก็เลยมีความเครียด แล้วในที่สุดก็จบลงด้วยความเจ็บป่วย ถ้าจิตใจเราสงบเราจะมีความสุขมากกว่ามีเงินหรือมีอำนาจเป็นไหน ๆ
แล้วท่านก็สอนให้ฝึกดูลมหายใจ ฝึกหายใจยาว ๆ ลึก ๆ ถึงท้อง เมื่อได้ยินเสียงระฆังให้หยุดกิจกรรมทุกอย่างแล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจ ๓ ครั้ง ฉันลุกขึ้นแอบไปเดินดูรอบ ๆ วัดเวลานั้นประมาณ ๓ ทุ่มแล้ว ผู้คนมาฟังธรรมะจากไถ่เต็มลานวัดไปหมดอย่างกับมาดูงิ้วดูหนังกัน
๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
ปีใหม่ของเวียดนามเป็นวันเดียวกับตรุษจีนของชาวจีน เช้านี้จึงมีรายการอวยพรปีใหม่ให้กับไถ่จากนั้นจึงเป็นรายการ เปิดใจ คิดว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของการปฏิบัติธรรมแบบหมู่บ้านพลัมก็คือการเปิดโอกาสให้อุบาสกอุบาสิกาที่มาวัดได้แบ่งปันประสบการณ์ตนเอง หรือเล่าปัญหาของตนเอง (คล้าย ๆ กับรายการ เสียงชาวบ้าน) ด้วยวิธีการเช่นนี้จะทำให้พวกเราทั้งชาววัดและชาวบ้านได้ทราบว่าการปฏิบัติธรรมของชุมชนกำลังไปถึงไหน กำลังเผชิญกับอะไรอยู่ มีคุณยายแบ่งปันว่าอยากให้เด็กรุ่นใหม่เข้าหาศาสนามากกว่าที่เป็นอยู่ (อันนี้คล้าย ๆ เมืองไทยเลย) วัยรุ่นที่เข้าวัดก็แบ่งปันว่าเมื่อตนเข้าวัดก็จะพยายามชวนเพื่อนมาด้วยเพื่อเป็นการทำให้เพื่อนและคนอื่น ๆ รู้จักธรรมะ
บางคนก็มีคำถามว่าเวลาคนที่เราสนิทคุ้นเคยกันต้องไปต่างถิ่นจะทำไงดี เพราะเป็นทุกข์กับการพลัดพราก มีพระภิกษุคอยช่วยให้คำตอบว่า เราควรรู้ว่าธรรมชาติของคนนั้นไม่ได้อยู่กับที่ ในที่สุดคนเราก็ต้องจากกันไป และเป็นโอกาสที่ดีในการฝึกเจริญสติ
วันนี้ ช่วงสาย ๆ หลวงพี่นิรามิสาเดินทางมาจากเมืองไทยบอกว่าคงอยู่ได้ประมาณ ๑ สัปดาห์ก็ต้องกลับ เพราะต้องไปรับรางวัลสตรีพุทธดีเด่นในวันที่ ๘ มีนาคม (วันสตรีสากล) พร้อมกับต้องไปให้สัมภาษณ์รายการเจาะใจ เรายังได้พบกับ เจ็ง สาวไทยที่มาทำงานอยู่ที่ฮานอยก็เดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ด้วย เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและรู้จักกัน
ค่ำนี้ไถ่มีธรรมบรรยายที่ วัดวินงิม ใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ประชาชนมาร่วมฟังท่านบรรยายเป็นพัน ๆ คน เต็มวัดอีกแล้ว เรื่องที่ท่านเทศน์ก็ยังไม่พ้นเรื่องครอบครัว ท่านเทศน์ให้ฟังว่า มีครอบครัวหนึ่งพอถึงวันเกิดลูก พ่อมักจะซื้อของขวัญดี ๆ ราคาแพง ๆ ให้ลูก แต่ลูกถามพ่อว่าพ่อรักลูกไหม พ่อตอบว่ารัก ลูกบอกว่าถ้าพ่อรักลูกละก็อยากให้พ่อมีเวลาให้ลูกมากกว่านี้ ลูกไม่ได้ต้องการของขวัญมากนัก เรื่องนี้พ่อที่รักลูกรักเมียควรมีเวลาให้ครอบครัวแทนที่จะสรรหาวัตถุสิ่งของมาให้ ท่านยังสอนอีกว่าเวลานี้เด็กวัยรุ่นมีปัญหามาก พ่อแม่ก็มักจะเลี้ยงลูกอย่างตำหนิติเตียน เมื่อเราตำหนิติเตียนเขามาก ๆ เขาก็จะไม่ชอบเรา เมื่อได้โอกาสเขาก็จะไปพึ่งพายาเสพติด พ่อแม่ควรเลี้ยงลูกด้วยภาษาดอกไม้หรือคำชมเชย เพื่อที่ว่าบ้านจะได้น่าอยู่ เด็ก ๆ จะได้ไม่ไปหาที่พึ่งนอกบ้าน
ท่านเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่าเวลานี้มีกลุ่มคนทำหนังฮอลลิวู้ดต้องการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านงานเขียนของท่านเรื่อง คือเมฆสีขาว คือทางก้าวเก่าแก่ (Old Path White Cloud) ซึ่งเป็นเรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า ไถ่จึงจัดให้กลุ่มคนสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมเจริญสติที่หมู่บ้านพลัมระยะหนึ่ง เพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาได้เรียนรู้การเจริญสติพวกเขาก็จะสามารถเข้าใจเรื่องราวของพระพุทธเจ้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ได้อย่างเข้าใจความหมาย ฉันว่าไถ่คิดถูกเพราะการที่ใครสักคนจะทำภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับศาสนาใด ๆ ออกมา พวกเขาก็ควรเข้าไปศึกษาเรียนรู้ สาร ในศาสนา ๆ นั้นเสียก่อน หาไม่แล้วเขาอาจจะสร้างหนังเรื่องนั้นออกมาแบบไม่เข้าใจศาสนานั้น ๆ ก็ได้ นี่อาจจะเป็นหนังที่น่าดูที่สุดเรื่องหนึ่งเมื่อหนังเรื่องนี้ถูกสร้างเสร็จ
เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบ..รู้จัก..และทำงานร่วมกัน.
</TD></TR></TBODY></TABLE>
:yociexp23:http://www.oknation.net/blog/Buddha009/2007/05/04/entry-1 (http://www.oknation.net/blog/Buddha009/2007/05/04/entry-1)
เว้นระยะไปหนึ่งปีที่ หลวงปู่ติชนัทฮันห์ (หรือที่ลูกศิษย์มักจะเรียกท่านในภาษาเวียดนามว่า ไถ่ ซึ่งหมายถึง อาจารย์) ไม่ได้เดินทางกลับไปบ้านเกิดที่เวียดนาม เนื่องจากต้องการพักผ่อนเพื่อรักษาสุขภาพ และปีนี้ไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลเวียดนามนิมนต์ท่านอีกแล้ว เพราะประเทศเวียดนามกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่ประเทศที่เปิดรับเศรษฐกิจ การติดต่อและการค้ากับโลกภายนอก ไถ่ จึงมีโอกาสได้กลับมาเยือนบ้านเกิดอีกเป็นครั้งที่สอง
๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
เป็นวันที่ฉันมีโอกาสไปเยือนเวียดนามอีกเป็นครั้งที่สองเช่นเดียวกัน การไปคราวนี้เราไม่ต้องระหกระเหินเดินทางรถยนต์เหมือนสองปีก่อนเพราะคุณครูชุมศรีช่วยดูแลเรื่องค่าตั๋วเรือบินให้ ต้องขอบคุณคุณครูมา ณ โอกาสนี้ เราได้เดินทางร่วมไปกับ หลวงพี่ฟับเจือง หลวงพี่หั่นเลียน กับอีกสองสาว จัน และเอ็ม ทางเรือบิน งานนี้เราเลยไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมากนักเพียงแค่เดินตาม ๆ เขาไป ถ้าไปคนเดียวอาจจะงก ๆ เงิ่น ๆ ไปกับการทำเอกสารผ่านด่านเพราะไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศไทยผ่านทางเรือบินสักที
ส่วน หลวงพี่ฟับเจือง กับ หลวงพี่หั่นเลียน บังเอิญช่วงที่ผ่านมาท่านมาทำงานสร้างสังฆะหมู่บ้านพลัมให้เกิดขึ้นในเมืองไทยพร้อมด้วย หลวงพี่นิรามิสา เมื่อ ไถ่ เดินทางกลับมาเวียดนามจึงเป็นโอกาสให้ท่านทั้งสามต้องเดินทางไปสมทบกับสังฆะที่เวียดนามด้วย นี่เลยเป็นเหตุให้ฉันได้ร่วมเดินทางไปกับอีกสองท่านในครั้งนี้ ตอนไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ คุณครูชุมศรี (จากโรงเรียนวนิษา) และ รถ (คุณครูอีกท่านหนึ่ง) ก็มาส่งด้วย
หลวงพี่ฟับเจืองบอกกับฉันว่าเดี๋ยวพอเราขึ้นไปบนเครื่องก็จะพบกับ หลวงปู่
ฉันงงเลยถามว่า หลวงปู่ไหนเหรอ
ก็หลวงปู่ติชนัทฮันห์ไง ! หลวงพี่ฟับเจืองตอบ
ฉันเลยถึงบางอ๋อ ว่า เรือบินลำที่เรากำลังจะโดยสารไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้เป็นเรือบินที่บินมาจากฝรั่งเศสซึ่งมีหลวงปู่นั่งมาด้วย ก่อนที่เรือบินจะพาเราทั้งหมดไปสู่เวียดนาม
เมื่อเรา ๕ คนขึ้นเครื่องในเวลาบ่าย ๒ ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ไถ่นั่งอยู่ริมหน้าต่างมีพระภิกษุอุปัฏฐากนั่งคั่นตรงกลางระหว่างท่านกับ หลวงแม่จันคอม ด้านหลังเต็มไปด้วยสานุศิษย์ที่เป็นภิกษุ-ภิกษุณี-สามเณร-สามเณรี เต็มไปทั้งท้องเรือบิน หลวงพี่ หลวงน้องทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหลวงพี่ฟับเจือง และหลวงพี่หั่นเลียน หลาย ๆ ท่านดูคุ้นหน้าคุ้นตาเพราะเราเคยเจอกันเมื่อสองปีที่แล้ว
เมื่อได้เวลาผู้โดยสารต้องกลับไปนั่งประจำที่เพราะเครื่องต้องออก เมื่อเรือบินออกตัวฉันถึงกับรู้สึกหวาด ๆ เสียว ๆ คล้าย ๆ กับขึ้นรถไฟเหาะ ยิ่งเมื่อรับรู้ว่าเรือบินกำลังบินสูงขึ้นจากพื้นดินทีละนิด ๆ ก็ดันนึกภาพตามว่าใต้เรือบินมันมีแต่อากาศและความว่างเปล่าก็ยิ่งเสียวไส้เข้าไปใหญ่ ยิ่งเมื่อเรือบินยกตัวสูงขึ้น ๆ ก็รู้สึกได้ถึงอาการโครงเครงของเครื่อง .. ไม่สนุกเลย ฉันนึกในใจ .. เมื่ออยู่บนเรือบินชีวิตของเราตั้งอยู่บนความ ไม่แน่นอน อย่างที่เราสามารถสัมผัสได้ เราได้แต่ฝากชีวิตของเราไว้กับกัปตันเครื่องบิน แต่ชีวิตของผู้โดยสารทุกคนก็ฝากไว้กับกัปตันเพียงคนเดียวเหมือนกัน หรือบางทีกัปตันเองก็อาจจะฝากชีวิตของตัวเองไว้ที่พวงมาลัยเครื่องบินด้วย ! ผ่านไปสักครู่เรือบินก็ทรงตัวอยู่ในสภาพปรกติ ขนานไปกับพื้นโลก ... ค่อยยังชั่ว ... ฉันคิดในใจ ... คนที่ขึ้นเครื่องบินคนอื่น ๆ ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน
ที่พนักพิงข้างหน้าเรามีจอมอนิเตอร์กันทุกคน เอาไว้ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ ฉันทดลองเปิดดูช่องหนัง เขากำลังฉายเรื่อง The Queen ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของเลดี้ไดอาน่า...
ผ่านไป ๑ ชั่วโมง เรือบินก็พาเรามาถึงที่หมายคือโฮจิมินห์ซิตี้ เมื่อเรือบินลงจอด ไถ่เดินนำหน้าพวกเราออกไปตามด้วยคณะนักบวช ถึงตัวอาคารสนามบินมีสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ยืนรอกระจุกอยู่ที่ปากประตูเพื่อบันทึกภาพไถ่ ประกายแฟลชแปล้บปล้าบไปหมด การมาเยือนบ้านเกิดของไถ่ยังเป็นอะไรที่เป็นน่าสนใจสำหรับชาวเวียดนามเสมอ
ผ่านจากด่านกองตรวจคนเข้าเมืองไปก็เป็นรายการตามหากระเป๋า ที่ล็อบบี้กระเป๋าเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ใบของผู้โดยสารเลื่อนไปเลื่อนมาอยู่บนราง ตามหาของใครของมันกันให้วุ่น เมื่อเราออกไปที่ลานจอดรถประชาชนประมาณเรือนพันมาคอยต้อนรับไถ่และสังฆะ ผู้คนจำนวนมากโบกธงพุทธศาสนา ๕ แถบสีไปมาในอากาศ สำหรับที่นี่แล้วไถ่และสังฆะไม่ใช่ผู้โดยสารธรรมดา ๆ เลยจริง ๆ
รถบัสหลายคันมารับไถ่และสังฆะเพื่อพาไปพักวัดฟับวัน (Phap Van Pagoda) ซึ่งอยู่ในกรุงโฮจิมินห์ เรามีกำหนดพักอยู่ที่นี่ ๓ วัน จากนั้นไถ่และสังฆะจะเดินทางต่อไปที่ เบ๋าล็อก เพื่อจัดภาวนากันที่นั่น
วัดฟับวัน หรือ แปลเป็นไทยว่า วัดเมฆธรรม ตั้งอยู่นอกใจกลางเมืองโฮจิมินห์ บรรยากาศรอบ ๆ วัดจึงดูค่อนข้างสงบและอากาศดีกว่าใจกลางเมือง ไม่มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์ปู้นป้านให้ดังหนวกหู ที่วัดฟับวันมีหลุมฝังศพของ นัทชีมาย ด้วย นัทชีมาย เป็นฆราวาสหญิงชาวพุทธที่มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งสงครามเวียดนาม เธอเรียกร้องสันติภาพด้วยการเผาตัวเพื่อแลกกับความสงบระหว่างศาสนาพุทธและคริสต์ ในเวลานั้นไม่มีใครฟังใคร ไม่ว่าจะตะโกนคำว่า สันติภาพ ให้ดังเท่าไรก็คงไม่ดังเท่ากับ เปลวของไฟที่มอดไหม้ร่างกาย ถึงแม้ว่านัทชีมายจะเป็นชาวพุทธ แต่เธอก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายพุทธตรง ๆ จุดยืนของเธอคือการอยู่ตรงกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพียงแต่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดของการสื่อสารคำว่า สันติภาพ ในเวลานั้นจึงคือการ เผาตัว
ร่างมอดไหม้ของเธอถูกฝังไว้ที่สวนหย่อมในวัดฟับวัน เช่นเดียวกับชาวพุทธอีก ๕ คนที่ถูกลอบสังหารในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ที่กำแพงมีแผ่นศิลาภาพวาดของเธอแปะไว้ด้วย เขียนไว้ว่า พระโพธิสัตว์เผาตัวเพื่อเป็นแสงสว่างให้กับโลก - บางทีเสียงที่เราพูดก็ไม่ดังเท่ากับสิ่งที่เราทำ - หลวงพี่ฟับเจืองอธิบายให้ฟังถึงความหมายของภาษาเวียดนามที่ถูกเขียนไว้เป็นที่รำลึกถึงนัทชีมายบนกำแพง
เมื่อรถบัสนำคณะนักบวชมาถึงวัดฟับวันเราได้เห็นพระภิกษุจากวัดฟับวันเข้าสวมกอดกับพระภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะจากหมู่บ้านพลัม ใช่แล้ว... ภายหลังการมาเยือนของไถ่สองปีผ่านไปพระภิกษุที่เวียดนามเริ่มเรียนรู้การกอดกัน มันทำให้พุทธศาสนาที่นี่ดูน่าตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นในสายตาของฉัน บางทีถ้าพระในเมืองไทยกอดกันบ้างคงน่าดูไม่แพ้กัน...ฉันว่า (หมายเหตุ : ที่นี่พระผู้ชายกอดกับพระผู้ชาย พระผู้หญิงกอดกับพระผู้หญิง พระท่านไม่กอดข้ามเพศกัน)
เราได้พบกับหลวงพี่ติชตั่งมึน พระสงฆ์ชาวเวียดนามที่เคยเจอกันที่เมืองฮฺเว้เมื่อสองปีที่แล้ว ท่านอยู่วัดฟับวันนี่เอง ตอนเจอกันท่านเข้ามากอดเราเฉยเลย เล่นเอาตั้งตัวแทบไม่ทัน !
และเราได้พบกับหลวงพี่ฟับเหยิง (หลวงพี่ขันติธรรม) ภิกษุชาวโปตุเกสที่เคยมาเมืองไทยเมื่อปี ๔๖ ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่เราจะได้เจอกันอีก ฉันถามถึงวันเกิดของท่านเมื่อวานนี้ (๑๙ ก.พ.) ท่านบอกว่าตื่นเต้นดีเพราะกำลังอยู่บนเรือบิน แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษเพราะไม่มีใครรู้วันเกิดของท่าน ฉันเลยมอบขนมกุ๊กกี้ฝีมือพี่สาวไปให้หนึ่งถุง แต่ก็บอกแถมท่านไปว่าของขวัญแบบนี้มันคงอยู่ในท้องท่านได้ไม่นานเดี๋ยวมันก็ย่อยสลายไป...
เราได้พักรวมกับนักบวชจากหมู่บ้านพลัมรู้สึกแปลก ๆ ดีเพราะหลวงพี่หลวงน้องขี้เล่นยิ้มแย้มแจ่มใสกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกับพระสงฆ์ในหมู่บ้านพลัม
๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
วันนี้เป็น วันขี้เกียจ ยังไม่มีรายการเทศนาหรืออะไร แต่ไถ่ยังอุตส่าห์พาลูก ๆ (หมายถึงนักบวชชาย-หญิง) ไปเดินช็อปปิ้งร้านหนังสืออย่างน้อยก็สองร้านในโฮจิมินห์ เดินกันจนเมื่อย ไม่รู้จะซื้ออะไรดีเพราะมีแต่หนังสือภาษาเวียดนาม ร้านหนังสือก็ดูคึกคักมากเป็นพิเศษเพราะมีนักบวชไปเดินอุดหนุนป้วนเปี้ยนกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีไถ่ไปเดินดุ่ม ๆ อยู่ในร้าน ตกเย็นมีรายการซ้อมร้องเพลงของคณะนักบวชชายหญิงที่วัดฟับวัน
๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
ตอนเช้าฉันตื่นไปเล่นโยคะหลังจากที่ไม่ได้เล่นมานานแรมปี วันนี้ไถ่มีรายการไปเยี่ยมเยือนสองวัดด้วยกันคือ วัดควางดึก กับ วัดอันควัง ประชาชนล้นหลามโดยเฉพาะสื่อที่ตามมาเก็บภาพอีกแล้ว ทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์เก็บภาพกันให้วุ่น
ตกเย็นไถ่บรรยายธรรมที่วัดฟับวัน ท่านบรรยายเกี่ยวกับการดูแลจิตใจว่า เมื่อคนเราทำงานจนเครียดร่างกายก็สามารถป่วยได้ นักธุรกิจที่มีความทะเยอทะยานเกินพอดีมักจะตั้งเป้าว่าต้องมีงานเยอะ จะได้มีเงินมาก มีเงินมาก ๆ เพื่อจะได้มีอำนาจแล้วจะได้มีความสุข แต่ความจริงก็คือพอมีงานมากความรับผิดชอบก็สูง จิตใจก็เลยมีความเครียด แล้วในที่สุดก็จบลงด้วยความเจ็บป่วย ถ้าจิตใจเราสงบเราจะมีความสุขมากกว่ามีเงินหรือมีอำนาจเป็นไหน ๆ
แล้วท่านก็สอนให้ฝึกดูลมหายใจ ฝึกหายใจยาว ๆ ลึก ๆ ถึงท้อง เมื่อได้ยินเสียงระฆังให้หยุดกิจกรรมทุกอย่างแล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจ ๓ ครั้ง ฉันลุกขึ้นแอบไปเดินดูรอบ ๆ วัดเวลานั้นประมาณ ๓ ทุ่มแล้ว ผู้คนมาฟังธรรมะจากไถ่เต็มลานวัดไปหมดอย่างกับมาดูงิ้วดูหนังกัน
๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
ปีใหม่ของเวียดนามเป็นวันเดียวกับตรุษจีนของชาวจีน เช้านี้จึงมีรายการอวยพรปีใหม่ให้กับไถ่จากนั้นจึงเป็นรายการ เปิดใจ คิดว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของการปฏิบัติธรรมแบบหมู่บ้านพลัมก็คือการเปิดโอกาสให้อุบาสกอุบาสิกาที่มาวัดได้แบ่งปันประสบการณ์ตนเอง หรือเล่าปัญหาของตนเอง (คล้าย ๆ กับรายการ เสียงชาวบ้าน) ด้วยวิธีการเช่นนี้จะทำให้พวกเราทั้งชาววัดและชาวบ้านได้ทราบว่าการปฏิบัติธรรมของชุมชนกำลังไปถึงไหน กำลังเผชิญกับอะไรอยู่ มีคุณยายแบ่งปันว่าอยากให้เด็กรุ่นใหม่เข้าหาศาสนามากกว่าที่เป็นอยู่ (อันนี้คล้าย ๆ เมืองไทยเลย) วัยรุ่นที่เข้าวัดก็แบ่งปันว่าเมื่อตนเข้าวัดก็จะพยายามชวนเพื่อนมาด้วยเพื่อเป็นการทำให้เพื่อนและคนอื่น ๆ รู้จักธรรมะ
บางคนก็มีคำถามว่าเวลาคนที่เราสนิทคุ้นเคยกันต้องไปต่างถิ่นจะทำไงดี เพราะเป็นทุกข์กับการพลัดพราก มีพระภิกษุคอยช่วยให้คำตอบว่า เราควรรู้ว่าธรรมชาติของคนนั้นไม่ได้อยู่กับที่ ในที่สุดคนเราก็ต้องจากกันไป และเป็นโอกาสที่ดีในการฝึกเจริญสติ
วันนี้ ช่วงสาย ๆ หลวงพี่นิรามิสาเดินทางมาจากเมืองไทยบอกว่าคงอยู่ได้ประมาณ ๑ สัปดาห์ก็ต้องกลับ เพราะต้องไปรับรางวัลสตรีพุทธดีเด่นในวันที่ ๘ มีนาคม (วันสตรีสากล) พร้อมกับต้องไปให้สัมภาษณ์รายการเจาะใจ เรายังได้พบกับ เจ็ง สาวไทยที่มาทำงานอยู่ที่ฮานอยก็เดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ด้วย เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและรู้จักกัน
ค่ำนี้ไถ่มีธรรมบรรยายที่ วัดวินงิม ใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ประชาชนมาร่วมฟังท่านบรรยายเป็นพัน ๆ คน เต็มวัดอีกแล้ว เรื่องที่ท่านเทศน์ก็ยังไม่พ้นเรื่องครอบครัว ท่านเทศน์ให้ฟังว่า มีครอบครัวหนึ่งพอถึงวันเกิดลูก พ่อมักจะซื้อของขวัญดี ๆ ราคาแพง ๆ ให้ลูก แต่ลูกถามพ่อว่าพ่อรักลูกไหม พ่อตอบว่ารัก ลูกบอกว่าถ้าพ่อรักลูกละก็อยากให้พ่อมีเวลาให้ลูกมากกว่านี้ ลูกไม่ได้ต้องการของขวัญมากนัก เรื่องนี้พ่อที่รักลูกรักเมียควรมีเวลาให้ครอบครัวแทนที่จะสรรหาวัตถุสิ่งของมาให้ ท่านยังสอนอีกว่าเวลานี้เด็กวัยรุ่นมีปัญหามาก พ่อแม่ก็มักจะเลี้ยงลูกอย่างตำหนิติเตียน เมื่อเราตำหนิติเตียนเขามาก ๆ เขาก็จะไม่ชอบเรา เมื่อได้โอกาสเขาก็จะไปพึ่งพายาเสพติด พ่อแม่ควรเลี้ยงลูกด้วยภาษาดอกไม้หรือคำชมเชย เพื่อที่ว่าบ้านจะได้น่าอยู่ เด็ก ๆ จะได้ไม่ไปหาที่พึ่งนอกบ้าน
ท่านเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่าเวลานี้มีกลุ่มคนทำหนังฮอลลิวู้ดต้องการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านงานเขียนของท่านเรื่อง คือเมฆสีขาว คือทางก้าวเก่าแก่ (Old Path White Cloud) ซึ่งเป็นเรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า ไถ่จึงจัดให้กลุ่มคนสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมเจริญสติที่หมู่บ้านพลัมระยะหนึ่ง เพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาได้เรียนรู้การเจริญสติพวกเขาก็จะสามารถเข้าใจเรื่องราวของพระพุทธเจ้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ได้อย่างเข้าใจความหมาย ฉันว่าไถ่คิดถูกเพราะการที่ใครสักคนจะทำภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับศาสนาใด ๆ ออกมา พวกเขาก็ควรเข้าไปศึกษาเรียนรู้ สาร ในศาสนา ๆ นั้นเสียก่อน หาไม่แล้วเขาอาจจะสร้างหนังเรื่องนั้นออกมาแบบไม่เข้าใจศาสนานั้น ๆ ก็ได้ นี่อาจจะเป็นหนังที่น่าดูที่สุดเรื่องหนึ่งเมื่อหนังเรื่องนี้ถูกสร้างเสร็จ
เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบ..รู้จัก..และทำงานร่วมกัน.
</TD></TR></TBODY></TABLE>
:yociexp23:http://www.oknation.net/blog/Buddha009/2007/05/04/entry-1 (http://www.oknation.net/blog/Buddha009/2007/05/04/entry-1)